Skip to content
วัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัย
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Family PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่น
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
วัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัย

Month: July 2026

Big World: ศักดิ์ศรีของนกน้อยในกรงทอง กับความรักความหวังดีของแม่ที่เกือบกลายเป็นยาพิษ
Movie
17 July 2026

Big World: ศักดิ์ศรีของนกน้อยในกรงทอง กับความรักความหวังดีของแม่ที่เกือบกลายเป็นยาพิษ

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Big World คือภาพยนตร์ดราม่าสัญชาติจีนในปี 2024 บอกเล่าเรื่องราวของหลิวชุนเหอ ชายหนุ่มวัย 20 ปีที่มีภาวะสมองพิการมาตั้งแต่เกิด แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้และพยายามปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าวเพื่อลบคำสบประมาทของคนรอบตัว
  • สารสำคัญที่ภาพยนตร์ต้องการสื่อคือคนพิการไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในสังคม นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ มุมมองเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างแม่กับยาย
  • “ผมยังพยายามที่จะยอมรับมันอยู่ แต่แม่ก็คอยย้ำเตือนผมอยู่ตลอด…เพราะแบบนี้คนอื่นๆ เลยหลีกเลี่ยงผม พวกเขากลัวผมแล้วก็ล้อเลียนผม แม่นี่แหละคือคนที่เกลียดชังผมจริงๆ และดูถูกดูแคลนผม”

“ที่ที่ผมไปได้ไกลสุดคือกระโดดลงจากตรงนี้” 

หลิวชุนเหอ ตัดพ้อกับยายบนดาดฟ้าหลังจากที่เขามีปากเสียงกับแม่อย่างรุนแรง เพียงเพราะแม่ไม่พอใจที่ ‘คนพิการ’ อย่างเขาไม่ยอมอ่านหนังสืออยู่บ้าน ทว่าแอบไปทำงานพาร์ทไทม์ แถมยังฝ่าฝืนคำสั่งเรื่องการสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยต่างเมือง ทั้งๆ ที่แม่คือคนที่รักและหวังดีกับเขาที่สุด

ฉากสะเทือนใจดังกล่าวเกิดขึ้นใน Big World ภาพยนตร์จีนที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘หลิวชุนเหอ’ ชายหนุ่มวัย 20 ปีที่มีภาวะสมองพิการมาตั้งแต่กำเนิด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมแพ้และพยายามปลดล็อกข้อจำกัดทางร่างกายเพื่อลบคำสบประมาทของคนรอบตัว โดยเฉพาะจากแม่ที่เลี้ยงดูเขาประดุจ ‘นกน้อยในกรงทอง’  ทว่าโชคดีที่เขามียายที่ปฏิบัติกับเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ พร้อมสนับสนุนให้เขาออกไปเผชิญโลกภายนอกตามความเป็นจริง ด้วยความเชื่อว่าหลานควรได้รับประสบการณ์ชีวิตไม่ว่าจะดีหรือร้าย…ประหนึ่งคนปกติทั่วไปคนหนึ่ง 

แค่เพียงฉากเปิดเรื่อง หนังก็พาให้ผมใจหายเมื่อเห็นหลิวชุนเหอยืนเขียนพินัยกรรมอยู่เพียงลำพังบนดาดฟ้าด้วยมือที่สั่นระริก แต่จู่ๆ คุณยายที่เปรียบเหมือนแสงสว่างในชีวิตก็แวะมาเยี่ยมและโผล่ขึ้นมาทักทายได้ทันท่วงที ก่อนที่เหตุการณ์น่าสลดใจจะเกิดขึ้น 

จากนั้น Big world ก็ค่อยๆ นำผมดิ่งลึกเข้าไปสู่โลกของหลิวชุนเหอ โลกที่มีข้อจำกัดทางกายภาพมากมาย จะเดินทีนึงก็ตัวบิดงอ ยืนนานๆ ก็ไม่ไหว เหยียดนิ้วก็ไม่ได้ หรือกระทั่งเวลากินข้าว…อาหารก็มักจะติดคอของเขาจนคนรอบข้างคิดว่าเขากำลังจะสำลักอาหารตาย ซึ่งสารภาพตรงๆ ว่าผมอดสงสารเขาไม่ได้และเอาใจช่วยให้เขาผ่านแต่ละวันไปได้อย่างราบรื่นที่สุด

แต่สาระสำคัญที่ผมอยากนำมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน ไม่ใช่เรื่องความเวทนา หากแต่เป็นประเด็นเรื่อง ‘ผู้ปกครอง’ และมุมมองเรื่อง ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’

มอสในที่มืด และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หลิวชุนเหอเป็นเหมือนกระบอกเสียงที่ป่าวประกาศให้โลกรับรู้ว่า สิ่งที่ผู้พิการต้องการจริงๆ ไม่ใช่เงินทอง สิทธิพิเศษ หรือความเวทนาสงสารใดๆ หากแต่เป็น ‘ศักดิ์ศรี’ ของความเป็นมนุษย์ ที่เขาควรได้รับเหมือนกับคนทั่วไปในสังคม ซึ่งหลิวชุนเหอเองพยายามก้าวข้ามข้อจำกัดนี้อย่างสุดกำลัง เพื่อพิสูจน์ว่าแม้ร่างกายจะแตกต่าง แต่เขาก็มีศักยภาพพอที่จะพึ่งพาตัวเองและยืนหยัดอยู่ในสังคมปกติได้ 

ถ้าตัดเรื่องสายตา ภาษากาย และคำพูดที่คอยดูถูกเหยียดหยามจากคนรอบตัวออกไป ผมชื่นชมและเคารพในความอดทนมุ่งมั่นของหลิวชุนเหอมาก ไม่ว่าจะเป็นการไปสมัครงานเป็นครูสอนพิเศษที่แม้จะถูกเด็กๆ หัวเราะเยาะ แต่เขาก็ไว้ลายตัวเองด้วยการให้ข้อคิดกับเด็กๆ และคณะครูที่เข้ามาประเมินการสอน ผ่านการเปรียบเปรยตนเองเป็น ‘มอส’ พืชต้นเล็กๆ ที่ใครหลายคนมักมองข้าม 

“แม้แต่ในที่มืดมิดที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง มอสก็ยังดิ้นรนที่จะเติบโต มันอาจจะเล็กเท่าเมล็ดข้าว แต่มันไม่ยอมแพ้ มันไม่ยอมแพ้ต่อตัวเอง มันใช้พลังของมัน เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเหมือนดอกโบตั๋น”

ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังชอบคำพูดของหลิวชุนเหอที่อธิบายให้ยายฟังสั้นๆ ถึงสาเหตุที่เขาต้องดิ้นรนหางาน แม้รู้ทั้งรู้ว่าอาจแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มว่า “มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรอก ผมมีงานทำแปลว่ามีศักดิ์ศรี มันคือศักดิ์ศรี” 

หรือจะเป็นการพยายามช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม เช่น การลุกให้ผู้หญิงและเด็กนั่งบนรถเมล์ หรือการช่วยสอนวิธีใช้สมาร์ทโฟนให้กับเพื่อนๆ ของยาย ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนมายด์เซ็ตของเขาได้เป็นอย่างดี ผ่านความในใจตอนหนึ่งที่เขาเผยออกมาว่า

“แม้ว่าผมจะสำลักอาหารทุกอย่างที่กิน แต่คุณคงจินตนาการไม่ออก ว่านั่นรู้สึกยังไง ผมไม่ได้โมโห หรือว่าเจ็บปวด เพราะผมชินแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกกลัวนิดหน่อย ผมกลัวว่าจะทำแม้แต่งานง่ายๆ ไม่ได้ และผมกลัวว่าถ้าคนที่ทำงานเหล่านั้นแทนผมต้องจากไปสักวันหนึ่ง ผมอาจมีชีวิตต่อไม่ได้ 

ผมเคยถามคุณยาย ผมเคยถามพ่อแม่ และผมเคยถามหมอว่า ทำไมถึงต้องเป็นผม แต่ผมก็ไม่ได้คำตอบ ผมจะไม่มีวันได้คำตอบ ท่ามกลางผู้คน มีคนจ้องผมด้วยสายตาแบบต่างๆ ทั้งสายตาสงสาร สายตาหวาดกลัว แม้กระทั่งสายตาของความรังเกียจ 

แต่น้อยครั้งที่ผมจะเห็นสายตาที่กล้าจองมองมาที่ผมและบอกว่าผมเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา ผมเห็นสายตาแบบนั้นจากคนแก่พวกนี้ พอผมเห็นว่า พวกเขาไม่รู้วิธีโอนเงินผ่านมือถือ หรือวิธียืนยันตัวตน ผมรู้สึกเหมือนได้เจอพวกเดียวกันแล้ว 

พวกคุณรู้จักทฤษฎีถังน้ำไหม? ปริมาตรของถัง ระบุได้จากแผ่นไม้ที่สั้นที่สุดของมัน สำหรับโลกนี้ พวกเราคือไม้แผ่นสั้น 

ผมแค่อยากให้พวกคุณเห็นว่า ไม่ว่าผมจะตัวเล็ก หรือผุพังแค่ไหน ผมก็เป็นของผมแบบนี้ นิยามของความสุขควรจะรวมถึงเราทุกคน”

แม่ผู้ชอบคิดแทน กับความหวังดีที่เผลอใจร้ายโดยไม่รู้ตัว

ในมิติของครอบครัว หนังนำเสนอตัวอย่างของการเลี้ยงดูเด็กที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่าง ‘แม่’ กับ ‘ยาย’

เริ่มจากแม่ที่เป็นตัวแทนของความรักที่ ‘กุมบังเหียน’ คอยคิดแทนลูกทุกเรื่อง ทั้งยังเอาบรรทัดฐานค่านิยมของสังคมมาเป็นตัวตัดสิน ส่งผลให้ตลอดทั้งเรื่อง…หลิวชุนเหอต้องบอบช้ำและเจ็บปวดจากผู้เป็นแม่มากที่สุด 

ชนวนเหตุสำคัญมาจากทัศนคติที่เต็มไปด้วยความกลัวของแม่ จริงอยู่ที่เธอรักและหวังดีกับลูก แต่ความหวังดีที่เจือด้วยความเวทนาและตัดสินลูกผ่านกรอบความเชื่อของตัวเอง ความหวังดีที่ยัดเยียดโปรแกรมชีวิตว่าตั้งแต่ตื่นยันนอนลูกจะต้องทำอะไรบ้าง โดยไม่เคยเอ่ยปากถามลูกว่าต้องการมันหรือเปล่า พฤติกรรมเหล่านี้จึงแปรเปลี่ยน ‘ความหวังดีประสงค์รัก’ ให้กลายเป็น ‘ความประสงค์ร้าย’ โดยไม่ตั้งใจ ซ้ำร้ายกำแพงหนาที่ยากจะทลายที่สุดคือ การปักใจเชื่อว่าลูกเป็นคนน่าสงสาร ไม่ปกติ และควรเลี้ยงลูกให้อยู่รอดปลอดภัยไปวันๆ ตามยถากรรม ผมจึงไม่แปลกใจนักที่ครั้งหนึ่งหลิวชุนเหอจะหลุดปากพูดกับเพื่อนสาวของเขาว่า

“บางคนคิดว่า พวกเราไม่ต้องการอะไรนอกจากกินแล้วก็ขับถ่าย เช่น คนแบบแม่ฉันไง”

หรือจะเป็นฉากบีบหัวใจผู้ชม เมื่อแม่ต่อว่าหลิวชุนเหออย่างรุนแรง หลังจับได้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแอบนอกลู่นอกทาง ไปทำงานที่ร้านคาเฟ่และแอบส่งใบสมัครเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ในต่างเมือง ซึ่งล้วนแต่ผิดไปจากแผนที่ชีวิตที่เธอกำหนดไว้ให้

“ถึงพวกเขาจะรับแก แล้วยังไงต่อ แกจะไปเป็นครูเหรอ ครูจะต้องยืนสอน แล้วก็พูดกับนักเรียน พูดกับผู้ปกครอง แกทำได้ไหม ขนาดคนปกติพวกเขายังไม่รับทั้งหมดเลย ทำไมถึงต้องรับแกด้วย” แม่ของเขากล่าว 

ผมรู้สึกแหลกสลายแทนหลิวชุนเหอที่ต้องมาฟังคำพูดแทงใจดำจากปากแม่ เพราะสำหรับผม คำพูดของ ‘พ่อแม่’ มักมีอิทธิพลและดังก้องในใจลูกยาวนานกว่าเสียงของคนอื่นเสมอ คำพูดนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการจุดไม้ขีดไฟโยนใส่ถังน้ำมันแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมาทั้งชีวิตของหลิวชุนเหอให้ระเบิดออกมาในที่สุด

“ถ้างั้น ใครคลอดผมมาเหรอ ความผิดใครกันที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ แม่กล้าพูดหรือเปล่า แม่นั่นแหละที่ทำหน้าที่แม่ไม่เต็มที่พอ เป็นความผิดของแม่ แต่ผมกลับต้องมาชดใช้ 

ผมค่อยๆ ยอมรับมันได้ ผมยังพยายามที่จะยอมรับมันอยู่ แต่แม่ก็คอยย้ำเตือนผมอยู่ตลอด …ชุนเหอ แกเหมือนกอริลลาที่ควรจะอยู่แต่ในกรงที่สวนสัตว์ อย่าแม้แต่จะคิดที่จะออกมา อย่าให้ใครเห็นตอนกลางวันแสกๆ  คนที่ให้อาหารแกจะอับอายเปล่าๆ เพราะแบบนี้คนอื่นๆ เลยหลีกเลี่ยงผม พวกเขากลัวผมแล้วก็ล้อเลียนผม แม่นี่แหละคือคนที่เกลียดชังผมจริงๆ และดูถูกดูแคลนผม 

ผมรู้ว่าผมเป็นภาระของครอบครัว ผมรู้มาตลอด แล้วทำไมต้องเสแสร้งว่าเป็นห่วงเป็นใยผมด้วย แม่ทำให้ผมขยะแขยง แม่เป็นคนปากว่าตาขยิบ…ผมไม่เคยขอให้มีชีวิตแบบนี้เลย” หลิวชุนเหอกล่าว

ผมเชื่อว่าถ้าพ่อแม่ไม่เชื่อมั่นในตัวลูก มันก็ยากเหลือเกินที่ลูกจะสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วนับประสาอะไรกับหลิวชุนเหอที่พยายามสู้ยิบตาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่สุดท้ายกลับถูกคนใกล้ตัวที่บอกว่ารักที่สุดทิ้งบอมบ์ใส่ ราวกับตอกย้ำว่าเขาเป็นบุคคลไร้ความสามารถ ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเปล่งเสียงอย่างหมดอาลัยตายอยากกับยายบนดาดฟ้าในวันนั้นว่า “ที่ผมไปได้ไกลสุดคือกระโดดลงจากตรงนี้” 

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ Big World ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับสังคม หนังจึงหาทางอธิบายและคลี่คลายปมของแม่…ผ่านฉากที่ยายปลอบใจหลิวชุนเหอให้เห็นว่า ชีวิตวัยเด็กของแม่ก็น่าสงสารไม่แพ้กัน เนื่องจากถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ทำให้เธอเองเติบโตมาพร้อมกับบาดแผลทางใจ และการไม่มีโอกาสได้เรียนรู้การเป็นแม่จากแม่ของตัวเอง

“บางทีแกอาจจะคิดว่า เขาเป็นแม่ที่ไม่ดีเพราะทัศนคติของเขา แต่แกก็โทษแม่แกไม่ได้หรอก ไม่มีใครสอนเขาว่าแม่ที่ดีควรเป็นยังไง ยายท้องเขาตอนอายุ 21 หลังจากนั้นหนึ่งเดือน พ่อเขาก็ทิ้งยายไปหาคนอื่น ยายไปทิเบตคนเดียวเพื่อหาเงินให้แม่แก และยายก็จากไปเป็นสิบปี ตอนยายกลับมาแม่แกก็อายุ 15 แล้ว ตลอดหลายปีมานี้ เขาไม่เคยเรียกยายว่าแม่สักครั้ง ยายไม่โทษแม่แกหรอก เป็นความผิดยายเอง ตอนที่แม่แกต้องการยายที่สุด…” ยายกล่าวกับหลิวชุนเหอ

ประโยคนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความโกรธในใจหลิวชุนเหอ แต่ยังดึงอารมณ์ที่กำลังขุ่นมัวของผมให้กลับมาสะท้อนคิด เพราะอีกมุมหนึ่ง แม้ผมจะยังไม่มีลูก แต่ในฐานะของ ‘อา’ ผมเริ่มเข้าใจและเห็นใจแม่ของหลิวชุนเหอขึ้นมาทันที นั่นเพราะเวลาที่พี่ชายเอาหลานวัยขวบกว่าๆ มาฝากผมเลี้ยงชั่วคราว ผมเองก็เป็นอาประเภท ‘ห่วงใยเกินขอบเขต’ ไม่กล้าปล่อยให้หลานหลานเดินไปเดินมาตามลำพัง ผมต้องคอยเอามือของผมสอดไว้ใต้รักแร้แล้วเดินตามติดทุกฝีก้าว คอยเบรกคอยคว้าตัวทุกครั้งเมื่อเห็นว่าหลานกำลังจะล้ม ทั้งที่ในความเป็นจริง การปล่อยให้เขาหัดเดินด้วยตัวเอง และอดทนเฝ้ามองดูเขาล้มลุกคลุกคลานบ้างต่างหาก…คือทักษะสำคัญที่ผู้ปกครองพึงมีเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เติบโต

ศิลปะของการปล่อยให้เติบโตด้วยตัวเองจากยายสายซัพพอร์ต

เมื่อข้ามมาพิจารณาฝั่งของคุณยาย นอกจากคุณลักษณะที่เกริ่นไว้ในตอนต้น ยายคือตัวละครประเภท Show, don’t tell ที่อาจไม่ได้พ่นคำคมสำเร็จรูปออกมาบ่อยนัก ทว่าการกระทำของเธอกลับเป็นตัวแทนอันทรงคุณค่าของผู้ปกครองสายซัพพอร์ตอย่างแท้จริง 

ยายเลี้ยงหลิวชุนเหอเฉกเช่นคนปกติ บนพื้นฐานของการยอมรับและเข้าใจ ไม่ปล่อยให้มายาคติของความพิการมาปิดกั้นโอกาสในการลองผิดลองถูก เธอเป็นผู้ปกครองประเภท หลานอยากทำอะไร…ให้ลงมือทำเลย หากก้าวพลาดก็ปล่อยให้เรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น แล้วเธอจึงค่อยทำหน้าที่เยียวยาปลอบใจอย่างถูกที่ถูกเวลา สิ่งนี้เองที่ทำให้หลิวชุนเหอเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) และเห็นคุณค่าของตัวเอง

เมื่อเรื่องราวทั้งหมดดำเนินมาถึงบทสรุปแบบ Happy Ending ยายไปส่งหลิวชุนเหอเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง ภาพความรักของคุณยายที่คอยมอบพลังแห่งความเชื่อมั่นก็ฉายวนในใจผมซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นการชวนให้หลานฝึกตีกลองเพื่อเป็นมือกลองให้กับวงดนตรีของผู้สูงอายุ การปล่อยให้หลานลองจีบสาวแม้รู้ว่าเขาอาจต้องอกหัก การแอบไปดูหลานสมัครงาน หรือการพาหลานไปดื่มเหล้าครั้งแรกจนเมาพับลงไปกองกับพื้น ซึ่งแม้บางเรื่องจะดูไม่เหมาะสมในสายตาคนนอก แต่ยายก็ทำเพื่อให้หลานได้สัมผัสรสชาติและประสบการณ์ชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไป

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมขอยกตำแหน่ง MVP ของเรื่องนี้ให้กับคุณยาย พร้อมกับข้อคิดทิ้งท้ายว่า…แท้จริงแล้วหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของผู้ปกครอง คือการทำให้เด็กคนหนึ่งตระหนักว่าตนเองมีคุณค่า เป็นที่รัก และไม่ใช่ภาระของใคร พร้อมทั้งคอยประคับประคองให้เขาเติบโตอย่างมีศักยภาพในแบบที่เขาเป็น

Tags:

ภาพยนตร์Big World

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    Lilo & Stitch: ‘โอฮาน่า’ ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่หมายถึงใครสักคนที่เห็นคุณค่าและยอมรับตัวตนในแบบที่เราเป็น

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Movie
    Ghostlight: การสูญเสียจะตามหลอกหลอนจนกว่าจะถึงเวลาเผชิญหน้ากับมัน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Matilda The Musical: เมื่อโลกไม่เข้าข้าง เราต้องยืนหยัดเพื่อตัวเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Love, Simon: สักกี่บ้านที่ลูกรู้สึกไม่โดดเดี่ยว สักกี่ครอบครัวที่ไม่คาดหวังให้ลูกเป็นอะไรเลย

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    รีวิวตัวละครเเม่ในหนังหลากสัญชาติที่บอกว่า ไม่ว่าหนังหรือชีวิตจริง แม่ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง

    เรื่อง The Potentialณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์

โอดิสซี: คัมภีร์การใช้ชีวิตแบบมหากาพย์
Book
15 July 2026

โอดิสซี: คัมภีร์การใช้ชีวิตแบบมหากาพย์

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘โอดิสซี’ (Odyssey) คือมหากาพย์กรีกโบราณ แต่งโดย โฮเมอร์ (Homer) เล่าเรื่องการเดินทางอันยาวนานของ ‘โอดิสซุส’ ราชาแห่งอิธากา ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและการทดสอบจากเทพเจ้าและสิ่งเหนือธรรมชาติ เพื่อกลับบ้านหลังสงครามกรุงทรอย
  • เรื่องราวค่อยๆ ถ่ายทอดพัฒนาการของโอดิสซุส จากนักรบผู้มั่นใจในสติปัญญาและท้าทายเทพเจ้า สู่ผู้ที่เข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิต เห็นคุณค่าของความอดทน ความถ่อมตน และการเรียนรู้จากประสบการณ์
  • การใช้ชีวิตของทุกคนก็เปรียบเสมือนการเดินทางแบบโอดิสซุส ที่ไม่มีวันราบรื่น ต้องเผชิญปัญหาและสิ่งล่อลวงอยู่เสมอ แต่หากมีสติ ความเพียร และไม่ละทิ้งเป้าหมาย ก็จะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและเติบโตจากประสบการณ์ได้

เมื่อพูดถึงเสียงไซเรน หลายคนต่างรับรู้ว่า คือเสียงเตือนให้ระวัง เช่นเดียวกับเมื่อพูดถึงคำว่าไททัน หลายคนอาจพอนึกออกว่า หมายถึงยักษ์ หรือคำคุณศัพท์ที่หมายถึงความใหญ่โตโอฬาร รวมถึงคำศัพท์ที่คนรุ่นใหม่เริ่มหยิบมาใช้แบบทับศัพท์ เช่น คำว่า ‘เมนเทอร์’ ก็มีความหมายที่ผู้ใช้รับรู้ตรงกันว่า หมายถึง พี่เลี้ยง หรือผู้ให้คำปรึกษา

นอกเหนือจากคำศัพท์ที่ว่าแล้ว แม้แต่ประโยค หรือวลีสั้นๆบางคำ เช่น ‘ไม่มีที่ใดเหมือนบ้าน’ หรือ ‘There is no place like home’ ก็ถูกนำมาใช้ในความหมายที่เชิดชูและให้คุณค่าแก่สถาบันครอบครัว เหนือกว่าความมั่งคั่ง ชื่อเสียงเกียรติคุณ หรือคุณค่าอื่นๆ

แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนมีที่มาจากปกรณัม หรือเรื่องเล่าแต่โบราณของกรีก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเล่าที่ได้รับการขับขานจนกลายเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก ในชื่อว่า ‘โอดิสซี’

โอดิสซี หรือ Odyssey แปลโดยรากศัพท์ว่า เรื่องราว หรือมหากาพย์ของโอดิสซุส (ซึ่งเชื่อกันว่า อาจมีเค้าโครงของเรื่องจริง) แต่งขึ้นตั้งแต่เมื่อราว 700 ปี ก่อนคริสตกาล โดย โฮเมอร์ (Homer) กวี หรือวณิพกตาบอด ผู้เร่ร่อนขอทานแลกกับการขับขานลำนำเรื่องเล่าของเหล่าวีรบุรุษและเทพเจ้ากรีก

แม้ว่านักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ไม่เชื่อว่าโฮเมอร์มีตัวตนอยู่จริง หรือหากมีก็ไม่น่าใช่คนๆ เดียว หากเป็นชื่อเรียกแทนกวีหลายๆ คน อย่างไรก็ดี ลำนำที่โฮเมอร์ขับขาน เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และถูกกล่าวถึงในบันทึกทางประวัติศาสตร์รุ่นต่อๆ มา ทั้งของกรีกและอียิปต์ ทำให้โอดิสซีได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

ไม่เพียงแต่เป็นวรรณกรรมที่มีความเก่าแก่เท่านั้น โอดิสซียังมีอิทธิพลต่อชาวกรีก ตกทอดมาถึงชาวตะวันตกในปัจจุบัน ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศิลปะแขนงต่างๆ ความเชื่อ และค่านิยม จนกล่าวได้ว่า โอดิสซี คือรากเหง้าของชาวตะวันตก ไม่ต่างจากที่ชาวเอเชียอาคเนย์ ได้รับอิทธิพล (ไม่มากก็น้อย) จากวรรณกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธและพราหมณ์ หรือชาวเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ที่ได้รับอิทธิพลจากคำสอนในลัทธิขงจื้อ

ก่อนจะเล่าถึงเรื่องราวการผจญภัยของโอดิสซุส ผมอยากเกริ่นถึงความเชื่อของชาวกรีกในยุคนั้นก่อน ซึ่งก็ไม่ต่างจากความเชื่อของคนในภูมิภาคอื่นๆ ในช่วงเดียวกัน คือเมื่อประมาณกว่าสองพันปีที่แล้ว โดยชาวกรีกในยุคนั้นเชื่อว่า สรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมและชี้นำโดยเทพเจ้าแห่งโอลิสปัส ซึ่งประกอบด้วยเทพ 12 องค์ แต่เทพที่มีบทบาทมากที่สุดในวรรณกรรมโอดิสซี จะมีอยู่ 3 องค์ คือ ‘ซุส’ เทพผู้ปกครองสูงสุด ‘อเธเน’ ธิดาแห่งซุส ผู้ได้ชื่อว่า เทพีแห่งปัญญา และ ‘โพไซดอน’ เทพแห่งท้องทะเล

สิ่งที่ต่างจากความเชื่อเรื่องทวยเทพของชาติอื่นก็คือ เหล่าเทพเจ้าแห่งโอลิสปัส ไม่ได้เป็นตัวแทนของสิ่งดีงาม หรือสัจธรรมสูงสุด หากแต่มีบุคลิกนิสัยแทบไม่ต่างจากมนุษย์คนเดินดิน ที่มีทั้งความรัก ความชัง ความอิจฉา ความลุ่มหลงมัวเมาในตัณหา และความโกรธแค้นเกรี้ยวกราด ขณะที่มนุษย์ ผู้ตกอยู่ภายใต้การบงการของเทพเจ้า ทำได้เพียงบวงสรวงสักการะ เพื่อประจบเอาใจทวยเทพเหล่านั้น

หากมีมนุษย์คนใดที่ทำให้เทพเจ้าพิโรธ นั่นแปลว่า มนุษย์คนนั้นจะต้องพบจุดจบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ทว่า มีมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่ยอมจำนนต่อเทพเจ้า สามารถพลิกชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ได้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามนับสิบปี และมนุษย์คนนั้นก็คือ ‘โอดิสซุส’

โอดิสซุส คือ ราชาผู้ปกครองแคว้นอิธกะ หนึ่งในแคว้นเล็กๆ ของกรีก เขาเดินทางจากบ้านเกิดเพื่อเข้าร่วมสู้รบในสงครามกรุงทรอยที่กินเวลานานถึงสิบปี หลังจากสงครามเสร็จสิ้นลงแล้ว โอดิสซุสพร้อมพลพรรคขุนศึกคู่ใจ ตั้งใจเดินทางกลับคืนบ้านเกิดโดยเร็ว เพื่อจะได้พบหน้าครอบครัวที่พลัดพรากจากกันนาน

ทว่า ราชาแห่งแคว้นอิธกะไม่รู้เลยว่า เขาต้องใช้เวลาเดินทางกลับบ้านเกิดนานถึงสิบปี ซึ่งเมื่อรวมกับช่วงเวลาที่เขาใช้ไปในการทำสงครามกรุงทรอยด้วย ก็เท่ากับว่า โอดิสซุสต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดนานถึงยี่สิบปี กว่าจะได้หวนคืนสู่แหล่งพำนักตัวเองอีกครั้ง

โอดิสซุสอาจไม่ใช่นักรบกรีกที่เก่งกาจในการสู้ศึกเหมือนอะคิลิส ไม่ใช่แม่ทัพผู้เกรียงไกรอย่างเช่น อะกาเมมนอน ราชาแห่งราชากรีกทั้งปวง แต่สิ่งที่เขาเหนือกว่าคนอื่นๆ คือ สติปัญญา และสติปัญญานี้เอง ที่พาให้โอดิสซุส สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง รวมถึงช่วยให้กองทัพกรีกสามารถตีกรุงทรอยได้สำเร็จ ด้วยกลอุบายม้าไม้

หลังจากเสร็จสิ้นสงครามกรุงทรอยแล้ว ราชาแห่งแว่นแคว้นต่างๆ ของกรีก ที่นำทัพเข้าร่วมรบในสงคราม ต่างแยกย้ายกลับบ้านเกิดของตน โอดิสซุสก็เช่นกัน เขาควรกลับถึงมาตุภูมิได้เร็วกว่านี้ ทว่า กองเรือของเขาเกิดพลัดหลงไปพบเจออุปสรรคต่างๆ นานา เริ่มจากดินแดนของผู้กินดอกบัว ซึ่งใครก็ตามที่กินเมล็ดดอกบัวเข้าไป จะหลงลืมดินแดนบ้านเกิดจนหมด และไม่ต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากพำนักอยู่ที่นั่นเพื่อจะได้กินเมล็ดดอกบัวไปจนชั่วชีวิต

แม้จะผ่านพ้นเกาะแห่งผู้เสพดอกบัวมาได้ แต่โอดิสซุสและลูกเรือต้องพบเจออุปสรรคที่น่ากลัวกว่านั้น เมื่อพวกเขาไปติดเกาะของเหล่าไซคลอพส์ หรืออสูรยักษ์ตาเดียว ซึ่งจับกินลูกเรือของโอดิสซุสไปหลายคน

โอดิสซุสรู้ดีว่า ด้วยพละกำลังเขาไม่มีทางสู้ยักษ์ไซคลอพส์ได้แน่ เขาจึงใช้สติปัญญาวางแผน และสามารถทำให้ยักษ์ตาเดียวกลายเป็นยักษ์ตาบอดไร้พิษสง

หลายต่อหลายครั้งที่สติปัญญามักพาให้ผู้นั้นหลงในความฉลาดของตน จนกลายเป็นความเย่อหยิ่งจองหอง โอดิสซุสก็เช่นกัน แม้ว่าเขาและพรรคพวกจะสามารถหลบหนีออกจากเกาะไปได้ แต่ด้วยอัตตาที่สูงล้น ทำให้โอดิสซุส ตะโกนเย้ยหยันยักษ์ไซคลอพส์ว่า ต่อให้เทพโพไซดอน ผู้เป็นบิดา ก็ไม่สามารถรักษาดวงตาของอสูรตาเดียวได้

ความหยิ่งผยองของโอดิสซุส ทำให้เทพแห่งท้องทะเลยิ่งโกรธเกรี้ยวมากขึ้น และดลบันดาลให้ราชาแห่งอิธกะ ต้องพบอุปสรรคถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นการถูกล่อลวงและกักขังโดยเซอร์ซี นางอัปสรผู้มียาพิษที่เปลี่ยนร่างคนให้กลายเป็นหมูได้ เท่านั้นยังไม่พอ โอดิสซุสยังต้องล่องเรือผ่านห้วงน้ำที่อันตรายที่สุด ต้องเผชิญเหล่านางพรายไซเรน ที่คอยขับขานบทเพลงแห่งความตาย ด้วยเสียงร้องโหยหวนที่ทำให้คนลุ่มหลง รวมทั้งต้องผ่านเส้นทางมรณะที่มีความตายรออยู่ทั้งทางซ้ายและทางขวา

ถึงที่สุด ทั้งกองเรือก็เหลือเพียงโอดิสซุสคนเดียวที่รอดชีวิตด้วยการลอยคอกลางทะเล 9 วัน 9 คืน ก่อนจะเกยตื้นที่เกาะโอจิเจีย และถูกนางอัปสรผู้เลอโฉมนาม คาลิพโซ กักขังไว้ที่นั่น

แม้ว่าในตอนท้าย เทพีอเธเน จะช่วยเหลือจนโอดิสซีได้กลับคืนบ้านเกิด แต่ที่นั่น เขาก็ยังต้องพบกับภยันตรายจากเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ ที่หวังครอบครองอิธกะ ด้วยการสมรสกับเพเนโลพี ราชินีคู่ครองของโอดิสซี ผู้ยังมั่นคงและเฝ้ารอคอยการกลับมาของสามีอยู่ตลอด

เรื่องราวการผจญภัยของโอดิสซุสที่ผมเล่ามา อาจฟังดูไม่ต่างจากนิทานพื้นบ้าน หรือตำนานปรำปราหลายสิบเรื่อง ที่นำมาเรียงร้อยต่อกัน แต่สิ่งที่ทำให้มหากาพย์โอดิสซี มีความแตกต่างและโดดเด่นจนกลายเป็นต้นธารทางวัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงค่านิยมของตะวันตก ก็คือ ความพิเศษของผู้ชายชื่อ โอดิสซุส

อย่างที่ผมเขียนไว้ข้างต้นว่า โอดิสซุส อาจไม่ใช่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ หรือนักรบที่เก่งกาจการศึก แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น คือ สติปัญญา ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง สามารถต่อกรและเอาชนะเทพเจ้าได้

โอดิสซุส ไม่ได้มีดีแค่สติปัญญา เขายังมีความเพียรพยายามที่เหนือใคร ขณะที่ลูกเรือคนอื่นๆ ในกองทัพแคว้นอิธกะ ต่างถอดใจหมดอาลัยตายอยากหลังเจอวิบากกรรมซ้ำซัด แต่โอดิสซุสกลับไม่เคยย่อท้อ อีกทั้งยังพยายามปลุกปลอบขวัญคนอื่นให้ลุกขึ้นสู้ต่อ และสิ่งนี้ทำให้เรารู้ว่า ความมาะนะบากบั่น เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ

สิ่งที่ทำให้เรามีความเพียร ไม่ย่อท้อยอมแพ้ง่ายๆ เกิดขึ้นจากการที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นเป้าหมายที่เราเชิดชูให้คุณค่าสูงสุด ซึ่งในกรณีของโอดิสซุส คือ ครอบครัว และบ้านเกิดเมืองนอน

แม้พบเจออุปสรรคถาโถมเข้าใส่หลายระลอก แต่โอดิสซุสไม่เคยย่อท้อ เขามองเห็นเป้าหมายชัดเจนเพียงหนึ่งเดียวคือ การกลับบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาให้คุณค่าสูงสุด ดังนั้น โอดิสซุสจึงไม่หวั่นไหว แม้จะมีสิ่งยั่วยวน ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของนางอัปสรคาลิพโซ หรือการได้รับพรให้เป็นอมตะ เยาว์วัยไปชั่วกาล

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของเรื่อง โอดิสซุส ได้แสดงให้เห็นคุณสมบัติสำคัญอีกข้อ ที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในการฟันฝ่าอุปสรรค นั่นคือ การมีสติตั้งมั่น ไม่หลงระเริงไปกับความสุข หรือโชคลาภที่ได้มาในชั่วข้ามคืน

“สรรพสัตว์ทั้งปวงที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่อับจนยิ่งกว่ามนุษย์อีกแล้ว ตราบเท่าที่สวรรค์ประทานให้เขาอยู่ท่ามกลางความมั่งคั่ง และอนามัยอันดี เขาไม่เคยคิดเลยว่าความลำเค็ญกำลังกรายมา”

คำพูดของโอดิสซุสในบริบทนี้ ไม่ได้จะสื่อว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ หรือเปราะบางกว่าสัตว์อื่นๆ หากแต่ต้องการจะบอกว่า ในห้วงเวลาที่เรามีความสุข เรามักหลงลืมไปว่า นั่นเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว และความทุกข์ก็อาจกำลังจะเข้ามาแทนที่ได้ในไม่ช้า

โอดิสซุส ผู้ที่เข้าใจจุดอ่อนของมนุษย์ เข้าใจสัจธรรมแห่งความไม่แน่นอนของชีวิต ดูช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโอดิสซุส ผู้ยะโสโอหัง จนถึงขั้นป่าวประกาศท้าทายทวยเทพ เพราะหลงทะนงในสติปัญญาของตัวเอง

ใช่ครับ โอดิสซุส เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจริงๆ และนั่นทำให้เขาเป็นตัวละครแรกๆ ในโลกวรรณกรรม ที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในท้องเรื่อง

การผจญภัยที่กินเวลายาวนานของโอดิสซี ทำให้เขาเปลี่ยนผ่านจากนักรบผู้ชาญฉลาด กลายเป็นวีรบุรุษผู้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น

และนั่นทำให้คำว่า Odyssey กลายเป็นคำศัพท์สามัญที่ใช้แทนความหมายของการเดินทางที่ยาวนาน ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ นานา และที่สำคัญ การเดินทางอันแสนยาวนานที่ว่า มักจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้นั้นด้วย

วรรณกรรมโอดิสซี ทำให้ชาวตะวันตกให้คุณค่ากับการเดินทางไกล รวมถึงให้มองว่า อุปสรรคขวากหนาม หรือความไม่ราบรื่นในการเดินทาง คือ ส่วนประกอบสำคัญที่หล่อหลอมให้คนๆ หนึ่ง กลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม แกร่งกว่าเดิม และเข้าใจโลกมากกว่าเดิม

หรือแม้แต่คำกล่าวที่ว่า “การเดินทาง คือ รางวัลในตัวของมันเอง” ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากมหากาพย์เรื่องนี้ ในความหมายที่ว่า คุณค่าของการเดินทาง ไม่ใช่อยู่แค่การไปถึงจุดหมายปลายทาง หากแต่ยังรวมถึงการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางด้วย

แต่สำหรับผมแล้ว ไม่เฉพาะแต่การเดินทางที่แสนยาวนานหรอกครับ การใช้ชีวิตของคนธรรมดาในทุกวัน ก็แทบไม่ต่างจากมหากาพย์โอดิสซีเลย ตั้งแต่เด็กจนโต หรือแม้แต่จะนับแค่ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ไม่มีใครเลยที่จะพบเจอแต่ความราบรื่นทุกวัน ตรงกันข้าม เราทุกคนล้วนพบเจอปัญหา อุปสรรค ความยุ่งยาก มากบ้างน้อยบ้างในแต่ละวัน

บางวัน เราอาจพบเจอคนใจร้าย ไม่ต่างจากยักษ์ไซคลอพส์ บางวัน เราอาจตกอยู่ในสภาวะที่ชีวิตต้องเลือกระหว่าง อสูรร้ายกินคน หรือ ห้วงน้ำวนมรณะ และในบางครั้ง เราก็อาจถูกล่อลวงโดยคนที่ดูดี หรือพูดจาดี ไม่ต่างจากคาลิพโซ นางอัปสรเลอโฉม ผู้ยื่นข้อเสนอแสนหอมหวาน ที่อาจทำให้เราเผลอไผล และพลัดหลงจากเป้าหมายในชีวิตที่เราตั้งใจไว้ก็ได้

ทุกเช้าที่คนๆ หนึ่ง ออกเดินทางไปเรียน หรือไปทำงาน จนตกเย็น สิ่งที่เขาหรือเธอต้องการ ก็เพียงแค่ได้กลับบ้าน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการเดินทางอันแสนยาวนานของโอดิสซี ที่ต้องการแค่ได้หวนคืนสู่แคว้นอิธกะ ดินแดนบ้านเกิดของเขา

การใช้ชีวิตของคนทุกคน จึงไม่ต่างอะไรจากมหากาพย์การเดินทางที่ยาวนานสิบปีของโอดิสซุส การจะผ่านพ้นเรื่องราวที่ดูปกติธรรมดาในแต่ละวัน ไม่อาจทำได้ด้วยการกราบไหว้วิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่ต้องใช้ทั้งสติปัญญา ความพากเพียร การมีเป้าหมายที่ชัดเจน และการตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดที่เข้ามากระทบ

และนั่นคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ จากมหากาพย์ที่มีอายุเก่าแก่กว่าสองพันปี ที่มีชื่อว่า ‘โอดิสซี’

Tags:

หนังสือการเดินทางโอดิสซีผจญภัย

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    ‘เด็กบึง’ เหยื่ออคติผู้พลิกชีวิตด้วยความใฝ่รู้: ปมรักในบึงลึก

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ชวนอ่าน 7 เล่ม รับปี 2024: ปรับ Mindset เพื่อเข้าใกล้ความสำเร็จในแบบของตัวเอง

    เรื่อง พิรญาณ์ บุลสถาพร

  • Transformative learningEducation trend
    เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ: 4. ความเชื่อและปณิธานความมุ่งมั่นของครู

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    Olive Kitteridge : อาจใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะยอมรับ เราไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอารมณ์ร้ายๆ ของแม่

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Family PsychologyBook
    การแบ่งปันอารมณ์ความรู้สึกในครอบครัวคือขุมพลังชีวิตของลูก

    เรื่อง บุญชนก ธรรมวงศา

‘ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า’ จากวันที่ก้าวพลาด สู่โอกาสในการเริ่มต้น: เอิร์ท-กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์
Voice of New Gen
10 July 2026

‘ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า’ จากวันที่ก้าวพลาด สู่โอกาสในการเริ่มต้น: เอิร์ท-กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • ‘โอกาส’ ทำให้คนคนหนึ่งมีพื้นที่พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง เอิร์ท–กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์ สะท้อนว่า ความผิดพลาดครั้งหนึ่งไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้คนทั้งชีวิตหมดโอกาส หากสังคมยังเชื่อว่าศักยภาพของมนุษย์สามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงได้
  • การศึกษาไม่ใช่แค่การกลับเข้าสู่ห้องเรียน แต่คือการได้ค้นพบตัวตน โอกาสจากโครงการ KFC Bucket Search เปิดพื้นที่ให้เอิร์ทต่อยอดความชอบด้านการร้องเพลง จนกลายเป็นเส้นทางสู่การศึกษาที่คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
  • การเริ่มต้นใหม่เกิดขึ้นได้ เมื่อโอกาสเดินคู่กับการลงมือของเจ้าตัว วันนี้เอิร์ทใช้ประสบการณ์ชีวิตเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนอื่น เชื่อว่าความผิดพลาดไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากยังกล้าลุกขึ้นเรียนรู้ เตรียมตัวให้พร้อม และคว้าโอกาสที่เข้ามาอีกครั้ง

บางครั้ง ‘โอกาส’ ไม่ได้หมายถึงการลบความผิดพลาดในอดีต หากแต่คือการมีใครสักคนเชื่อว่า คนคนหนึ่งยังมีศักยภาพมากพอที่จะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง

สำหรับเยาวชนที่เส้นทางชีวิตต้องสะดุดกลางคัน บางคนอาจสูญเสียโอกาสทางการศึกษา บางคนต้องละทิ้งความฝันที่เคยวาดไว้ ขณะที่อีกหลายคนยังคงเฝ้ารอใครสักคนที่จะเชื่อว่า ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เป็นเครื่องตัดสินคุณค่าของเขาทั้งชีวิต

 ‘เอิร์ท’ กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์ คือหนึ่งในเยาวชนที่เคยก้าวพลาด และเคยคิดว่าชีวิตของตัวเองคงเดินต่อไปไม่ได้ เมื่อทุกอย่างที่กำลังเริ่มต้นต้องหยุดลงอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ในวันที่มองไม่เห็นอนาคต กลับมีผู้คนที่เลือกมองเขาจากศักยภาพ มากกว่าความผิดพลาดในอดีต

โอกาสนั้นเกิดขึ้นผ่าน โครงการ KFC Bucket Search ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิ KFC และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่เชื่อว่า ‘ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า’ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้กลับมาเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และค้นหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองอีกครั้ง

ปัจจุบัน เอิรทกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ที่คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา สำหรับเขา นี่ไม่ใช่โอกาสที่จะลบอดีตที่เคยเกิดขึ้น แต่เป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า แม้ชีวิตจะเคยเดินผิดทาง ก็ยังสามารถเลือกเส้นทางใหม่ได้ หากมีคนคอยเปิดประตู และเชื่อว่าเรายังไปต่อได้

‘โอกาสแรก’ คือการได้ค้นหาตัวเอง

ก่อนที่ชีวิตจะพาให้ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เอิร์ทก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และกำลังพยายามค้นหาคำตอบเหมือนกับวัยรุ่นอีกหลายคน

เขาเติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา ท่ามกลางครอบครัวลิเกที่ผูกพันกับศิลปะการแสดงมาหลายรุ่น แต่แม้จะซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็ก เอิร์ทกลับไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเดินตามเส้นทางเดียวกัน

“ผมโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรากับครอบครัวลิเก พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เป็นลิเกหมดเลยครับ แต่เอิร์ทไม่ได้ชอบ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะเอามาเป็นอาชีพ อยากลองทำอย่างอื่นที่มันไม่เหมือนที่บ้าน ก็เลยลองเรียนหลายอย่าง ทั้งคณิตศาสตร์ ออกแบบ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ เพราะอยากรู้ว่าตัวเองชอบไหม แต่พอเรียนไปแล้วก็รู้สึกว่าแค่เรียนได้ ไม่ได้รู้สึกว่าใช่”

เอิร์ทเลือกเรียนสายอาชีพ เริ่มจากสาขาออกแบบ ก่อนจะตัดสินใจลาออก เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองอยากทำ จากนั้นจึงเปลี่ยนมาเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจ แต่คำตอบก็ยังเหมือนเดิม เขาเรียนได้ ทว่าไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เรียน

กระทั่งวันหนึ่ง วิทยาลัยเปิดรับสมัครประกวดร้องเพลง ความคิดที่อยากก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ทำให้เขาตัดสินใจสมัคร ทั้งที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นนักร้อง หรือแม้แต่จะชนะการประกวด

“ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าจะชอบ แค่รู้สึกว่าอยากท้าทายตัวเอง เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำ เราไม่ได้หวังว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ก็เลยลองดู”

ผลลัพธ์กลับเกินความคาดหมาย เมื่อเอิร์ทได้เป็นตัวแทนของวิทยาลัย ไปแข่งขันระดับจังหวัด ระดับภาค และก้าวไปถึงเวทีระดับประเทศ แม้จะไปไม่ถึงรางวัลสุดท้าย แต่การขึ้นเวทีในครั้งนั้นก็มอบบางสิ่งที่สำคัญกว่าถ้วยรางวัล มันทำให้เด็กหนุ่มที่เคยเชื่อว่าตัวเองแค่เรียนได้ เริ่มรู้สึกว่า บางทีเขาอาจกำลังเข้าใกล้สิ่งที่ตัวเองรักมากขึ้นเรื่อยๆ

ทว่า ในช่วงเวลาที่เขาควรได้เปล่งประกาย การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต และทำให้ทุกอย่างที่กำลังค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง พังทลายลงอย่างไม่ทันตั้งตัว

‘โอกาสที่หลุดลอย’ กับบทเรียนที่กลายเป็นบาดแผลในชีวิต

ในช่วงเวลาที่เอิร์ทเริ่มค้นพบว่าการร้องเพลงคือสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ชีวิตก็ดูเหมือนกำลังค่อยๆ เดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น เขายังคงเรียนหนังสือควบคู่กับการทำงานพาร์ทไทม์หลายแห่ง เพื่อหารายได้ใช้จ่ายและแบ่งเบาภาระของครอบครัว ตั้งแต่งานเสิร์ฟอาหาร พนักงานรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงพนักงานร้านไอศกรีม

สำหรับเด็กวัยนั้น การทำงานไม่ใช่เพียงการหารายได้พิเศษ แต่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เขาเชื่อว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของคนที่บ้านได้

แต่ในวันที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามปกติ การตัดสินใจด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กลับพาเข้าเดินห่างจากความฝันไปสู่สถานพินิจ

“ตอนนั้นมีรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าคนหนึ่งมาชวนว่า ช่วยทำอันนี้ให้พี่หน่อยได้ไหม ก็คือเปิดบัญชี ซึ่งตอนนั้นเอิร์ทไม่รู้ว่าการเปิดบัญชีม้ามันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ดูข่าวหรือว่าตามข่าวขนาดนั้น รู้แค่ว่าพวกนั้นเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ไม่รู้ว่าอันนี้จะผิดกฎหมาย ก็เลยเปิดเพื่อแลกค่าตอบแทน เอาเงินตรงนั้นมาใช้ชีวิต แล้วก็แบ่งเบาภาระคนที่บ้านครับ”

ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้รับโทรศัพท์จากตำรวจแจ้งว่ามีหมายจับ แต่ด้วยความที่ช่วงเวลานั้นมีข่าวมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอยู่บ่อยครั้ง เอิร์ทจึงเข้าใจว่าเป็นสายหลอกลวง และไม่ได้เดินทางไปรายงานตัว

“ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะช่วงนั้นมีข่าวเยอะมาก ก็เลยไม่เชื่อ แล้วก็ไม่ได้ไปรายงานตัวหรือไปรับหมาย ยังใช้ชีวิตแล้วก็ทำงานตามปกติครับ”

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะกำลังทำงานอยู่ที่ร้านไอศกรีม ตำรวจนอกเครื่องแบบเดินทางมาพบผู้จัดการร้าน พร้อมแสดงหมายจับ ก่อนเชิญตัวเขาไปดำเนินคดี จากจังหวัดฉะเชิงเทรา เขาถูกควบคุมตัวไปยังกรุงเทพฯ ก่อนเดินทางต่อไปยังจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดคดี เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

“ตอนนั้นมันเร็วมากครับ ไปอยู่ห้องฝากขังประมาณ 3 วัน แล้วก็ขึ้นศาล ตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันจะเป็นยังไงต่อ”

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาตั้งรับ และท้ายที่สุด ศาลมีคำสั่งให้เอิร์ทเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี เป็นเวลา 2 ปี

คำตัดสินในวันนั้น ไม่ได้พรากเพียงอิสรภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หากยังทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่กำลังสร้างไว้ ทั้งการเรียน ความสุขจากการร้องเพลง และอนาคตที่เพิ่งเริ่มมองเห็น ได้หยุดลงพร้อมกันทั้งหมด

“ตอนนั้นกลัวครับ จากที่ร้องเพลงกำลังไปได้ดี ประกวดแข่งไปได้ดี กำลังมีความสุขกับสิ่งที่ทำ แต่กลับต้องมาโดนคดี  ภาพในหัวคือ ทุกอย่างมันดับไปเลย เราไม่รู้ว่าคนรอบตัวจะรู้สึกยังไง จะคิดยังไง เพื่อนหรือคุณครูจะมองเราเป็นคนแบบไหน”

เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงความรู้สึกในวันนั้น เอิร์ทยอมรับว่า สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่การต้องเข้าไปอยู่ในสถานพินิจ แต่คือความเชื่อที่ว่า ชีวิตของตัวเองคงไม่มีโอกาสกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว

“คิดนะครับว่าชีวิตหมดอนาคต เพราะระยะเวลา 2 ปี ถ้าอยู่ข้างนอก เราสามารถทำอะไรได้อีกเยอะมาก แต่พอเข้าไปอยู่ข้างใน ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า ทุกอย่างมันหยุดหมดแล้ว”

‘โอกาสครั้งใหม่’ จากคนที่มองเห็นศักยภาพมากกว่าความผิดพลาด

แม้เอิร์ทจะเคยเชื่อว่าการเข้าไปอยู่ในสถานพินิจ คือจุดสิ้นสุดของอนาคต แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น เขากลับพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างจากที่จินตนาการไว้อย่างสิ้นเชิง

แทนที่จะมีเพียงกำแพงและความรู้สึกโดดเดี่ยว เขากลับได้รับการดูแลจากครู นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ที่คอยช่วยประคับประคองสภาพจิตใจ พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนแต่ละคนได้เรียนรู้และค้นหาศักยภาพของตัวเอง

“ตอนนั้นเราไม่มีข้อมูลเลยครับ รู้แค่ว่ามีสถานพินิจ แต่ไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตข้างในเป็นยังไง ภาพในหัวก็คิดว่า คงไม่มีอนาคตแล้ว แต่พอเข้าไปจริงๆ เขามีคุณครู นักสังคมฯ นักจิตวิทยา แล้วก็พี่ๆ เจ้าหน้าที่ คอยให้คำปรึกษา เพราะตอนนั้นเราเครียดมาก เขาก็ค่อยๆ ช่วยปรับอารมณ์ ให้เรากลับมาเรียนรู้ได้”

เมื่อสภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น สิ่งที่ครูทำไม่ใช่การบอกว่าเขาควรเป็นอะไร แต่คือการชวนให้กลับมามองตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข สำหรับเอิร์ท คำตอบนั้นคือ การร้องเพลง

“สุดท้ายเขาก็เห็นถึงความสามารถของเราคือการร้องเพลง ก็เลยหากิจกรรมและโปรแกรมต่างๆ ให้ได้ออกไปลองทำ ดูว่าเราชอบในสิ่งนี้จริงไหม ก็มีโปรแกรมที่เป็นการประกวดวงดนตรีร่วมกับเพื่อนๆ สุดท้ายก็ได้รางวัลชนะเลิศครับ”

จากเวทีประกวดวงดนตรี เอิร์ทเริ่มมั่นใจว่าความสุขที่เคยได้รับจากการร้องเพลง ไม่ใช่เพียงความตื่นเต้นชั่วคราว แต่เป็นสิ่งที่เขาอยากทำในระยะยาว ขณะเดียวกัน เขายังได้รับโอกาสเรียนต่อผ่าน โครงการ KFC Bucket Search ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิ KFC และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่สนับสนุนทั้งด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะชีวิต โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองสนใจ

“มันเป็นโครงการที่เกิดจากความชอบของเรา เขาให้โอกาสเราเลือกว่าเราอยากเรียนอะไร อยากทำอะไร อาทิตย์ละวันก็จะเรียนออนไลน์วิชาทั่วไป แต่พอเรียนจบ เขาจะให้ทำโครงงาน ตอนนั้นผมเลือกทำเกี่ยวกับร้องเพลง เราก็พรีเซนต์ให้เขารู้ว่าที่มามันเป็นยังไง ทำไมเราถึงเลือกทำเรื่องนี้ เราจะสื่อสารมันออกมายังไง สุดท้ายก็ผ่าน แล้วก็ได้วุฒิ ม.6 ครับ”

สำหรับเอิร์ท สิ่งที่ได้รับจากโครงการไม่ใช่เพียงวุฒิการศึกษา แต่คือการได้ค้นพบเส้นทางที่ตัวเองอยากก้าวต่อไป

“ก่อนเข้าไป ผมยังไม่ได้ฝันว่าจะเป็นศิลปินเลยครับ แค่รู้สึกว่าอยากก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน อยากลองร้องเพลงเฉยๆ แต่พอได้ทำกิจกรรม ได้ร้องเพลงในงานต่างๆ ของสถานพินิจ ได้ออกไปแสดง เรารู้สึกว่ามันสนุก มีความสุข ทั้งตื่นเต้น ทั้งกดดัน แต่เรากลับชอบความรู้สึกนั้น ก็เลยรู้แล้วว่า ตัวเองชอบอะไร”

เมื่อเอิร์ทบอกกับครูว่าอยากเรียนต่อด้านดนตรี ทุกคนก็ช่วยกันวางแผน เตรียมแฟ้มสะสมผลงาน และเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

“คุณครูบอกว่า ถ้าเราไปสู้เรื่องทฤษฎีดนตรีกับเด็กคนอื่น เราสู้ไม่ได้ เพราะเขาเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก งั้นเราก็ฝึกในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว คือการร้องเพลงให้ดีที่สุด แล้วทำพอร์ตเพื่อยื่นเข้ามหาวิทยาลัย สุดท้ายผมก็สอบติดคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพาครับ”

เมื่อมองย้อนกลับไป เอิร์ทเชื่อว่า โอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การที่ใครสักคนเข้ามาเปลี่ยนอนาคตให้เขา แต่คือการมีคนมองเห็นศักยภาพ และเชื่อว่าเขายังมีโอกาสสร้างอนาคตของตัวเองได้อีกครั้ง

‘ความผิดพลาดไม่ใช่จุดสิ้นสุด’ ใช้ประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจ

ในวันนี้ เอิร์ทกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา แม้การเรียนจะไม่ง่าย เพราะเขาไม่มีพื้นฐานด้านทฤษฎีดนตรีเหมือนเพื่อนหลายคน แต่ทุกก้าวที่เดินต่อ คือสิ่งที่เขาเลือกด้วยตัวเอง

นอกจากการเรียน เขายังตั้งเป้าสร้างผลงานเพลงของตัวเอง พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมของโครงการ KFC Bucket Search เดินทางไปพบปะเด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต และบอกกับน้องๆ ว่า ความผิดพลาดไม่จำเป็นต้องเป็นจุดสิ้นสุด หากเรายังกล้าลุกขึ้น และมีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่

“ในเรื่องของโอกาส เอิร์ทมองว่าทุกคนรู้แหละว่ามันมีโอกาส แต่ก่อนที่เราจะได้รับโอกาส เราต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ โอกาสลอยมาแล้วเราจะคว้าไว้ได้เลย เพราะถ้าเรายังไม่พร้อม เราอาจทำมันไม่ได้ก็ได้ 

เอิร์ทเชื่อว่าโอกาสมันมีอยู่รอบตัวเรา ทุกคนพร้อมจะยื่นโอกาสหรือความช่วยเหลือให้เรา อยู่ที่ว่าเราจะพร้อมรับโอกาสนั้นไหม”

จากเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยมองไม่เห็นอนาคต วันนี้เอิร์ทกลับกลายเป็นคนที่ส่งต่อกำลังใจให้กับผู้อื่น ด้วยเรื่องราวของตัวเอง

“อยากฝากน้องๆ ว่า เราทุกคนมีความฝันครับ เรารู้ว่าเราอยากทำอะไร เราชอบทำอะไร ก็กล้าที่จะพูดออกมา กล้าที่จะลงมือทำ แล้วก็หาคนที่พร้อมจะรับฟังหรือให้คำแนะนำเรา เพราะความฝันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราคิดอย่างเดียว แต่ไม่ลงมือทำ”

Tags:

โอกาสทางการศึกษา

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Everyone can be an Educator
    ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Social Issue
    ‘ครูที่ใส่ใจ’ พื้นที่ปลอดภัยและโอกาสของเด็กสมุย: ครูจ๋า-จสิตา เชียะคง ครูรัก(ษ์)ถิ่น แห่งโรงเรียนบ้านดอนธูป

    เรื่อง The Potential ภาพ The Potential

  • Social Issues
    ‘Lampang One Team’ พลังเครือข่ายตำบลลำปางหลวง ที่โอบรับเด็กทุกคนสู่เส้นทางการศึกษาคุณภาพ

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Teacher makes a positive difference
    Transformative learning
    ครูในฐานะผู้สร้างความแตกต่างในชีวิตของเด็ก

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล

  • Social Issues
    ‘ถึงไม่ได้เติบโตมาอย่างดีก็เอาดีได้’ จากนักพนันรุ่นจิ๋วสู่ครูมโนราห์ของเด็กนอกระบบ: วิชญะ เดชอรุณ

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

‘อ่านวนไป ดูวนไป ประโยชน์วนมา’ เพราะสมองต้องการเวลาเก็บรายละเอียด
Character building
9 July 2026

‘อ่านวนไป ดูวนไป ประโยชน์วนมา’ เพราะสมองต้องการเวลาเก็บรายละเอียด

เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • การอ่านหรือดูซ้ำช่วยให้สมองเก็บรายละเอียดได้มากขึ้น เพราะรอบแรกสมองโฟกัสกับการเข้าใจเนื้อเรื่อง ส่วนรอบถัดไปจึงมีพื้นที่สังเกตความหมายแฝง รายละเอียด และความเชื่อมโยงที่เคยมองข้าม
  • สำหรับเด็ก การอ่านหรือดูซ้ำคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เพราะเด็กต้องใช้เวลาหลายรอบกว่าจะเข้าใจเนื้อหาอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะภาษา การอ่าน และการเขียนได้ดีกว่าการเปลี่ยนสื่อใหม่ตลอด
  • การได้พบรูปแบบภาษาเดิมๆ หลายๆ ครั้งทำให้เราไม่เพียงจดจำ แต่ยังจะนำสิ่งที่ได้มาใช้เขียนในงานของเราเองโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เขียนเก่งคือ การอ่านงาน ไม่เพียงหลากหลายรูปแบบ แต่ต้องอ่านหลายรอบอีกด้วย

หากคุณเป็นคนเจนเนอเรชันวายหรือคนยุค 90 หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับประสบการณ์ที่มีสื่อให้อ่านหรือดูได้จำกัด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย หรือวิดีโอ แผ่นหนังหรือซีรีส์ต่างๆ ถึงจะไม่ใช่ของแพงจนซื้อไม่ไหว แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะซื้อใหม่ได้บ่อยๆ ดังนั้นตอนที่อยู่บ้านและมีเวลาว่าง การกลับมาอ่านนิยายเล่มเดิม หรือดูหนังและซีรีส์เดิมที่เรามีแผ่นอยู่ซ้ำๆ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ค่อยได้ 

แตกต่างจากยุคนี้ที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแพร่หลายในคนส่วนใหญ่ การอ่านและดูสื่อจึงเปลี่ยนไปในทางรูปแบบออนไลน์ เว็บไซต์วิดีโอหรือสื่อสตรีมมิงทำให้เราเข้าถึงหนัง ซีรีส์ สารคดี เกมโชว์ และอื่นๆ ที่อัปเดตทุกวัน หรือแม้แต่หนังสือในรูปแบบ Ebook หรือนิยายที่ลงเป็นตอนๆ ที่มีสารพัดแอปและเว็บไซต์ให้อ่าน ทั้งแบบฟรีหรือเสียเงิน พอคนเข้าถึงได้เยอะและได้ไว สื่อก็เลยถูกผลิตเยอะขึ้นและไวขึ้นจนออกเรื่องใหม่ๆ ในทุกวันเลยก็ว่าได้ คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าคนยุคนี้หากคิดจะหาอ่านหาดูสิ่งใหม่ จริงๆ ก็มีสื่อจำนวนมากพร้อมรอให้เสพจนทั้งชีวิตก็เสพไม่หมด เด็กสมัยใหม่เลยเกิดมาพร้อมกับสื่อมากมายที่ไม่จำเป็นต้องอ่านหรือดูซ้ำเลย  

หลายๆ คนโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่เคยเกิดทันในยุคที่อ่านหรือดูอะไรซ้ำอาจจะเคยสงสัยว่า ในเมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้ว ยุคที่มีทางเลือกมากมายแบบนี้เราก็น่าจะเน้นที่ความหลากหลายให้ลูกมากกว่า ‘การอ่านซ้ำ’ หรือ ‘ดูซ้ำ’ น่าจะเพียงป้อนข้อมูลเดิมๆ และไม่น่าจะมีประโยชน์เท่ากับการอ่านหรือดูสิ่งใหม่ๆ และก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่หายากเย็นด้วย เพราะแค่รายการหรือการ์ตูนสำหรับเด็กใน Youtube หรือใน Netflix ก็มีจนดูไม่หมดแล้ว หรือยิ่งพ่อแม่ที่มีฐานะหน่อย การให้หนังสือดีๆ ใหม่ๆ กับลูกแบบไม่อั้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มความหลากหลายของเนื้อหาที่เด็กได้อ่าน คำถามคือ การให้อ่านแต่สิ่งใหม่ๆ และไม่ต้องอ่านซ้ำของเก่าดีกว่าจริงหรือ 

ผมขอเฉลยคำตอบของคำถามนี้เลยแล้วกันว่า “ไม่จริงครับ” เพราะการอ่านซ้ำหรือดูสื่อเรื่องเดิมซ้ำ กลับมีประโยชน์มากกว่าการอ่านหรือดูเรื่องใหม่ๆ ตลอดเพียงรอบเดียว และมีงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนเรื่องนี้ เป็นคำตอบที่น่าแปลกใจจริงไหมครับ วันนี้ผมเลยจะมาชวนคุยเรื่องนี้กันว่าในเมื่อเรามีสื่อใหม่ๆ มากมายไม่ขาดมือ แล้วการอ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ จะให้ประโยชน์อะไรกับเรา

ก่อนที่เราจะพูดถึงเด็กและประโยชน์ในด้านการศึกษา ผมอยากอุ่นเครื่องด้วยการชวนมาสำรวจการอ่านซ้ำและดูซ้ำของคนใกล้ตัวก่อน แม้ว่าตอนนี้วงการสื่อจะผลิตเนื้อหาใหม่ๆ มารอคุณทุกวัน แต่คุณหรือคนรู้จักอาจจะเป็นหนึ่งในคนที่ชอบอ่านหรือดูเรื่องเดิมซ้ำอีกรอบ ไม่ว่าจะเป็นนิยาย หนัง ซีรีส์ โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องโปรด บางเรื่องอ่านหรือดูซ้ำจนแทบจะท่องบทพูดกันได้เลยก็มี นี่อาจจะเป็นความแตกต่างของยุคสมัยที่คุณเกิดทันการอ่านซ้ำในวัยเด็ก ก็เลยมีสิ่งนี้ติดตัวมาด้วย แต่การอ่านหรือดูซ้ำเรื่องเดิมกลับทำให้รู้สึกมีความสุขอย่างน่าประหลาดใจ นอกจากนี้เราก็ยังเห็นว่ามีการนำหนัง ละคร ซีรีส์เก่าๆ มาฉายซ้ำอยู่เสมอ แถมได้รับความนิยมอยู่ดีโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เคยดูเรื่องนั้นมาแล้ว เรามักจะคิดว่าของใหม่ดีเสมอ แต่ทำไมการอ่านหรือดูสิ่งเดิมๆ กลับยังทำให้หลายๆ คนพอใจ

คำตอบของความสุขในการดูหรืออ่านซ้ำนั้นซ่อนอยู่ในสมองของเราครับ เวลาที่เราอ่านหรือดูสิ่งใหม่ๆ เป็นครั้งแรก สมองของเราต้องทำงานหนัก เช่น หากเป็นการอ่านนิยาย เราต้องเริ่มจากการจำชื่อตัวละครที่สำคัญว่ามีใครบ้าง เกี่ยวข้องกันอย่างไร มีความสำคัญอะไรกับเรื่อง และฉากของเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร และทำความเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีปัญหาหรือปมขัดแย้งอะไรเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราอ่านหรือดูเรื่องราวทั้งเรื่องเข้าใจก่อน 

นอกจากนี้สมองของมนุษย์เราชอบทำนายว่าจะเกิดอะไรต่อไปในอนาคต คนเราเลยมักจะคาดการณ์ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรไปพร้อมๆ กับตอนอ่านหรือดูเรื่องใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้เรื่องราวมาก่อน แต่หลังจากเราดูรอบแรกจบ เราจำตัวละครหลักได้ เรารู้เรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าน พอเราย้อนกลับมาดูรอบที่สอง สมองของเราจะมีงานน้อยลงมาก นี่คือสาเหตุแรกของความพึงพอใจ นั่นก็คือการที่ดูหรืออ่านได้อย่างผ่อนคลาย เพราะสมองรู้ข้อมูลสำคัญกับเรื่องราวหมดแล้ว แต่หลายๆ คนอาจจะแย้งว่าแล้วการอ่านหรือดูเนื้อเรื่องที่เรารู้ครบถ้วนหมดแล้วมันจะไม่น่าเบื่อเกินไปหรือ รอบเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้วกับการเสพสื่อบันเทิงทั่วๆ ไป

จริงๆ แล้ว เวลาเราอ่านหรือดูอะไรในรอบแรกเราไม่ได้เก็บทุกอย่างได้ครบทั้งหมดครับ การที่คนเรามีแนวโน้มจะคิดไปก่อนว่าดูซ้ำก็ไม่น่าจะมีอะไรเพิ่มนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่เวลารับสื่อที่ดูผิวเผินแล้วไม่ใช่ซับซ้อนอย่างสื่อบันเทิง เรามักจะคิดว่าเรารู้ทุกอย่างที่อ่านหรือดูไปครบถ้วนแล้ว ทั้งๆ ที่จริงเรามองข้ามรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ไปหลายอย่าง (ในทางวิชาการเรียกว่าปรากฎการณ์ ‘Illusion of explanatory dept’ หรือ ภาพลวงตาของความลึกซึ้งด้านการอธิบาย) แต่ในความเป็นจริง สื่อบันเทิงต่างๆ อย่างภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่มีทั้งตัวละคร ฉาก บทพูด รวมถึงเสียงประกอบต่างๆ หรือแม้แต่กับการอ่าน เวลาเราอ่านรอบแรก เราใช้สมองไปกับการจินตนาการสิ่งหลักๆ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนั้นเราอ่านข้ามไปได้ง่ายๆ หรืออ่านผ่านๆ ไปแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญ 

สื่อบันเทิงเหล่านี้แม้จะไม่ได้ยากเหมือนบทเรียนวิชาการก็จริง แต่ก็มีรายละเอียดมากกว่าที่เราคิด และเมื่อมีโอกาสได้ดูหรืออ่านซ้ำ เราจะพบสิ่งใหม่ๆ ที่เรามองข้ามไปเพราะสมองของเราจะอยู่ในภาวะที่แตกต่างจากตอนอ่านรอบแรก สมองจะว่างพอที่จะทำให้เราสังเกตเห็นอะไรใหม่ๆ ที่ลงลึกขึ้น เราอาจจะเพิ่งเห็นสีหน้าตัวละครที่ทำให้เห็นว่ามีเจตนาแอบแฝง เราอาจจะเพิ่งเข้าใจคำพูดเสียดสีหรือมุกตลกที่แทรกอยู่ เราอาจจะเพิ่งรู้สึกว่าเพลงประกอบของช่วงไหนติดหูและเสริมบรรยากาศเรื่อง 

หรือการอ่านหนังสืออีกรอบ เราอาจจะเพิ่งสังเกตว่าคำพูดไหนที่แฝงถึงความนัยที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ในบทหลังๆ ยิ่งเรารู้เนื้อเรื่องแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น รายละเอียดต่างๆ อย่างสีหน้าท่าทางของตัวละคร การเลือกใช้คำพูด หรือคำอธิบายของท่าทีตัวละครที่ดูแล้วไม่น่าจะสลักสำคัญอะไรกลับมีความหมายอย่างเห็นได้ชัดขึ้นทันที 

เคยไหมครับที่รู้สึกว่าตอนดูหรืออ่านรอบแรกนั้นไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก แต่พอรอบถัดไปกลับรู้สึกชอบมาก เพราะเราเพิ่งสังเกตถึงความสมเหตุสมผลและความแยบยลของเนื้อเรื่องที่สอดคล้องกับรายละเอียดต่างๆ หรือความสวยงามทางศิลปะที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนในรอบแรกที่ต่างเพิ่มอรรถรสให้การอ่านหรือการดู สิ่งเหล่านี้มอบความรู้สึกเต็มอิ่มกว่าเดิมแม้จะเป็นเรื่องเดิมก็ตาม

เราย้อนกลับมาในคำถามเรื่องการอ่านและดูซ้ำในเด็กที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูหลายๆ คนน่าจะสนใจกัน สำหรับเด็กเล็กที่ยังจัดการข้อมูลได้ไม่เก่งเหมือนผู้ใหญ่ ในการอ่านและดูสื่อต่างๆ รอบแรกแม้แต่สื่อง่ายๆ อย่างเช่นนิทาน หรือรายการสำหรับเด็กก็ตาม สมองของเด็กต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการจัดการข้อมูลทั้งตัวละคร เนื้อเรื่อง และคำพูด และนำทั้งหมดนี้มารวมกันให้เข้าใจเรื่องราว แม้ว่าสื่อนั้นจะดูแล้วเข้าใจง่ายไม่มีความซับซ้อนเลยในสายตาผู้ใหญ่ 

คนที่มีลูกหรือเคยเลี้ยงเด็กคงจะชินที่เด็กขอให้อ่านนิทานเรื่องซ้ำๆ ดูการ์ตูนหรือรายการตอนเดิมๆ วนไปวนมาเหมือนไม่รู้เบื่อ นั่นก็เพราะว่าเด็กมีข้อจำกัดด้านกลไกความคิดที่อยู่ในวัยกำลังพัฒนา เด็กเลยเก็บรายละเอียดทั้งหมดได้ครบยากกว่าผู้ใหญ่ และเด็กยังขาดความชำนาญในการทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง แถมเด็กยังรู้จักสิ่งต่างๆ ในโลกน้อยกว่าผู้ใหญ่ เนื้อหาของสื่อส่วนมากเลยมีสิ่งแปลกใหม่ที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเต็มไปหมด กว่าจะเข้าใจอย่างเต็มที่ก็มักจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งรอบ และกว่าจะเริ่มสังเกตทุกอย่างครบและเริ่ม ‘เข้าที่’ หรือเริ่มได้รับความสนุกอย่างเต็มที่ก็ต้องกินเวลาอีกหลายรอบ 

มีงานวิจัยที่ลองให้เด็กดูรายการไขปริศนา พบว่าเด็กที่มีโอกาสได้ดูรายการเดียวหลายรอบจะมีส่วนร่วมและสนุกไปกับรายการมากกว่า ร่วมตอบคำถามที่พิธีกรช่วยขอให้ตอบบ่อยกว่าเด็กที่ดูหลายรายการเพียงรอบเดียว ดังนั้นไม่ต้องกังวลหากเด็กขออ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ มากกว่าสองรอบ เพราะเด็กจะยังได้รับสิ่งใหม่ๆ แม้ว่าจะมาจากสื่อเดียวกันก็ตาม 

การให้อ่านหรือดูอะไรเพียงรอบเดียวแล้วไม่มีโอกาสให้ดูหรืออ่านซ้ำอีกเลย เด็กอาจจะยังย่อยข้อมูลทั้งหมดไม่ทัน และทำให้ได้ทั้งความรู้และความบันเทิงไม่พอ

ไม่เพียงแต่เรื่องความสุขและความบันเทิง ที่จริงแล้วเทคนิคการอ่านสิ่งเดิมซ้ำ เป็นเทคนิคที่แวดวงการศึกษานั้นส่งเสริมและมีงานวิจัยรองรับมาเยอะและมีมานานแล้วครับโดยเฉพาะในเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาแรกหรือภาษาที่สอง การอ่านเรื่องราวเป็นหนึ่งในวิธีเรียนที่เห็นได้ทั่วไป แต่การวิจัยพบว่าการอ่านครั้งเดียวไม่เพียงพอสำหรับประโยชน์เพื่อฝึกทักษะด้านภาษา ตอนอ่านครั้งแรก สิ่งที่เราจะสนใจเป็นพิเศษคือคำศัพท์เพราะเราต้องรู้ว่าคำไหนหมายถึงอะไร จากนั้นสมองของเราจะมุ่งไปที่เนื้อหาว่ามีอะไรเกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง สิ่งที่ได้จากการอ่านรอบเดียวเลยมักจะมีเพียงคำศัพท์ใหม่ๆ เพราะสมองไม่มีเวลาดูเรื่องอื่นๆ มาก แต่เมื่ออ่านรอบที่สองเป็นต้นไป สมองที่รู้บริบทของเนื้อหาและคำต่าง ๆ แล้วจะมีเวลาพอในการสังเกตรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้นอื่นๆ เช่น โครงสร้างไวยากรณ์ที่ใช้ในแต่ละประโยค การเลือกใช้คำไหนในบริบทหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การเรียงลำดับคำแบบใดที่ทำให้เนื้อหาเป็นธรรมชาติ และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ใช่การอ่านประโยคแบบเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ 

นอกจากนี้การอ่านเรื่องหนึ่งซ้ำๆ จนชำนาญในคำศัพท์ โครงสร้างไวยากรณ์ และรูปแบบการใช้คำแล้ว เมื่อไปเจอกับสิ่งที่เรียนรู้แล้วกับเรื่องราวอื่นๆ ที่มีรูปแบบคล้ายกันในอนาคต สมองจะทำความเข้าใจเรื่องใหม่ได้รวดเร็วขึ้น งานวิจัยในผู้ใหญ่ที่เรียนภาษาที่สองก็สนับสนุนเรื่องการอ่านเรื่องราวเดิมๆ ซ้ำเช่นกัน และสำหรับคนที่ชอบดูหนังหรือซีรีส์ต่างประเทศเพื่อฝึกภาษาใหม่ๆ งานวิจัยก็ยังพบว่าการดูซ้ำเรื่องเดิมก็เป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าการดูเรื่องใหม่ไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเดียวกัน หลายคนคงรู้สึกได้ว่าเราไม่ค่อยได้สนใจสิ่งอื่นนอกจากเรื่องราวมากนักในการดูรอบแรก ดังนั้นหากจะต้องการดูเพื่อฝึกภาษาจริงๆ การดูหลายๆ รอบที่สมองเริ่มสนใจเนื้อเรื่องน้อยลง และมีเวลาไปใส่ใจรายละเอียดของภาษาแทนจะมีประโยชน์กว่า

ประโยชน์อีกอย่างในด้านการศึกษาคือเรื่องการเขียน การเขียนนั้นเป็นหนึ่งในทักษะที่เด็กๆ ไม่ชอบจนถึงขั้นกลัว โดยเฉพาะการบ้าน รายงาน หรือการสอบที่ต้องเขียนอะไรยาวๆ แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ชอบการเขียน (ยิ่งเป็นการเขียนภาษาต่างประเทศยิ่งแล้วใหญ่) ทักษะการอ่านและทักษะการเขียนนั้นเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด การเขียนที่ดีไม่ใช่เพียงแค่รู้คำศัพท์ แต่การเลือกใช้คำและไวยากรณ์ที่เป็นธรรมชาติ การเรียงลำดับสิ่งที่ต้องการสื่อ และอย่างที่เราคุยกันไปแล้วว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้จากการอ่านโดยเฉพาะจากการอ่านสิ่งเดิมซ้ำๆ ที่สมองมีเวลาพอจะได้สังเกตเห็นรูปแบบเหล่านี้ 

การได้พบรูปแบบภาษาเดิมๆ หลายๆ ครั้งทำให้เราไม่เพียงจดจำ แต่ยังจะนำสิ่งที่ได้มาใช้เขียนในงานของเราเองโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เขียนเก่งคือ การอ่านงาน ไม่เพียงหลากหลายรูปแบบ แต่ต้องอ่านหลายรอบอีกด้วย

นอกจากทักษะทางภาษาที่ได้ฝึกจากการอ่านซ้ำดูซ้ำแล้ว สมองของมนุษย์ชอบความครบถ้วนสมบูรณ์ การที่เรารู้รายละเอียดทั้งหมดของสิ่งที่เราอ่านหรือดู ทั้งสิ่งที่บอกตรงๆ สิ่งที่เห็นไม่ชัด หรือสิ่งที่บอกโดยนัย สิ่งเหล่านี้สร้างความพึงพอใจให้กับคนหลายๆ กลุ่มได้ เป็นความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าตัวเองเป็น ‘แฟนพันธุ์แท้’ ของนิยาย หนัง หรือซีรีส์สักเรื่อง ที่มั่นใจว่าตัวเอง ‘เก็บครบ’ เพราะดูมาหลายรอบ และถ้าหากดูหรืออ่านสื่อทางการศึกษา เช่น หนังสือเรียน หรือสื่อความรู้ต่างๆ ก็จะได้รับประโยชน์ด้วยหลักการเดียวกันในรูปแบบของความชำนาญ รอบแรกคือการทำความเข้าใจส่วนสำคัญหลักๆ แต่พออ่านรอบที่สองเป็นต้นไป นอกจากความคุ้นชินจะทำให้เรารู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนง่ายขึ้นแล้ว สมองเรายังมีพลังงานเหลือพอที่จะเก็บรายละเอียดที่เหลือ รวมถึงการวิเคราะห์เหตุผลเชิงลึกว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น วิเคราะห์สิ่งต่างๆ เพิ่มเติมว่าเนื้อหาส่วนนี้โยงกับเนื้อหาส่วนอื่นอย่างไร หรือแม้แต่จะนำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ ได้อย่างไร 

ส่งท้ายด้วยประโยชน์อีกด้านที่การอ่านซ้ำดูซ้ำมอบให้เราอย่างไม่น่าเชื่อคือความสุขในแง่ ‘การเข้าสังคม’ ฟังดูแปลกจริงไหมครับ เพราะกิจกรรมการอ่านนิยาย การดูหนัง หรือดูซีรีส์ต่างเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียว แต่ทุกครั้งที่เราอ่านหรือดูสื่อ คนที่เราจะเข้าสังคมด้วยในที่นี้คือตัวละครในเนื้อเรื่อง ผมไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไปนั่งคุยกับตัวละครนะครับ แต่การเรียนรู้เรื่องราวของคนแม้ว่าจะเป็นตัวละครในสื่อก็ตาม สมองจะทำงานในแบบเดียวกับการเข้าสังคมของจริง มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม และสมองของมนุษย์วิวัฒนาการมาซับซ้อนขนาดนี้ก็เพื่อเหตุผลหลักคือการทำความเข้าใจสังคมหรือคนรอบตัว (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ ทำไมรัฐบาลกับป้าข้างบ้านอยากให้เราแต่งงาน https://thepotential.org/social-issues/why-some-people-obsessed-getting-married) 

เวลาเข้าสังคม มนุษย์จะต้องการความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งได้มาจากการรู้จักนิสัยใจคอของคนหนึ่งดีพอ และคาดการณ์ได้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไป การอ่านหรือดูซ้ำในรอบที่สองก็คล้ายกันครับ รอบที่สองเป็นรอบที่เราสนิทกับตัวละครมากขึ้น และพอเรารู้แล้วว่าตัวละครนี้เป็นคนแบบไหน สมองของเราจึงให้ความรู้สึกพอใจ เหมือนได้อยู่กับคนที่เราคาดเดาใจได้ ต่างจากความอึดอัดตอนอยู่กับตัวละครที่เราเพิ่งดูหรืออ่านครั้งแรก ซึ่งเหมือนคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน การอ่านซ้ำดูซ้ำเลยเหมือนตอบสนองความรู้สึกดีในการเข้าสังคมในแบบสมมติ เหมือนได้กลับมาเจอคนที่คุ้นเคย

ยุคที่สื่อรวดเร็วและมีปริมาณมหาศาล ค่านิยมสมัยใหม่เลยอาจจะมุ่งเน้นว่าต้องอ่านให้รอบด้านและไล่ให้ทันทุกอย่าง คนเราเลยเร่งหาสิ่งใหม่ๆ กันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าการอ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ จะไม่มีประโยชน์ และที่จริงแล้วกลับมีประโยชน์มากด้วย ดังนั้นใครที่ชอบอ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ แล้วยังไม่รู้สึกเบื่อ อย่ารู้สึกผิดที่ว่าควรจะเอาเวลาไปอ่านสิ่งใหม่ๆ ให้รู้กว้างแทน และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ โปรดอย่ากังวลหากเห็นลูกชอบอ่านหรือดูอะไรซ้ำไปซ้ำมา ทั้งๆ ที่ท่านทั้งซื้อทั้งเตรียมสิ่งใหม่ๆ ไว้ให้ลูก จำนวนมาก หรือหากท่านใดไม่มีทุนทรัพย์จะมอบหนังสือเล่มใหม่หรือสื่อการเรียนใหม่ๆ ให้ลูกสม่ำเสมอก็ไม่ต้องเครียด เพราะสื่อเดิมๆ นั้นใช้อ่านหรือดูได้หลายรอบ และแถมยังได้ประโยชน์มากขึ้นในรอบถัดไป 

ด้วยธรรมชาติของเด็ก กว่าสมองจะเข้าใจทุกอย่างหมดจนไปถึงขั้นเก็บรายละเอียดเชิงลึกต้องใช้การอ่านหรือดูซ้ำหลายรอบกว่าผู้ใหญ่มาก ดังนั้นการยัดเยียดสิ่งใหม่ตลอดกลับไม่ให้ผลดี 

สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้มีอยู่ในแค่สื่อใหม่ สื่อเดิมๆ ที่อ่านซ้ำนั้นมีทั้งรายละเอียดและความลุ่มลึกที่เป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าอย่างมาก เพราะข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกนั้นมักจะมอบข้อมูลที่ให้อรรถรสในการอ่านหรือการรับชม และให้ความชำนาญในแง่ของการเรียนรู้ เช่นเดียวกับหลายๆ สิ่งที่คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ แต่แน่นอนว่าผมไม่ได้หมายความว่าการอ่านสื่อใหม่ๆ ไม่มีประโยชน์ การอ่านแต่สื่อเดิมๆ ไปเรื่อยๆ แม้จะทำให้รู้เชิงลึกแต่ก็อาจจะไม่ทำให้รู้กว้างขวาง นอกจากนี้สื่อแต่ละแบบก็มีความเหมาะสมในการอ่านซ้ำต่างกัน เช่น หนังสือบางเล่มอาจอ่านได้หลายต่อหลายรอบ แต่บางเล่มการอ่านเพียงสองรอบก็อาจจะมอบอรรถรสและประโยชน์ของมันอย่างเต็มที่แล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองหรือบังคับให้ลูกตัวเองอ่านหรือดูในสิ่งที่รู้สึกว่าซ้ำหลายรอบจนน่าเบื่อเกินไป ‘ความพอดี’ ยังเป็นคำตอบของทุกสถานการณ์ครับ

รายการอ้างอิง

Barnett, J. E., & Seefeldt, R. W. (1989). Read something once, why read it again?: Repetitive reading and recall. Journal of Reading Behavior, 21(4), 351-360.

Celik, B. (2019). Developing writing skills through reading. International Journal of Social Sciences & Educational Studies, 6(1), 206-214.

Crawley, A. M., Anderson, D. R., Wilder, A., Williams, M., & Santomero, A. (1999). Effects of repeated exposures to a single episode of the television program Blue’s Clues on the viewing behaviors and comprehension of preschool children. Journal of educational psychology, 91(4), 630.

Jensen, E. D., & Vinther, T. (2003). Exact repetition as input enhancement in second language acquisition. Language learning, 53(3), 373-428.

Moore, K. L. (2019). Effects of a repeated writing intervention on writing fluency and writing quality. Louisiana State University and Agricultural & Mechanical College.

O’Brien, E. (2021). A mind stretched: The psychology of repeat consumption. Consumer Psychology Review, 4(1), 42-58.

Omura, M. (2021). Effects of Repeated Reading Instruction in Online EFL Classes for Japanese High School Students (Doctoral dissertation, Sophia University).

Shackleford, K. E., Whiteman, A., Cohen, J. D., Buttafuoco, J. L., & Reed, P. A. (2026). Choosing to Re‐Experience Movies and TV Episodes: Popularity, Motivations and Benefits of Volitional Reconsumption of Entertainment Media. Social and Personality Psychology Compass, 20(1), e70119.

Tags:

การอ่านเด็ก

Author:

illustrator

พงศ์มนัส บุศยประทีป

ตั้งแต่เรียนจบจิตวิทยา ก็ตั้งใจว่าอยากเป็นนักเขียน เพราะเราคิดความรู้หลายๆ อย่างที่เราได้จากอาจารย์ หนังสือเรียน หรืองานวิจัย มันมีประโยชน์กับคนทั่วไปจริงๆ และต้องมีคนที่เป็นสื่อที่ถ่ายทอดความรู้แบบหนักๆ ให้ดูง่ายขึ้น ให้คนทั่วไปสนใจ เข้าใจ และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่อยากให้มันอยู่แต่ในวงการการศึกษา เราเลยอยากทำหน้าที่นั้น แต่เพราะงานหลักก็เลยเว้นว่างจากงานเขียนไปพักใหญ่ๆ จนกระทั่ง The Potential ให้โอกาสมาทำงานเขียนในแบบที่เราอยากทำอีกครั้ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Family Psychology
    เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ninaiscat

  • Book
    เฟอร์มิน หนู / รัก / หนังสือ:  เรื่องเศร้าเมื่อเราอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Early childhoodFamily Psychology
    เติบโตไปด้วยกัน Alpha Generation EP.6  ‘ล้มแล้วลุก’ หัวใจที่แข็งแรงยืดหยุ่นพอ จึงไม่แหลกสลายระหว่างทาง

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

  • Education trend
    ความผิดพลาดของการสอนวิทยาศาสตร์ที่อาจพาประเทศชาติหลงทาง

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์

  • Character building
    ‘เด็กโกหก’ อาจไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เข้าใจธรรมชาติการโกหกจากงานวิจัย

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

‘แม่พลอย’ Sex Educator ที่ชวนเด็กรักและเห็นคุณค่าในตัวเองก่อนเริ่มความสัมพันธ์
Everyone can be an EducatorLife classroom
7 July 2026

‘แม่พลอย’ Sex Educator ที่ชวนเด็กรักและเห็นคุณค่าในตัวเองก่อนเริ่มความสัมพันธ์

เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญนฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • ‘แม่พลอย’ พลอย ศิริอุดมเศรษฐ เป็นนักสื่อสารเรื่องเพศ Sex Educator, นักสร้างแรงบันดาลใจด้าน Body Positivity และนักแสดงผู้ถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านบท ‘ปุ้ย’ ในซีรีส์ทนายปีศาจ ที่เน้นย้ำว่าสิ่งเด็กๆ ควรเรียนรู้ก่อนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คือ ‘เพศศึกษา’
  • ‘เพศศึกษา’ ไม่ใช่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์ แต่คือการเห็นคุณค่าของตัวเอง และเห็นคุณค่าในความสัมพันธ์ ซึ่ง Healthy Body Image การรู้คุณค่าในรูปร่างตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของ ‘เพศศึกษา’ ด้วย
  • “ปัจจุบันเด็กเจอความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เขาโตมากับชีวิตที่ทุกอย่างมันเป็นเทคโนโลยี แล้วทุกอย่างมีดิจิทัลฟุตปรินต์ ทุกอย่างมีการเปรียบเทียบ เรายิ่งต้องสอนเรื่องคุณค่าในตัวเอง ขอบเขต การเคารพตัวเองและผู้อื่น”

สีหน้าแววตาที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่กลับโดนกระทำซ้ำโดยกระบวนการยุติธรรมและทัศนคติอันคับแคบของสังคม คือภาพที่ทำให้หลายคนรู้จัก ‘ปุ้ย’ จากซีรีส์ทนายปีศาจ ซึ่งรับบทโดย ‘แม่พลอย’ พลอย ศิริอุดมเศรษฐ 

ในโลกคู่ขนาน ‘แม่พลอย’ คือสาวเจนวายโพรไฟล์ดี มีบทบาทการทำงานในฐานะนักสื่อสารเรื่องเพศ Sex Educator, นักสร้างแรงบันดาลใจด้าน Body Positivity ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า แม้เธอเองจะเป็น Beauty Standard (มาตรฐานความงาม) ของผู้หญิงอ้วน ผิวขาว หน้าตาน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใจ แต่ก็ไม่วายถูกบูลลี่เช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าจะในบทบาทของ ‘ปุ้ย’ หรือ ‘แม่พลอย’ สิ่งที่เธออยากให้เด็กๆ เรียนรู้ก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็คือ ‘เพศศึกษา’

“เพราะว่าเพศศึกษามันไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘จู๋-จิ๋ม’ มันคือ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างกับตัวเอง การรู้คุณค่าในตัวเอง การรู้ความชอบตัวเองขอบเขตตัวเอง วิธีปกป้องตัวเอง การให้เกียรติผู้อื่น ซึ่ง Healthy Body Image การรู้คุณค่าในรูปร่างตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เพศศึกษา’ ด้วย”

ในบทบาทของ Sex Educator แม่พลอยจะสื่อสารเนื้อหาต่างๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งในชื่อของตัวเองและเพจ ‘ตัวหนูของหนู’ นอกจากนี้ยังจัดเวิร์กชอปสำหรับครอบครัวที่ต้องการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาร่วมกัน 

“ในปัจจุบันเด็กเจอความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เขาโตมากับชีวิตที่ทุกอย่างมันเป็นเทคโนโลยี แล้วทุกอย่างมีดิจิทัลฟุตปรินต์ ทุกอย่างมีการเปรียบเทียบ เขารู้ว่านี่คือไฮท์แรงค์หรือไม่ไฮท์แรงค์ เพราะว่าตัวเลขยอดไลค์มันบอกชัดเจนมาก มันน่ากลัวมากสำหรับการประกอบสร้างตัวเองของเขา เรายิ่งต้องสอนเรื่องคุณค่าในตัวเอง ขอบเขต การเคารพตัวเองและผู้อื่น”

‘การไม่รู้อะไรเลยมันน่ากลัว’ ก้าวแรกสู่การเป็น Sex Educator

แม่พลอยเล่าว่า เธอเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบค่อนข้างไข่ในหิน มีแพทเทิร์นชีวิตแบบชนชั้นกลาง คือเรียนมัธยมต้นที่สตรีวิทยา มัธยมปลายที่เตรียมอุดมศึกษา จบปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ เอกวาทวิทยา และวิชาโท ภาคสื่อสารการแสดง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

“พ่อแม่เขาพยายามส่งให้อยู่ในสังคมที่ดี แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า การที่ไม่ได้เข้าไปแบบยุ่งเกี่ยวกับด้านมืดอะไรเลย มันดีไปหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าสุดท้ายแล้วเราก็จะค้นพบแหละว่า การที่ไม่รู้อะไรเลย จริงๆ ก็น่ากลัว”

แม่พลอยเล่าว่า ตอนเรียนที่คณะนิเทศ เธอมีโอกาสทำละคร คลุกคลีอยู่กับแวดวงการแสดง ทำให้ได้เจอผู้คนมากมายที่มีประสบการณ์ชีวิตต่างออกไป และได้เจอกับเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นเหมือนสารตั้งต้นที่ทำให้อยากสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องเพศ 

“คือเพื่อนเขาโดนลวนลามอยู่เรื่อยๆ จนเกือบจะโดนข่มขืนแล้ว มันทำให้เรารู้สึกว่าแย่จังเลย แล้วเขาก็กลายเป็นคนที่ยินยอมให้คนเข้ามาในพื้นที่ของเขามากผิดปกติ ซึ่งมันคือกลไกการป้องกันตัวเองของเขา”

เรื่องนี้ทำให้แม่พลอยเกิดคำถามขึ้นในใจว่า อะไรที่ทำให้คนๆ หนึ่งยินยอมให้เรื่องเหล่านี้เกิดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ถ้าเราทุกคนได้รับการปลูกฝังเรื่องการเคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายตัวเองและผู้อื่น จะเป็นเกราะป้องกันการกระทำที่นำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศในสังคมได้ไหม?

ในโพรเจกต์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เธอจึงเลือกทำหัวข้อ ‘The Boundary’ การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อปกป้องสิทธิด้านร่างกาย โดยออกแบบเป็นโปรแกรมเวิร์กชอป Sexual Harassment Protection ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 

“เวิร์กชอปแบ่งเป็น 2 พาร์ต เช้าเป็นเลคเชอร์เรื่องสิทธิทางกฎหมาย ว่าเรามีสิทธิยังไง กฎหมายการคุกคามทางเพศปรับเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเด็กม.ปลายอะ …เบื่อ เราเองก็ผิดในฐานะที่เป็นคนดีไซน์คอร์ส แต่ว่าช่วงบ่ายก็คือเชิญอาจารย์อิ๊ก ณฐิณี เจียรกุล มาเป็นกระบวนกรนำเวิร์กชอปแบบ Drama-based ใช้การแสดงและการสวมบทบาท (Role-play) จำลองสถานการณ์ ซึ่งพอเป็นเวิร์กชอปแบบนี้เด็กก็สนุก แล้วก็ได้เรียนรู้ เราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย”

เติมเต็มความรู้เพศวิทยา ‘เพศศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์’ 

แม้จะค่อนข้างชัดเจนกับบทบาทการเป็นนักสื่อสารเรื่องเพศ และนักสร้างแรงบันดาลใจด้าน Body Positivity ที่สนับสนุนให้คนมีความมั่นใจในร่างกายตัวเอง แต่แม่พลอยก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่า Educator เพราะมองว่ายังขาดความรู้ในเชิงวิชาการ 

“เพื่อนชวนไปเรียนหลักสูตรเพศวิทยา เขาบอกว่ามันเวิร์ก ก็เลยได้ไปเรียน หลักสูตรเพศวิทยาคลินิกของคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก็ได้รู้เชิงชีววิทยา วงจรเสร็จเสียวของคนอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งมันสำคัญมากกับการทำความเข้าใจตัวเองและทำความเข้าใจคู่ และส่งผลต่อความสัมพันธ์มากๆ แต่ตอนแรกก็แอบรู้สึกว่าคนเป็นแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะค่อนข้างต่อยอดได้เยอะกว่า จนมาเจออาจารย์ท่านนึงชื่อ คุณหมอน้ำอ้อย-ขวัญชนก หอมแสงประดิษฐ ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องเพศเชิงบวกผ่านเฟซบุ๊กมาตั้งแต่แรกๆ ชื่อเพจน้องสาว อาจารย์มาสอนวิชา Sex Education สำหรับคนที่จะเป็นคนสอนด้านเพศว่าจะต้องมีความรู้อะไรยังไงบ้าง

คือ ณ ตอนนั้น เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันคืออะไร แต่เจอวิชานี้มันเหมือนมีคนมาให้กรอบประมาณนึงว่า ถ้าสมมติแม่พลอยสนใจด้านนี้ มันมีเวย์ที่จะไปต่อนะ เพราะว่า Educator ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นหมอ ก็ทำได้”

จากห้องเรียนเพศวิทยา แม่พลอยมีโอกาสนำความรู้มาออกแบบเวิร์กชอปเรื่อง ‘เพศศึกษา’ ให้กับชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำความรู้ไปใช้ในการดูแลเด็กๆ ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มชั่วโมงบินให้กับ Sex Educator หน้าใหม่

“จุดเปลี่ยนคือเจอคุณนุ่น-รัชดา ธราภาค เป็นบุคคลที่ให้ข้อมูลกับพลอยตั้งแต่ตอนทำเวิร์กชอป Sexual Harassment Protection ตอนปี 4 แล้วเขาก็ชวนไปทำงานสัมภาษณ์เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะเขาทำเรื่องท้องวัยรุ่น (โครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในระดับอำเภอ) โดยการสนับสนุนของสสส. แล้วก็เอาการ์ดการพูดคุยเรื่องเพศศึกษากับพ่อแม่ ไปจัดเวิร์กชอปตามชุมชน เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นตรงนั้นสามารถรันกระบวนกับคนในชุมชนได้ ว่าคุณจะสอนเพศศึกษาลูกๆ ยังไง ซึ่งก็เวิร์ก”

“พอได้ทำงานอยู่ในวงการจริงจัง แบบที่ได้ใช้ศักยภาพเราด้วย เราก็เริ่มมั่นใจขึ้นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ ฉันก็ทำงานนี้ได้ ฉันใช้ศักยภาพของฉัน ใช้สกิลการเป็นพิธีกร เป็นคนหน้ากล้อง มันก็มีเวย์ที่เราจะขับเคลื่อนได้”

เมื่อบทบาทของ Sex Educator เริ่มชัด นอกจากความสุขที่ได้รับจากการทำงาน โอกาสการเรียนรู้ก็ค่อยๆ เข้ามาให้ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อยอดไปเรื่อยๆ 

“สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) จะมีโควต้าส่งภาคีไปเรียนรู้เพิ่มเติม เราก็ได้ไปเรียนกับมะขามป้อม คราวนี้ก็เจอผู้คนเต็มเลย เจอคุณหมอชมพู่ เป็นกุมารแพทย์ที่สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เขาก็ชวนไปสอนเป็น Sex Education for Teacher แบบเพื่อคุณครูเลย ก็เลยได้ไปทำเวิร์กชอปสอนด้วย แล้วเราก็ยังได้ใช้ทักษะการแสดงด้วยนะ เพราะคลาสก่อนหน้าของเขามันเป็นทักษะการให้คำปรึกษา เราก็โรลเพลย์เลย เป็นเด็กท้องรอบนึง แล้วก็เป็นผู้ปกครองที่มาร้องเรียนโรงเรียนว่า ทำไมถึงสอนเพศศึกษาให้ลูกฉัน ยังเด็กอยู่เลยนะ”

‘ตัวหนูของหนู’ คอร์สเพศศึกษาที่พ่อแม่เรียนรู้ไปพร้อมกับลูก

หลังจากสะสมชั่วโมงบินในการถ่ายทอดความรู้เรื่องเพศศึกษารูปแบบต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่แล้ว ก็ถึงเวลาออกแบบเวิร์กชอปของตัวเอง ซึ่งแม่พลอยเลือกที่จะจัดคอร์สสำหรับครอบครัว ในชื่อ‘ตัวหนูของหนู’ เพื่อแก้เพนพอยต์ที่เคยพบ

“เพื่อนที่เป็นครูเคยเชิญเราไปสอนเพศศึกษาสำหรับพ่อแม่ มันก็จะมีแก๊ปว่า พ่อแม่ไม่รู้จะสื่อสารกับลูกยังไง หรือสมมติสอนแล้วลูกถามจะยังไงต่อ มันเขิน คือมันยังสลัดความเขินไม่ได้ 

แล้วสมมติครูสอนเด็กเรื่องคอนเซนต์ (Consent-ยินยอม) กลับบ้านไปพ่อแม่ก็บังคับอยู่ดี ไม่ฟังลูก ไม่ได้เคารพความคิดเด็กตามที่ครูสอนมา ดังนั้นที่สอนกันมันก็เกิดขึ้นในชีวิตจริงยากหน่อย เราเลยรวมกันเลย เด็กกับพ่อแม่เรียนพร้อมกันไปเลย ก็ทำเวิร์กชอป เล่านิทาน ‘ส่วนนี้หนูหวงที่สุด’ โดยขออนุญาตจากสำนักพิมพ์ SandClock Books แต่ว่าเล่าอย่างเดียวมันไม่รอดอยู่แล้ว ก็ต้องมีกิจกรรมมาเสริม เราก็ชวนเพื่อนที่เป็นกระบวนกรมืออาชีพเข้ามาด้วย ชื่อ กอฟแกฟ-กิตติภณ บุญลีชัย เขาจะเก่งด้านการออกแบบการเรียนรู้ แล้วก็สื่อสารกับเด็ก” 

ในส่วนของผู้ปกครอง แม่พลอยเล่าว่า จุดเน้นอยู่ที่การสื่อสารกับลูก เพื่อลดความเขินอาย ความไม่กล้าในการพูดคุยเรื่องเพศศึกษา

“เราก็จะให้คุณพ่อคุณแม่ลองดูตอนพวกเราพูดกับเด็ก พ่อแม่ก็จะมีคลังคำ คลังวิธีในการหลอกล่อ พูดคุยกับเด็ก วิธีทบทวนที่บ้าน เพราะว่าอยู่กับเรามันแค่ 2 ชั่วโมงเอง แต่ว่าเด็กต้องใช้ทั้งชีวิต คนที่สามารถช่วยได้ก็คือพ่อแม่ แล้วก็พูดเรื่องการขออนุญาต ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งมันช่วยมากๆ การที่ให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่มาเรียนรู้พร้อมกันกับเด็ก”

“อีกเซสชั่นหนึ่งเราจะสอนให้เด็กปกป้องตัวเองเวลาโดนคุกคาม โดยใช้หลักสูตร No-Go-Tell ตั้งแต่ให้ทำโรลเพลย์ ใส่ถุงมือเป็นพี่เพนกวินจะมาจับหน้าอก เราก็ต้องไม่เอา ไม่ได้ แล้วก็ต้องวิ่งหนี ไปหาใคร สมมติไปหาพ่อแม่ แล้วต้องพูดว่าอะไร ต้องพูดให้ถูกนะว่า ‘เขาจะมาจับหน้าอกหนู’ ‘จะมาจับนมหนู’ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องดุเพนกวินตัวนั้น เด็กก็จะรู้สึกได้รับการปกป้อง มันก็แบบฟีลเซฟแหละ 

แล้วเราก็บรีฟผู้ปกครองว่า เดี๋ยวจะต้องพูดแบบไม่ตัดสินนะ ให้ฟังเด็กก่อนนะ แล้วอย่างคำว่า Trusted Adult ก็มีกิจกรรมที่ให้ทำร่วมกันว่า Trusted Adult จริงๆ คือใคร ก็ลิสต์มา มีคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู หรือใครที่บอกได้อีก” 

สำหรับ No-Go-Tell คือแนวคิดสากลที่ใช้สอนเด็กเพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือความรุนแรง โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลักคือ

No (ไม่) สอนให้เด็กปฏิเสธให้ได้ 

Go (ไป) หนีออกจากสถานการณ์นั้นให้ได้ 

และ Tell (บอก) ให้เด็กนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ทันที(Trusted Adult) เช่น คุณพ่อ คุณแม่ คุณครู เพื่อขอความช่วยเหลือ 

‘หยุดตีตราเหยื่อด้วย Beauty standard’ เมื่อประเด็นเพศถูกสื่อสารผ่านซีรีส์ 

อีกหนึ่งบทบาทที่ทำให้แม่พลอยเป็นที่รู้จักมากขึ้น คือการเป็นนักแสดงที่รับบท ‘ปุ้ย’ ในซีรีส์ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer) ทาง Netflix ซึ่งเป็นเหยื่อจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยสูตินรีแพทย์ และตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อสู้เรียกร้องความถูกต้อง แต่นี่ไม่ใช่ก้าวแรกในเส้นทางนักแสดงของแม่พลอย เพราะกว่าจะมาเป็นปุ้ยที่สามารถถ่ายทอดความเจ็บปวดของเหยื่อที่ถูกกระทำซ้ำได้อย่างสมจริง แม่พลอยมีผลงานการแสดงมาก่อนแล้ว  

“จริงๆ ตั้งแต่ตอนเรียนก็อยู่คณะละคร ได้เล่นละครโรงเล็กอยู่บ้าง ได้พัฒนาการแสดงอยู่เรื่อยๆ  แล้วที่นิเทศจะมีบอร์ดงาน ถ้าคาแรกเตอร์ไหนตรงกับเราก็ไปแคสต์ งานแสดงแรกๆ เลยคือ เป็นนางเอก MV ‘รักเหอะ’ ของ Big Ass ซึ่งพี่ชายของพี่ไก่-ณัฐพล บุญประกอบ เป็นผู้กำกับ ทำให้เราได้ร่วมงานกับพี่ผู้กำกับสุดเท่ทั้ง 2 ท่านนี้

ในระหว่างนั้นก็มีงานโฆษณาบ้าง เป็นเพื่อนพระเอกเพื่อนนางเอกในซีรีส์บ้าง อย่าง ‘แปลรักฉันด้วยในใจเธอ 2’ เล่นเป็นเพื่อนเต๋ แล้วก็มี ‘คลับสะพานฟาย’ เล่นเป็นเพื่อนมิลลิ แล้วก็เรื่อง ‘CLAIREBELL คลั่ง/รัก/นักโทษ’ เป็นซีรีส์ Girls’ Love ของพี่เต๋อ-พี่ใหม่” 

สำหรับเรื่องล่าสุด ‘ทนายปีศาจ’ นอกจากจะเป็นผลงานที่แม่พลอยได้อวดฝีมือการแสดงแล้ว ยังเป็นบทที่ทำให้เธอได้สื่อสารเรื่องเพศศึกษาในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งทรงพลังและสร้างการรับรู้ได้ในวงกว้าง 

“บทมันดีมาก เราจะไม่สามารถฉายแสงได้เลย ถ้าบทมันไม่ดีมาตั้งแต่แรก เขารีเสิร์ช 6-7 ปี คือเรารู้ว่ามันจะดีตั้งแต่ที่เขาเรียกแคสต์ว่าอยากได้คนอ้วนๆ เพราะนั่นแปลว่าเขาต้องการเล่าเรื่องที่มันสื่อสารว่า คนรูปร่างหน้าตาแบบไหนก็สามารถโดนล่วงละเมิดได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนสวยถึงจะโดนเท่านั้น ตอนที่อ่านบทแคสต์คือ บทนี้ของฉัน!”

ในฐานะนักแสดง แม่พลอยมองว่า บท ‘ปุ้ย’ เป็นเหมือนตัวแทนของมายาคติที่ว่า คนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศต้องเป็นคนสวย รูปร่างหน้าตาตรงตาม Beauty Standard ของสังคม ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ใน Standard นั้น แล้วบอกว่าตัวเองโดนล่วงละเมิด ความคิดเห็นแรกๆ คือ “คิดไปเองหรือเปล่า”  “คิดมากไปไหม” ยิ่งถ้าเหตุการณ์ยังไปไม่ถึงขั้นการข่มขืน ความน่าเชื่อถือของเหยื่อจะลดลงทันที เพราะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ 

“พอเราได้พื้นที่สื่ออย่างงี้ ก็จะมีหลายคนที่ทักมาหรือคอมเมนต์ว่าเคยโดน  คือเขาอ้วนเหมือนเรา หลายๆ คนเลยนะที่แบบอ้วนหน่อยอะไรอย่างเงี้ย เขาบอกว่าไปเล่าให้บางคนฟัง ซึ่งมันเหมือนกับ Trusted Adult เนอะ ในการไปเล่าให้ฟังก็คาดหวังการเห็นใจ การช่วยเหลือกลับมา แต่เขาตัดสิน ไม่เชื่อ หรือว่าแบบ…ไม่น่าโดนหรอกมั้ง หรือบางคนแย่กว่านั้น คือบอกว่า ‘ควรจะดีใจนะ’ เฮ้ย! เขาโดนกระทำ เขาไม่ได้ยินยอม

แต่เราก็ดีใจนะที่เรื่องนี้ทำให้เกิดการรับรู้ เกิด Awearness (การตระหนัก) เราแฮปปี้มาก เพราะหลายคนเคยพูดว่า ตอนแรกดูบทนี้ ทำไมถึงเอาคนอ้วนๆ มาเป็นเคสที่โดนข่มขืน ดูไม่น่าเชื่อถือเลย แต่หลังจากดูซีรีส์แล้วเขาก็เริ่มรู้ว่า จริงๆ มันเกิดกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะหน้าตาแบบไหน คนแก่ก็โดน ศพยังโดนได้เลย มันไม่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา มันคือเรื่อง Power Dynamics ที่คนทำเขารู้สึกมีอำนาจเหนือกว่า เขามองว่าเขาทำได้

ซึ่ง ‘เพศศึกษา’ จะช่วยมากเลย ถ้าสมมติคนเหล่านี้ได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า จริงๆ ตัวเรากับตัวของคนอื่น มันสำคัญเหมือนกันนะ ไม่มีใครด้อยกว่าใคร เขาก็รักร่างกายเขาเหมือนกัน มันก็จะช่วยทำให้เขาหักห้ามใจไม่ไปทำร้ายคนอื่นได้ หรือทำให้อย่างน้อยก็รับรู้ว่า สิ่งนี้คือกำลังละเมิดคนอื่นอยู่นะ เพราะว่าบางทีก็ทำโดยไม่รู้ตัว”

Healthy Body Image ‘ทัศนคติเชิงบวกและการยอมรับในรูปร่างหน้าตาตัวเอง’

ไม่ใช่แค่ปุ้ย หรือแม่พลอย ที่ต้องเผชิญกับ Body Shaming หรือการวิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน เหยียดรูปร่างหน้าตา ยังมีคนในสังคมอีกไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับอคติและการเลือกปฏิบัติ เพียงเพราะพวกเขาต่างไปจากมาตรฐานที่สังคมตั้งไว้ ซึ่งจากประสบการณ์ของแม่พลอย นอกจากการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องกับสังคมแล้ว การปรับทัศนคติที่มีต่อตัวเองจะช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น

“เราก็มีช่วงที่พยายามต่อสู้กับแนวความคิดบิวตี้สแตนดาร์ด น่าจะตอนที่เรียนจบมาพักนึง คือเราเป็นคนที่ถูกเรียกว่า ‘อ้วน’ มาตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่มันโหดกว่า คือเราบอกตัวเองด้วยว่า ‘เราอ้วน เราไม่สวย’ แล้วเราก็ค่อยๆ สู้กับความคิดนี้ของตัวเอง สู้ด้วยการปฏิเสธว่าบิวตี้สแตนดาร์ดนั้นไม่มีอยู่จริง แต่สุดท้ายเรารู้ว่ามันมีอยู่จริง คุณไม่โดนเรียกแคสต์ในบางบท เพราะว่าคุณไม่ได้สวยตามบิวตี้สแตนดาร์ดไง หรือว่าเวลามีปฏิสัมพันธ์กัน คนเขาก็กรูเข้าไปหาคนที่สวยบิวตี้สแตนดาร์ด มันมีอยู่จริง”

“สิ่งที่รู้สึกว่าสามารถช่วยได้คือ เรารับรู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราจะไม่ยอมเป็นทาสของมัน คือไม่ต้องแบบว่าผลักตัวเองให้เจ็บปวดมากๆ หรือสู้ หรือไม่เป็นตัวเองสุดๆ คือรูปร่างแบบไหนก็สวยได้ แต่เรื่องความอ้วนก็มีเรื่องสุขภาพด้วย ถ้าอ้วนแบบที่น้ำหนักเกินแล้วมีปัญหา ก็เป็นสิ่งที่ควรลด แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่สวยอะ มันคนละเรื่องกันในความรู้สึกเรานะ มันไม่ได้หมายความว่าคุณอ้วนแล้วคุณค่าในตัวคุณมันลดน้อยลง” 

สำหรับใครที่กำลังรู้สึกนอยด์หรือกังวล ไม่มั่นใจในการเป็นตัวเอง แม่พลอยส่งกำลังใจให้ทุกคนว่า 

“มันโอเคที่เราจะมีรูปร่างในฝัน แต่แค่ไม่อยากให้ใจร้ายกับตัวเรา ณ ปัจจุบัน เราควรรักรูปร่างของตัวเองในทุกๆ สเตจ เพราะสุดท้ายมีแค่คุณนะที่เป็นเพื่อนกับร่างกายของตัวคุณได้ รู้ใจเขา และรักเขาดีที่สุด”

แต่ถ้าสังคมไหนทำให้คุณรู้สึกไม่ดีพอ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จนเกิดความเครียด วิตกกังวล เสียสุขภาพจิต แม่พลอยแนะนำว่าให้ตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ แต่ถ้ายังมีปัญหาอยู่ ให้เอาตัวเองออกมา 

“แล้วพาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่เป็นมิตรกับตัวคุณ เป็นมิตรกับการเทคแคร์คุณค่าในตัวเอง คือถ้าสมมติวันนี้ยังฟอลโลอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำให้เราไม่ชอบรูปร่างตัวเอง ก็ควรจะพิจารณาว่าเราควรจะฟอลต่อไหม เราเลือกกำหนดสังคมในฟีดของเราได้นะ” 

แม่พลอยเล่าว่าที่ผ่านมาเวลาทำคอนเทนท์เรื่องเพศศึกษา เรื่อง Body Positivity ลงในโซเชียลมีเดียของตัวเอง ก็จะมีฟีดแบ็กลบๆ ให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งวิธีรับมือก็คือ การกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนรอบข้างที่คอยซัพพอร์ตเรา

“สิ่งที่เราจัดการตัวเองได้คือต้องกลับมาอยู่กับตัวเอง ว่าตอนนี้รู้สึกอะไรอยู่ แล้วมันถึงขั้นที่ว่าเราต้องเทคแอคชั่นอะไรยังไงบ้าง หลายๆ ครั้งพลอยเลือกที่จะลบ คือถ้าสมมติโพสต์นั้น เป็นโพสต์ที่เราตั้งใจสื่อสารกับคนอีกกลุ่มนึง เราไม่ได้ตั้งใจสื่อสารกับเขา พลอยก็ลบ หรืออาจตอบประเด็นของคนนั้นนะ เพื่อที่จะปกป้องคนในคอมมูนิตี้ของเราด้วย เราจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเพื่อนของเรา หรือถ้าเจอเหตุการณ์ที่มีคนมาพูดบั่นทอนใจเราบ่อยๆ ก็สามารถบอกความรู้สึกของเรากลับไปด้วยความกล้าหาญได้เลยว่า ไม่โอเค” 

แม่พลอยขยายความว่า เราสามารถใช้การสื่อสารเพื่อสันติ Nonviolent Communication (NVC) ได้ โดยเริ่มที่ Observation (สังเกต) → Feeling (ความรู้สึก) → Needs (ความต้องการ) → Request (การร้องขอ หรือในแง่พฤติกรรม คือการบอกให้คนอื่นรู้ว่าเราอยากให้เขาทำอะไรนั่นเอง)

“อันดับแรกคือ Observation สังเกตว่าสิ่งที่เขาทำที่เขาพูดคืออะไร โดยไม่ตัดสินนะ สมมติพี่พูดว่า ‘หนูอ้วน’ ต่อมาคือตัวเรารู้สึกอะไร Feel เสียใจ น้อยใจ ก็บอกเขาไปว่า ‘หนูน้อยใจนะพี่พูดแบบนี้’ แล้วถัดไป Need เราอยากได้อะไรจากเขา ความต้องการของเราคืออะไร ก็คือหนูอยากได้ความเคารพจากพี่ หนูอยากให้บรรยากาศการทำงานของเราดี ดังนั้น Request แอคชั่นไปว่าเราอยากให้เขาทำอะไร มันอาจจะออกมาว่า ถ้างั้นขอให้พี่ไม่พูดแบบนี้แล้วได้ไหม จบ” 

การใช้การสื่อสารดังกล่าวในสถานการณ์ที่อึดอัด นอกจากจะได้ทบทวนความรู้สึกตัวเองแล้ว ยังได้สร้างขอบเขตให้ตัวเราด้วย และที่สำคัญได้ชี้ให้คนๆ นั้นเห็นว่า สิ่งที่เราอยากได้จากเขาคืออะไร 

เพศศึกษาในโรงเรียนไทย ‘ยิ่งสอนเร็วยิ่งดี ไม่ใช่การชี้โพรงให้กระรอก’

แม้การขับเคลื่อนเรื่องเพศศึกษาผ่านโซเชียลมีเดียและกิจกรรมต่างๆ จะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี แต่แม่พลอยมองว่ายังไม่ได้ในเชิงปริมาณ ซึ่งหากจะขยายผลในวงกว้างต้องผลักดันให้การเรียนรู้เพศศึกษาเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นจริงในระบบการศึกษา  

“อยากให้มีการสอนเต็มระบบอย่างยั่งยืน เพราะสถิติช่วงนี้ก็บอกว่าซิฟิลิสเพิ่มขึ้น แล้วท้องในอายุน้อยลง หมายถึงเด็กมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเร็วขึ้น นั่นแปลว่าเราต้องรีบสอนให้เร็วขึ้น เพื่อให้มันสอดรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการสอนแค่ใส่ถุงยาง มันไม่เวิร์ก มันเป็นปลายเหตุมากๆ แล้ว 

คือเพศศึกษามันไม่ได้มีแค่จู๋กับจิ๋ม มันคือคุณค่าในตัวคุณเอง การเห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ การมองมนุษย์เท่าๆ กัน ถ้าสมมติคุณไม่เห็นว่า ตัวคุณสำคัญ คุณจะไม่โพรเทกต์ตัวเอง ถ้าไม่เห็นว่าคู่นอนสำคัญ ก็จะไม่แคร์สวัสดิภาพของคู่ ก็ไม่แคร์หรอกว่าจะท้องหรือเปล่า และเด็กที่เกิดมามันก็ไม่ได้สำคัญ เกิดมาก็เลี้ยงๆ กันไป ก็กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งคือ โตอย่างไม่มีคุณภาพ ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เด็กคนหนึ่งเกิดมาแล้วก็ควรจะได้โตดีๆ” 

ท้ายที่สุดแล้ว แม่พลอยอยากเห็นการสนับสนุนให้มีการสอน ‘เพศศึกษา’ ในโรงเรียนอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นที่การสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเอง ให้เด็กๆ มีทักษะชีวิตพอที่จะปกป้องร่างกายจิตใจตัวเอง รู้ขอบเขต และไม่ละเมิดผู้อื่น เพื่อนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

“การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนทุกวันนี้มันก็พอมี แต่ปัญหาในระบบคือกฎหมายเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าควรจะต้องมีการเรียนการสอนกี่ชั่วโมงกี่ครั้ง เรื่องนี้ก็น่าเสียดาย 

จริงๆ มันมีกฎหมาย พรบ. ท้องวัยรุ่นนะ (พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559) ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว พรบ.ฉบับนี้เจตจำนงคือเพื่อปกป้องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของเด็กด้วย แต่พอเป็นการบูรณาการหลายๆ กระทรวง มันค่อนข้างยาก ถามว่าระบบสวัสดิการมีไหม มี หลักสูตรมีไหม มี แต่ว่าเด็กๆ เข้าถึงบริการเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน มันไม่มีตัวชี้วัดที่สะท้อนกลับมาว่า เด็กได้เรียนไหม แล้วเรียนแล้วนำไปใช้ได้ไหม” 

“เราถามน้องที่เพิ่งจบม.6 กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยว่า หนูรู้ไหมว่าจริงๆ เรามีสิทธิเรียนเพศศึกษานะ เขาบอก…ไม่รู้ ไม่เคยได้เรียนเหมือนกัน ทั้งที่จริงๆ อยู่ในพรบ.แล้วนะ ปัญหาคือเขาเข้าไม่ถึงสิทธินั้น แล้วก็โดนปัดตกด้วยความเชื่่อว่า ‘สอนแล้วมันชี้โพรงให้กระรอก’ แต่จริงๆ มันมีวิจัยที่ชี้ว่า การสอนเพศศึกษาเด็ก ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะนอกจากจะไม่ได้มีแค่เรื่องเพศสัมพันธ์  ในวัยที่เขาเริ่มอยากรู้อยากลอง จะได้ไม่ต้องไปหารู้หาลองเอง โดยที่มันอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ 

คือการสอนเพศศึกษา มันมีผลการวิจัยยืนยันว่าช่วยชะลอการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกออกไป ลดจำนวนคู่นอน เพราะเขารู้แล้วไงว่ามันเพิ่มความเสี่ยงอะไรบ้าง ลดความเสี่ยงการติดโรคทั้งเพศสัมพันธ์ต่างๆ ลดอัตราท้องวัยรุ่น คือมีแต่ผลดี ถ้าเราให้ความรู้เขาอย่างถูกต้อง” 

Tags:

พลอย ศิริอุดมเศรษฐBody PositivityHealthy Body Imageการรักตัวเองเพศศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองการเคารพตนเองSex Educator

Author:

illustrator

ชุติมา ซุ้นเจริญ

ลูกครึ่งมานุษยวิทยาและนิเทศศาสตร์ รักการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร พอๆ กับการเดินทางข้ามพรมแดนทุกรูปแบบ เชื่อเสมอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่นิยมแบกโลกไว้บนบ่า

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Everyone Can Be Educator
    ‘ครูนัท-ชนะ เสวิกุล’ นักแต่งเพลงที่อาสามาเป็นครูผู้ปลูกดอกไม้ในหัวใจเด็ก(พิเศษ)

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
    ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ การศึกษาก็เช่นกัน: ‘แฟน-กิติยากร นระพิมพ์’ สาวน้อยบาริสต้า แห่ง Freeform School

    เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Unique Teacher
    ‘ห้องเรียนระบบสอง’ งานคราฟท์จากหัวใจครูที่จัดการเรียนรู้โอบรับเด็กทุกเงื่อนไขชีวิต: ผอ.พิเศษ ถาแหล่ง โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • How to enjoy life
    นางฟ้าที่มีอยู่จริง ‘Angel Energy’ ปรับจูนพลังงานดีที่จะทำให้คุณเปล่งประกายและมีความสุขในแบบของตัวเอง

    เรื่อง ยุรพร ยมนาค ภาพ ninaiscat

  • Movie
    OMG2: ‘เพศศึกษา’ เรื่องที่ครูไม่ได้สอน แต่กลับคอยซ้ำเติมความเชื่อผิดๆ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Toy Story 5: มากกว่า ‘ของเล่นที่ถูกลืม’ คือทักษะชีวิตที่หายไปพร้อมกับ ‘การเล่น’ ที่เทคโนโลยีแทนไม่ได้
Movie
3 July 2026

Toy Story 5: มากกว่า ‘ของเล่นที่ถูกลืม’ คือทักษะชีวิตที่หายไปพร้อมกับ ‘การเล่น’ ที่เทคโนโลยีแทนไม่ได้

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Toy Story 5 เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันของ Disney Pixar บอกเล่าเรื่องราวของบอนนี่ เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาในการปรับตัว พ่อกับแม่ของเธอจึงมอบแท็บเล็ตให้ ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยให้บอนนี่เชื่อมต่อกับเพื่อนได้ง่ายขึ้น
  • แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น บอนนี่หมกมุ่นอยู่กับหน้าจอทั้งวันจนแทบตัดขาดจากเหล่าของเล่นเพื่อนเก่า ที่ตอนนี้นำทีมโดยเจสซี่ และ บัซ ไลท์เยียร์ ขณะที่เพื่อนในโลกออนไลน์กลับบูลลี่บอนนี่ จนบรรดาของเล่นต้องหาทางช่วยเหลือ
  • “ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสำหรับเด็ก ซึ่งเราไม่เคยพูดถึงในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ มาก่อน นั่นคือช่วงเวลาที่คุณตัดสินใจที่จะขยายขอบเขตทางสังคมออกไปจากโลกเล็กๆ ที่ปลอดภัยของตัวเอง และพยายามที่จะหาเพื่อน ซึ่งเป็นเรื่องเสี่ยง”

“เล่นเหรอ นี่คือเกม ไม่ใช่การเล่นจริงๆ ไม่รู้เหรอการเล่นน่ะ …ล้อเล่นใช่ไหม”

คำพูดในฉากหนึ่งของ ‘เจสซี่’ ตุ๊กตาสาวคาวเกิร์ลใน Toy Story 5 ชวนให้ผมต้องกลับมาฉุกคิดและตั้งคำถามกับตัวเองว่า…แท้จริงแล้ว ‘การเล่นจริงๆ’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่?

ตัวของเจสซี่เองก็คงไม่ต่างอะไรกับผม ที่เติบโตมาในยุคที่อุปกรณ์สื่อสารและอินเทอร์เน็ตยังเป็นเรื่องไกลตัว เข้าถึงยาก และมีราคาแพง สำหรับผมแล้ว ความทรงจำเกี่ยวกับการเล่นที่แจ่มชัดที่สุด คือการชวนพี่ชายและญาติข้างบ้านมาจำลองศึก ‘เกราะเพชรเจ็ดสี’ ด้วยกัน  เริ่มจากการไปหากล่องลังกระดาษใบใหญ่ๆ มาตัดแปะและประดิษฐ์เป็นชุดเกราะตามมีตามเกิด ใครได้บทไหนก็ระบายสีชุดเกราะตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งบทที่ผมได้รับมักเป็น ‘นักรบเกราะเพชรสีเขียว’ เสมอ เพราะทุกคนขี้เกียจทำปีกวิเศษมาติดไว้ที่ข้อเท้า 

© Disney/Pixar

จากนั้นพวกเราก็จะแบ่งทีม วิ่งไล่จับ และยิงแสงเลเซอร์ที่มองไม่เห็นใส่กันอย่างสนุกสนานจนเหงื่อไหลไคลย้อยไปตามๆ กัน เรียกได้ว่าเป็นรสชาติของการเล่นที่ขับเคลื่อนด้วยจินตนาการและสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างแท้จริง 

ทว่า โลกของเด็กยุคนี้กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เหมือนกับเนื้อหาหลักใน Toy Story 5 ที่บอกเล่าถึงหนูน้อย ‘บอนนี่’ ในวัย 8 ขวบ (ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ห่างจากภาคที่แล้วประมาณสามปี) เธอกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาหนักใจในการปรับตัวเข้าสังคมและหาเพื่อนใหม่ พ่อกับแม่ของเธอจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการซื้อแท็บเล็ตอัจฉริยะอย่าง ‘ลิลลี่แพด’ ให้เป็นของขวัญ ด้วยความเชื่อว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้จะสามารถช่วยให้บอนนี่เชื่อมต่อและเข้าหาเพื่อนๆ ได้ง่ายขึ้น

แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร เมื่อลิลลี่แพดดึงดูดบอนนี่ให้เสพติดและหมกมุ่นอยู่กับหน้าจอทั้งวันทั้งคืนจนแทบตัดขาดจากสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะเหล่าของเล่นเพื่อนเก่าที่ตอนนี้นำทีมโดยเจสซี่ และขวัญใจของผมอย่าง ‘บัซ ไลท์เยียร์’

เดิมทีผมคิดว่าแอนิเมชันภาคต่อเรื่องนี้ คงจะมุ่งเน้นไปที่การปรับตัวของพวกของเล่น แต่เมื่อรับชมต่อไปเรื่อยๆ ผมกลับพบว่าแก่นแท้ที่หนังต้องการสื่อสาร คือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของผู้ปกครอง และครู เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ ในยุคดิจิทัลมากกว่า 

ในช่วงต้นเรื่อง จริงอยู่ที่ลิลลี่แพดจะสามารถพาบอนนี่ไปเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ โดยเฉพาะการนำเธอเข้าไปอยู่ในแชตกลุ่มของเพื่อนร่วมชั้นในคลาสเต้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาและเป็น ‘ภัยเงียบอันน่ากลัว’ คือลิลลี่แพดไม่ได้มีระบบคัดกรองหรือความสามารถในการปกป้องเด็กๆ จาก ‘สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ’ บนโซเชียลมีเดียได้เลย ซึ่งปมปัญหาในช่วงวัยนี้ แอนดรูว์ สแตนตัน ผู้กำกับ กล่าวผ่าน Polygon.com ว่า

“ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสำหรับเด็ก ซึ่งเราไม่เคยพูดถึงในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ มาก่อน นั่นคือช่วงเวลาที่คุณตัดสินใจที่จะขยายขอบเขตทางสังคมออกไปจากโลกเล็กๆ ที่ปลอดภัยของตัวเอง และพยายามที่จะหาเพื่อน ซึ่งเป็นเรื่องเสี่ยง เหมือนกับการชวนใครสักคนไปเดท ถ้าคุณถูกล้อเลียนหรือถูกปฏิเสธ มันอาจส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพของคุณไปตลอดชีวิต มันเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ 

เราทุกคนจำได้ว่าการพยายามหาเพื่อนนั้นมีความเสี่ยงสูงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ที่โรงเรียนใหม่ หรือในห้องเรียนใหม่ เมื่อคุณยังเด็กขนาดนั้น เมื่อคุณอายุแปดขวบ มันคือทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับของเล่นและอุปกรณ์ต่างๆ พวกมันก็เห็นพ้องต้องกันว่าความเสี่ยงนั้นสูงมากเช่นกัน” 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ตอนที่เพื่อนๆ ในกลุ่มรู้ว่าบอนนี่ยังเล่นของเล่นกับตุ๊กตาอยู่ แถมยังพยายามตามหาของเล่นที่หายไปจากบ้าน บอนนี่จึงตกเป็นเหยื่อของการถูกล้อเลียนในทันที เธอถูกตราหน้าว่าเป็นยัยทารกน้อยที่ไม่รู้จักโต ทำให้ความมั่นใจในตัวเองของบอนนี่พังทลายลง แต่ยังโชคดีที่แม่สังเกตเห็นความผิดปกติทางอารมณ์ของลูกสาว และก้าวเข้ามาสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อโอบอุ้มฮีลใจบอนนี่ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา   

“บอนนี่มีเรื่องอะไรกับเพื่อนๆ หรือเปล่าจ๊ะ? แม่ดูได้ไหม แม่ไม่ได้จะดุนะบอนนี่ แม่สัญญา 

โถ่ ลูกรัก ลูกรู้ใช่ไหมว่าลูกคุยกับพ่อแม่ได้เสมอนะ ได้ทุกเรื่อง เพราะว่าเรารักลูก…บอนนี่ รักมาก แม่จะไม่เปลี่ยนอะไรแม้แต่อย่างเดียวในตัวลูก และแม่ว่าเพื่อนแท้ก็จะคิดแบบนี้…ว่าไหม? 

แม่ว่าเราพักการคุยกรุ๊ปแชทไว้ก่อน โอเคนะ?”

ประเด็นถัดมาที่ผมสังเกตเห็นคือ การที่หนังจงใจฉายซ้ำๆ ย้ำๆ ถึงภาพของบอนนี่และเด็กคนอื่นๆ ที่นั่งนิ่งเป็นหิน จ้องมองหน้าจอแท็บเล็ตได้ทั้งวันทั้งคืนราวกับโดนสะกดจิต จนอดคิดไม่ได้ว่าผู้กำกับอาจต้องการทำให้พวกเราตระหนักถึงภาวะที่หลายคนเรียกว่า ‘Zombie Tablet’ ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยถึงเด็กที่เสพติดหน้าจออย่างรุนแรงจนเกิดอาการเหม่อลอย ตอบสนองช้า เซื่องซึม และแยกตัวจากสังคมคล้ายกับซอมบี้ แถมหากถูกขัดจังหวะหรือจับแยกจากหน้าจอ ก็มักจะมีอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว และก้าวร้าวได้ง่ายกว่าปกติ เนื่องจากสมองส่วนหน้าขาดการฝึกฝนทักษะด้านการควบคุมอารมณ์

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ผมหวนกลับมาทบทวนถึงประโยคของเจสซี่อีกครั้งว่า “เล่นเหรอ นี่คือเกม ไม่ใช่การเล่นจริงๆ” เพราะผมมองว่า ‘การเล่นจริงๆ’ ของเจสซี่น่าจะหมายถึง Active Play คือการที่เด็กได้ก้าวขาออกจากโลกเสมือน แล้วใช้ร่างกายและประสาทสัมผัสทำกิจกรรมหรือการละเล่นต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่น การเล่นของเล่นเป็นชิ้นๆ หรือการออกกำลังกาย 

เพราะการเล่นในโลกจริงจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการรอบด้านและเสริมสร้างทักษะสมองที่หน้าจอไม่มีวันให้ได้ 

ทั้งทักษะการเรียนรู้เพื่อปรับตัวเข้าหาผู้อื่น ทักษะทางความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการสร้างปฏิสัมพันธ์และการสื่อสาร รวมถึงการบ่มเพาะ Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจในความรู้สึกของคนที่อยู่ตรงหน้า ยังไม่นับรวมถึงพัฒนาการทางด้านร่างกายอย่างกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ และที่สำคัญที่สุดคือ มันช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้า รวมถึงอาการป่วยทางใจมากมายที่กำลังกัดกินใจของเด็กๆ มากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของ เคนนา แฮร์ริส ผู้กำกับร่วม ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับ Indiewire ว่า

“เราติดอยู่กับอุปกรณ์ต่างๆ ไม่มีทางเลี่ยงได้ และอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเด็กๆ ในตอนนี้ การใช้เทคโนโลยีมากเกินไปอาจส่งผลเสีย แต่ก็เป็นวิธีที่เด็กๆ ใช้เชื่อมต่อกัน เรียนรู้ และเล่นเกม แง่มุมของการเชื่อมต่อนี้เองที่ทำให้เราเข้าใจเนื้อหาของหนังได้ดียิ่งขึ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราคิดว่า “อ้อ คุณรู้ไหมว่าของเล่นก็ทำอะไรได้บ้าง และจินตนาการก็ทำอะไรได้บ้าง?” มันเชื่อมต่อเรากับความปรารถนาของมนุษย์ที่จะอยากรู้อยากเห็นและเล่นสนุก มันเชื่อมต่อเรากับคนอื่นๆ ในแบบที่แท้จริง”

และสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ฮีโร่ในความทรงจำวัยเด็กของผม อย่าง ‘บัซ ไลท์เยียร์’ ที่แม้ในภาคนี้เขาจะไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นเท่าเจสซี่ แต่ผมก็ยังประทับใจฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งเข้าอย่างจัง นั่นคือฉากที่ ‘กองทัพบัซ’ (รุ่นล่าสุด) ออกตามหาเพื่อนบัซตัวหนึ่งที่บังเอิญถูกเด็กในป่าจับตัวไปเล่น 

© Disney/Pixar

แต่เมื่อกองทัพบัซไปถึงจุดหมาย ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่เด็กที่กำลังจ้องจอ แต่เป็นภาพอันอบอุ่นของเด็กคนนั้นที่กำลังนอนฟังแม่ของเขาอ่านนิทานให้ฟังอย่างตั้งใจ วินาทีนั้น สายตาที่ดุดันและแข็งกร้าวของกองทัพบัซ กลับค่อยๆ อ่อนโยนลง และถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มละมุน ก่อนที่ทั้งหมดจะเลือกถอยทัพกลับไปเงียบๆ เพื่อปล่อยให้นิทานเรื่องนั้นได้ดำเนินหน้าที่ของมันต่อไปจนจบ 

ในมุมของผม ฉากนี้อาจเป็นความตั้งใจที่ผู้กำกับต้องการสื่อสารกับคนเป็นพ่อเป็นแม่ว่า การอ่านนิทานให้ลูกฟัง สร้างผลลัพธ์ที่หน้าจอแท็บเล็ตไม่มีวันทำได้ เพราะทุกน้ำเสียงที่พ่อแม่เปล่งออกมาขณะเล่านิทาน มันคือการกระตุ้นสมอง ฝึกการจับใจความ ขยายคลังคำศัพท์ จุดประกายจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด และสอนให้เด็กเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายผ่านตัวละคร ยิ่งไปกว่านั้น มันคือการถักทอสายใยความรักความผูกพันที่มั่นคงภายในครอบครัวไปพร้อมๆ กัน 

เมื่อพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่หนังสื่อสารออกมาอีกครั้ง ผมก็นึกถึงคำพูดของเจสซี่ในช่วงท้ายเรื่อง ที่ไม่เพียงปลอบประโลมพวกพ้องของเล่น แต่ยังส่งเสียงเตือนสติผู้ใหญ่อย่างพวกเราว่า

“บอนนี่เขาเริ่มโตแล้ว และเราเลือกไม่ได้ว่าจะให้มันเกิดเมื่อไหร่หรือยังไง ที่สำคัญคือเราอยู่ที่นั่นในเวลาที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้เธอเติบโต และฉันเชื่อว่าเราได้ทำแล้ว”

ดังนั้น หน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่และครูในยุคนี้ จึงไม่ใช่การปฏิเสธความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยี แต่คือการตระหนักรู้และเลือกที่จะ ‘ยืนอยู่ตรงนั้นในเวลาที่ใช่’ สนับสนุนการเล่นตามธรรมชาติ คอยประคับประคอง และพร้อมเป็นอ้อมกอดที่ปลอดภัยในวันที่โลกเสมือนจริงทำร้ายพวกเขา 

Tags:

ToyStory5ของเล่นเด็ก

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Book
    การผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์: การเรียนรู้ผ่านอุปสรรคและโพยภัย

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Early childhoodFamily Psychology
    เติบโตไปด้วยกัน Alpha Generation EP.3’ในวันที่โลกเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เรากลับเห็นอกเห็นใจกันน้อยลง’

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

  • IMG_7497
    Book
    โต๊ะโตะจัง: แค่เปลี่ยนมายด์เซ็ต ‘เด็กดื้อ’ ของผู้ใหญ่บางคน ก็อาจเป็น ‘เด็กดี’ ของโลกใบนี้ 

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Space
    เพราะ ‘การเล่น’ ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ: ‘เทศกาลเล่นอิสระ’ พื้นที่ปลดปล่อยจินตนาการของเด็ก 

    เรื่อง สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน

  • Movie
    บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้): คงจะดีกว่านี้ถ้าพ่อพูดอะไรที่คำนึงถึงความรู้สึกเราบ้าง

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Recent Posts

  • Big World: ศักดิ์ศรีของนกน้อยในกรงทอง กับความรักความหวังดีของแม่ที่เกือบกลายเป็นยาพิษ
  • โอดิสซี: คัมภีร์การใช้ชีวิตแบบมหากาพย์
  • ‘ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า’ จากวันที่ก้าวพลาด สู่โอกาสในการเริ่มต้น: เอิร์ท-กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์
  • ‘อ่านวนไป ดูวนไป ประโยชน์วนมา’ เพราะสมองต้องการเวลาเก็บรายละเอียด
  • ‘แม่พลอย’ Sex Educator ที่ชวนเด็กรักและเห็นคุณค่าในตัวเองก่อนเริ่มความสัมพันธ์

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel