Skip to content
ความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงาน
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    How to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationship
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงาน

Month: September 2026

‘เด็กพิเศษที่วิเศษ’ เมื่อความแตกต่างคือของขวัญ เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้และเปล่งประกายด้วยตัวเอง: หม่าม้าหญิง-ณเก้า
อ่านความรู้จากบ้านอื่น
19 September 2026

‘เด็กพิเศษที่วิเศษ’ เมื่อความแตกต่างคือของขวัญ เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้และเปล่งประกายด้วยตัวเอง: หม่าม้าหญิง-ณเก้า

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • พัชรินทร์ ลิ้มธนภรณ์ หรือ หม่าม้าหญิง เลือกมองว่า การที่ ณเก้า-พงษณพัทธ์ ลิ้มธนภรณ์ ลูกชายคนเล็กเป็นเด็กออทิสติก ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ว่า จะเปิดโอกาสให้ลูกเติบโตและใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองอย่างไร
  • หม่าม้าหญิงไม่เคยกำหนดเส้นทางชีวิตให้ลูก แต่ค่อยๆ เปิดโอกาสให้ณเก้าได้ลองและเลือกด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปจนค้นพบความชอบด้านอาหารและขนม ซึ่งนำไปสู่การเปิดร้านและความฝันในการเป็นเจ้าของธุรกิจ
  • ‘เด็กพิเศษ ที่วิเศษ’ คือแนวคิดที่ครอบครัวยึดถือ เพราะเด็กทุกคนมีแสงของตัวเอง สิ่งสำคัญคือการเปิดโอกาสให้เขาได้ลอง เรียนรู้ และเลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง

‘มันก็แค่ออทิสติก’

พัชรินทร์ ลิ้มธนภรณ์ หรือ ‘หม่าม้าหญิง’ พูดกับตัวเองในวันที่เริ่มยอมรับว่าลูกชายคนเล็กเป็นเด็กออทิสติก

ก่อนหน้านั้น เธอเคยร้องไห้ เคยรับไม่ได้ และเคยไม่รู้ว่าหลังจากนี้ชีวิตของลูกจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อได้พบกับครอบครัวอื่นๆ ได้เห็นเด็กคนอื่นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต เธอกลับมามองลูกชายของตัวเองอีกครั้ง และคิดว่าออทิสติกไม่ใช่จุดจบของชีวิตลูก

“อะไรก็ตามที่จะช่วยให้ลูกก้าวไปข้างหน้าได้ เราก็จะทำ”

นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หม่าม้าหญิงไม่ได้พยายามเปลี่ยนลูกให้เป็นเหมือนเด็กคนอื่น หรือแยกเขาออกมาจากสังคม แต่เลือกเรียนรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร และจะเติบโตเต็มศักยภาพได้อย่างไร

บนเส้นทางการศึกษาของลูกชาย ณเก้า-พงษณพัทธ์ ลิ้มธนภรณ์ หม่าม้าหญิงเลือกให้เขาเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปมาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีวศึกษาในสาขาอาหารและโภชนาการ ด้วยทุนจาก ‘โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ’ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ปัจจุบัน ณเก้าศึกษาต่อในหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาการ ของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ

แต่สำหรับหม่าม้าหญิง การเดินทางของลูกไม่เคยมีคำตอบสำเร็จรูป สิ่งที่เธอทำมาตลอดคือค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ให้เขาลองทำ ลองผิดพลาด และค่อยๆ ค้นพบความสนใจและเป้าหมายชีวิตของตัวเอง

ในบ้านหลังนี้ มีประโยคหนึ่งที่ครอบครัวยึดถือมาตลอดว่า ‘เด็กพิเศษ ที่วิเศษ’ และอีกประโยคที่หม่าม้าหญิงเชื่อไม่แพ้กันคือ ณเก้าเป็น ‘ของขวัญ’ ไม่ใช่ ‘ภาระ’ เพราะสำหรับหม่าม้าหญิงแล้ว ‘ลูกทุกคนเป็นดวงดาว และดาวทุกดวงมีแสงอยู่ในตัวเอง’

The Potential คุยกับ หม่าม้าหญิง และ ณเก้า ในงาน ‘ALL MEANS ALL Learning Ecosystem: นิเวศการเรียนรู้เพื่อทุกคน’ ว่าด้วยการเป็นแม่ การเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับลูก และคำถามสำคัญที่ว่า หากเราไม่อาจกำหนดได้ว่าลูกจะเติบโตขึ้นมาเป็นแบบไหน จะช่วยให้เขาค้นพบแสงของตัวเองได้อย่างไร

ย้อนกลับไปในวันที่เริ่มรู้ว่าณเก้ามีความแตกต่าง หม่าม้าหญิงรู้สึกยังไงบ้าง?

หม่าม้าหญิง: ตั้งแต่ตอนณเก้าเพิ่งเกิดใหม่ๆ เราก็รู้สึกว่าเขามีอะไรบางอย่างที่แตกต่างค่ะ คือเหมือนจับตรงไหนเขาก็ร้อง เพราะณเก้าเป็นลูกคนเล็ก เรามีพี่ชายและพี่สาวของเขา แล้วก็เลี้ยงลูกมาแล้วสองคน เลยพอจะรู้สึกได้ว่า ลูกคนนี้น่าจะมีอะไรบางอย่าง แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร

พอณเก้าอายุได้ประมาณขวบกว่า เราเริ่มสังเกตว่าเขาไม่สบตา เรียกชื่อก็ไม่หัน เขาชอบอะไรที่หมุนๆ แล้วก็มีมุมเป็นของตัวเอง ชอบอยู่คนเดียว ไม่ค่อยพูด พัฒนาการในช่วงนั้นค่อนข้างช้า ทุกอย่างดูช้ากว่าเด็กทั่วไป เราก็เริ่มคิดแล้วว่า เอาล่ะ มันน่าจะไม่ปกติแน่ๆ ตอนนั้นก็เลยไปคุยกับเพื่อนที่เป็นหมอ แต่ในช่วงแรกทุกคนก็บอกว่าเราอาจจะคิดมากไป

จนณเก้าอายุประมาณสองขวบกว่า เราพาเขาไปเข้าเตรียมอนุบาล ทางโรงเรียนก็ประเมินน้อง แล้วบอกว่าน้องมีความต้องการพิเศษเล็กน้อย จึงให้ไปทำแบบทดสอบออทิสติก หลังจากนั้นคุณครูจึงแนะนำให้พาไปทดสอบเพิ่มเติม และพอเข้าไปทดสอบตามกระบวนการแล้ว คุณหมอก็ยืนยันว่า ณเก้ามีความผิดปกติจริงค่ะ

ตอนแรกเลยก็รับไม่ได้เหมือนกันค่ะ รู้สึกเศร้าและร้องไห้ แต่พอเราไปบำบัด แล้วได้เจอครอบครัวอื่นๆ ที่ลูกเป็นออทิสติกและมีความพิการซ้ำซ้อน บางคนเดินไม่ได้ และต้องเผชิญกับความยากลำบากมากกว่าเรา วันนั้นน้ำตาเราก็เหมือนหายไปเลยค่ะ

เรากลับมาคิดว่า เฮ้ย ไม่ใช่สิ มันก็แค่ออทิสติก และมันคือสิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่จะช่วยให้ลูกก้าวไปข้างหน้าได้ เราก็จะทำค่ะ

หลังจากวันนั้น ครอบครัวเดินต่อกับณเก้าอย่างไร

หม่าม้าหญิง: ตอนนั้นสิ่งที่เราคิดกันในครอบครัวก็คือ ‘เด็กพิเศษ ที่วิเศษ’ นั่นเป็นเหมือนสโลแกนของบ้านเราเลยค่ะ เรากลับมานั่งคุยกันทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และพี่ๆ อีกสองคน ว่าเราจะเลี้ยงณเก้าอย่างไร เพื่อให้เขาสามารถยืนหยัดและใช้ชีวิตต่อไปได้ด้วยตัวเองในอนาคต เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นภาระ แต่เราพยายามให้เขาได้ทำทุกอย่างเหมือนกับที่เด็กทั่วไปทำ 

ณเก้าอาจเป็นเด็กพิเศษ แต่สำหรับเรา สิ่งสำคัญคือเขาต้องได้เรียนรู้ ซึ่งชีวิตของณเก้าคือการเรียนรู้ค่ะ เรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ทีละขั้นตอน เพราะเราคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งถ้าพ่อแม่หรือพี่ๆ ไม่อยู่แล้ว อย่างน้อยเขาจะต้องดูแลตัวเองได้ และไม่เป็นภาระของคนอื่น นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังไว้

สำหรับเรา มันจึงเหมือนเป็นเรื่องที่เดิมพันสูงมาก เพราะนี่คือชีวิตของเขา ถ้าเราทำทุกอย่างให้ เขาก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ให้ลองทำใหม่ ทำซ้ำๆ ย้ำไปเรื่อยๆ จนเขาทำได้ ชีวิตของณเก้าก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอดค่ะ 

การสอนให้ลูกค่อยๆ ดูแลชีวิตของตัวเอง เริ่มต้นจากตรงไหน

หม่าม้าหญิง: ตั้งแต่ณเก้ายังเล็ก เราก็พยายามให้เขาเรียนรู้ที่จะสื่อสารออกมาค่ะ เพราะในช่วงแรกทุกอย่างของเขาคือการกรี๊ด เวลาหิวก็กรี๊ด แล้วแม่ก็เข้าใจว่าหิวและให้นม คุณหมอบอกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ให้ปล่อยเขากรี๊ดไป เพราะสิ่งที่เราต้องทำคือให้น้องสื่อสารออกมาให้ได้ว่า หิว อิ่ม ปวดท้อง หรืออยากเข้าห้องน้ำ ต้องค่อยๆ ให้เขาเรียนรู้ที่จะสื่อสารออกมาเป็นคำ จนกระทั่งอายุประมาณ 3–4 ขวบ ณเก้าก็เริ่มพูดได้ และเริ่มบอกเราได้ว่าอะไรที่เขารู้สึก หรือไม่อยากให้เราทำกับเขา

ถ้าทำไม่ได้ในครั้งแรกก็ไม่ใช่ปัญหา เราก็ทำซ้ำ ทำใหม่ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราอยากให้เขามี คือความสามารถที่จะดูแลชีวิตของตัวเอง และเดินต่อไปในเส้นทางของตัวเองได้ค่ะ

แล้วมีอะไรอีกที่หม่าม้าหญิงอยากให้ณเก้าได้เรียนรู้

หม่าม้าหญิง: ด้วยความที่เราค่อนข้างเลี้ยงเขาในวงที่ไม่กว้างนัก ชีวิตของณเก้าส่วนใหญ่ก็มีพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดกัน เขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง สามารถอยู่คนเดียวและเล่นคนเดียวได้ จนบางครั้งเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องมีคนอื่น

เราอยากให้เขาไปโรงเรียน เพื่อเปิดโลกของเขา ให้ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น ได้เรียนกับเพื่อน และใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้เหมือนคนทั่วไป นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังจากเขามากที่สุดค่ะ

สำหรับเรา นี่คือช่วงเวลาสำคัญในชีวิตที่ซื้อกลับคืนมาไม่ได้ ถ้าเราไม่ยอมเสียสละและทุ่มเวลาให้เขาในช่วงนั้น ณเก้าอาจมาไม่ถึงจุดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ 

ซึ่งณเก้าเขาก็เรียนในระบบโรงเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปมาโดยตลอด ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6 เขาไม่ได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษเพียงเพราะเป็นเด็กพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามระบบของโรงเรียน ทั้งการเรียนและการให้คะแนน

สำหรับคุณแม่ เรามองว่าการให้ณเก้าเรียนอยู่ในกลุ่มเด็กทั่วไปมาตลอดเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากค่ะ เพราะมันทำให้วิธีคิดและมุมมองในการมองโลกของเขาเติบโตขึ้นจากการได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น แน่นอนว่าเขายังมีวิธีคิดและมุมมองในแบบของตัวเอง แต่การที่เขาเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปมาตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6 เป็นเวลามากกว่าสิบปี ก็เหมือนเป็นช่วงเวลาที่ค่อยๆ หล่อหลอมเขาขึ้นมาเป็นคนคนหนึ่งค่ะ

ก็ถือว่าเราเดินทางมาไกลมากสำหรับเด็กออทิสติกคนหนึ่ง เพราะสิ่งที่บ้านเรายึดมาตลอดคือ เราเลี้ยงเขาให้เป็น ‘ของขวัญ’ ไม่ใช่ ‘ภาระ’ เรารู้สึกว่า ณเก้าเป็นของขวัญของครอบครัวค่ะ

เมื่อได้ออกไปใช้ชีวิตในโลกที่กว้างขึ้น ณเก้าเป็นอย่างไรบ้าง

ณเก้า: ผมรู้สึกว่าตัวเองตามคนอื่นไม่ค่อยทันครับ เวลาสอบก็มักจะได้อันดับท้ายๆ ของห้อง แต่เพื่อนๆ ก็พยายามช่วยเหลือผมครับ

หม่าม้าหญิง: เพื่อนๆ ที่โรงเรียนดีค่ะ เพราะที่โรงเรียนเก่าของณเก้าเป็นเหมือนวัฒนธรรม ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ณเก้าเรียนที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่ ซึ่งโชคดีมากที่ทั้งโรงเรียนและเพื่อนๆ ไม่ทิ้งกัน

เท่าที่คุยกับอาจารย์นะคะ ในโลกของณเก้าเหมือนเป็นทุ่งลาเวนเดอร์เลยค่ะ คือเขาเป็นคนที่คิดบวกมาก ทุกอย่างสำหรับเขาเป็นเรื่องบวกแทบทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้าเจออะไรที่เขารู้สึกไม่โอเค เขาจะเลือกเดินออกมา ไม่รับสิ่งนั้นเข้ามา และไม่เข้าไปยุ่งต่อ

อย่างเวลาที่แม่ไปนั่งรอเป็นเพื่อนที่โรงเรียน เขาจะรู้ว่าแม่นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟ ถ้าเขารู้สึกไม่โอเคหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาก็จะเดินลงมาหาแม่ มานั่งอยู่ด้วยกัน เราไม่ต้องทำอะไรมากค่ะ พอเขาได้พัก ได้จัดการและเตรียมตัวเองเรียบร้อยแล้ว สักพักเขาก็จะกลับขึ้นไปเรียนต่อเองค่ะ

แล้วระหว่างทาง ณเก้าเจอสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างไร

หม่าม้าหญิง: ตอนที่ณเก้าจบ ม.6 เราก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะพาเขาไปในเส้นทางไหน คุณแม่เลยเอาหลักสูตรมาให้ณเก้าดูแล้วก็ให้เขาเลือกเองค่ะ ตอนนั้นมีทั้งสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และอาหารและโภชนาการ เขาดูแล้วก็เลือกเรียนอาหารและโภชนาการ

ณเก้าบอกว่าเขารู้สึกว่าการเรียนทางนี้ได้ลงมือทำ และสิ่งที่ทำออกมาก็เห็นผลเป็นรูปธรรมค่ะ อย่างทำอาหารออกมาหนึ่งจาน หรือทำขนมออกมาหนึ่งชิ้น เขามองเห็นได้เลยว่านี่คือสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จ

ด้วยวิธีคิดและการเรียนรู้ของน้อง เขาค่อนข้างต้องการเห็นสิ่งที่จับต้องได้ค่ะ เขาจะรู้สึกว่า ‘ฉันทำสิ่งนี้ออกมาได้’ สุดท้ายก็เลยเลือกเรียนทางอาหารและโภชนาการค่ะ

ณเก้า: ตอนที่ผมเรียน ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการเรียนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ค่อยได้ลงมือทำจริงๆ ครับ ผมอยากเรียนในสิ่งที่ได้ลงมือทำ ได้จับต้อง และได้เห็นผลจากสิ่งที่ตัวเองทำครับ

ตอนที่ได้เรียนทำอาหาร ผมก็รู้สึกแปลกใหม่ครับ เพราะได้ลงมือทำและทำงานร่วมกับคนอื่น แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ชอบทำอาหารเป็นพิเศษ เพราะยังไม่ได้เรียนทำขนม

พอได้เริ่มเรียนทำขนม ผมก็เริ่มรู้สึกชอบครับ ตอนที่ยังเรียนอยู่ ผมเคยสัญญากับพี่สาวว่าจะพาไปกินขนมที่ร้านหนึ่งครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พาไป  เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราลองทำขนมด้วยตัวเองดีกว่า

จากความชอบวันนั้น วันนี้เส้นทางชีวิตของณเก้าไปถึงไหนแล้ว?

หม่าม้าหญิง: มีเปิดร้านของตัวเองค่ะ เป็นร้านเล็กๆ ไอเดียเรื่องนี้ก็มาจากณเก้าเองค่ะ เขาเริ่มบอกขึ้นมาว่า “หม่าม้า เราทำคุกกี้กันไหม” จากสิ่งที่เขาเคยเรียนทำคุกกี้ที่โรงเรียน หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำกันจริงๆ จนค่อยๆ กลายมาเป็นธุรกิจค่ะ

ตอนเรียน ณเก้าก็ได้เรียนเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ การบริหาร การเงิน การคำนวณต้นทุน และการวางแผนในอนาคต ซึ่งเขาค่อนข้างชอบเรื่องตัวเลขและการคำนวณมากค่ะ เขาชอบคำนวณคุณค่าทางโภชนาการ แล้วก็ชอบคำนวณต้นทุนด้วย

พอณเก้าได้รับทุนจาก กสศ. เขาก็เก็บเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ เราเลยนำเงินส่วนนั้นมาใช้เป็นทุนตั้งต้น ซื้ออุปกรณ์อย่างเตาอบ เพราะตอนเริ่มต้นเรายังไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยค่ะ

จากที่ตอนแรกเราแทบไม่มีอะไรเลย ก็เริ่มทำคุกกี้ด้วยกัน แล้วค่อยๆ เริ่มขาย จนมีเพจเป็นของตัวเองชื่อ Nakhaw’ Cozy Cookies ตามชื่อของเขาเลยค่ะ

ณเก้า: ผมรู้สึกตื่นเต้นครับ เพราะเราเห็นขนมที่คนอื่นทำวางขาย แล้วเราก็คิดว่าเราทำได้เหมือนกัน พอทำออกมาได้ ผมก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองครับ

ตอนนี้ผมก็อยากทำขนมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ครับ ถ้ามองไปในอนาคต ผมอยากเป็นเจ้าของธุรกิจครับ แบบที่ไม่ต้องทำงานตลอดเวลาก็ยังมีเงินเข้าบัญชี ส่วนร้านในฝัน ผมอยากเปิดร้านเล็กๆ ครับ มีแค่โต๊ะเดียวก็พอ

ตลอดเส้นทางนี้ หม่าม้าหญิงและณเก้าได้เรียนรู้อะไร

หม่าม้าหญิง: อย่างแรกเลยคือ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ค่ะ และสำหรับเรา คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ไม่มี  

จริงๆ แล้วเราก็เรียนรู้จากลูกมาตลอดค่ะ ทั้งจากการเลี้ยงเขาและการใช้ชีวิตไปพร้อมกับเขา แน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนวางแผนไว้ตั้งแต่แรกว่าอยากมีลูกพิเศษ แต่เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่เป็น และหาทางดำเนินชีวิตต่อไปให้มีความสุข ทั้งตัวเราเองและตัวลูก

สิ่งสำคัญคือ ณเก้าต้องมีความสุข และต้องมีแนวทางชีวิตที่เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นแม่จะไม่ใช่คนที่กำหนดว่าเขาต้องทำอะไรหรือเดินไปทางไหน แม่มีหน้าที่แนะนำเท่านั้น ณเก้าต้องเป็นคนเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเลือกในสิ่งที่ตัวเองเป็น แม่ก็เป็นเหมือนติวเตอร์ เป็นคนคอยให้ไกด์ไลน์และอยู่ข้างๆ เท่านั้นเองค่ะ

เราคิดว่าเด็กทุกคนมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่าเขาชอบอะไร และอะไรคือสิ่งที่เขาอยากทำ เหมือนที่คุณแม่พูดมาตลอดว่า 

ทุกคนเป็นดวงดาว เพราะดาวทุกดวงมีแสงอยู่ในตัวเอง เราอยากให้ครอบครัวเชื่อมั่นว่า ลูกของเราจะมีชีวิตในแบบของตัวเอง และสามารถดึงศักยภาพที่อยู่ในตัวออกมาได้ ไม่ว่าเขาจะมีความแตกต่างอย่างไรก็ตาม

สำหรับณเก้าเอง เขาเดินทางมาไกลมาก จากวันที่ยังสื่อสารไม่ได้ ได้แต่กรี๊ด จนถึงวันนี้เขาสามารถค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้เลือกเส้นทางของตัวเอง และค่อยๆ เดินไปในแบบของเขา

ณเก้า: สำหรับผม ผมรู้สึกว่าการศึกษาคือการฝึกและเป็นโอกาสให้เราได้เลือกเส้นทางของตัวเอง ว่าเราชอบอะไร และอยากเดินไปในเส้นทางไหนครับ

วันนี้ หม่าม้าหญิงอยากส่งต่อข้อคิดอะไรถึงครอบครัวอื่นบ้างไหม

หม่าม้าหญิง: อย่างแรกเลย คุณแม่คิดว่าความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรคสำคัญของการเรียนรู้ค่ะ 

แต่ครอบครัวก็สำคัญมากค่ะ ณเก้าเองถือว่าโชคดีที่มีครอบครัวที่เข้าใจ รวมถึงมีกัลยาณมิตร คุณครู และคุณหมอ ที่ช่วยกันสนับสนุนและหล่อหลอมเขามาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับครอบครัวอื่นๆ ก็เช่นกันค่ะ เพียงแต่แต่ละครอบครัวอาจต้องปรับวิธีการให้เหมาะกับลูกของตัวเอง เพราะเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการเชื่อมั่นในตัวเขา และช่วยให้เขาได้ค้นพบและดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุดค่ะ

Tags:

การศึกษาเด็กพิเศษครอบครัวความเข้าใจออทิสติก

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Movie
    Love, Simon: หากแม้คนทั้งโลกจะใจร้าย ขอแค่พ่อแม่รักและเข้าใจก็พอ

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Beef (2023) เก็บกด แบกรับ ปิดบัง ฉบับ Asian Americans

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Yes Day: ขอให้มีสักวันที่แม่จะไว้ใจและให้พื้นที่อิสระพอที่เราจะใช้ชีวิตในแบบของตนเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Dear ParentsMovie
    This Is Us: อย่าปล่อยให้ทางเลือกแย่ๆ ของพ่อแม่ทำให้ลูกกลัวที่จะแตกต่าง

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Myth/Life/Crisis
    รับปู่ย่าบุญธรรมไหม หลาน?

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

กาฬวิบัติ: คุณค่าความเป็นคน คือไม่ยอมจำนนแม้สิ้นหวัง
Book
17 September 2026

กาฬวิบัติ: คุณค่าความเป็นคน คือไม่ยอมจำนนแม้สิ้นหวัง

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • กาฬวิบัติ (The Plague) เป็นผลงานเล่มที่ 2 ของ อัลแบร์ กามู (Albert Camus) หลังเรื่อง ‘คนนอก’ สร้างชื่อให้เขาโด่งดังไปทั่วโลก โดยเล่มนี้โดดเด่นด้วยประเด็นสังคม การเมือง ศาสนา และปรัชญา จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมของเขา
  • หนังสือเล่าเรื่องเหตุการณ์การผ่านวิกฤตโรคระบาดในเมืองโอร็อง และปฏิกิริยาของผู้คนเมื่อเผชิญโลกที่สิ้นหวัง โดยตัวละครแต่ละคนสะท้อนวิธีรับมือกับชีวิต ทั้งการทำหน้าที่ ศรัทธา การแสวงหาประโยชน์ และการยืนหยัดเพื่อเพื่อนมนุษย์
  • สารที่ชัดเจนที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ คุณค่าของความเป็นคน คือการไม่ยอมจำนน แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ถึงที่สุด เราทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่พึงกระทำและจงทำมันให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องคาดหวังว่า เมื่อทำดีแล้ว ทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดี

ในช่วงทศวรรษที่ 1950 นักจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ชื่อ เคิร์ท ริคเตอร์ (Curt Richter) ทำการทดลองชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นการทดลองที่โหดร้าย และไม่ได้การยอมรับอีกแล้วในยุคปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น การทดลองดังกล่าว มีสิ่งที่น่าสนใจบางอย่าง จนต้องนำมาเล่าให้ฟัง

การทดลองของริคเตอร์ ใช้ชื่อว่า การทดลองเรื่องความสิ้นหวัง (despair experiment) โดยเขาปล่อยหนูให้ลอยคอในถังน้ำใบใหญ่ ซึ่งหนูไม่สามารถปีนหนีออกมาได้ เพื่อดูว่า หนูจะสามารถว่ายน้ำได้นานแค่ไหน ก่อนจะหมดแรงและจมน้ำตาย 

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ริคเตอร์พบว่า หนูที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากถังน้ำ ด้วยการนำขึ้นมาก่อนที่มันจะหมดแรง เมื่อปล่อยลงถังน้ำอีกครั้ง หนูตัวนั้น จะสามารถว่ายน้ำได้นานกว่าเดิมก่อนจะหมดแรง ทำให้เขาสรุปว่า หนูตัวที่มีประสบการณ์เคยได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ จะมีความฝังใจว่า ถ้าพยายามว่ายน้ำต่อไป มันจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ และนั่นทำให้หนูตัวนั้น สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย ว่ายน้ำได้นานกว่าเดิม ริคเตอร์ จึงสรุปว่า ‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ทำให้หนู (และน่าจะรวมไปถึงคนด้วย) มีพลังในการต่อสู้ชีวิตได้นานกว่าปกติ

เพื่อให้เห็นภาพชัดกว่าเดิม ขอยกตัวอย่างเช่น คนๆ หนึ่ง ซึ่งลอยคออยู่กลางทะเล กำลังจะหมดแรงจมน้ำแล้ว หากเขาเห็นเรือลำหนึ่งอยู่ไกลๆ เขาจะมีแรงฮึดสู้ จนสามารถว่ายน้ำไปถึงเรือลำนั้นได้ แม้ว่าก่อนหน้านั้น เขาอ่อนแรงจนใกล้จะจมน้ำแล้วก็ตาม

แน่นอนว่า การทดลองชิ้นดังกล่าว มีข้อบกพร่องในหลายๆ จุด ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของริคเตอร์ โดยชี้ว่าการที่หนูหยุดว่ายน้ำ ไม่ได้แปลว่า ‘มันสิ้นหวังและยอมแพ้ต่อชีวิต’ แต่อาจเป็นการสงวนพลังงานที่มีเหลืออยู่น้อยนิด หรืออาจเป็นการปรับกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดก็เป็นได้ รวมถึงตัวแปรอีกหลายอย่าง เช่น หนูที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ มีโอกาสได้พักฟื้นและสามารถเรียกพลังร่างกายกลับคืนมาได้อีก จึงมีเรี่ยวแรงว่ายน้ำได้นานกว่าเดิม หรือแม้แต่การเริ่มคุ้นชินกับอุณหภูมิของน้ำ อาจทำให้หนูมีความอดทนมากกว่าเดิมในการลงไปว่ายน้ำเป็นครั้งที่สอง

อย่างไรก็ตาม การทดลองอันโหดร้ายชิ้นนี้ได้ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความหวัง’ กับ ‘การต่อสู้ชีวิต’

แล้วจะเป็นอย่างไร หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่มองไม่เห็น ‘ความหวัง’ เลยแม้แต่น้อยนิด เราจะหยุด ‘ต่อสู้’ และ ‘ยอมจำนน’ ต่อชีวิตหรือไม่ บางที คำตอบอาจอยู่ในหนังสือที่ผมเพิ่งอ่านจบ โดยหนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า กาฬวิบัติ หรือ The Plague ผลงานของ อัลแบร์ กามู (Albert Camus) นักเขียนชาวฝรั่งเศส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และเจ้าของแนวคิดที่ว่า ‘ชีวิต คือสิ่งไร้สาระ’ (Life is absurd)

กาฬวิบัติ เป็นผลงานเล่มที่ 2 ของกามู หลังจากผลงานเล่มแรก คือ ‘คนนอก’ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อย่างไรก็ดี ผลงานเล่มนี้มีความแตกต่างจากเล่มแรกอย่างสิ้นเชิง ทั้งเรื่องราวที่ยาวกว่าเดิม รวมถึงเต็มไปด้วยข้อคิดในแง่มุมต่างๆ ทั้งสังคม การเมือง ศาสนา และปรัชญา จนนักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่า ‘กาฬวิบัติ’ คือผลงานที่ดีที่สุดของกามู

เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นในเมืองสมมติชื่อ โอร็อง โดยกำหนดให้เป็นเมืองท่าริมทะเลในแอลเจียร์ ดินแดนในอาณัติของฝรั่งเศส เมืองนี้เกิดการแพร่ระบาดของกาฬโรคถึงขั้นวิกฤติ จนต้องสั่งปิดเมือง ห้ามผู้คนเดินทางเข้าออก พ่อแม่ต้องพลัดพรากจากลูก สามีภรรยาต้องแยกจากกัน โดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาพบเจอกันอีกหรือไม่

ในช่วงแรกชาวเมืองต่างเชื่อกันว่า อีกไม่นานสถานการณ์จะกลับเป็นปกติ พวกเขาจะได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ยิ่งเวลาทอดยาวออกไปเท่าไหร่ สถานการณ์กลับยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ จำนวนคนติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น เซรุ่มที่ผลิตขึ้นไม่สามารถรักษาอาการป่วย รวมถึงหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้ การพลัดพรากจากคนรัก ที่เคยเป็นเรื่องเจ็บปวดรวดร้าว เริ่มกลายเป็นสิ่งชาชินและปกติธรรมดา

‘ความหวัง’ ที่เคยมองเห็นราวกับแสงทองที่ขอบฟ้าไกลๆ กลับริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนมองไม่เห็น แล้วมนุษย์แต่ละคนแสดงปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้

1 หมอริเออซ์ – ผมแค่ทำหน้าที่ ผมไม่ใช่วีรบุรุษ

หมอแบร์นาร์ด ริเออซ์ นายแพทย์ประจำเมืองโอร็อง เขาเป็นคนแรกๆ ที่สังเกตเห็นการล้มตายจำนวนมากของหนูในเมือง และกลายเป็นสาเหตุการแพร่ระบาดของกาฬโรค

ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มมีการแพร่ระบาด ทางการพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า ‘โรคระบาด’ เพราะหมายถึงการยอมรับว่า ชีวิติปกติของชาวเมืองกำลังจะพังทลาย แต่หมอริเออซ์มองทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมา เขาเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของกาฬโรค เขาทำงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุด ตรวจคนไข้ รักษาผู้ป่วย และผลักดันให้ทางการยอมรับความจริงของสถานการณ์โรคระบาด

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ หมอริเออซ์ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษ เขาคิดแค่ว่า “ในเมื่อมีผู้ป่วย คนเป็นหมอก็ต้องให้การรักษา” และนั่นคือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด แม้เจ้าตัวจะรู้ว่าการรักษาไม่ได้แปลว่าทุกคนจะรอดชีวิต ตรงกันข้าม จำนวนคนตายเพิ่มมากขึ้น มากกว่าคนที่หายป่วยด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งหน้าที่ แม้มองไม่เห็นความหวัง

สำหรับผมแล้ว หมอริเออซ์ คือตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดสำหรับแนวคิดทางปรัชญาของกามู ผู้เชื่อว่า ชีวิตคือสิ่งไร้สาระ ไร้แก่นสารให้ยึดมั่น ซึ่งกามู ต้องการบอกกับเราว่า เราไม่อาจเอาตรรรกะเหตุผลใดๆ เข้าไปใส่ในชีวิตได้ เพราะชีวิตไม่มีเหตุผล ไม่มีตรรกะ ไม่มีแก่นสาร และไร้สาระสิ้นดี 

คนที่ทำดีมาตลอดทั้งชีวิตอาจไม่เคยได้ดี ขณะที่คนเลวอาจได้เป็นใหญ่เป็นโต เด็กๆ ผู้บริสุทธิ์อาจตายเพราะโรคระบาด ขณะที่คนโฉดชั่วอาจรอดพ้นจากโรคร้ายและอยู่ได้ยืนยาว

สำหรับหมอริเออซ์แล้ว แม้ว่าชีวิตจะเป็นสิ่งไร้สาระ แม้ว่าโลกจะทำสิ่งโหดร้ายได้อย่างเหลือเชื่อ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวโหดร้ายกลับไป และเราไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อความโหดร้ายนั้น

หมอริเออซ์รู้ดีว่า เขาอาจไม่มีวันเอาชนะโรคระบาดได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ยอมจำนนต่อมัน และยืนยันที่จะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด

2 บาทหลวงปานลูซ์ – พระเจ้าคือผู้กำหนดชะตากรรมมนุษย์

พ่อปานลูซ์ บาทหลวงเยซูอิต คือตัวแทนของคนที่พยายามหาความหมายให้กับชีวิต ทั้งที่ชีวิตไม่เคยมีความหมาย ไม่เคยมีสาระใดๆ เขามองการแพร่ระบาดของโรคผ่านเลนส์ของศาสนา ดังนั้น ในช่วงแรก พ่อปานลูซ์ จึงเชื่อว่า โรคระบาด คือบทลงโทษหรือคำเตือนจากพระเจ้า

จนกระทั่งการเสียชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง เด็กชายผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่เคยทำผิดบาปอะไร แต่กลับถูกลงทัณฑ์อย่างทุกข์ทรมานด้วยโรคระบาด พ่อปานลูซ์เริ่มคลางแคลงใจในสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อ ศรัทธาที่เคยหนักแน่นเริ่มคลอนแคลน

พ่อปานลูซ์พยายามปลอบใจตัวเอง หรือพยายามประนีประนอมกับพระเจ้า ด้วยการบอกว่า บางครั้งเราก็ไม่เข้าใจพระเจ้า แต่เราก็ต้องยอมรับและอยู่ร่วมกับสิ่งที่พระเจ้ากำหนด

“บางทีเราอาจจะต้องรักสิ่งที่เราไม่อาจเข้าใจได้” พ่อปานลูซ์ พูดกับหมอริเออซ์ หลังการเสียชีวิตของเด็กน้อยคนหนึ่ง ซึ่งหมอริเออซ์ ตอบกลับด้วยโทสะว่า “ไม่ครับ คุณพ่อ สำหรับผมความรักเป็นอีกแบบหนึ่ง ผมจะปฏิเสธไปจนวันตายที่จะรักการสรรค์สร้างของพระเจ้า ซึ่งเด็กๆ ถูกทรมาน”

ท้ายที่สุด พ่อปานลูซ์กลายเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต (แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่า ท่านป่วยด้วยกาฬโรคหรือไม่) แต่ถึงวาระสุดท้าย ในมือของพ่อปานลูซ์ยังกุมไม้กางเขนอยู่ ราวกับเกรงว่าศรัทธาที่เริ่มสั่นคลอนอาจพลัดหลุดได้ หากไม่รีบกุมให้แน่นที่สุด

หากพ่อปานลูซ์ สามารถถามคำถามสุดท้ายได้สักหนึ่งข้อ ท่านคงถามว่า ทำไมพระเจ้าต้องปล่อยให้โลกนี้มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ด้วย ผมไม่รู้เหมือนกันว่า คำตอบที่ท่านคาดหวัง จะเป็นสิ่งเดียวกับที่กามูพยายามบอกอยู่เสมอว่า ชีวิต คือสิ่งไร้สาระ ใช่หรือไม่

3 ก็อตตาร์ด – ผู้พลิกวิกฤติคนอื่น ให้เป็นโอกาสของเรา

แน่นอนว่า ในทุกๆ สถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ จะมีคนที่คอยหาประโยชน์จากมันจนได้ และ ก็อตตาร์ด คือหนึ่งในนั้น

ก็อตตาร์ดเป็นผู้ชายแปลกๆ ไม่มีใครรู้จักเบื้องหลังเขาจริงๆ เขาดูเป็นคนไม่มีความสุข เคยพยายามฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนบ้านช่วยไว้ได้ทัน จนกระทั่งเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาด ก็อตตาร์ดกลับดูมีความสุขมากขึ้น เพราะเขาเริ่มแสวงหาประโยชน์จากมันได้ด้วยการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ติดต่อค้าขายกับพวกค้าของเถื่อน

ในหนังสือ ไม่ค่อยได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับก็อตตาร์ด แต่ผู้อ่านจะพอปะติดปะต่อได้ว่า เขาเคยทำเรื่องผิดกฎหมายมาก่อน ทำให้ตัวเขารู้สึกแปลกที่แปลกทาง เข้ากับคนอื่นไม่ได้ แต่เมื่อเมืองตกอยู่ในภาวะโรคระบาด ความปกติล่มสลาย กฎหมายต่างๆ แทบจะถูกรีเซ็ต ก็อตตาร์ดรู้สึกว่าสภาพเช่นนี้แหละที่เหมาะกับเขา

ก็อตตาร์ด คือตัวแทนด้านมืดของมนุษย์ ที่มักฉกฉวยประโยชน์จากความทุกข์ร้อนของคนอื่น ซึ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เราก็เคยได้เห็นคนแบบก็อตตาร์ด ที่ฉกฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเวชภัณฑ์ เพื่อโก่งราคาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง

จนเมื่อสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น ก็อตตาร์ดกลับทำใจไม่ได้ที่ตัวเองจะกลับไปสู่สภาพคนนอกเหมือนเดิม เขากลายเป็นคนคลุ้มคลั่ง จับอาวุธปืนกราดยิงใส่ฝูงที่ออกมาแสดงความยินดีต่อคำสั่งยุติการปิดเมือง และสุดท้าย ก็อตตาร์ด ก็ถูกตำรวจจับเข้าเรือนจำ สถานที่ๆ เหมาะกับตัวเขามากที่สุด

4 ตาร์รู – คนธรรมดา ผู้ไขว่คว้าความถูกต้อง

ฌ็อง ตาร์รู คือตัวแทนของคนธรรมดาในสังคม เขาไม่ศรัทธาในพระเจ้า ไม่อยากเป็นนักบุญ เขาแค่ต้องการทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้อง เพื่อไถ่บาปให้พ่อของเขา ผู้เคยเป็นอัยการที่ส่งตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่ลานประหาร

ในความคิดของตาร์รู มนุษย์ทุกคนไม่ควรมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้อื่นได้ เขาเชื่อว่าผู้กระทำความผิดคือเหยื่อของความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคม และเขาเลือกที่จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างเหยื่อ มากกว่าจะยืนอยู่ฝั่งผู้มีอำนาจที่สั่งคร่าชีวิตคนอื่นได้ ในนามของกฎหมาย

เช่นกัน ตาร์รู มองว่ากาฬโรคก็คือความชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในมนุษย์ทุกคน เมื่อเงื่อนไขตัวแปรได้รับการบ่มเพาะจนเหมาะสม กาฬโรคก็เติบโตและเข่นฆ่าผู้ติดเชื้อ ซึ่งก็คือเหยื่อของความเลวร้ายที่เกิดขึ้น ตาร์รูเป็นคนฉลาด ช่างสังเกต และชอบจดบันทึก เขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งหน่วยอาสาพลเรือน เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ โดยร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับหมอริเออซ์

ฉากที่ตาร์รู นั่งคุยกับหมอริเออซ์บนชายหาด เป็นหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งตาร์รูพูดขึ้นว่า

“ผมไม่ชอบการเป็นวีรบุรุษหรือนักบุญ สิ่งที่ผมสนใจคือ ความเป็นคน”

ตาร์รู ยังเชื่ออีกว่า ความเป็นคน จะต้องมาพร้อมความรักในเพื่อนมนุษย์ โดยเขาพูดกับหมอริเออซ์ว่า ‘ถ้าเขาเลิกรักทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเขาจะต่อสู้ไปเพื่ออะไรกัน’

ทว่า สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ขณะที่สถานการณ์การระบาดของโรคกำลังจะจบลง ความปกติสุข กำลังจะกลับคืนมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตาร์รู ติดเชื้อกาฬโรค และจากไปอย่างเจ็บปวดรวดร้าว

เรื่องราวของผู้คนทั้งหลาย ในสถานการณ์ที่โลกมืดมิดไร้ซึ่งความหวัง บอกอะไรกับเรา นอกเหนือจากแง่คิดเชิงปรัชญาที่กามูส์ ตอกย้ำมาตลอดว่า ‘ชีวิตคือสิ่งไร้สาระ’

สำหรับผมแล้ว สารที่ชัดเจนที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ คุณค่าของความเป็นคน คือการไม่ยอมจำนน แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ถึงที่สุด เราทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่พึงกระทำและจงทำมันให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องคาดหวังว่า เมื่อทำดีแล้ว ทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดี เพราะชีวิตมันไม่ได้มีตรรกะหรือเหตุผลเช่นนั้น

อัลแบร์ กามู ผู้ตอกย้ำมาตลอดว่า ‘ชีวิตคือสิ่งไร้สาระ’ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เพียงแค่ 2 ปี หลังจากเส้นทางชีวิตของเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และขณะเกิดเหตุ ในกระเป๋าของกามูยังมีต้นฉบับงานที่ยังเขียนไม่เสร็จ ซึ่งเขาตั้งใจจะให้เป็นงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

Tags:

กาฬวิบัติThe PlagueAlbert Camusหนังสือปรัชญามนุษย์

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Cover
    Book
    The Wild Robot: ชีวิตที่ลิขิตเอง ไม่ต้องรอโปรแกรมคำสั่ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    แบดบอยผู้น่ารัก ‘ฮักเกิลเบอร์รี่ ฟินน์’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ห้องสมุดแห่งบาเบล : ภาพลวงตาของความหมาย

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

  • Myth/Life/Crisis
    โกลมุนด์: ความทรงจำที่ถูกฝังกลบ การเยียวยาผ่านความฝัน และสัญญาณการเปลี่ยนแปลง

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

‘มาสคอตฟีเวอร์’ จิตวิทยาความน่ารักละลายหัวใจ พื้นที่ปลอดภัยในโลกของผู้ใหญ่ หรือกับดักทางการตลาดที่ต้องระวัง!
How to enjoy life
17 September 2026

‘มาสคอตฟีเวอร์’ จิตวิทยาความน่ารักละลายหัวใจ พื้นที่ปลอดภัยในโลกของผู้ใหญ่ หรือกับดักทางการตลาดที่ต้องระวัง!

เรื่อง จณิสตา ธนาธรชัย ภาพ พิมพ์พาพ์

  • จากปรากฏการณ์มาสคอตหมีในผ้ากันเปื้อนสีเหลืองสดใสชื่อ ‘Butterbear’ หรือ ‘น้องเนย’ ที่โด่งดังเป็นพลุแตก จากการสร้างตัวตนและคาแร็กเตอร์ จนมีแฟนคลับเป็นของตัวเอง ถือเป็นการก้าวข้ามความเป็นมาสคอตทั่วไปโดยสิ้นเชิง และได้จุดประกายให้เกิดมาสคอตอื่นๆ ตามมามากมาย
  • แม้ว่าการใช้มาสคอตเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้เกิดภาพจำและสร้างความผูกพันให้กับแบรนด์นั้นไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่มาสคอตในปัจจุบันกลับมีบทบาทมากกว่านั้น โดยเฉพาะการเป็นพื้นที่ปลอดภัยและประตูแห่งความสุขที่เชื่อมต่อโลกของผู้ใหญ่กับโลกในวัยเด็ก
  • ถึงอย่างนั้น ยังมีข้อควรระวังสำหรับกระแสมาสคอตฟีเวอร์ เพราะหากไม่รู้เท่าทัน อาจกลายเป็นผู้บริโภคที่ติดกับดักทางการตลาดจนเกิดภาระ เกิดความเดือดร้อนในชีวิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นขอให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่า มาสคอตก็เป็นเพียงความบันเทิงที่สร้างความจรรโลงใจรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

ตัวกลมๆ ตาแป๋วๆ บ้างก็เป็นหมี บ้างก็เป็นหมีผสมวาฬเพชรฆาต บ้างก็เป็นก้อนเมฆ บ้างก็เป็นดอกไม้

เรากำลังพูดถึงรูปลักษณ์ของ ‘มาสคอต’ ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนหรือทูตของแบรนด์ องค์กร สถานที่ หรือกิจกรรม โดยมีบทบาทหลักๆ ในการโปรโมทและสร้างภาพจำหรืออัตลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

หากเป็นเมื่อก่อนมาสคอตน่ารักๆ เหล่านั้นคงจะพบเจอได้เฉพาะในสวนสนุกเพื่อคอยสร้างบรรยากาศและความบันเทิงให้กับเด็กๆ ไม่อย่างนั้น อาจพบได้ในห้างสรรพสินค้าหรือพบได้ในงานเทศกาลต่างๆ รูปร่างลักษณะในช่วงยุคก่อนนั้นก็คงไม่ได้โดดเด่นเฉพาะตัวเท่าไรนัก แต่ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่ามาสคอตมีหลากหลายรูปแบบและอยู่ในแทบทุกพื้นที่ ทั้งบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งบนเวทีการแสดง บนป้ายโฆษณา ไหนจะในรายการข่าว ไหลเลยไปถึงข้าวของเครื่องใช้ กระทั่งบนปกสมุดบันทึกบนโต๊ะของเพื่อนร่วมงาน เรียกได้ว่าไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอได้ง่ายๆ ทำให้ผู้ใหญ่วัยทำงานที่ขึงขังเอาจริงเอาจัง พอได้เห็นมาสคอตน่ารักๆ หลากสไตล์เหล่านี้บ่อยๆ เข้า รู้ตัวอีกทีก็เผลอซื้อพวงกุญแจมาสคอตมาห้อยกระเป๋าไปทำงานซะแล้ว

ใครที่มีอาการอดรนทนต่อความน่ารักของเหล่ามาสคอตตัวกลมไม่ไหวแบบนี้อยู่ เคยสงสัยไหมว่า ทำไมผู้ใหญ่แบบเราถึงติดกับดักการตลาดน่ารักๆ ประเภทนี้ ทั้งๆ ที่เรามีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกซื้อเลือกบริโภคสินค้าและบริการได้อย่างสมเหตุสมผลแล้ว 

เรื่องนี้มีคำตอบ นักชาติพันธุ์วิทยาชาวเยอรมัน คอนราด โลเรนซ์ (Konrad Lorenz) ได้เสนอทฤษฎี ‘Baby Schema’ ที่ว่าด้วยสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ถูกกระตุ้นด้วยความน่ารัก ซึ่งความน่ารักในที่นี้หมายถึงรูปลักษณ์ที่คล้ายเด็ก ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ มาสคอตเองก็มีลักษณะที่ว่านี้ร่วมกัน โดยการออกแบบมาสคอตนั้นมักจะทำให้ดูคล้ายทารกหรือมีสัดส่วนที่เกินจริง เช่น ตาที่โตเป็นพิเศษ ขนาดใบหน้าและลำตัวที่กลมจ้ำม่ำ นอกจากนี้ การแสดงท่าทางของมาสคอตก็มีส่วนสำคัญด้วยเช่นกัน เพราะท่าทางไม่ประสาคล้ายเด็กให้ความรู้สึกน่าทะนุถนอมไม่มีพิษมีภัย เหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกอยากดูแลและปกป้อง

แต่หากใครคิดค้านอยู่ในใจหลังจากอ่านย่อหน้าที่แล้วจบว่า ไม่จริง ไม่มีความชอบเด็กเลย ไม่มีสัญชาตญาณอยากปกป้องแน่นอน ฮิโรชิ นิตโตโนะ (Hiroshi Nittono) ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยาการทดลอง มหาวิทยาลัยโอซากา ได้ให้คำนิยามต่อพฤติกรรมมนุษย์แบบนี้ไว้อีกมุมหนึ่งเช่นกันว่า ความน่ารักเป็นเพียงความรู้สึกเชิงบวกทั่วไปของมนุษย์ ไม่ว่าจะมีลักษณะเหมือนเด็กหรือเป็นของชิ้นเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็ตาม อาจจะเป็นได้ทั้งของที่ให้ความรู้สึกอยากดูแล ไปจนถึงของที่ก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกตา หากตรงตามรสนิยมความชอบ เราก็จะมองว่าสิ่งนั้นน่ารัก ดังนั้น อาจมองได้ว่านิยามความน่ารักเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเห็นแล้วรู้สึกอยากปกป้องเสมอไป คล้ายวลีที่กล่าวถึงความงามไว้ว่า ‘Beauty is in the eye of the beholder’ ความน่ารักเองก็เช่นเดียวกัน

นอกจากความน่ารักแล้ว สถานการณ์ในสังคมโลกปัจจุบันที่ตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ กระแสสังคมก็มีผลต่อความชอบมาสคอตที่เพิ่มมากขึ้น ลำพังเพียงแค่ใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ที่ต้องจริงจังมีความรับผิดชอบมีวุฒิภาวะก็แทบจะไม่มีพื้นที่ให้ได้ผ่อนคลายหายใจแล้ว เจอความตึงเครียดจากภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ยิ่งทำให้หัวใจแห้งแล้ง การหาอะไรคลายเครียดด้วยการดูความน่ารักของเหล่ามาสคอตก็ช่วยให้หัวใจชุ่มชื้นขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ ค่านิยมใหม่ๆ ในสังคมอย่างการไม่มีลูก หรือมีสัตว์เลี้ยงเป็นลูกแทนก็มีผลต่อความนิยมของมาสคอตด้วยเช่นกัน เนื่องจากว่าแม้จะไม่มีลูกหรือสัตว์เลี้ยง แต่สัญชาตญาณต่อความน่ารักยังอยู่ ทำให้ถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าอื่นๆ ในกรณีนี้คือ มาสคอต แทน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กระแสความนิยมมาสคอตเพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญคือ การตลาดที่เกิดจากความผูกพัน จะเห็นได้ว่าผู้ใหญ่วัยทำงานหลายๆ คนมักมีความชอบและติดตามศิลปินดาราอยู่ไม่มากก็น้อย ผู้บริหารของบริษัท GMMTV ได้เล็งเห็นความชื่นชอบศิลปินของผู้บริโภคและกระแสของน้องเนย จึงได้นำมาต่อยอดโดยให้ดาราคู่จิ้นในสังกัดออกแบบสร้างสรรค์ตัวละครมาสคอตออกมา ซึ่งมาสคอตที่เกิดจากบุคคลสองคนทำให้เราได้เห็นความสร้างสรรค์ของมาสคอตรุ่นใหม่ๆ เช่น ตัวละครหมีผสมวาฬเพชรฆาตอย่าง ‘โพก้าซัง’ (Polcasan) โดยมาสคอตตัวนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่สัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานความชอบของดาราทั้งสองฝ่าย

ยิ่งไปกว่านั้น โพก้าซังยังเป็นมาสคอตตัวแรกในค่ายที่สามารถพูดได้ ซึ่งหลุดจากกรอบมาสคอตที่ปกติแล้วจะใช้เพียงท่าทางในการสื่อสารเท่านั้น ความน่ารักของเจ้ามาสคอตตัวนี้ไม่เพียงเข้าไปอยู่ในใจของแฟนคลับของศิลปินที่ออกแบบได้ในอย่างรวดเร็ว ด้วยความสดใหม่แปลกตาของรูปลักษณ์ ท่าทางการแสดงออก รวมถึงการพูดจาสื่อสาร ยังทำให้คนที่ไม่ได้ติดตามดาราหรือไม่ได้เป็นแฟนคลับ โดนความน่ารักตกเข้าไปเต็มๆ เช่นเดียวกัน 

เมื่อมีกระแสตอบรับดี มาสคอตหลายตัวที่ศิลปินออกแบบก็ได้เป็นรูปเป็นร่างมีชีวิตขึ้นมาและเริ่มส่งเสียงพูดเจื้อยแจ้วได้ ทำให้ผู้บริโภคหรือแฟนคลับซึ่งมีความผูกพันเป็น ‘มัมหมี’ ของศิลปินก็ได้ตามมาเอ็นดูหลานๆ ในฐานะ ‘อุนย่า อุนยาย’ ด้วยนั่นเอง อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้ใหญ่วัยทำงานแบบเราๆ อาจจะรู้สึกขัดเขินอยู่บ้างที่พอถึงช่วงอายุหนึ่งก็หวนหันกลับมาชอบอะไรเหมือนครั้งตอนยังเด็ก แต่จริงๆ แล้วการชื่นชอบมาสคอตมีผลดีต่อเราอยู่มาก 

หากว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ เมื่อเราเห็นสิ่งของน่ารักที่ตรงกับรสนิยมความชอบของเรา สมองจะหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) หรือสารแห่งความสุขออกมา ร่วมกันกับสารออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรักและความผูกพันออกมา ทำให้เรารู้สึกมีความสุข รู้สึกรักและหลงใหลในสิ่งนั้นๆ หลังจากนั้นเราก็จะรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ เพราะความสุขจากสารและฮอร์โมนในสมองเหล่านี้ยังช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอล (Cortisol) ที่จะหลั่งออกมาเมื่อเกิดความเครียดทางร่างกายและจิตใจด้วยนั่นเอง

มาดูข้อดีของการชื่นชอบมาสคอตในทางจิตวิทยากันบ้าง โลกของวัยผู้ใหญ่มักจะมีน้ำหนักมากกว่าครั้งเมื่อเรายังเด็ก ลองสังเกตว่าบนบ่าแข็งๆ ของเรามีความคาดหวัง ความรับผิดชอบ ความจริงจังวางหนักอึ้งอยู่มากน้อยแค่ไหน อะไรที่ทำแล้วไม่เกิดสาระมักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา เราเลยสูญเสียความสนุกของชีวิตไปกับสิ่งเหล่านั้น แล้วคนเราจะเป็นผู้ใหญ่ไปตลอดรอดฝั่งได้ทั้งชีวิตจริงๆ ไหม คำตอบคือไม่มีทาง เรายังต้องการพื้นที่เล็กๆ ในการหลีกหนีจากความเครียดและภาระหน้าที่ รวมถึงปัญหาต่างๆ อยู่ การเจียดเวลาเล็กน้อยเพื่อดูเหล่ามาสคอตน่ารักพูดจาเจื้อยแจ้วหรือทำท่าทางน่ารักๆ ผ่านหน้าจอ กระทั่งไปเจอตัวละครตามงานตามสถานที่ต่างๆ บ้าง ก็ถือเป็นประตูพาเราหนีออกจากชีวิตผู้ใหญ่และเชื่อมต่อกับวัยเยาว์ในตัวเราได้แล้ว 

การมีปฏิสัมพันธ์กับ ‘มาสคอต’ ไม่มีแรงกดดันทางสังคมในแบบที่เราเจอเวลาต้องคุยกับเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร กระทั่งพาร์ทเนอร์ที่ต้องทำงานด้วย เพราะมาสคอตเหล่านั้นไม่ตัดสินเราจากผลงานหรือจากตำแหน่ง เราจึงสามารถรู้สึกสนุกสนาน อบอุ่น ปลอดภัย เปรียบเหมือนการได้หยุดพักจากการเป็นผู้ใหญ่และกลับไปเป็นเด็กที่มีอิสระ ไม่ต้องกังวลอะไรอีกครั้งได้อย่างง่ายๆ

อย่างไรก็ดี กระแสความนิยมความชื่นชอบในมาสคอตที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันนี้ก็มีผลเสียเช่นกัน เนื่องจากแม้ว่ามาสคอตในแรกเริ่มเดิมทีนั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับตัวแบรนด์ภายใต้ความน่ารักเป็นมิตร ซึ่งให้ความรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการง่าย แต่ในปัจจุบัน มนุษย์มีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนมีความรู้สึก FoMO (Fear of Missing Out) มากขึ้น กล่าวคือมีความกลัวที่จะพลาดบางสิ่งบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโอกาส ข่าว ประสบการณ์ กระทั่งกลัวไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ได้เป็นคนสำคัญเพราะไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกระแสที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคม ซึ่งพฤติกรรมนี้สำหรับมนุษย์ที่เป็นกลุ่มสัตว์สังคมแล้วถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ได้ผิดแปลกอะไร แต่แทนที่การติดตามมาสคอตจะทำให้รู้สึกสนุกสนานผ่อนคลายก็กลายเป็นตึงเครียดมากกว่าเดิมได้ เพราะจะต้องคอยเช็คคอยตามกระแสอยู่ตลอดจนกลายเป็นอีกหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบไปโดยปริยาย 

นอกจากนี้ ผลที่ตามมาหลังจาก FoMO ก็คือการยึดติดกับตัวมาสคอตมากจนเกินพอดี อาการนี้มีชื่อเรียกว่า Parasocial Relationship ซึ่งคือความสัมพันธ์ผูกพันกับตัวมาสคอตเองเพียงข้างเดียว เป็นการทึกทักเองว่าเราใกล้ชิดสนิทสนมกับมาสคอต (ในฐานะ มัมหมี อุนย่า หรืออุนยาย) ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวเลย การที่เผลอคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้บ่อยๆ เข้าจะทำให้เกิดความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น คาดหวังว่ามาสคอตจะจดจำ มองเห็น หรือเข้ามาพูดคุยทักทายกับเราอยู่ตลอดทุกครั้งที่ไปเจอตามงานต่างๆ ทั้งที่ในงานนั้นอาจมีผู้มาร่วมงานเป็นร้อยเป็นพัน นี่จะทำให้เราผิดหวังเองเปล่าๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในบางคนอาจจะยึดติดตัวละครจนถึงขั้นยึดโยงเป็นตัวตนของตัวเองเหมือนที่ชื่นชอบศิลปินดาราได้เลยทีเดียว เช่น ถ้าใครโจมตีมาสคอตตัวนั้น เราอาจมองเป็นศัตรูต่อเราไปด้วยเพราะถือว่าโจมตีตัวตนของเรานั่นเอง

ที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น เป็นเพียงข้อควรระวังภายในความควบคุมของเรา ยังมีปัจจัยที่เราควรระวังภายนอกด้วยอีก นั่นคือพฤติกรรมกลัวการตามกระแสไม่ทันและพฤติกรรมยึดติดกับตัวมาสคอตนั้นเป็นการเอื้อให้แบรนด์ บริษัท หรือองค์กรต่างๆ มองเห็นช่องว่างในการใช้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นได้ เพราะเมื่อผู้บริโภคเกิดความรู้สึกยึดโยงและความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (ฺBrand Loyalty) แล้ว ไม่ว่าแบรนด์จะออกสินค้าหรือบริการอะไร ไม่ว่าจะมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันหรือไม่ คุณภาพจะเป็นแบบไหน ผู้บริโภคก็จะเลือกอุดหนุนเลือกใช้อย่างแน่นอน โดยแบรนด์อาจวางกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยแบบบังคับซื้อทางอ้อม เช่น หากซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการก่อนในรอบ Early-bird จะได้ราคาที่ถูกกว่าราคาวางขายจริง หรือสินค้าที่กำลังจะวางขายนี้มีจำนวนจำกัด เหล่านี้เป็นการกระตุ้นความรู้สึกกลัวการตกกระแส กลัวพลาดประสบการณ์ที่มีโอกาสเข้าถึงก่อนใคร

ปัจจัยต่อมาคือตัวแฟนคลับ มัมหมี อุนย่า อุนยายเองที่ติดกับเหล่าน้องๆ มาสคอตแบบ Parasocial เองอาจจะสร้างกลุ่มคนรักมาสคอตนั้นๆ ขึ้นมาโดยมีความตั้งใจแรกเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนที่ชอบหรือรักสิ่งเดียวกันมารวมกันเพื่อพูดคุยสนุกสนาน แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจถึงขั้นใช้วัฒนธรรมเดียวกับแฟนคลับที่ติดตามดาราคือเปิดรับบริจาคเพื่อนำเงินไปทำโปรเจ็กต์สนับสนุนให้มาสคอตตัวนั้น ท้ายที่สุดแล้ว เม็ดเงินเหล่านั้นก็จะย้อนกลับไปทางแบรนด์หรือบริษัทนั้นๆ โดยที่เราได้แค่ความชื่นใจเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง 

อย่างไรก็ตาม ความชื่นชอบนั้นควรอยู่ในจุดที่พอเหมาะพอดี การต้องมีต้องซื้อทุกอย่างของมาสคอตนั้นๆ ทั้งที่ไม่ได้มีความจำเป็นแต่ยึดโยงว่ามาสคอตนี้เป็นลูกเป็นหลานเรา ถ้าพลาดคอลเลคชั่นนี้ไปไม่ได้ซื้อถือว่าไม่ได้เป็นมัมหมี อุนย่า อุนยายตัวจริง กรอบความคิดแบบนี้ไม่เพียงทำให้เกิดความเครียดจนเสียสุขภาพจิตอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำไปสู่การใช้เงินเกินตัว (Excessive Consumption) ที่จะทำให้ชีวิตของเราเดือดร้อนเองได้ด้วย

บทความนี้มีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่ชื่นชอบมาสคอตว่า ‘ควรใช้ชีวิตอย่างมีสติและรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง’ เข้าใจว่าชีวิตในวัยผู้ใหญ่ทั้งเหนื่อยยากทั้งเต็มไปด้วยปัญหามากมาย การค้นหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเหล่ามาสคอตน่ารักไร้เดียงสาเหล่านี้เป็นความสุขที่หาได้ง่ายที่สุดแล้ว แต่หากไม่รู้เท่าทัน เราอาจจะกลายเป็นผู้บริโภคที่ติดกับดักทางการตลาดจนเกิดภาระ เกิดความเดือดร้อนในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกได้ อย่าดึงเอามายึดติดจนถึงขั้นต้องสูญเสียทั้งตัวตนทั้งเงิน ให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่ามาสคอตก็เป็นเพียงความบันเทิงที่สร้างความจรรโลงใจรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

การติดตามมาสคอตเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่แต่ควรเป็นแค่ประตูแห่งความสุขที่พาเราวางภาระความรับผิดชอบบนไหล่ไปพักใจ ไปมีอิสระ มีความสนุกสนานแบบเด็กๆ ชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาสู้ต่อกับโลกของผู้ใหญ่ 

หวังว่าหลังอ่านบทความนี้จบ ผู้อ่านจะได้ทบทวน เข้าใจและสามารถลุกขึ้นมาสวมสายคล้องบัตรลายมาสคอตตัวโปรด เพื่อให้มีกำลังใจกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อได้อย่างมีความสุข

อ้างอิง

‘น้องเนย’ Butterbear ฟีเวอร์! ไอดอลสุดฮิต ที่ไม่ใช่แค่มาสคอต แต่เป็น ‘เด็กน้อย’ ที่มีชีวิตจริง

Human-ศาสตร์ EP.10

Beyond Cuteness: An Emerging Field of the Psychology of “Kawaii”

Reconnect with your Inner Child: Rediscover the Power of Play

The dark side of brands: Exploring fear of missing out, obsessive brand passion, and compulsive buying

The Psychology of FOMO and How Brands Use It.

Parasocial Interactions

Construction of Meaning in the Parasocial Interactions of Polca Fandom Members with Polcasan on Social Media X 

Tags:

จิตวิทยาMascotsการตลาดกระแสสังคมความน่ารัก

Author:

illustrator

จณิสตา ธนาธรชัย

นัก (ทดลอง) เขียนธรรมดาและนักอ่านวรรณกรรม(ฝึกหัด) ชื่นชอบหนังแอคชั่น เรื่องลี้ลับ และการ์ตูนslam dunk

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Relationship
    Why we talk? ทำไมเราควร ‘คุย’ กับมนุษย์ด้วยกัน EP.1 ‘Small talk’ บทสนทนาสั้นๆ ที่ถักทอความสัมพันธ์ในโลกอันโดดเดี่ยว

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Book
    ‘อย่าเป็นคนฉลาดที่สุดในห้อง’ นักวิทย์โนเบลแนะวิธีเรียนให้รุ่ง

    เรื่อง

  • Life classroom
    เติบโตก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง ผ่านตำนาน

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Family Psychology
    ค้นพบตัวตนของลูกผ่านการปั้นดิน: ไม่คาดหวัง เปิดตา เปิดใจ ยอมรับให้ดินได้ขึ้นรูปทรงด้วยตัวเอง

    เรื่องและภาพ เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

  • How to get along with teenager
    UNIQUE IS BETTER THAN PERFECT : เป็นตัวเองดีที่สุด

    เรื่อง The Potential ภาพ SHHHH

คุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มต้นจาก ‘การศึกษาที่มีคุณภาพ’: ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
Social Issues
15 September 2026

คุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มต้นจาก ‘การศึกษาที่มีคุณภาพ’: ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • โรงเรียนปลอดภัยและมีคุณภาพ ยกระดับคุณภาพการสอน การมุ่งสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา นี่คือ 3 นโยบาย ด้านการศึกษา ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ ที่ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำเสนอในงาน National Education Forum 2026
  • “เราจะลดความเหลื่อมล้ำต้องทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ทำให้ลูกสามารถพัฒนาตนเอง มีสภาพแวดล้อมที่พัฒนาจากครอบครัวเดิม วิธีแก้ สำคัญที่สุดเลยผมว่าก็มีสองเรื่อง คือ ‘การศึกษา’ กับ ‘สาธารณสุข’ ซึ่งที่ผ่านมา สองเรื่องนี้เป็นหัวใจที่กทม.พยายามจะปรับปรุงและก็ทำให้คนมีคุณภาพที่ดีขึ้น”
  • ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ชัชชาติมีความมุ่งมั่นว่าจะพัฒนาให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘ความหวัง’ สำหรับทุกคน เพราะการศึกษาจะนำพาไปสู่การมีชีวิตที่ดี และชีวิตที่ดีย่อมนำมาซึ่งสังคมคุณภาพต่อไป

เมื่อความยากจนค่อยๆ บีบให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือบางคนแทบจะเข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเลยด้วยซ้ำ เมื่อขาดความรู้และทักษะก็ย่อมไร้อำนาจต่อรองในตลาดแรงงาน นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ ติดกับดักวงจรอุบาทว์ ‘จน – โง่ – เจ็บ’ ส่งต่อความยากจนและการขาดโอกาสจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเหล่านี้เป็นผลจาก ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ทั้งสิ้น  

อย่างไรก็ตาม ‘การศึกษา’ คือเครื่องมือทรงพลังที่สุดที่จะตัดตอนวงจรอุบาทว์นี้ลงได้อย่างยั่งยืน ประเด็นนี้ถูกตอกย้ำผ่านปาฐกถาพิเศษ ‘ความหวังของการพัฒนาการศึกษาระดับเมืองหลวงให้เป็นต้นแบบระดับประเทศ’ โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในงาน National Education Forum 2026 สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ต้องเริ่มต้นจากการปลดล็อกศักยภาพทางการศึกษาเป็นลำดับแรก 

​“เราจะลดความเหลื่อมล้ำต้องทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแม่ ทำให้ลูกสามารถพัฒนาตนเอง มีสภาพแวดล้อมที่พัฒนาจากครอบครัวเดิม 

วิธีแก้ สำคัญที่สุดเลยผมว่าก็มีสองเรื่อง คือ ‘การศึกษา’ กับ ‘สาธารณสุข’ ซึ่งที่ผ่านมา สองเรื่องนี้เป็นหัวใจที่กทม.พยายามจะปรับปรุงและก็ทำให้คนมีคุณภาพที่ดีขึ้น”

3 นโยบาย ด้านการศึกษา ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำ

การจะเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นเครื่องมือตัดวงจรอุบาทว์และลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงเชิงกายภาพ แต่ต้องเกิดจากการวางโครงสร้างนโยบายที่ตรงจุดและจับต้องได้ กรุงเทพมหานครจึงได้ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาผ่านกรอบแนวคิดนโยบายหลัก 3 ด้านสำคัญ 1. การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ 2. การยกระดับคุณภาพการสอน และ 3. การมุ่งสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดกทม. ให้กลายเป็นต้นแบบแห่งความหวังของการศึกษาไทยในอนาคต

  1. การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

ในส่วนแรก ‘โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ’ ดร.ชัชชาติเน้นย้ำว่า โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งกายและใจให้กับเด็ก เช่น ด้านสุขภาพ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น โดยเฉพาะโรงเรียนอนุบาล ด้านโภชนาการ มี Thai School Lunch แนะนำอาหารกลางวันให้เหมาะกับโภชนาการเด็กแต่ละช่วงวัย รวมถึงด้านสุขภาวะ มีโปรแกรม So Safe ช่องทางแจ้งปัญหาสังคม และความปลอดภัยของเด็กในโรงเรียน ลดปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียน 

อีกหนึ่งมาตรการที่น่าสนใจคือ มาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรินิกส์ในโรงเรียน กทม. (Phone Off) ซึ่ง ดร.ชัชชาติ เล่าว่า “มีคนบ่นบ้างว่าไม่ควรทำ แต่จริงๆ แล้วผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเด็กมีโทรศัพท์ในห้องเรียน ขาดสมาธิ เราก็มีนโยบายว่าโทรศัพท์ต้องฝากครูไว้ จะใช้ต้องได้รับอนุญาตจากครูก่อน อันนี้เราทำโลกในทุกโรงเรียนกทม.”

นอกจากนี้ ดร.ชัชชาติ มองว่า ถ้าโรงเรียนมีคุณภาพ และเอื้อมไปหาเด็กในชุมชนต่างๆ ได้ จับมือเขาเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ตั้งแต่ 3 ขวบ จะเป็นการช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถไปทำงานได้โดยที่ไม่ต้องกังวลความเป็นอยู่ของลูก

“เรามีการขยายโรงเรียนอนุบาล นำเข้าเด็กสู่ระบบ เพิ่มชั้นอนุบาล เริ่มดูแลเด็กตั้งแต่ 3 ขวบ ปัจจุบันดูแลเด็กมากขึ้น 9,400 คนต่อปี ตั้งเป้าให้ดูแลเด็กได้เพิ่มขึ้น 20,000 คนต่อปี เพราะนี่คือหัวใจที่ทำให้พ่อแม่จะสามารถไปทำงานได้ เพราะเรามีโรงเรียนที่มีคุณภาพ เราเอื้อมไปหาเด็กอนุบาล 1 ให้มากขึ้น รับตั้งแต่ 3 ขวบ แล้วก็เกือบจะครบทุกโรงเรียนแล้วที่เรารับเด็กอนุบาลเพิ่มขึ้น”

  1. คุณภาพการสอน

ในส่วนของการพัฒนาคุณภาพการสอน ดร.ชัชชาติ มองว่าหัวใจของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาคือต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาเด็ก ส่วนเส้นทางในการไปให้ถึงเป้าหมายนั้น แต่ละโรงเรียนอาจมีเส้นทางของตัวเองแตกต่างไปตามบริบทชุมชนและปัญหาที่พบ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องนำแนวคิด ‘พื้นที่นวัตกรรม’ เข้ามาใช้ เพื่อให้แต่ละโรงเรียนได้มีแนวทางที่เหมาะสมในการไปถึงเป้าหมาย

“เป้าหมายของเราเมื่อก่อนเราก็จะเน้นเรื่องการสอบ ตัวเลขของคะแนนและลำดับจากการแข่งขัน แต่ว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เป้าหมายใหม่ ก็คือเป็นระบบสมรรถนะ ซึ่งไม่ใช่แค่สมรรถนะของนักเรียน แต่หมายรวมถึงสมรรถนะของครู และผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย

จากเดิมที่ครูเป็นศูนย์กลางเราก็เปลี่ยนมาเป็นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครูจะต้องมีสมรรถนะให้ครบถ้วน 5 สมรรถนะ คือ การปรับตัวของผู้นำ, การมีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติ, การนำนวัตกรรมการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ, เสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการตัดสินใจด้วยฐานข้อมูล”

“เพราะฉะนั้นเราจะเน้นเรื่องการอบรมผอ.โรงเรียน อบรมครู และเด็ก แทนที่จะดูแต่คะแนนอย่างเดียว เราก็ดูสมรรถนะ 7 ด้านด้วย นั่นก็คือ การจัดการตนเอง, การคิดขั้นสูง, การสื่อสาร, การทำงานเป็นทีม, การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง, การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างต่ออย่างยั่งยืน และการสร้างสรรค์นวัตกรรม”

การเปลี่ยนการเรียนการสอนจากการเรียนรู้เนื้อหา สู่การเรียนรู้แบบสมรรถนะ จะช่วยให้เด็กคิดเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“อันหนึ่งที่เห็นว่าเปลี่ยนเลยคือ เราเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็น Maker Space พื้นที่ให้คิดวางแผนและลงมือทำด้วยตนเอง ใน 437 โรงเรียน คือเด็กสามารถคิดและก็ทำโครงการของตัวเอง แล้วก็เอามาบูรณาการในหลายวิชาได้ เช่น หุ่นยนต์ ก็คิดประดิษฐ์จากสิ่งที่มี หรือการทำ Coding การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นเรามี Maker Space หรือว่าพื้นที่สร้างสรรค์ ให้เด็กได้สร้างสรรค์ ทุกโรงเรียนแล้ว”

“ในเด็กก่อนวัยเรียนเราใช้หลักสูตร EF (Executive Functions) ปรับหลักสูตรสำหรับเด็ก 3-8 ปี จากเน้นวิชาการเป็นเน้นการพัฒนาทักษะสมอง EF โดยเราเริ่มดำเนินการแล้ว 2 โรงเรียน 50 ศูนย์เด็กเล็ก และกำลังขยายผลสู่ 7 โรงเรียน 271 ศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งจากที่ดำเนินการแล้ว พบว่าผลการประเมินทักษะสมองเพิ่มขึ้น 23%”

ด้านภาษาก็สำคัญ ดร.ชัชชาติ เล่าถึง การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาอังกฤษว่า “ภาษาอังกฤษ ถ้าครูหนึ่งคน เด็ก 40 คน โอกาสที่เด็กจะได้พูดประโยคเดียวยังยากเลย แต่ตอนนี้เราใช้โปรแกรม Edsy ก็คือเป็น AI Coach เด็กก็พูดกับ AI ซึ่งมัน correct เด็กได้ ให้พูด accent ภาษาอังกฤษต่างๆ เพราะฉะนั้น Edsy คือตัวสเกลเลย เรามีโปรแกรมเทคโนโลยี เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เด็กภาษาอังกฤษดีเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ แล้วเขากล้าพูดกล้าโต้ตอบมากขึ้น ก็เห็นผลอย่างชัดเจนเลย”

และนอกจากปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนแล้ว ดร.ชัชชาติมองว่า ต้องเปลี่ยนการทำงานด้วย โดยเริ่มจากการอบรมผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครูให้มีสมรรถนะแห่งอนาคต 

“เราอยากให้เด็กเป็นยังไง ผอ.โรงเรียน และครูก็ต้องเก่งกว่าเด็ก”

“แล้วเราก็มีเป็นซีรีส์นะ อวสานภาระงานครู ภาค 1 คืนครูสู่ห้องเรียน เพราะว่าครูงานหนักนะ ครูเสียเวลากับการทำผลงานวิชาการ ต้องมาติดต่องานเอกสารต่างๆ ครูไม่มีเวลาให้เด็กเลย เราต้องลดจำนวนเอกสารที่ต้องทำ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือ ลดกระดาษต่อรายวิชา ลดภาระเอกสารธุรการ และยกเลิกครูอยู่เวรกลางคืน 

อวสานภาระงานครูภาค 2 เราลดกิจกรรมที่จัดโดยโรงเรียน เช่นกิจกรรมที่ซ้ำซ้อน เป็นพิธีการเน้นสวยงามกระทบเวลาเรียน กิจกรรมที่ไม่มีการประเมินผลหรือวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน รวมไปถึงกิจกรรมหรือโครงการจากหน่วยงานภายนอก ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องอนุมัติ เพราะไม่อย่างนั้นครูต้องไปทำหน้าที่อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เราต้องพยายามคืนครูให้เด็กให้มากที่สุด”

นอกจากนี้ยังมีการปรับการประเมินวิทยฐานะ ให้นำผลงานจริงมาประเมินแทนการเขียนรายงาน ไม่เน้นที่เอกสารแต่เน้นที่ผลงานจริง โดยหลักฐานสำหรับการประเมินวิทยฐานะ ใช้เป็นคลิปวีดีโอการจัดการเรียนรู้ ความยาวไม่เกิน 10 นาที แผนการจัดการเรียนรู้ไฟล์ PDF และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน (Artifacts) ชิ้นงานของนักเรียนตามจุดประสงค์ของแผน

“การขอวิทยฐานะ ก็คือไม่เน้นเอกสารแล้ว แต่ให้เน้นที่ผลงานของเด็ก เอาวีดีโอที่สอนเด็ก มาใช้ในการประเมินได้ ก็คือดูที่ผลลัพธ์เลยว่าเป็นยังไง เป็นการลดขั้นตอน ครูไม่ต้องเสียเวลา กับการทำเอกสารมาก”

  1. ความเป็นเลิศ

เมื่อพื้นฐานของโรงเรียนดีแล้ว ดร.ชัชชาติบอกว่า เราต้องมาตามหาความเป็นเลิศของแต่ละโรงเรียน โดยยกตัวอย่าง โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ เขตบางขุนเทียน ที่โดดเด่นเรื่องการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Learning) เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน มีป่าชายเลนและนิเวศวิทยาชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนแห่งเดียวในกรุงเทพ จุดแข็งนี้เองสามารถนำมาพัฒนาให้เด็กได้เรียนรู้จากชีวิตจริง

“แล้วเราก็มีโรงเรียนหลักสูตรมาตรฐานนานาชาติ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ซึ่งก็เป็นโรงเรียนประถมแห่งแรกของประเทศไทย ที่เรามาพัฒนาเป็นโรงเรียนนานาชาติ แต่เราไม่ได้หวังให้ทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนนานาชาตินะ เพราะหน้าที่เราคือเสริมประชากรส่วนใหญ่ อย่างน้อยให้เขามีฐานเรียนรู้ แล้วก็เอาความรู้ที่ได้ไปต่อยอด ก็จะมีโรงเรียนวัดมหรรณพารามที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ พัฒนาร่วมกับม.เกษตร โดยในปี 2569 เริ่มเปิดการศึกษาระดับชั้นป.1-2 ผ่านการจัดทำหลักสูตรและเลือกครูผู้สอน Native Speaker”

ดร.ชัชชาติเสริมว่า “ข้อดีของการเข้าร่วมพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ก็คือว่า ทำให้โรงเรียนมาประเมินตัวเองว่าจุดแข็งคืออะไร อะไรคือปัญหาของโรงเรียน เรามีการปรับหลักสูตร เพื่อจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็ก เน้นการลงมือทำนำความรู้ไปใช้ได้จริง และที่สำคัญคือสอดคล้องกับชุมชน”

สุดท้าย ดร.ชัชชาติ กล่าวถึงความมุ่งมั่นในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่าจะพัฒนาให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่สร้าง ‘โอกาส’ และ ‘ความหวัง’ สำหรับทุกคน เพราะการศึกษาจะนำพาไปสู่การมีชีวิตที่ดี และชีวิตที่ดีย่อมนำมาซึ่งสังคมคุณภาพต่อไป

Tags:

คุณภาพชีวิตนโยบายการศึกษาการพัฒนาคุณภาพการศึกษาดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Unique School
    ‘ขาด ลา มาสาย’ เรื่องที่ครูต้องรู้มากกว่าการเช็กชื่อ: ถอดบทเรียนการใช้ข้อมูลเพื่อดูแลเด็กทุกมิติของ ‘โรงเรียนบ้านกู้กู’ 

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Social Issues
    ทิศทางการศึกษาไทยที่อยากให้รัฐบาลใหม่ไปพ้นจากวังวนผลประโยชน์ทางการเมือง

    เรื่อง ศากุน บางกระ

  • Transformative learningSocial Issues
    ขับเคลื่อนการศึกษาคุณภาพ ปั้นสมรรถนะ ‘เด็กตงห่อ’ สานต่ออนาคตของภูเก็ต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Dek-Hoo-Jak-Kuam_nologo
    Transformative learningSocial Issues
    ‘เด็กฮู้จักควม’ คิดเป็น ทำเป็น เห็นคุณค่าในตัวเอง เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ    

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Social Issues
    วิเคราะห์มุมมืดระบบการศึกษาไทย สู่ความเป็นไปได้ใหม่ในการปฏิรูปการเรียนรู้

    เรื่อง The Potential

‘คุณธรรม’ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่อยู่ในทุกวันที่เราเลือกทำ: โบ๊ท-คุณากร แก้วบุญจันทร์
Voice of New Gen
10 September 2026

‘คุณธรรม’ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่อยู่ในทุกวันที่เราเลือกทำ: โบ๊ท-คุณากร แก้วบุญจันทร์

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • โครงการโรงเรียนคุณธรรมในโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา ชวนเด็กๆ เรียนรู้ว่า ‘คุณธรรม’ ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่เริ่มต้นได้จากการมองเห็นปัญหาใกล้ตัว คิดหาทางแก้ และลงมือทำจริง จนกลายเป็นสิ่งที่นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
  • สำหรับ โบ๊ท-คุณากร แก้วบุญจันทร์ การเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรือทำเรื่องใหญ่โต แต่อาจเริ่มจากการไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และคิดถึงผลกระทบที่การกระทำของเรามีต่อคนรอบข้าง
  • การเรียนเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ หากเราไม่รู้จักเติบโตไปพร้อมกับคนอื่น เพราะโรงเรียนไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างเด็กที่มีความรู้ แต่ยังเป็นพื้นที่ให้เรียนรู้การใช้ชีวิต เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกับคนรอบข้างได้อย่างดี

‘คุณธรรม’ เป็นคำที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก อยู่ในคำขวัญ อยู่ในบทเรียน อยู่ในคำสอนของผู้ใหญ่ และถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นคำคุ้นหู แต่ถ้าจะให้นิยามกันชัดๆ ว่า ‘คุณธรรม’ คืออะไร คำตอบของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ทว่าในสายตาผู้ใหญ่เด็กดีมีคุณธรรมอาจหมายถึงเด็กเรียบร้อย เชื่อฟังผู้ใหญ่ ประพฤติตนอยู่ในกรอบหรือบรรทัดฐานสังคม ซึ่งกลายเป็นเรื่องห่างไกลและเป็นไปได้ยากในสายตาคนรุ่นใหม่

แต่สำหรับ ‘โครงการโรงเรียนคุณธรรม’ ซึ่งขับเคลื่อนโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ‘คุณธรรม’ คือกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มองเห็นปัญหาใกล้ตัว คิดหาทางแก้ ผ่านการลงมือทำจริง โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณลักษณะ เช่น ความรับผิดชอบ (Responsibility) ความซื่อสัตย์ (Honesty) ความมีวินัย (Discipline) ความมีจิตอาสา-จิตสาธารณะ (Public Mind)

ในมุมของตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง คุณากร แก้วบุญจันทร์ หรือ ‘โบ๊ท’ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนภาษาฝรั่งเศส โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จังหวัดสงขลา หนึ่งในเยาวชนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการโรงเรียนคุณธรรม ตั้งแต่การเป็นนักเรียนแกนนำในห้องเรียน เป็นกรรมการนักเรียน Student Moral Commission (SMC) จนปัจจุบันรับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนักเรียนขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรม รุ่นที่ 4 เขายืนยันว่า คุณธรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพียงแต่โรงเรียนต้องมีกระบวนการที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดจากโจทย์ชีวิตจริง ให้เขาได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ไม่ใช่แค่การอบรมสั่งสอน 

‘คุณธรรม’ เริ่มต้นตรงไหน ถ้าไม่ใช่ในตำรา?

สำหรับโบ๊ท ความเข้าใจเรื่องคุณธรรมเริ่มต้นตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เทอม 2 เมื่อโรงเรียนเริ่มขับเคลื่อน ‘โครงการโรงเรียนคุณธรรม’ และเขาตัดสินใจเข้ามาเป็นหนึ่งในนักเรียนแกนนำ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโครงงานคุณธรรมคืออะไร

จากเด็ก ม.1 ที่ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้มาก่อน โบ๊ทใช้เวลาตลอด 3 ปี ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.3 เรียนรู้ผ่านการลงมือทำโครงงานจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ตั้งแต่เพื่อนชอบนอนหลับในห้อง ไปจนถึงการไม่ส่งการบ้าน ก่อนที่ประสบการณ์เหล่านั้นจะค่อยๆ พาเขาไปสู่บทบาทที่ใหญ่ขึ้นในระดับโรงเรียน

“พูดตรงๆ ว่า ตอนแรกหนูก็ไม่ได้รู้เหมือนกันว่าโครงงานโรงเรียนคุณธรรมคืออะไร เพราะมันใหม่หมดเลย ทั้งสำหรับตัวหนูแล้วก็ทั้งโรงเรียน… แต่หนูคิดว่า ไม่รู้ไม่ผิด แต่ถ้าไม่รู้แล้วไม่หาความรู้ หนูมองว่ามันไม่ใช่ หนูก็เลยลองสมัครเข้ามาค่ะ พอได้ทำจริงๆ หนูติดใจมาก เพราะเห็นเพื่อนในห้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”

เมื่อได้ลงมือทำจริง โบ๊ทก็ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของคนหนึ่งคนไม่ได้มีวิธีเดียว และการจะชวนใครสักคนให้เปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มจากการเข้าใจทัศนคติและวิธีคิดของเขาด้วย ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนจึงไม่ได้ทำให้เพื่อนเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีมองคนอื่นมากขึ้น

“สิ่งที่หนูได้มากที่สุดคือทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น แล้วก็ทักษะการบริหารจัดการ เพราะการทำงานร่วมกับคนอื่นทำให้เราได้เห็นทั้งทัศนคติ แนวคิด แล้วก็วิธีการทำงานของแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น แล้วก็ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นค่ะ”

และสิ่งที่ทำให้โบ๊ทรู้สึกว่ากิจกรรมที่ทำมาตลอดมีความหมาย คือการได้เห็นเพื่อนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และพร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการนี้

“สิ่งที่หนูภูมิใจที่สุดเลยคือ เพื่อนที่เคยนอนหลับในห้องตอน ม.1 ตอนนี้ขึ้น ม.5 แล้ว เขาพาตัวเองมาเป็นแกนนำระดับห้องเรียนได้แล้วค่ะ มันทำให้หนูรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาตลอด 3 ปีไม่ได้สูญเปล่าเลย มันมีความหมายมากๆ แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้หนูอยากทำต่อ”

ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้คำว่า ‘คุณธรรม’ ในมุมมองของโบ๊ทค่อยๆ หลุดออกจากภาพของการทำตามกฎหรือการเป็นเด็กเรียบร้อย และกลายเป็นเรื่องของการเติบโต การเรียนรู้ และการอยู่ร่วมกับคนอื่น

“หนูมองว่าโครงการโรงเรียนคุณธรรมเป็นโครงการที่ดีมากค่ะ โดยเฉพาะบางโรงเรียนที่เริ่มทำตั้งแต่ระดับประถม เพราะการปลูกฝังเด็กตั้งแต่เล็กๆ มันสำคัญ ถ้าเราเติมสิ่งที่ดีให้เขาไปเรื่อยๆ พอเขาโตขึ้น ไปอยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น เราก็ไม่ต้องคอยขัดเกลาเขาเยอะ เพราะถ้าได้รับการปลูกฝังและทำซ้ำทุกวัน มันก็จะกลายเป็นกิจวัตร แล้วก็กลายเป็นนิสัยไปเองค่ะ”

เมื่อ ‘คนดี’ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ

ในยุคที่คำว่า ‘คนดี’ มักผูกติดกับภาพลักษณ์ที่ตรงตามค่านิยมของสังคม และ ‘คุณธรรม’ กลายเป็นคำเชยๆ ที่ถูกอ้างถึงเพื่อสร้างภาพมากกว่าการปฏิบัติจริง โบ๊ทพูดแทนคนรุ่นใหม่ว่า ‘ไม่ใช่ทุกคนที่คิดอย่างนั้น’

“มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนมากกว่า ว่าเขาเลือกมองยังไง เพราะสุดท้ายแล้ว มุมมองกับเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราโฟกัสแค่ตัวเอง หรือว่าเราโฟกัสส่วนรวมด้วย”

สำหรับโบ๊ท การมีคุณธรรมไม่ได้หมายถึงการตั้งมาตรฐานสูงลิบเพื่อไปกดดันหรือตัดสินใคร แต่คือการเข้าใจบริบทของชีวิตที่แตกต่างกัน

“หนูมองว่าการมีคุณธรรม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลอย่างเดียวค่ะ แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อม แล้วก็การเลี้ยงดูด้วย แต่ละคนเติบโตมาไม่เหมือนกัน ได้รับการปลูกฝัง ได้รับการสั่งสอนต่างกัน เพราะฉะนั้นวิธีคิดหรือพฤติกรรมของแต่ละคนก็ย่อมต่างกัน”

เมื่อลดทอนความสมบูรณ์แบบลง คำว่า ‘คนดี’ จึงไม่ใช่เรื่องของการทำตัวเป็นฮีโร่หรือเรียกร้องการมองเห็นจากใคร แต่อยู่ที่เจตนาพื้นฐานในการไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้าง และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

“ถ้าเราอยากให้ส่วนรวมมันเรียบร้อย น่าอยู่ เราก็ควรเริ่มจากตัวเราเอง หนูไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำตัวไม่ดีไปทำไม เพราะถ้าเราทำดี ผลดีก็เกิดขึ้นกับตัวเราเองด้วย”

การมองคุณธรรมผ่านความเป็นจริงของชีวิต และส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จึงเป็นการคืนความหมายของ ‘คนดี’ ที่เด็กๆ เข้าถึงได้ 

“หนูว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีแบบสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ เราแค่ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ไปลักขโมย ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แค่นั้นก็ถือว่าเป็นคนดีในแบบของหนูแล้ว”

เรื่องเล็กๆ ที่เปลี่ยนเราและคนรอบข้าง

เมื่อคำว่า ‘คุณธรรม’ ถูกมองเป็นเรื่องจับต้องได้ การลงมือทำจริงจึงเริ่มต้นได้จากสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวัน เช่น การเคารพกฎเกณฑ์พื้นฐานที่ทุกคนต่างก็รู้อยู่แล้ว แต่อาจเผลอมองข้ามไป

“ถ้าเป็นในส่วนของหาดใหญ่ หนูมองว่าเป็นเรื่องการใช้รถใช้ถนน อย่างการขับรถฝ่าไฟแดง หรือไม่ใส่หมวกกันน็อก ช่วงนี้ตำรวจจราจรเขาก็จับเข้มมาก แต่บางคนพอโดนจับก็ไปโทษตำรวจ ทั้งที่จริงมันเป็นกฎ เป็นกฎหมายที่เราต้องปฏิบัติอยู่แล้ว ก่อนจะได้ใบขับขี่ เราก็ต้องเรียนรู้กฎจราจรและสอบผ่านมาก่อน หนูมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก แล้วก็ดีกับตัวเราเองด้วย เพราะถ้าใส่หมวกกันน็อก ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ลดการบาดเจ็บได้”

ยิ่งไปกว่านั้น การมองข้ามระเบียบวินัยเล็กๆ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับตัวเอง แต่คือการสร้างความวุ่นวายให้กับสังคมโดยไม่รู้ตัว การรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองในเรื่องเล็กน้อย จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการอยู่ร่วมกัน

“หนูมองว่าคุณธรรมสำคัญมาก ถ้าสังคมขาดคุณธรรมไป มันก็คงเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะ ทุกวันนี้แค่เรื่องการใช้รถใช้ถนน สังคมก็วุ่นวายกันมากแล้ว ถ้าขาดคุณธรรมไปเลย หนูว่าคงวุ่นวายกว่านี้อีก ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่องกฎจราจร ไฟแดงแล้วไม่หยุด หรือเห็นคนกำลังข้ามทางม้าลายแต่ก็ยังขับรถต่อ แค่เรื่องเล็กๆ แบบนี้ก็ส่งผลกระทบกับคนอื่นในวงกว้างแล้วค่ะ”

แม้ว่าโบ๊ทจะเห็นความสำคัญของการสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นทั้งในโรงเรียนและสังคม แต่ความท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้คนรอบข้าง หรือเพื่อนต่างวัยเข้าใจและลงมือทำไปด้วยกัน 

“ข้อจำกัดคือการสื่อสารกับเพื่อนแต่ละช่วงวัย อย่างตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.5 วิธีการคุยมันไม่เหมือนกัน ยิ่งถ้าเราต้องคุยกับรุ่นพี่ มันก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เราต้องใช้ทักษะว่าจะคุยยังไง ให้เขาคิดไปในทางที่ดีกับเรา ไม่ใช่รู้สึกว่าเราไปสั่งหรือไปบังคับเขา 

เวลาคุย หนูว่าควรทำให้เขาเห็นภาพค่ะ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือยกตัวอย่างจากชีวิตประจำวัน ไม่ต้องเป็นเรื่องซับซ้อน อย่างเช่น ถ้าดื่มเหล้าแล้วขับรถ ก็อาจเกิดอุบัติเหตุ ถ้าโชคดีก็อาจไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้าร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต คนที่เดือดร้อนไม่ใช่แค่ตัวเรา พ่อแม่ ครอบครัว หรือบางบ้านที่ฐานะไม่ดี ก็อาจต้องแบกรับหนี้สินตามมา”

การสะกิดความคิดด้วยเรื่องใกล้ตัว ทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากการโดนบังคับ แต่เกิดจากการมองเห็นผลกระทบที่การกระทำหนึ่งอาจมีต่อคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารัก

“หนูว่าคุณธรรมไม่ใช่เรื่องที่ทำยากเลยค่ะ เริ่มจากตัวเราก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ เริ่มจากเรื่องเล็กๆ อย่างทิ้งขยะให้เป็นที่ หรือปฏิบัติตามกฎหมายพื้นฐานทั่วไป แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วค่ะ”

เรียนเก่งอย่างเดียว อาจไม่พอสำหรับการอยู่ร่วมกัน

ในวันที่ระบบการศึกษามุ่งเน้นกันที่เกรด คะแนนสอบ หรือการแข่งขันเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โบ๊ทกลับมองเห็นความหมายของการเรียนรู้ที่มากกว่าวิชาการ เพราะการโตไปเป็นคนเก่งอย่างเดียว โดยไม่ได้พาเพื่อนข้างๆ หรือคนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน อาจไม่ใช่คำตอบของการอยู่ร่วมกันในสังคม

“หนูมองว่านอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว โรงเรียนก็สำคัญมากค่ะ เราไม่ได้มาโรงเรียนเพื่อเรียนแค่ความรู้อย่างเดียว โรงเรียนควรสอนเรื่องการใช้ชีวิตด้วย แล้วก็สามารถบูรณาการเรื่องคุณธรรมเข้าไปในรายวิชาต่างๆ 

สิ่งสำคัญคือทำให้นักเรียนเห็นภาพค่ะ ไม่ใช่สอนแค่หลักการ แต่ต้องทำให้เขาคิดตามได้ แล้วก็มองไปถึงอนาคต ว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ ผลที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าจะเป็นยังไง”

ความตั้งใจนี้ถูกนำมาใช้จริงตอนขึ้น ม.4 ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนต้องเครียดเรื่องเกรดเฉลี่ยเพื่อยื่นโควต้าเรียนต่อ แทนที่จะแข่งกันเรียนเพื่อเอาตัวรอดคนเดียว โบ๊ทกลับเลือกเปิดใจคุยกับเพื่อน และใช้หลัก ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ดึงคนที่เรียนเก่งมาช่วยประคองเพื่อนคนอื่นในห้องไปด้วยกัน

“ตอนขึ้น ม.4 โรงเรียนจะมีการใช้ระบบโควต้าให้นักเรียนที่ประสงค์จะเรียนต่อ ม.4–ม.6 ในโรงเรียนเดิม ซึ่งหนูก็หยิบประเด็นนี้มาคุยกับเพื่อน เพราะหนูเชื่อว่าหลายคนสอบเข้ามาตั้งแต่ ม.1 แล้ว ก็คงไม่อยากต้องไปสอบใหม่ หรือกลับไปเครียดเหมือนตอนจบ ป.6 อีก หนูก็อธิบายตรงๆ เลยค่ะ ว่าถ้าเราไม่ส่งงาน มันก็จะส่งผลต่อเกรดเฉลี่ย (GPA) ซึ่งเราต้องใช้ในการยื่นขอโควต้าเรียนต่อ เราก็เปิดใจคุยกัน แล้วก็ใช้หลักเพื่อนช่วยเพื่อนค่ะ เพราะในห้องทุกคนก็นั่งเป็นคู่กันอยู่แล้ว เราก็ให้เพื่อนที่ทำได้ดีช่วยเตือนเพื่อนที่นั่งข้างๆ แล้วก็แบ่งแกนนำ 5 คน กระจายกันดูแลเพื่อนเป็นกลุ่มๆ”

สำหรับโบ๊ทแล้ว โรงเรียนจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่การทำให้เด็กเก่งขึ้น แต่เป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับคนอื่น

“หนูว่าเก่งอย่างเดียวมันไม่พอค่ะ คนเก่งก็มีทั้งคนเก่งที่ใช้ความสามารถไปในทางที่ดี แล้วก็คนเก่งที่ใช้ความสามารถไปในทางที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเก่งมากก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้เป็นคนดี สังคมก็น่าอยู่ขึ้นแล้วค่ะ”

เริ่มจากตัวเรา แล้วส่งต่อความดีออกไป

ตลอดเส้นทางที่ได้เรียนรู้เรื่องคุณธรรม โบ๊ทไม่ได้มองว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ หรือจำเป็นต้องรอให้ใครคนหนึ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด หากสิ่งที่ทำได้อาจเป็นเพียงการกลับมามองตัวเองก่อนว่า วันนี้เราเลือกทำอะไร และการกระทำของเราส่งผลกับคนรอบข้างอย่างไร

“พอเราเห็นผลลัพธ์ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มันดีขึ้น มันทำให้หนูรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมีคุณค่ามากๆ มันทำให้รู้ว่าที่เราทำไปไม่ได้สูญเปล่า อีกอย่างคือมีคนสนใจการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมของเราค่อนข้างเยอะ อย่างจะมีนักศึกษาระดับปริญญาโทเข้ามาศึกษาดูงานอยู่เรื่อยๆ พวกหนูที่เป็นคนขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมก็จะมีโอกาสได้นำเสนอการดำเนินงานของโรงเรียนให้เขาฟัง”

แน่นอนว่า นอกเหนือจากความภูมิใจแล้ว คนที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์มากที่สุดก็คือตัวโบ๊ทเอง เขาไม่ใช่แค่คนที่เปิดตำราท่องความหมายของคำว่า ‘คุณธรรม’ แต่เป็นคนถ่ายทอดความมีคุณธรรมที่เริ่มต้นจากตัวเอง และขยายสู่คนรอบข้างได้อย่างเป็นรูปธรรม

“สำหรับหนู คุณธรรมก็คือการเริ่มจากตัวเราก่อนค่ะ หนูว่ามันไม่มีใครที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เราก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน แล้วก็ค่อยขยายไปสู่เพื่อนๆ ให้เขาเอาไปส่งต่อกันเรื่อยๆ หนูมองว่าคุณธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เลยค่ะ เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เดินไปทีละขั้นก็พอ”

Tags:

Voice of New Gen

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Voice of New Gen
    ‘ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า’ จากวันที่ก้าวพลาด สู่โอกาสในการเริ่มต้น: เอิร์ท-กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
    เมล็ดพันธุ์ ‘การอ่าน’ ที่ถูกปลูกในวัยเด็กจะงอกงามเป็นความรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต: อุ๊นอุ่น – เติมอุ่น สันป่าแก้ว

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
    เพราะคนเรามีเวลาผลิบานไม่พร้อมกัน ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร แค่เดินต่อไปในจังหวะของตัวเอง: ทอล์กกับเด็ก Gen Z ‘ขุนพล เจริญลาภนำชัย’

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
    หมอลำนิวเจน: เรียนไป ม่วนไป เพราะทุกที่คือห้องเรียน ทุกเวทีคืออนาคต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • “บนโลกนี้มีเด็กเก่งมากมาย เขาแค่ไม่ได้รับโอกาส” คุยกับ ไมกี้ – นิธิยุทธ วงศ์พุทธา นักประดิษฐ์รุ่นเยาว์

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

The mountain is you: ปฏิเสธชีวิตที่ไม่มีความสุข และออกเดินไปบนถนนแห่งการตระหนักรู้ในตัวเอง
Book
9 September 2026

The mountain is you: ปฏิเสธชีวิตที่ไม่มีความสุข และออกเดินไปบนถนนแห่งการตระหนักรู้ในตัวเอง

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • The mountain is you (ก้าวข้ามภูผาในใจคุณ) เขียนโดย บริอานนา วีสต์ แปลเป็นภาษาไทยโดย วุฒินันท์ ชุมภู สำนักพิมพ์แอร์โรว์
  • บริอานนา ชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งคอยยื้อยุดไม่ให้ชีวิตของเราก้าวหน้าไม่ใช่ปัจจัยภายนอก หากแต่เป็นตัวเราเองที่หวาดกลัว วิตกกังวล และติดอยู่ในกับดักของระบบความเชื่อที่ถูกหล่อหลอมมาตลอดชีวิต
  • การก้าวข้ามภูผาในใจ จำเป็นต้องแลกมาด้วยการรื้อถอนตัวตนเดิม เพื่อเปิดทางให้กับการสร้างภาพลักษณ์และระบบความคิดขึ้นมาใหม่ ทั้งความฉลาดและการฟื้นคืนสภาพทางอารมณ์ ให้พร้อมก้าวไปสู่ฟากฝั่งใหม่ของชีวิต ที่ซึ่งความสุข ตัวตนใหม่ และผู้คนที่คู่ควรกำลังรอคอยเราอยู่

“ไม่มีอะไรมายื้อยุดคุณไว้ไม่ให้ก้าวหน้าในชีวิตได้เท่าตัวคุณเอง” 

คำพูดสั้นๆ แต่บาดลึกจากหนังสือ The mountain is you ของ บริอานนา วีสต์ กำลังสะท้อนความจริงชวนคิดว่า อุปสรรคที่เปรียบเหมือน ‘ภูผาลูกใหญ่’ ซึ่งขวางกั้นเราจากความก้าวหน้าในชีวิต…แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกหรือโชคชะตาใดๆ เลย หากแต่เป็น ‘ตัวเราเอง’ ต่างหากที่กำลังเหนี่ยวรั้งตนเองเอาไว้

บริอานนาชี้ให้เห็นว่า ‘พฤติกรรมเหนี่ยวรั้งตัวเอง’ ต่างๆ มักมีจุดเริ่มต้นมาจากกลไกการป้องกันตัวเองที่บิดเบี้ยว ความกลัวที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน และอคติทางความคิดที่สมองสร้างขึ้นเพื่อจำกัดศักยภาพของเราโดยไม่รู้ตัว 

“บางครั้ง พฤติกรรมที่คอยเหนี่ยวรั้งตัวเองแบบสุดๆ ของเรา จะเป็นผลพวงมาจากความหวาดกลัวอย่างยาวนานและยังไม่ได้รับการตรวจสอบที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ในโลกและตัวเราเอง 

บางทีมันมาจากความคิดที่ว่าคุณยังไม่เฉลียวฉลาด ขาดเสน่ห์ และไม่มีคนชอบ บางครามันอาจมาจากความคิดเรื่องการตกงาน การต้องขึ้นลิฟต์ หรือการแสดงความรับผิดชอบระหว่างกำลังคบหากับใครสักคน 

ในบางกรณี มันก็อาจเป็นเรื่องนามธรรมมากกว่า อย่างเช่น ความคิดที่ว่าใครบางคนกำลังจ้องจะเล่นงานคุณ กำลังจะล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตของคุณ กำลังจะถูกจับได้ หรือกำลังถูกใส่ร้าย ยิ่งนานวัน ความเชื่อเหล่านี้ก็จะยิ่งโยงใยถึงกัน”

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ภาพจำที่เรามีต่อตัวเอง ซึ่งถูกก่อร่างขึ้นจากสายตาและคำตัดสินของคนรอบข้าง ยิ่งกลายเป็นกับดักทางความคิดชั้นดี ที่สมองของเรามักจะคอยหาเหตุผลมาขุดหลุมฝังและตอกย้ำให้เราเชื่อแบบนั้นอยู่เสมอ

“สิ่งที่นิยามชีวิตคุณไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่คุณคิดคำนึงถึงมันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสิ่งที่คุณมองตัวเองอีกต่างหาก ความคิดเรื่องตัวตนในหัวคุณ คือแนวคิดที่คุณใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาตลอดทั้งชีวิต คุณสร้างมันขึ้นมาจากการนำเอาข้อมูลนำเข้า และอิทธิพลจากคนรอบข้างมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน นั่นคือ สิ่งที่พ่อแม่คุณเชื่อ สิ่งที่เพื่อนๆ คุณคิด สิ่งที่คุณประจักษ์แจ้งด้วยตัวคุณเองจากการไปสัมผัสมาเป็นประสบการณ์จริง และอื่นๆ อีกมากมาย 

ภาพลักษณ์ของตัวคุณเองจะปรับแต่งได้ยาก เพราะอคติเพื่อใช้ยืนยันในสมองของคุณจะหาทางย้ำเตือนคุณถึงความเชื่อเรื่องตัวคุณเองที่มีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว”

ทว่า กลไกที่บริอานนาบอกว่าแนบเนียนและน่ากลัวที่สุดในการเหนี่ยวรั้งตัวเราไว้ คือธรรมชาติของมนุษย์ที่มักเสพติด ‘ความคุ้นเคย’ ซ้ำร้ายสมองของเรายังชอบตีความสิ่งแปลกใหม่ที่เราไม่รู้จักหรือยังไม่คุ้นชินกับมันว่าเป็น ‘อันตราย’ จนทำให้เกิดอาการต่อต้านขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งใหม่นั้นอาจหมายถึงโอกาสและชีวิตที่ดีกว่าก็ตาม

“การเหนี่ยวรั้งตัวเองจะมาจากสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย มนุษย์เราจะสัมผัสได้ถึงการต่อต้านอย่างเป็นธรรมชาติต่อสิ่งที่ยังไม่รู้จักมักคุ้น เพราะมันคือการสูญเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิงดีๆ นี่เอง นี่คือเรื่องจริง ต่อให้สิ่งที่เรายังไม่รู้จัก จะไม่เคยทำร้ายหรือกระทั่งเป็นประโยชน์ต่อเราก็ตาม

บ่อยครั้งเหลือเกินที่การเหนี่ยวรั้งตัวเองอาจเป็นแค่ผลผลิตจากความไม่คุ้นเคย และนั่นก็เป็นเพราะอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องแปลกใหม่ ไม่ว่าจะดีงามเพียงใด ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องอึดอัดใจ จนกว่าจะคุ้นเคยเสียก่อนนั่นแหละ เรื่องนี้มักชักนำให้คนเกิดความสับสนระหว่างความไม่สบายใจจากสิ่งที่ไม่คุ้นเคย กับการเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ หรือเลวร้าย หรือเป็นลางร้าย แต่ทั้งหมดนี่ก็จะเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนทางหลักจิตวิทยาเท่านั้นเอง” 

ผลลัพธ์ของการติดกับดักในกลไกนี้ ทำให้หลายคนยินยอมที่จะจมปลักอยู่กับระบบความเชื่อเดิมๆ ที่คุ้นเคย ดีกว่าการก้าวออกไปเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เราควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้เราต้องรู้สึกเปราะบาง ดังนั้น แม้เราจะรู้สึกไม่พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่สักแค่ไหน แต่เรากลับยังคงเลือกใช้ชีวิตต่อไปด้วย ‘ความเฉื่อยชา’ เพียงเพราะคิดไปตามสัญชาตญาณที่หลอกเราว่า ความคุ้นเคยคือความปลอดภัย สบายใจ และมั่นคงแล้วในชีวิต 

“คุณเชื่ออย่างไร คุณก็จะทำให้ชีวิตเป็นจริงตามนั้น…ความคิดที่คอยจำกัดคุณอยู่ก็อาจมาจากความต้องการที่จะให้ตัวเองมีความปลอดภัย บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณชื่นชอบความสบายใจจากสิ่งที่รู้จักมักคุ้น มากกว่าความไม่มั่นคงจากสิ่งที่ยังไม่รู้ เป็นเหตุให้คุณชื่นชอบความเฉื่อยชามากกว่าความตื่นเต้น ชอบคิดว่ายิ่งทุกข์ทนก็จะยิ่งมีค่ามากขึ้น หรือเชื่อว่า ในทุกๆ สิ่งที่เป็นเรื่องดีๆ ในชีวิตก็จะต้องมีเรื่องแย่ๆ เจือปนอยู่เสมอ

ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ นั้นคือเรื่องปกติในชีวิต พวกเราล้วนไม่สมบูรณ์แบบ แต่กำลังพยายามทำทุกอย่างกันอย่างสุดฝีมือ และความไม่สบายใจอันคลุมเครือนี้ก็จะผ่านพ้นไปในท้ายที่สุด 

ความสุขสบายจะคอยชี้นำมนุษย์เรา คนเหล่านั้นจะคอยเข้าหาสิ่งที่คุ้นเคยและออกห่างจากอะไรที่ไม่ใช่ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับพวกเขาก็ตาม”

หากเราปรารถนาที่จะสลัดพันธนาการเหล่านี้ทิ้งไป บริอานนาย้ำเตือนว่า จุดเริ่มต้นไม่ใช่การปลอบประโลมใจตัวเองไปวันๆ หรือการวิ่งหนีความจริง  แต่คือการเลิกปฏิเสธโอกาส เลิกผลักไสทุกความเป็นไปได้ใหม่ๆ แล้วกล้าก้าวออกมายอมรับความจริงในชีวิตอย่างตรงไปตรงมา

“ถ้าอยากเยียวยาให้ได้จริงๆ คุณจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ คุณควรต้องมีสติรู้ถึงความเชื่อแง่ลบและไม่ถูกต้อง และหันมาใช้หลักคิดที่จะช่วยคุณได้จริงๆ

ขั้นตอนแรกของการเยียวยาอะไรก็ตามแต่ คือการออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มตัว หมดเวลาที่จะเอาแต่ปฏิเสธความจริงแท้ในชีวิตและของตัวคุณเองแล้ว มันไม่สำคัญหรอกว่าชีวิตคุณจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อมองมาจากภายนอก แต่มันขึ้นอยู่กับว่าในใจคุณจะรู้สึกว่ามันเป็นอย่างไรต่างหากล่ะ 

มันไม่ใช่เรื่องปกติที่คุณจะเอาแต่เคร่งเครียด ตื่นกลัว และไม่มีความสุขอยู่ตลอดเวลา มันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องอยู่และยิ่งคุณพยายามที่จะรักตัวเอง โดยไม่ได้มองเห็นความจริงในเรื่องนี้ คุณก็จะต้องทุกข์ระทมไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว”

เพราะฉะนั้น แก่นแท้ของการรักตัวเอง จึงไม่ได้หมายถึงการตามใจหรือประคบประหงมตัวเองให้อยู่ในจุดเดิม หากแต่คือความเด็ดเดี่ยวที่จะปฏิเสธชีวิตที่เราไม่มีความสุข และกล้าหาญพอที่จะพุ่งชนกับต้นตอของปัญหาอย่างไม่หวาดหวั่น

“การกระทำอันยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงความรักตัวเองคือการเลิกยอมรับชีวิตที่คุณกำลังไม่มีความสุขกับมัน มันคือความสามารถในการออกมาพูดถึงปัญหาได้อย่างชัดเจนและทำอย่างตรงไปตรงมา

สิ่งสำคัญที่คุณต้องทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือ การดึงตัวเองให้หลุดพ้นมาจากการปฏิเสธ แล้วเดินหน้าไปหาความกระจ่างแจ้งให้ได้ว่าอะไรกันแน่ที่กำลังผิดพลาดอยู่ ณ จุดนี้ คุณจะมีทางให้เลือกเดินอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ อาจเลือกที่จะเลิกต่อล้อต่อเถียง หรือถือเอาการเปลี่ยนแปลงมาเป็นภาระหน้าที่ของตัวเอง ถ้ามัวอ้อยอิ่ง คุณก็จะยิ่งจมปลักอยู่อย่างนั้น”

หากเราตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิวัติตัวเอง บริอานนาแนะนำว่าเราจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการสำรวจและเยียวยาปมบาดแผลในจิตใจ เพื่อปลดปล่อยตะกอนทางอารมณ์ที่ค้างคา พร้อมทั้งเปลี่ยนความโกรธแค้นต่อโชคชะตาหรือผู้คน…ให้กลายเป็นเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ได้จริงๆ 

“ถ้าอยากก้าวข้ามเรื่องนี้ไปให้ได้ เราควรต้องดำเนินกระบวนการอย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการขุดหาปมลึกทางจิตวิทยาภายในใจ เราต้องระบุให้ได้ว่าอะไรคือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความบอบช้ำทางใจ ผ่อนคลายอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ได้รับการดำเนินการตามขั้นตอน มองหาหนทางที่ดีกว่าที่จะทำให้เราสมปรารถนา สร้างภาพลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ และพัฒนาหลักการพื้นฐานบางอย่างขึ้นมา เป็นต้นว่า ความฉลาดและการฟื้นคืนสภาพทางอารมณ์ให้ได้โดยเร็ว

ถ้าอยากให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปได้จริงๆ คุณก็จะต้องปล่อยให้ตัวเองหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับความโกรธแค้น ซึ่งไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนอื่น ไม่ใช่เป็นอันที่เกิดขึ้นกับสิ่งต่างๆ บนโลก แต่เป็นอันที่อยู่ภายในใจคุณเอง 

จงโกรธเกรี้ยว มุ่งมั่น และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ก่อร่างสร้างวิสัยทัศน์แบบไม่สนใจอย่างอื่นขึ้นมาจากสิ่งเดียว และเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ตรงปลายทาง นั่นคือ ความคิดที่ว่าคุณจะไม่มีวันใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่นี้อีกต่อไป”

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราตัดสินใจประกาศกร้าวอย่างเด็ดขาดกับตัวเองว่าจะไม่ขอย้อนกลับไปอยู่ ณ จุดเดิมที่เคยเหนี่ยวรั้งเราไว้ เราก็จะหลุดพ้นจากบ่วงพันธนาการในอดีตที่เคยฉุดรั้งเราอย่างแท้จริง เพราะเจตจำนงใหม่ในใจนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังเกินกว่าจะถูกทำลาย

“ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มีวันอยากรู้สึกเช่นนั้นอีก  คุณก็จะเริ่มออกเดินทางไปบนถนนแห่งการตระหนักรู้ตัวเอง การเรียนรู้ และการเติบโต ซึ่งคุณจะคิดสร้างตัวคุณขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยไม่ให้เหลือเค้าเดิมเลยสักนิด

ณ ช่วงเวลานั้น ความผิดพลาดจะกลายเป็นเรื่องนอกประเด็นไปเลย คุณจะเลิกครุ่นคิดว่าใครทำอะไรหรือคุณทำพลาดไปได้อย่างไร ขณะนั้น สิ่งเดียวที่จะคอยชี้แนะคุณอยู่เสมอเลยก็คือความคิดที่ว่า ไม่ว่าต้องแลกมาด้วยอะไร ฉันก็จะไม่มีวันยอมให้ชีวิตต้องกลับมาเป็นอย่างนี้อีกแล้ว”

ในท้ายที่สุด สิ่งที่เราต้องตระหนักคือ การจะก้าวข้ามภูผาในใจเพื่อทวงคืนชีวิตและต้อนรับตัวตนใหม่ ย่อมต้องแลกมาด้วยการรื้อถอนและละวางสิ่งเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมฟอร์ตโซน สายสัมพันธ์เดิม หรือความต้องการเป็นที่ชื่นชอบและยอมรับของผู้คน แต่นั่นคือ การถางพื้นที่เพื่อสร้างชีวิตใหม่ ที่ซึ่งตัวตนอันจริงแท้และความสุขที่คู่ควรกับเรากำลังรอคอยอยู่

“เราต้องเข้าใจกันให้ดีเสียก่อนว่า การยุติพฤติกรรมที่คอยเหนี่ยวรั้งตัวเองลงอย่างสิ้นเชิง จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในไม่ช้านี้ ชีวิตใหม่ของคุณจะต้องแลกมาด้วยชีวิตที่เคยมีมา มันจะต้องแลกมาด้วยการเคยอยู่ในพื้นที่สบาย และความเข้าใจเรื่องการกำหนดทิศทางที่คุณเคยมี มันจะแลกมาด้วยสายสัมพันธ์และเพื่อนฝูงคุณ มันจะแลกมาด้วยการเป็นที่ชื่นชอบและมีคนเข้าใจในตัวคุณ 

แต่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา ผู้คนที่เกิดมาเพื่อคุณ ก็กำลังมาพบเจอกับคุณในอีกทางฟากฝั่งหนึ่ง คุณกำลังสร้างพื้นที่สบายอันใหม่ขึ้นมาจากสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณก้าวเดินไปข้างหน้า แทนที่จะมีคนมาชื่นชอบ คุณจะเป็นที่รักของใครๆ แทนที่จะมีคนมาคอยเข้าใจ คุณก็จะอยู่ในสายตาของใครต่อใคร ทุกอย่างที่คุณต้องเสียไปคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับบุคคลที่คุณจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว 

การยังคงยึดติดอยู่กับชีวิตเดิมๆ คือการกระทำแรกและสุดท้ายของการเหนี่ยวรั้งตัวเองเอาไว้ และเราต้องเตรียมละวางมันให้หมด หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอันแท้จริงให้ได้อย่างเต็มตา”

แม้ภูผาตรงหน้าอาจดูสูงชันและน่าหวาดหวั่นเพียงใด แต่เหมือนอย่างที่บริอานนาบอกเรามาตลอด…ว่าก้าวแรกของการทลายมัน ไม่ใช่การพยายามไปเปลี่ยนโลกภายนอก หากแต่เป็นการที่เรากล้าถอดหน้ากากเพื่อยอมรับความจริง ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันอย่างมีวินัย และก้าวข้ามระบบความเชื่อของการเป็น ‘ตัวเราเองคนเดิม’ เพื่อเปิดทางให้ตัวตนใหม่ได้เติบโตงอกงามในแบบที่เราใฝ่ฝัน

Tags:

ชีวิตอุปสรรคThe mountain is youพฤติกรรมเหนี่ยวรั้งตัวเอง

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Book
    ไม้บรรทัดของยมทูต: เมื่อความตายคือจุดหมายของชีวิต

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • How to enjoy life
    เปลี่ยนเรื่องร้ายๆ ในชีวิต(ที่เรารับมือได้)ให้กลายเป็นแรงขับดัน

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Perfect Days: เพราะวันที่ดีคือวันที่ได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง 

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    ไร้ประโยชน์ ก็ใช่ว่าไร้ค่า: บ้านที่มีแมวขี้โกหก กับหมาในจินตนาการ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    คาบเรียนจริยปรัชญา: เมื่อคำถามชีวิตตอบในการ์ตูน

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP2: เสียงพลิกโฉมระบบของนักเรียน (Transformative Student Voice – TSV) คืออะไร
Transformative learning
7 September 2026

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP2: เสียงพลิกโฉมระบบของนักเรียน (Transformative Student Voice – TSV) คืออะไร

เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ 2 ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดย Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado บทที่ 1 What Is Transformative Student Voice? ร่วมกับการเพิ่มเติมแนวคิดของผู้เขียน

โรงเรียนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ประกาศอุดมการณ์ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีนักเรียนที่หลุดออกจากสังคมในห้องเรียน หรือในโรงเรียน จากต้นเหตุปัจจัยทางสังคมของนักเรียนเอง เช่นเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว รวมทั้งต้นเหตุแนวคิดแบบเก่าในระบบการศึกษา และในสังคม ที่มีส่วนกดทับการเจริญเติบโตด้านความเป็นผู้ริเริ่ม (Agency) หรือภาวะผู้นำ (Leadership) ของเด็ก จากความคิดเก่าว่าผู้ใหญ่รู้ดีกว่าเด็กในทุกด้าน เด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่   

TSV คือเครื่องมือที่ทำให้นักเรียนไม่เพียงเป็นศูนย์กลางในห้องเรียนและโรงเรียนเท่านั้น ยังทำให้นักเรียนเป็นผู้นำ หรือผู้ร่วมนำ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง

การพลิกโฉมหรือการปฏิรูปโรงเรียน  

การพัฒนาโรงเรียนมี 2 แบบ คือแบบปรับปรุง (บางด้าน) (Improvement) กับแบบพลิกโฉม (Transformation หรือ Reform) เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า แบบแรกไม่ได้ผล เพราะระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ถูกต้องทั้งมิติ เหตุผล (Logic) เป้าหมาย (Purpose) และโครงสร้าง (Structure)

TSV จะนำสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จึงเป็นกลไกสู่การพลิกโฉมโรงเรียน

จากประสบการณ์ 20 ปี ของผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice เมื่อถามความเห็นนักเรียน ให้บอกประเด็นที่ตนคับข้องใจ มักจะได้คำตอบวนเวียนอยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียนและโรงเรียน (Belonging) การได้รับการยอมรับนับถือ (Respect) และการมีโอกาสแสดงความคิดเห็น (Voice) เป็นประเด็นที่ครูและผู้ใหญ่มักนึกไม่ถึง   

ข้อมูลจากกิจกรรม TSV ของโรงเรียนในเครือข่ายของผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice ในช่วง 3 ปี พบว่าร้อยละ 46 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมและความแตกต่างหลากหลาย (Equity & Diversity) ร้อยละ 30 เกี่ยวกับการมีสิทธิ์มีเสียง (Student Voice) ต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ร้อยละ 13 เป็นเรื่องสุขภาพ (Health & Wellness) ขอย้ำว่านี่คือข้อมูลของโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา ที่นักเรียนเป็นคนขาวกับคนผิวสีประมาณครึ่งต่อครึ่ง   

TSV มีที่มาอย่างไร

จุดเริ่มต้นของ TSV มาจากการดำเนินการปฏิรูปโรงเรียนแบบเน้นที่ความเสมอภาคหรือความเท่าเทียม (Equity-Focused School Reform) ใช้สำนึกรู้เชิงวิพากษ์ (Critical Consciousness) ในการพัฒนาภาวะผู้นำของนักเรียน และใช้เครื่องมือ Youth Participatory Action Research (YPAR) หรือการวิจัยปฏิบัติการร่วมกันของเยาวชน ในการนำความคิดสู่การปฏิบัติและเรียนรู้จากการปฏิบัติหรือประสบการณ์ ที่หนุนให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม (Student Engagement) ได้พัฒนาความเป็นผู้ริเริ่ม (Agency) และเกิดสำนึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Belonging)   

 สำนึกรู้เชิงวิพากษ์ (Critical Consciousness) เสนอโดย Paolo Freire ในหนังสือ Pedagogy of the Oppressed (1970) มีสาระสำคัญคือการศึกษาแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า “Banking Concept of Education” เป็นระบบที่ผู้สอนจะ “ฝาก” ความรู้เข้าไปในตัวผู้เรียน ซึ่งทำให้ผู้เรียนเป็นเพียงภาชนะที่รับข้อมูล ไม่ได้มีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์หรือสร้างความรู้ของตนเอง ระบบนี้กดทับศักยภาพของผู้เรียน และทำให้พวกเขาไม่สามารถมองเห็นความไม่ยุติธรรมหรือปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมได้ Freire เสนอว่าการศึกษาที่แท้จริงควรนำไปสู่การพัฒนา “สำนึกรู้เชิงวิพากษ์” ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้เรียน (ผู้ถูกกดขี่) ตระหนักรู้ถึงสภาพการณ์การถูกกดขี่ของตนเอง รวมถึงสาเหตุเชิงโครงสร้างทางสังคมของปัญหานั้นๆ การตระหนักรู้นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับรู้ปัญหา แต่รวมถึงการพัฒนาความสามารถในการคิดวิพากษ์ และลงมือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เพื่อปลดปล่อยตนเองและสังคม มีคำอธิบายแนวคิดของ Paolo Freire เรื่อง Critical Pedagogy (การเรียนการสอนเชิงวิพากษ์) ที่น่าสนใจมาก เข้าชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=rNZpTsZDIBo  

การศึกษาต้องไม่มีเป้าหมายเพียงเพื่อพัฒนาบุคคลหรือนักเรียนเป็นรายปัจเจกเท่านั้น ต้องครอบคลุมเป้าหมายเพื่อพัฒนาสังคมภาพรวมด้วย

ทีมผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice ริเริ่มหลักสูตรเชิงวิพากษ์ (Critical Pedagogy) ในปี ค.ศ. 2008 โดยคิดเครื่องมือ CCI (Critical Civic Inquiry) – ตั้งคำถามวิพากษ์สังคม ส่งเสริมให้นักเรียนกล้านำปัญหาที่นักเรียนประสบด้วยตัวเองขึ้นมาวิพากษ์ร่วมกัน เพื่อค้นหารากเหง้าของปัญหา ที่ซ่อนเร้นอยู่ในสังคม และร่วมกันหาทางแก้ไข    

นำสู่การค้นพบว่า ต้องเปลี่ยนโรงเรียนที่โครงสร้างในระดับพลิกโฉม (Structural Transformation) ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน โดยนักเรียนเป็นพลังร่วมพลิกโฉมโรงเรียน เป็นที่มาของคำว่า Transformative Student Voice (TSV)       

ทำไมต้องใช้ TSV

การเรียนรู้ในยุคปัจจุบันและอนาคตต้องไม่ใช่การเรียนรู้ในระดับจำและเข้าใจ ซึ่งเป็นระดับล่างสุดสองระดับใน Bloom’s Taxonomy of Learning ต้องไปให้ถึงการวิเคราะห์ (Analyze) และสร้างความรู้และสมรรถนะ (Create) ของตนเอง ที่เป็นการเรียนรู้ระดับสูงสุด    

การเรียนรู้ที่มีเป้าหมายระดับนี้ ต้องผ่านการเรียนรู้ในสถานการณ์จริง โดยการปฏิบัติร่วมกันของนักเรียน หนุน (Facilitate) โดยครู และประเด็นที่นำมาเรียนรู้ได้ดีที่สุดคือปัญหารอบตัวนักเรียน ที่ส่วนใหญ่ครูและผู้ใหญ่ไม่ตระหนักหรือมองข้าม เพราะไม่ใช่ปัญหาของตน (หรือในหลายกรณีตนคือตัวต้นเหตุของปัญหา โดยไม่รู้ตัว)

ปัญหาที่กดทับนักเรียนอยู่นี้ ส่งผลให้ผลการเรียนที่วัดโดยการสอบอยู่ในระดับต่ำ และการพัฒนานักเรียนด้านทักษะเชิงสังคมและอารมณ์ไม่ได้รับการดูแล TSV ที่พัฒนาขี้นโดยทีมผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ช่วยยกระดับการเรียนรู้ทั้งสองด้านดังกล่าวได้จริง คือผลการเรียนดีขึ้น และพฤติกรรมทางสังคมก็ดีขึ้นด้วย ผมได้เล่าข้อมูลหลักฐานผลงานของโรงเรียนวัดสลักเพชร อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ที่การจัดการเรียนรู้แนวจิตศึกษา ที่นำโดยครูใหญ่วิเชียร ไชยบัง แห่งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา หนุนให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างชัดเจน ไว้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/721165  

องค์ประกอบสำคัญของ TSV

TSV เป็นกระบวนการเชิงระบบที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในการเปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อร่วมกันหารากเหง้าของปัญหา ร่วมกันหาวิธีการแก้ไข และร่วมกับผู้ใหญ่ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหานั้น เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเรียนรู้ในโรงเรียน นำสู่การพลิกโฉม (Transformation) กระบวนทัศน์ด้านนโยบาย และแนวทางปฏิบัติ นำสู่การพัฒนาครบด้าน (Holistic Development) ของนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาตัวตน หรือความมั่นใจในตนเอง   

เป็นกระบวนการที่มีความร่วมมือเป็นภาคีหรือหุ้นส่วน (Partnership) ระหว่างนักเรียนกับครูและผู้ใหญ่อื่นๆ ในการจัดวงเสวนา นำเอาคำถามหรือข้อคิดเห็นของเด็กต่อสิ่งรอบตัว มาวิเคราะห์พิจารณาและตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ ผ่านการทำงานวิจัยหาข้อมูลหลักฐาน อย่างจริงจัง (YPAR – Youth Participatory Action Research) โดยมีนักเรียนเป็นแกนนำหรือแกนนำร่วมกับผู้ใหญ่ นำสู่กระบวนการทางสังคมและการเมือง ในการวางระบบใหม่เพื่อแก้ปัญหานั้นในระดับถอนรากถอนโคน สู่ระบบปฏิบัติใหม่ในโรงเรียน และในเขตพื้นที่การศึกษา   

องค์ประกอบ 5 ประการของ TSV   

  1. โอกาสเชิงระบบ ที่เปิดโอกาสต่อเนื่อง
  2. การตั้งคำถามที่รากเหง้าของปัญหา
  3. การลงมือดำเนินการแก้ไข
  4. การมีผู้ใหญ่เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ
  5. ร่วมกันลองประยุกต์นโยบาย และวิธีการใหม่                    

กระบวนทัศน์ TSV (TSV Mindset) 

กระบวนการ TSV จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้เกี่ยวข้องหลากหลายฝ่าย ที่นำสู่การเปลี่ยนวัฒนธรรมในโรงเรียน และสังคมโดยรอบ การเปลี่ยนแปลงนี้ นำสู่ปัจจัยความสำเร็จของ TSV คือ

  • การเป็นหุ้นส่วนระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่ ซึ่งขึ้นกับกระบวนทัศน์หุ้นส่วนภายใต้ปฏิสัมพันธ์แนวระนาบ ไม่ใช่ผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือ โดยผมขอเสริมว่า ในบริบทสังคมไทย เยาวชนต้องรู้จักแสดงความเคารพผู้ใหญ่ โดยไม่สูญเสียสภาพการเป็นหุ้นส่วนในระนาบเดียวกัน   
  • พัฒนาการด้านสังคม-การเมือง ตามแนวทาง Socio-Political Development – SPD 5 ระดับ ของ Roderick (Rod) Watts และคณะ อันได้แก่ (1) ระยะไม่ตระหนักรู้ (Acritical Stage) ยังไม่ตระหนักถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม มองเห็นปัญหาเป็นเรื่องปกติหรือเป็นธรรมชาติของสังคม (2) ระยะปรับตัว (Adaptive Stage) เริ่มตระหนักถึงความไม่เป็นธรรม แต่เลือกปรับตัวเข้ากับระบบ มักยอมรับสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (3) ระยะก่อนวิพากษ์ (Precritical Stage) เริ่มตั้งคำถามกับโครงสร้างหรือระบบที่กดทับ มีความรู้สึกไม่พอใจแต่ยังไม่ลงมือเปลี่ยนแปลง (4) ระยะวิพากษ์ (Critical Stage) (5) ระยะปลดปล่อย (Liberation Stage) ลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังทั้งในระดับตนเองและสังคม มีทักษะและความมั่นใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
  • การออกแบบระบบเพื่อการเปลี่ยนแปลงโรงเรียน: วางนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในระดับโรงเรียนจำเป็นต้องอาศัย “การออกแบบระบบ” (Systems Design) ซึ่งเป็นกรอบคิดที่ช่วยให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบเดิม กำหนดขอบเขตของการตั้งคำถาม และสร้างทางเลือกใหม่ๆ สำหรับอนาคตที่ปรารถนา ไม่ใช่เพียงปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย แต่ต้องตั้งต้นจากคำถามว่า “ระบบที่ดีควรเป็นอย่างไร” มากกว่ายอมรับสิ่งที่เป็นอยู่

การออกแบบระบบเพื่อความเสมอภาค มีความท้าทายทั้งในเชิงเทคนิค มาตรฐานทางสังคม และการเมือง เพราะทั้งมนุษย์และระบบต่างๆ มักต่อต้านการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นมุ่งเน้นความเป็นธรรมและการกระจายอำนาจ

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ คือ การวาง “นักเรียน” ไว้เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายหรือแนวปฏิบัติในโรงเรียนนักเรียนต้องมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและรูปแบบของการเรียนรู้

แนวคิดนี้ต่อยอดจากงานของ Charles Reigeluth และแนวทาง Human-Centered Design โดยเน้นการสร้าง “เจ้าของร่วม” ในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะนักเรียน พร้อมทั้งปลูกฝังให้โรงเรียนเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ที่มีวิธีคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ระบบการศึกษาควรเป็น และควรเปลี่ยนแปลง

องค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนแปลงระบบที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่

  • สร้างความเป็นเจ้าของร่วม: ทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักเรียน ต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
  • พัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้: โรงเรียนต้องเปิดรับการเรียนรู้ และปรับตัว อย่างต่อเนื่อง
  • เข้าใจและบริหารกระบวนการเปลี่ยนแปลง: ครูและผู้บริหารต้องเข้าใจหลักการออกแบบระบบ และจัดการการเปลี่ยนแปลงในบริบทของโรงเรียน
  • การออกแบบระบบเช่นนี้ เป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูปโรงเรียนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างอนาคตที่นักเรียนทุกคนมีบทบาทและศักยภาพสูงสุดในระบบการศึกษาที่เป็นธรรมและยั่งยืน
  • เยาวชนเป็นศูนย์กลาง ในกรอบการออกแบบระบบการศึกษาที่กว้างขึ้น แนวคิดที่โดดเด่นคือการวางเยาวชนเป็นศูนย์กลาง โดยยึดประสบการณ์ชีวิต ความฝัน และความซับซ้อนของเยาวชนเป็นแกนหลัก โรงเรียนต้องจัดสรรเวลาและพื้นที่ให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ทำวิจัย เสนอแนวทางนโยบาย และสื่อสารกับบุคลากรในโรงเรียนและเขตพื้นที่อย่างจริงจัง โดยคัดเลือกนักเรียนที่สะท้อนความหลากหลายและให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ด้อยโอกาสที่สุดในระบบ นอกจากนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายต้องพร้อมเปิดใจพูดคุยอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอำนาจ สิทธิพิเศษ อัตลักษณ์ และระบบที่กดขี่นักเรียน พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในสามด้านสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่ ความเสมอภาคทางการศึกษา และการวิจัยเชิงมีส่วนร่วม

อะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ TSV

TSV (Transformative Student Voice) ไม่ใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็นหรือการมีตัวแทนในกิจกรรมทั่วไป เช่น แบบสอบถามหรือกิจกรรมที่ผู้ใหญ่กำหนดหัวข้อ TSV ต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มนักเรียนแกนนำ ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในประเด็นที่ตนเองให้ความสำคัญ

ไม่ได้เพื่อสนับสนุนวาระ หรือเป้าหมายของผู้ใหญ่ แต่เพื่อการเปลี่ยนแปลงจากภายในของเยาวชนเอง เน้นการมีอำนาจร่วม และการสร้างพื้นที่ ที่ให้ความหมายต่อการเรียนรู้และการเติบโตทางสังคม   

TSV จึงเป็นมากกว่าการมีสิทธิเลือกหรือแสดงความคิดเห็น คือเป็นกระบวนการปลดปล่อยศักยภาพและเสียงของเยาวชนอย่างลึกซึ้งและเปลี่ยนแปลงระบบได้จริง

รู้ได้อย่างไร ว่า TSV ได้ผล

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทีมผู้เขียนได้ร่วมมือวิจัยกับเขตการศึกษาหลากหลายรูปแบบทั่วสหรัฐฯ เพื่อนำแนวคิด TSV ไปใช้จริงในโรงเรียน และศึกษาผลลัพธ์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยใช้วิธีสังเกตในชั้นเรียน สัมภาษณ์ กลุ่มสนทนา วิเคราะห์โครงการ YPAR และใช้แบบประเมินพฤติกรรมด้านจิตสำนึกทางสังคม (Critical Reflection), การมีส่วนร่วมทางการเมือง, ภาวะผู้นำ และการมีตัวตนทางชาติพันธุ์ พบว่า นักเรียนที่ร่วมใน TSV มีระดับการคิดวิเคราะห์และการมีส่วนร่วมทางสังคมสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วม และยิ่งเข้าร่วมหลายปี ยิ่งมีแนวโน้มลงมือทำเพื่อส่วนรวมมากขึ้น

หลักสูตร CCI ที่หนุน TSV ยังส่งผลดี ต่อความผูกพันกับโรงเรียน และพัฒนาการด้านอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของนักเรียน นักเรียนรู้สึกว่าโรงเรียนมีความหมายกับชีวิต และช่วยพัฒนาทักษะร่วมมือ รวมทั้งรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเพื่อความยุติธรรมทางสังคม ขณะเดียวกัน ครูที่ร่วมโครงการก็พัฒนาแนวคิดเรื่องอำนาจร่วม และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนมากขึ้น

แม้การเปลี่ยนแปลงระดับโรงเรียนจะเกิดยากกว่า แต่มีกรณีศึกษาที่แสดงว่า TSV ที่มีความต่อเนื่องสามารถเปลี่ยนวัฒนธรรมโรงเรียนให้ยุติธรรมและเข้าใจพัฒนาการของนักเรียนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามงานนี้ไม่เพียงเน้นผลลัพธ์ แต่ยังเปิดเผยความขัดแย้ง ความท้าทาย และข้อจำกัดของการปฏิรูปเชิงความเสมอภาคที่ขับเคลื่อนโดยนักเรียน ซึ่งมักท้าทายระบบอำนาจเดิมในโรงเรียน

กล่าวใหม่ได้ว่า ผลกระทบหรือผลสำเร็จของ TSV มี 2 แบบ คือผลสำเร็จในการพลิกโฉมระบบ กับผลสำเร็จด้านการเรียนรู้ความซับซ้อนของปัญหาสังคม     

บูรณาการสองแนว

งานด้าน TSV ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นที่ระดับชั้นเรียน แต่ผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice ต้องการชวนผู้นำทางการศึกษาให้มองไกลกว่านั้น คือขับเคลื่อน “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ” ด้วยการ “บูรณาการ TSV ในแนวดิ่ง” (Vertical Integration) เพื่อให้เสียงของนักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของระบบในทุกระดับ ตั้งแต่ห้องเรียนไปถึง ระดับเขต และกระทรวง

การขยายแนวนอน (Horizontal Scaling) เช่น ขยายจำนวนครูที่ใช้ TSV หรือเพิ่มโครงการนักเรียน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การเปลี่ยนระบบจริง ต้องขยายแนวดิ่ง … ฝังคุณค่าของการมีส่วนร่วมของนักเรียนเข้าไปในโครงสร้างการบริหาร

เช่น ระดับคณะกรรมการเขต (Board) ควรมีตัวแทนนักเรียน ระดับผู้อำนวยการเขตการศึกษาควรมีการประชุมประจำกับนักเรียน ระดับฝ่ายวิชาการควรให้นักเรียนร่วมพัฒนาหลักสูตร มีส่วนในการจ้างครู ประเมินครู วางแผนพัฒนาวิชาชีพ และประเมินระดับของการมีอำนาจร่วมระหว่างครูกับนักเรียน

ในเขตขนาดใหญ่ อาจตั้ง “สำนักงานบริหารเสียงนักเรียน” (Student Voice Office) เขตขนาดกลางอาจมีผู้ประสานงาน TSV (Student Voice Coordinator) ส่วนเขตเล็ก ผู้นำโรงเรียนควรรับหน้าที่นี้เอง

เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ “เสียงของนักเรียน” กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างถาวรของระบบ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริม หรือแนวปฏิบัติของครูบางคน แต่เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของโรงเรียนและทั้งระบบการศึกษา

ความท้าทาย

ความท้าทายสำคัญของ TSV ไม่ใช่แค่เรื่องทรัพยากร เวลา หรือโครงสร้าง แต่คือ “ความไม่ไว้วางใจนักเรียน” ที่ฝังลึกในระบบการศึกษา ครูและผู้ใหญ่จำนวนมากยังเชื่อว่านักเรียนไม่พร้อม มีความกลัวว่าตนเองจะสูญเสียอำนาจหรือไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญอีกต่อไป ขณะที่ระบบโรงเรียนเองก็ออกแบบมาให้ควบคุมนักเรียนมากกว่าฟังเสียงนักเรียน

ในห้องเรียน TSV มักถูกขัดขวางโดยวิธีสอนแบบเดิมที่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง ไม่สอดคล้องกับการประเมินที่เน้นสอบเฉพาะด้านความรู้ และขาดการพัฒนาวิชาชีพที่สนับสนุนครู ส่วนระดับโรงเรียนและเขตมีปัญหาเรื่องเวลา ความต่อเนื่อง การเปลี่ยนนโยบายที่ช้า และความคิดแบบตัดสินนักเรียนจากมุมผู้ใหญ่ (Adultism) หรือมองว่านักเรียน “ขาด” ความสามารถมากกว่าเห็นศักยภาพ

จุดเปลี่ยนจึงอยู่ที่การ “เชื่อ” ในความเป็นมนุษย์และศักยภาพของนักเรียน

สรุปว่า TSV เป็น “เสียงพลิกโฉมระบบ” ของนักเรียน ที่ต้องผ่านกระบวนการหาข้อมูลหลักฐาน ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล และการตรวจสอบสะท้อนคิดหาความหมายร่วมกับภาคีที่หลากหลาย (ดังจะกล่าวถึงในบทต่อๆ ไป) ก่อนเอาไปนำเสนอต่อกลไกตัดสินใจ โดยเป็นที่ตระหนักว่า เป็นกิจกรรมที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องระยะยาว มีการรับงานต่อของนักเรียนรุ่นต่อรุ่น อาจผ่านภารกิจของนักเรียนหลายรุ่น กว่าจะส่งผลพลิกโฉมระบบตามเป้าหมาย โดยนักเรียน (และครู) ได้เรียนรู้และพัฒนาหลากหลายทักษะในเส้นทางของการฝึกปฏิบัติการ TSV ที่ส่งผลดีต้อการเรียนรู้ด้านวิชาการด้วย     

สามารถอ่านบทความ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1 ได้ที่นี่

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม

Tags:

Transformative Student Voiceระบบการศึกษาหนังสือศ.นพ.วิจารณ์ พานิชพลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา

Author:

illustrator

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และได้ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) ดำรงตำแหน่งกรรมการของหน่วยงานและมูลนิธิหลายแห่ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    การศึกษาของกระป๋องมีฝัน และที่ทางให้ตัวเองได้เบ่งบาน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • BookEarly childhood
    พลังแห่งวัยเยาว์: ขอผู้ใหญ่ ‘อย่าเข้าไปยุ่ง’ เด็กเล็กควรเล่นอิสระมากกว่าฝึกฝน

    เรื่องและภาพ ณิชากร ศรีเพชรดี

  • Voice of New Gen
    หนังสือ ‘WIZES’ เสกการท่องจำเป็นเข้าใจด้วย INFOGRAPHIC

    เรื่อง รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา ภาพ ณัฐชานันท์ กล้าหาญ

  • Creative learningBook
    FINNISH LESSONS 2.0 : การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่อยู่นอกห้องเรียน

    เรื่อง The Potential

‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ คุณธรรมที่เด็กออกแบบเองและพกกลับบ้านได้: โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)
Creative learning
7 September 2026

‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ คุณธรรมที่เด็กออกแบบเองและพกกลับบ้านได้: โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)

เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • จากโครงงานความดี สู่นวัตกรรม ‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ (CBK Good Bank) พื้นที่บันทึกความตั้งใจและการลงมือทำความดีในทุกๆ วัน ก่อนขยายผลจาก ‘โรงเรียน’ สู่ ‘บ้าน’ ด้วยแนวคิด ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’
  • ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนแต่ละห้อง สำรวจปัญหาใกล้ตัว หรือว่าความดีที่อยากทำ อีกทั้งเป็นพื้นที่ในการร่วมกันสร้างพฤติกรรมเชิงบวกที่มองเห็นได้ โดยเปลี่ยนจากคำสอนลอยๆ ให้กลายเป็น คุณธรรมอัตลักษณ์ (Identity Morals) และ พฤติกรรมบ่งชี้เชิงบวก (Key Behavior Indicators)
  • ‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ จึงไม่ได้เป็นเพียงสมุดบันทึกความดีธรรมดา แต่มีกระบวนการในการพัฒนาคุณธรรมให้กับเด็กๆ ทำให้เห็นถึงความตั้งใจ และเห็นการเปลี่ยนแปลงจากการทำความดีทีละเล็กทีละน้อย ท้ายที่สุดแล้วพฤติกรรมเชิงบวกที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นนิสัยติดตัวเด็กๆ ไปตลอด 

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนโลกไปอย่างรวดเร็ว บทบาทของสถานศึกษาหรือโรงเรียน นอกจากการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีทักษะความรู้รอบด้านแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรทำควบคู่กันไปก็คือ การพัฒนาจิตใจและจริยธรรม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อสิ่งยั่วยุ และเสริมคุณลักษณะของเด็กให้พร้อมที่จะเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคม

จากแนวคิดสู่แนวทางการสนับสนุนให้สถานศึกษาออกแบบการเรียนรู้เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้ ‘โครงการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม’ โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมกว่า 500 โรงเรียน และหนึ่งในต้นแบบสถานศึกษาที่พิสูจน์ว่าพลังความดีสามารถส่งต่อได้ ก็คือ โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี 

โรงเรียนแห่งนี้ได้ออกแบบการเรียนรู้ผ่านโครงงานความดี โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทั้งโรงเรียน จนได้นวัตกรรม ‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ (CBK Good Bank) พื้นที่บันทึกความตั้งใจและการลงมือทำความดีในทุกๆ วัน ก่อนขยายผลจาก ‘โรงเรียน’ สู่ ‘บ้าน’ ด้วยแนวคิด ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ เพื่อเป็นการหล่อหลอมให้เด็ก ครอบครัว และชุมชน ร่วมกันก้าวเดินบนวิถีแห่งโรงเรียนคุณธรรม ร่วมกันสร้างสังคมที่น่าอยู่และยั่งยืนอย่างแท้จริง

ครูอรรถพร ฟักแฟง และ ครูทองหลั่น เวียนนอก โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)

จุดเริ่มต้นจากปัญหาเล็กๆ สู่การลงมือทำจริง 

เส้นทางสู่โรงเรียนคุณธรรมของโรงเรียนชุมชนบ้านกลับ เริ่มจากการมองเห็นปัญหาที่เด็กยังขาดระเบียบวินัยและความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นของเล่นที่กระจัดกระจายหลังเลิกเล่น รองเท้าที่วางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ หรือเศษขยะที่บดบังความสะอาดในพื้นที่ส่วนรวม กลายมาเป็นโจทย์สำคัญที่คุณครูไม่ได้เลือกที่จะแก้ไขด้วยการออกคำสั่งหรือทำโทษ หากแต่ใช้ ‘โครงงานความดี’ เป็นเครื่องมือที่ชวนเด็กๆ คิด วิเคราะห์ และมองเห็นผลกระทบจากพฤติกรรมเหล่านั้นด้วยตนเอง จนนำมาสู่การลงมือแก้ปัญหา ที่ขับเคลื่อนโดยตัวนักเรียนเอง ควบคู่ไปกับการมี ‘สมุดธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ (CBK Good Bank) เป็นพื้นที่บันทึกความตั้งใจและการลงมือทำในทุกๆ วัน เปลี่ยนหน้าที่ที่น่าเบื่อให้กลายเป็นความภาคภูมิใจที่พวกเขาสามารถสัมผัสได้จริง

“จุดเริ่มต้นของเรานะคะ เราไม่ได้มองว่าเด็กนักเรียนเป็นเด็กไม่ดี แต่เรามองว่าจะพัฒนาเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างไร อย่างเด็กเล็กๆ น้องอนุบาลเราอยากจะฝึกให้เขาเก็บของเป็นระเบียบ ในระดับประถมเราต้องการให้เขาเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย ส่วนพี่ระดับมัธยมเราต้องการให้เขามีภาวะผู้นำ มีจิตอาสา มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และมีความตระหนัก รักท้องถิ่น โรงเรียนของเราต้องการพัฒนาส่งเสริมคุณธรรมให้กับนักเรียนทุกคน แต่ถ้าเราทำเฉพาะในโรงเรียนมันจะไม่เกิดความยั่งยืน เราอยากจะให้ทุกคนมีส่วนร่วมโดยโรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครองร่วมมือกันส่งเสริมการทำความดีของเด็กๆ เน้นย้ำว่าไปในทิศทางเดียวกันค่ะ”

ครูทองหลั่น เวียนนอก โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) หนึ่งในครูผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนคุณธรรม กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการบ่มเพาะคุณธรรมให้กับเด็กๆ

“เราเชื่อว่า การทำความดี ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมเพียงกิจกรรมเดียว หรือจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องร่วมมือกันทั้งผู้บริหาร คุณครู ตัวนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ที่จะส่งต่อความดีเล็กๆ ของเด็กไปในทิศทางเดียวกัน นำมาร้อยเรียงกันและเชื่อมโยงความดีเข้าด้วยกันค่ะ” 

ในการออกแบบการเรียนรู้ ‘โครงงานความดี’ โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) ใช้แนวทาง 4+6 โมเดล ของมูลนิธิยุวพัฒน์ เป็นกรอบในการพัฒนาคุณธรรมของโรงเรียนทั้งระบบ โดยปรับให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนกลายเป็น ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนแต่ละห้อง สำรวจปัญหาใกล้ตัว หรือว่าความดีที่อยากทำ อีกทั้งเป็นพื้นที่ในการร่วมกันสร้างพฤติกรรมเชิงบวกที่มองเห็นได้ โดยเปลี่ยนจากคำสอนลอยๆ ให้กลายเป็น คุณธรรมอัตลักษณ์ (Identity Morals) และ พฤติกรรมบ่งชี้เชิงบวก (Key Behavior Indicators) 

ทั้งนี้ คุณธรรมอัตลักษณ์ที่โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) กำหนดเป็นเป้าหมายในการส่งเสริมให้เด็กมี 6 อย่างด้วยกัน ได้แก่ วินัยดี มีความรับผิดชอบ รอบคอบจิตอาสา นำพาความซื่อสัตย์ ปฏิบัติความพอเพียง และคู่เคียงกตัญญู

ครูอรรถพร ฟักแฟง โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) หนึ่งในครูผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนคุณธรรม เล่าต่อว่า 

“นักเรียนแต่ละห้องเรียนของเราจะมีปัญหาและวิธีการแตกต่างกันไป อย่างเช่น ชั้นป.3 ก็ทำโครงงานเรื่องเดินดีชีวีปลอดภัยขึ้นมา ครูหลายๆ ท่านน่าจะเจอปัญหาคล้ายๆ กันใช่ไหมคะ นั่นคือ ลูกๆ เด็กๆ ของเราวิ่งบนอาคารเรียน พอจะเดากันได้ไหมคะว่า เหตุการณ์ต่อไปคืออะไรคะ ลื่น ล้ม ตกบันได และสุดท้ายโดนคุณครูดุด้วย เด็กๆ ก็เลยคิดแก้ปัญหาตรงนี้ขึ้นมา แล้วก็ผลลัพธ์ของเขาก็เป็นที่น่าพึงพอใจค่ะ”

อีกหนึ่งตัวอย่างโครงงานในระดับประถมศึกษาที่น่าสนใจ เช่น ‘นี่ของฉัน…นั่นของเธอ’ สร้างวินัยและคุณธรรมพื้นฐานผ่านการให้นักเรียนรู้จักแยกแยะของของตัวเองและของของผู้อื่น ไม่หยิบของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง 

ทั้งนี้ครูทองหลั่นกล่าวเสริมว่า “สิ่งสำคัญเลยนะคะ เราไม่ได้นับที่จำนวนโครงงานที่เกิดขึ้นหรือว่าชื่อกิจกรรมโครงงานที่สวยงาม แต่เราอยากให้นักเรียนได้เรียนรู้ว่า ปัญหาที่เขาพบ เขามีวิธีการแก้ไขอย่างไร และเมื่อแก้ไขแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง รวมไปถึงความดีที่เขาอยากทำเขาจะทำอะไร และทำอย่างไร”

ส่งต่อความดีจาก ‘โรงเรียน’ สู่ ‘บ้าน’ 

จากโจทย์ที่โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) เห็นร่วมกันว่า ทำอย่างไรให้การทำความดี เกิดขึ้นได้ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน? เกิดเป็น ‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ (CBK Good Bank) ซึ่งเป็นตัวช่วยเชื่อมเรื่องราวการทำความดีของเด็กๆ ส่งต่อการทำความดีจากโรงเรียนสู่บ้าน และเปลี่ยนนามธรรมของคำว่า ‘ความดี’ ให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ผ่านสมุดความดีและโครงงานที่เด็กๆ ร่วมใจกันทำ 

ครูอรรถพร เล่าว่า “ถ้านักเรียนหยุดอยู่แค่ห้องเรียน ไม่ได้ส่งต่อกลับไปยังที่บ้าน พอกริ่งดังปุ๊บ ความดีที่เขาทำอาจจะหยุดลงแค่ที่โรงเรียน แต่ที่โรงเรียนเรามีวงจรความดี วิถีบ้านกลับ โดยนักเรียนก็จะเกิดความคิด คิดอะไร คิดที่จะแก้ไขปัญหา หรือคิดพัฒนาค่ะ ต่อไปเมื่อเจอปัญหาแล้ว คิดแล้วก็ลงมือทำค่ะ เมื่อลงมือทำเกิดการบันทึก รับรอง ชื่นชม สุดท้ายความดีนั้นก็จะส่งต่อให้คนอื่นรับรู้ และสร้างแรงบันดาลใจต่อไปค่ะ”

โดยสมุดบันทึกความดี เป็นการสร้างแรงจูงใจเชิงบวก เก็บสะสมดอกเบี้ยความดี สามารถถอนความดีออกมาแลกเป็นเกียรติบัตร หรือรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้นักเรียน และเมื่อกลับบ้านพ่อแม่ผู้ปกครองร่วมสังเกตและบันทึกการทำความดีที่บ้าน เช่น ช่วยทำงานบ้าน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ทุกการทำดีมีความหมายและมีคนมองเห็น และสนับสนุนการทำความดีของลูก เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น รวมถึงร่วมทำสิ่งนั้นไปพร้อมๆ กันกับลูก 

‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ จึงไม่ได้เป็นเพียงสมุดบันทึกความดีธรรมดา แต่มีกระบวนการในการพัฒนาคุณธรรมให้กับเด็กๆ ทำให้เห็นถึงความตั้งใจ และเห็นการเปลี่ยนแปลงจากการทำความดีทีละเล็กทีละน้อย ท้ายที่สุดแล้วพฤติกรรมเชิงบวกที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นนิสัยติดตัวเด็กๆ ไปตลอด 

“จากการทำงานผ่านวงจรความดี วิถีบ้านกลับ เด็กๆ ที่นี่ไม่ได้รอให้ครูบอกอย่างเดียว แต่เด็กๆ จะคอยสังเกตและเข้าไปช่วยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง นักเรียนของเราได้มีพื้นที่ในการคิด เลือก และลงมือทำความดีด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาบังคับเขาเลย ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจ แล้วก็ได้รับการยอมรับจากเพื่อน คุณครู แล้วก็ผู้ปกครอง เกิดเป็นวิถีในการทำความดี”

นอกจากนี้ คุณครูยังได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักเรียน โดยใช้การเสริมแรงเชิงบวก เพื่อสร้างบรรยาการที่ปลอดภัยและเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ เช่น การชื่นชมที่ความพยายาม เน้นชมความตั้งใจและวิธีการมากกว่าผลลัพธ์ รวมถึงไม่จับผิด แต่พยายามมองหาพฤติกรรมดีๆ เพื่อสร้างกำลังใจในการทำความดี 

“สำหรับคุณครู โรงเรียนของเรามีนวัตกรรมที่สามาถพัฒนานักเรียนได้อย่างเป็นระบบด้วย และเราก็พยายามปรับเปลี่ยนมายเซ็ตคุณครูให้มองที่พฤติกรรมเชิงบวก อย่างเช่น นักเรียนทำไมไม่ใส่รองเท้า นักเรียนคะทำไมวันนี้นักเรียนไม่ต่อคิวรับอาหารคะ เราก็จะเปลี่ยนมายเซ็ตคุณครูค่ะ เป็นพฤติกรรมเชิงบวกของนักเรียนแทน อย่างเช่น วันนี้น่ารักจังเลยค่ะ ใส่รองเท้าไม่เหยียบส้นด้วย วันนี้เดินต่อแถวเหมือนมดเลย อันนี้ก็จะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่จะช่วย เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาความดีของเด็กๆ ค่ะ”

เพราะทุกครั้งที่การทำความดีถูกมองเห็นและได้รับการชื่นชม เครือข่ายความดีจะถูกเชื่อมต่อและขยายออกไปเรื่อยๆ ตามแนวคิด ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’

บทความนี้ เรียบเรียงจากงาน Show & Share เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘บนเส้นทางสร้างคนดี สู่สังคมที่ยั่งยืน’ ห้องที่ 3: เพาะพันธุ์คนดี ‘การบูรณาการคุณธรรมสู่การเรียนรู้และวิถีชีวิตในสถานศึกษา’ นำเสนอโดย ครูทองหลั่น เวียนนอก และ ครูอรรถพร ฟักแฟง โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)

Tags:

ความดีโรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)โรงเรียนคุณธรรมการปรับพฤติกรรมเด็กเชิงบวก

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Related Posts

  • positive-parenting-nologo
    Adolescent Brain
    Positive Parenting: เลี้ยงลูกด้วย ‘จิตวิทยาเชิงบวก’ เสริมสร้างสมองที่แข็งแกร่ง

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • School mental health-2
    Social Issue
    ‘รอคอยไม่ได้ เครียดเบื่อหน่าย กลั่นแกล้งกัน ไม่มีเพื่อน’ สัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพจิตของเด็กวัยว้าวุ่น: พญ.ศุทรา เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Creative learning
    ‘บอร์ดเกม’ เปลี่ยนห้องเรียนแสนน่าเบื่อให้กลายเป็นสนามสนุกคิด: โรงเรียนวัดวังเรือน จังหวัดพิจิตร

    เรื่อง The Potential

  •  The Road: ถึงโลกล่มสลาย…แสงสว่างยังอยู่ในใจเธอเสมอ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Family Psychology
    เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก พ่อแม่จะการประคองอารมณ์ตัวเองและอารมณ์ลูกอย่างไร

    เรื่อง The Potential ภาพ PHAR

We Need To Talk About Kevin: บางที ‘ปีศาจ’ อาจเป็นเพียงเด็กหลงทางที่ใช้ความรุนแรงเรียกร้องความรักจากแม่
Playground
4 September 2026

We Need To Talk About Kevin: บางที ‘ปีศาจ’ อาจเป็นเพียงเด็กหลงทางที่ใช้ความรุนแรงเรียกร้องความรักจากแม่

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • We Need To Talk About Kevin เป็นภาพยนตร์แนวจิตวิทยาระทึกขวัญที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Lionel Shriver บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ ‘อีวา’ แม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวด หลัง ‘เควิน’ ลูกชายของเธอก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการสังหารหมู่ในโรงเรียนอย่างเลือดเย็น
  • ตัวหนังใช้การเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ตั้งแต่ช่วงเวลาที่อีวาตั้งท้องโดยไม่พร้อม พฤติกรรมอันผิดปกติของลูกชายที่ค่อยๆ ก่อตัว ไปจนถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนและกระอักกระอ่วนระหว่างแม่ลูกที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
  • หัวใจของภาพยนตร์จึงไม่ใช่การหาเหตุผลว่า “ทำไมเควินถึงกลายเป็นฆาตกร” หากแต่เป็นการชำแหละความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวระหว่างแม่กับลูก และพาเราไปสัมผัสกับ ‘ตราบาป’ อันหนักอึ้งที่อีวาต้องแบกรับไปตลอดชีวิต

“มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมสัญชาตญาณความเป็นแม่จริงหรือ? หรือความจริงแล้ว…ความรักของแม่ไม่ใช่สิ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นพันธะหน้าที่ที่สังคมบังคับให้ต้องมี”

หนึ่งในคำถามที่ผุดขึ้นในใจระหว่างรับชม We Need To Talk About Kevin ภาพยนตร์จิตวิทยาระทึกขวัญ ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Lionel Shriver บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ ‘อีวา’ แม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวด หลัง ‘เควิน’ ลูกชายวัย 15 ปีของเธอก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการสังหารหมู่ในโรงเรียนอย่างเลือดเย็น

ต้องยอมรับว่านี่คือภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องในชีวิตที่ผมขอรับชมเพียงแค่ครั้งเดียว ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นหนังที่แย่ แต่มันสร้างความหดหู่และทำให้ผมถึงกับ ‘ซึม’ ไปหลายวัน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นก็ตาม

ตัวหนังเลือกเล่าเรื่องแบบตัดสลับไปมาระหว่าง ‘อดีต’ อันขมขื่น กับ ‘ปัจจุบัน’ ที่พังทลาย 

ภาพของอีวาในปัจจุบันที่ต้องทาสีบ้านใหม่เพื่อลบสีแดงที่ถูกคนในชุมชนสาดใส่ คือภาพแทนของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับ ‘ตราบาป’ จากการเป็นแม่ของฆาตกร การถูกสังคมพิพากษาตราหน้าจนแทบไร้ที่ยืน และการต้องใช้ชีวิตแต่ละวันราวกับเป็นนักโทษนอกเรือนจำ เพราะไม่ว่าเธอจะถูกนินทา ก่นด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือถูกใช้กำลังต่อร่างกายและทรัพย์สิน อีวาก็จะก้มหน้ายอมรับ ไม่ปริปากบ่น พร้อมมองว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรแล้วกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น 

เหมือนกับฉากสั้นๆ ที่เธอถูกผู้เผยแผ่ศาสนาถามว่า รู้ไหมว่าจะไปอยู่ที่ไหนในชีวิตหลังความตาย? ซึ่งอีวาตอบกลับแทบจะในทันทีว่า “รู้สิ แน่นอนอยู่แล้ว ฉันกำลังจะดิ่งตรงลงไปในนรก ถูกจองจำและหมกไหม้ไปชั่วกัลปวสาน ฉันต้องรับโทษทัณฑ์ทั้งหมดนั่นแหละ ขอบคุณที่ถามนะ…โอเคไหม?” 

ความเจ็บปวดทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า ตราบาปที่อีวาต้องแบกรับเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่? ซึ่งผมขอออกตัวก่อนว่าเราไม่อาจชี้นิ้วไปที่เหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ว่าเป็นเพราะตัวเควินเป็นปีศาจมาเกิด เป็นเพราะการเลี้ยงดูของคนเป็นแม่ หรือเป็นเพราะสภาพแวดล้อมและสังคม เพราะสุดท้ายแล้วเควินก็คือส่วนผสมของทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด โดยเฉพาะส่วนผสมสำคัญที่เรียกว่า ‘ความรักของแม่’ ที่ผมอยากจะนำมาแลกเปลี่ยนกับทุกคน 

ความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวและนรกในใจของอีวาไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เกิดเหตุสังหารหมู่ หากแต่มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่วันแรกที่เธอตั้งท้องโดยไม่พร้อม จากสาวนักเขียนชีพจรลงเท้าผู้หลงใหลในการเดินทาง การมีลูกจึงไม่ต่างจากการโดนยึดอิสรภาพ แถมยังต้องบอกลางานที่รักเพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ความเครียดและความรู้สึกปฏิเสธลึกๆ จึงเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งผมเชื่อว่าลูกในท้องก็สามารถสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของแม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก 

สิ่งที่น่าเห็นใจอีวาอย่างที่สุด คือเควินเป็นเด็กเลี้ยงยากราวกับพระเจ้าตั้งใจจะลงโทษเธอ สมัยเป็นทารกเขามักจะแผดเสียงร้องไม่หยุดไม่หย่อนจนเธอแทบสติแตก ด้วยเหตุนี้ทำให้เธอแก้ปัญหาแบบผิดๆ ด้วยการเข็นรถลูกไปจอดข้างๆ ไซต์งานก่อสร้าง เพียงเพื่อให้เสียงเครื่องจักรกลบเสียงร้องนั้น ต่างกับเวลาที่อยู่ในอ้อมกอดพ่อ…เควินกลับสงบเรียบร้อยและไม่เคยอาละวาดเลยสักครั้ง

ผมชอบความเห็นของนักวิจารณ์ต่างประเทศท่านหนึ่งที่บอกว่า “We Need To Talk About Kevin เป็นเรื่องราวสยองขวัญของแม่ หรืออีกนัยหนึ่งคือเรื่องราวสยองขวัญเกี่ยวกับความเป็นแม่” เพราะหากการแผดร้องของทารกเป็นเรื่องปกติทั่วไปก็คงพอทำใจยอมรับได้ แต่หลังผ่านพ้นช่วงทารก เควินก็เริ่มตอกย้ำให้ผู้ชมเชื่อว่าเขาคนนี้คือฝันร้ายของคนเป็นแม่จริงๆ

ในวัยที่เด็กๆ เริ่มสื่อสารด้วยภาษา เควินกลับเงียบเฉยจนอีวาคิดกังวลไปต่างๆ นานา ว่าลูกมีปัญหาด้านการได้ยินหรืออาจเป็นออทิสติก ทว่าเมื่อพาไปพบแพทย์ ผลตรวจกลับชี้ชัดว่าเควินสมบูรณ์ปกติดีทุกประการ ทำให้หลังจากวันนั้น อีวายิ่งทวีความสงสัยในตัวลูก กระทั่งครั้งหนึ่งที่เธอเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้เป็นอย่างมาก ถึงขั้นพูดต่อหน้าลูกชัดๆ ว่า 

“ก่อนจะมีเจ้าเควินตัวน้อยน่ะ แม่มีความสุขมากเลย รู้หรือเปล่า ตอนนี้ ทุกเช้าที่แม่ตื่นขึ้นมา แม่ก็อยากจะไปอยู่ที่ฝรั่งเศส” 

ไม่ว่าเควินจะได้ยินแล้วจะแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ หรือฟังไม่ออกจริงๆ สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อคือ ‘สายตา’ ของอีวาได้ส่งตรงความรู้สึกนั้นไปยังก้นบึ้งของหัวใจลูกแล้วว่า…เขาคือความผิดหวังและไม่ได้เป็นที่ต้องการของแม่ 

พอเควินเริ่มพูดได้ อีวาก็พบว่าลูกชายกวนประสาทเธออย่างชาญฉลาดมากขึ้น ต่อหน้าพ่อทำตัวเป็นเด็กดี แต่ลับหลังเวลาอยู่กับเธอ เควินจะชอบทำให้บ้านเลอะเทอะไปด้วยคราบอาหาร การพ่นสีทำลายผนังห้องส่วนตัวของแม่ (ขณะที่พ่อมองว่าเป็นธรรมดาของเด็กผู้ชายหลายบ้าน) หรือแม้กระทั่งฉากชวนคิด อย่างการที่เควินจงใจขับถ่ายใส่ผ้าอ้อมที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่สดๆ พร้อมจ้องหน้าแม่ด้วยสายตาที่ท้าทาย จนทำให้อีวาฟิวส์ขาดและเหวี่ยงตัวเควินด้วยความโมโหจนเขาแขนหัก 

ในฉากนี้ อาจมองได้ว่าเควินตั้งใจยั่วโมโหแม่ เรียกร้องความสนใจ หรือเขาอาจใช้อุจจาระเป็น ‘อาวุธเชิงอำนาจ’ ในการควบคุมแม่ เพราะสำหรับเด็กทั่วไป การหัดกลั้นหรือฝึกขับถ่ายอย่างเป็นที่เป็นทางคือการเรียนรู้ระเบียบ แต่สำหรับเควิน การขับถ่ายคล้ายเป็น ‘อาวุธเดียว’ ที่เขาสามารถใช้ควบคุมอารมณ์ของแม่ได้ ยิ่งเขารู้ว่าสิ่งนี้ทำให้แม่เสียสมาธิและหันมาสนใจเขาได้ทันที เขาจึงใช้มันเป็นเครื่องมือในสงครามประสาท ทั้งที่ตกดึกคืนนั้น เควินสามารถลุกไปเข้าห้องน้ำได้เองเป็นครั้งแรกโดยไม่มีใครสอนอีกด้วย

นอกจากนี้ผมยังอดสงสัยไม่ได้ในฉากที่พ่อถามเควินด้วยความตกใจที่เห็นลูกใส่เฝือก ทว่าเควินกลับโกหกพ่อเพื่อปกป้องแม่ในทำนองว่าเป็นเขาที่พลาดตกลงพื้นระหว่างเปลี่ยนผ้าอ้อม เพราะมุมหนึ่งจะมองว่าเควินปกป้องแม่ด้วยความรักก็ได้ หรือจะมองในมุมดาร์กๆ ก็ได้เช่นกันว่ามันคือการแบล็คเมลทางอารมณ์ระหว่างเขากับแม่ และเป็นสัญลักษณ์ของการถือไพ่เหนือกว่าของเควิน…ทำให้แม่ติดอยู่ในกับดักของความรู้สึกผิดตลอดไป 

เพราะไม่ว่าหลังจากนั้นเขาจะกวนประสาทหรือทำร้ายจิตใจเธอแค่ไหน อีวาก็จะไม่กล้าตอบโต้ราวกับต้องการชดใช้หนี้บางอย่างให้กับเควิน…แม้กระทั่งฉากสลับที่ตัดมายังภาพของเควินในเรือนจำ เขาก็ยังคงเอานิ้วลูบไล้และชี้ไปยังแผลเป็นที่แขนและบอกกับแม่ว่า 

“ความจริงใจที่สุดที่แม่มอบให้ผมยังไงล่ะ แม่รู้ไหมว่าเขาฝึกแมวอึยังไง เขาจะเอาจมูกของมันจิ้มไปที่อึของตัวมันเอง มันไม่ชอบ มันเลยต้องมีกระบะทราย”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ การถูกแม่มองด้วยสายตาเอือมระอา การถูกดุ ถูกทำร้ายร่างกาย และการถูกเมินเฉย ล้วนสั่นคลอนพัฒนาการรากฐานของเควินเป็นอย่างมาก เพราะในช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 7 ขวบ เด็กจะเรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส การลงมือทำ และการลอกเลียนแบบอารมณ์พฤติกรรมของผู้ใหญ่ มากกว่าการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล 

ถึงตรงนี้ต้องย้ำอีกครั้งว่า เรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าผ่าน ‘มุมมองของอีวา’ ผมจึงไม่ได้เชื่อสิ่งที่เธอถ่ายทอดทั้งหมด เพราะมันอาจเป็นการตีความตามอคติในใจ พูดให้ง่ายขึ้นคือถ้าเรื่องนี้ถูกเล่าผ่านสายตาของคนเป็นพ่อ เราก็อาจได้เห็นหนังคนละม้วน 

เมื่อความคิดว่า ‘ลูกคือภาระ’ ถูกฝังลงในใจตั้งแต่แรก สายตาที่อีวามองลูกจึงอาจบิดเบือนไปตามความเชื่อนั้น เพราะแม่ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง 

ในหลายฉากผมยอมรับว่าแอบเห็นใจเควิน โดยเฉพาะการที่แม่คิดว่าเขามองเธอด้วยสายตากวนประสาทมาตลอดชีวิต อาจเพราะชีวิตจริงในวัยเด็กของผมเองก็ถูกพ่อแม่ตีบ่อยๆ ด้วยเรื่องนี้ ทั้งที่ในใจผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิด…ที่ผมมอง เพราะผมต้องการความรัก อยากเรียกร้องการยอมรับและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเหมือนกับที่พ่อแม่มีให้กับพี่น้องของผม และบางครั้งผมเพียงพยายามจะอ่านอารมณ์ของพวกเขาผ่านสายตาต่างหาก แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่มักไม่เคยรับฟังเหตุผลนั้น แถมยังหาว่าผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

การที่เควินไม่เข้าใจตัวเอง เขาจึงชอบสร้างปัญหาเพื่อเรียกร้องความสนใจ แม้รู้ทั้งรู้ว่าเขาจะถูกด่าหรืออาจถูกตี แต่อย่างน้อยที่สุด เวลาที่ก่อเรื่อง แม่ก็มักจะหันมามองเขา เพราะในเวลาอื่น แม่ก็มักจะหมกมุ่นอยู่กับงาน…หลังจากที่เธอมีโอกาสได้กลับมาทำอาชีพที่รักอีกครั้ง 

ความสัมพันธ์อันน่าหวาดระแวงนี้ถูกท้าทายยิ่งขึ้น หลังอีวาตั้งท้องอีกครั้ง เธอพยายามโน้มน้าวให้เควินดีใจที่จะมีเพื่อนเล่น และบอกเขาว่าถ้าชินแล้วก็จะรู้สึกชอบน้องไปเอง แต่เควินกลับช็อตฟีลแม่อย่างเจ็บแสบว่า

“การที่เราคุ้นเคยกับอะไรสักอย่าง ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องชอบมันสักหน่อย เหมือนแม่ที่คุ้นเคยกับผมไง” 

หลังจาก ‘ซีเลีย’ น้องสาวลืมตาดูโลก เควินก็แสดงความผิดปกติทางจิตอย่างชัดเจน โดยแฟนภาพยนตร์บางส่วนมองว่าเขามีอาการของ ‘โรคไซโคพาธ’ (Psychopath) หรือโรคบุคลิกภาพผิดปกติที่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ต่อต้านสังคม ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และยึดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง เขาไม่เคยแสดงความรักต่อน้องเลย แถมยังคอยด่าทอ กลั่นแกล้ง และเป็นต้นเหตุให้น้องสาวต้องสูญเสียดวงตาจนต้องใส่ตาเทียม พร้อมเอ่ยคำพูดสุดชิลหลังจากที่พ่อกับแม่บอกให้เขาช่วยดูแลน้องเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า 

“ทำไมอ่ะ…นี่แปลว่าพ่อจำตอนเด็กไม่ได้สิเนี่ย ซีเลียแค่ต้องรับมันให้ได้น่ะ”

หากมองให้ลึกเข้าไปในกรณีนี้ ผมสังเกตถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า อีวาตั้งท้องเควินในขณะที่เธอไม่พร้อม ทั้งยังไม่เคยมีประสบการณ์ของการเป็นแม่มาก่อน เธอจึงเลี้ยงเควินราวกับภาระที่จำใจต้องแบกรับ ผ่านสายตาและท่าทีที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก ต่างจากน้องสาวที่ถือกำเนิดขึ้นในวันที่เธอ ‘พร้อม’ เป็นแม่เต็มตัว ทำให้เควินยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำว่ายังไงซะ…เขาก็เป็นลูกที่แม่ไม่รักและไม่เคยต้องการ

นอกจากนี้ สิ่งที่ผมแปลกใจมากๆ คือแม้อีวาจะออกอาการปกป้องลูกสาวจากเควินด้วยความหวาดระแวง แต่เธอกลับไม่เคยพาลูกชายไปพบจิตแพทย์เลยสักครั้ง ตรงนี้อาจจะมองได้ว่าเธอเคยปรึกษากับสามี แต่สามีกลับรู้สึกว่าเธอมีอคติและจับผิดเควินมาโดยตลอด เขาจึงเหน็บแนมภรรยาด้วยคำพูดว่า

“ตอนแรกก็ว่าลูกร้องมากไป แล้วก็ไม่ค่อยพูด แถมยังพูดแต่ภาษาตัวเองอีกต่างหาก มันน่ารำคาญมาก จากนั้นก็มีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำอีก เด็กคนอื่นไม่เห็นเป็นเลย เห็นไหม มันเหมือนเป็นความแค้นส่วนตัวเลย”

เมื่อพ่อกับแม่ต่างปล่อยผ่านในเรื่องดังกล่าว ท้ายที่สุดเหตุการณ์ก็นำพาเควินไปถึงจุดที่เขาก่อเหตุสะเทือนขวัญในลักษณะวางแผนเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยเควินไม่ได้เพียงก่อเหตุสังหารหมู่ในโรงเรียน เพราะก่อนจะเดินทางออกจากบ้าน เขาก็ได้ปลิดชีพพ่อและน้องสาวของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

โศกนาฏกรรมครั้งนั้นพรากทุกอย่างไปจากอีวา ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ว่า ทั้งหมดนี้คือผลผลิตจากความผิดปกติทางจิตของเด็ก หรือบาดแผลจากความเย็นชาที่เขาได้รับจากคนเป็นแม่กันแน่? 

ในมุมของผม ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม่คือ ‘จำเลยคนสำคัญ’ ที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อเหตุสะเทือนขวัญ การถือกำเนิดจากความไม่ต้องการ และการเติบโตผ่านสายตาที่ถูกมองเป็นภาระ ล้วนส่งผลกระทบต่อความคิด จิตใจ และบุคลิกภาพของเด็กได้เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ 

ทว่าสิ่งที่สะเทือนใจที่สุด คือฉากสุดท้ายของเรื่อง เมื่ออีวาเดินทางไปเยี่ยมเควินที่เรือนจำเยาวชนในวาระครบรอบ 2 ปี ก่อนที่เขาจะถูกส่งย้ายไปขังยังคุกผู้ใหญ่ เธอถามลูกชายตรงๆ ว่าทำไมถึงทำแบบนั้น ทว่าเควินผู้เคยอวดดีกลับตอบด้วยสายตาอันสับสนว่า “ผมเคยคิดว่ารู้ครับแม่…แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจแล้ว” ซึ่งผมมองว่าคำตอบนี้สลัดภาพ ‘ปีศาจโดยกำเนิด’ ของเควินหลุดออกไปทันที เพราะหากเขาเป็นโรคจิตไร้หัวใจโดยสมบูรณ์ เขาจะไม่เกิดความสับสนหรือกลัวอนาคตเลย แต่ความสับสนนี้เผยให้เห็นว่า เกราะป้องกันตัวอันโหดร้ายที่เขาสร้างมาตลอดชีวิต กำลังพังทลายลงเมื่อเขาต้องก้าวเข้าสู่โลกผู้ใหญ่โดยไม่มี ‘แม่’ ให้เขายั่วโมโหอีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น คำตอบของเควินทำให้เราได้เห็นว่า แท้จริงแล้วเขาก็อาจเป็นเพียงเด็กหลงทางที่ใช้ความรุนแรงเรียกร้องความรักจากแม่ และในวินาทีนั้นเอง อีวาไม่ได้แสดงท่าทีของการผลักไสไล่ส่งเขาอีกต่อไป เธอเพียงแค่อ้าแขนโอบกอดลูกชายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งผมรู้สึกว่า มันอาจเป็นสัญชาตญาณความเป็นแม่ของอีวาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น หรือไม่ก็อาจเป็นอ้อมกอดของแม่ที่ตั้งใจเยียวยาบาดแผลของกันและกัน…แม้ในวันที่ทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว

Tags:

ความรุนแรงความสัมพันธ์ครอบครัวwe need to talk about kevin

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • love-hate-relationship-nologo
    Relationship
    Love-Hate Relationship: จะอยู่อย่างไรให้ไหว เมื่อคนในครอบครัวคือคนที่ทั้งรักและเกลียด?

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Ghostlight: การสูญเสียจะตามหลอกหลอนจนกว่าจะถึงเวลาเผชิญหน้ากับมัน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Modern love : ไม่จำเป็นต้องลืมคนเก่า-ถูกแทน หัวใจเรารักได้มากกว่านั้น

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Relationship
    Asexual ชีวิตที่อยู่นอกกรอบเรื่องรักใคร่

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Movie
    Yes Day: ขอให้มีสักวันที่แม่จะไว้ใจและให้พื้นที่อิสระพอที่เราจะใช้ชีวิตในแบบของตนเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

‘ครูพลอย พิชัยยา’ ครูที่มีอยู่จริงของเด็กปฐมวัย ผู้เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้กลายเป็นฐานทุนชีวิต
Unique TeacherCreative learning
2 September 2026

‘ครูพลอย พิชัยยา’ ครูที่มีอยู่จริงของเด็กปฐมวัย ผู้เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้กลายเป็นฐานทุนชีวิต

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • ครูพลอย พิชัยยา แห่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 จ.เชียงราย ใช้ประสบการณ์กว่า 30 ปี เปลี่ยนกิจวัตรธรรมดาอย่างการกิน นอน เล่น กอด เล่า และช่วยเหลือตัวเอง ให้กลายเป็นพื้นที่ฝึก EF และทักษะชีวิตของเด็กปฐมวัย
  • สำหรับครูพลอย การพัฒนาเด็กไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเพิ่มกิจกรรม แต่คือการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เด็กทำอยู่ทุกวัน แล้วค่อยๆ ออกแบบกิจวัตรเหล่านั้นให้กลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กได้คิด ลงมือทำ และฝึกจัดการตัวเอง
  • เพราะเด็กหนึ่งคนไม่ได้เติบโตด้วยคนคนเดียว ครูพลอยเชื่อว่าเด็กต้องมีทั้ง ‘แม่ที่มีอยู่จริง’ และ ‘ครูที่มีอยู่จริง’ พร้อมครอบครัว ครู และชุมชนที่ร่วมกันวางรากฐานชีวิตให้แข็งแรงตั้งแต่ปฐมวัย

หลายคนอาจมองว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องอาศัยหลักสูตรที่ดี ห้องเรียนที่มีคุณภาพ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบมาอย่างดี แต่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดกลับเริ่มจาก ‘ครูที่มีอยู่จริง’ และ ‘พ่อแม่ที่มีอยู่จริง’

เบื้องหลังแนวคิดนี้กลั่นกรองจากประสบการณ์กว่า 30 ปีของ ‘ครูพลอย’ พลอย พิชัยยา ครูชำนาญการพิเศษ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 ผู้เกิดและเติบโตในอำเภอเชียงของ ครูพลอยเริ่มทำงานที่ศูนย์แห่งนี้ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี หลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และอยู่กับงานนี้มาตลอด ด้วยความรักเด็ก เธอไม่เคยหยุดเรียนรู้ และพยายามพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรียนต่อด้านการบริหารรัฐกิจ การศึกษาปฐมวัย รวมถึงการมองหากระบวนการใหม่ๆ ที่จะทำให้การดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็ก ไม่ใช่แค่การรับฝากเลี้ยง แต่เป็นการวางรากฐานชีวิตที่แข็งแรงให้กับพวกเขา

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน ครูพลอยมองว่า การเรียนรู้ของเด็กไม่จำเป็นต้องเกิดจากกิจกรรมที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่เสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่เด็กทำอยู่ทุกวัน หากผู้ใหญ่มองเห็นคุณค่าของกระบวนการเหล่านั้น

การกินข้าว การเก็บรองเท้า การรอคิว การกอด การเล่น หรือการเล่านิทาน ล้วนเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้ฝึกคิด วางแผน ยับยั้งชั่งใจ เรียนรู้ที่จะรอคอย และค่อยๆ ดูแลตัวเอง โดยไม่ต้องมีบทเรียนพิเศษหรือแบบฝึกหัดเพิ่มเติม

เพราะสำหรับเด็กปฐมวัย สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ‘เรียนอะไร’ หากคือ กระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งค่อยๆ วางรากฐานของทักษะสมอง (Executive Functions: EF) และทักษะที่จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครูพลอยจึงค่อยๆ ทดลองและพัฒนาวิธีนำกิจวัตรเหล่านี้มาใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็ก ก่อนจะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย หรือ  ICAP (Integrated Child – Centered Active Learning project) ซึ่งเข้ามาเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและต่อยอดสิ่งที่เธอทำมาให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

ปัจจุบันแนวทางการจัดการเรียนรู้ของศูนย์เด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 ได้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และเป็นแรงบันดาลใจให้ครูจากศูนย์อื่นเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้

เมื่อโลกของเด็กเปลี่ยน วิธีดูแลก็ต้องเปลี่ยนตาม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าหลักการพื้นฐานของการดูแลเด็กปฐมวัยจะยังเหมือนเดิม แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่แตกต่างออกไปคือพฤติกรรมของเด็กที่เข้ามายังศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งครูพลอยเริ่มเห็นอาการน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ

“เมื่อก่อนตั้งแต่ครูเริ่มทำงาน เด็กไม่เหมือนปัจจุบันนะคะ สมัยก่อนเด็ก 40 กว่าคน บางที 45 คน มีครู 1 คน พี่เลี้ยง 1 คน เรายังอยู่กันได้ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วค่ะ ครูเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดๆ ตั้งแต่ประมาณปี 2564 หลังโควิดมา รู้สึกเลยว่าครู 1 ต่อเด็ก 10 คน บางทียังแทบจะดูแลไม่ไหว เพราะพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไป มีหลายๆ พฤติกรรมที่เราไม่ค่อยเจอในเด็กสมัยก่อน เราก็มาวิเคราะห์กันว่า น่าจะมาจากช่วงโควิดที่เด็กต้องอยู่กับครอบครัว และเด็กอยู่กับโทรศัพท์มากขึ้นค่ะ

พ่อแม่อาจจะเข้าใจว่าเด็กอยู่กับโทรศัพท์แล้วนิ่ง อยู่กับจอทีวีแล้วสบาย แต่พอเด็กมาอยู่กับเราที่ศูนย์ เขาอยู่ไม่ได้ บางคนมีพฤติกรรมสมาธิสั้น ที่เราเรียกกันว่า ‘ออ(ทิสติก)เทียม’ บางคนก็เหม่อลอย แล้วบางส่วนที่เราเจอคือ พูดไม่ได้ เพราะการอยู่กับจอมันเป็นการสื่อสารทางเดียวค่ะ”

และไม่ใช่แค่การสังเกตของครูพลอยเท่านั้น ผลการประเมินพัฒนาการของเด็กในศูนย์ ซึ่งพิจารณาจากพัฒนาการ 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ก็พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน ปัจจุบันทางศูนย์จึงมีการนำ DSPM คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย มาใช้ร่วมด้วยเพื่อให้ได้ข้อมูลให้ละเอียดมากขึ้น โดยในช่วงปี 2567–2568 พบว่าปัญหาด้านพฤติกรรมและพัฒนาการเริ่มชัดเจน เด็กบางคนไม่พูด พูดช้า หรือพูดไม่ชัด ขณะที่การทำงานร่วมกับศูนย์เด็กเล็กอื่นๆ ในอำเภอเชียงของ ก็สะท้อนภาพเดียวกันว่า ปัญหาที่พบมากเป็นลำดับต้นๆ คือด้านภาษาและสติปัญญา

ทว่าการมองเห็นปัญหาเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ครูพลอยมองว่าในการดูแลเด็กเล็ก ผู้ดูแลต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับเด็กและสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งนอกจากครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลักของเด็กต้องเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เพราะพื้นที่ในการเติบโตของเด็กปฐมวัย ไม่ใช่แค่ในศูนย์เด็กเล็ก หากแต่คือ ‘บ้าน’ พื้นที่ที่เด็กใช้เวลามากที่สุด นั่นทำให้โจทย์ยากอยู่ที่การทำงานกับผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็ก 

“บางคนเราจะเจอว่า หลานเขาเก่งมากเลยนะ ลูกเขาเก่งมากเลยนะ ขวบกว่า สองขวบ เริ่มเขี่ยโทรศัพท์ ทำโน่นทำนี่ได้หมดแล้ว ซึ่งมันขัดกับสิ่งที่เราเห็นค่ะ บางทีผู้ปกครองก็สะท้อนกลับมาว่า อยู่บ้านเขาอยู่ได้เป็นชั่วโมงนะ ทำไมมาอยู่โรงเรียนแล้วคุณครูบอกว่าลูกเขาไม่นิ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาให้ความรู้กับผู้ปกครองว่า สิ่งที่เขาเห็นว่าเด็กนั่งอยู่กับโทรศัพท์ได้นานๆ มันไม่ได้หมายความว่าเด็กมีสมาธิ

เราก็เลยเสนอเรื่องนี้เข้าไป ทางเทศบาลก็ตั้งงบประมาณไว้ในเทศบัญญัติเลยว่า ต้องมีการอบรมผู้ปกครอง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็ชี้ให้เห็นว่าผู้ปกครองต้องมาทุกคน เราจะบอกเขาว่า เราไม่ได้มาเพื่อลูกของเราคนเดียว แต่ต้องมองไปถึงลูกข้างบ้านด้วย 

ต้องมองไปถึงอนาคตว่า ต่อให้ลูกเราเป็นเด็กดี แต่ถ้าลูกข้างบ้านกลายเป็นเด็กแว้น สุดท้ายเขาก็มาชวนลูกเราอยู่ดี เพราะฉะนั้นสภาพสังคมทั้งหมดต้องร่วมมือกัน อย่างที่บอกค่ะว่า เด็ก 1 คน ต้องช่วยกันดูแลทั้งตำบล ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง”

เมื่อโลกของเด็กเปลี่ยนไป ครูพลอยเชื่อว่า คำตอบไม่ได้อยู่ที่การทำให้เด็กกลับไปเป็นเหมือนเดิม หากอยู่ที่การปรับวิธีดูแลให้สอดคล้องกับโลกที่พวกเขากำลังเติบโต

‘กิน นอน กอด เล่น เล่า’ เปลี่ยนกิจวัตรธรรมดาเป็นทักษะชีวิต

ครูพลอยเริ่มศึกษาและทดลองเรื่องการส่งเสริมทักษะสมอง EF อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2562 ในช่วงที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมลงมือปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะสมอง EF แต่เมื่อนำมาใช้กับเด็กวัย 2–3 ขวบ เธอกลับพบว่า กิจกรรมที่ผู้ใหญ่มองว่าเหมาะกับการเรียนรู้ อาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความพร้อมของเด็กทุกวัยเสมอไป

แต่แทนที่จะคิดว่าจะต้อง ‘เพิ่ม’ กิจกรรมใหม่เข้าไปในหนึ่งวันของเด็ก ครูพลอยจึงเริ่มมองในสิ่งที่เด็กทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน และต่อยอดแนวคิดดังกล่าวจนกลายมาเป็น 7 วิธีง่ายๆ ที่ใช้กิจวัตรประจำวันเป็นพื้นที่ฝึกทักษะสมอง EF

“ครูเอาวิธีเสริมสร้าง EF 7 วิธีมาใช้ค่ะ ก่อนหน้านี้ครูเคยเอา EF ในเรื่องของการลงมือปฏิบัติมาใช้กับเด็ก ซึ่งมันเป็นกระบวนการ แล้วเราก็เห็นว่าเด็กเรียนรู้ได้นะ พอมาคิดต่อว่าเด็กของเราอายุแค่ 2–3 ขวบ จะทำอย่างไรให้เด็กได้ใช้ทักษะสมองส่วนหน้าให้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่ยาก ก็เลยออกมาเป็น 7 วิธีง่ายๆ ที่อยู่ในทักษะชีวิตประจำวันเลย คือ กิน, นอน, กอด, เล่น, เล่า, ช่วยเหลือตัวเอง และทำงานบ้าน

อย่างเรื่อง ‘กิน’ เราก็ออกแบบให้กินเป็นที่ กินเป็นเวลา ให้เด็กกินเอง พอกินเสร็จก็ล้างเอง เราเริ่มจากแบบนี้ค่ะ ส่วน ‘นอน’ เด็กต้องปูที่นอนเอง แล้วก็ต้องเก็บเอง ก่อนนอนจะมีการสวดมนต์ ทำสมาธิ และเล่านิทานให้เด็กฟัง”

หากมองจากสายตาของผู้ใหญ่ การกินข้าวหรือปูที่นอนอาจเป็นเพียงกิจวัตรที่ต้องทำให้เสร็จ แต่สำหรับเด็กเล็ก กระบวนการระหว่างทางนั้นสำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์ เพราะทุกครั้งที่เด็กได้ลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ก็คือการเรียนรู้ไปพร้อมกัน

แต่ชีวิตในศูนย์เด็กเล็กไม่ได้มีเพียงการฝึกให้เด็ก ‘ทำด้วยตัวเอง’ สำหรับครูพลอย ความสัมพันธ์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และนั่นคือเหตุผลที่คำว่า ‘กอด’ ถูกวางไว้ท่ามกลางกิจวัตรทั้ง 7 อย่าง

“ส่วนเรื่อง ‘กอด’ เราก็มีวิธีการกอดหลายๆ แบบ อย่างเวลาผู้ปกครองมาส่งเด็ก ถ้าเป็นคุณพ่อคุณแม่โดยตรง ไม่ใช่ญาติ เราก็ให้กอดเด็กก่อนที่จะส่งให้คุณครู พอกอดกับผู้ปกครองเสร็จ ก็มากอดกับคุณครู หลังจากนั้นเด็กต้องเริ่มช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่มาถึงศูนย์เลยค่ะ ต้องเก็บรองเท้าเอง เก็บกระเป๋าเอง ช่วงเช้าเราก็จะมีเพลง มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ให้เด็กได้กอดกับเพื่อน เป็นการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างเด็กกับเพื่อน และระหว่างเด็กกับคุณครู”

จากอ้อมกอดของคนในครอบครัวสู่อ้อมกอดของครูและเพื่อน การเดินเข้าศูนย์ในแต่ละเช้าจึงไม่ใช่การตัดเด็กออกจากบ้าน หากเป็นการค่อยๆ เชื่อมให้เด็กก้าวเข้าสู่การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และเมื่อกิจวัตรดำเนินต่อไป เด็กก็เริ่มรับผิดชอบมากกว่าข้าวของของตัวเอง ทั้งการผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ใน ‘กลุ่มบริการ’ และกิจวัตรประจำวันอย่างการเข้าห้องน้ำ ล้างมือ หรือดื่มน้ำ ซึ่งถูกออกแบบให้เด็กเรียนรู้และทำซ้ำได้ด้วยตัวเอง “…เพราะ EF จะเกิดขึ้นได้ ต้องทำอย่างต่อเนื่องและทำซ้ำๆ ค่ะ” ครูพลอย กล่าว

“ส่วนเรื่องช่วยเหลืองานบ้าน เราเริ่มจากกิจกรรมในศูนย์ อย่างกลุ่มบริการ หลังจากทุกคนลงไปทานอาหาร กลุ่มบริการจะเป็นคนบีบยาสีฟันให้เพื่อน หรือก่อนลงไปก็ต้องช่วยคุณครูเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย พอเราฝึกเด็กอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เด็กจะรู้หน้าที่ของตัวเอง แล้วเขาก็ทำได้ วินัยมันก็อยู่ในตรงนี้ค่ะ”

และแม้แต่เรื่องคุณธรรมอย่างการขอบคุณ การรอคอย หรือการคำนึงถึงผู้อื่น ก็ไม่ได้ถูกแยกออกมาเป็นบทเรียนต่างหาก

“เรื่องคุณธรรมจริยธรรม เราไม่ได้ไปสอนเด็กตรงๆ ว่า ‘หนูจะต้องไหว้นะ ต้องขอบคุณ ต้องขอโทษนะ’ แต่เราเอาไปสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมค่ะ อย่างช่วงที่เราให้ใบงาน ที่นี่จะไม่ใช่ว่าให้เด็กเดินไปหยิบเอง หรือคุณครูเอาไปแจกให้ทุกคน แต่เราจะบูรณาการเข้าไปในกระบวนการ เช่น วันนั้นกลุ่มไหนเป็นกลุ่มหลัก กลุ่มนั้นก็จะเป็นคนนำใบงานไปส่งต่อให้เพื่อน เด็กก็จะส่งต่อกันไป คนที่จะรับใบงานต่อก็ต้องยกมือไหว้และขอบคุณเพื่อนก่อน แล้วค่อยรับใบงานของตัวเองไว้”

สิ่งที่เกิดขึ้นในศูนย์เด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘เวลาเรียน’ กับ ‘ชีวิตประจำวัน’ ค่อยๆ จางลง เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ในทุกกิจวัตร และในบรรดากิจวัตรทั้ง 7 อย่าง ‘การเล่น’ คือช่วงเวลาที่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้ใช้ทักษะหลายด้านพร้อมกัน

จาก ‘เล่นตามมุม’ สู่กระบวนการ Plan-Do-Review

เดิมทีการเล่นตามมุมอาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่เด็กเลือกของเล่นตามความสนใจ แต่หลังจากครูพลอยได้ร่วมเรียนรู้จากโครงการ ICAP เธอได้นำแนวคิด HighScope และ Plan–Do–Review มาใช้ร่วมกับมุมการเล่นที่มีอยู่เดิม และพบว่ากระบวนการเล่นของเด็กเปลี่ยนไป เขาไม่ได้เพียงเลือกว่าจะเล่นอะไร แต่ยังต้องวางแผนก่อนเล่น และทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำเมื่อเล่นเสร็จ

“ปีที่ผ่านมาโครงการ ICAP เข้ามา ยิ่งทำให้พัฒนาการของเด็กเราก้าวกระโดดเลยค่ะ เพราะเด็กเราฝึก EF มาล่วงหน้าอยู่แล้ว แล้ว ICAP ก็เข้ามาตอบโจทย์ว่า เราจะทำให้กระบวนการเหล่านี้ชัดขึ้นได้อย่างไร

สิ่งที่ครูเจอตอนที่ทำล้มลุกคลุกคลานมาคนเดียวคือ เรารู้ว่า วินัยเชิงบวกและการสื่อสารเชิงบวก เป็นสิ่งสำคัญที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ แล้วพอ ICAP เข้ามา เราก็ได้เห็น Plan–Do–Review ของ HighScope แล้วรู้สึกว่า ‘เฮ้ย EF 9 ด้านมันอยู่ตรงนี้เลย’”

Plan-Do-Review ไม่ได้เปลี่ยนการเล่นให้กลายเป็นบทเรียน แต่คือการเพิ่มช่วงเวลาที่เด็กได้วางแผน ลงมือทำ และทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำ

“พอ ICAP เข้ามา เรามีเรื่องของ Plan-Do-Review ในกิจกรรมเสรีค่ะ ปกติกิจกรรมเสรีที่ผ่านมา คุณครูก็อาจจะให้เด็กเล่นตามมุม เด็กคนนี้อยากเล่นมุมไหนก็ไปเล่น แล้วคุณครูก็ไปทำงานของคุณครู แต่พอ ICAP เข้ามา มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เด็กต้องมาวางแผนก่อน และกลุ่มที่จะได้มาวางแผนเป็นกลุ่มแรกก็คือกลุ่มหลัก

ในห้องเรียนเราจะมีมุมประสบการณ์อยู่ 5 มุม แล้วใน 1 มุมจะเล่นได้ 3 คน สมมติว่ามุมวิทยาศาสตร์กับมุมบล็อกเป็นมุมที่เต็มทุกรอบ เพราะเด็กชอบมาก ซึ่งเด็กที่เป็นกลุ่มหลักเขาจะมีโอกาสเลือกก่อนว่าอยากเล่นอะไรมากที่สุด ชอบมุมไหนมากที่สุด แต่พอครบ 3 คน มุมนั้นก็เต็มแล้วค่ะ กลุ่มที่มาวางแผนทีหลังอาจจะไม่มีสิทธิ์เลือกมุมที่ตัวเองอยากเล่น

ตรงนี้เองเด็กจะได้รู้จักยืดหยุ่นและยับยั้งตัวเองว่า วันนี้มุมที่เราอยากเล่นเต็มแล้ว เราก็ต้องไปเล่นมุมอื่นก่อน พอพรุ่งนี้ถึงรอบที่กลุ่มของเขาได้เป็นกลุ่มแรก เขาถึงจะมีโอกาสมาวางแผนและเลือกก่อน นี่คือสิ่งที่พอเราฝึกเด็กแบบนี้ หลังจากนั้นครูสบายค่ะ เพราะเด็กรู้แล้วว่าเขาต้องทำอะไร รู้หน้าที่ รู้จักรอ แล้วก็จัดการตัวเองได้”

‘มุมที่เต็ม’ อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็ก มันคือโอกาสในการฝึกความคิดยืดหยุ่น เมื่อสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่เป็นไปตามแผน เด็กต้องเลือกใหม่ รอคอย และยอมรับว่าบางครั้งสิ่งที่ต้องการอาจยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ สิ่งที่เด็กเรียนรู้จึงไม่ใช่การทำตามคำสั่ง แต่คือการค่อยๆ จัดการกับความผิดหวังและเดินหน้าต่อด้วยตัวเอง 

เมื่อการเล่นจบลง กระบวนการจึงยังไม่จบตามไปด้วย เพราะเด็กต้องกลับมาสู่ขั้น ‘Review’ เพื่อหันกลับไปมองประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ตรงนี้ทำให้กิจกรรมที่เด็กเคยทำอยู่แล้วกลายเป็นกระบวนการมากขึ้น และไปช่วยส่งเสริมให้ EF ของเด็กแน่นขึ้นค่ะ เพราะเด็กไม่ได้แค่เล่น แต่เขาต้องคิดก่อนว่าจะทำอะไร ลงมือทำตามสิ่งที่ตัวเองวางแผนไว้ แล้วกลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำ”

จากภายนอก ห้องเรียนอาจยังดูไม่ต่างจากศูนย์เด็กเล็กทั่วไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เด็กมีพื้นที่ในการคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น ครูไม่จำเป็นต้องมีคำตอบหรือรีบแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง เพราะบางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นโอกาสให้ได้คิด ลองเลือก ผิดหวัง และเรียนรู้ที่จะจัดการด้วยตัวเอง ซึ่งพื้นที่เช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้ใหญ่ยังเชื่อว่าหน้าที่ของครูคือการควบคุมทุกอย่าง ดังนั้น ก่อนที่ Plan–Do–Review จะเปลี่ยนวิธีเล่นของเด็ก สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนอาจเป็นวิธีคิดของครูเอง

เมื่อครูเปลี่ยน เด็กก็เปลี่ยนตาม

แม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่า การเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เลือก คิด และตัดสินใจด้วยตัวเอง คือพื้นฐานในการเสริมสร้างทักษะ EF แต่ในทางปฏิบัติ ครูพลอยบอกว่า การเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นไปในแนวทางนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนคนที่ยืนอยู่หน้าห้องเสียก่อน

“การที่จะฝึกเด็กให้มาถึงตรงนี้ได้ สิ่งสำคัญคือ คุณครูต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตของตัวเองก่อนนะคะ คุณครูต้องเปลี่ยนวิธีคิด รวมถึงคำพูดและวิธีสื่อสารกับเด็กให้เป็นการสื่อสารในเชิงบวก บทบาทของเราก็เปลี่ยนจากครูที่คอยสั่ง มาเป็นโค้ช เป็นคนคอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และกระตุ้นอยู่ข้างหลังค่ะ การสื่อสารเชิงบวกช่วยตรงนี้ได้เยอะมาก

การจะทำให้เด็กมี EF ที่ดี เราไม่ใช่คนที่ไปตอบโจทย์ให้เด็กทุกอย่าง แต่ต้องให้เด็กเป็นคนค้นหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง เขาจะเกิดความภูมิใจว่า เราทำได้นะ เราตอบได้นะ ไม่ใช่ต้องรอให้คุณครูเป็นคนบอกทุกอย่าง”

แต่การเปลี่ยนจาก ‘ผู้สั่ง’ มาเป็น ‘โค้ช’ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะครูจำนวนไม่น้อยกังวลว่าบทบาทใหม่นี้จะเพิ่มภาระงาน และเด็กเล็กจะทำได้จริงหรือไม่

“ก่อนที่เราจะขยายไปทุกศูนย์ เราพบว่าจริงๆ คุณครูมีความรู้อยู่แล้ว แต่บางทีเขายังเข้าไม่ถึง พอเราประสบความสำเร็จในตำบล ทางกองการศึกษาก็ให้คุณครูจากทุกศูนย์มาสังเกตการณ์ที่ศูนย์เรา มาดูตั้งแต่ตอนรับเด็กเลยว่าเรารับเด็กอย่างไร ทำกิจกรรมอะไรบ้าง ให้นั่งอยู่ในห้องกับเด็ก ดูได้ครึ่งวันจนกระทั่งเราพาเด็กนอน แล้วเราก็ให้คุณครูเป็นคนเลือกเองว่า กิจกรรมไหนที่เขาสามารถเอากลับไปเริ่มทำได้เลย เราไม่ได้บังคับค่ะ 

บางคนมาดูแล้วบอก ‘อันนี้เราทำอยู่แล้ว’ แต่พอเขาเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ถ้าปรับแบบนี้แล้วมันได้ EF ด้วย เขาก็เอากลับไปปรับใช้กับศูนย์ของตัวเอง และพอเขาเข้าใจก็จะค่อยๆ เปลี่ยนมายด์เซ็ตของตัวเองโดยที่เราไม่ต้องไปบังคับ”

ปัจจุบันแนวทางดังกล่าวถูกขยายไปครบทั้ง 8 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอเชียของแล้ว แม้ระดับการนำไปใช้จริงของแต่ละศูนย์จะแตกต่างกันไปตามความพร้อมและการปรับใช้ของครูแต่ละแห่ง

“จริงๆ แล้วพอครูไปฝึกเด็ก ตัวครูเองก็เปลี่ยนไปด้วยนะคะ ครูจะใจเย็นลง กลายเป็นคนที่สื่อสารเชิงบวกกับเด็กมากขึ้น สุดท้ายเราจะเห็นว่า ความมุ่งมั่นของเราไปเปลี่ยนตัวเด็กก็จริง แต่ในเวลาเดียวกัน ตัวครูเองก็เปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน”

การเรียนรู้ไม่ควรจบลง เมื่อเด็กกลับถึงบ้าน

การที่เด็กคนหนึ่งจะมีพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม การเรียนรู้ที่ศูนย์เด็กเล็กเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเขาต้องใช้ร่วมกับครอบครัว ดังนั้น การฝึกฝนจะเกิดผลต่อเนื่องได้ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่ที่บ้านเข้าใจและช่วยส่งเสริมเด็กไปในทิศทางเดียวกัน

หนึ่งในเครื่องมือที่ครูพลอยเลือกใช้เพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนกับบ้าน ก็คือ ‘หนังสือนิทาน’ เพราะการเปิดหนังสือหนึ่งเล่มไม่ได้มีเพียงเด็กกับเรื่องราวตรงหน้า แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ใหญ่ได้นั่ง พูดคุย และใช้เวลาร่วมกับเด็ก

“ปีที่ผ่านมาเราเอาเรื่องของนิทานเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเด็กที่ติดโทรศัพท์ค่ะ ซึ่งตอนอบรมผู้ปกครอง เราจะเริ่มตั้งแต่ว่า การติดโทรศัพท์เป็นอย่างไร เราจะสังเกตลูกของเราได้อย่างไรว่าลูกติดหรือไม่ติด พอผู้ปกครองเข้ามาปรึกษาเป็นรายบุคคล เราก็ใช้เรื่องนิทานเข้าไปช่วย เพื่อลดเวลาการใช้โทรศัพท์ของเด็ก สุดท้ายกลายเป็นว่าลูกเขา ‘ติดนิทาน’ แทนค่ะ”

อย่างไรก็ตาม หนังสือนิทานเพียงเล่มเดียวไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเอง สิ่งที่อยู่รอบหนังสือเล่มนั้นต่างหากที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ผู้ใหญ่แบ่งมาให้เด็ก ความสม่ำเสมอ หรือความพร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของตัวเองไปพร้อมกับลูก

“สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องเอาด้วย ช่วงแรกๆ ผู้ปกครองก็มาบอกเราว่า ‘ครู หนูจะทำยังไงดี แฟนก็ว่าหนูแล้วว่าหนูเอานิทานมา แล้วจะได้ผลไหม’ เพราะตัวคุณแม่เองก็ยอมรับว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน ส่วนคุณพ่อช่วงแรกก็ยังไม่ค่อยเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยลูกได้จริงหรือเปล่า

แต่พอทำไปแล้วเด็กเริ่มเห็นผล สุดท้ายก็กลายเป็นว่าทั้งคุณพ่อคุณแม่พอใจ เจอเราที่ไหนก็จะเข้ามาคุย เหมือนกับว่าเราช่วยให้ลูกเขาผ่านวิกฤตตรงนี้มาได้ มันก็เป็นความภูมิใจของเขา แล้วเราก็ดีใจที่ได้ช่วยเด็กค่ะ”

ทว่า ‘ครอบครัว’ ของเด็กในเชียงของไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียวกันทั้งหมด เด็กบางคนอยู่กับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งเติบโตกับปู่ย่าตายาย บางครอบครัวอยู่บนดอย และผู้ใหญ่บางคนอ่านหนังสือไม่ออก ครูจึงปรับวิธีให้เข้ากับชีวิตของแต่ละครอบครัว หากผู้ใหญ่อ่านนิทานไม่ได้ เด็กก็เป็นฝ่ายนำเรื่องราวกลับไปเล่าให้ปู่ย่าตายายฟังแทน เพราะเป้าหมายของนิทานไม่ใช่การอ่านให้จบ หากคือการสร้างช่วงเวลาที่เด็กได้เชื่อมโยงกับใครสักคน

“เราจะให้ความรู้ผู้ปกครองเสมอว่า เด็กหนึ่งคนต้องมี ‘แม่มีอยู่จริง’ ซึ่งคำว่า แม่ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแม่แท้ๆ ของเขา แต่เป็นใครก็ได้ที่เด็กไว้วางใจและมีความผูกพันด้วย

ขณะเดียวกันก็ต้องมี ‘ครูมีอยู่จริง’ เด็กสร้างตรงนี้ได้จากการกอด จากความผูกพันระหว่างเรากับเขา เมื่อเด็กรู้ว่า ‘อ๋อ ครูก็มีอยู่จริง’ เขาก็จะไว้วางใจ กล้าพูดคุยกับเรา และกล้าที่จะอยู่กับเราค่ะ”

ในความหมายนี้ สิ่งที่ครูพลอยเรียกว่า ‘แม่มีอยู่จริง’ และ ‘ครูมีอยู่จริง’ จึงไม่ใช่เพียงการมีผู้ใหญ่คอยดูแลเด็ก หากคือการมีใครสักคนที่เด็กไว้วางใจและรู้สึกปลอดภัยพอจะกลับไปหาได้ ความผูกพันเช่นนี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับชีวิตของเด็กในวันนี้ แต่เป็นรากฐานที่แข็งแรงในวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ 

การสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในทุกวัน

หากความรักความผูกพันคือเบาะนุ่มๆ ที่โอบอุ้มเด็กไว้ การเรียนรู้ผ่านกิจวัตรประจำวันที่ช่วยส่งเสริม EF ก็เปรียบได้กับ ‘ภูมิคุ้มกัน’ ที่ทำให้เขามีความยับยั้งชั่งใจต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านพฤติกรรมรุนแรง ปัญหายาเสพติด หรืออื่นๆ การวางคุณลักษณะบางอย่างไว้ในตัวเด็กจึงดีกว่าต้องมาแก้ไขเยียวยาทีหลัง

“ตอนที่ ป.ป.ส. จัดอบรมเรื่อง EF ครูเป็นผู้นำเครือข่ายของจังหวัด ตอนนั้นก็งงว่า ทำไมต้องให้ครูปฐมวัยอย่างเรามาอบรมเรื่องยาเสพติด แต่สุดท้ายเราถึงได้คำตอบว่า สิ่งที่ ป.ป.ส. ต้องการทำคือ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

เราได้เรียนรู้ว่า ถ้าเด็กได้รับการฝึกทักษะ EF ตั้งแต่ก่อน 6 ขวบ ซึ่งมี 3 กลุ่มทักษะ 9 ด้าน ทั้งเรื่องการยับยั้งชั่งใจ การยืดหยุ่นความคิด การแก้ปัญหา ทักษะเหล่านี้จะกลับไปตอบโจทย์เด็กอีกครั้งตอนที่เขาเข้าสู่วัยรุ่น

เพราะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น เขาอาจไปลองยา ลองสูบบุหรี่ หรือเจอกับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ตามวัย แต่ถ้าเขามีพื้นฐานที่ดีตั้งแต่ช่วง 3–6 ขวบ ทั้งการยับยั้งชั่งใจ ยืดหยุ่นความคิด และแก้ปัญหา เขาก็อาจจะหยุดตัวเองแล้วคิดได้ว่า ‘เฮ้ย มันมีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นนะ’

ส่วนที่เราบอกว่าต้องมี ‘กอด’ ในวัยนี้ เพราะมันคือเรื่องของความผูกพันค่ะ เด็กต้องมีใครสักคนที่เขารู้สึกผูกพันและไว้วางใจ เมื่อวันหนึ่งเขาโตขึ้นแล้วเจอกับปัญหาหนักๆ ความผูกพันตรงนี้อาจทำให้เขานึกถึงใครสักคนขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่เราพูดว่า แม่มีอยู่จริง หรือครูมีอยู่จริง เขารู้ว่ายังมีคนที่เขาไว้วางใจและกลับไปหาได้ นี่คือโจทย์หนึ่งที่ครูได้เรียนรู้ แล้วก็เอากลับไปถ่ายทอดให้ผู้ปกครองฟังว่า นี่แหละคือการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเด็ก”

ทั้งหมดนี้ทำให้ครูพลอยมองว่า ช่วงปฐมวัยไม่ใช่ช่วงเวลาที่ควรปล่อยผ่านด้วยความคิดว่า ‘เดี๋ยวโตค่อยเรียน’ เพราะก่อนที่เด็กจะต้องเรียนรู้เนื้อหาที่ซับซ้อน ยังมีฐานบางอย่างที่ต้องค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นเสียก่อน

“มันเหมือนกับ ‘นั่งร้าน’ หรือฐานที่เราต้องสร้างให้แข็งแรง ถ้าฐานไม่แข็งแรง รากไม่ลงลึก เวลาจะยึดอะไรไว้ มันก็โอนเอนได้ง่าย เพราะฉะนั้นวัยนี้คือการสร้างฐานค่ะ 

อย่างที่เราฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเองและทำงานบ้าน เด็กวัยนี้เขายังไม่ได้รู้สึกว่า ผู้ใหญ่กำลังใช้ให้ฉันทำงาน เพราะเด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น สิ่งที่เขาทำจากการเล่น หรือบทบาทสมมุติต่างๆ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่ แต่จริงๆ แล้วทักษะเหล่านั้นมันกำลังถูกฝังอยู่ในตัวเขา เหมือนกับเราฝังชิปเอาไว้ พอถึงเวลาที่ต้องใช้ เขาก็สามารถดึงออกมาใช้ได้”

เมื่อเด็กคนหนึ่งเติบโต สังคมทั้งสังคมก็เติบโตไปด้วย

ในมุมครูพลอย ศูนย์เด็กเล็กจึงมีความหมายมากกว่าสถานที่รับฝากเด็ก เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เด็กซึ่งมีภูมิหลังและเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน ได้เรียนรู้และฝึกฝนร่วมกันอย่างเท่าเทียม 

“ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะค่ะ แต่เราจะทำอย่างไรให้เด็กของเราเติบโตจากภาวะตรงนี้ได้ สิ่งสำคัญอย่างแรกคือฐานครอบครัวต้องแข็งแรง ครูอยากฝากไปถึงผู้ปกครองว่า สำหรับเด็กวัยนี้ ครอบครัวสำคัญมาก

ขณะเดียวกัน ในส่วนของครู ก็ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตตัวเองให้ได้ว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว วิธีที่เราเคยใช้ดูแลเด็กเมื่อก่อน อาจใช้กับเด็กในวันนี้ไม่ได้เหมือนเดิม คุณครูต้องเปิดใจและปรับเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมและวิธีการดูแลเด็กให้เหมาะกับโลกที่เปลี่ยนไป

สิ่งสำคัญคือเราต้องเห็นความสำคัญของเด็ก ให้โอกาสเด็กอย่างเดียวไม่พอ คุณครูต้องเป็นผู้สร้างโอกาสให้เด็กได้รับการฝึกฝนด้วย เพราะเด็กจะทำได้หรือไม่ได้ บางครั้งมันขึ้นอยู่กับว่าเราเคยเปิดพื้นที่ให้เขาได้ลองทำหรือยัง”

ซึ่งครูพลอยฝากถึงทุกคนว่า คำว่า ‘เด็กคืออนาคต’ ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่คือความจริงที่ผู้ใหญ่ต้องตระหนักและวางรากฐานตั้งแต่วันนี้

“อีก 20 ปีข้างหน้า ครูอย่างเราก็จะกลายเป็นผู้สูงอายุ เป็นผู้สูงวัย แล้วเด็กที่เราเลี้ยงดูอยู่ในวันนี้นี่แหละที่เราจะต้องพึ่งเขาในวันข้างหน้า เขาอาจจะเป็นคนที่ทำหน้าที่ต่างๆ และกลับมาดูแลสังคมที่เราอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องเด็กไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่หน้าที่ของศูนย์เด็กเล็กเพียงอย่างเดียว

ครูจึงอยากฝากไปถึงทั้งครอบครัว คุณครู หน่วยงานเครือข่าย และหน่วยงานต้นสังกัดทั้งหมด ว่าเราต้องให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัยตั้งแต่วันนี้ เพราะเด็กที่เราให้โอกาส ฝึกฝน และวางรากฐานให้เขาในวันนี้ ก็คืออนาคตของสังคมที่เราทุกคนจะต้องอยู่ร่วมกันค่ะ”

Tags:

EFCreative Learningเด็กเด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กICAPทักษะสมองEF

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • EF (executive function)
    เติม EF ตั้งแต่ปฐมวัย สร้างภูมิคุ้มกันใจให้เด็กในสังคมที่เปราะบาง: ผอ.รจนา ขอร่ม โรงเรียนบ้านโก จ.ศรีสะเกษ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issues
    เปลี่ยนศูนย์เด็กเล็ก จาก ‘ที่ฝากลูก’ เป็น ‘พื้นที่เรียนรู้’ …เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเริ่มต้นที่เด็ก: นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้ก่อตั้ง ICAP

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • ‘โรงเรียน = รุนแรง’ สมการนี้สังคมต้องร่วมแก้ …เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะไม่ถูกรังแก

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • EF (executive function)
    ‘Process Art’ ศิลปะที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลงานชิ้นโบว์แดง เสริมทักษะ EF ในเด็กปฐมวัย: ครูบุญทิพา คุ้มเนตร โรงเรียนวัดเชิงเลน (นครใจราษฏร์)

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Early childhood
    พ่อแม่แสดงความรักอย่างเหมาะสมต่อลูกด้วยการเคารพสิทธิลูก เพราะร่างกายเป็นของลูกไม่ใช่ของใคร

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ PHAR

Recent Posts

  • ‘เด็กพิเศษที่วิเศษ’ เมื่อความแตกต่างคือของขวัญ เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้และเปล่งประกายด้วยตัวเอง: หม่าม้าหญิง-ณเก้า
  • กาฬวิบัติ: คุณค่าความเป็นคน คือไม่ยอมจำนนแม้สิ้นหวัง
  • ‘มาสคอตฟีเวอร์’ จิตวิทยาความน่ารักละลายหัวใจ พื้นที่ปลอดภัยในโลกของผู้ใหญ่ หรือกับดักทางการตลาดที่ต้องระวัง!
  • คุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มต้นจาก ‘การศึกษาที่มีคุณภาพ’: ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  • ‘คุณธรรม’ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่อยู่ในทุกวันที่เราเลือกทำ: โบ๊ท-คุณากร แก้วบุญจันทร์

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • September 2026
  • August 2026
  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel