Skip to content
ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Dear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily Psychology
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่

Month: September 2026

เมื่อ ‘หน้าจอ’ ขัดขวางพัฒนาการ ‘โซเชียลมีเดีย’ มีผลต่อสุขภาพจิต อายุที่เหมาะสมของเด็กในโลกออนไลน์ควรเป็นเท่าไร
Social Issues
30 September 2026

เมื่อ ‘หน้าจอ’ ขัดขวางพัฒนาการ ‘โซเชียลมีเดีย’ มีผลต่อสุขภาพจิต อายุที่เหมาะสมของเด็กในโลกออนไลน์ควรเป็นเท่าไร

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ‘อายุที่เริ่มใช้’ และ ‘ประเภท’ ของสื่อ มีผลต่อพัฒนาการล่าช้าของเด็กปฐมวัย อย่างน้อย 1 ด้านจาก 5 ด้านคือ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการรับรู้ภาษา ด้านการใช้ภาษา ด้านสังคมและการช่วยเหลือตัวเอง
  • เด็กช่วงอายุ 2 ขวบแรกจะมีข้อจำกัดที่เรียกว่า Video Deficit Effect คือ เรียนรู้จากวิดีโอได้ไม่ดีเท่ากับการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ซึ่งอาจเกิดจากการแยกแยะของจริงกับภาพในจอไม่ได้ 
  • ช่วงเข้าสู่วัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เด็กๆ เหล่านี้จะอ่อนไหวเป็นพิเศษและอาจส่งผลทางด้านลบต่อจิตใจได้ หากปล่อยให้มีการใช้โซเชียลมีเดีย จึงควรยืดเวลาและอนุญาตให้เด็กๆ ใช้โซเชียลมีเดียเมื่อมีวุฒิภาวะมากขึ้น

เรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ยุค AI จำนวนมากน่าจะอยากรู้คือ ควรให้ลูกๆ ใช้โซเชียลมีเดียผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ตอนอายุเท่าใดจึงจะเหมาะสม ไม่ไปขัดขวางพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก? 

หลายคนคงอดแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นกูรูทาง IT อย่าง บิล เกตส์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาและ (อดีต) ภรรยา เมลินดา เกตส์ ตั้งเป็นกฎเหล็กว่าจะไม่ให้ลูกๆ ใช้มือถือจนกว่าจะอายุ 14 ปี แถมยังจำกัดเวลาใช้งานพวกมัน โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน 

กฎของบ้านที่สำคัญอีกข้อคือ ห้ามเอามือถือขึ้นมาเล่นขณะรับประทันอาหารมื้อเย็นกับครอบครัวที่บ้าน เรื่องนี้ วอลเทอร์ ไอแซกซัน ผู้เขียนหนังสือประวัติ สตีฟ จ็อบส์ ก็ระบุว่าเป็นข้อห้ามของครอบครัวจ็อบส์เช่นกัน สำหรับคนเหล่านี้เวลาอาหารเย็นใช้ไปกับการกินอาหาร การพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตในช่วงวันที่ผ่านมา รวมไปถึงอภิปรายเกี่ยวกับหนังสือ ประวัติศาสตร์ หรือเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ 

ทิม คุก คนที่ก้าวขึ้นมาบริหารบริษัทแอปเปิลต่อจากสตีฟ จ็อบส์ ที่แม้จะไม่มีลูก แต่ก็ห้ามไม่ให้หลานอายุ 13 ปี เข้าโซเชียลเน็ตเวิร์กเช่นกัน [1] 

คิดดูก็อาจจะแปลกดีที่กูรูด้านเทคโนโลยีกลับไม่ค่อยอยากให้ลูกๆ โดยเฉพาะตอนอายุยังน้อย ใช้เทคโนโลยีผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตมากนัก  

มีงานวิจัยมากมายที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเด็กและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็รวมทั้งงานวิจัยที่ทำโดยนักวิจัยชาวไทยด้วยเช่นกัน และยังมีข้อสรุปที่แตกต่างกันในรายละเอียดอยู่บ้างเล็กน้อย แต่หลักใหญ่ใจความคล้ายกันมากคือ ไม่เหมาะจะให้เด็กเล็กใช้อินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียเลย   

ข้อมูลจากสถาบันกุมารแพทย์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics, AAP) บนเว็บไซต์ของสถาบันระบุว่า “จากสิ่งที่เราเรียนรู้จากงานวิจัยเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้จากนโยบายการยอมให้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กเล็ก เราแนะนำว่าให้รอจนกระทั่งเด็กอายุอย่างน้อย 13 ปีเสียก่อน จึงจะให้มีบัญชีใช้งานอินสตาแกรม สแนปแชต และติ๊กต็อก และหากเด็กอายุมากกว่านั้นแล้ว ก็ให้พิจารณาอนุญาตเด็กแต่ละคนตามแต่ลักษณะจำเพาะตัวและอุปนิสัยต่างๆ เด็กทุกคนที่ล้วนแตกต่างกัน! 

เด็กอายุ 13 ปีคนหนึ่งอาจจะพร้อมสำหรับการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย ขณะที่เด็กอายุ 16 ปีอีกคนอาจจะยังไม่พร้อมก็ได้” [2]

ถือเป็นคำแนะนำแบบกว้างๆ และอันที่จริงแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาก็ใช้ตัวเลขอายุ 13 ปีนี้เป็นหลักเกณฑ์อ้างอิงสำหรับการสร้างบัญชีใช้งานตามกฎหมาย COPPA หรือกฎหมายปกป้องความเป็นส่วนตัวของเด็กบนออนไลน์ (Children’s Online Privacy Protection Rule) ที่มีเนื้อหาหลักสรุปได้ว่า COPPA บังคับให้ผู้ดูแลเว็บไซต์หรือบริการออนไลน์ดูแลควบคุมให้เด็กที่มาใช้งานต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 13 ปี [3]

สำหรับเด็กที่เล็กมากๆ มีงานวิจัยในไทยที่ทำโดยคณะกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็ก โรงพยาบาลนครพิงค์ พบว่าการให้เด็กปฐมวัยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านหน้าจอ แสดงให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะพัฒนาการล่าช้า โดยในงานนี้ทำในเด็กอายุ 6 เดือน–5 ปี จำนวน 174 รายผ่านการใช้แบบสอบถามและประเมินพัฒนาการด้วยคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย 

ข้อสรุปจากงานวิจัยนี้คือ ‘อายุที่เริ่มใช้’ และ ‘ประเภท’ ของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านจอ มีผลต่อพัฒนาการล่าช้าของเด็กปฐมวัย โดยหากเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีเมื่อเริ่มใช้ จะแสดงผลว่ามีพัฒนาการล่าช้าอย่างน้อย 1 ด้านจาก 5 ด้านคือ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการรับรู้ภาษา ด้านการใช้ภาษา ด้านสังคมและการช่วยเหลือตัวเอง [4]

ขณะที่เว็บไซต์ของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุรายละเอียดของการใช้งานในเด็กช่วงวัยต่างๆ ไว้อย่างละเอียดคือ เด็กช่วงอายุ 2 ขวบแรกจะมีข้อจำกัดที่เรียกว่า Video Deficit Effect คือ เรียนรู้จากวิดีโอได้ไม่ดีเท่ากับการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ซึ่งอาจเกิดจากการแยกแยะของจริงกับภาพในจอไม่ได้ อาการเช่นนี้จะลดลงเมื่ออายุราว 2 ปีครึ่ง จึงแนะนำว่าในเด็กวัยแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี ไม่ควรให้ดูหน้าจอเลย เพราะไม่ได้มีผลต่อพัฒนาการของเด็ก ยกเว้นแต่จะใช้แบบเป็นครั้งคราว และเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทางที่มีพูดคุยโต้ตอบหรือมีการเคลื่อนไหวโบกไม้โบกมือ เป็นต้น [5]

เมื่ออายุอยู่ในวัย 2-7 ปี ก็อ้างอิงคำแนะนำจาก AAP ว่า ให้ใช้หน้าจอได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง โดยอาจแบ่งเป็นครั้งละราว 15-30 นาทีเป็นอย่างมาก เด็กที่อายุมากกว่านั้นก็ยังควรจำกัดเวลาการใช้งานไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง และควรเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพ่อแม่ผู้ปกครองร่วมดูไปด้วย พร้อมพูดคุยแนะนำ และตั้งข้อสังเกตว่าในวัยเด็กตอนปลาย (11-12 ปีหรือเด็กกว่านั้น) จะเป็นช่วงวัยที่เสี่ยงต่อการสร้างภาพลักษณ์และจิตใจ จึงมีความเปราะบางทางอารมณ์สูงมาก เพราะสมองส่วนหน้าที่ควบคุมอารมณ์และเหตุผลยังเติบโตไม่เต็มที่ จนอาจส่งผลให้เกิดความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตาตนเองสูงกว่าเด็กที่ยังไม่เริ่มใช้ [5]

งานวิจัยในปีนี้เอง (ค.ศ. 2026) ที่มาจากคณะจิตวิทยา มหาวิทยานิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่าขณะที่รัฐบาลกำลังจะบังคับใช้กฎหมายใหม่เรียกว่า SMMAR หรือข้อจำกัดอายุขั้นต่ำที่สามารถใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media Minimum Age Restriction) ซึ่งกำหนดอายุขั้นต่ำไว้สูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่คืออายุ 16 ปี หรือเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วเท่านั้น 

นักวิจัยทำแบบสอบถามให้อาสาสมัครหนุ่มน้อยสาวน้อยอายุ 10-15 ปีจำนวน 422 คนตอบในช่วงปลายปีที่แล้ว (25 ตุลาคม–9 ธันวาคม 2025) ก่อนที่กฎข้อบังคับใหม่นี้จะนำมาใช้ ในการสำรวจนี้ครอบคลุมเด็กเชื้อชาติเอเชีย 13% เด็กผิวขาว 49% นอกนั้นก็เป็นแบบอื่นๆ ส่วนเพศสภาพ มี 49% เป็นหญิง อีก 49% ชาย อีกราว 1.5% ไม่ระบุว่าเป็นชายหรือหญิง และอายุเฉลี่ยของเด็กที่ทำแบบสอบถามคือ 12.8 ปี ผลการสำรวจทำให้รู้ว่าเด็กออสเตรเลียกลุ่มนี้มากถึง 75% ที่ระบุว่า ต่อให้มีข้อห้ามดังกล่าวออกมาบังคับใช้ก็ตาม พวกตนก็จะยังคงใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ อยู่ต่อไป [6]  

เด็กราว 70% มีบัญชีใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง และมีอายุเฉลี่ยเมื่อแรกใช้งานเท่ากับ 11.0 ปี เมื่อวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดก็พบว่า ปัจจัยสำคัญสามอย่างคือ (1) เคยใช้งานโซเชียลมีเดีย (2) มีบัญชีผู้ใช้งานเป็นของตนเอง และ (3) อายุน้อยกว่าค่าเฉลี่ยนี้ในตอนเริ่มใช้โซเชียลมีเดีย ทั้งสามปัจจัยมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ชัดเจนว่า ทำให้เกิดทั้งความกังวลใจและอาการซึมเศร้ามากกว่าเฉลี่ย หรือมากกว่าเด็กที่ไม่ใช้โซเชียลมีเดีย  

ข้อสรุปดังกล่าวไม่ต่างจากงานวิจัยส่วนใหญ่คือ ยิ่งอายุเมื่อเริ่มใช้น้อยเท่าใด ก็ยิ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอาการกังวลใจและซึมเศร้ามากขึ้นได้เท่านั้น 

เพราะช่วงเข้าสู่วัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เด็กๆ เหล่านี้จะอ่อนไหวเป็นพิเศษและอาจส่งผลทางด้านลบต่อจิตใจได้ หากปล่อยให้มีการใช้โซเชียลมีเดีย ดังนั้น คำแนะนำให้ยืดเวลาและอนุญาตให้เด็กๆ ใช้โซเชียลมีเดียเมื่อมีวุฒิภาวะมากขึ้น จึงเป็นเรื่องควรสนับสนุน และสอดคล้องกับแนวทางของ SMMAR [6]

ที่น่าเป็นห่วงคือ มีเด็กแค่เพียง 25% เท่านั้นที่ระบุว่า ตนเองตั้งใจจะหยุดใช้โซเชียลมีเดียเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่ออกบังคับใช้ และมีมากถึง 35% (86 คน) ที่ระบุว่าไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการอย่างไรก็จะพยายามใช้โซเชียลมีเดียต่อไป ดูเหมือนเด็กๆ จะหยุดใช้โซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวันไม่ได้เสียแล้ว เพราะรู้สึกว่าจะโดนตัดขาดจากเพื่อนฝูงและสังคมรอบตัว 

จากข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ง่ายๆ สั้นว่า ในกรณีของโซเชียลมีเดีย ยิ่งเริ่มใช้ช้าเท่าใดก็จะยิ่งดีเท่านั้น  

เอกสารอ้างอิง

[1] https://www.cnbc.com/2018/06/05/how-bill-gates-mark-cuban-and-others-limit-their-kids-tech-use.html เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 ก.ย. 2569  

[2] https://www.aap.org/en/patient-care/media-and-children/center-of-excellence-on-social-media-and-youth-mental-health/qa-portal/qa-portal-library/qa-portal-library-questions/age-to-introduce-social-media/?srsltid=AU7gw4VekkdkiwEtS3GLZUDIZCPDNSG-I7N41VU9RmZELI8jgMi15K0p เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 ก.ย. 2569  

[3] https://www.ftc.gov/legal-library/browse/rules/childrens-online-privacy-protection-rule-coppa เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 ก.ย. 2569  

[4] วารลี เดชพุทธวัจน์ และคณะ. ความสัมพันธ์ระหว่างอายุที่เริ่มใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และลักษณะสื่ออิเล็กทรอนิกส์กับพัฒนาการล่าช้าของเด็กอายุ 6 เดือน–5 ปี. วารสารโรงพยาบาลนครพิงค์. ปีที่ 11 ฉบับที่ 2, กรกฎาคม-ธันวาคม 2563.  

[5] https://www.psy.chula.ac.th/en/feature-articles/social-media-children/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 ก.ย. 2569   

[6] Bilston A, Brown L, Qi X, Werner-Seidler A, Schweizer S. Planned Social Media Ban and Depression and Anxiety in Adolescents. JAMA Netw Open. 2026; 9(8): e2631107. doi:10.1001/jamanetworkopen.2026.31107

Tags:

โซเชียลมีเดียอารมณ์หน้าจอพัฒนาการล่าช้า

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Adolescent BrainSocial Issues
    The Anxious Generation EP3: เมื่อการเลี้ยงลูกด้วย ‘หน้าจอ’ ต้องแลกมากับสมองและพัฒนาการของเด็กที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Adolescent BrainSocial Issues
    The Anxious Generation EP2: เมื่อ ‘หน้าจอ’ พรากประสบการณ์และการเรียนรู้ที่มีความหมายในวัยเด็ก ปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาสติปัญญา

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Book
    วางความคาดหวังของคนอื่นลง แล้วกลับมาฟังเสียงหัวใจตัวเอง: เธอก็ออกมาได้นะจากบึงโคลนแห่งความเศร้าและไม่เข้าใจตนเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • How to get along with teenager
    รับมือวัยรุ่นยุค SEXTING: สื่อสารให้เข้าใจเรื่องความปลอดภัยของตัวลูกเอง

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา

  • How to get along with teenager
    ทำไมลูกหายใจเข้าออกเป็น ‘IG’ (INSTAGRAM)

    เรื่อง The Potential ภาพ บัว คำดี

ถอดสลักความรุนแรงในโรงเรียน เปลี่ยน ‘อคติ’ เป็นพื้นที่แห่งการรับฟังและสัมพันธภาพที่โอบอุ้มหัวใจกัน
Social Issues
29 September 2026

ถอดสลักความรุนแรงในโรงเรียน เปลี่ยน ‘อคติ’ เป็นพื้นที่แห่งการรับฟังและสัมพันธภาพที่โอบอุ้มหัวใจกัน

เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์

  • หากเราอยากเห็นโรงเรียนที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่การถามว่า “จะป้องกันไม่ให้เด็กทำร้ายกันได้อย่างไร แต่อาจเป็นการถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเพื่อให้ใครสักคนมองเห็นเขา”
  • ถอดสลักความรุนแรงในโรงเรียน จากเวทีเสวนาออนไลน์หัวข้อ ‘ถอดบทเรียนเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน’ โดยเครือข่ายก่อการครู กรณีตัวอย่างและแนวทางการแก้ไขปัญหา
  • ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องหลุดพ้นจากการใช้เครื่องมือคัดกรองแบบผิวเผินที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง และหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่อบอุ่นและปลอดภัย โดยมีตัวแปรสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ การเปิดใจ – การเชื่อมใจ – การปรับใจ

แม้หลายคนจะภาวนาให้ความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เป็นกรณีศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้นมาอีก แต่ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงความรุนแรงในหลายๆ โรงเรียนยังซุกซ่อนอยู่ ราวกับระเบิดเวลาที่รอให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันถอดสลักก่อนจะสายเกินไป

ในเวทีเสวนาออนไลน์หัวข้อ ‘ถอดบทเรียนเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน’ ซึ่งจัดขึ้นโดยเครือข่ายก่อการครู กรณีตัวอย่างและแนวทางการแก้ไขปัญหา ถูกนำเสนอผ่านผู้ร่วมเสวนา อาทิ สมิธ-อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก, ครูอ้อม-สุภาภรณ์ สุดแสวง หัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนวัดราชโอรส และ ครูยุทธ-ยุทธ ขวัญเมืองแก้ว หัวหน้าฝ่ายปกครอง โรงเรียนฤทธิณรงค์รอน โดยมี อาจารย์เปิ้ล-อธิษฐาน์ คงทรัพย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ 

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงในโรงเรียน โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นจากตัวเด็ก ไม่ใช่เรื่องปัจเจกบุคคล หรือปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นเพียงครั้งคราว แต่มีรากเหง้าที่เชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างสังคม ความสัมพันธ์ และชีวิตความเป็นอยู่ทั้งในระดับครอบครัวและโรงเรียน แนวทางการแก้ปัญหาจึงต้องตั้งอยู่บนความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแทัจริง

รื้อถอนอคติทางความคิด เมื่อความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเด็กเพียงคนเดียว

ขณะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาขึ้นมาแต่ละครั้ง สังคมมักตื่นตระหนกและรีบด่วนสรุปสาเหตุด้วยคำอธิบายง่ายๆ โดยพุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก หรือการเลี้ยงดูของครอบครัวเพียงอย่างเดียว ทว่าในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและการพัฒนาเด็ก การมองปัญหาแบบตายตัวเช่นนี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการแก้ปัญหา แต่ยังเป็นการผลักภาระและความรับผิดชอบให้พ้นตัวระบบการศึกษาอีกด้วย 

การทำความเข้าใจพฤติกรรมรุนแรงของเด็กคนหนึ่ง จำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าปรากฏการณ์ที่แสดงออก เพราะเด็กแต่ละคนถูกหล่อหลอมและกระตุ้นด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สมิธ-อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก ตั้งข้อสังเกตว่า

“หลายคนมักจะกระโดดไปที่คำตอบว่า ก็เป็นที่ตัวเด็กมันเอง เป็นที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ของครอบครัวเขาเองแหละ มันจะแคบลงทันที ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย จริงๆ มันเป็นปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกก็มีคนคิดในมุมนี้เหมือนกัน”

สมิธบอกว่า มุมมองเช่นนี้ทำให้หลายครั้งเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญหรือคนทำงานด้านเด็กบอกว่าความรุนแรงนี้เกิดขึ้นจากองค์ประกอบที่หลากหลาย คนบางกลุ่มจะตีความว่า “เรากำลังถือหางหรือกำลังบอกว่าคนๆ นั้นไม่ผิด”

“ซึ่งจริงๆ แล้วโดยข้อเท็จจริงเราไม่ได้พูดแบบนั้น ในทางของคนที่ทำงานด้านเด็กเราไม่ได้พูดว่าคนที่ทำผิดเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่เรากำลังจะบอกว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้เขาทำสิ่งนี้ขึ้นมา เพื่อที่เราจะได้ไปทำงานกับปัจจัยเหล่านั้นและลดโอกาสที่จะเกิดเด็กคนใหม่ที่จะทำความผิดเพิ่ม”

สมิธ-อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก

ทั้งนี้ เขาได้กล่าวเสริมเกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับบ้านกาญจนาภิเษกที่ทำให้ได้รู้จักกับเครื่องมืออย่าง Family Empowerment ซึ่งเครื่องมือนี้สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเด็กเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยรอบตัวมหาศาล โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ ปัจจัยผลักไสจากในบ้าน อันได้แก่ รูปแบบการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวหรือคนรอบตัวเด็ก และ ปัจจัยดึงดูดจากนอกบ้าน

หากขยายภาพเข้ามาในรั้วโรงเรียน เรามักพบว่าห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบด้วยมาตรฐานเดียวกันที่คาดหวังให้เด็กราว 30 คนในวัยใกล้เคียงกันปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกันได้เองโดยธรรมชาติ ระบบการศึกษาในปัจจุบันแทบไม่เคยออกแบบกระบวนการสร้างความสัมพันธ์เพื่อรองรับเด็กที่มีความแตกต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ผูกมิตรไม่เก่ง มีปมในใจที่เปราะบาง หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อต้องย้ายเข้ามาสู่สภาพแวดล้อมใหม่ 

เมื่อโรงเรียนไม่ได้ออกแบบพื้นที่เพื่อการสร้างสัมพันธภาพ เด็กที่มีต้นทุนทางความคิดและจิตใจสูงอาจจะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่เด็กที่มีทุนน้อยกว่ากลับต้องตกหลุมพรางกลายเป็นเหยื่อของการถูกรังแกหรือกลายเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเอง

นอกจากปัจจัยด้านความสัมพันธ์แล้ว สภาพแวดล้อมภายนอกและการเข้าถึงสิ่งเร้าที่กระตุ้นความรุนแรงได้ง่าย รวมถึงอาวุธต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญ ที่ไม่เพียงแต่นำไปสู่ความรุนแรงต่อผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงพฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง ซึ่งหากมองลงไปที่ต้นตอของปัญหาแล้ว ทั้งหมดต่างมีจุดเริ่มต้นจากความเปราะบางและปัจจัยแวดล้อมที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

เสียงสะท้อนจากหน้างาน เมื่อเบื้องหลังพฤติกรรมก้าวร้าวคือความเปราะบางที่ไร้ทางออก

จากประสบการณ์การทำงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูอ้อม-สุภาภรณ์ สุดแสวง ได้สะท้อนภาพกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ซึ่งเริ่มต้นจากปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bullying) และการแก้แค้นกันไปมาระหว่างเด็กนักเรียนสองคนที่มีความต้องการและความเปราะบางแตกต่างกัน จนสถานการณ์ลุกลามถึงขั้นมีความรุนแรงและการใช้อาวุธเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อครูอ้อมเข้าไปพูดคุยและรับฟังเด็กทีละคน ทำให้เห็นเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น เพราะฝั่งเด็กเล็กที่เป็นเหยื่อมักเก็บตัว พูดน้อย และมีความหวาดกลัว ขณะที่เด็กตัวใหญ่ซึ่งเป็นผู้แกล้ง กลับมีความจริงที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้งกว่านั้น 

“จริงๆ แล้วเขาเป็นมากกว่าสมาธิสั้น จริงๆ เขาเป็นซึมเศร้าด้วย เพราะเคยโดนแกล้งมา แล้วเขาบอกว่าจริงๆ คือเขาอยากเป็นเพื่อนกับคนนั้น แต่ไม่รู้จะเข้าไปยังไง มีคนเดียวที่เขาจะแกล้งก็คือเด็กคนนี้” 

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมชอบแกล้งหรือใช้ความรุนแรงของเด็กหลายคน แท้จริงแล้วไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเพื่อความสะใจเสมอไป แต่เกิดจากการขาดทักษะและไม่รู้วิธีการเข้าหาเพื่อผูกสัมพันธ์กับผู้อื่น

ครูอ้อม-สุภาภรณ์ สุดแสวง หัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนวัดราชโอรส

ในมุมมองของ ครูยุทธ ขวัญเมืองแก้ว ผู้ต้องเผชิญหน้ากับเด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงอยู่เสมอ ให้ข้อมูลว่าเด็กส่วนใหญ่จะไม่ยอมเล่าความจริงหรือบอกความต้องการตรงๆ ตั้งแต่แรก เนื่องจากความไม่ไว้วางใจผู้ใหญ่ สิ่งเดียวที่จะทลายกำแพงนี้ได้คือการใช้กระบวนการ Deep Listening หรือการฟังอย่างลึกซึ้งโดยปราศจากการตัดสิน เมื่อครูยอมรับฟังด้วยความเข้าใจไปเรื่อยๆ ความจริงที่ซ่อนอยู่จึงค่อยๆ เผยออกมา 

“หลายๆ เคสที่เคยเจอก็จะเป็นเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันมีความรุนแรงอยู่ รอบตัวเขามันมีคำพูดที่ด้อยค่า เป็นคำพูดที่ดุด่าทำให้ตัวตนเขาลบเลือนไป แล้วสุดท้ายพอมาที่โรงเรียนเขาก็ต้องการที่จะให้ทุกคนยังมองเห็นเขาอยู่ ก็เลยเลือกใช้วิธีนี้ ซึ่งการเลือกใช้วิธีนี้ก็เป็นเพราะเขาเคยเห็นคนรอบตัว เห็นผู้ใหญ่ เห็นเพื่อน เห็นคนในชุมชนใช้วิธีการแบบนี้เขาก็เลยใช้บ้าง”

ท้ายที่สุดแล้ว เด็กที่เติบโตขึ้นมาในพื้นที่ที่ไร้ตัวตนและซึมซับความรุนแรงจากคนรอบข้าง จึงเลือกที่จะหยิบยืมวิธีเดียวกันนี้มาใช้เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน ทั้งนี้พฤติกรรมก้าวร้าวหรือรุนแรงที่แสดงออกมา จึงเป็นเพียงเสียงตะโกนเงียบๆ ของเด็กที่ต้องการให้ทุกคนมองเห็นและต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เพียงแต่พวกเขาไร้ซึ่งเครื่องมือและไม่เคยเรียนรู้มาก่อนว่า ยังมีวิธีอื่นที่ดีกว่าในการเชื่อมโยงกับผู้อื่น

มากกว่าการตั้งรับ คือการออกแบบเกราะคุ้มกันห้องเรียนด้วยความสัมพันธ์เชิงบวก

สมิธได้เปรียบเทียบวิกฤตความรุนแรงในโรงเรียนเสมือนกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่จำเป็นต้องมีกระบวนการรับมือและเยียวยาอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่แผนเผชิญเหตุเพื่อยับยั้งไม่ให้สถานการณ์บานปลายและปกป้องทุกคนให้ได้มากที่สุด ตามด้วยแผนฟื้นฟูเยียวยาทางด้านจิตใจ ผ่านวงพูดคุยและพื้นที่ถอดบทเรียนร่วมกันระหว่างเหยื่อและผู้กระทำ เพื่อส่งสัญญาณว่าเราพร้อมโอบอุ้มและปรับสภาพแวดล้อมให้กลับมาอยู่ร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม แผนทั้งสองรูปแบบนี้เป็นมาตรการที่ลงทุนสูงและมักเกิดขึ้นเมื่อมีแผลใจเกิดขึ้นแล้ว ในความเป็นจริงพฤติกรรมมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถควบคุมและป้องกันล่วงหน้าได้ดีกว่านั้น สมิธจึงได้แนะนำให้รู้จักกับโครงการ FamSkool (FamSkool Positive Family Engagement Project) ที่นำเสนอเฟรมเวิร์กการสร้างภูมิคุ้มกันเชิงป้องกันที่เรียกว่า Visible Relationship (สมการความสัมพันธ์ที่จับต้องได้) ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่

1. การเปิดใจ การทำให้ครูมองเห็นด้านดีของเด็ก และเด็กมองเห็นข้อดีของกันและกัน ผ่านการใช้ชุดเครื่องมือหรือจุดแข็งเชิงบวก (Character Strengths) แทนที่จะมองเด็กผ่านตัวชี้วัดทางวิชาการที่ห่างไกลจากชีวิตจริง ซึ่งมักเป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้ครูหาข้อดีของเด็กไม่เจอ 

2. การเชื่อมใจ การสร้างปฏิสัมพันธ์และการพูดคุยในระดับที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องการบ้านหรือการเยี่ยมบ้านแบบเดิมๆ โดยฝึกให้ครูเป็นผู้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ผ่านประโยคสนทนาเปิดกว้างที่ใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก

3. การปรับใจ การเตรียมความพร้อมทางความคิดและจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้เด็กสามารถรู้เท่าทันและยับยั้งชั่งใจได้เมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตทางจิตใจ

กระบวนการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องหลุดพ้นจากการใช้เครื่องมือคัดกรองแบบผิวเผินที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง และหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่อบอุ่นและปลอดภัย

ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในโรงเรียน บรรยากาศการทำงานของคุณครูก็เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ตื่นตัวและหันมาสังเกตความเครียดของเด็กๆ มากขึ้น แต่เนื่องจากคุณครูส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจและไม่กล้ารับหน้าที่พูดคุยเพื่อคัดกรองเคสด้วยตนเอง ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีครูอ้อมเป็นผู้ดูแลจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการพูดคุยและประเมินเบื้องต้น

โดยกรณีล่าสุดที่ครูอ้อมได้เข้าไปพูดคุย พบว่าเด็กหลายคนซ่อนความเก็บกดไว้ข้างใน หากปล่อยไว้อาจระเบิดออกมาเป็นคำพูดที่รุนแรงและน่ากลัว ซึ่งถ้าหากระบบโรงเรียนประเมินแล้วว่าเกินกำลังที่จะรับมือเองได้ ก็จะทำการส่งต่อให้กับนักจิตวิทยาโรงเรียน แต่ด้วยข้อจำกัดของนักจิตวิทยาหนึ่งคนสามารถรับเคสเชิงลึกได้เพียงวันละ 2-3 คนเท่านั้น ทำให้โรงเรียนต้องจัดลำดับความเร่งด่วนให้กับเคสที่มีความเสี่ยงสูงก่อน และนำไปสู่กระบวนการบำบัดรักษา เช่น การรับยาหรือการปรับพฤติกรรมอย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า เราไม่ควรปล่อยผ่านสัญญาณความเครียดแม้แต่น้อย หากพบความผิดปกติ โรงเรียนต้องรีบดึงเด็กเข้ามาพูดคุยด้วยความเข้าใจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาได้เปิดใจ และพาไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกทางก่อนที่วิกฤตจะลุกลาม

ในมุมมองครูฝ่ายปกครอง ครูยุทธสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดที่น่าคิดว่า แม้การวางระบบป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงโรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อม เนื่องจากสถาบันฝึกหัดครูไม่ได้เตรียมทักษะเหล่านี้ให้ครูมาก่อน ครูส่วนใหญ่จึงยังไม่มีทักษะในการรับมือหรือสแกนสุขภาพจิตเด็กอย่างแม่นยำ ยกเว้นแต่ครูที่ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ที่ผ่านมา สิ่งที่โรงเรียนมักทำเมื่อเกิดเรื่องจึงมีเพียงแผนเผชิญเหตุตามระเบียบปฏิบัติ และเมื่อเด็กถูกส่งตัวมาที่ห้องปกครอง ไม่ว่าต้นสายปลายเหตุจะเป็นอย่างไรส่วนใหญ่ก็มักจะจบลงด้วยการทำโทษ โดยที่ระบบยังขาดภาพของการเยียวยาจิตใจ ทั้งที่ความจริงแล้วเด็กทุกคนที่เดินเข้าห้องปกครองล้วนแต่มีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ 

ด้วยเหตุนี้ ครูยุทธจึงพยายามผลักดันกระบวนการเยียวยาขึ้นมาใหม่ ผ่านการริเริ่มสร้างเครือข่าย YOUTH COUNSELOR (YC) หรือระบบ ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ให้คำปรึกษาและซัพพอร์ตซึ่งกันและกันภายในโรงเรียน เป็นอีกหนึ่งเกราะคุ้มกันที่ช่วยโอบอุ้มความเปราะบางของเด็กๆ ก่อนที่แผลใจเหล่านั้นจะลุกลามกลายเป็นความรุนแรง

ครูยุทธ-ยุทธ ขวัญเมืองแก้ว หัวหน้าฝ่ายปกครอง โรงเรียนฤทธิณรงค์รอน

พลิกโฉมโครงสร้างโรงเรียนด้วยโมเดลเชิงบวก และแรงหนุนระดับนโยบาย

การจะเปลี่ยนโรงเรียนให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนนั้น ไม่สามารถอาศัยเพียงความตั้งใจของครูหน้างานอย่างเดียวได้ หากแต่ต้องมองในภาพใหญ่ระดับโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร โดยสมิธได้หยิบยกเฟรมเวิร์กจากโรงเรียนจีลอง แกรมมา (Geelong Grammar School) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้นำเสนอ 4 ขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนโรงเรียนปกติให้กลายเป็นโรงเรียนเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. Learn it (การเรียนรู้ร่วมกัน) ทุกคนที่รายล้อมเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคุณครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องเข้ามาเรียนรู้เรื่องเดียวกัน เพื่อปรับชุดภาษาและความเข้าใจให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะระบบนิเวศของโรงเรียนไม่สามารถเปลี่ยนได้เลยหากผู้ใหญ่ยังสื่อสารด้วยพลังงานเชิงลบ

2. Live it (การสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน) ทำให้การปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันในโรงเรียนที่สัมผัสได้จริง

3. Teach it (การออกแบบหลักสูตรและการเรียนรู้) ให้ความสำคัญกับการสอนเรื่องการพัฒนาคุณค่าภายในและความยืดหยุ่นทางจิตใจ มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงเนื้อหาอาชีพหรือวิชาการที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยค้นหาได้ดีกว่า เพื่อให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่บ่มเพาะแรงบันดาลใจ

4. Embed it (การฝังรากลึกในระบบ) นำเรื่องความสัมพันธ์และพฤติกรรมไปผูกไว้กับระบบโครงสร้าง ตัวชี้วัด และกระบวนการตัดสินใจ เพื่อให้ทุกคนขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

สอดคล้องกับมุมมองของครูอ้อมที่สะท้อนว่า หากโรงเรียนยังคงผลักภาระด้านจิตใจไปให้ครูแนะแนวซึ่งมีภาระงานสอนล้นมือ ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขล่าช้า โรงเรียนจึงควรมีบุคลากรหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลมิติทางจิตใจโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ความรุนแรงจะปะทุขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความพยายามทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดทิศทางและแรงหนุนที่ชัดเจนจากผู้บริหารและภาคนโยบาย ดังที่คุณสมิธเน้นย้ำอย่างตรงไปตรงมาว่า หากผู้อำนวยการโรงเรียนหรือหน่วยงานต้นสังกัดไม่ให้ความสำคัญในฐานะวาระเร่งด่วน และมองเรื่องนี้เป็นเพียงงานฝากหรือกิจกรรมเสริม คุณครูที่พยายามขับเคลื่อนก็จะเหนื่อยเปล่าและต้องเผชิญกับทางตัน

การสร้างโรงเรียนเชิงบวกจึงเป็นเรื่องของการปักหมุดทิศทางและเจตจำนงที่แน่วแน่ของผู้บริหารระดับสูงที่กล้าเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มาเป็นการถักทอตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้การศึกษาทำหน้าที่โอบอุ้มและนำพาเด็กทุกคนให้เติบโตไปพร้อมกับความสุขได้อย่างแท้จริง

พื้นที่ปลอดภัยของคนหน้างาน เมื่อคุณครูเองก็ต้องการความเข้าใจ

ท่ามกลางวิกฤตความรุนแรงและแรงกดดันรอบด้าน ไม่เพียงแต่นักเรียนเท่านั้นที่เปราะบาง คุณครูและบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สูญเสียความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในจิตใจเช่นเดียวกัน จากเสียงสะท้อนของครูอ้อมหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น คุณครูหัวหน้าระดับชั้นหลายคนยอมรับตามตรงว่าพวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะในฐานะผู้ทำหน้าที่ตักเตือนและควบคุมวินัยเด็ก พวกเขาย่อมหวาดระแวงและกังวลว่าอาจกลายเป็นเป้าหมายของการแก้แค้น จนต้องหันกลับมาตื่นตัวและระมัดระวังคำพูดมากขึ้น เพื่อไม่ให้คำพูดเหล่านั้นกลายเป็นตัวจุดชนวนความรุนแรงซ้ำรอยเดิม

ในมิติของการดูแลกันเองหน้างาน โรงเรียนจึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายความปลอดภัยให้คุณครูด้วยเช่นกัน ผ่านการมีทีมคอยสอดส่องดูแลสุขภาวะทางใจ ชวนพูดคุยถามไถ่เมื่อเห็นครูมีความเครียด หรือกระทั่งการใช้กิจกรรมผ่อนคลายอย่างไพ่เม้นน้อย และการเปิดพื้นที่ให้ครูได้ใช้บริการคำปรึกษาร่วมกับนักจิตวิทยาเมื่อเผชิญกับภาวะทางอารมณ์ที่หนักหน่วง

ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของครูยุทธ ที่มองว่าโครงสร้างการทำงานในโรงเรียนมักถูกแบ่งแยกออกเป็นฝ่ายงานต่างๆ จนทำให้เวลาที่ครูพบกันมักพูดคุยกันแต่เรื่องงาน ทางออกที่จะช่วยคืนความปลอดภัยและลดความตึงเครียดให้คุณครูได้ดีที่สุด คือการสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกันเองให้มีความลึกซึ้งและไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผ่านการทำ PLC (Professional Learning Community) ที่ไม่ต้องสร้างภาพและไม่ต้องถ่ายรูปส่งใคร แต่เป็นการมานั่งล้อมวงคุยกัน ระบายความรู้สึก และรับฟังกันอย่างแท้จริง พาตัวเองออกมาจากกองเอกสารแล้วหันมาใช้เวลาร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่น 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่ทุกคนได้รับการโอบอุ้มและดูแลหัวใจซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้การสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอาจไม่ใช่การทำให้โรงเรียนปราศจากความขัดแย้งหรือความรุนแรงโดยสิ้นเชิง หากแต่คือการทำให้ทุกคนในโรงเรียนมีพื้นที่ให้พูด มีคนรับฟัง และมีระบบที่พร้อมซัพพอร์ตเมื่อใครสักคนกำลังเผชิญกับความเปราะบาง เพราะความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเด็กเพียงลำพัง เช่นเดียวกับการป้องกันก็ไม่อาจเป็นหน้าที่ของครูหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งเด็ก ครู ผู้ปกครอง ผู้บริหาร และระบบการศึกษาในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี 

ดังนั้น หากเราอยากเห็นโรงเรียนที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่การถามว่า จะป้องกันไม่ให้เด็กทำร้ายกันได้อย่างไร แต่อาจเป็นการถามว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเพื่อให้ใครสักคนมองเห็นเขา

Tags:

พื้นที่ปลอดภัยอคติการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)ระบบการศึกษาไทยความรุนแรงในโรงเรียน

Author:

illustrator

ผ่องอำไพ รำพรรณ์

Related Posts

  • Creative learning
    ‘ไม่สอนสูตร ไม่บอกวิธี’ ห้องเรียนคณิตฯ Pro-Active ของ ‘ครูบอย – มานะ คำจันทร์’ ที่เน้นกระบวนการคิด ติดตั้งทักษะการแก้ปัญหา

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Deep Listening-nologo
    Character building
    ‘การฟังเป็น’ ไม่ใช่แค่ได้ยินเสียง แต่ต้องให้ดังไปถึงใจ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    4 ไอเท็มที่ครูอาจจำเป็นต้องมี ในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Social Issues
    ‘ถึงไม่ได้เติบโตมาอย่างดีก็เอาดีได้’ จากนักพนันรุ่นจิ๋วสู่ครูมโนราห์ของเด็กนอกระบบ: วิชญะ เดชอรุณ

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
    Deschooling Game ถอดวิธีคิดคนสร้างเกม ออกแบบประสบการณ์อย่างไรให้รู้สึกรู้สมจนอยากเปลี่ยนแปลง

    เรื่อง เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษาณิชากร ศรีเพชรดี ภาพ ธีระพงษ์ สีทาโส

แตกสลาย: เมื่อหัวใจดวงน้อยๆ ถูกทำร้ายโดยคนที่รักและไว้ใจที่สุด  
Book
25 September 2026

แตกสลาย: เมื่อหัวใจดวงน้อยๆ ถูกทำร้ายโดยคนที่รักและไว้ใจที่สุด  

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘แตกสลาย’ ผลงานเขียนโดย มินะโตะ คะนะเอะ เล่าเรื่องของเด็กสองคนที่ต้องเผชิญทั้งการบูลลี่ ความรุนแรง และการล่วงละเมิดจากคนใกล้ตัว
  • เด็กที่ถูกทำร้ายโดยคนที่ควรเป็น พื้นที่ปลอดภัยที่สุด อาจไม่กล้าพูดหรือขอความช่วยเหลือ เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ปฏิเสธและปกป้องตัวเอง ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ชวนให้เรามองเห็นบาดแผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของเด็ก และหยุดสังเกตเมื่อเด็กคนหนึ่งเริ่มเปลี่ยนไป
  • จดหมายจากอนาคตอาจไม่มีอยู่จริง แต่ความหวังว่าอนาคตจะดีขึ้น และการมีผู้ใหญ่สักคนที่พร้อมรับฟัง อาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งไม่ต้องแตกสลายไปเสียก่อน

[Trigger Warning: บทความชิ้นนี้ มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องในหนังสือ ที่บอกเล่าถึงปัญหาเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลในครอบครัว รวมถึงการฆ่าตัวตาย]

กว่าที่เด็กหนึ่งคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ เขาหรือเธอต้องผ่านพบปัญหาอะไรบ้าง

หากดูกันอย่างจริงจังแล้ว เราจะพบว่า ไม่ว่าจะในยุคไหนๆ เด็กๆ ล้วนต้องเผชิญปัญหาและอุปสรรคมากมายให้ฝ่าฟันก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่น่าจะแตกต่างอย่างชัดเจนคือ เด็กในยุคสมัยก่อน อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากจากโลกภายนอกมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาโรคระบาด ปัญหาสงคราม การลงโทษในโรงเรียน ที่อาจเป็นการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ 

ขณะที่เด็กในยุคปัจจุบัน ดูจะเผชิญกับความยากลำบากที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ความกดดันจากการแข่งขันด้านการเรียน ปัญหาสุขภาพจิต การบูลลี่ ทั้งในโลกจริงและโลกไซเบอร์ แรงกดดันเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ อันเป็นผลมาจากโซเชียลมีเดีย และปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ

ถึงแม้ว่า รูปแบบของปัญหาที่เด็กๆ ต้องเผชิญ จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของโลกที่ไม่เหมือนเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมก็คือ เด็กทุกยุคทุกสมัยต้องเผชิญกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ ในช่วงที่ตัวเองยังไม่มีอำนาจ (ที่มาพร้อมกับความเป็นผู้ใหญ่) แต่ขณะเดียวกัน เขาหรือเธอกลับถูกโลกคาดหวังว่า จะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีความรับผิดชอบในตัวเองได้

เด็กจึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนจะเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กในช่วงวัยรุ่น ที่ต้องแบกรับความคาดหวังจากคนรอบข้าง ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ขณะที่เด็กคนนั้นเพิ่งก้าวเท้าพ้นอาณาเขตของความเป็นเด็กเล็กได้แค่ก้าวเดียว

ความเปราะบางนั้นอาจแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ได้ หากคนในครอบครัว ซึ่งควรจะเป็นคนที่เด็กๆ ไว้ใจได้มากที่สุดและพึ่งพาได้มากที่สุด กลับกลายเป็นคนที่ทำร้ายเด็กคนนั้นเสียเอง

หนังสือเรื่อง ‘แตกสลาย’ คือ ผลงานของ มินะโตะ คะนะเอะ (Minato Kanae) นักเขียนหญิงชาวญี่ปุ่น ผู้สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก จากผลงานระทึกขวัญแนวจิตวิทยาที่เน้นด้านมืดในจิตใจมนุษย์ ซึ่งในเรื่องนี้ มินะโตะ ได้ตีแผ่ปัญหาที่เด็กๆ ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการบูลลี่ การล่วงละเมิดทางเพศ และการบังคับค้าประเวณี ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมา ล้วนเป็นเรื่องเลวร้ายจนไม่น่าเชื่อว่า จะมีใครสามารถทำเรื่องเช่นนี้กับเด็กได้

แต่ที่เลวร้ายที่สุดและน่าเศร้าที่สุดก็คือ ผู้ที่กระทำสิ่งเลวร้ายกับเด็กคนนั้นได้ กลับเป็นคนในครอบครัว คนที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด และเป็นคนที่เด็กไว้ใจมากที่สุด

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ เริ่มต้นด้วยคำบอกเล่าของเด็กสาวคนหนึ่ง ชื่อ อากิโกะ ซาเอกิ เธอมีพ่อที่แสนใจดี และมีแม่ที่แสนสวย แต่พ่อจากไปด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่ตอนที่อากิโกะอยู่แค่ ป.4 เธอต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ทั้งทำกับข้าวและดูแลบ้าน เพราะแม่ของเธอมีปัญหาสุขภาพจิต และมักจะตกอยู่ในโหมดตุ๊กตา คือเหมือนคนที่ปิดสวิตช์ตัวเอง ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ที่เกิดขึ้น ได้แต่นั่งนิ่งๆ หรือนอนเฉยๆ แววตาเหม่อลอยไร้ความรู้สึกอยู่บ่อยๆ นานๆครั้ง แม่ถึงจะกลับมาอยู่ในโหมดมนุษย์ และกลายเป็นแม่แสนสวยและใจดีของอากิโกะ

พ่อ หรือที่อากิโกะเรียกว่า ป๊ะป๋า เคยบอกกับเธอว่า ในตอนเด็กๆ แม่เคยเจอเรื่องราวที่ทุกข์ทรมานมาก ทำให้หัวใจที่เปราะบางของแม่ ปกป้องตัวเองด้วยการกลายเป็นหิน และนั่นทำให้แม่เข้าสู่โหมดตุ๊กตา เพื่อที่จะไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดกับความเลวร้ายที่ถาโถมเข้าใส่ (ทดตรงนี้ไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเราจะค่อยพูดถึงเรื่องราวของแม่ว่า เธอเคยพบเจอปัญหาที่แสนเจ็บปวดเลวร้ายอะไรบ้าง)

นอกจากปัญหาเรื่องที่บ้านแล้ว อากิโกะยังต้องพบเจอกับปัญหาการบูลลี่โดยเพื่อนร่วมห้อง โดยเฉพาะหัวโจก ซึ่งมาจากครอบครัวที่ดีกว่า เพียบพร้อมกว่าในทุกๆ ด้าน และยิ่งอากิโกะเติบโตขึ้นจนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ปัญหาการบูลลี่ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

เราคงทราบกันว่า โรงเรียนในญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องปัญหาการบูลลี่อยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจไม่รู้ก็คือ วัฒนธรรมการรักษาหน้าตาหรือภาพลักษณ์ กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เหยื่อที่ถูกบูลลี่ยิ่งรู้สึกแย่มากขึ้น อย่างเช่นกรณีของอากิโกะ เธอถูกหัวโจกในแก๊งบูลลี่ล้อเลียนว่ามีกลิ่นตัวแรง จนทำให้เพื่อนบางคนถึงขั้นอาเจียนในห้องเรียน (ซึ่งในภายหลังจึงรู้ว่า เพื่อนคนนั้นอาเจียนเพราะปัญหาสุขภาพส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอากิโกะเลย) ซึ่งทำให้อากิโกะสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างรุนแรง

แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ แทนที่ครูประจำชั้นจะช่วยคลี่คลายปัญหา แต่กลับทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ด้วยการซื้อสเปรย์ดับกลิ่นตัวและยาสีฟันดับกลิ่นปากมาให้อากิโกะ

ราวกับโชคชะตากำลังทดสอบว่า เด็กสาวคนนี้จะทนต่อความทุกข์ทรมานไปได้นานแค่ไหนก่อนจะแตกสลาย อากิโกะต้องพบกับปัญหาใหม่ เมื่อแม่ของเธอซึ่งดูเหมือนว่าปัญหาสุขภาพจิตค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว ได้คบหาและอยู่กินกับชายคนใหม่ ชื่อ ฮายาซากะ โดยที่ในช่วงแรกทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนรักใหม่ของแม่เริ่มแสดงพฤติกรรมใช้กำลังรุนแรงกับคนในครอบครัว รวมถึงมีความพยายามล่วงละเมิดทางเพศต่ออากิโกะ

สิ่งเดียวที่ช่วยให้อากิโกะรอดพ้นจากการแตกสลาย คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังจากพ่อเธอจากไปไม่นาน อากิโกะได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง เขียนข้อความให้กำลังใจเธอ พร้อมบอกว่าในอนาคต อากิโกะจะมีชีวิตที่สดใสอย่างแน่นอน และลงท้ายชื่อผู้เขียนจดหมายว่า อากิโกะ ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

เด็กน้อยวัยสิบขวบที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.4 อย่างอากิโกะ ไม่รู้เหมือนกันว่า จดหมายฉบับนี้เป็นการล้อเล่นของใคร หรือมันถูกส่งมาจากอนาคตจริงๆ ซึ่งเธอเองก็อยากเชื่อเช่นนั้น เพราะนั่นหมายความว่า ในอนาคตข้างหน้า เธอมีชีวิตที่สดใสและดีกว่านี้รอเธออยู่

การเขียนจดหมายพูดคุยกับอากิโกะจากอนาคต เป็นสิ่งที่อากิโกะทำมาตลอดตั้งแต่อยู่ชั้น ป.4 จนกระทั่งขึ้นสู่ชั้นมัธยม เธอเขียนจดหมายบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย และนั่นกลายเป็นสิ่งเดียวที่ประคับประคองหัวใจเธอ ให้รอดพ้นจากการแตกสลาย

อาริสะ สุยามะ เพื่อนเพียงคนเดียวของอากิโกะ ก็เป็นอีกคนที่เคยได้รับจดหมายจากตัวเองในอนาคต โดยที่เนื้อความในจดหมายก็คล้ายคลึงกัน คือ ให้กำลังใจและปลอบประโลมว่า เธอจะได้พบเจออนาคตที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอน

สิ่งเดียวที่อาริสะเป็นห่วงมากที่สุดคือ เคนโตะ สุยามะ น้องชายของเธอ เขาเป็นเด็กหน้าตาดี และควรจะเป็นที่รักของเพื่อนๆ ในโรงเรียน ทว่าเคนโตะ กลับมีร่องรอยบาดแผลถูกทำร้ายตามเนื้อตัวอยู่เป็นประจำ ซึ่งอาริสะคิดว่า เคนโตะอาจจะถูกเพื่อนร่วมห้องที่นิสัยไม่ดีรวมตัวกลั่นแกล้ง

ตอนที่ได้รับจดหมายจากอนาคต อาริสะอาจจะมีความเชื่อว่าเธอและน้องชายจะได้พบเจออนาคตที่ดีกว่านี้ แต่วันหนึ่ง ความเชื่อนั้นก็พังทลายลง พร้อมกับการแตกสลายของเคนโตะ เมื่อเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

และความจริงที่อาริสะค้นพบในเวลาต่อมา ยิ่งเลวร้ายกว่านั้นหลายเท่า เมื่อเธอได้รู้ว่าคนที่ทำร้ายร่างกายเคนโตะมาตลอด ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่เพื่อนนักเรียนในโรงเรียน หากแต่เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเธอและเคนโตะ คนในครอบครัวที่ควรจะเป็นเซฟโซน แต่กลับกลายเป็นบุคคลอันตรายที่สุด

ในตอนท้ายของหนังสือ ผู้อ่านจึงได้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วจดหมายจากอนาคตไม่มีอยู่จริง คนที่เขียนจดหมายถึงอากิโกะและอาริสะ คือ คุณครูไมโกะ ชิโนมิยะ ซึ่งไม่ได้เป็นครูประจำชั้นของเด็กทั้งสอง แต่ด้วยภูมิหลังที่เธอเคยมีประสบการณ์เลวร้ายในชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้เธอสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น

ยิ่งเมื่อเธอได้มีโอกาสพูดคุยหารือกับพ่อของอากิโกะ ซึ่งเป็นคนเสนอความคิดให้ครูชิโนมิยะเขียนจดหมายถึงอากิโกะ ที่ส่งมาจากโลกอนาคต เพื่อให้อากิโกะมีความเชื่อมั่นว่า เธอเองยังมีอนาคตที่สดใสรอเธออยู่ หากว่าเธอพบเจอเรื่องราวแย่ๆ ในวันที่พ่อของเธอไม่ได้ยืนอยู่เคียงข้างแล้ว ก็ขอให้รู้ว่า สิ่งเลวร้ายต่างๆ นั้นสักวันหนึ่งก็จะผ่านพ้นไป และยังมีคนที่คอยรับฟังและอยู่เคียงข้างในยามที่ต้องการกำลังใจ เหมือนเช่นที่แม่ของอากิโกะได้รับจากพ่อ

ในช่วงวัยเด็ก แม่ของอากิโกะเคยถูกคนในครอบครัวคือ พ่อและพี่ชายทำเรื่องเลวร้ายที่สุดกับเธอ ทั้งการล่วงละเมิดทางเพศ และการบังคับค้าประเวณี สิ่งเดียวที่ทำให้เธอไม่แตกสลายไปเสียก่อน คือกลไกบางอย่างในจิตใจเธอ ทำให้เธอเข้าสู่โหมดตุ๊กตา กลายเป็นคนไม่รู้สึกรู้สากับความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น

แม้ว่าอากิโกะและอาริสะจะรู้แล้วว่า จดหมายจากอนาคตไม่ใช่เรื่องจริง แต่พวกเธอก็ได้รู้แล้วว่า ยังมีผู้ใหญ่ดีๆ อย่างครูชิโนมิยะ ที่พร้อมจะช่วยเหลือพวกเธออยู่ ขอเพียงแค่พวกเธอไม่ปิดปากเงียบ และตัดสินใจเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่

ต้องสารภาพตรงๆ ว่า ระหว่างที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกหดหู่กับเรื่องราวในหนังสือมาก จนแทบจะถอดใจเลิกอ่าน แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่า เด็กสาวทั้งสองคนจะต้องพบเจออนาคตที่ดีกว่านี้สิ ทำให้ผมตัดสินใจอ่านต่อจนจบในที่สุด

ทำไมเราต้องอ่านหนังสือที่มีเรื่องราวพูดถึงความเลวร้ายที่แสนดำมืดของมนุษย์ ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะมีคำถามนี้ผุดขึ้นในหัว และสำหรับผมแล้ว คำตอบอาจขึ้นอยู่กับว่า เราอ่านมันอย่างไร และการพบเจอความเลวร้ายนั้นจะให้อะไรกับเราบ้าง

เรื่องราวในหนังสือ ‘แตกสลาย’ ทำให้เราเห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดกับเด็ก ไม่ได้เกิดจากคนแปลกหน้าเสมอไป ตรงกันข้าม หลายต่อหลายครั้งที่เราพบเจอว่า คนที่ทำร้ายเด็ก มักเป็นคนที่เด็กไว้วางใจมากที่สุด เช่น พ่อแม่ คนในครอบครัว หรือกระทั่งครู

พื้นที่ที่ควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก กลับกลายเป็นพื้นที่อันตรายที่สุด และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเด็ก ปัญหาจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า เพราะเด็กไม่มีอำนาจ หรือความเข้มแข็งพอที่จะเดินออกจากสถานการณ์นั้นได้

ยิ่งไปกว่านั้น วิธีคิดของเด็กยังมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ เมื่อเขาหรือเธอถูกทำร้ายจากคนใกล้ชิด เด็กๆ ไม่ได้คิดง่ายๆ ว่า “คนๆ นี้เป็นคนเลว ฉันจะต้องหนีไป” แต่พวกเขาจะคิดว่า “ฉันยังทำตัวไม่ดีพอ ฉันเป็นเด็กไม่ดีหรือเปล่า พ่อแม่ถึงทำร้ายฉัน”

และสิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรเรียนรู้จากนิยายที่ตีแผ่ความชั่วร้ายของมนุษย์ ไม่ใช่การรู้จักความเลวร้ายของโลก แต่เป็นการรู้จักมองคนอื่นให้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ยังไม่กล้าพูด ไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ

ผมเชื่อว่า มินะโตะผู้แต่งหนังสือเล่มนี้จะภาคภูมิใจในผลงานตัวเองมากที่สุด หากงานเขียนเล่มนี้ทำให้เราฉุกคิดมากขึ้น เมื่อพบเห็นเด็กที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เงียบผิดปกติ ไม่อยากลับบ้าน หรือแสดงอาการหวาดกลัวผู้ใหญ่บางคน

เมื่อถึงเวลานั้น จะไม่มีเด็กคนไหนต้องพบกับการ ‘แตกสลาย’ เหมือนอย่างเคนโตะ หรือต้องกลายเป็น ‘ตุ๊กตา’ เหมือนแม่ของอากิโกะ

ผมนึกถึงคำพูดของครูชิโนมิยะ ซึ่งเอ่ยปากกับคนรัก ขณะนั่งมองดูดอกไม้ไฟในสวนสนุก เธอพูดขึ้นว่า

“อยากให้เด็กทุกคนได้เห็นจังเลย… ไม่ใช่ดอกไม้ไฟ แต่เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้านี้ (นั่นคือ) อนาคต”

Tags:

การบูลลี่แตกสลายมินะโตะ คะนะเอะความรุนแรงในครอบครัว

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Social Issue
    ‘ความผิดหวังต่อระบบการศึกษา’ ฝันร้ายในวิกฤตเด็กนอกระบบ

    เรื่อง The Potential

  • Social Issue
    ยุติการบูลลี่ เริ่มต้นที่ทัศนคติของผู้ใหญ่: พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Social Issues
    ‘พิการ’ ไม่เท่ากับ ‘ไร้ค่า’ ขอแค่พื้นที่ปลอดภัย และโอกาสในการเรียนรู้ 

    เรื่อง The Potential

  • Social Issues
    ‘BuddyThai’ แอปคู่ใจของวัยรุ่นในวันที่ไม่มีใครยืนเคียงข้าง: พีเจ-หริสวรรณ ศิริวงศ์

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ปลดกุญแจมือแล้วกอดเขา จนกว่าคนสีเทานั้นจะอ่อนแอลง: มองมุมกว้างเมื่อเด็กก้าวพลาด กับ ‘ป้ามล’ ทิชา ณ นคร 

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

เส้นทางการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับเยาวชนกลุ่มเสี่ยง: โจ เกรแฮม ประธานองค์กรการศึกษาทางเลือกแห่งชาตินิวซีแลนด์
Social Issues
22 September 2026

เส้นทางการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับเยาวชนกลุ่มเสี่ยง: โจ เกรแฮม ประธานองค์กรการศึกษาทางเลือกแห่งชาตินิวซีแลนด์

เรื่อง The Potential

  • การศึกษาไม่จำเป็นต้องมีเพียงเส้นทางเดียว เยาวชนทุกคนควรมีเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และชุมชนคือพลังสำคัญในการสร้างโอกาส
  • ในนิวซีแลนด์ การที่มีเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบมากขึ้น ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับครอบครัวกับชุมชน รวมไปถึงการรู้สึกมีความหวังกับอนาคต
  • หากเยาวชนมองเห็นโอกาสว่าชีวิตของพวกเขามีอนาคตที่สดใสรออยู่ เขาก็จะยิ่งอยู่ผูกพันกับชุมชน ส่งผลต่อการตัดสินใจกระทำการใดๆ ในเชิงบวก เพราะฉะนั้นการช่วยให้เขามองเห็นเป้าหมายตรงนี้ด้วยความมั่นใจจึงเป็นภารกิจขององค์กร

“เมื่อเราพูดถึงการที่จะทำให้เยาวชนกลับเข้ามาสู่ระบบ มันจะเป็นมากกว่าการศึกษา (ในระบบ)”

โจ เกรแฮม (Joe Graham) ประธานองค์กรการศึกษาทางเลือกแห่งชาตินิวซีแลนด์ (Alternative Education National Body – AENB) 

กล่าวในโอกาสการสัมมนาวิชาการนานาชาติ EEF international Forum ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ ‘เส้นทางการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับเยาวชนกลุ่มเสี่ยง: รูปแบบการขับเคลื่อนความร่วมมือชุมชนจากนิวซีแลนด์’ จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) 

การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จากประเทศนิวซีแลนด์ ในการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ระบบการศึกษา และภาคส่วนต่างๆ เพื่อพาเยาวชนกลุ่มเสี่ยงกลับสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้ง และค้นพบศักยภาพของตนเอง ด้วยรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น หรือ Flexible Learning โดยมีประเด็นสำคัญคือ การศึกษาไม่จำเป็นต้องมีเพียงเส้นทางเดียว เยาวชนทุกคนควรมีเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และชุมชนคือพลังสำคัญในการสร้างโอกาส

โจ เกรแฮม เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงความสำคัญของแนวทาง 5 เสาหลัก ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวให้เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบและพัฒนาตนเองสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณค่ากับสังคม โดยแนวทางทั้ง 5 ประกอบด้วย เยาวชนต้องรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ พวกเขาต้องรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในเชิงบวก และต้องรู้สึกดีกับตนเอง รวมถึงรู้สึกว่าตนเองมีส่วนช่วยสร้างชุมชนในเชิงบวก สุดท้ายคือมองเห็นอนาคตของตัวเองในเชิงบวก

“สำหรับประการแรก การที่เยาวชนจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เป็นสิ่งความสำคัญที่จะสามารถสร้างขึ้นได้จากความสัมพันธ์เชิงบวกที่เหนียวแน่น พวกเขาเห็นคุณค่าของตัวเองจากการมีส่วนร่วมผ่านชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน และวัฒนธรรม และการสนับสนุน ให้คำแนะนำ และแนวทางที่ชัดเจนจากเครือข่ายและผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้ รวมถึงโอกาสในการเติบโต มีสุขภาวะที่ดี และงอกงามตามความฝัน ซึ่งเส้นทางทั้งหมดเหล่านี้จะเชื่อมพวกเขาเข้ากับการศึกษา ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ส่งผลกับอนาคตของเขาอย่างมาก”

“การที่เยาวชนจะกลับมามีส่วนร่วมได้นั้น มาจากการเรียนรู้ที่มีความหมายกับชีวิตของเขาจริงๆ 

เป็นการฝึกอบรมในอุตสาหกรรมที่ทำให้เขาได้รับคุณวุฒิและเกิดเป็นงานที่สร้างรายได้ รวมถึงสามารถได้รับการสนับสนุนทางสุขภาวะทางจิต ความเป็นอยู่และมีการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด จุดประสงค์ก็คือช่วยให้เยาวชนทุกคนได้พบเจอเส้นทางในอนาคตของตัวเองที่ชัดเจน”

โจชี้ให้เห็นอีกหนึ่งปัจจัยหนึ่งซึ่งสำคัญอย่างมากกับการประสบความสำเร็จได้ในอนาคตของพวกเขาก็คือ การมีความรู้สึกดีกับตัวเอง ด้วยการเข้าใจตัวเอง รู้ว่าที่ของตนเองอยู่ตรงไหน เอกลักษณ์และวัฒนธรรมเป็นอย่างไร และเป็นตัวเองได้อย่างมั่นใจ

Credit Photo: Website Alternative Education National Body – AENB

นอกจากนี้ เยาวชนยังต้องมีส่วนในการพัฒนาชุมชนของตนเอง เขาจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนของตัวเอง เมื่อเขามีความสัมพันธ์ที่ดีแล้วเขาก็จะมีความพร้อมที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมหรือชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเป็นอาสาสมัคร การให้คำแนะนำกับเด็กรุ่นหลังในเรื่องของความเป็นผู้นำ กีฬา การสร้างงานต่างๆ ได้อีกด้วย

“สิ่งที่เราได้ทำก็คือ มองพวกเขาไม่ใช่แค่เป็นคนที่ต้องรับความช่วยเหลือ แต่มองว่าเป็นผู้ที่จริงๆ แล้วมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน” 

เขาเน้นย้ำว่าปัจจัยสุดท้ายที่มีพลังมากที่สุด ที่เป็นตัวชี้วัดว่าเขาจะสำเร็จหรือไม่ก็คือ ‘ความหวัง’ หากเยาวชนมองเห็นโอกาสว่าชีวิตของพวกเขามีอนาคตที่สดใสรออยู่ เขาก็จะยิ่งอยู่ผูกพันกับชุมชน ส่งผลต่อการตัดสินใจกระทำการใดๆ ในเชิงบวก เพราะฉะนั้นการช่วยให้เขามองเห็นเป้าหมายตรงนี้ด้วยความมั่นใจจึงเป็นภารกิจขององค์กร 

โจได้อธิบายต่อไปถึง โปรแกรมสนับสนุนเยาวชนของทางรัฐบาลนิวซีแลนด์ (Government programmes supporting young people) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคม และกระทรวงพัฒนาและดูแลปกป้องคุ้มครองเยาวชนของนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นชนเผ่าเมารี (Iwi Organisations) ที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุน ทั้งทางด้านการสุขภาพจิต การให้การศึกษา และการอบรมการทำงานในเชิงอาชีวะ

โครงการต่างๆ มีด้งนี้ งานบริการเยาวชน (Youth Service NEET), โครงการ Mana in Mahi, โครงการ Myors Taskforce for Jobs, โครงการ Youth Guarantee, โครงการ Limited Service Volunteer, โครงการ Youth Coaching and Wrap-around Support, โครงการ Alternative education, และโครงการ Youth Justice and Rangatahi Services

เขากล่าวถึงการทำงานขององค์กรว่า เป็นการขับเคลื่อนงานในระดับชุมชน ซี่งอาจเทียบได้กับระดับตำบลของประเทศไทย และเป็นองค์กรที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง สามารถพบเห็นได้ง่ายแม้ในชุมชนเล็กๆ เป็นการช่วยเหลือร่วมกันทั้งชุมชนเพื่อให้มั่นใจว่าเยาวชนในทุกๆ พื้นที่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้  

“ในนิวซีแลนด์เราก็มักจะใช้คำว่า จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้โตได้นั้น คนทั้งหมู่บ้านต้องช่วยกัน อันนี้มันเป็นสำนวนของเรานะครับ หมายความว่า การที่เด็กคนหนึ่งจะโตขึ้นมาเป็นคนที่ดีได้ ไม่ใช่แค่ครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่หมายถึงทั้งสังคมทั้งที่โรงเรียนและชุมชนด้วยนะครับ” 

โครงการ Youth Service – Ratonga Taiohi เป็นการฝึกสอนสำหรับเยาวชนอายุ 16-17 ปีที่อยู่นอกระบบการศึกษา (NEET) การจ้างงานหรือการอบรม เป็นการทำงานร่วมกันแบบตัวต่อตัว มีการวางแผนการศึกษาและอาชีพ เพื่อสนับสนุนการกลับเข้าสู่การเรียนและฝึกอบรม รวมถึงยังมีการสอนเทคนิคการสอบใบขับขี่ด้วย จากนั้นเป็นขั้นตอนของกระบวนการส่งต่อไปยังการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยและสุขภาวะ 

และท้ายที่สุดคือการให้คำปรึกษาและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง “กระบวนการนี้ก่อให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และเมื่อเขาประสบปัญหาในชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านครอบครัวหรือด้านเศรษฐกิจ จึงมักกลับไปขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาของเขาได้เสมอ” ทั้งนี้ พบว่าเยาวชนมากกว่า 50% ประสบความสำเร็จจากโครงการนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

Credit Photo: Facebook New Zealand Blue Light
Credit Photo: Facebook New Zealand Blue Light

อีกโครงการหนึ่งคือ Mana in Mahi – Strength in Work เป็นโครงการที่สร้างจุดแข็งในการทำงานให้กับเยาวชน โดยสนับสนุนให้เขาได้รับการฝึกอบรมและทำงานมีรายได้ไปด้วยในขณะเดียวกัน “ธุรกิจหลายแห่งอยากมอบโอกาสกับเด็กเหล่านี้ แต่อาจมีเวลาหรือทรัพยากรไม่เพียงพอให้กับพวกเขา โครงการนี้จึงมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้เป็นอย่างดี”

ผลการประเมินจากการทำโครงการ Mana in Mahi ชี้ให้เห็นว่า เยาวชนใช้เวลาในการทำงานและฝึกอบรมมากขึ้น ส่งผลให้การรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐลดน้อยลง 

“เป็นสัญญาณที่ดีว่าเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราโฟกัสคือพยายามที่จะช่วยเยาวชนให้ยืนด้วยลำแข็งด้วยตัวเองได้ แล้วก็สามารถที่จะมีอนาคตที่ดี” คุณโจกล่าว

โครงการต่อไปคือ Myors Taskforce for Jobs เป็นการทำงานร่วมกันของสภาบริหารและ MSD ในระดับภูมิภาคและชุมชนท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องระยะทาง เนื่องจากมีหลายชุมชนที่การช่วยเหลือเข้าไปไม่ถึง โดยมีแนวทางการจับคู่งานให้ตรงกับความถนัดของเยาวชน ความพร้อมในการทำงาน ใบขับขี่ การให้คำปรึกษาชี้แนะ การพัฒนาทักษะและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเงินอุดหนุนค่าจ้างจากรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางหรือวิธีแก้ปัญหาตามแต่ละพื้นที่ ช่วยให้พวกเขามั่นใจว่ามีทักษะพร้อมสำหรับตลาดแรงงาน

สำหรับโครงการ Youth Guarantee เป็นโครงการที่เสริมสร้างศักยภาพเพื่อรับประกันสู่อนาคตที่ดี โดยมีแนวทางตามลำดับขั้น ตั้งแต่การเรียนต่อในระดับที่สูงกว่ามัธยมโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานจริง ในสายงานเฉพาะทางที่ตลาดมีความต้องการสูง ไปสู่เส้นทางการเป็นพนักงานฝึกหัด ซึ่งมีรายได้ไปพร้อมกับได้รับประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ และได้รับวุฒิบัตรสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต

พร้อมกันนี้ยังมีโครงการ Limited Service Volunteer โดยร่วมมือกับทางกองทัพ เปิดรับผู้มีอายุ 16-24 ปี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรฝึกอบรม 6 สัปดาห์สำหรับพลเมือง ภายใต้แนวคิดว่าเยาวชนบางคนอาจมีความรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนิวซีแลนด์ 

ผลประเมินพบว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก พวกเขามีความมั่นใจ มีความเป็นผู้นำ รวมทั้งมีความสามารถในการทำงานเป็นทีมได้ดีขึ้น มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความพร้อมสำหรับการจ้างงาน อย่างไรก็ตามคุณโจชี้ให้เห็นว่า “การฝึกอบรมที่ค่อนข้างเข้มข้นในระยะเวลา 6 สัปดาห์อาจจะเป็นอุปสรรคได้ แต่ด้วยการให้คำปรึกษาผลต่อเนื่องหลังจบโปรแกรม มั่นใจได้ว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะเกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว”

อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจคือ Youth Coaching and Wrap-around Support เนื่องจากเยาวชนหลายคนพบเจอปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพจิต การเดินทาง อุปสรรคทางการเงิน ไม่มีใบขับขี่ หรือความไม่มั่นคงทางที่อยู่อาศัย ด้งนั้น ‘การให้คำแนะนำและการสนับสนุนแบบองค์รวม’ แก่พวกเขา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ 

ในส่วนของการศึกษาทางเลือก (Alternative Education) จัดสำหรับผู้ที่มีอายุ 13-16 ปี เป็นการศึกษายืดหยุ่นที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่อาจรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเรียนในระบบปกติ โดยมีหลายทางเลือกให้ ได้แก่ การเรียนรู้ส่วนบุคคล การเรียนรู้เป็นกลุ่มขนาดเล็ก การดูแลเอาใจใส่ทางด้านจิตใจและอารมณ์ การสอนทักษะพื้นฐาน การฝึกอบรมที่สัมพันธ์กับสายงานจริง รวมถึงการวางแผนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระยะใหม่ของชีวิตด้วย 

ทั้งนี้ การศึกษาในนิวซีแลนด์เป็นภาคบังคับตั้งเด็กจนถึงอายุ 18 ฉะนั้นทุกคนต้องได้รับการศึกษาไม่ว่าแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งนอกจากระบบหลักแล้ว การศึกษาแบบทางเลือกนี้ยังนำไปสู่อนาคตที่ดีและเส้นทางอาชีพได้เช่นกัน

และโครงการสุดท้ายที่คุณโจกล่าวถึงก็คือ Youth Justice and Rangatahi Services เป็นโครงการที่ให้การสนับสนุนด้านกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน มุ่งเน้นไปที่การลดการกระทำซ้ำ โดยทำงานแบบเป็นรายกรณี ผ่านการให้การศึกษา การฝึกสอนพัฒนาเยาวชน สร้างความภูมิใจในวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ และการมีส่วนร่วมกับครอบครัวกับสังคม ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากกระบวนการยุติธรรม และระบบการศึกษา ระบบทางการแพทย์ รวมถึงผู้นำต่างในชุมชนด้วย  

“ผู้ที่เข้ามาในบริการด้านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เคยได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจมากๆ หรือเหตุการณ์ที่รุนแรง ซึ่งพบว่าหลังจากที่ได้รับช่วยเหลือจากกระบวนการยุติธรรมออกไปแล้ว พวกเขาไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดใดๆ อีก” 

สุดท้ายนี้ คุณโจได้ฝากไว้ว่า “การที่เยาวชนออกนอกระบบไป เป็นประเด็นที่ซับซ้อนนะครับ และต้องอาศัยความร่วมมือหลายๆ ภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ในนิวซีแลนด์เราจะเห็นว่า มีเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบและก็มีอัตราการประสบความสำเร็จมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับครอบครัวกับชุมชน รวมไปถึงการรู้สึกมีความหวังกับอนาคต” 

“จากประสบการณ์ของเราทำให้เห็นว่า เมื่อรัฐบาล ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา รวมไปถึงนายจ้าง ร่วมมือกัน ก็จะทำให้เยาวชนสามารถที่จะเข้ามาสู่ระบบได้อีกรอบหนึ่ง สามารถที่จะมีอนาคต มีอาชีพ แล้วก็เป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคมได้นะครับ” คุณโจกล่าวทิ้งท้าย

Tags:

เด็กนอกระบบflexible learningการศึกษานิวซีแลนด์

Author:

illustrator

The Potential

กองบรรณาธิการ The Potential

Related Posts

  • Social Issues
    ‘โรงเรียนที่เด็ก (รู้สึก) ไว้ใจ’  พื้นที่ปลอดภัยสร้างจากหัวใจครู การเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กรับมือกับเรื่องยากๆ ไหว

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ

  • Everyone can be an Educator
    ‘ปลายทางการเรียนรู้คือเด็กเห็นคุณค่าในตัวเอง’ ดร.ศุภชัย ไตรไทยธีระ ผู้ออกแบบหลักสูตรม่วนๆ ‘หมอลำศึกษา’

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Pakorn_1
    Everyone can be an EducatorSocial Issues
    “เราก็แค่ส่องไฟให้เขาเลือกเส้นทางเอง” ปกรณ์ นาวาจะ นักออกแบบการเรียนรู้ผู้ขอเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้เด็กนอกระบบ

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • flexible learning-1
    Social Issues
    ‘ห้องเรียนระบบสอง’ การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตจริง:  นวัตกรรมการศึกษาแก้ปัญหาเด็ก Drop Out โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • non-cover (1)
    Voice of New GenSocial Issues
    การศึกษานอกกรอบที่ตอบโจทย์ชีวิต เสียงสะท้อนจากเด็กนอกระบบ ‘นนท์’ – นนทวัฒน์ โตมา 

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP3: เตรียมพร้อม
Transformative learning
21 September 2026

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP3: เตรียมพร้อม

เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ 3 ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดย Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado บทที่ 2 Getting Ready ร่วมกับการเพิ่มเติมแนวคิดของผู้เขียน

ลองจินตนาการโรงเรียนที่นักเรียนทุกคนได้ฝึกฝน Transformative Student Voice (TSV) ตั้งแต่ประถม ได้เรียนหลักสูตร Critical Civic Inquiry (CCI) ตอนมัธยมต้น และมีบทบาทจริงในการร่วมออกแบบหลักสูตร คัดเลือกครู วางแผนพัฒนาโรงเรียน และสื่อสารกับผู้บริหารระดับเขต โรงเรียนเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงสถานที่เรียน แต่เป็นพื้นที่ที่นักเรียนรู้สึกเป็นเจ้าของ มีเสียง และมีอำนาจร่วมสร้างอนาคต การเปลี่ยนระบบลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จริง หากมีความตั้งใจเปลี่ยน “วิธีคิด” ว่าเด็กคือผู้สร้าง ไม่ใช่เพียงผู้รับ โรงเรียนไทยสามารถเริ่มได้ทีละก้าว หากเรากล้าที่จะเชื่อในพลังของนักเรียน และกล้าสร้างระบบที่เชื่อมั่นในมนุษย์

กำหนดวงผู้แสดง

การขับเคลื่อน TSV ในระดับทั้งโรงเรียนและเขตการศึกษาอย่างเป็นระบบ จำเป็นต้องวางแผนให้ครอบคลุมทั้งในมิติ “แนวนอน” และ “แนวดิ่ง” โดยแนวนอนคือการขยายห้องเรียนที่ใช้ TSV ให้ครอบคลุมหลายโรงเรียน พร้อมสร้างโครงสร้างสนับสนุนที่สำนักงานเขต เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเรียนรู้และมีความพร้อม ส่วนแนวดิ่งคือการฝัง “เสียงของนักเรียน” เข้าไปในกระบวนการตัดสินใจทุกระดับ ตั้งแต่การจัดจ้างครู การพัฒนาวิชาชีพ การออกแบบหลักสูตร การวางแผนปรับปรุงโรงเรียน ไปจนถึงการกำหนดนโยบาย

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ต้องอาศัยการปรับ “วิธีคิด” ของผู้ใหญ่ การฝึกทักษะใหม่ทั้งสำหรับครูและนักเรียน รวมถึงการออกแบบโครงสร้างที่เหมาะสม การจัดทีมที่มีทั้งครูผู้นำ นักเรียน และผู้บริหาร และการสร้างแรงสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด หนังสือบทนี้จะช่วยผู้อ่านวางแผนการดำเนินงาน ระบุอุปสรรคเชิงโครงสร้างของโรงเรียนที่ต้องฝ่าฟัน เสนอข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง และชี้แนวทางเชื่อมโยง TSV เข้ากับมาตรฐานการเรียนรู้และนโยบายของเขต เพื่อให้สามารถสร้างแผนกลยุทธ์ที่มีพลัง มีทีมงาน และสื่อสารกับชุมชนอย่างได้ผล บทต่อไปจะลงลึกในแต่ละระบบย่อยของการศึกษา ที่สามารถบูรณาการ TSV ได้อย่างแท้จริง

บูรณาการแนวระนาบและแนวดิ่ง

ในกรอบการบูรณาการแนวราบและแนวดิ่งของ TSV แนวราบหมายถึงการขยายโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้หลักสูตร Critical Civic Inquiry (CCI) และ TSV ในหลายห้องเรียนหลายโรงเรียน พร้อมทั้งเตรียมครูให้พร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยม แนวดิ่งหมายถึงการทำให้นักเรียนมีเสียงในทุกกระบวนการตัดสินใจของเขตพื้นที่และโรงเรียน ซึ่งต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ตารางเวลา และฝึกอบรมผู้ใหญ่ให้เห็นคุณค่าและเปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แนวดิ่ง ตัวอย่างการมีส่วนร่วมของนักเรียนในแผนกต่างๆ ของเขตการศึกษา เช่น

  • ฝ่ายทรัพยากรบุคคล: นักเรียนมีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ครูและประเมินการสอน ส่งผลให้การคัดเลือกครูสอดคล้องกับนักเรียนมากขึ้น และครูได้รับการสนับสนุนที่ดีขึ้น
  • หลักสูตรและการสอน: นักเรียนร่วมออกแบบหลักสูตร ให้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง เช่น ความรู้ทางการเงิน ส่งผลให้หลักสูตรมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตนักเรียนมากขึ้น
  • การพัฒนาวิชาชีพครู: นักเรียนร่วมออกแบบและนำเสนอการอบรมครูเกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประสบการณ์อคติ ทำให้ครูเข้าใจมุมมองของนักเรียนดีขึ้น
  • ฝ่ายธุรการและงบประมาณ: นักเรียนผลักดันให้จัดสรรทรัพยากรสำหรับนักเรียนกลุ่มเปราะบาง และมีส่วนร่วมในการวางแผนปรับปรุงสภาพแวดล้อมในโรงเรียน
  • วัฒนธรรมและการจัดการวินัย: นักเรียนท้าทายกฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรม เช่น กฎการแต่งกายที่มีอคติเพศ ส่งผลให้โรงเรียนมีบรรยากาศที่ครอบคลุมและลดเหตุการณ์ด้านวินัย
  • การจัดตารางเวลาและโลจิสติกส์: นักเรียนชี้ปัญหาการเดินทางและมีส่วนร่วมในการวางแผนปรับปรุง เช่น การจัดรถรับส่ง และการออกแบบสนามเด็กเล่น
  • การประเมินข้อมูล: นักเรียนใช้ข้อมูลที่รวบรวมเองเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร เช่น การวิเคราะห์ผลสำรวจความรู้สึกของนักเรียน และเสนอระบบแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต

การมีส่วนร่วมของนักเรียนในทุกระดับและทุกฝ่ายนี้ช่วยให้โรงเรียนและเขตพื้นที่ ได้รับข้อมูลเชิงลึกที่อาจไม่ปรากฏชัดในระบบเดิม เพิ่มการมีส่วนร่วม และความเป็นเจ้าของของนักเรียน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองต่อความต้องการจริงของผู้เรียนและชุมชนอย่างแท้จริง

เริ่มต้น 

  • ปูพื้นฐาน

ขั้นเตรียมการนี้เน้นให้ผู้นำวางกลยุทธ์เบื้องต้นก่อนเริ่มทำงานกับนักเรียน แม้ TSV จะเน้นการแบ่งปันอำนาจกับนักเรียน แต่การที่ผู้นำวางโครงสร้างและแนวทางชัดเจนล่วงหน้า จะช่วยให้การสื่อสารและการดำเนินงานในระยะยาวมีความมั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

เริ่มตรงไหน ก่อนเริ่มต้นขับเคลื่อน TSV คุณควรถามตนเองว่า จุดเริ่มต้นของคุณคืออะไร เพราะคุณเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ควรทำ หรือเพราะมีนักเรียน ครู ผู้ปกครอง หรือกรรมการเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีเสียง ไม่ว่าจะเริ่มจากเหตุผลใด สิ่งสำคัญคือการสื่อสาร “เหตุผลของคุณ” อย่างชัดเจน วางแผนภาพระบบที่เกี่ยวข้อง และรวมทีมแนวร่วมที่พร้อมเดินไปด้วยกัน

เหตุผลที่ต้องทำ จุดเริ่มต้นของคุณคืออะไร? คุณหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพราะเชื่อมั่นในพลังของ TSV หรืออาจได้รับแรงบันดาลใจมากขึ้นจากเนื้อหาที่ได้อ่านมา แต่คำถามสำคัญคือ — คุณสามารถอธิบาย “เหตุผลของคุณ” ได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือหรือไม่ ให้กับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชน หรือผู้บริหารโรงเรียน ลองสร้างข้อความสั้นๆ ที่สื่อสารอย่างกระชับว่า TSV คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ โดยเชื่อมโยงกับพันธกิจ วิสัยทัศน์ แผนยุทธศาสตร์ หรือค่านิยมหลักของโรงเรียน รวมถึงข้อมูลเชิงหลักฐานที่แสดงว่า TSV ช่วยยกระดับการเรียนรู้และความผูกพันของนักเรียนได้จริง 

ทำแผนที่ระบบ การบูรณาการ TSV ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบอย่างยั่งยืน ต้องพิจารณาทั้งในแนวนอน (การพัฒนาทักษะของนักเรียนและครูในชั้นเรียน) และแนวดิ่ง (การเปลี่ยนนโยบายและแนวปฏิบัติในระดับระบบ) เพื่อเปิดพื้นที่และสร้างความรับผิดชอบร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น ขั้นตอนแรกคือการทำแผนภาพองค์กรของโรงเรียน หรือเขตการศึกษา ระบุว่าใครคือผู้มีบทบาทสำคัญ ใครรับผิดชอบด้านใด มีโครงการหรือแนวคิดสำคัญใดอยู่แล้วบ้าง และสามารถสอดแทรก TSV ในจุดใดได้บ้าง อย่ากังวลกับภาพรวมมากนัก ในขั้นนี้ให้เริ่มจากการมองหาโอกาสก่อน แล้วเลือกบางจุดเล็กๆ เพื่อเริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

ทำรายการแนวร่วม ในขั้นเตรียมการขับเคลื่อน TSV ให้เริ่มจากการทำ “รายชื่อแนวร่วม” โดยระบุว่า ใครคือครูที่สนับสนุนการให้นักเรียนมีเสียง ใครคือนักเรียนที่กล้าตั้งคำถามกับระบบเดิม และใครบ้างในครอบครัวหรือชุมชนที่มีบทบาทสนับสนุนเยาวชน จากนั้นขยายรายการไปยังผู้มีอำนาจ เช่น หัวหน้าฝ่ายบุคคล ฝ่ายงบประมาณ หัวหน้ากลุ่มสาระ หรือคณะกรรมการสถานศึกษา แล้วพิจารณาว่าใครอาจคัดค้านหรือยังไม่เข้าใจแนวคิด TSV พร้อมคาดการณ์ข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมคำตอบโดยเชื่อมโยงกลับไปที่ “เหตุผลของคุณ” ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างตั้งใจ

สื่อสาร การสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน TSV เพราะการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ ผู้ขับเคลื่อนจึงต้องวางแผนการสื่อสารอย่างรอบคอบ ทั้งกับคณะกรรมการโรงเรียน ครอบครัว ครู นักเรียน และกลุ่มที่อาจไม่เห็นด้วย ควรสร้างข้อความสั้นๆ ที่ชัดเจนและทรงพลัง ที่เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนหรือเขตการศึกษา อาจใช้วิธีพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ หรือจัดการนำเสนออย่างเป็นทางการตามบริบท และควรเชื่อมโยงกับองค์กรหรือเครือข่ายที่สนับสนุนเป้าหมายเดียวกันเพื่อสร้างความร่วมมือที่กว้างขวาง

  • สร้างทีม

เมื่อคุณมีแผนภาพระบบและรายชื่อผู้เกี่ยวข้องแล้ว ขั้นต่อไปคือการสร้างทีมเริ่มต้นสำหรับการขับเคลื่อน TSV โดยเลือกทีมที่ไม่ใหญ่เกินไป แต่มีความหลากหลายทั้งในมุมมองและอัตลักษณ์ ควรรวมทั้งนักเรียน ครู ผู้บริหาร และคนในชุมชนที่พร้อมร่วมเปลี่ยนแปลง โดยต้องใส่ใจเรื่อง “ตัวแทน” เพราะนักเรียนอยากเห็นผู้ใหญ่ที่สะท้อนตัวตนของพวกเขาในการสนทนา

แม้ว่าผู้นำหรือครูจากต่างเชื้อชาติหรือเพศ จะมีบทบาทต่างกันในการนำสนทนาเรื่องนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกคนต้องยินดีที่จะพัฒนา “จิตสำนึกวิพากษ์” ของตน และเปิดใจต่อการเรียนรู้จากมุมมองของนักเรียน ก่อนแต่งตั้งใครเข้าสู่ทีม ควรเชิญพวกเขาอ่านบทที่ 2 และเข้าร่วมสนทนาเบื้องต้น โดยใช้คำถามประเมินวิธีคิด เช่น เขามองบทบาทของนักเรียนอย่างไร เปิดรับความคิดเห็นของนักเรียนหรือไม่ เชื่อในอำนาจแบบสั่งการ หรือเคารพศักดิ์ศรีของทุกคนเท่าเทียมกัน กลัวการผิดพลาดหรือการถูกวิจารณ์หรือไม่

การตั้งคำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณคัดเลือกสมาชิกทีมที่มีทัศนคติสอดคล้องกับเป้าหมายของ TSV และพร้อมร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน

วางแผนประชุมทีมครั้งแรก ในการประชุมทีม TSV ครั้งแรก ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจ ความเป็นทีม และข้อตกลงร่วมกันเพื่อวางรากฐานที่มั่นคงให้ทีม ควรวางแผนกิจกรรมทำความรู้จัก การกำหนดวิธีตัดสินใจร่วมกัน และกำหนด “กติกาการอยู่ร่วมกัน” ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้าง

จากนั้นนำเสนอวิสัยทัศน์และแผนที่คุณได้เตรียมไว้ล่วงหน้า เปิดโอกาสให้ทีมสะท้อนความเห็น แก้ไขเพิ่มเติม หรือร่วมสร้างแผนใหม่ร่วมกัน อาจใช้กิจกรรมที่คุณเคยทำช่วงก่อนหน้า หรือให้ทีมอ่านหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา เล่มนี้ทั้งเล่ม เลือกบางบทเพื่อสรุปสาระร่วมกัน

ควรเริ่มวางแผนการขับเคลื่อนทั้งแนวนอนและแนวดิ่ง เช่น จะเริ่มจากโรงเรียนใดก่อน จะเริ่มในชั้นเรียนหรือเป็นชมรม จะเชิญครูกลุ่มใดมาเป็นแกนหลัก ต้องมีแผนฝึกอบรมทั้งครูและนักเรียนในทีม และต้องออกแบบแผนปฏิบัติการร่วมกัน โดยมีเป้าหมายระยะยาวชัดเจน และกำหนด “ก้าวแรก” ที่ทีมจะลงมือทำได้ทันทีอย่างเป็นรูปธรรม

  • สร้างโครงสร้าง

การสร้างโครงสร้างรองรับ TSV อย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการทำให้ “การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ” เป็นค่านิยมหลักของเขตการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์และการประเมินผู้นำทุกระดับ เขตขนาดใหญ่สามารถจัดตั้ง “สำนักงานนักเรียนมีเสียง” เพื่อสนับสนุนครู หลักสูตร และการฝึกอบรม ส่วนเขตขนาดเล็กอาจมอบหมายบทบาทให้ผู้บริหารหรือผู้นำด้านสภาพแวดล้อมโรงเรียน สำหรับระดับโรงเรียน ควรมอบหมายครูผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ พร้อมจัดสรรเวลา สนับสนุน และค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม รวมถึงต้องมีงบประมาณสนับสนุนงานและการฝึกอบรมด้าน TSV ทั้งในงบประจำและเสนอขอทุนสนับสนุนจากแหล่งภายนอก การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ TSV ไม่ใช่แค่หน้าที่ของ “ครูคนหนึ่ง” แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของทั้งระบบ

  • ระวังพลาด

ข้อพึงระวังมี 5 ประการ ดังต่อไปนี้ 

จัดเวลาดำเนินการ การขับเคลื่อน TSV อย่างได้ผลต้องจัดสรรเวลาอย่างชัดเจน ทั้งเพื่อฝึกอบรมและสนับสนุนครูและโค้ช รวมถึงบรรจุกิจกรรม TSV เข้าในตารางเรียน และควรกำหนดให้ทุกการประชุมมีช่วงเวลาสำหรับถามว่า “เสียงของนักเรียนอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้” เพื่อให้เป็นวาระถาวรของระบบ

เปลี่ยนกระบวนทัศน์และพัฒนาทักษะ การขับเคลื่อน Transformative Student Voice (TSV) อย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตั้งคำถามต่อ “อคติแบบผู้ใหญ่เป็นใหญ่” (Adultism) ที่มักเชื่อว่าเด็กไม่มีคำตอบ และผู้ใหญ่ต้องควบคุม

เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใหญ่จะรับฟังข้อเสนอของนักเรียนอย่างจริงจัง ควรสร้างเวทีเฉพาะ เช่น คณะทำงานร่วมเยาวชน-ผู้ใหญ่ หรือวงประชุมที่มีการแบ่งอำนาจอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งฝึกอบรมผู้นำและครูให้ตระหนักและตั้งคำถามกับตนเอง เช่น:

  • ฉันจะปฏิบัติกับผู้ใหญ่แบบนี้ไหม
  • ฉันจะพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้กับเพื่อนร่วมงานไหม
  • ฉันจะตัดสินใจแทนเพื่อนผู้ใหญ่แบบนี้หรือไม่
  • ฉันจะฟังปัญหาของเพื่อนแบบนี้หรือเปล่า

คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใหญ่สะท้อนตนเองและพัฒนา “ทักษะการฟังอย่างลึก” รวมถึงสร้างพื้นที่ที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัยที่จะมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

การแบ่งแยกเชิงโครงสร้าง โครงสร้างของโรงเรียนส่วนใหญ่แบ่งแยกตามอายุ ทำให้ผู้ใหญ่และนักเรียนแทบไม่มีโอกาสพบปะหรือทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในเขตการศึกษาขนาดใหญ่ ที่มีอาคารเรียนแยกจากกัน และตารางเรียนของนักเรียนไม่สอดคล้องกับเวลาประชุมของผู้ใหญ่ ปัจจัยด้านเวลา ตารางกิจกรรม และพื้นที่ จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องแก้ไขหากต้องการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง

ทรัพยากร อุปสรรคสำคัญของการขับเคลื่อน TSV คือการขาดทรัพยากร 3 ด้านหลัก ได้แก่ เวลา งบประมาณ และการฝึกอบรม จำเป็นต้องจัดสรรเวลาให้ครูวางแผนและเข้าร่วมอบรม พร้อมทั้งสนับสนุนเวลาพร้อมการเดินทาง ให้นักเรียนมีโอกาสมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ความอึด การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน และหลายครั้งที่ปัญหาเร่งด่วนมักจะเข้ามาบดบังวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ การสร้างโรงเรียนหรือเขตพื้นที่ที่ยึดเสียงของนักเรียนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการเสียงของนักเรียนในทุกส่วนนั้นเป็นความมุ่งมั่นระยะยาว ที่อาจต้องใช้เวลาหลายปี ผ่านการดำเนินการของนักเรียนหลายรุ่น จึงส่งผลพลิกโฉมโครงสร้าง 

สรุป

บทที่ 2  กล่าวถึงความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงระบบ รวมถึงประวัติและคำจำกัดความของ Transformative Student Voice (TSV) ส่วนบทที่ 3 นี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยคุณ ในฐานะผู้ริเริ่มกิจกรรม TSV  ในเรื่องการเตรียมความพร้อมเชิงปฏิบัติ นั่นคือการจัดโครงสร้างทีมเพื่อวางแผนและดำเนินโครงการที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ TSV ในโรงเรียนหรือเขตพื้นที่ของคุณ

ในห้าบทถัดไป เราจะแบ่งปันตัวอย่างวิธีการนำ TSV ไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ในโรงเรียน และเขตพื้นที่ที่ทีมผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice เคยทำงานด้วย ตั้งแต่การบูรณาการเข้ากับหลักสูตร การจัดตั้งชมรมหลังเลิกเรียนหรือภาคฤดูร้อน การรวมเยาวชนเข้ากับทีมงานของโรงเรียนและเขตพื้นที่ ไปจนถึงการเป็นพันธมิตรกับองค์กรภายนอก แต่ละบทจะมีตัวอย่าง เรื่องราว เครื่องมือ และแหล่งข้อมูล ขอเชิญชวนให้คุณอ่านและนำไปอภิปรายร่วมกับทีม เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนว่าคุณจะบูรณาการ TSV ทั้งในแนวราบและแนวตั้งในโรงเรียนและเขตพื้นที่ของคุณได้อย่างไร

สามารถอ่านบทความ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1 และ EP2 ได้ที่นี่

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP2: เสียงพลิกโฉมระบบของนักเรียน (Transformative Student Voice – TSV) คืออะไร

Tags:

หนังสือศ.นพ.วิจารณ์ พานิชพลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษาTransformative Student Voice

Author:

illustrator

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และได้ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) ดำรงตำแหน่งกรรมการของหน่วยงานและมูลนิธิหลายแห่ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP5: การดำเนินการระดับเขตพื้นที่

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP4: แผนปฏิรูปโรงเรียน

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP2: เสียงพลิกโฉมระบบของนักเรียน (Transformative Student Voice – TSV) คืออะไร

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Early childhoodBook
    พลังแห่งวัยเยาว์: ขอผู้ใหญ่ ‘อย่าเข้าไปยุ่ง’ เด็กเล็กควรเล่นอิสระมากกว่าฝึกฝน

    เรื่องและภาพ ณิชากร ศรีเพชรดี

‘เด็กพิเศษที่วิเศษ’ เมื่อความแตกต่างคือของขวัญ เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้และเปล่งประกายด้วยตัวเอง: หม่าม้าหญิง-ณเก้า
อ่านความรู้จากบ้านอื่น
19 September 2026

‘เด็กพิเศษที่วิเศษ’ เมื่อความแตกต่างคือของขวัญ เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้และเปล่งประกายด้วยตัวเอง: หม่าม้าหญิง-ณเก้า

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • พัชรินทร์ ลิ้มธนภรณ์ หรือ หม่าม้าหญิง เลือกมองว่า การที่ ณเก้า-พงษณพัทธ์ ลิ้มธนภรณ์ ลูกชายคนเล็กเป็นเด็กออทิสติก ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ว่า จะเปิดโอกาสให้ลูกเติบโตและใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองอย่างไร
  • หม่าม้าหญิงไม่เคยกำหนดเส้นทางชีวิตให้ลูก แต่ค่อยๆ เปิดโอกาสให้ณเก้าได้ลองและเลือกด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปจนค้นพบความชอบด้านอาหารและขนม ซึ่งนำไปสู่การเปิดร้านและความฝันในการเป็นเจ้าของธุรกิจ
  • ‘เด็กพิเศษ ที่วิเศษ’ คือแนวคิดที่ครอบครัวยึดถือ เพราะเด็กทุกคนมีแสงของตัวเอง สิ่งสำคัญคือการเปิดโอกาสให้เขาได้ลอง เรียนรู้ และเลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง

‘มันก็แค่ออทิสติก’

พัชรินทร์ ลิ้มธนภรณ์ หรือ ‘หม่าม้าหญิง’ พูดกับตัวเองในวันที่เริ่มยอมรับว่าลูกชายคนเล็กเป็นเด็กออทิสติก

ก่อนหน้านั้น เธอเคยร้องไห้ เคยรับไม่ได้ และเคยไม่รู้ว่าหลังจากนี้ชีวิตของลูกจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อได้พบกับครอบครัวอื่นๆ ได้เห็นเด็กคนอื่นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต เธอกลับมามองลูกชายของตัวเองอีกครั้ง และคิดว่าออทิสติกไม่ใช่จุดจบของชีวิตลูก

“อะไรก็ตามที่จะช่วยให้ลูกก้าวไปข้างหน้าได้ เราก็จะทำ”

นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หม่าม้าหญิงไม่ได้พยายามเปลี่ยนลูกให้เป็นเหมือนเด็กคนอื่น หรือแยกเขาออกมาจากสังคม แต่เลือกเรียนรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร และจะเติบโตเต็มศักยภาพได้อย่างไร

บนเส้นทางการศึกษาของลูกชาย ณเก้า-พงษณพัทธ์ ลิ้มธนภรณ์ หม่าม้าหญิงเลือกให้เขาเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปมาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีวศึกษาในสาขาอาหารและโภชนาการ ด้วยทุนจาก ‘โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ’ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ปัจจุบัน ณเก้าศึกษาต่อในหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาการ ของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ

แต่สำหรับหม่าม้าหญิง การเดินทางของลูกไม่เคยมีคำตอบสำเร็จรูป สิ่งที่เธอทำมาตลอดคือค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ให้เขาลองทำ ลองผิดพลาด และค่อยๆ ค้นพบความสนใจและเป้าหมายชีวิตของตัวเอง

ในบ้านหลังนี้ มีประโยคหนึ่งที่ครอบครัวยึดถือมาตลอดว่า ‘เด็กพิเศษ ที่วิเศษ’ และอีกประโยคที่หม่าม้าหญิงเชื่อไม่แพ้กันคือ ณเก้าเป็น ‘ของขวัญ’ ไม่ใช่ ‘ภาระ’ เพราะสำหรับหม่าม้าหญิงแล้ว ‘ลูกทุกคนเป็นดวงดาว และดาวทุกดวงมีแสงอยู่ในตัวเอง’

The Potential คุยกับ หม่าม้าหญิง และ ณเก้า ในงาน ‘ALL MEANS ALL Learning Ecosystem: นิเวศการเรียนรู้เพื่อทุกคน’ ว่าด้วยการเป็นแม่ การเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับลูก และคำถามสำคัญที่ว่า หากเราไม่อาจกำหนดได้ว่าลูกจะเติบโตขึ้นมาเป็นแบบไหน จะช่วยให้เขาค้นพบแสงของตัวเองได้อย่างไร

ย้อนกลับไปในวันที่เริ่มรู้ว่าณเก้ามีความแตกต่าง หม่าม้าหญิงรู้สึกยังไงบ้าง?

หม่าม้าหญิง: ตั้งแต่ตอนณเก้าเพิ่งเกิดใหม่ๆ เราก็รู้สึกว่าเขามีอะไรบางอย่างที่แตกต่างค่ะ คือเหมือนจับตรงไหนเขาก็ร้อง เพราะณเก้าเป็นลูกคนเล็ก เรามีพี่ชายและพี่สาวของเขา แล้วก็เลี้ยงลูกมาแล้วสองคน เลยพอจะรู้สึกได้ว่า ลูกคนนี้น่าจะมีอะไรบางอย่าง แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร

พอณเก้าอายุได้ประมาณขวบกว่า เราเริ่มสังเกตว่าเขาไม่สบตา เรียกชื่อก็ไม่หัน เขาชอบอะไรที่หมุนๆ แล้วก็มีมุมเป็นของตัวเอง ชอบอยู่คนเดียว ไม่ค่อยพูด พัฒนาการในช่วงนั้นค่อนข้างช้า ทุกอย่างดูช้ากว่าเด็กทั่วไป เราก็เริ่มคิดแล้วว่า เอาล่ะ มันน่าจะไม่ปกติแน่ๆ ตอนนั้นก็เลยไปคุยกับเพื่อนที่เป็นหมอ แต่ในช่วงแรกทุกคนก็บอกว่าเราอาจจะคิดมากไป

จนณเก้าอายุประมาณสองขวบกว่า เราพาเขาไปเข้าเตรียมอนุบาล ทางโรงเรียนก็ประเมินน้อง แล้วบอกว่าน้องมีความต้องการพิเศษเล็กน้อย จึงให้ไปทำแบบทดสอบออทิสติก หลังจากนั้นคุณครูจึงแนะนำให้พาไปทดสอบเพิ่มเติม และพอเข้าไปทดสอบตามกระบวนการแล้ว คุณหมอก็ยืนยันว่า ณเก้ามีความผิดปกติจริงค่ะ

ตอนแรกเลยก็รับไม่ได้เหมือนกันค่ะ รู้สึกเศร้าและร้องไห้ แต่พอเราไปบำบัด แล้วได้เจอครอบครัวอื่นๆ ที่ลูกเป็นออทิสติกและมีความพิการซ้ำซ้อน บางคนเดินไม่ได้ และต้องเผชิญกับความยากลำบากมากกว่าเรา วันนั้นน้ำตาเราก็เหมือนหายไปเลยค่ะ

เรากลับมาคิดว่า เฮ้ย ไม่ใช่สิ มันก็แค่ออทิสติก และมันคือสิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่จะช่วยให้ลูกก้าวไปข้างหน้าได้ เราก็จะทำค่ะ

หลังจากวันนั้น ครอบครัวเดินต่อกับณเก้าอย่างไร

หม่าม้าหญิง: ตอนนั้นสิ่งที่เราคิดกันในครอบครัวก็คือ ‘เด็กพิเศษ ที่วิเศษ’ นั่นเป็นเหมือนสโลแกนของบ้านเราเลยค่ะ เรากลับมานั่งคุยกันทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และพี่ๆ อีกสองคน ว่าเราจะเลี้ยงณเก้าอย่างไร เพื่อให้เขาสามารถยืนหยัดและใช้ชีวิตต่อไปได้ด้วยตัวเองในอนาคต เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นภาระ แต่เราพยายามให้เขาได้ทำทุกอย่างเหมือนกับที่เด็กทั่วไปทำ 

ณเก้าอาจเป็นเด็กพิเศษ แต่สำหรับเรา สิ่งสำคัญคือเขาต้องได้เรียนรู้ ซึ่งชีวิตของณเก้าคือการเรียนรู้ค่ะ เรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ทีละขั้นตอน เพราะเราคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งถ้าพ่อแม่หรือพี่ๆ ไม่อยู่แล้ว อย่างน้อยเขาจะต้องดูแลตัวเองได้ และไม่เป็นภาระของคนอื่น นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังไว้

สำหรับเรา มันจึงเหมือนเป็นเรื่องที่เดิมพันสูงมาก เพราะนี่คือชีวิตของเขา ถ้าเราทำทุกอย่างให้ เขาก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ให้ลองทำใหม่ ทำซ้ำๆ ย้ำไปเรื่อยๆ จนเขาทำได้ ชีวิตของณเก้าก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอดค่ะ 

การสอนให้ลูกค่อยๆ ดูแลชีวิตของตัวเอง เริ่มต้นจากตรงไหน

หม่าม้าหญิง: ตั้งแต่ณเก้ายังเล็ก เราก็พยายามให้เขาเรียนรู้ที่จะสื่อสารออกมาค่ะ เพราะในช่วงแรกทุกอย่างของเขาคือการกรี๊ด เวลาหิวก็กรี๊ด แล้วแม่ก็เข้าใจว่าหิวและให้นม คุณหมอบอกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ให้ปล่อยเขากรี๊ดไป เพราะสิ่งที่เราต้องทำคือให้น้องสื่อสารออกมาให้ได้ว่า หิว อิ่ม ปวดท้อง หรืออยากเข้าห้องน้ำ ต้องค่อยๆ ให้เขาเรียนรู้ที่จะสื่อสารออกมาเป็นคำ จนกระทั่งอายุประมาณ 3–4 ขวบ ณเก้าก็เริ่มพูดได้ และเริ่มบอกเราได้ว่าอะไรที่เขารู้สึก หรือไม่อยากให้เราทำกับเขา

ถ้าทำไม่ได้ในครั้งแรกก็ไม่ใช่ปัญหา เราก็ทำซ้ำ ทำใหม่ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราอยากให้เขามี คือความสามารถที่จะดูแลชีวิตของตัวเอง และเดินต่อไปในเส้นทางของตัวเองได้ค่ะ

แล้วมีอะไรอีกที่หม่าม้าหญิงอยากให้ณเก้าได้เรียนรู้

หม่าม้าหญิง: ด้วยความที่เราค่อนข้างเลี้ยงเขาในวงที่ไม่กว้างนัก ชีวิตของณเก้าส่วนใหญ่ก็มีพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดกัน เขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง สามารถอยู่คนเดียวและเล่นคนเดียวได้ จนบางครั้งเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องมีคนอื่น

เราอยากให้เขาไปโรงเรียน เพื่อเปิดโลกของเขา ให้ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น ได้เรียนกับเพื่อน และใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้เหมือนคนทั่วไป นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังจากเขามากที่สุดค่ะ

สำหรับเรา นี่คือช่วงเวลาสำคัญในชีวิตที่ซื้อกลับคืนมาไม่ได้ ถ้าเราไม่ยอมเสียสละและทุ่มเวลาให้เขาในช่วงนั้น ณเก้าอาจมาไม่ถึงจุดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ 

ซึ่งณเก้าเขาก็เรียนในระบบโรงเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปมาโดยตลอด ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6 เขาไม่ได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษเพียงเพราะเป็นเด็กพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามระบบของโรงเรียน ทั้งการเรียนและการให้คะแนน

สำหรับคุณแม่ เรามองว่าการให้ณเก้าเรียนอยู่ในกลุ่มเด็กทั่วไปมาตลอดเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากค่ะ เพราะมันทำให้วิธีคิดและมุมมองในการมองโลกของเขาเติบโตขึ้นจากการได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น แน่นอนว่าเขายังมีวิธีคิดและมุมมองในแบบของตัวเอง แต่การที่เขาเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปมาตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6 เป็นเวลามากกว่าสิบปี ก็เหมือนเป็นช่วงเวลาที่ค่อยๆ หล่อหลอมเขาขึ้นมาเป็นคนคนหนึ่งค่ะ

ก็ถือว่าเราเดินทางมาไกลมากสำหรับเด็กออทิสติกคนหนึ่ง เพราะสิ่งที่บ้านเรายึดมาตลอดคือ เราเลี้ยงเขาให้เป็น ‘ของขวัญ’ ไม่ใช่ ‘ภาระ’ เรารู้สึกว่า ณเก้าเป็นของขวัญของครอบครัวค่ะ

เมื่อได้ออกไปใช้ชีวิตในโลกที่กว้างขึ้น ณเก้าเป็นอย่างไรบ้าง

ณเก้า: ผมรู้สึกว่าตัวเองตามคนอื่นไม่ค่อยทันครับ เวลาสอบก็มักจะได้อันดับท้ายๆ ของห้อง แต่เพื่อนๆ ก็พยายามช่วยเหลือผมครับ

หม่าม้าหญิง: เพื่อนๆ ที่โรงเรียนดีค่ะ เพราะที่โรงเรียนเก่าของณเก้าเป็นเหมือนวัฒนธรรม ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ณเก้าเรียนที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่ ซึ่งโชคดีมากที่ทั้งโรงเรียนและเพื่อนๆ ไม่ทิ้งกัน

เท่าที่คุยกับอาจารย์นะคะ ในโลกของณเก้าเหมือนเป็นทุ่งลาเวนเดอร์เลยค่ะ คือเขาเป็นคนที่คิดบวกมาก ทุกอย่างสำหรับเขาเป็นเรื่องบวกแทบทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้าเจออะไรที่เขารู้สึกไม่โอเค เขาจะเลือกเดินออกมา ไม่รับสิ่งนั้นเข้ามา และไม่เข้าไปยุ่งต่อ

อย่างเวลาที่แม่ไปนั่งรอเป็นเพื่อนที่โรงเรียน เขาจะรู้ว่าแม่นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟ ถ้าเขารู้สึกไม่โอเคหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาก็จะเดินลงมาหาแม่ มานั่งอยู่ด้วยกัน เราไม่ต้องทำอะไรมากค่ะ พอเขาได้พัก ได้จัดการและเตรียมตัวเองเรียบร้อยแล้ว สักพักเขาก็จะกลับขึ้นไปเรียนต่อเองค่ะ

แล้วระหว่างทาง ณเก้าเจอสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างไร

หม่าม้าหญิง: ตอนที่ณเก้าจบ ม.6 เราก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะพาเขาไปในเส้นทางไหน คุณแม่เลยเอาหลักสูตรมาให้ณเก้าดูแล้วก็ให้เขาเลือกเองค่ะ ตอนนั้นมีทั้งสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และอาหารและโภชนาการ เขาดูแล้วก็เลือกเรียนอาหารและโภชนาการ

ณเก้าบอกว่าเขารู้สึกว่าการเรียนทางนี้ได้ลงมือทำ และสิ่งที่ทำออกมาก็เห็นผลเป็นรูปธรรมค่ะ อย่างทำอาหารออกมาหนึ่งจาน หรือทำขนมออกมาหนึ่งชิ้น เขามองเห็นได้เลยว่านี่คือสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จ

ด้วยวิธีคิดและการเรียนรู้ของน้อง เขาค่อนข้างต้องการเห็นสิ่งที่จับต้องได้ค่ะ เขาจะรู้สึกว่า ‘ฉันทำสิ่งนี้ออกมาได้’ สุดท้ายก็เลยเลือกเรียนทางอาหารและโภชนาการค่ะ

ณเก้า: ตอนที่ผมเรียน ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการเรียนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ค่อยได้ลงมือทำจริงๆ ครับ ผมอยากเรียนในสิ่งที่ได้ลงมือทำ ได้จับต้อง และได้เห็นผลจากสิ่งที่ตัวเองทำครับ

ตอนที่ได้เรียนทำอาหาร ผมก็รู้สึกแปลกใหม่ครับ เพราะได้ลงมือทำและทำงานร่วมกับคนอื่น แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ชอบทำอาหารเป็นพิเศษ เพราะยังไม่ได้เรียนทำขนม

พอได้เริ่มเรียนทำขนม ผมก็เริ่มรู้สึกชอบครับ ตอนที่ยังเรียนอยู่ ผมเคยสัญญากับพี่สาวว่าจะพาไปกินขนมที่ร้านหนึ่งครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พาไป  เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราลองทำขนมด้วยตัวเองดีกว่า

จากความชอบวันนั้น วันนี้เส้นทางชีวิตของณเก้าไปถึงไหนแล้ว?

หม่าม้าหญิง: มีเปิดร้านของตัวเองค่ะ เป็นร้านเล็กๆ ไอเดียเรื่องนี้ก็มาจากณเก้าเองค่ะ เขาเริ่มบอกขึ้นมาว่า “หม่าม้า เราทำคุกกี้กันไหม” จากสิ่งที่เขาเคยเรียนทำคุกกี้ที่โรงเรียน หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำกันจริงๆ จนค่อยๆ กลายมาเป็นธุรกิจค่ะ

ตอนเรียน ณเก้าก็ได้เรียนเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ การบริหาร การเงิน การคำนวณต้นทุน และการวางแผนในอนาคต ซึ่งเขาค่อนข้างชอบเรื่องตัวเลขและการคำนวณมากค่ะ เขาชอบคำนวณคุณค่าทางโภชนาการ แล้วก็ชอบคำนวณต้นทุนด้วย

พอณเก้าได้รับทุนจาก กสศ. เขาก็เก็บเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ เราเลยนำเงินส่วนนั้นมาใช้เป็นทุนตั้งต้น ซื้ออุปกรณ์อย่างเตาอบ เพราะตอนเริ่มต้นเรายังไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยค่ะ

จากที่ตอนแรกเราแทบไม่มีอะไรเลย ก็เริ่มทำคุกกี้ด้วยกัน แล้วค่อยๆ เริ่มขาย จนมีเพจเป็นของตัวเองชื่อ Nakhaw’ Cozy Cookies ตามชื่อของเขาเลยค่ะ

ณเก้า: ผมรู้สึกตื่นเต้นครับ เพราะเราเห็นขนมที่คนอื่นทำวางขาย แล้วเราก็คิดว่าเราทำได้เหมือนกัน พอทำออกมาได้ ผมก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองครับ

ตอนนี้ผมก็อยากทำขนมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ครับ ถ้ามองไปในอนาคต ผมอยากเป็นเจ้าของธุรกิจครับ แบบที่ไม่ต้องทำงานตลอดเวลาก็ยังมีเงินเข้าบัญชี ส่วนร้านในฝัน ผมอยากเปิดร้านเล็กๆ ครับ มีแค่โต๊ะเดียวก็พอ

ตลอดเส้นทางนี้ หม่าม้าหญิงและณเก้าได้เรียนรู้อะไร

หม่าม้าหญิง: อย่างแรกเลยคือ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ค่ะ และสำหรับเรา คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ไม่มี  

จริงๆ แล้วเราก็เรียนรู้จากลูกมาตลอดค่ะ ทั้งจากการเลี้ยงเขาและการใช้ชีวิตไปพร้อมกับเขา แน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนวางแผนไว้ตั้งแต่แรกว่าอยากมีลูกพิเศษ แต่เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่เป็น และหาทางดำเนินชีวิตต่อไปให้มีความสุข ทั้งตัวเราเองและตัวลูก

สิ่งสำคัญคือ ณเก้าต้องมีความสุข และต้องมีแนวทางชีวิตที่เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นแม่จะไม่ใช่คนที่กำหนดว่าเขาต้องทำอะไรหรือเดินไปทางไหน แม่มีหน้าที่แนะนำเท่านั้น ณเก้าต้องเป็นคนเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเลือกในสิ่งที่ตัวเองเป็น แม่ก็เป็นเหมือนติวเตอร์ เป็นคนคอยให้ไกด์ไลน์และอยู่ข้างๆ เท่านั้นเองค่ะ

เราคิดว่าเด็กทุกคนมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่าเขาชอบอะไร และอะไรคือสิ่งที่เขาอยากทำ เหมือนที่คุณแม่พูดมาตลอดว่า 

ทุกคนเป็นดวงดาว เพราะดาวทุกดวงมีแสงอยู่ในตัวเอง เราอยากให้ครอบครัวเชื่อมั่นว่า ลูกของเราจะมีชีวิตในแบบของตัวเอง และสามารถดึงศักยภาพที่อยู่ในตัวออกมาได้ ไม่ว่าเขาจะมีความแตกต่างอย่างไรก็ตาม

สำหรับณเก้าเอง เขาเดินทางมาไกลมาก จากวันที่ยังสื่อสารไม่ได้ ได้แต่กรี๊ด จนถึงวันนี้เขาสามารถค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้เลือกเส้นทางของตัวเอง และค่อยๆ เดินไปในแบบของเขา

ณเก้า: สำหรับผม ผมรู้สึกว่าการศึกษาคือการฝึกและเป็นโอกาสให้เราได้เลือกเส้นทางของตัวเอง ว่าเราชอบอะไร และอยากเดินไปในเส้นทางไหนครับ

วันนี้ หม่าม้าหญิงอยากส่งต่อข้อคิดอะไรถึงครอบครัวอื่นบ้างไหม

หม่าม้าหญิง: อย่างแรกเลย คุณแม่คิดว่าความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรคสำคัญของการเรียนรู้ค่ะ 

แต่ครอบครัวก็สำคัญมากค่ะ ณเก้าเองถือว่าโชคดีที่มีครอบครัวที่เข้าใจ รวมถึงมีกัลยาณมิตร คุณครู และคุณหมอ ที่ช่วยกันสนับสนุนและหล่อหลอมเขามาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับครอบครัวอื่นๆ ก็เช่นกันค่ะ เพียงแต่แต่ละครอบครัวอาจต้องปรับวิธีการให้เหมาะกับลูกของตัวเอง เพราะเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการเชื่อมั่นในตัวเขา และช่วยให้เขาได้ค้นพบและดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุดค่ะ

Tags:

เด็กพิเศษครอบครัวความเข้าใจออทิสติกการศึกษา

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • KhobfaKwangClassroom
    Creative learning
    ‘ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง’ พื้นที่แห่งความรักที่โอบรับทุกความแตกต่าง การเรียนรู้เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของเด็กพิเศษ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Movie
    Love, Simon: หากแม้คนทั้งโลกจะใจร้าย ขอแค่พ่อแม่รักและเข้าใจก็พอ

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Vaathi: ครูดีอาจทำให้เด็กคนหนึ่งไปถึงฝัน แต่ระบบการศึกษาคุณภาพจะช่วยเด็กจำนวนมากเข้าถึงโอกาสในการมีชีวิตที่ดี

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Yes Day: ขอให้มีสักวันที่แม่จะไว้ใจและให้พื้นที่อิสระพอที่เราจะใช้ชีวิตในแบบของตนเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Dear ParentsMovie
    This Is Us: อย่าปล่อยให้ทางเลือกแย่ๆ ของพ่อแม่ทำให้ลูกกลัวที่จะแตกต่าง

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

กาฬวิบัติ: คุณค่าความเป็นคน คือไม่ยอมจำนนแม้สิ้นหวัง
Book
17 September 2026

กาฬวิบัติ: คุณค่าความเป็นคน คือไม่ยอมจำนนแม้สิ้นหวัง

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • กาฬวิบัติ (The Plague) เป็นผลงานเล่มที่ 2 ของ อัลแบร์ กามู (Albert Camus) หลังเรื่อง ‘คนนอก’ สร้างชื่อให้เขาโด่งดังไปทั่วโลก โดยเล่มนี้โดดเด่นด้วยประเด็นสังคม การเมือง ศาสนา และปรัชญา จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมของเขา
  • หนังสือเล่าเรื่องเหตุการณ์การผ่านวิกฤตโรคระบาดในเมืองโอร็อง และปฏิกิริยาของผู้คนเมื่อเผชิญโลกที่สิ้นหวัง โดยตัวละครแต่ละคนสะท้อนวิธีรับมือกับชีวิต ทั้งการทำหน้าที่ ศรัทธา การแสวงหาประโยชน์ และการยืนหยัดเพื่อเพื่อนมนุษย์
  • สารที่ชัดเจนที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ คุณค่าของความเป็นคน คือการไม่ยอมจำนน แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ถึงที่สุด เราทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่พึงกระทำและจงทำมันให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องคาดหวังว่า เมื่อทำดีแล้ว ทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดี

ในช่วงทศวรรษที่ 1950 นักจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ชื่อ เคิร์ท ริคเตอร์ (Curt Richter) ทำการทดลองชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นการทดลองที่โหดร้าย และไม่ได้การยอมรับอีกแล้วในยุคปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น การทดลองดังกล่าว มีสิ่งที่น่าสนใจบางอย่าง จนต้องนำมาเล่าให้ฟัง

การทดลองของริคเตอร์ ใช้ชื่อว่า การทดลองเรื่องความสิ้นหวัง (despair experiment) โดยเขาปล่อยหนูให้ลอยคอในถังน้ำใบใหญ่ ซึ่งหนูไม่สามารถปีนหนีออกมาได้ เพื่อดูว่า หนูจะสามารถว่ายน้ำได้นานแค่ไหน ก่อนจะหมดแรงและจมน้ำตาย 

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ริคเตอร์พบว่า หนูที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากถังน้ำ ด้วยการนำขึ้นมาก่อนที่มันจะหมดแรง เมื่อปล่อยลงถังน้ำอีกครั้ง หนูตัวนั้น จะสามารถว่ายน้ำได้นานกว่าเดิมก่อนจะหมดแรง ทำให้เขาสรุปว่า หนูตัวที่มีประสบการณ์เคยได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ จะมีความฝังใจว่า ถ้าพยายามว่ายน้ำต่อไป มันจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ และนั่นทำให้หนูตัวนั้น สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย ว่ายน้ำได้นานกว่าเดิม ริคเตอร์ จึงสรุปว่า ‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ทำให้หนู (และน่าจะรวมไปถึงคนด้วย) มีพลังในการต่อสู้ชีวิตได้นานกว่าปกติ

เพื่อให้เห็นภาพชัดกว่าเดิม ขอยกตัวอย่างเช่น คนๆ หนึ่ง ซึ่งลอยคออยู่กลางทะเล กำลังจะหมดแรงจมน้ำแล้ว หากเขาเห็นเรือลำหนึ่งอยู่ไกลๆ เขาจะมีแรงฮึดสู้ จนสามารถว่ายน้ำไปถึงเรือลำนั้นได้ แม้ว่าก่อนหน้านั้น เขาอ่อนแรงจนใกล้จะจมน้ำแล้วก็ตาม

แน่นอนว่า การทดลองชิ้นดังกล่าว มีข้อบกพร่องในหลายๆ จุด ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของริคเตอร์ โดยชี้ว่าการที่หนูหยุดว่ายน้ำ ไม่ได้แปลว่า ‘มันสิ้นหวังและยอมแพ้ต่อชีวิต’ แต่อาจเป็นการสงวนพลังงานที่มีเหลืออยู่น้อยนิด หรืออาจเป็นการปรับกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดก็เป็นได้ รวมถึงตัวแปรอีกหลายอย่าง เช่น หนูที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ มีโอกาสได้พักฟื้นและสามารถเรียกพลังร่างกายกลับคืนมาได้อีก จึงมีเรี่ยวแรงว่ายน้ำได้นานกว่าเดิม หรือแม้แต่การเริ่มคุ้นชินกับอุณหภูมิของน้ำ อาจทำให้หนูมีความอดทนมากกว่าเดิมในการลงไปว่ายน้ำเป็นครั้งที่สอง

อย่างไรก็ตาม การทดลองอันโหดร้ายชิ้นนี้ได้ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความหวัง’ กับ ‘การต่อสู้ชีวิต’

แล้วจะเป็นอย่างไร หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่มองไม่เห็น ‘ความหวัง’ เลยแม้แต่น้อยนิด เราจะหยุด ‘ต่อสู้’ และ ‘ยอมจำนน’ ต่อชีวิตหรือไม่ บางที คำตอบอาจอยู่ในหนังสือที่ผมเพิ่งอ่านจบ โดยหนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า กาฬวิบัติ หรือ The Plague ผลงานของ อัลแบร์ กามู (Albert Camus) นักเขียนชาวฝรั่งเศส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และเจ้าของแนวคิดที่ว่า ‘ชีวิต คือสิ่งไร้สาระ’ (Life is absurd)

กาฬวิบัติ เป็นผลงานเล่มที่ 2 ของกามู หลังจากผลงานเล่มแรก คือ ‘คนนอก’ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อย่างไรก็ดี ผลงานเล่มนี้มีความแตกต่างจากเล่มแรกอย่างสิ้นเชิง ทั้งเรื่องราวที่ยาวกว่าเดิม รวมถึงเต็มไปด้วยข้อคิดในแง่มุมต่างๆ ทั้งสังคม การเมือง ศาสนา และปรัชญา จนนักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่า ‘กาฬวิบัติ’ คือผลงานที่ดีที่สุดของกามู

เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นในเมืองสมมติชื่อ โอร็อง โดยกำหนดให้เป็นเมืองท่าริมทะเลในแอลเจียร์ ดินแดนในอาณัติของฝรั่งเศส เมืองนี้เกิดการแพร่ระบาดของกาฬโรคถึงขั้นวิกฤติ จนต้องสั่งปิดเมือง ห้ามผู้คนเดินทางเข้าออก พ่อแม่ต้องพลัดพรากจากลูก สามีภรรยาต้องแยกจากกัน โดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาพบเจอกันอีกหรือไม่

ในช่วงแรกชาวเมืองต่างเชื่อกันว่า อีกไม่นานสถานการณ์จะกลับเป็นปกติ พวกเขาจะได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ยิ่งเวลาทอดยาวออกไปเท่าไหร่ สถานการณ์กลับยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ จำนวนคนติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น เซรุ่มที่ผลิตขึ้นไม่สามารถรักษาอาการป่วย รวมถึงหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้ การพลัดพรากจากคนรัก ที่เคยเป็นเรื่องเจ็บปวดรวดร้าว เริ่มกลายเป็นสิ่งชาชินและปกติธรรมดา

‘ความหวัง’ ที่เคยมองเห็นราวกับแสงทองที่ขอบฟ้าไกลๆ กลับริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนมองไม่เห็น แล้วมนุษย์แต่ละคนแสดงปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้

1 หมอริเออซ์ – ผมแค่ทำหน้าที่ ผมไม่ใช่วีรบุรุษ

หมอแบร์นาร์ด ริเออซ์ นายแพทย์ประจำเมืองโอร็อง เขาเป็นคนแรกๆ ที่สังเกตเห็นการล้มตายจำนวนมากของหนูในเมือง และกลายเป็นสาเหตุการแพร่ระบาดของกาฬโรค

ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มมีการแพร่ระบาด ทางการพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า ‘โรคระบาด’ เพราะหมายถึงการยอมรับว่า ชีวิติปกติของชาวเมืองกำลังจะพังทลาย แต่หมอริเออซ์มองทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมา เขาเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของกาฬโรค เขาทำงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุด ตรวจคนไข้ รักษาผู้ป่วย และผลักดันให้ทางการยอมรับความจริงของสถานการณ์โรคระบาด

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ หมอริเออซ์ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษ เขาคิดแค่ว่า “ในเมื่อมีผู้ป่วย คนเป็นหมอก็ต้องให้การรักษา” และนั่นคือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด แม้เจ้าตัวจะรู้ว่าการรักษาไม่ได้แปลว่าทุกคนจะรอดชีวิต ตรงกันข้าม จำนวนคนตายเพิ่มมากขึ้น มากกว่าคนที่หายป่วยด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งหน้าที่ แม้มองไม่เห็นความหวัง

สำหรับผมแล้ว หมอริเออซ์ คือตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดสำหรับแนวคิดทางปรัชญาของกามู ผู้เชื่อว่า ชีวิตคือสิ่งไร้สาระ ไร้แก่นสารให้ยึดมั่น ซึ่งกามู ต้องการบอกกับเราว่า เราไม่อาจเอาตรรรกะเหตุผลใดๆ เข้าไปใส่ในชีวิตได้ เพราะชีวิตไม่มีเหตุผล ไม่มีตรรกะ ไม่มีแก่นสาร และไร้สาระสิ้นดี 

คนที่ทำดีมาตลอดทั้งชีวิตอาจไม่เคยได้ดี ขณะที่คนเลวอาจได้เป็นใหญ่เป็นโต เด็กๆ ผู้บริสุทธิ์อาจตายเพราะโรคระบาด ขณะที่คนโฉดชั่วอาจรอดพ้นจากโรคร้ายและอยู่ได้ยืนยาว

สำหรับหมอริเออซ์แล้ว แม้ว่าชีวิตจะเป็นสิ่งไร้สาระ แม้ว่าโลกจะทำสิ่งโหดร้ายได้อย่างเหลือเชื่อ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวโหดร้ายกลับไป และเราไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อความโหดร้ายนั้น

หมอริเออซ์รู้ดีว่า เขาอาจไม่มีวันเอาชนะโรคระบาดได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ยอมจำนนต่อมัน และยืนยันที่จะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด

2 บาทหลวงปานลูซ์ – พระเจ้าคือผู้กำหนดชะตากรรมมนุษย์

พ่อปานลูซ์ บาทหลวงเยซูอิต คือตัวแทนของคนที่พยายามหาความหมายให้กับชีวิต ทั้งที่ชีวิตไม่เคยมีความหมาย ไม่เคยมีสาระใดๆ เขามองการแพร่ระบาดของโรคผ่านเลนส์ของศาสนา ดังนั้น ในช่วงแรก พ่อปานลูซ์ จึงเชื่อว่า โรคระบาด คือบทลงโทษหรือคำเตือนจากพระเจ้า

จนกระทั่งการเสียชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง เด็กชายผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่เคยทำผิดบาปอะไร แต่กลับถูกลงทัณฑ์อย่างทุกข์ทรมานด้วยโรคระบาด พ่อปานลูซ์เริ่มคลางแคลงใจในสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อ ศรัทธาที่เคยหนักแน่นเริ่มคลอนแคลน

พ่อปานลูซ์พยายามปลอบใจตัวเอง หรือพยายามประนีประนอมกับพระเจ้า ด้วยการบอกว่า บางครั้งเราก็ไม่เข้าใจพระเจ้า แต่เราก็ต้องยอมรับและอยู่ร่วมกับสิ่งที่พระเจ้ากำหนด

“บางทีเราอาจจะต้องรักสิ่งที่เราไม่อาจเข้าใจได้” พ่อปานลูซ์ พูดกับหมอริเออซ์ หลังการเสียชีวิตของเด็กน้อยคนหนึ่ง ซึ่งหมอริเออซ์ ตอบกลับด้วยโทสะว่า “ไม่ครับ คุณพ่อ สำหรับผมความรักเป็นอีกแบบหนึ่ง ผมจะปฏิเสธไปจนวันตายที่จะรักการสรรค์สร้างของพระเจ้า ซึ่งเด็กๆ ถูกทรมาน”

ท้ายที่สุด พ่อปานลูซ์กลายเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต (แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่า ท่านป่วยด้วยกาฬโรคหรือไม่) แต่ถึงวาระสุดท้าย ในมือของพ่อปานลูซ์ยังกุมไม้กางเขนอยู่ ราวกับเกรงว่าศรัทธาที่เริ่มสั่นคลอนอาจพลัดหลุดได้ หากไม่รีบกุมให้แน่นที่สุด

หากพ่อปานลูซ์ สามารถถามคำถามสุดท้ายได้สักหนึ่งข้อ ท่านคงถามว่า ทำไมพระเจ้าต้องปล่อยให้โลกนี้มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ด้วย ผมไม่รู้เหมือนกันว่า คำตอบที่ท่านคาดหวัง จะเป็นสิ่งเดียวกับที่กามูพยายามบอกอยู่เสมอว่า ชีวิต คือสิ่งไร้สาระ ใช่หรือไม่

3 ก็อตตาร์ด – ผู้พลิกวิกฤติคนอื่น ให้เป็นโอกาสของเรา

แน่นอนว่า ในทุกๆ สถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ จะมีคนที่คอยหาประโยชน์จากมันจนได้ และ ก็อตตาร์ด คือหนึ่งในนั้น

ก็อตตาร์ดเป็นผู้ชายแปลกๆ ไม่มีใครรู้จักเบื้องหลังเขาจริงๆ เขาดูเป็นคนไม่มีความสุข เคยพยายามฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนบ้านช่วยไว้ได้ทัน จนกระทั่งเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาด ก็อตตาร์ดกลับดูมีความสุขมากขึ้น เพราะเขาเริ่มแสวงหาประโยชน์จากมันได้ด้วยการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ติดต่อค้าขายกับพวกค้าของเถื่อน

ในหนังสือ ไม่ค่อยได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับก็อตตาร์ด แต่ผู้อ่านจะพอปะติดปะต่อได้ว่า เขาเคยทำเรื่องผิดกฎหมายมาก่อน ทำให้ตัวเขารู้สึกแปลกที่แปลกทาง เข้ากับคนอื่นไม่ได้ แต่เมื่อเมืองตกอยู่ในภาวะโรคระบาด ความปกติล่มสลาย กฎหมายต่างๆ แทบจะถูกรีเซ็ต ก็อตตาร์ดรู้สึกว่าสภาพเช่นนี้แหละที่เหมาะกับเขา

ก็อตตาร์ด คือตัวแทนด้านมืดของมนุษย์ ที่มักฉกฉวยประโยชน์จากความทุกข์ร้อนของคนอื่น ซึ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เราก็เคยได้เห็นคนแบบก็อตตาร์ด ที่ฉกฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเวชภัณฑ์ เพื่อโก่งราคาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง

จนเมื่อสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น ก็อตตาร์ดกลับทำใจไม่ได้ที่ตัวเองจะกลับไปสู่สภาพคนนอกเหมือนเดิม เขากลายเป็นคนคลุ้มคลั่ง จับอาวุธปืนกราดยิงใส่ฝูงที่ออกมาแสดงความยินดีต่อคำสั่งยุติการปิดเมือง และสุดท้าย ก็อตตาร์ด ก็ถูกตำรวจจับเข้าเรือนจำ สถานที่ๆ เหมาะกับตัวเขามากที่สุด

4 ตาร์รู – คนธรรมดา ผู้ไขว่คว้าความถูกต้อง

ฌ็อง ตาร์รู คือตัวแทนของคนธรรมดาในสังคม เขาไม่ศรัทธาในพระเจ้า ไม่อยากเป็นนักบุญ เขาแค่ต้องการทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้อง เพื่อไถ่บาปให้พ่อของเขา ผู้เคยเป็นอัยการที่ส่งตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่ลานประหาร

ในความคิดของตาร์รู มนุษย์ทุกคนไม่ควรมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้อื่นได้ เขาเชื่อว่าผู้กระทำความผิดคือเหยื่อของความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคม และเขาเลือกที่จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างเหยื่อ มากกว่าจะยืนอยู่ฝั่งผู้มีอำนาจที่สั่งคร่าชีวิตคนอื่นได้ ในนามของกฎหมาย

เช่นกัน ตาร์รู มองว่ากาฬโรคก็คือความชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในมนุษย์ทุกคน เมื่อเงื่อนไขตัวแปรได้รับการบ่มเพาะจนเหมาะสม กาฬโรคก็เติบโตและเข่นฆ่าผู้ติดเชื้อ ซึ่งก็คือเหยื่อของความเลวร้ายที่เกิดขึ้น ตาร์รูเป็นคนฉลาด ช่างสังเกต และชอบจดบันทึก เขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งหน่วยอาสาพลเรือน เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ โดยร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับหมอริเออซ์

ฉากที่ตาร์รู นั่งคุยกับหมอริเออซ์บนชายหาด เป็นหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งตาร์รูพูดขึ้นว่า

“ผมไม่ชอบการเป็นวีรบุรุษหรือนักบุญ สิ่งที่ผมสนใจคือ ความเป็นคน”

ตาร์รู ยังเชื่ออีกว่า ความเป็นคน จะต้องมาพร้อมความรักในเพื่อนมนุษย์ โดยเขาพูดกับหมอริเออซ์ว่า ‘ถ้าเขาเลิกรักทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเขาจะต่อสู้ไปเพื่ออะไรกัน’

ทว่า สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ขณะที่สถานการณ์การระบาดของโรคกำลังจะจบลง ความปกติสุข กำลังจะกลับคืนมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตาร์รู ติดเชื้อกาฬโรค และจากไปอย่างเจ็บปวดรวดร้าว

เรื่องราวของผู้คนทั้งหลาย ในสถานการณ์ที่โลกมืดมิดไร้ซึ่งความหวัง บอกอะไรกับเรา นอกเหนือจากแง่คิดเชิงปรัชญาที่กามูส์ ตอกย้ำมาตลอดว่า ‘ชีวิตคือสิ่งไร้สาระ’

สำหรับผมแล้ว สารที่ชัดเจนที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ คุณค่าของความเป็นคน คือการไม่ยอมจำนน แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ถึงที่สุด เราทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่พึงกระทำและจงทำมันให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องคาดหวังว่า เมื่อทำดีแล้ว ทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดี เพราะชีวิตมันไม่ได้มีตรรกะหรือเหตุผลเช่นนั้น

อัลแบร์ กามู ผู้ตอกย้ำมาตลอดว่า ‘ชีวิตคือสิ่งไร้สาระ’ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เพียงแค่ 2 ปี หลังจากเส้นทางชีวิตของเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และขณะเกิดเหตุ ในกระเป๋าของกามูยังมีต้นฉบับงานที่ยังเขียนไม่เสร็จ ซึ่งเขาตั้งใจจะให้เป็นงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

Tags:

หนังสือปรัชญามนุษย์กาฬวิบัติThe PlagueAlbert Camus

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Cover
    Book
    The Wild Robot: ชีวิตที่ลิขิตเอง ไม่ต้องรอโปรแกรมคำสั่ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    แบดบอยผู้น่ารัก ‘ฮักเกิลเบอร์รี่ ฟินน์’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ห้องสมุดแห่งบาเบล : ภาพลวงตาของความหมาย

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

  • Book
    The Fall: การร่วงหล่นของตัวตน สู่การแตกสลาย และเผยโฉม “มนุษย์สองหน้า” ที่อยู่ภายใน

    เรื่อง เจษฎา อิงคภัทรางกูร

‘มาสคอตฟีเวอร์’ จิตวิทยาความน่ารักละลายหัวใจ พื้นที่ปลอดภัยในโลกของผู้ใหญ่ หรือกับดักทางการตลาดที่ต้องระวัง!
How to enjoy life
17 September 2026

‘มาสคอตฟีเวอร์’ จิตวิทยาความน่ารักละลายหัวใจ พื้นที่ปลอดภัยในโลกของผู้ใหญ่ หรือกับดักทางการตลาดที่ต้องระวัง!

เรื่อง จณิสตา ธนาธรชัย ภาพ พิมพ์พาพ์

  • จากปรากฏการณ์มาสคอตหมีในผ้ากันเปื้อนสีเหลืองสดใสชื่อ ‘Butterbear’ หรือ ‘น้องเนย’ ที่โด่งดังเป็นพลุแตก จากการสร้างตัวตนและคาแร็กเตอร์ จนมีแฟนคลับเป็นของตัวเอง ถือเป็นการก้าวข้ามความเป็นมาสคอตทั่วไปโดยสิ้นเชิง และได้จุดประกายให้เกิดมาสคอตอื่นๆ ตามมามากมาย
  • แม้ว่าการใช้มาสคอตเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้เกิดภาพจำและสร้างความผูกพันให้กับแบรนด์นั้นไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่มาสคอตในปัจจุบันกลับมีบทบาทมากกว่านั้น โดยเฉพาะการเป็นพื้นที่ปลอดภัยและประตูแห่งความสุขที่เชื่อมต่อโลกของผู้ใหญ่กับโลกในวัยเด็ก
  • ถึงอย่างนั้น ยังมีข้อควรระวังสำหรับกระแสมาสคอตฟีเวอร์ เพราะหากไม่รู้เท่าทัน อาจกลายเป็นผู้บริโภคที่ติดกับดักทางการตลาดจนเกิดภาระ เกิดความเดือดร้อนในชีวิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นขอให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่า มาสคอตก็เป็นเพียงความบันเทิงที่สร้างความจรรโลงใจรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

ตัวกลมๆ ตาแป๋วๆ บ้างก็เป็นหมี บ้างก็เป็นหมีผสมวาฬเพชรฆาต บ้างก็เป็นก้อนเมฆ บ้างก็เป็นดอกไม้

เรากำลังพูดถึงรูปลักษณ์ของ ‘มาสคอต’ ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนหรือทูตของแบรนด์ องค์กร สถานที่ หรือกิจกรรม โดยมีบทบาทหลักๆ ในการโปรโมทและสร้างภาพจำหรืออัตลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

หากเป็นเมื่อก่อนมาสคอตน่ารักๆ เหล่านั้นคงจะพบเจอได้เฉพาะในสวนสนุกเพื่อคอยสร้างบรรยากาศและความบันเทิงให้กับเด็กๆ ไม่อย่างนั้น อาจพบได้ในห้างสรรพสินค้าหรือพบได้ในงานเทศกาลต่างๆ รูปร่างลักษณะในช่วงยุคก่อนนั้นก็คงไม่ได้โดดเด่นเฉพาะตัวเท่าไรนัก แต่ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่ามาสคอตมีหลากหลายรูปแบบและอยู่ในแทบทุกพื้นที่ ทั้งบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งบนเวทีการแสดง บนป้ายโฆษณา ไหนจะในรายการข่าว ไหลเลยไปถึงข้าวของเครื่องใช้ กระทั่งบนปกสมุดบันทึกบนโต๊ะของเพื่อนร่วมงาน เรียกได้ว่าไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอได้ง่ายๆ ทำให้ผู้ใหญ่วัยทำงานที่ขึงขังเอาจริงเอาจัง พอได้เห็นมาสคอตน่ารักๆ หลากสไตล์เหล่านี้บ่อยๆ เข้า รู้ตัวอีกทีก็เผลอซื้อพวงกุญแจมาสคอตมาห้อยกระเป๋าไปทำงานซะแล้ว

ใครที่มีอาการอดรนทนต่อความน่ารักของเหล่ามาสคอตตัวกลมไม่ไหวแบบนี้อยู่ เคยสงสัยไหมว่า ทำไมผู้ใหญ่แบบเราถึงติดกับดักการตลาดน่ารักๆ ประเภทนี้ ทั้งๆ ที่เรามีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกซื้อเลือกบริโภคสินค้าและบริการได้อย่างสมเหตุสมผลแล้ว 

เรื่องนี้มีคำตอบ นักชาติพันธุ์วิทยาชาวเยอรมัน คอนราด โลเรนซ์ (Konrad Lorenz) ได้เสนอทฤษฎี ‘Baby Schema’ ที่ว่าด้วยสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ถูกกระตุ้นด้วยความน่ารัก ซึ่งความน่ารักในที่นี้หมายถึงรูปลักษณ์ที่คล้ายเด็ก ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ มาสคอตเองก็มีลักษณะที่ว่านี้ร่วมกัน โดยการออกแบบมาสคอตนั้นมักจะทำให้ดูคล้ายทารกหรือมีสัดส่วนที่เกินจริง เช่น ตาที่โตเป็นพิเศษ ขนาดใบหน้าและลำตัวที่กลมจ้ำม่ำ นอกจากนี้ การแสดงท่าทางของมาสคอตก็มีส่วนสำคัญด้วยเช่นกัน เพราะท่าทางไม่ประสาคล้ายเด็กให้ความรู้สึกน่าทะนุถนอมไม่มีพิษมีภัย เหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกอยากดูแลและปกป้อง

แต่หากใครคิดค้านอยู่ในใจหลังจากอ่านย่อหน้าที่แล้วจบว่า ไม่จริง ไม่มีความชอบเด็กเลย ไม่มีสัญชาตญาณอยากปกป้องแน่นอน ฮิโรชิ นิตโตโนะ (Hiroshi Nittono) ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยาการทดลอง มหาวิทยาลัยโอซากา ได้ให้คำนิยามต่อพฤติกรรมมนุษย์แบบนี้ไว้อีกมุมหนึ่งเช่นกันว่า ความน่ารักเป็นเพียงความรู้สึกเชิงบวกทั่วไปของมนุษย์ ไม่ว่าจะมีลักษณะเหมือนเด็กหรือเป็นของชิ้นเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็ตาม อาจจะเป็นได้ทั้งของที่ให้ความรู้สึกอยากดูแล ไปจนถึงของที่ก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกตา หากตรงตามรสนิยมความชอบ เราก็จะมองว่าสิ่งนั้นน่ารัก ดังนั้น อาจมองได้ว่านิยามความน่ารักเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเห็นแล้วรู้สึกอยากปกป้องเสมอไป คล้ายวลีที่กล่าวถึงความงามไว้ว่า ‘Beauty is in the eye of the beholder’ ความน่ารักเองก็เช่นเดียวกัน

นอกจากความน่ารักแล้ว สถานการณ์ในสังคมโลกปัจจุบันที่ตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ กระแสสังคมก็มีผลต่อความชอบมาสคอตที่เพิ่มมากขึ้น ลำพังเพียงแค่ใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ที่ต้องจริงจังมีความรับผิดชอบมีวุฒิภาวะก็แทบจะไม่มีพื้นที่ให้ได้ผ่อนคลายหายใจแล้ว เจอความตึงเครียดจากภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ยิ่งทำให้หัวใจแห้งแล้ง การหาอะไรคลายเครียดด้วยการดูความน่ารักของเหล่ามาสคอตก็ช่วยให้หัวใจชุ่มชื้นขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ ค่านิยมใหม่ๆ ในสังคมอย่างการไม่มีลูก หรือมีสัตว์เลี้ยงเป็นลูกแทนก็มีผลต่อความนิยมของมาสคอตด้วยเช่นกัน เนื่องจากว่าแม้จะไม่มีลูกหรือสัตว์เลี้ยง แต่สัญชาตญาณต่อความน่ารักยังอยู่ ทำให้ถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าอื่นๆ ในกรณีนี้คือ มาสคอต แทน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กระแสความนิยมมาสคอตเพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญคือ การตลาดที่เกิดจากความผูกพัน จะเห็นได้ว่าผู้ใหญ่วัยทำงานหลายๆ คนมักมีความชอบและติดตามศิลปินดาราอยู่ไม่มากก็น้อย ผู้บริหารของบริษัท GMMTV ได้เล็งเห็นความชื่นชอบศิลปินของผู้บริโภคและกระแสของน้องเนย จึงได้นำมาต่อยอดโดยให้ดาราคู่จิ้นในสังกัดออกแบบสร้างสรรค์ตัวละครมาสคอตออกมา ซึ่งมาสคอตที่เกิดจากบุคคลสองคนทำให้เราได้เห็นความสร้างสรรค์ของมาสคอตรุ่นใหม่ๆ เช่น ตัวละครหมีผสมวาฬเพชรฆาตอย่าง ‘โพก้าซัง’ (Polcasan) โดยมาสคอตตัวนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่สัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานความชอบของดาราทั้งสองฝ่าย

ยิ่งไปกว่านั้น โพก้าซังยังเป็นมาสคอตตัวแรกในค่ายที่สามารถพูดได้ ซึ่งหลุดจากกรอบมาสคอตที่ปกติแล้วจะใช้เพียงท่าทางในการสื่อสารเท่านั้น ความน่ารักของเจ้ามาสคอตตัวนี้ไม่เพียงเข้าไปอยู่ในใจของแฟนคลับของศิลปินที่ออกแบบได้ในอย่างรวดเร็ว ด้วยความสดใหม่แปลกตาของรูปลักษณ์ ท่าทางการแสดงออก รวมถึงการพูดจาสื่อสาร ยังทำให้คนที่ไม่ได้ติดตามดาราหรือไม่ได้เป็นแฟนคลับ โดนความน่ารักตกเข้าไปเต็มๆ เช่นเดียวกัน 

เมื่อมีกระแสตอบรับดี มาสคอตหลายตัวที่ศิลปินออกแบบก็ได้เป็นรูปเป็นร่างมีชีวิตขึ้นมาและเริ่มส่งเสียงพูดเจื้อยแจ้วได้ ทำให้ผู้บริโภคหรือแฟนคลับซึ่งมีความผูกพันเป็น ‘มัมหมี’ ของศิลปินก็ได้ตามมาเอ็นดูหลานๆ ในฐานะ ‘อุนย่า อุนยาย’ ด้วยนั่นเอง อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้ใหญ่วัยทำงานแบบเราๆ อาจจะรู้สึกขัดเขินอยู่บ้างที่พอถึงช่วงอายุหนึ่งก็หวนหันกลับมาชอบอะไรเหมือนครั้งตอนยังเด็ก แต่จริงๆ แล้วการชื่นชอบมาสคอตมีผลดีต่อเราอยู่มาก 

หากว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ เมื่อเราเห็นสิ่งของน่ารักที่ตรงกับรสนิยมความชอบของเรา สมองจะหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) หรือสารแห่งความสุขออกมา ร่วมกันกับสารออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรักและความผูกพันออกมา ทำให้เรารู้สึกมีความสุข รู้สึกรักและหลงใหลในสิ่งนั้นๆ หลังจากนั้นเราก็จะรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ เพราะความสุขจากสารและฮอร์โมนในสมองเหล่านี้ยังช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอล (Cortisol) ที่จะหลั่งออกมาเมื่อเกิดความเครียดทางร่างกายและจิตใจด้วยนั่นเอง

มาดูข้อดีของการชื่นชอบมาสคอตในทางจิตวิทยากันบ้าง โลกของวัยผู้ใหญ่มักจะมีน้ำหนักมากกว่าครั้งเมื่อเรายังเด็ก ลองสังเกตว่าบนบ่าแข็งๆ ของเรามีความคาดหวัง ความรับผิดชอบ ความจริงจังวางหนักอึ้งอยู่มากน้อยแค่ไหน อะไรที่ทำแล้วไม่เกิดสาระมักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา เราเลยสูญเสียความสนุกของชีวิตไปกับสิ่งเหล่านั้น แล้วคนเราจะเป็นผู้ใหญ่ไปตลอดรอดฝั่งได้ทั้งชีวิตจริงๆ ไหม คำตอบคือไม่มีทาง เรายังต้องการพื้นที่เล็กๆ ในการหลีกหนีจากความเครียดและภาระหน้าที่ รวมถึงปัญหาต่างๆ อยู่ การเจียดเวลาเล็กน้อยเพื่อดูเหล่ามาสคอตน่ารักพูดจาเจื้อยแจ้วหรือทำท่าทางน่ารักๆ ผ่านหน้าจอ กระทั่งไปเจอตัวละครตามงานตามสถานที่ต่างๆ บ้าง ก็ถือเป็นประตูพาเราหนีออกจากชีวิตผู้ใหญ่และเชื่อมต่อกับวัยเยาว์ในตัวเราได้แล้ว 

การมีปฏิสัมพันธ์กับ ‘มาสคอต’ ไม่มีแรงกดดันทางสังคมในแบบที่เราเจอเวลาต้องคุยกับเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร กระทั่งพาร์ทเนอร์ที่ต้องทำงานด้วย เพราะมาสคอตเหล่านั้นไม่ตัดสินเราจากผลงานหรือจากตำแหน่ง เราจึงสามารถรู้สึกสนุกสนาน อบอุ่น ปลอดภัย เปรียบเหมือนการได้หยุดพักจากการเป็นผู้ใหญ่และกลับไปเป็นเด็กที่มีอิสระ ไม่ต้องกังวลอะไรอีกครั้งได้อย่างง่ายๆ

อย่างไรก็ดี กระแสความนิยมความชื่นชอบในมาสคอตที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันนี้ก็มีผลเสียเช่นกัน เนื่องจากแม้ว่ามาสคอตในแรกเริ่มเดิมทีนั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับตัวแบรนด์ภายใต้ความน่ารักเป็นมิตร ซึ่งให้ความรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการง่าย แต่ในปัจจุบัน มนุษย์มีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนมีความรู้สึก FoMO (Fear of Missing Out) มากขึ้น กล่าวคือมีความกลัวที่จะพลาดบางสิ่งบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโอกาส ข่าว ประสบการณ์ กระทั่งกลัวไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ได้เป็นคนสำคัญเพราะไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกระแสที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคม ซึ่งพฤติกรรมนี้สำหรับมนุษย์ที่เป็นกลุ่มสัตว์สังคมแล้วถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ได้ผิดแปลกอะไร แต่แทนที่การติดตามมาสคอตจะทำให้รู้สึกสนุกสนานผ่อนคลายก็กลายเป็นตึงเครียดมากกว่าเดิมได้ เพราะจะต้องคอยเช็คคอยตามกระแสอยู่ตลอดจนกลายเป็นอีกหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบไปโดยปริยาย 

นอกจากนี้ ผลที่ตามมาหลังจาก FoMO ก็คือการยึดติดกับตัวมาสคอตมากจนเกินพอดี อาการนี้มีชื่อเรียกว่า Parasocial Relationship ซึ่งคือความสัมพันธ์ผูกพันกับตัวมาสคอตเองเพียงข้างเดียว เป็นการทึกทักเองว่าเราใกล้ชิดสนิทสนมกับมาสคอต (ในฐานะ มัมหมี อุนย่า หรืออุนยาย) ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวเลย การที่เผลอคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้บ่อยๆ เข้าจะทำให้เกิดความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น คาดหวังว่ามาสคอตจะจดจำ มองเห็น หรือเข้ามาพูดคุยทักทายกับเราอยู่ตลอดทุกครั้งที่ไปเจอตามงานต่างๆ ทั้งที่ในงานนั้นอาจมีผู้มาร่วมงานเป็นร้อยเป็นพัน นี่จะทำให้เราผิดหวังเองเปล่าๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในบางคนอาจจะยึดติดตัวละครจนถึงขั้นยึดโยงเป็นตัวตนของตัวเองเหมือนที่ชื่นชอบศิลปินดาราได้เลยทีเดียว เช่น ถ้าใครโจมตีมาสคอตตัวนั้น เราอาจมองเป็นศัตรูต่อเราไปด้วยเพราะถือว่าโจมตีตัวตนของเรานั่นเอง

ที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น เป็นเพียงข้อควรระวังภายในความควบคุมของเรา ยังมีปัจจัยที่เราควรระวังภายนอกด้วยอีก นั่นคือพฤติกรรมกลัวการตามกระแสไม่ทันและพฤติกรรมยึดติดกับตัวมาสคอตนั้นเป็นการเอื้อให้แบรนด์ บริษัท หรือองค์กรต่างๆ มองเห็นช่องว่างในการใช้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นได้ เพราะเมื่อผู้บริโภคเกิดความรู้สึกยึดโยงและความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (ฺBrand Loyalty) แล้ว ไม่ว่าแบรนด์จะออกสินค้าหรือบริการอะไร ไม่ว่าจะมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันหรือไม่ คุณภาพจะเป็นแบบไหน ผู้บริโภคก็จะเลือกอุดหนุนเลือกใช้อย่างแน่นอน โดยแบรนด์อาจวางกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยแบบบังคับซื้อทางอ้อม เช่น หากซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการก่อนในรอบ Early-bird จะได้ราคาที่ถูกกว่าราคาวางขายจริง หรือสินค้าที่กำลังจะวางขายนี้มีจำนวนจำกัด เหล่านี้เป็นการกระตุ้นความรู้สึกกลัวการตกกระแส กลัวพลาดประสบการณ์ที่มีโอกาสเข้าถึงก่อนใคร

ปัจจัยต่อมาคือตัวแฟนคลับ มัมหมี อุนย่า อุนยายเองที่ติดกับเหล่าน้องๆ มาสคอตแบบ Parasocial เองอาจจะสร้างกลุ่มคนรักมาสคอตนั้นๆ ขึ้นมาโดยมีความตั้งใจแรกเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนที่ชอบหรือรักสิ่งเดียวกันมารวมกันเพื่อพูดคุยสนุกสนาน แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจถึงขั้นใช้วัฒนธรรมเดียวกับแฟนคลับที่ติดตามดาราคือเปิดรับบริจาคเพื่อนำเงินไปทำโปรเจ็กต์สนับสนุนให้มาสคอตตัวนั้น ท้ายที่สุดแล้ว เม็ดเงินเหล่านั้นก็จะย้อนกลับไปทางแบรนด์หรือบริษัทนั้นๆ โดยที่เราได้แค่ความชื่นใจเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง 

อย่างไรก็ตาม ความชื่นชอบนั้นควรอยู่ในจุดที่พอเหมาะพอดี การต้องมีต้องซื้อทุกอย่างของมาสคอตนั้นๆ ทั้งที่ไม่ได้มีความจำเป็นแต่ยึดโยงว่ามาสคอตนี้เป็นลูกเป็นหลานเรา ถ้าพลาดคอลเลคชั่นนี้ไปไม่ได้ซื้อถือว่าไม่ได้เป็นมัมหมี อุนย่า อุนยายตัวจริง กรอบความคิดแบบนี้ไม่เพียงทำให้เกิดความเครียดจนเสียสุขภาพจิตอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำไปสู่การใช้เงินเกินตัว (Excessive Consumption) ที่จะทำให้ชีวิตของเราเดือดร้อนเองได้ด้วย

บทความนี้มีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่ชื่นชอบมาสคอตว่า ‘ควรใช้ชีวิตอย่างมีสติและรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง’ เข้าใจว่าชีวิตในวัยผู้ใหญ่ทั้งเหนื่อยยากทั้งเต็มไปด้วยปัญหามากมาย การค้นหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเหล่ามาสคอตน่ารักไร้เดียงสาเหล่านี้เป็นความสุขที่หาได้ง่ายที่สุดแล้ว แต่หากไม่รู้เท่าทัน เราอาจจะกลายเป็นผู้บริโภคที่ติดกับดักทางการตลาดจนเกิดภาระ เกิดความเดือดร้อนในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกได้ อย่าดึงเอามายึดติดจนถึงขั้นต้องสูญเสียทั้งตัวตนทั้งเงิน ให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่ามาสคอตก็เป็นเพียงความบันเทิงที่สร้างความจรรโลงใจรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

การติดตามมาสคอตเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่แต่ควรเป็นแค่ประตูแห่งความสุขที่พาเราวางภาระความรับผิดชอบบนไหล่ไปพักใจ ไปมีอิสระ มีความสนุกสนานแบบเด็กๆ ชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาสู้ต่อกับโลกของผู้ใหญ่ 

หวังว่าหลังอ่านบทความนี้จบ ผู้อ่านจะได้ทบทวน เข้าใจและสามารถลุกขึ้นมาสวมสายคล้องบัตรลายมาสคอตตัวโปรด เพื่อให้มีกำลังใจกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อได้อย่างมีความสุข

อ้างอิง

‘น้องเนย’ Butterbear ฟีเวอร์! ไอดอลสุดฮิต ที่ไม่ใช่แค่มาสคอต แต่เป็น ‘เด็กน้อย’ ที่มีชีวิตจริง

Human-ศาสตร์ EP.10

Beyond Cuteness: An Emerging Field of the Psychology of “Kawaii”

Reconnect with your Inner Child: Rediscover the Power of Play

The dark side of brands: Exploring fear of missing out, obsessive brand passion, and compulsive buying

The Psychology of FOMO and How Brands Use It.

Parasocial Interactions

Construction of Meaning in the Parasocial Interactions of Polca Fandom Members with Polcasan on Social Media X 

Tags:

จิตวิทยาMascotsการตลาดกระแสสังคมความน่ารัก

Author:

illustrator

จณิสตา ธนาธรชัย

นัก (ทดลอง) เขียนธรรมดาและนักอ่านวรรณกรรม(ฝึกหัด) ชื่นชอบหนังแอคชั่น เรื่องลี้ลับ และการ์ตูนslam dunk

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Relationship
    ทำไมต้องรักตัวเองให้ได้ก่อนจะรักคนอื่น

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Adolescent Brain
    Mindsight: บริหารสมองด้วยการทำสมาธิ ที่ช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และสังคม

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Family Psychology
    ความขัดแย้ง และวิธีสงบศึกกับลูกด้วยดี ตอน 1

    เรื่อง บุญชนก ธรรมวงศา ภาพ เพชรลัดดา แก้วจีน

  • Everyone can be an Educator
    TEP TALK: เรื่องเล่านอกห้องเรียนจาก พระ-แม่-เด็ก-ครู

    เรื่อง รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา

  • Early childhoodLearning Theory
    EP.1: THE TWELVE SENSES ปรัชญาการเติบโตของมนุษย์ตั้งแต่ระดับ ‘เซลล์’ และ ‘โซล’

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี ภาพ พรภวิษย์ โพธิ์สว่างบัว คำดี

คุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มต้นจาก ‘การศึกษาที่มีคุณภาพ’: ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
Social Issues
15 September 2026

คุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มต้นจาก ‘การศึกษาที่มีคุณภาพ’: ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • โรงเรียนปลอดภัยและมีคุณภาพ ยกระดับคุณภาพการสอน การมุ่งสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา นี่คือ 3 นโยบาย ด้านการศึกษา ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ ที่ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำเสนอในงาน National Education Forum 2026
  • “เราจะลดความเหลื่อมล้ำต้องทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ทำให้ลูกสามารถพัฒนาตนเอง มีสภาพแวดล้อมที่พัฒนาจากครอบครัวเดิม วิธีแก้ สำคัญที่สุดเลยผมว่าก็มีสองเรื่อง คือ ‘การศึกษา’ กับ ‘สาธารณสุข’ ซึ่งที่ผ่านมา สองเรื่องนี้เป็นหัวใจที่กทม.พยายามจะปรับปรุงและก็ทำให้คนมีคุณภาพที่ดีขึ้น”
  • ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ชัชชาติมีความมุ่งมั่นว่าจะพัฒนาให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘ความหวัง’ สำหรับทุกคน เพราะการศึกษาจะนำพาไปสู่การมีชีวิตที่ดี และชีวิตที่ดีย่อมนำมาซึ่งสังคมคุณภาพต่อไป

เมื่อความยากจนค่อยๆ บีบให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือบางคนแทบจะเข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเลยด้วยซ้ำ เมื่อขาดความรู้และทักษะก็ย่อมไร้อำนาจต่อรองในตลาดแรงงาน นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ ติดกับดักวงจรอุบาทว์ ‘จน – โง่ – เจ็บ’ ส่งต่อความยากจนและการขาดโอกาสจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเหล่านี้เป็นผลจาก ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ทั้งสิ้น  

อย่างไรก็ตาม ‘การศึกษา’ คือเครื่องมือทรงพลังที่สุดที่จะตัดตอนวงจรอุบาทว์นี้ลงได้อย่างยั่งยืน ประเด็นนี้ถูกตอกย้ำผ่านปาฐกถาพิเศษ ‘ความหวังของการพัฒนาการศึกษาระดับเมืองหลวงให้เป็นต้นแบบระดับประเทศ’ โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในงาน National Education Forum 2026 สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ต้องเริ่มต้นจากการปลดล็อกศักยภาพทางการศึกษาเป็นลำดับแรก 

​“เราจะลดความเหลื่อมล้ำต้องทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ทำให้ลูกสามารถพัฒนาตนเอง มีสภาพแวดล้อมที่พัฒนาจากครอบครัวเดิม 

วิธีแก้ สำคัญที่สุดเลยผมว่าก็มีสองเรื่อง คือ ‘การศึกษา’ กับ ‘สาธารณสุข’ ซึ่งที่ผ่านมา สองเรื่องนี้เป็นหัวใจที่กทม.พยายามจะปรับปรุงและก็ทำให้คนมีคุณภาพที่ดีขึ้น”

3 นโยบาย ด้านการศึกษา ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ

การจะเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นเครื่องมือตัดวงจรอุบาทว์และลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงเชิงกายภาพ แต่ต้องเกิดจากการวางโครงสร้างนโยบายที่ตรงจุดและจับต้องได้ กรุงเทพมหานครจึงได้ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาผ่านกรอบแนวคิดนโยบายหลัก 3 ด้านสำคัญ 1. การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ 2. การยกระดับคุณภาพการสอน และ 3. การมุ่งสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดกทม. ให้กลายเป็นต้นแบบแห่งความหวังของการศึกษาไทยในอนาคต

  1. การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

ในส่วนแรก ‘โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ’ ดร.ชัชชาติเน้นย้ำว่า โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งกายและใจให้กับเด็ก เช่น ด้านสุขภาพ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น โดยเฉพาะโรงเรียนอนุบาล ด้านโภชนาการ มี Thai School Lunch แนะนำอาหารกลางวันให้เหมาะกับโภชนาการเด็กแต่ละช่วงวัย รวมถึงด้านสุขภาวะ มีโปรแกรม So Safe ช่องทางแจ้งปัญหาสังคม และความปลอดภัยของเด็กในโรงเรียน ลดปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียน 

อีกหนึ่งมาตรการที่น่าสนใจคือ มาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรินิกส์ในโรงเรียน กทม. (Phone Off) ซึ่ง ดร.ชัชชาติ เล่าว่า “มีคนบ่นบ้างว่าไม่ควรทำ แต่จริงๆ แล้วผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเด็กมีโทรศัพท์ในห้องเรียน ขาดสมาธิ เราก็มีนโยบายว่าโทรศัพท์ต้องฝากครูไว้ จะใช้ต้องได้รับอนุญาตจากครูก่อน อันนี้เราทำโลกในทุกโรงเรียนกทม.”

นอกจากนี้ ดร.ชัชชาติ มองว่า ถ้าโรงเรียนมีคุณภาพ และเอื้อมไปหาเด็กในชุมชนต่างๆ ได้ จับมือเขาเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ตั้งแต่ 3 ขวบ จะเป็นการช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถไปทำงานได้โดยที่ไม่ต้องกังวลความเป็นอยู่ของลูก

“เรามีการขยายโรงเรียนอนุบาล นำเข้าเด็กสู่ระบบ เพิ่มชั้นอนุบาล เริ่มดูแลเด็กตั้งแต่ 3 ขวบ ปัจจุบันดูแลเด็กมากขึ้น 9,400 คนต่อปี ตั้งเป้าให้ดูแลเด็กได้เพิ่มขึ้น 20,000 คนต่อปี เพราะนี่คือหัวใจที่ทำให้พ่อแม่จะสามารถไปทำงานได้ เพราะเรามีโรงเรียนที่มีคุณภาพ เราเอื้อมไปหาเด็กอนุบาล 1 ให้มากขึ้น รับตั้งแต่ 3 ขวบ แล้วก็เกือบจะครบทุกโรงเรียนแล้วที่เรารับเด็กอนุบาลเพิ่มขึ้น”

  1. คุณภาพการสอน

ในส่วนของการพัฒนาคุณภาพการสอน ดร.ชัชชาติ มองว่าหัวใจของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาคือต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาเด็ก ส่วนเส้นทางในการไปให้ถึงเป้าหมายนั้น แต่ละโรงเรียนอาจมีเส้นทางของตัวเองแตกต่างไปตามบริบทชุมชนและปัญหาที่พบ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องนำแนวคิด ‘พื้นที่นวัตกรรม’ เข้ามาใช้ เพื่อให้แต่ละโรงเรียนได้มีแนวทางที่เหมาะสมในการไปถึงเป้าหมาย

“เป้าหมายของเราเมื่อก่อนเราก็จะเน้นเรื่องการสอบ ตัวเลขของคะแนนและลำดับจากการแข่งขัน แต่ว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เป้าหมายใหม่ ก็คือเป็นระบบสมรรถนะ ซึ่งไม่ใช่แค่สมรรถนะของนักเรียน แต่หมายรวมถึงสมรรถนะของครู และผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย

จากเดิมที่ครูเป็นศูนย์กลางเราก็เปลี่ยนมาเป็นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครูจะต้องมีสมรรถนะให้ครบถ้วน 5 สมรรถนะ คือ การปรับตัวของผู้นำ, การมีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติ, การนำนวัตกรรมการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ, เสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการตัดสินใจด้วยฐานข้อมูล”

“เพราะฉะนั้นเราจะเน้นเรื่องการอบรมผอ.โรงเรียน อบรมครู และเด็ก แทนที่จะดูแต่คะแนนอย่างเดียว เราก็ดูสมรรถนะ 7 ด้านด้วย นั่นก็คือ การจัดการตนเอง, การคิดขั้นสูง, การสื่อสาร, การทำงานเป็นทีม, การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง, การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างต่ออย่างยั่งยืน และการสร้างสรรค์นวัตกรรม”

การเปลี่ยนการเรียนการสอนจากการเรียนรู้เนื้อหา สู่การเรียนรู้แบบสมรรถนะ จะช่วยให้เด็กคิดเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“อันหนึ่งที่เห็นว่าเปลี่ยนเลยคือ เราเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็น Maker Space พื้นที่ให้คิดวางแผนและลงมือทำด้วยตนเอง ใน 437 โรงเรียน คือเด็กสามารถคิดและก็ทำโครงการของตัวเอง แล้วก็เอามาบูรณาการในหลายวิชาได้ เช่น หุ่นยนต์ ก็คิดประดิษฐ์จากสิ่งที่มี หรือการทำ Coding การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นเรามี Maker Space หรือว่าพื้นที่สร้างสรรค์ ให้เด็กได้สร้างสรรค์ ทุกโรงเรียนแล้ว”

“ในเด็กก่อนวัยเรียนเราใช้หลักสูตร EF (Executive Functions) ปรับหลักสูตรสำหรับเด็ก 3-8 ปี จากเน้นวิชาการเป็นเน้นการพัฒนาทักษะสมอง EF โดยเราเริ่มดำเนินการแล้ว 2 โรงเรียน 50 ศูนย์เด็กเล็ก และกำลังขยายผลสู่ 7 โรงเรียน 271 ศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งจากที่ดำเนินการแล้ว พบว่าผลการประเมินทักษะสมองเพิ่มขึ้น 23%”

ด้านภาษาก็สำคัญ ดร.ชัชชาติ เล่าถึง การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาอังกฤษว่า “ภาษาอังกฤษ ถ้าครูหนึ่งคน เด็ก 40 คน โอกาสที่เด็กจะได้พูดประโยคเดียวยังยากเลย แต่ตอนนี้เราใช้โปรแกรม Edsy ก็คือเป็น AI Coach เด็กก็พูดกับ AI ซึ่งมัน correct เด็กได้ ให้พูด accent ภาษาอังกฤษต่างๆ เพราะฉะนั้น Edsy คือตัวสเกลเลย เรามีโปรแกรมเทคโนโลยี เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เด็กภาษาอังกฤษดีเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ แล้วเขากล้าพูดกล้าโต้ตอบมากขึ้น ก็เห็นผลอย่างชัดเจนเลย”

และนอกจากปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนแล้ว ดร.ชัชชาติมองว่า ต้องเปลี่ยนการทำงานด้วย โดยเริ่มจากการอบรมผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครูให้มีสมรรถนะแห่งอนาคต 

“เราอยากให้เด็กเป็นยังไง ผอ.โรงเรียน และครูก็ต้องเก่งกว่าเด็ก”

“แล้วเราก็มีเป็นซีรีส์นะ อวสานภาระงานครู ภาค 1 คืนครูสู่ห้องเรียน เพราะว่าครูงานหนักนะ ครูเสียเวลากับการทำผลงานวิชาการ ต้องมาติดต่องานเอกสารต่างๆ ครูไม่มีเวลาให้เด็กเลย เราต้องลดจำนวนเอกสารที่ต้องทำ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือ ลดกระดาษต่อรายวิชา ลดภาระเอกสารธุรการ และยกเลิกครูอยู่เวรกลางคืน 

อวสานภาระงานครูภาค 2 เราลดกิจกรรมที่จัดโดยโรงเรียน เช่นกิจกรรมที่ซ้ำซ้อน เป็นพิธีการเน้นสวยงามกระทบเวลาเรียน กิจกรรมที่ไม่มีการประเมินผลหรือวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน รวมไปถึงกิจกรรมหรือโครงการจากหน่วยงานภายนอก ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องอนุมัติ เพราะไม่อย่างนั้นครูต้องไปทำหน้าที่อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เราต้องพยายามคืนครูให้เด็กให้มากที่สุด”

นอกจากนี้ยังมีการปรับการประเมินวิทยฐานะ ให้นำผลงานจริงมาประเมินแทนการเขียนรายงาน ไม่เน้นที่เอกสารแต่เน้นที่ผลงานจริง โดยหลักฐานสำหรับการประเมินวิทยฐานะ ใช้เป็นคลิปวีดีโอการจัดการเรียนรู้ ความยาวไม่เกิน 10 นาที แผนการจัดการเรียนรู้ไฟล์ PDF และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน (Artifacts) ชิ้นงานของนักเรียนตามจุดประสงค์ของแผน

“การขอวิทยฐานะ ก็คือไม่เน้นเอกสารแล้ว แต่ให้เน้นที่ผลงานของเด็ก เอาวีดีโอที่สอนเด็ก มาใช้ในการประเมินได้ ก็คือดูที่ผลลัพธ์เลยว่าเป็นยังไง เป็นการลดขั้นตอน ครูไม่ต้องเสียเวลา กับการทำเอกสารมาก”

  1. ความเป็นเลิศ

เมื่อพื้นฐานของโรงเรียนดีแล้ว ดร.ชัชชาติบอกว่า เราต้องมาตามหาความเป็นเลิศของแต่ละโรงเรียน โดยยกตัวอย่าง โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ เขตบางขุนเทียน ที่โดดเด่นเรื่องการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Learning) เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน มีป่าชายเลนและนิเวศวิทยาชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนแห่งเดียวในกรุงเทพ จุดแข็งนี้เองสามารถนำมาพัฒนาให้เด็กได้เรียนรู้จากชีวิตจริง

“แล้วเราก็มีโรงเรียนหลักสูตรมาตรฐานนานาชาติ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ซึ่งก็เป็นโรงเรียนประถมแห่งแรกของประเทศไทย ที่เรามาพัฒนาเป็นโรงเรียนนานาชาติ แต่เราไม่ได้หวังให้ทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนนานาชาตินะ เพราะหน้าที่เราคือเสริมประชากรส่วนใหญ่ อย่างน้อยให้เขามีฐานเรียนรู้ แล้วก็เอาความรู้ที่ได้ไปต่อยอด ก็จะมีโรงเรียนวัดมหรรณพารามที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ พัฒนาร่วมกับม.เกษตร โดยในปี 2569 เริ่มเปิดการศึกษาระดับชั้นป.1-2 ผ่านการจัดทำหลักสูตรและเลือกครูผู้สอน Native Speaker”

ดร.ชัชชาติเสริมว่า “ข้อดีของการเข้าร่วมพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ก็คือว่า ทำให้โรงเรียนมาประเมินตัวเองว่าจุดแข็งคืออะไร อะไรคือปัญหาของโรงเรียน เรามีการปรับหลักสูตร เพื่อจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็ก เน้นการลงมือทำนำความรู้ไปใช้ได้จริง และที่สำคัญคือสอดคล้องกับชุมชน”

สุดท้าย ดร.ชัชชาติ กล่าวถึงความมุ่งมั่นในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่าจะพัฒนาให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘ความหวัง’ สำหรับทุกคน เพราะการศึกษาจะนำพาไปสู่การมีชีวิตที่ดี และชีวิตที่ดีย่อมนำมาซึ่งสังคมคุณภาพต่อไป

Tags:

ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์คุณภาพชีวิตนโยบายการศึกษาการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Unique School
    ‘ขาด ลา มาสาย’ เรื่องที่ครูต้องรู้มากกว่าการเช็กชื่อ: ถอดบทเรียนการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลเด็กทุกมิติของ ‘โรงเรียนบ้านกู้กู’ 

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Social Issues
    ทิศทางการศึกษาไทยที่อยากให้รัฐบาลใหม่ไปพ้นจากวังวนผลประโยชน์ทางการเมือง

    เรื่อง ศากุน บางกระ

  • Transformative learningSocial Issues
    ขับเคลื่อนการศึกษาคุณภาพ ปั้นสมรรถนะ ‘เด็กตงห่อ’ สานต่ออนาคตของภูเก็ต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Dek-Hoo-Jak-Kuam_nologo
    Transformative learningSocial Issues
    ‘เด็กฮู้จักควม’ คิดเป็น ทำเป็น เห็นคุณค่าในตัวเอง เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ    

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Social Issues
    วิเคราะห์มุมมืดระบบการศึกษาไทย สู่ความเป็นไปได้ใหม่ในการปฏิรูปการเรียนรู้

    เรื่อง The Potential

‘คุณธรรม’ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่อยู่ในทุกวันที่เราเลือกทำ: โบ๊ท-คุณากร แก้วบุญจันทร์
Voice of New Gen
10 September 2026

‘คุณธรรม’ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่อยู่ในทุกวันที่เราเลือกทำ: โบ๊ท-คุณากร แก้วบุญจันทร์

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • โครงการโรงเรียนคุณธรรมในโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา ชวนเด็กๆ เรียนรู้ว่า ‘คุณธรรม’ ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่เริ่มต้นได้จากการมองเห็นปัญหาใกล้ตัว คิดหาทางแก้ และลงมือทำจริง จนกลายเป็นสิ่งที่นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
  • สำหรับ โบ๊ท-คุณากร แก้วบุญจันทร์ การเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรือทำเรื่องใหญ่โต แต่อาจเริ่มจากการไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และคิดถึงผลกระทบที่การกระทำของเรามีต่อคนรอบข้าง
  • การเรียนเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ หากเราไม่รู้จักเติบโตไปพร้อมกับคนอื่น เพราะโรงเรียนไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างเด็กที่มีความรู้ แต่ยังเป็นพื้นที่ให้เรียนรู้การใช้ชีวิต เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกับคนรอบข้างได้อย่างดี

‘คุณธรรม’ เป็นคำที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก อยู่ในคำขวัญ อยู่ในบทเรียน อยู่ในคำสอนของผู้ใหญ่ และถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นคำคุ้นหู แต่ถ้าจะให้นิยามกันชัดๆ ว่า ‘คุณธรรม’ คืออะไร คำตอบของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ทว่าในสายตาผู้ใหญ่เด็กดีมีคุณธรรมอาจหมายถึงเด็กเรียบร้อย เชื่อฟังผู้ใหญ่ ประพฤติตนอยู่ในกรอบหรือบรรทัดฐานสังคม ซึ่งกลายเป็นเรื่องห่างไกลและเป็นไปได้ยากในสายตาคนรุ่นใหม่

แต่สำหรับ ‘โครงการโรงเรียนคุณธรรม’ ซึ่งขับเคลื่อนโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ‘คุณธรรม’ คือกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มองเห็นปัญหาใกล้ตัว คิดหาทางแก้ ผ่านการลงมือทำจริง โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณลักษณะ เช่น ความรับผิดชอบ (Responsibility) ความซื่อสัตย์ (Honesty) ความมีวินัย (Discipline) ความมีจิตอาสา-จิตสาธารณะ (Public Mind)

ในมุมของตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง คุณากร แก้วบุญจันทร์ หรือ ‘โบ๊ท’ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนภาษาฝรั่งเศส โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จังหวัดสงขลา หนึ่งในเยาวชนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการโรงเรียนคุณธรรม ตั้งแต่การเป็นนักเรียนแกนนำในห้องเรียน เป็นกรรมการนักเรียน Student Moral Commission (SMC) จนปัจจุบันรับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนักเรียนขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรม รุ่นที่ 4 เขายืนยันว่า คุณธรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพียงแต่โรงเรียนต้องมีกระบวนการที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดจากโจทย์ชีวิตจริง ให้เขาได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ไม่ใช่แค่การอบรมสั่งสอน 

‘คุณธรรม’ เริ่มต้นตรงไหน ถ้าไม่ใช่ในตำรา?

สำหรับโบ๊ท ความเข้าใจเรื่องคุณธรรมเริ่มต้นตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เทอม 2 เมื่อโรงเรียนเริ่มขับเคลื่อน ‘โครงการโรงเรียนคุณธรรม’ และเขาตัดสินใจเข้ามาเป็นหนึ่งในนักเรียนแกนนำ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโครงงานคุณธรรมคืออะไร

จากเด็ก ม.1 ที่ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้มาก่อน โบ๊ทใช้เวลาตลอด 3 ปี ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.3 เรียนรู้ผ่านการลงมือทำโครงงานจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ตั้งแต่เพื่อนชอบนอนหลับในห้อง ไปจนถึงการไม่ส่งการบ้าน ก่อนที่ประสบการณ์เหล่านั้นจะค่อยๆ พาเขาไปสู่บทบาทที่ใหญ่ขึ้นในระดับโรงเรียน

“พูดตรงๆ ว่า ตอนแรกหนูก็ไม่ได้รู้เหมือนกันว่าโครงงานโรงเรียนคุณธรรมคืออะไร เพราะมันใหม่หมดเลย ทั้งสำหรับตัวหนูแล้วก็ทั้งโรงเรียน… แต่หนูคิดว่า ไม่รู้ไม่ผิด แต่ถ้าไม่รู้แล้วไม่หาความรู้ หนูมองว่ามันไม่ใช่ หนูก็เลยลองสมัครเข้ามาค่ะ พอได้ทำจริงๆ หนูติดใจมาก เพราะเห็นเพื่อนในห้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”

เมื่อได้ลงมือทำจริง โบ๊ทก็ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของคนหนึ่งคนไม่ได้มีวิธีเดียว และการจะชวนใครสักคนให้เปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มจากการเข้าใจทัศนคติและวิธีคิดของเขาด้วย ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนจึงไม่ได้ทำให้เพื่อนเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีมองคนอื่นมากขึ้น

“สิ่งที่หนูได้มากที่สุดคือทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น แล้วก็ทักษะการบริหารจัดการ เพราะการทำงานร่วมกับคนอื่นทำให้เราได้เห็นทั้งทัศนคติ แนวคิด แล้วก็วิธีการทำงานของแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น แล้วก็ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นค่ะ”

และสิ่งที่ทำให้โบ๊ทรู้สึกว่ากิจกรรมที่ทำมาตลอดมีความหมาย คือการได้เห็นเพื่อนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และพร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการนี้

“สิ่งที่หนูภูมิใจที่สุดเลยคือ เพื่อนที่เคยนอนหลับในห้องตอน ม.1 ตอนนี้ขึ้น ม.5 แล้ว เขาพาตัวเองมาเป็นแกนนำระดับห้องเรียนได้แล้วค่ะ มันทำให้หนูรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาตลอด 3 ปีไม่ได้สูญเปล่าเลย มันมีความหมายมากๆ แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้หนูอยากทำต่อ”

ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้คำว่า ‘คุณธรรม’ ในมุมมองของโบ๊ทค่อยๆ หลุดออกจากภาพของการทำตามกฎหรือการเป็นเด็กเรียบร้อย และกลายเป็นเรื่องของการเติบโต การเรียนรู้ และการอยู่ร่วมกับคนอื่น

“หนูมองว่าโครงการโรงเรียนคุณธรรมเป็นโครงการที่ดีมากค่ะ โดยเฉพาะบางโรงเรียนที่เริ่มทำตั้งแต่ระดับประถม เพราะการปลูกฝังเด็กตั้งแต่เล็กๆ มันสำคัญ ถ้าเราเติมสิ่งที่ดีให้เขาไปเรื่อยๆ พอเขาโตขึ้น ไปอยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น เราก็ไม่ต้องคอยขัดเกลาเขาเยอะ เพราะถ้าได้รับการปลูกฝังและทำซ้ำทุกวัน มันก็จะกลายเป็นกิจวัตร แล้วก็กลายเป็นนิสัยไปเองค่ะ”

เมื่อ ‘คนดี’ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ

ในยุคที่คำว่า ‘คนดี’ มักผูกติดกับภาพลักษณ์ที่ตรงตามค่านิยมของสังคม และ ‘คุณธรรม’ กลายเป็นคำเชยๆ ที่ถูกอ้างถึงเพื่อสร้างภาพมากกว่าการปฏิบัติจริง โบ๊ทพูดแทนคนรุ่นใหม่ว่า ‘ไม่ใช่ทุกคนที่คิดอย่างนั้น’

“มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนมากกว่า ว่าเขาเลือกมองยังไง เพราะสุดท้ายแล้ว มุมมองกับเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราโฟกัสแค่ตัวเอง หรือว่าเราโฟกัสส่วนรวมด้วย”

สำหรับโบ๊ท การมีคุณธรรมไม่ได้หมายถึงการตั้งมาตรฐานสูงลิบเพื่อไปกดดันหรือตัดสินใคร แต่คือการเข้าใจบริบทของชีวิตที่แตกต่างกัน

“หนูมองว่าการมีคุณธรรม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลอย่างเดียวค่ะ แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อม แล้วก็การเลี้ยงดูด้วย แต่ละคนเติบโตมาไม่เหมือนกัน ได้รับการปลูกฝัง ได้รับการสั่งสอนต่างกัน เพราะฉะนั้นวิธีคิดหรือพฤติกรรมของแต่ละคนก็ย่อมต่างกัน”

เมื่อลดทอนความสมบูรณ์แบบลง คำว่า ‘คนดี’ จึงไม่ใช่เรื่องของการทำตัวเป็นฮีโร่หรือเรียกร้องการมองเห็นจากใคร แต่อยู่ที่เจตนาพื้นฐานในการไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้าง และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

“ถ้าเราอยากให้ส่วนรวมมันเรียบร้อย น่าอยู่ เราก็ควรเริ่มจากตัวเราเอง หนูไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำตัวไม่ดีไปทำไม เพราะถ้าเราทำดี ผลดีก็เกิดขึ้นกับตัวเราเองด้วย”

การมองคุณธรรมผ่านความเป็นจริงของชีวิต และส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จึงเป็นการคืนความหมายของ ‘คนดี’ ที่เด็กๆ เข้าถึงได้ 

“หนูว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีแบบสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ เราแค่ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ไปลักขโมย ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แค่นั้นก็ถือว่าเป็นคนดีในแบบของหนูแล้ว”

เรื่องเล็กๆ ที่เปลี่ยนเราและคนรอบข้าง

เมื่อคำว่า ‘คุณธรรม’ ถูกมองเป็นเรื่องจับต้องได้ การลงมือทำจริงจึงเริ่มต้นได้จากสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวัน เช่น การเคารพกฎเกณฑ์พื้นฐานที่ทุกคนต่างก็รู้อยู่แล้ว แต่อาจเผลอมองข้ามไป

“ถ้าเป็นในส่วนของหาดใหญ่ หนูมองว่าเป็นเรื่องการใช้รถใช้ถนน อย่างการขับรถฝ่าไฟแดง หรือไม่ใส่หมวกกันน็อก ช่วงนี้ตำรวจจราจรเขาก็จับเข้มมาก แต่บางคนพอโดนจับก็ไปโทษตำรวจ ทั้งที่จริงมันเป็นกฎ เป็นกฎหมายที่เราต้องปฏิบัติอยู่แล้ว ก่อนจะได้ใบขับขี่ เราก็ต้องเรียนรู้กฎจราจรและสอบผ่านมาก่อน หนูมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก แล้วก็ดีกับตัวเราเองด้วย เพราะถ้าใส่หมวกกันน็อก ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ลดการบาดเจ็บได้”

ยิ่งไปกว่านั้น การมองข้ามระเบียบวินัยเล็กๆ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับตัวเอง แต่คือการสร้างความวุ่นวายให้กับสังคมโดยไม่รู้ตัว การรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองในเรื่องเล็กน้อย จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการอยู่ร่วมกัน

“หนูมองว่าคุณธรรมสำคัญมาก ถ้าสังคมขาดคุณธรรมไป มันก็คงเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะ ทุกวันนี้แค่เรื่องการใช้รถใช้ถนน สังคมก็วุ่นวายกันมากแล้ว ถ้าขาดคุณธรรมไปเลย หนูว่าคงวุ่นวายกว่านี้อีก ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่องกฎจราจร ไฟแดงแล้วไม่หยุด หรือเห็นคนกำลังข้ามทางม้าลายแต่ก็ยังขับรถต่อ แค่เรื่องเล็กๆ แบบนี้ก็ส่งผลกระทบกับคนอื่นในวงกว้างแล้วค่ะ”

แม้ว่าโบ๊ทจะเห็นความสำคัญของการสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นทั้งในโรงเรียนและสังคม แต่ความท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้คนรอบข้าง หรือเพื่อนต่างวัยเข้าใจและลงมือทำไปด้วยกัน 

“ข้อจำกัดคือการสื่อสารกับเพื่อนแต่ละช่วงวัย อย่างตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.5 วิธีการคุยมันไม่เหมือนกัน ยิ่งถ้าเราต้องคุยกับรุ่นพี่ มันก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เราต้องใช้ทักษะว่าจะคุยยังไง ให้เขาคิดไปในทางที่ดีกับเรา ไม่ใช่รู้สึกว่าเราไปสั่งหรือไปบังคับเขา 

เวลาคุย หนูว่าควรทำให้เขาเห็นภาพค่ะ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือยกตัวอย่างจากชีวิตประจำวัน ไม่ต้องเป็นเรื่องซับซ้อน อย่างเช่น ถ้าดื่มเหล้าแล้วขับรถ ก็อาจเกิดอุบัติเหตุ ถ้าโชคดีก็อาจไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้าร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต คนที่เดือดร้อนไม่ใช่แค่ตัวเรา พ่อแม่ ครอบครัว หรือบางบ้านที่ฐานะไม่ดี ก็อาจต้องแบกรับหนี้สินตามมา”

การสะกิดความคิดด้วยเรื่องใกล้ตัว ทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากการโดนบังคับ แต่เกิดจากการมองเห็นผลกระทบที่การกระทำหนึ่งอาจมีต่อคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารัก

“หนูว่าคุณธรรมไม่ใช่เรื่องที่ทำยากเลยค่ะ เริ่มจากตัวเราก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ เริ่มจากเรื่องเล็กๆ อย่างทิ้งขยะให้เป็นที่ หรือปฏิบัติตามกฎหมายพื้นฐานทั่วไป แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วค่ะ”

เรียนเก่งอย่างเดียว อาจไม่พอสำหรับการอยู่ร่วมกัน

ในวันที่ระบบการศึกษามุ่งเน้นกันที่เกรด คะแนนสอบ หรือการแข่งขันเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โบ๊ทกลับมองเห็นความหมายของการเรียนรู้ที่มากกว่าวิชาการ เพราะการโตไปเป็นคนเก่งอย่างเดียว โดยไม่ได้พาเพื่อนข้างๆ หรือคนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน อาจไม่ใช่คำตอบของการอยู่ร่วมกันในสังคม

“หนูมองว่านอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว โรงเรียนก็สำคัญมากค่ะ เราไม่ได้มาโรงเรียนเพื่อเรียนแค่ความรู้อย่างเดียว โรงเรียนควรสอนเรื่องการใช้ชีวิตด้วย แล้วก็สามารถบูรณาการเรื่องคุณธรรมเข้าไปในรายวิชาต่างๆ 

สิ่งสำคัญคือทำให้นักเรียนเห็นภาพค่ะ ไม่ใช่สอนแค่หลักการ แต่ต้องทำให้เขาคิดตามได้ แล้วก็มองไปถึงอนาคต ว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ ผลที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าจะเป็นยังไง”

ความตั้งใจนี้ถูกนำมาใช้จริงตอนขึ้น ม.4 ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนต้องเครียดเรื่องเกรดเฉลี่ยเพื่อยื่นโควต้าเรียนต่อ แทนที่จะแข่งกันเรียนเพื่อเอาตัวรอดคนเดียว โบ๊ทกลับเลือกเปิดใจคุยกับเพื่อน และใช้หลัก ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ดึงคนที่เรียนเก่งมาช่วยประคองเพื่อนคนอื่นในห้องไปด้วยกัน

“ตอนขึ้น ม.4 โรงเรียนจะมีการใช้ระบบโควต้าให้นักเรียนที่ประสงค์จะเรียนต่อ ม.4–ม.6 ในโรงเรียนเดิม ซึ่งหนูก็หยิบประเด็นนี้มาคุยกับเพื่อน เพราะหนูเชื่อว่าหลายคนสอบเข้ามาตั้งแต่ ม.1 แล้ว ก็คงไม่อยากต้องไปสอบใหม่ หรือกลับไปเครียดเหมือนตอนจบ ป.6 อีก หนูก็อธิบายตรงๆ เลยค่ะ ว่าถ้าเราไม่ส่งงาน มันก็จะส่งผลต่อเกรดเฉลี่ย (GPA) ซึ่งเราต้องใช้ในการยื่นขอโควต้าเรียนต่อ เราก็เปิดใจคุยกัน แล้วก็ใช้หลักเพื่อนช่วยเพื่อนค่ะ เพราะในห้องทุกคนก็นั่งเป็นคู่กันอยู่แล้ว เราก็ให้เพื่อนที่ทำได้ดีช่วยเตือนเพื่อนที่นั่งข้างๆ แล้วก็แบ่งแกนนำ 5 คน กระจายกันดูแลเพื่อนเป็นกลุ่มๆ”

สำหรับโบ๊ทแล้ว โรงเรียนจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่การทำให้เด็กเก่งขึ้น แต่เป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับคนอื่น

“หนูว่าเก่งอย่างเดียวมันไม่พอค่ะ คนเก่งก็มีทั้งคนเก่งที่ใช้ความสามารถไปในทางที่ดี แล้วก็คนเก่งที่ใช้ความสามารถไปในทางที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเก่งมากก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้เป็นคนดี สังคมก็น่าอยู่ขึ้นแล้วค่ะ”

เริ่มจากตัวเรา แล้วส่งต่อความดีออกไป

ตลอดเส้นทางที่ได้เรียนรู้เรื่องคุณธรรม โบ๊ทไม่ได้มองว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ หรือจำเป็นต้องรอให้ใครคนหนึ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด หากสิ่งที่ทำได้อาจเป็นเพียงการกลับมามองตัวเองก่อนว่า วันนี้เราเลือกทำอะไร และการกระทำของเราส่งผลกับคนรอบข้างอย่างไร

“พอเราเห็นผลลัพธ์ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มันดีขึ้น มันทำให้หนูรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมีคุณค่ามากๆ มันทำให้รู้ว่าที่เราทำไปไม่ได้สูญเปล่า อีกอย่างคือมีคนสนใจการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมของเราค่อนข้างเยอะ อย่างจะมีนักศึกษาระดับปริญญาโทเข้ามาศึกษาดูงานอยู่เรื่อยๆ พวกหนูที่เป็นคนขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมก็จะมีโอกาสได้นำเสนอการดำเนินงานของโรงเรียนให้เขาฟัง”

แน่นอนว่า นอกเหนือจากความภูมิใจแล้ว คนที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์มากที่สุดก็คือตัวโบ๊ทเอง เขาไม่ใช่แค่คนที่เปิดตำราท่องความหมายของคำว่า ‘คุณธรรม’ แต่เป็นคนถ่ายทอดความมีคุณธรรมที่เริ่มต้นจากตัวเอง และขยายสู่คนรอบข้างได้อย่างเป็นรูปธรรม

“สำหรับหนู คุณธรรมก็คือการเริ่มจากตัวเราก่อนค่ะ หนูว่ามันไม่มีใครที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เราก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน แล้วก็ค่อยขยายไปสู่เพื่อนๆ ให้เขาเอาไปส่งต่อกันเรื่อยๆ หนูมองว่าคุณธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เลยค่ะ เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เดินไปทีละขั้นก็พอ”

Tags:

Voice of New Gen

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Social Issues
    ‘พูดไปก็ไม่เข้าใจหรอก’ เมื่อ GEN Z ชวนสำรวจอคติในใจ ทำลายกำแพงความเงียบ เพิ่มพื้นที่ความเข้าใจในโลกต่างวัย

    เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์

  • Voice of New Gen
    ‘ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า’ จากวันที่ก้าวพลาด สู่โอกาสในการเริ่มต้น: เอิร์ท-กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
    เมล็ดพันธุ์ ‘การอ่าน’ ที่ถูกปลูกในวัยเด็กจะงอกงามเป็นความรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต: อุ๊นอุ่น – เติมอุ่น สันป่าแก้ว

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
    เพราะคนเรามีเวลาผลิบานไม่พร้อมกัน ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร แค่เดินต่อไปในจังหวะของตัวเอง: ทอล์กกับเด็ก Gen Z ‘ขุนพล เจริญลาภนำชัย’

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
    หมอลำนิวเจน: เรียนไป ม่วนไป เพราะทุกที่คือห้องเรียน ทุกเวทีคืออนาคต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

Posts navigation

Older posts

Recent Posts

  • พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP5: การดำเนินการระดับเขตพื้นที่
  • “วิชาการจะก้าวไกลแค่ไหน อย่าลืมวิชาทางใจ” ดีเจอ้อย – นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ชวนทุกเจนรับฟังให้มาก ตัดสินให้น้อยลง
  • รักลูกให้ตี? ความเชื่อผิดๆ ที่งานวิจัยยืนยันว่าผลดีไม่มี แต่ผลเสียอาจรุนแรงระดับสมอง
  • ‘โรงเรียนที่เด็ก (รู้สึก) ไว้ใจ’  พื้นที่ปลอดภัยสร้างจากหัวใจครู การเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กรับมือกับเรื่องยากๆ ไหว
  • Navillera: ตราบที่ยังมีชีวิต เพียงขอโบยบินตามความฝันอย่างสุดใจสักครั้ง

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • November 2026
  • October 2026
  • September 2026
  • August 2026
  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel