Skip to content
มายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูล
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
มายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูล

Month: July 2026

Body Dysmorphic Disorder (BDD): เมื่อเสียงภายในคอยตำหนิรูปลักษณ์ภายนอกจนรู้สึกไร้คุณค่า
How to enjoy life
28 July 2026

Body Dysmorphic Disorder (BDD): เมื่อเสียงภายในคอยตำหนิรูปลักษณ์ภายนอกจนรู้สึกไร้คุณค่า

เรื่อง ยุรพร ยมนาค ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Body Dysmorphic Disorder หรือ BDD เป็นภาวะความผิดปกติทางการรับรู้ภาพลักษณ์ภายนอกของร่างกาย หมกมุ่นอยู่กับความบกพร่องหรือจุดด้อยที่ตนเองมองเห็นในรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งที่ความจริงแล้วตนเองดูปกติ
  • ความกังวลว่าคนอื่นจะเห็นข้อบกพร่องของตนเอง ทำให้พวกเขาปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงและรักษาระยะห่างในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่กิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบก็ไม่สามารถให้ความรู้สึกร่วมได้เต็มที่ เพราะความสนใจทั้งหมดไปอยู่ที่รูปร่างหน้าตาของตัวเอง จึงเลือกที่จะหลีกหนีไปจากกลุ่มสังคมในที่สุด
  • การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) จะเสริมสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองได้มากขึ้น สามารถปลดปล่อยเราจากความไม่สมเหตุสมผลของจิตใต้สำนึกของเรา และยังหนุนนำความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem) ให้เพิ่มขึ้นตามมาด้วย

เคยไหม…ที่ส่องกระจกแล้วเห็นแต่ข้อบกพร่องในร่างกายของตัวเอง

เคยสงสัยหรือเปล่า…ว่าทำไมคนที่รูปลักษณ์ดูดีอยู่แล้ว ถึงยังกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตา หรือมองตัวเองต่างไปจากสิ่งที่คนอื่นมองเห็น

ความรู้สึกเหล่านี้หากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอาจเป็นแค่ความไม่มั่นใจในตัวเอง แต่หากเป็นการรับรู้เกี่ยวกับรูปลักษณ์ร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างผิดเพี้ยนต่อเนื่อง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะทางสุขภาพจิต ที่ทางการแพทย์เรียกว่า Body Dysmorphic Disorder หรือ โรค BDD ซึ่งเป็นภาวะความผิดปกติทางการรับรู้ภาพลักษณ์ภายนอกของร่างกาย

เพราะบางครั้งการมองตัวเองในกระจกไปกระตุ้นความรู้สึกบางอย่าง ทำให้มองเห็นบางสิ่งเกี่ยวกับตัวเองแตกต่างออกไป เราอาจกำลังเชื่อมต่อกับร่างกายในจินตนาการ โดยมีด้านมืดคอยวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง มากกว่าสิ่งที่เป็นจริงๆ

และเมื่อเสียงภายในที่คอยตำหนิรูปลักษณ์ภายนอกนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลบทับความเห็นเชิงบวกอื่นๆ ความทุกข์ทรมานจากความรู้สึกไม่พอใจในตัวเองก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

ภาวะเช่นนี้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการอาจแย่ลงเรื่อยๆ จนถึงระดับที่ไม่รับฟังเหตุผลใดๆ และมีความเชื่ออย่างผิดเพี้ยนว่าตัวเองน่าเกลียดหรือผิดปกติ รู้สึกอับอายจนหลีกหนีจากสังคม กลายเป็นความทุกข์ทางอารมณ์นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและอาจรุนแรงถึงขั้นทำร้ายตัวเองในที่สุด

ต้องหมกหมุ่นกับรูปร่างหน้าตาแค่ไหนถึงเข้าข่ายภาวะผิดปกติทางจิตเวช

ปัจจุบันเราเริ่มได้ยินคำว่า Body Dysmorphic Disorder (BDD) ในสื่อเพิ่มมากขึ้น หากอ้างอิงบทความแปลจากภาษาต่างประเทศ มักใช้ชื่อว่า โรคความผิดปกติทางด้านรูปลักษณ์  ทว่าในทางจิตเวชศาสตร์ไทย ระบุคำแปลของ Body Dysmorphic Disorder เอาไว้ว่า ‘โรคคิดว่าตนเองมีรูปร่างหรืออวัยวะผิดปกติ’ หรืออาจใช้ชื่อย่อว่า โรค BDD โดยระยะหลังมานี้ บทความและสื่อทั่วไปมักเรียกเพื่อให้เข้าใจง่ายว่า ‘โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง’ หรือ ‘อาการไม่พอใจในรูปร่างและหน้าตาของตัวเอง’

ทั้งนี้ คำว่า Dysmorphophobia ได้ถูกกำหนดขึ้นมาในปี ค.ศ. 1891 โดยจิตแพทย์ชาวอิตาลี Enrico Morselli เพื่ออธิบายถึงคนที่มองว่าตัวเองมีข้อบกพร่อง แต่ไม่มีความผิดปกติทางกายภาพที่เห็นได้ชัด ซึ่งมาจากคำภาษากรีก Dysmorfia ที่แปลว่า ความน่าเกลียด นอกจากนั้น Pierre Janet นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้ตั้งชื่อภาวะนี้ว่า L’obsession de la honte du corps ซึ่งแปลว่า ความหมกมุ่นในความอับอายเกี่ยวกับร่างกาย

สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) ให้นิยามว่า Body Dysmorphic Disorder หรือ BDD เป็นการหมกมุ่นอยู่กับความบกพร่องหรือจุดด้อยที่ตนเองมองเห็นในรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งที่ความจริงแล้วตนเองดูปกติ โดยกำหนดให้ เป็นภาวะทางจิตเวชภายใต้กลุ่มอาการย้ำคิดย้ำทำและความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับการวินิจฉัยโรค Body Dysmorphic Disorder (BDD) ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ใน ‘คู่มือการวินิจฉัยและสถิติความผิดปกติทางจิต’ ฉบับปรับปรุง DSM-5-TR ประกอบด้วยเกณฑ์หลัก 3 ประการ คือ 

1. ความคิด: การหมกมุ่นอยู่กับข้อบกพร่องทางกายภาพอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่ตนเองมองเห็น ซึ่งผู้อื่นไม่สามารถสังเกตเห็นได้ 

2. การกระทำ: ผลักดันให้เกิดการกระทำซ้ำๆ เช่น ส่องกระจกซ้ำๆ ถามคนอื่นเพื่อยืนยันตัวเองซ้ำๆ 

3. ผลกระทบ: ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต

สำหรับพฤติกรรมที่พบได้บ่อยของผู้ที่เป็น BDD พวกเขามักกังวลอย่างมากกับอวัยวะหรือร่างกายของตนเอง อาจจะเป็นลักษณะใบหน้า รอยแผลเป็น ขนดกเกินไป ผิวซีดหรือแดงก่ำ หรืออาจรู้สึกว่าลักษณะหรืออวัยวะบางอย่างไม่สมส่วนกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย บางครั้งในวัยรุ่นอาจกังวลว่าตนเองดูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเกินไป หรือแม้กระทั่ง ดูไม่เข้าพวกเมื่อเทียบกับคนในครอบครัวหรือคนอื่นๆ

หลายคนจ้องมองกระจกเป็นเวลานาน อาจเพื่อทำความเข้าใจภาพสะท้อนของตนเอง หรือพยายามแก้ไขสิ่งที่ตนเห็นว่าผิดปกติ โดยอาจแต่งหน้าจัด สวมเสื้อผ้าแบบเฉพาะเพื่อปกปิดข้อบกพร่อง ในทางกลับกันอาจหลีกเลี่ยงการมองกระจกโดยสิ้นเชิง บางคนอาจขอความมั่นใจจากคนใกล้ชิดอยู่เสมอ ทั้งที่ไม่เชื่อในคำตอบที่ได้รับ และอาจพยายามเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งที่เกินพอดี แม้จะได้รับการเตือนว่าไม่จำเป็น 

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเหตุให้คุณภาพชีวิตลดลงหลายด้านอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา อาชีพ ความสัมพันธ์ ความยากลำบากในการจัดการส่วนบุคคล หรือมีข้อจำกัดในการทำงานและการเข้าสังคมด้วย เช่น การลาออกจากโรงเรียน การขาดงานเรื้อรัง หรือไม่สามารถเริ่มต้นหรือรักษาความสัมพันธ์ที่ดีได้ ปลีกตัวออกจากสังคม หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพร่างกายขั้นพื้นฐาน 

ดูเหมือนว่าความพยายามตอบสนองความวิตกกังวลในรูปแบบต่างๆ ไม่ได้เป็นไปเพียงเพื่อความสวยงาม แต่เจาะจงแก้ไขข้อบกพร่องที่ตนเองมองเห็น โดยมุ่งมั่นที่จะให้ได้รูปลักษณ์ที่ดูว่า ‘ปกติ’

ด้วยความที่พวกเขาตกอยู่ในวงจรความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างต่อเนื่องโดยไม่สามารถควบคุมได้ จึงเป็นตัวขัดขวางการทำความเข้าใจหรือการรับรู้เกี่ยวกับภาวะผิดปกติในตนเอง สอดคล้องกับข้อมูลว่า ผู้มีภาวะ BDD โดยส่วนใหญ่มักขาดความเข้าใจเชิงลึกว่าตนเองประสบภาวะทางสุขภาพจิต 

ผศ. พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่า “ต้องพิจารณาตามความถี่ของอาการแสดง โดยเฉลี่ย 3-8 ชั่วโมงต่อวัน เข้ามาประกอบด้วย แบบนี้ถือเป็นอาการป่วยที่ควรได้รับการรักษา แต่ในกรณีที่เป็นการสังเกตตนเองปกติ ส่องกระจกปกติ ทำศัลยกรรมบ้างเล็กน้อยก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว แบบนั้นถือเป็นเรื่องปกติ ไม่อาจจัดเป็นโรคหรืออาการป่วยเสมอไป”

แผลใจในวัยเด็ก ปัจจัยร่วมที่ผลักใครบางคนสู่ภาวะทางจิตเวช

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรค BDD ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ถึงความเป็นไปได้ของ ‘ปัจจัยร่วม’ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติดังกล่าว ทั้งด้านสังคมสิ่งแวดล้อมและด้านชีวภาพ หรือปัจจัยทางพันธุกรรมบางส่วน เช่น ประวัติครอบครัวที่มีภาวะ BDD หรือโรคทางจิตเวชที่มีพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำคล้ายกัน หรือความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง 

ในขณะที่การศึกษาบางชิ้นชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างทางด้านการทำงานและโครงสร้างของสมอง (เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม) ในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลทางสายตาและอารมณ์ หากแต่ยังไม่มีข้อสรุปอย่างชัดเจนในขั้นตอนนี้ 

งานวิจัยหลายชิ้นพบความสัมพันธ์ของบาดแผลทางใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma) หรือการถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก ทั้งทางอารมณ์ (Emotional Abuse) ทางเพศ (Sexual Abuse) หรือทางร่างกาย (Physical Abuse) และการถูกละเลยทางอารมณ์อย่างเรื้อรัง (Emotional Neglect) รวมถึงการถูกกลั่นแกล้งหรือล้อเลียนเรื่องรูปลักษณ์ในวัยเด็ก (Bullying and Body Shaming) ประสบการณ์ทุกข์ใจเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการพัฒนาของโรค BDD 

นอกจากนี้ยังพบว่าในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีภาวะ BDD มากกว่า 78.7% เคยประสบกับการถูกทารุณกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในวัยเด็ก โดยผู้ใหญ่ที่มีประวัติถูกละเลยทางอารมณ์ในวัยเด็กมีความเสี่ยงต่อภาวะ BDD เป็นพิเศษ (อ้างอิงจากงานวิจัยเกี่ยวกับ Childhood abuse and neglect in body dysmorphic disorder ของ Elizabeth R Didie และคณะ) 

แม้ว่าสื่อสังคมออนไลน์จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของโรค Body Dysmorphic Disorder แต่การศึกษาพบว่า การใช้งานมากเกินไปและไม่เหมาะสม โดยเน้นไปที่รูปลักษณ์ภายนอก ถูกมองว่าเป็นตัวกระตุ้นหนึ่งซึ่งสามารถกระตุ้นให้อาการของโรค BDD รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น

หลักฐานงานวิจัยเผยให้เห็นว่า การเปรียบเทียบตัวเองกับภาพที่ผ่านการตกแต่งอย่างดีเพื่อนำเสนอ ‘ความสมบูรณ์แบบ’ มากเกินไป โดยเฉพาะใบหน้าและรูปร่าง ก่อให้เกิดความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่ยอมรับใบหน้าหรือรูปร่างที่แท้จริงของตนเอง และเกิดการแสวงหาการยอมรับ ซึ่งถูกนำมาเป็นตัวชี้วัดคุณค่าในตัวเอง

อัตราการเกิดโรค BDD ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วไปมีการรายงานอยู่ที่ระหว่าง 1.7% ถึง 2.9% หรือคิดเป็นสัดส่วนประชากรประมาณ 1 ใน 50 คน (American Psychiatric Association, 2022) และแม้ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายช่วงวัย แต่หลายคนเริ่มแสดงอาการและพฤติกรรมของความผิดปกตินี้เมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี และพัฒนาขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย (อายุ 16-17 ปี)

ในส่วนของผู้ที่เริ่มมีอาการก่อนอายุ 18 ปี มักมีแนวโน้มที่จะพยายามฆ่าตัวตาย และมีภาวะร่วมอื่นๆ ที่สูง เช่น โรคซึมเศร้า โรคความวิตกกังวลทางสังคม และโรคย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าเป็นกังวล

การรักษาสามารถลดความรุนแรง ระยะเวลา และผลกระทบของ BDD อย่างเห็นได้ชัด แนวทางลำดับแรกเป็นการบำบัดด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) หรือการใช้ยาต้านเศร้า SSRI ในบางกรณีอาจผสมผสานการบำบัดทางจิตเวชร่วมกับการใช้ยา 

“แม้ว่าการเข้ารับการปรึกษาอาจเป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้มีภาวะ BDD แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่า อาการของโรคสามารถดีขึ้นได้หากเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง” ข้อย้ำเตือนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ 

สื่อสังคมออนไลน์ ปัจจัยซ้ำย้ำความรุนแรงของ BDD ในวัยรุ่น

อาจเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่อ่อนไหวต่อรูปลักษณ์ของตนเองมากที่สุด และเป็นประชากรที่ได้รับอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ในอัตราส่วนที่สูง 

นักวิจัยชี้ว่า ความเปราะบางที่มีอยู่ก่อนแล้วจะถูกกระตุ้นโดยปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมและค่านิยมของยุคสมัย รวมถึงการใช้เวลาอย่างมากบนสื่อสังคมออนไลน์ มักทำให้ความกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกรุนแรงขึ้นและกระตุ้นให้เกิดโรค Body Dysmorphic Disorder (BDD)

เป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบว่าคนในครอบครัวแสดงอาการเกี่ยวข้องกับภาวะไม่พอใจในรูปร่างและหน้าตาของตัวเอง ความกังวลจากภาวะผิดปกติต่างๆ มักนำไปสู่ความตึงเครียด แต่ไม่ควรลืมว่า พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นโดยเจตนา มันเกิดจากความทุกข์ใจที่มากล้น

“หากสงสัยว่าบุตรหลานมีภาวะ BDD สิ่งสำคัญคือคุณต้องบอกเรื่องนี้กับลูกอย่างใจเย็นและไม่ตัดสิน” คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองจากองค์กรวิชาชีพ

การยอมรับประสบการณ์ทางอารมณ์ของพวกเขา รับรู้และรับฟังความรู้สึกด้วยความเข้าใจโดยไม่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ตัดสิน หรือพยายามแก้ไขมัน (Validate Feelings) ให้ความสนใจอย่างเต็มที่ แสดงความเห็นอกเห็นใจและความห่วงใย ไม่ลดทอนหรือเพิกเฉยต่อความรู้สึกของพวกเขา ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงการรับฟังและรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ คือสิ่งที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคนใกล้ชิดสามารถช่วยประคับประคองความรู้สึกของเขาได้

ขณะเดียวกัน ควรหลีกเลี่ยงการพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาที่สร้างความกังวลใจ หรือกระทบต่อความเชื่อเกี่ยวกับรูปลักษณ์ซึ่งเป็นจุดเปราะบางของพวกเขา มุ่งเน้นไปที่การรับรู้ถึงความทุกข์ใจที่กำลังประสบอยู่ ขณะเดียวกันก็ช่วยสนับสนุนให้พวกเขาเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับมุมมองให้สอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม หากญาติหรือเพื่อนของคุณ อยู่บนเส้นทางแห่งการฟื้นตัวจากภาวะ BDD จงเป็นผู้สนับสนุนที่ดีด้วยการให้กำลังใจว่าปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ แสดงความสนใจในความคืบหน้า หรือพยายามเชื่อมต่อกับส่วนต่างๆ ของบุคคลนั้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับ BDD เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับความสนใจอื่นๆ และช่วยให้บุคคลนั้นมีส่วนร่วมในกิจกรรมและความสนใจต่างๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก่อนที่จะประสบภาวะ BDD

ความเจ็บปวดในวันธรรมดาของผู้มีภาวะ BDD

ในทุกๆ วันของผู้มีภาวะ BDD สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญคือ ความรู้สึกว่ามีส่วนที่ผิดปกติเกิดขึ้นอีก แม้จะพยายามปกปิดจุดนั้นไว้อย่างดี แต่ก็ยังไม่วางใจ คอยแต่พะวงว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นและตัดสิน จนทำให้ขาดสมาธิในทำงาน และไม่อยากแม้แต่จะร่วมมื้ออาหารกลางวันกับเพื่อน 

ความกังวลว่าคนอื่นจะเห็นข้อบกพร่องของตนเอง ทำให้พวกเขาปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงและรักษาระยะห่างในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่กิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบก็ไม่สามารถให้ความรู้สึกร่วมได้เต็มที่ เพราะความสนใจทั้งหมดไปอยู่ที่รูปร่างหน้าตาของตัวเอง จึงเลือกที่จะหลีกหนีไปจากกลุ่มสังคมในที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากองค์ประกอบหลักของภาวะ BDD นั่นคือ การบิดเบือนทางความคิด (Cognitive Distortions) ซึ่งเป็นความคิดเชิงลบที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ที่มักเกิดขึ้นในความคิดอัตโนมัติของบุคคลที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์  

อคติภายในจิตใจที่เกิดขึ้นนี้สอดรับกับความเชื่อหลัก (Core Beliefs) ของบุคคล ซึ่งเป็นชุดความคิดที่พัฒนามาตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ผ่านประสบการณ์ การเลี้ยงดู หรือเหตุการณ์สะเทือนใจ 

โดย David Veale และคณะ ได้ระบุความเชื่อหลักที่พบได้ทั่วไปของผู้มีภาวะ BDD ไว้ในการวิจัยและบำบัดพฤติกรรม (Pilot RCT) อันได้แก่ ‘ฉันไม่เป็นที่รัก’ หรือ ‘ฉันไม่ดีพอ’ 

ผู้มีภาวะ BDD อาจประมวลผลมาจากการตั้งสมมติฐานที่กล่าวโทษตนเอง โดยขาดข้อมูลความจริง เช่น “ถ้าคนอื่นสังเกตเห็นว่าจมูกของฉันคดงอ พวกเขาจะไม่ชอบฉัน…”  และตีความทันทีว่าความหมายนั้นคือ “…ฉันไม่เป็นที่รัก”

แน่นอนว่าความเชื่อเหล่านั้นห่างไกลจากความจริงมาก แต่มันฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก และเชื่อมโยงกับรูปแบบพฤติกรรมของเราในปัจจุบัน หากทำความเข้าใจผ่านกลไกการป้องกันตนเองทางจิตวิทยาในระดับจิตใต้สำนึก จะพบว่า ภาวะที่บุคคลยึดติดอย่างมากกับข้อบกพร่องทางกายภาพของตัวเองนั้น เป็นปฏิกิริยาตอบสนองความทุกข์ทางอารมณ์โดยถ่ายเทไปยังส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่จับต้องได้ เพื่อให้เห็นว่าตนเองมีอำนาจในการควบคุมส่วนนั้นได้ ในขณะที่บาดแผลทางใจในอดีตทำให้บุคคลนั้นรู้สึกไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง และสุดท้ายคือการพยายามหลีกหนีจากสถานการณ์ทางสังคม 

ตรวจจับสัญญาณลบ เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

การสังเกตความผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองและเปิดใจยอมรับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่จะช่วยให้เรากลับมาใส่ใจกับความคิดความรู้สึกภายใน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเยียวยาตัวเอง 

Susan Albers นักจิตวิทยายืนยันว่า “ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม ทว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดของตัวเอง เพื่อควบคุมความคิดเชิงลบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความพยายามอย่างมุ่งมั่นตั้งใจและสม่ำเสมอ” 

สิ่งแรกคือต้องเปิดใจยอมรับว่าความคิดเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้น และตระหนักว่าความคิดเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง รับรู้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า การยอมรับไม่ใช่การยอมจำนนหรือการไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่เราต้องยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและผลกระทบของมันเสียก่อน จึงจะเริ่มก้าวต่อไปได้ 

และทันทีที่คุณสังเกตเห็นว่าตัวเองกำลังกังวลหรือครุ่นคิดมากเกินไป จงตั้งสติ คุณจะสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้นในสภาวะสงบ ลองสวมบทบาทเป็นผู้สังเกตการณ์และตั้งชื่อให้มัน เช่น “เจ้าตัวปัญหากำลังเข้ามาในความคิดของฉัน” เป็นการรับรู้โดยปราศจากการตัดสิน เนื่องจากคุณไม่ใช่เหยื่อของความคิดนั้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อมัน

เมื่อคุณเห็นมัน เท่ากับความคิดฟุ้งซ่านนั้นได้หยุดลงและตัวคุณเองได้กลับมาสู่ช่วงเวลาปัจจุบันขณะ จากนั้นจึงสำรวจความคิดที่เกิดขึ้น การใช้เวลาคิดแบบนี้ทำให้เราได้มองเห็นหัวใจและความกังวลของเรา และเมื่อนั้นเราจะพร้อมที่จะแสดงความเมตตาต่อตนเอง (Self-Compassion) เห็นอกห็นใจและให้อภัยต่อตนเองได้อย่างจริงใจมากขึ้น 

“ฉันคิดว่าฉันมีจมูกที่คดงอ และรู้สึกว่าคนอื่นไม่ชอบฉัน แต่ฉันยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของฉัน”

การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกมักสร้างการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตตามคุณค่าของตนเอง (Self-Acceptance) ไปพร้อมกับการยอมรับในข้อบกพร่องของตนเองได้ ประเมินตัวเองตามความเป็นจริง เลิกกดดันตัวเองมากเกินไป แยกตัวตนออกจากความคิดหรือเสียงวิจารณ์ภายใน ก้าวไปสู่การเติบโตอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) จะเสริมสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองได้มากขึ้น สามารถปลดปล่อยเราจากความไม่สมเหตุสมผลของจิตใต้สำนึกของเรา และยังหนุนนำความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem) ให้เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และเมื่อถึงวันนั้นความคิดใหม่อาจเข้ามาแทนที่  

“รูปร่างจมูกของฉันแค่แตกต่างจากคนอื่น มันไม่ได้ผิดปกติอะไร” 

มาถึงตรงนี้ อาจเกิดคำถามว่า ในยุคสมัยที่สังคมให้คุณค่ากับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างมาก รวมถึงการกำหนดมาตรฐานความงามที่ไม่สมจริง ซึ่งทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยในคุณค่าของตัวเอง เราจะยอมรับความแตกต่างและใช้ชีวิตตามคุณค่าของตัวเองได้โดยไม่สั่นคลอน หรือเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบและตัดสินได้อย่างไร

คำแนะนำก็คือ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่รูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดของตัวตนคุณ ลองพิจารณาถึงลักษณะนิสัยและสิ่งที่ทำให้คุณเป็นคุณ เตือนตัวเองถึงคุณสมบัติที่คุณชื่นชอบและชื่นชมในตัวเอง คุณจะพบว่าคุณสมบัติเหล่านั้นไม่ได้ถูกกำหนดด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ลองหันมาทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างจิตใจและร่างกายให้ดียิ่งขึ้น

“สภาวะจิตใจที่ดีส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของตนเอง และสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีส่งผลกระทบต่อกันและกัน เราควรรักษาสมดุลทั้งสองอย่าง” สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA)

อ้างอิง

https://www.aafp.org/afp/1999/1015/p1738

https://adaa.org/understanding-anxiety/body-dysmorphic-disorder

https://bddfoundation.org/support/supporting-someone-with-bdd/help-and-advice-for-parents/

https://crossroadshealth.org/body-dysmorphia-as-a-trauma-response/

https://health.clevelandclinic.org/catastrophizing

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC1414653/

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/17005251/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK555901/

https://www.nhs.uk/mental-health/conditions/body-dysmorphia/

https://www.ocduk.org/related-disorders/bdd/

https://online.king.edu/news/social-media-and-body-image/

https://www.rama.mahidol.ac.th

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0010440X21000341

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1740144516304326

Tags:

Body Dysmorphic Disorder (BDD)self-awarenessการตระหนักรู้

Author:

illustrator

ยุรพร ยมนาค

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Life classroomSocial Issues
    ‘ผิดเป็นครู’ เรียนรู้ว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ ทุกคนสามารถลุกขึ้นอย่างมีคุณค่าได้เสมอ: รศ.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Creative learning
    ‘Creative Drama’ กิจกรรมละครสร้างสรรค์ที่ชวนเด็กรู้จักตัวเองและพัฒนาสู่เวอร์ชั่นที่ดีขึ้น: ครูกล้วย-หรรษลักษณ์ จันทรประทิน

    เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี ภาพ ปริสุทธิ์

  • poonsook-cover
    Everyone can be an EducatorSocial Issues
    วิชา ‘ขยะ’ วิชาของคนธรรมดาที่รักโลก การเรียนรู้ที่จะทำให้เราเป็นคนไม่รกโลก: พรหมโรจน์ วิมลกุล PoonSook.Craft

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Social Issues
    ‘BuddyThai’ แอปคู่ใจของวัยรุ่นในวันที่ไม่มีใครยืนเคียงข้าง: พีเจ-หริสวรรณ ศิริวงศ์

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    People Pleaser: หยุดใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น แล้วหันมาใส่ใจตัวเองจริงๆ

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

‘AI Draft, Human Craft’ ไม่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน มนุษย์ยังต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง: อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล
Social Issues
27 July 2026

‘AI Draft, Human Craft’ ไม่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน มนุษย์ยังต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง: อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • ในวันที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือใหม่ แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีเรียนรู้ของสังคม อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล เสนอแนวคิด ‘AI Draft, Human Craft’ ที่ใช้ AI ช่วยร่างและทุ่นแรง แต่ให้มนุษย์เป็นผู้คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจขั้นสุดท้าย
  • การเตรียมเด็กในยุคนี้ไม่ใช่แค่สอนใช้เทคโนโลยี แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กคิดเป็น รู้จักหยุดเพื่อกำกับตัวเอง ตั้งคำถามและประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนใช้ AI มากกว่าเร่งหาคำตอบสำเร็จรูป
  • คำตอบในการอยู่รอดของมนุษย์ยุค AI ไม่ใช่แค่การรู้วิธีใช้หรือพยายามเอาชนะ แต่คือการกลับมาพัฒนาทักษะที่มีเฉพาะในมนุษย์ แล้วให้ AI ช่วยทำบางเรื่อง เพื่อที่จะใช้เวลาที่เหลือไปทำสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์

ในวันที่หลายองค์กรเร่งนำ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โรงเรียนทดลองใช้ AI ในห้องเรียน และผู้คนต่างเร่งเรียนรู้เครื่องมือใหม่ให้เร็วที่สุด อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล ผู้ช่วยอธิการบดี และผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาในหัวข้อ ‘AI & Digital Literacy in Action: รับมือโลกดิจิทัล และใช้ AI เพื่อการเรียนรู้อย่างไรให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์’ ภายในงาน CRAFT AI x Classroom Journey 2026 ได้ขยายความประเด็นดังกล่าว และชวนให้ทุกคนกลับมาตั้งหลักให้มั่นก่อนกระโจนเข้าสู่การใช้ AI อย่างไร้ทิศทาง

เพราะไม่ว่า AI จะถูกพัฒนาไปมากแค่ไหน สิ่งที่จะช่วยให้มันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ คือทักษะการคิด การวางแผนและการตัดสินใจของมนุษย์ ส่วน AI เป็นเพียงผู้ขยายความคิดและสร้างแบบร่างให้ ดังนั้นในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนคือ ทักษะมนุษย์ตามแนวคิด ‘AI Draft, Human Craft’ 

อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล ผู้ช่วยอธิการบดี และผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

AI ไม่ได้มาแทนคน แต่มาเปลี่ยนวิธีทำงาน

ในขณะที่หลายคนกังวลว่า AI กำลังเข้ามาแย่งงาน อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแย่งบทบาท หากแต่เป็นการปฏิวัติ ‘กระบวนการทำงาน’ ของมนุษย์ต่างหาก

“ผมคิดว่าการทำงานในวันนี้กับ AI ต้องเข้าใจก่อนว่า AI มีอยู่ 2 โหมดหลักๆ โหมดแรก คือ AI ช่วยคิด ช่วยขยายความคิดของเรา ส่วนโหมดที่สอง คือ AI ลงมือทำบางอย่างแทนเรา หรือที่เรียกว่าเป็น Executor ในแง่ของการคิด ผมมองว่าสิ่งที่คนต้องมีเป็นอันดับแรก คือเราต้องรู้ก่อนว่า สุดท้ายเราอยากได้ชิ้นงานอะไร หน้าตาเป็นอย่างไร มีคุณสมบัติแบบไหน ลักษณะเป็นอย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่คนต้องคิดหรือ ‘คราฟต์’ ก่อน”

เมื่อเรามองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยี ขั้นตอนถัดมาคือการออกแบบบทบาทร่วมกัน ว่าส่วนไหนควรให้เทคโนโลยีช่วยแบ่งเบา และส่วนไหนที่เป็นคุณค่าจากความคิดของมนุษย์ การทำงานร่วมกันจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเก่งกว่า แต่คือการใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปล่อยให้ AI ทำงานซ้ำๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์ ตกผลึก และตัดสินใจ

“AI อาจช่วยได้สองอย่าง คือช่วยแตกแขนงความคิดให้ครอบคลุมขึ้น หรือช่วยชวนเราคิดให้ลึกขึ้น แต่สุดท้าย AI ก็ยังไม่ใช่คนตัดสินใจ ว่าสิ่งที่คิดออกมาทั้งหมดนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายควรเป็นอย่างไร คนยังต้องเป็นคนเลือก 

เราอาจบอกว่า สิ่งที่ AI คิดมายังไม่ใช่ อยากปรับเป็นอีกมุมหนึ่ง หรือเติมบางอย่างเข้าไป นี่คือหัวใจของคำว่า AI Draft, Human Craft เราต้องชัดก่อนว่า อยากให้ AI ช่วยตรงไหน จุดไหนทำได้ จุดไหนทำไม่ได้ และกระบวนการที่คนกับ AI จะส่งต่องานกันอยู่ตรงไหน”

จุดเริ่มต้นของการทำงานและการเคาะผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นสิทธิ์ขาดของมนุษย์เสมอ ซึ่งการจะคุมทิศทางให้ AI ทำงานออกมาได้ดีนั้น ทักษะการคิดที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ทันทีในวัยทำงาน แต่ต้องได้รับการหล่อหลอมมาตั้งแต่ช่วงวัยเรียน

เด็กต้องเรียนรู้ ‘วิธีคิด’ ก่อน ‘วิธีใช้’ AI

ในยุคที่ AI สามารถประมวลคำตอบให้เราได้ภายในไม่กี่วินาที โจทย์ของการศึกษาจึงไม่ใช่แค่การเร่งสอนเทคนิคให้เด็กใช้ AI ได้เก่งที่สุด แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กคิดเป็น ตั้งคำถามถูก และไม่หลงเชื่อข้อมูลอย่างหลับหูหลับตา

อาจารย์สัญญามองว่า ก่อนจะก้าวไปถึงการใช้งาน Generative AI สิ่งที่ต้องปูพื้นฐานให้แน่นตั้งแต่เด็ก คือ ทักษะการอ่านวิเคราะห์อย่างพิเคราะห์ (Critical Reading) เพื่อให้เด็กตระหนักรู้ก่อนจะรับข้อมูลใดๆ เข้ามา

“จริงๆ แล้วในระดับประถม ผมยังมองว่าการใช้ Generative AI บางอย่างอาจจะยังไม่เหมาะ ถ้าจะเริ่มใช้ อาจเป็นช่วงมัธยมมากกว่า แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น เด็กควรได้รับการหล่อหลอมบางอย่างมาตั้งแต่เล็ก ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ เรื่องแรก คือ Critical Reading เวลายื่นบทความให้เด็กอ่าน ผมมักชวนให้ตอบ 3 คำถาม หนึ่ง เรื่องที่อ่านเชื่อได้หรือไม่ และพิสูจน์ได้อย่างไร สอง สิ่งที่เขาเขียนมีอคติหรือเปล่า หรือเป็นกลาง สาม ผู้เขียนมีเจตนาอะไร”

เมื่อกระบวนการคิดของเด็กถูกฝึกให้ตั้งคำถามอยู่เสมอ ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับคำตอบจาก AI เด็กจะไม่รับข้อมูลมาใช้ทันที แต่จะย้อนกลับมาตรวจสอบความน่าเชื่อถือ อคติที่แฝงอยู่ และดูว่าตอบโจทย์บริบทที่ต้องการจริงหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีอีกสองรากฐานสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือการฝึกให้เด็กรู้จัก หยุดเพื่อ ‘กำกับตนเอง’ และการสร้าง ‘ความมีตัวตน’ (Self-worth)

“เรื่องที่สอง คือการฝึกให้เด็กรู้จักหยุด รู้ว่าเมื่อไรควรใช้ AI และเมื่อไรไม่ควรใช้ ทักษะตรงนี้เกี่ยวข้องกับ Executive Function (EF) เด็กต้องควบคุมความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของตัวเองได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องปลูกฝังมาตั้งแต่ปฐมวัย อีกฐานสำคัญคือการสร้างความมีตัวตน ให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความสำคัญ 

เมื่อเด็กเติบโตมาพร้อมกับฐานเหล่านี้ และได้รับการฝึกอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เขาจะรู้เองว่า เมื่อเจอข้อมูลจาก AI ควรเชื่อหรือไม่เชื่อ ควรใช้หรือไม่ใช้”

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการเบี่ยงความสนใจจาก ‘คำตอบสำเร็จรูป’ กลับมาที่ ‘กระบวนการเรียนรู้’ เพราะแม้ AI จะรวดเร็ว แต่การเติบโตทางความคิดที่แท้จริงเกิดขึ้นระหว่างทางที่เด็กได้ลองผิดลองถูก และอธิบายเหตุผลของตัวเอง เมื่อเด็กหาคำตอบได้ ครูต้องชวนคิดต่อเสมอว่า ‘ยังมีวิธีอื่นอีกไหม?’ เพื่อฝึกความยืดหยุ่นทางความคิด

“ยกตัวอย่างง่ายๆ 17 บวก 17 ได้เท่าไร ผมไม่ได้ถามแค่คำตอบ แต่ถามว่า ‘คิดอย่างไร’ ตัวอย่างเช่น ลูกผมตอนอนุบาล 3 ตอบว่า เอา 10 บวก 10 ได้ 20 แล้วเอา 7 บวก 3 ได้ 10 รวมเป็น 30 จากนั้นเหลือ 4 ก็เป็น 34 สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นวิธีคิด”

เมื่อเด็กมีรากฐานการตั้งคำถามและวิธีคิดที่แข็งแรง AI ก็จะไม่ใช่เครื่องมือที่เข้ามาคิดแทน แต่กลายเป็นผู้ช่วยต่อยอดจินตนาการได้อย่างชาญฉลาด และแน่นอนว่าการจะขับเคลื่อนแนวคิดนี้ในห้องเรียนได้ บทบาทของ ‘ครู’ ก็จำเป็นต้องสอดรับกันด้วย

คุณค่าของ AI ในงานครู คือช่วยให้เข้าใจเด็ก

ปัจจุบันในสถานศึกษา แม้ว่า AI จะถูกนำมาใช้งานในหลายๆ ลักษณะ แต่อาจารย์สัญญาให้ข้อคิดว่า คุณค่าสูงสุดของ AI ไม่ใช่การช่วยครูทำสื่อการสอน ย่อบทความ หรือสร้างข้อสอบได้อย่างรวดเร็ว แต่คือการช่วยให้ครู ‘เห็นและเข้าใจความเป็นมนุษย์ของเด็ก’ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในแต่ละวัน เด็กทิ้ง ‘ร่องรอยการเรียนรู้’ ไว้ตามแพลตฟอร์มต่างๆ หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน AI จะกลายเป็นกระจกเงาที่สะท้อนให้ครูเห็นจุดแข็งและความหลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน

“วันนี้เครื่องมือ AI มีอยู่มากมาย แต่ยังไม่มีใครนำข้อมูลจากเครื่องมือเหล่านั้นมาประกอบกัน เพื่อให้ครูเข้าใจเด็กได้มากขึ้น เด็กคนหนึ่งใช้หลายแอปพลิเคชันในชีวิตประจำวัน แต่ละแอปทิ้งร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับตัวเด็กไว้ ถ้าเรานำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบกัน AI ก็จะช่วยให้ครูเห็นภาพว่า เด็กแต่ละคนมีลักษณะอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ AI ช่วยคุ้ยข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อให้ครูเข้าใจเด็กแต่ละคนได้ลึกขึ้น”

ควบคู่ไปกับการฉายภาพให้เห็นตัวตนของเด็ก AI ยังเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยตัดงานธุรการหรืองานจัดเตรียมเอกสารที่กลืนเวลา เพื่อคืนเวลาอันมีค่าให้ครูได้กลับไปทำหน้าที่สร้างคุณค่าร่วมกับผู้เรียนอย่างเต็มที่

“ผมคิดง่ายๆ เลย หนึ่ง ทำอย่างไรให้ครูรู้จักเด็กมากขึ้น สอง AI ช่วยลดภาระบางอย่างของครู เช่น การจัดทำรายงาน การรวบรวมข้อมูล หรือการร่างเนื้อหาเบื้องต้น ก่อนที่ครูจะเติมความคิดของตัวเองลงไป ถ้า AI ช่วยลดภาระตรงนี้ได้ ครูก็จะมีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญกว่า และสิ่งที่ผมเน้นที่สุดก็คือ AI ต้องช่วยให้ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น”

อ.สัญญา ยกตัวอย่างสไตล์การทำงานส่วนตัวว่า เมื่อเห็นภาพรวมในหัวชัดเจน เขาจะให้ AI ช่วยร่างโครงร่างเบื้องต้น แล้วนำเวลาที่ได้คืนกลับมาไปบริหารชีวิตส่วนตัวและครอบครัว

“เวลาผมเตรียมสไลด์ ถ้าผมเห็นภาพสุดท้ายในหัวแล้ว ว่าอยากได้เนื้อหาแบบไหน จุดเน้นอยู่ตรงไหน ผมก็ให้AIช่วยร่างก่อน ระหว่างที่AIกำลังทำงาน ผมก็เอาเวลานั้นไปทำอย่างอื่น อย่างชีวิตจริงของผม ผมตื่นตี 4 มาทำกับข้าวให้ลูก ระหว่างที่ AI กำลังร่างงาน ผมก็เดินไปต้มไข่ AI จึงช่วยแบ่งเบาภาระ และทำให้เราใช้เวลาได้คุ้มค่าขึ้น”

สำหรับครู AI จึงไม่ใช่เครื่องมือที่จะมาสอนแทนคน แต่เป็น ‘เครื่องช่วยทุ่นแรง’ เพื่อให้ครูมีเวลาไปสร้างแรงบันดาลใจ พูดคุย แลกเปลี่ยน และโค้ชเด็กแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่มีวันทำแทนได้

ยิ่ง AI ฉลาด มนุษย์ยิ่งต้อง ‘เป็นมนุษย์’

เมื่อมองไปในอนาคตที่ระบบอัตโนมัติพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด คำตอบในการอยู่รอดอาจไม่ใช่การพยายามเอาชนะ AI ในเรื่องความเร็วหรือความจำ แต่คือการกลับมาพัฒนาทักษะที่มีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น

อาจารย์สัญญากล่าวว่า กุญแจสำคัญคือการบริหารสัดส่วนงานอย่างชาญฉลาด งานประมวลผล ซ้ำซ้อน หรือใช้เวลาเยอะ ควรยกให้เทคโนโลยีจัดการ ส่วนมนุษย์ต้องถอยออกมาโฟกัสเรื่องทัศนคติ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการรับฟังความรู้สึกของผู้คน

“ผมคิดว่าให้ใช้ AI เพื่อลดภาระงานที่ทำซ้ำ หรือช่วยแบ่งเบางานบางอย่าง แต่คุณค่าเรื่องการคิด ตั้งแต่การตั้งเจตนา การคิดต่อยอด หรือการตัดสินใจ เราไม่ควรโยนให้ AI ทั้งหมด ผมชอบเปรียบว่า เราต้อง ‘ตีปิงปอง’ กับ AI ให้ AI ช่วยทำบางเรื่อง ส่วนเราก็ใช้เวลาที่เหลือไปทำสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์”

เป้าหมายสูงสุดของการเตรียมคนสู่ยุคใหม่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องทักษะการพิมพ์คำสั่ง (Prompt) แต่คือการเข้าใจสมดุลของงาน รู้ว่าจุดไหนควรดึงศักยภาพ AI มาทุ่นแรง และจุดไหนที่ต้องลงมือทำด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

“ผมคิดว่ามีสองมุม มุมแรก คือเราต้องเก่งขึ้นในการทำงานร่วมกับ AI รู้จักแบ่งงาน รู้ว่าอะไรเป็นจุดแข็งของเรา อะไรควรให้ AI ทำ เพื่อประหยัดเวลา แล้วนำเวลาที่เหลือไปพัฒนาจุดแข็งของตัวเอง อีกมุมหนึ่งคือ ฝึกสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ เช่น การเข้าใจปัญหาของผู้คน การสร้างแรงบันดาลใจ หรือการเข้าใจมนุษย์ สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะที่เราควรพัฒนาให้เก่งขึ้น”

ยิ่ง AI พัฒนาเร็วเท่าไร ยิ่งกดดันให้เราต้องทบทวนถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ เพราะคำตอบที่รวดเร็วอาจหาได้จากอัลกอริทึม แต่ความเข้าอกเข้าใจ บริบททางสังคม วิจารณญาณ และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ คือสิ่งที่ไม่มีสมการไหนทดแทนได้

นอกจากนี้ อาจารย์สัญญายังย้ำว่า การสร้างสังคมที่เท่าทัน AI ไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องการการประสานพลังทั้งจาก ครู ผู้ปกครอง และระดับนโยบาย

“ผมอยากย้ำเรื่องการเตรียมเด็กให้พร้อม โดยเฉพาะการฝึกอ่านอย่างมีวิจารณญาณ อ่านแล้วแยกให้ออกว่า อะไรจริง อะไรเท็จ มีอคติหรือไม่ และผู้เขียนมีเจตนาอะไร แต่เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มที่เด็กอย่างเดียว ต้องเริ่มจากครูด้วย ถ้าเราอยากให้เด็กอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ครูก็ต้องทำได้ก่อน

อีกส่วนหนึ่งคือครอบครัว ถ้าจะฝากให้โรงเรียนทำอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องเผชิญกับข้อมูลและคอนเทนต์จำนวนมาก ทุกคนจึงต้องฝึกตั้งคำถามกับข้อมูลเหมือนกัน ว่าเชื่อได้หรือไม่ มีอคติหรือไม่ และมีเจตนาอะไร ผมคิดว่านี่คือรากฐานสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกับ AI ในอนาคตครับ”

ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่ AI ช่วยคิดและร่างได้แทบทุกอย่าง ทักษะที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การหาคำตอบให้เร็วที่สุด แต่คือการสร้างสังคมที่รู้จักหยุดคิด ตั้งคำถาม และกล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เพราะต่อให้เทคโนโลยีจะชาญฉลาดเพียงใด ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อโลกและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็ยังคงเป็นเราทุกคน

Tags:

ทักษะพื้นฐานด้านเทคโนโลยีAI DraftHuman Craftอาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุลCritical Readingการตั้งคำถามการกำกับตัวเอง (Self-regulation)

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Related Posts

  • Character building
    สอนลูกให้มองโลกแบบนักวิทยาศาสตร์: เมลวิลล์ ฟายน์แมน พ่อผู้ไร้ปริญญาของนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Ecopedagogy-nologo
    Education trend
    Ecopedagogy การสอนสิ่งแวดล้อมคือการตั้งคำถามถึงความไม่เป็นธรรม

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • 21st Century skills
    AI Literacy (2): ทักษะจำเป็นที่จะทำให้มนุษย์ไม่ถูกกลืนหายในโลกที่ AI ฉลาดขึ้นทุกที

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    ครบรอบ 20 ปี หนังสือ ‘ไชลด์เซ็นเตอร์ สำนวนซ้ำซากของการศึกษาไทย’ กับคำถามที่ว่า การศึกษายังคงเป็นเพียงเรื่องฉาบฉวย?

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    เปิด ‘ไพ่มูดูชีวิต’ เข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งและค้นหาวิธีดูแลใจ กับ ‘อั๊ท – ณอัญญา สาวิกาชยะกูร’ เพจวารีแห่งใจ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

Analog Renaissance: การเกิดใหม่ของ ‘แอนะล็อก’ ภาพสะท้อนความเหนื่อยหน่ายในโลกดิจิทัล
How to enjoy life
25 July 2026

Analog Renaissance: การเกิดใหม่ของ ‘แอนะล็อก’ ภาพสะท้อนความเหนื่อยหน่ายในโลกดิจิทัล

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Analog Renaissance คือกระแสการหวนคืนสู่สิ่งที่จับต้องได้และการใช้ชีวิตที่ช้าลง เพื่อตอบโต้ความเหนื่อยล้าและความเร่งรีบจากโลกดิจิทัลที่เชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา
  • Digital Fatigue ทำให้ผู้คนเริ่มโหยหาประสบการณ์ในโลกจริง ทั้งการอ่านหนังสือ ฟังแผ่นเสียง ถ่ายภาพฟิล์ม และการพบปะกันแบบเผชิญหน้า เพราะช่วยฟื้นฟูสมาธิ สุขภาวะทางใจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
  • การกลับมาของแอนะล็อก ไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกของโลกดิจิทัล กับจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลาย มีคุณภาพ และมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

ท่ามกลางการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วของความเป็นดิจิทัล (Digital) ที่มาพร้อมกับคำศัพท์ล้ำๆ อย่างเช่น Smart (อัจฉริยะ) Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์) Multitasking Skills (การทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน) และคำศัพท์อื่นๆ อีกหลายคำ ที่ล้วนแล้วแต่สื่อถึงความชาญฉลาด กระแสหนึ่งเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ เป็นความพยายามที่จะฉุดดึงให้โลกหมุนช้าลง การใช้ชีวิตไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ หากแต่ควรจับต้องได้ มีหัวใจ และความเป็นมนุษย์มากขึ้น

เราเรียกกระแส หรือเทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า Analog Renaissance หรือ การเกิดใหม่ของแอนะล็อก

อันที่จริงแล้ว มีคำศัพท์หลายคำที่ใช้เรียกความเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า Post-digital Era (ยุคหลังดิจิทัล) Analog Revival (การกลับมาอีกครั้งของแอนะล็อก) Digital Minimalism (การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบมินิมอล) หรือ The New Analog (ยุคแอนะล็อกใหม่) แต่ในบทความชิ้นนี้ ขออนุญาตให้คำว่า ‘Analog Renaissance’ เพราะดูจะกินความหมายได้ครอบคลุม อีกทั้งยังล้อไปกับคำว่า Renaissance Era หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในยุโรป (ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-16) ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปหันกลับมาให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์มากขึ้น หลังจากที่เคยมีศาสนาคริสต์เป็นศูนย์กลางอำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงยุคกลาง

การเกิดใหม่ของแอนะล็อก เห็นได้จากการกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งของสินค้าที่อยู่ในจัดอยู่ในยุคแอนะล็อก หรือยุคเก่ากว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียงไวนีล หนังสือ บอร์ดเกม รวมไปถึงเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งสินค้าเหล่านี้ เคยถูกคาดการณ์ว่าใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ ‘ตกยุค’ จากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ก่อนจะเล่าถึงการเกิดใหม่ของแอนะล็อก เราอาจต้องเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจก่อนว่า แล้วยุคดิจิทัลคืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมีผลต่อชีวิตของเราอย่างไร

คนส่วนใหญ่ถือว่า ยุคดิจิทัลเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อโลกเริ่มรู้จักกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ในอีก 20 ปีต่อมา ความเป็นดิจิทัลเริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่ออินเทอร์เน็ตแพร่หลายไปสู่บ้านเรือนคนทั่วไป 

ช่วงเวลาที่น่าจะถือว่าเป็นการเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว คือช่วงที่สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2007 ไล่เลี่ยกับกระแสเฟื่องฟูของแพลตฟอร์มที่เรียกกันว่า ‘โซเชียลมีเดีย’ ที่ทำให้หลายๆ คนเริ่มผละจากโลกจริง เข้าไปขลุกอยู่ในโลกดิจิทัลผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแทบจะกลายเป็นศูนย์รวมวิถีชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ การรับรู้ข้อมูลสาร ไปจนถึงการเสพสื่อบันเทิง ทั้งการชมภาพยนตร์และการฟังดนตรี

การใช้ชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนไปจากอิทธิพลของการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล การติดต่อสื่อสารที่เคยพบเจอกันต่อหน้า เปลี่ยนรูปแบบเป็นการโทรผ่านวีดิโอ การดูหนังฟังเพลงที่เคยเป็นกิจกรรมนอกบ้าน กลายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งการทำงานและการประชุมก็สามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ

อย่างไรก็ดี ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว มีสิ่งหนึ่งถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบๆ นั่นคือ ‘ฮิปสเตอร์’ (Hipster)

จริงๆ แล้ว คำว่า ฮิปสเตอร์ เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 ในสหรัฐ โดยเป็นคำเรียกคนหนุ่มสาวอเมริกันผิวขาวที่หลงใหลเพลงแจ๊ส ที่ถือเป็นดนตรีของคนแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งหนุ่มสาวฮิปสเตอร์เหล่านี้มักถูกมองว่า เป็นพวกที่มีบุคลิกต่อต้านสังคมกระแสหลัก

ฮิปสเตอร์ในยุคใหม่ถือกำเนิดขึ้นในเขตบรูคลิน นครนิวยอร์ก ในราวปี 2005 ไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว เทรนด์ฮิปสเตอร์ค่อยๆ แพร่หลายไปตามเมืองต่างๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นศิลปินและเสรีชน อย่างเช่น โอเรกอน ซานฟรานซิสโก ซีแอตเติล และข้ามฟากไปยังยุโรป ทั้งในลอนดอน และเบอร์ลิน

นักสังคมวิทยามองว่า ฮิปสเตอร์ คือปฏิกิริยาต่อต้านวัฒนธรรมกระแสหลัก รวมถึงลัทธิบริโภคนิยม คนกลุ่มนี้โหยหาและแสวงหาบางสิ่งบางอย่างที่ดู ‘จริง’ และ ‘มีความเป็นมนุษย์’ ท่ามกลางกระแสดิจิทัลที่กำลังเบ่งบาน และสิ่งที่ตามมาพร้อมกับฮิปสเตอร์ ก็คือ วิถีชีวิตแบบช้าๆ (Slow Life) ที่มักผูกติดอยู่กับอุปกรณ์เครื่องใช้ในยุคแอนะล็อก เช่น การฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิล การถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์ม การอ่านหนังสือ และการขี่จักรยาน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการกลับมาของฮิปสเตอร์จะถูกมองเป็นเรื่องของแฟชั่นและการค้นหาอัตลักษณ์ มากกว่าจะเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างจริงจัง แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า หนุ่มสาวผู้ชอบแสดงตัวตนผ่านรสนิยมเหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นที่กำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างยิ่ง

ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความเป็นแอนะล็อกกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัล (Digital Fatigue) 

ภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัล คือ อาการอ่อนล้าทั้งทางกายและจิตใจอันเกิดจากการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลต่อเนื่องนานเกินไป ไม่ว่าจะเป็น การติดตามข่าวสารผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ การประชุมออนไลน์เป็นเวลานาน รวมถึงการที่เส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวพร่าเลือนลงเรื่อยๆ เพราะอุปกรณ์สื่อสารระบบดิจิทัลที่พกติดตัว ทำให้ทุกคนมีโอกาสถูกหัวหน้าทวงถามงานได้ทุกที่และทุกเวลา รวมถึงรูปแบบการทำงานที่เรียกว่า Work From Home ทำให้ยากที่จะรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวไว้ได้

ผลการวิจัยแบบติดตามผลระยะยาว ที่จัดทำขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (Covid-19) จนถึงปี 2022 โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Finnish Work Environment Fund ของฟินแลนด์ พบว่า กลุ่มสำรวจที่เป็นพนักงานบริษัท จำนวนถึง 49% ยอมรับว่ารู้สึกอ่อนล้าจากการทำงานที่ต้องใช้อุปกรณ์ดิจิทัลติดต่อกันเป็นเวลานาน และ 39% วิตกว่าภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัลมีผลเสียต่อสุขภาพของตัวเอง

นอกจากนี้ ผลการวิจัยชิ้นดังกล่าวยังชี้ว่า ภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัลส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่สมาธิจดจ่อในการทำงานทำได้ยากขึ้น เมื่อพนักงานต้องเผชิญกับการสลับสับเปลี่ยนหน้าจออย่างรวดเร็ว รวมถึงข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่ตามมาหลังจากการเผชิญกับภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัล คือ ความเครียด ภาวะหมดไฟ (Burn out) และขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ซึ่งกลายเป็นผลเสียระยะยาว ทั้งในระดับตัวบุคคลและองค์กร

จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ผลการวิจัยเหล่านี้ ทำขึ้นในช่วงเวลาที่ครอบคลุมถึงช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนเกือบทั้งโลก ถูกจำกัดการพบปะกันอย่างใกล้ชิด ด้วยมาตรการรักษาระยะห่าง และทำให้อุปกรณ์สื่อสารดิจิทัล ถูกใช้งานเพิ่มมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการทำงานจากบ้าน หรือการพูดคุยสนทนาทางไกล

อาจกล่าวได้ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เราเริ่มมองเห็นแล้วว่า โลกดิจิทัลไม่สามารถทดแทนโลกจริง ที่มนุษย์ได้พบปะกัน ได้พูดคุย ได้สัมผัสจับต้อง ได้มองเห็นประกายในดวงตา ได้ใกล้ชิด หรือกระทั่งได้กลิ่นน้ำหอมของกันและกัน

เมื่อโลกเริ่มอ่อนล้ากับความเป็นดิจิทัล หลายคนเริ่มหันกลับมาสนใจอะไรที่ช้าลง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ หากแต่จับต้องได้ และดีต่อหัวใจมากขึ้น

ภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัลทำให้การกลับมาสนใจความเป็นแอนะล็อก ไม่ได้เป็นแค่การค้นหาอัตลักษณ์ตัวตนของเหล่าฮิปสเตอร์ หรือแค่การโหยหาอดีตอีกแล้ว หากแต่กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก 

หลายคนได้ค้นพบว่า ‘เกรน’ (Grain) ในภาพถ่ายจากกล้องฟิล์ม เสียงครืดคราดระหว่างเล่นแผ่นเสียง รวมถึงรอยยับและกลิ่นน้ำหมึกจากหน้ากระดาษหนังสือ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อบกพร่องที่ต้องกำจัด หากแต่เป็นร่องรอยที่แสดงถึงความมีชีวิต

ทั้งนี้ ข้อมูลการตลาดชี้ว่า ยอดขายแผ่นเสียงไวนิลทั่วโลก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2024 ยอดขายแผ่นเสียงอยู่ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2033 เช่นเดียวกับ ตลาดกล้องฟิล์ม ที่มีมูลค่าถึง 227.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่า จะขยายตัวเป็น 387.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2030

เช่นเดียวกัน หนังสือ ซึ่งเคยถูกคาดการณ์ว่า จะค่อยๆ เสื่อมความนิยม หลังจากการถือกำเนิดขึ้นของหนังสือดิจิทัล หรือ อีบุ๊คส์ (E-books) ในปี 1971 กลับยังมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในสิ่งของที่หลายคนพกติดตัวในกระเป๋า นอกเหนือจากโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าเงิน

จังหวะชีวิตที่รวดเร็วและต่อเนื่องของยุคดิจิทัล ทำให้หลายคนมองว่า ‘อุปกรณ์แอนะล็อก’ เป็นอภิสิทธิ์อันหรูหรา เพราะมันมาพร้อมจังหวะที่ช้าลง มีช่วงให้หยุดพักหายใจ และได้ใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่

ในช่วงเวลานี้เอง ที่คำว่า Digital Detox หรือการล้างพิษของดิจิทัล เริ่มผุดขึ้นมา คำๆ นี้มีความหมายถึงการพาตัวเองออกจากโลกดิจิทัล หรือใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลให้น้อยลง ก้าวเดินออกจากโลกโซเชียลมีเดีย ออกไปเดินเล่นในโลกจริง เข้าไปชมภาพยนตร์ในโรง ชมงานศิลปะในแกลลอรี หรือแม้แต่จิบกาแฟช้าๆ พร้อมกับอ่านหนังสือเล่มโปรด

นักวิชาการด้านประสาทวิทยา กล่าวว่า สมองคนเราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการถาโถมเข้ามาของข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังพบเจอในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ การสลับสับเปลี่ยนข้อมูลอย่างรวดเร็ว เช่น การไถฟีดวีดิโอสั้น หรือการเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มือถือไปอย่างไร้จุดหมาย ล้วนแล้วแต่ทำให้สมองอ่อนล้าลงเรื่อยๆ

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ยอดไลก์ในโซเชียลมีเดีย ทำให้สมองเราหลั่งสารแห่งความสุข หรือ โดพามีน (Dopamine) และแม้ว่าจะทำให้รู้สึกดี แต่ก็ทำให้บางคนเกิดการเสพติดไม่ต่างจากยาเสพติดได้ ซึ่งแตกต่างจากการอ่านหนังสือ วาดรูป เล่นดนตรี หรืองานอดิเรกที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เพราะกิจกรรมเหล่านี้ ทำให้สมองมีการจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน โดยปราศจากการรบกวนของการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์มือถือ และส่งผลดีต่อการทำงานของสมองมากกว่า

ขณะเดียวกัน มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาที่ทำขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ชี้ว่า การสื่อสารผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล ถึงแม้จะช่วยลดความเครียดจากมาตรการรักษาระยะห่างได้ ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถทดแทนการพูดคุยแบบต่อหน้าได้ แม้กระทั่งการโทรผ่านวีดิโอ เช่น Facetime รวมไปถึงการใช้งาน Video Call ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเห็นหน้าตาของคู่สนทนา ก็ยังไม่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการพบเจอตัวกันจริงๆ

งานวิจัยชิ้นดังกล่าวระบุว่า สิ่งที่ขาดหายไปในการสื่อสารผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล คือ การแสดงความรู้สึกบนใบหน้าที่เรียกว่า Microexpressions ซึ่งสมองสามารถรับรู้ได้หากคู่สนทนาอยู่ตรงหน้า และสิ่งเหล่านี้ ช่วยให้การพูดคุยดำเนินไปอย่างไหลลื่น และมีความเข้าใจกันมากขึ้น

การสบตา หรือ Eye Contact เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำได้ผ่านอุปกรณ์สื่อสารดิจิทัล ขณะที่ในการพูดคุยแบบพบหน้า การสบตาจะทำให้คู่สนทนารับรู้ได้ทันทีว่า ผู้ฟังยังสนใจในหัวข้อที่เราพูดหรือไม่

สิ่งสำคัญที่สุด ที่ทำให้มนุษย์ยังต้องการการสื่อสารแบบพบเจอตัวกันจริงๆ คือ การสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการจับมือ หรือการกอด เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และแสดงถึงความรัก ความห่วงใย และความคิดถึงของคนรัก เพื่อนสนิท รวมถึงญาติพี่น้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถทำได้ผ่านการสื่อสารด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล

ข้อเสียจากการพึ่งพาอุปกรณ์ดิจิทัลมากเกินไป กำลังเป็นหัวข้อที่ทั่วโลกเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ ทั้งในระดับองค์กรและบุคคล ดังจะเห็นได้จากการที่หน่วยงานด้านการศึกษาในหลายประเทศ มีนโยบายถอดอุปกรณ์ดิจิทัลออกจากการใช้งานเป็นสื่อการสอน โดยเฉพาะในชั้นเรียนสำหรับเด็กเล็ก รวมถึงการที่พ่อแม่ผู้ปกครอง เริ่มตระหนักถึงการใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมโดยปราศจากอุปกรณ์สื่อสาร และการที่หลายๆ คนใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียน้อยลง

การเกิดใหม่ของแอนะล็อก หรือการกลับมาได้รับความนิยมของอุปกรณ์ก่อนยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ กล้องฟิล์ม แผ่นเสียง รวมไปถึงกิจกรรมที่ทำร่วมกันแบบออฟไลน์ เช่น บอร์ดเกม จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของแฟชั่น หรือการโหยหาอดีตเท่านั้น หากแต่เป็นความพยายามที่จะทำให้ชีวิตที่เคยรวดเร็ว ชาญฉลาด และสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา กลับมาอยู่ในรูปในรอยที่ควรจะเป็นมากขึ้น นั่นคือ ชีวิตที่ช้าลง มีเวลาให้หยุดพักหายใจ และสามารถจับต้องได้มากขึ้น

แต่แน่นอนว่า โลกไม่อาจหมุนย้อนกลับได้ และการเกิดใหม่ของแอนะล็อก ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทิ้งอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหมดไป เพื่อหวนกลับไปใช้อุปกรณ์ในยุคแอนะล็อก เพราะนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากแต่เราควรหาจุดสมดุลระหว่างการใช้งานกับการใช้ชีวิต หรือระหว่างความชาญฉลาดกับความรื่นรมย์ เพื่อที่จะพาเราก้าวไปสู่ยุคที่ชีวิตมีทั้งความสะดวกสบายในแบบดิจิทัล และความผ่อนคลายในแบบแอนะล็อก

อ้างอิง

1 In Praise of the Analog Renaissance : https://medium.com/@matthew_macdonald/in-praise-of-the-analog-renaissance-5c6dc82a7d44

2 What Is Digital Fatigue : https://haiilo.com/blog/digital-fatigue

3 The Neuroscience of Social Media Likes : https://neurosciencewellness.substack.com/p/the-neuroscience-of-social-media

4 The Mental Health Benefits of Disconnecting From Technology : https://www.grandrisingbehavioralhealth.com/blog/the-mental-health-benefits-of-disconnecting-from-technology

5 Why FaceTime Can’t Replace Face to Face Time During Social Distancing : https://theconversation.com/why-facetime-cant-replace-face-to-face-time-during-social-distancing-136206

6 Ness Letters : Analog Renaissance : https://nesslabs.com/newsletter/analog-renaissance

7 In Praise of Imperfection : https://centremag.com/life/in-praise-of-imperfection-the-analog-renaissance/11958/

Tags:

Analog Renaissance

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • How to enjoy life
    ‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด…’ พฤติกรรมของคนใกล้ตัวส่งผลกระทบต่อชีวิตเรามากน้อยเพียงใด

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    อย่างน้อยก็มีคนแย่กว่าฉัน แต่นั่นเพียงพอแล้วหรือ

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    Body Dysmorphic Disorder (BDD): เมื่อเสียงภายในคอยตำหนิรูปลักษณ์ภายนอกจนรู้สึกไร้คุณค่า

    เรื่อง ยุรพร ยมนาค ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Relationship
    ‘L A S E R’ คำแนะนำจากนักจิตวิทยา เพื่อรับมือความขัดแย้งในที่ทำงาน

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • RelationshipLife
    Why we talk? ทำไมเราควร ‘คุย’ กับมนุษย์ด้วยกัน EP.2 ‘Deep Talk’ เติมเต็มความสัมพันธ์ผ่านการพูดคุยแบบลึกซึ้ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ พิมพ์พาพ์

Sheep in the box: ความจริงแท้เท่านั้นที่จะพามนุษย์ออกจากกล่องแห่งความทุกข์ระทมได้
Movie
24 July 2026

Sheep in the box: ความจริงแท้เท่านั้นที่จะพามนุษย์ออกจากกล่องแห่งความทุกข์ระทมได้

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Sheep in the box ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นผู้ขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์และนิยามของคำว่า “ครอบครัว”  ซึ่งมักลงมือเขียนบท กำกับ และตัดต่อด้วยตัวเอง
  • ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่สูญเสียลูกชายวัย 7 ขวบและไม่อาจทำใจได้ พวกเขาทดลองใช้บริการสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนด์นอยด์มาเป็นตัวแทน ซึ่งในที่สุดก็พบว่ามันไม่สามารถทดแทนลูกชายที่จากไปได้
  • นอกเหนือจากการตั้งคำถามสำคัญถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว ในช่วงเวลาที่เอไอเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ภาพยนตร์ยังชวนทำความเข้าใจความทุกข์ของพ่อแม่ที่สูญเสียลูก และกระบวนการเยียวยาที่ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจริง

เกือบสิบปีที่แล้ว ผมได้ยินพ่อกับแม่คุยกันหลังกลับมาจากงานศพของลูกสาวเพื่อนสนิทว่า สำหรับพ่อแม่…ไม่มีอะไรเจ็บปวดมากไปกว่าการสูญเสียลูกอีกแล้ว

ความเจ็บปวดที่ผมเคยได้ยินในวันนั้น หวนกลับมาชวนให้ผมได้ขบคิดอีกครั้ง เมื่อได้ชม Sheep in the box ภาพยนตร์ดรามาไซไฟสัญชาติญี่ปุ่นเรื่องล่าสุดของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ผู้กำกับมือรางวัล ที่แม้เรื่องราวจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากคู่สามีภรรยาสูญเสีย ‘คาเครุ’ ลูกชายวัย 7 ขวบไปนานถึงสองปี ทว่าบาดแผลและความเจ็บปวดนั้นกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย 

วันหนึ่งพวกเขาได้รับข้อเสนอพิเศษจาก Rebirth บริษัทผลิตหุ่นยนต์เทคโนโลยีแอนดรอยด์ชั้นนำ ในการส่งตัวคาเครุกลับคืนสู่ครอบครัวอีกครั้งในรูปแบบของหุ่นยนต์ ‘ฮิวแมนนอยด์’ โดยหวังว่าวิศวกรรมอันล้ำสมัยจะช่วยเติมเต็มและเยียวยาหัวใจที่แตกสลายให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง 

ด้วยฉากหลังที่ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องว่าเป็นโลกในอนาคต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คาเครุในเวอร์ชันหุ่นยนต์จะมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับเด็กชายตัวจริงทุกประการ ทว่าสิ่งที่ขาดหายไปคือ ความซับซ้อนทางอารมณ์ และจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ที่เทคโนโลยียังไม่อาจลอกเลียนแบบได้ 

สำหรับผม ประเด็นที่กระทบใจมากที่สุดคือการถ่ายทอดความเจ็บปวดและการรับมือกับความสูญเสียของครอบครัวนี้ โดยเฉพาะ ‘พ่อ’ ที่เลือกจะสร้างระยะห่างกับหุ่นยนต์คาเครุในตอนแรก เพราะในมุมของเขา คาเครุที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้ต่างอะไรจากหุ่นยนต์ดูดฝุ่น หรือของเล่นยอดฮิตของคนเจน Y อย่างทามาก็อตจิที่ไร้ชีวิตจิตใจ 

ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะออกคำสั่งให้หุ่นยนต์คาเครุเรียกเขาว่า ‘ลุง’ แทนที่จะเป็นคำว่า ‘พ่อ’ ผิดกับภรรยาที่อนุญาตให้เรียกว่า ‘แม่’ อย่างเต็มใจเพื่อหล่อเลี้ยงความหวังอันริบหรี่นั้นไว้

แน่นอนว่าการตายของลูกชายทิ้งบาดแผลและร่องรอยขนาดใหญ่ไว้ในใจของทั้งคู่ และความเจ็บปวดนั้นจะยังคงอยู่ตลอดไป แต่สาระสำคัญของภาพยนตร์ไม่ได้ต้องการจะมุ่งขยี้ความเจ็บปวดนั้นในลักษณะร้องไห้ฟูมฟาย หากแต่เป็นการค่อยๆ แงะปมที่ซ่อนอยู่ในหัวใจออกมาเพื่อทำการรักษาเยียวยา

เหมือนกับฉากที่ทั้งคู่ระเบิดอารมณ์ใส่กัน หลังจากที่คนเป็นสามีแอบนำหุ่นยนต์คาเครุไปยังจุดที่ลูกชายถูกลักพาตัว เพราะลึกๆ ในใจเขายังคงคาดหวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าหุ่นยนต์ตัวนี้อาจจะมีเศษเสี้ยวความทรงจำของคาเครุหลงเหลืออยู่ และจะพาเขาไปเจอกับคนร้ายที่พรากชีวิตลูกชายไป

การกระทำนี้สร้างความโกรธเกรี้ยวให้ภรรยาเป็นอย่างมาก เธอต่อว่าที่เขาพยายาม ‘ตามหาตัวคนร้าย’ เพื่อโยนความรู้สึกผิดบาปให้กับคนอื่น ทั้งที่ในวันเกิดเหตุ สามีคือคนรับปากภรรยาว่าจะไปรับลูกแทนเธอ แต่เพราะความเพลิดเพลินจากการเล่นปาจิงโกะ ทำให้เขาไปสายจนลูกชายถูกคนแปลกหน้าลักพาตัวไปบริเวณทางรถไฟ ความรู้สึกผิดอันท่วมท้นนี้เองทำให้เขาดิ้นรนหาแพะรับบาปเพื่อแบ่งเบาความเกลียดชังที่มีต่อตัวเอง

ไม่เพียงเท่านั้น สามีเองก็ตอกกลับเพื่อขยี้ปมในใจภรรยาเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเธอคอยโทษว่า สาเหตุที่ลูกหายตัวไปเป็นเพราะแม่ของเธอโผล่มาเยี่ยมโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำให้เธอไม่สามารถไปรับลูกตามปกติได้ เธอจึงปลอบใจตัวเองว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของแม่ตัวเอง 

ผมรู้สึกว่าภาพยนตร์พยายามชวนให้เราคิดต่อว่า สิ่งที่ทำให้สามีภรรยาคู่นี้ไม่สามารถก้าวผ่านความสูญเสียไปได้ คือการไม่ยอมเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง ทั้งคู่เลือกใช้กลไกปกป้องตัวเองด้วยการโยนความผิดให้คนอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดที่แสนเจ็บปวด เนื่องจากคนเป็นพ่อแม่มักตระหนักดีว่า หน้าที่สำคัญที่สุดของตัวเองคือการปกป้องลูกจากอันตราย 

นอกจากนี้พวกเขายังแสร้งใช้ชีวิตภายนอกราวกับว่ามูฟออนจากความโศกเศร้าได้แล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง มนุษย์เราไม่ได้มี ‘ปุ่มลบข้อมูล’ หรือ สามารถ ‘รีเซ็ตระบบ’ ได้ในพริบตาเหมือนอย่างหุ่นยนต์ สิ่งที่เราทำได้ไม่ใช่การลืม แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไปแม้ลูกจะจากไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังสะดุดใจกับตอนที่คนเป็นแม่อธิบายกับหุ่นยนต์คาเครุว่า สิ่งสำคัญของการเป็นมนุษย์คือการเติบโตขึ้นจากความผิดพลาด 

“การได้กังวล ได้ปวดหัว และได้ลองผิดลองถูกไปกับมัน นั่นแหละคือความหมายของการมีชีวิตอยู่” 

ผมคิดว่าประโยคนี้ช่างคมคายและตลกร้ายในคราวเดียวกัน เพราะในชีวิตจริง หลายคนมักเก่งกาจในการสอนคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับไม่สามารถสิ่งนั้นมาปลอบประโลมตัวเองได้ เช่นเดียวกับแม่ของคาเครุ ที่ตระหนักถึงความจริงนี้จากงานสถาปนิกที่เธอเชี่ยวชาญ แต่เมื่อต้องเผชิญกับความสูญเสีย เธอกลับจมดิ่งไปกับความรู้สึกผิด ขังตัวเองอยู่ในห้องมืด และปฏิเสธที่จะอยู่ร่วมกับความเจ็บปวด แล้วปล่อยให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเป็นธรรมชาติ

ผมเคยอ่านบทความจิตวิทยาที่บอกว่า การสูญเสียลูกเป็นหนึ่งในวิกฤตชีวิตที่รุนแรงและเจ็บปวดที่สุด พ่อแม่มักเผชิญกับความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง และภาวะความเศร้าโศกซับซ้อน ซึ่งการเยียวยาจิตใจต้องใช้เวลาและการมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้สามารถผ่านพ้นความรู้สึกนี้ไปได้

และไม่ว่าจะมาจากความตั้งใจของผู้กำกับหรือไม่ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์คาเครุ ที่ถูกออกแบบจากความทรงจำของพ่อแม่ ได้ทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้ทั้งสองคนได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ ผ่านการพูดคุยที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นในฉากที่พ่อกล่าวคำขอโทษลูกชายต่อหน้าหุ่นยนต์คาเครุ และการที่เขาได้ระบายความเจ็บปวดออกมาด้วยการร้องไห้ หรือการที่ผู้เป็นแม่ได้ปลดล็อกความรู้สึกผิดในใจ เมื่อหุ่นยนต์คาเครุบอกว่า การจากไปของลูกชายไม่ใช่ความผิดของเธอ 

บางที การสร้างตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ นอกจากจะสื่อว่ามันไม่อาจทดแทนความเป็นมนุษย์ได้ หุ่นยนต์ยังเป็นตัวแทนของการไม่มีอคติ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน ซึ่งทำให้พวกเขากล้าเปิดใจพูดความรู้สึกที่แท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของเยียวยาบาดแผลทางใจที่ซุกซ่อนไว้

นอกจากนี้ อีกมุมหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือการที่ภาพยนตร์หยิบยกบางส่วนจากวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง ‘เจ้าชายน้อย’ (The Little Prince) มาสอดแทรกไว้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะฉากที่ผู้เขียนพยายามวาดแกะให้กับเจ้าชายน้อย แต่วาดอย่างไรก็ไม่ถูกใจเสียที จนกระทั่งเขาตัดสินใจวาด ‘กล่องเจาะรู’ ใบหนึ่งให้ แล้วบอกว่าแกะที่เจ้าชายน้อยต้องการนอนอยู่ข้างในกล่องใบนั้น ผลคือเจ้าชายน้อยถูกใจเป็นอย่างมาก นั่นเพราะจินตนาการได้เติมเต็มสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา

การนำกิมมิกเรื่องกล่องใส่แกะมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงอาจเป็นการสื่อสารกับเราทางอ้อมว่า แท้จริงแล้ว ‘คาเครุ’ ไม่ได้หายไปไหน เหตุการณ์อันงดงามและสายสัมพันธ์ทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเขากับพ่อแม่ยังคงเป็นเรื่องจริง เพียงแต่ตอนนี้เขาได้ย้ายจิตวิญญาณไปอยู่ในสถานที่สักแห่ง… อาจจะเป็นต้นไม้ที่พ่อกับแม่ปลูกใหม่หนึ่งต้นในทุกครั้งที่คนรู้จักจากไปหนึ่งคน อาจจะเป็นดวงดาว B612 หรืออาจจะสถิตอยู่ในใจของพ่อแม่และใครก็ตามที่ไม่เคยลืมเขา

ทว่า ปัญหาคือพ่อกับแม่จะมองเห็นแกะตัวนั้น (ลูกชาย) ในกล่องหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองและการเปิดใจยอมรับความจริงของพวกเขาเอง ซึ่งกระบวนการเยียวยาจิตใจผ่านความคิดอันละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนเหล่านี้ คือคุณสมบัติล้ำค่าของมนุษย์ 

ท้ายที่สุดแล้ว Sheep in the box อาจกำลังบอกเราว่า แม้เทคโนโลยีอาจสร้างตัวแทนของคนที่จากไปขึ้นมาใหม่ได้แนบเนียนเพียงใด แต่ตราบใดที่เรายังไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับความผิดพลาด และให้อภัยตัวเอง…

เราก็จะเป็นเพียงแค่ ‘มนุษย์’ ที่ขังตัวเองไว้ในกล่องแห่งความทุกข์ระทม โดยมีความจริงเสมือนคอยหล่อเลี้ยงความหวังล้มๆ แล้งๆ ไปวันๆ

Tags:

บาดแผลทางจิตใจSheep in the boxพ่อแม่ครอบครัว

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    Instant family: ได้โปรดให้เวลาพวกเราหน่อยนะ 

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    No hard feelings : พ่อแม่ต้องยอมให้เขาล้มเหลว หรือสำเร็จได้ด้วยตัวเอง

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Dear Parents
    แทนที่พ่อจะสอนผมเรื่องความกตัญญู ช่วยทำให้ดูก่อนดีไหม?

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    The Holdovers: ในวันที่ไม่มีใครเหลียวแล ขอแค่ใครสักคนที่มอบไออุ่นและเยียวยาหัวใจกัน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Like Father, Like Son : นายไม่ต้องเป็นพ่อแบบที่พ่อนายเป็นก็ได้นะ

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

คืนความเป็นมนุษย์ให้กับระบบการศึกษา: บทสนทนาว่าด้วยความจริงของโลก และความฝันของ ‘ครูใหญ่วิเชียร’ แห่งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
Education trend
21 July 2026

คืนความเป็นมนุษย์ให้กับระบบการศึกษา: บทสนทนาว่าด้วยความจริงของโลก และความฝันของ ‘ครูใหญ่วิเชียร’ แห่งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามามีบทบาททั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว คำถามสำคัญคือแนวทางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ โดยเฉพาะ ‘ระบบการศึกษา’ ควรมุ่งไปในทิศทางใด เพื่อให้เด็กๆ สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง
  • ในฐานะนักการศึกษา ครูใหญ่วิเชียรมองว่า การศึกษาต้องกลับมาสู่เป้าหมายและมีกระบวนการที่ทำให้เด็กกลับสู่การใคร่ครวญ การตระหนักรู้ในตัวเอง และเป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนง ซึ่งเครื่องมือสำคัญคือการสร้าง Self-Concept และ Self-Control
  • ความท้าทายของระบบการศึกษาในปัจจุบัน คือจะทำอย่างไรให้เด็กเกิด  ‘สมรรถนะ’  ซึ่งไม่ใช่แค่การเสริมศักยภาพ แต่คือการสร้างต้นทุนชีวิตที่จะช่วยให้เด็กๆ สามารถรับมือกับปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายปลายทางของตัวเองได้

ในยุคที่เอไอมีคำตอบให้กับทุกคำถาม แต่มนุษย์กลับหาความหมายให้ตัวเองได้ยากขึ้นทุกที

ความท้าทายของการออกแบบสังคมแห่งอนาคต ไม่ใช่แค่การทำให้มนุษย์รู้วิธีใช้เทคโนโลยี หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) แต่เป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ เติบโตขึ้นโดยไม่สูญเสียศักยภาพในการเรียนรู้ และจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ 

โจทย์ใหญ่นี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนในการปรับทิศทางการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในการขับเคลื่อน ‘ระบบการศึกษา’ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วพลิกผัน

The Potential ชวน วิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ หรือ ‘ครูใหญ่วิเชียร’ มาขบคิดพูดคุยถึงความท้าทายของระบบการศึกษาในยุคที่พัฒนาการของเอไอกับมนุษย์กำลังสวนทางกัน

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการศึกษาโดยปกติมันมีเป้าหมายในการพัฒนาความสามารถทางสมองของเด็ก โดยเฉพาะเรื่อง Cognitive (กระบวนการเรียนรู้ อันประกอบด้วย การรับรู้ การคิด การเข้าใจ การใช้เหตุผล การตัดสินใจ การวางแผน การประยุกต์ใช้) แต่ทุกวันนี้เอไอมันเก่งกว่าเราเยอะเลย มันมีความสามารถทาง Cognitive สูงมาก แล้วทุกคนก็ใช้มันง่าย จนเราไม่คิด จนเราไม่ได้ใช้ Cognitive ของตัวเอง ก็แปลว่าวันหนึ่งความสามารถทางสมองของมนุษย์มันจะน้อยลงมาก อันนี้คือพอยต์ใหญ่” 

อย่างไรก็ตาม ครูใหญ่วิเชียรย้ำว่า ‘เราหนีไม่พ้นยุคของเอไอ’  ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ ‘จะทำอย่างไรให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากเอไอได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์’

“นับวันเอไอจะยิ่งฉลาดมากขึ้น เราควรนำเอไอมาช่วยในการดำรงชีวิตและช่วยในการเรียนรู้ หรือช่วยในงานอะไรที่ต้องทำซ้ำๆ แต่งานสำคัญที่มนุษย์ยังต้องคิดเองอยู่ คืองานที่มันตอบโจทย์เรื่องเจตจำนงของมนุษย์ หรือตอบโจทย์ในเรื่องของจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ เราสูญเสียสิ่งนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเรายังรู้สึกว่าเราเป็นมนุษย์ ถูกไหม?”

หัวใจของการศึกษา คือการสร้างสมรรถนะเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ชีวิต

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร จุดประสงค์ในการมีชีวิตของมนุษย์ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการมีชีวิตที่ดี เพียงแต่ ‘ชีวิตที่ดี’ นั้นถูกนิยามโดยค่านิยมทางสังคมในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อเสียง เงินทอง หรือความสำเร็จในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการศึกษามักถูกคาดหวังให้เป็นตัวช่วยในการไขว่คว้าสิ่งเหล่านั้น ทว่า ที่ผ่านมาและกำลังเป็นปัญหามากขึ้นในปัจจุบันก็คือ ไม่ว่าจะมีการศึกษามากน้อยแค่ไหน ‘ความสุข’ ดูจะเป็นของหายากขึ้นทุกที

“ไม่ว่าเมื่อแสนปีที่แล้ว หรือหมื่นปีที่แล้ว หรือตอนนี้ จุดประสงค์ของการมีชีวิตมันยังเหมือนเดิม คือเราต้องการมีชีวิตอยู่และต้องการมีชีวิตอยู่ที่ดี แต่คำว่าต้องการมีชีวิตอยู่ที่ดี พอเปลี่ยนยุคสมัยไป  สิ่งที่เข้ามาเป็นปัจจัยมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สังเกตมั้ยว่าทุกอย่างมันดูเหมือนง่ายขึ้น แต่ทำไมชีวิตไม่ง่ายขึ้น มันกลับทุกข์ๆๆๆ ใช่มั้ย 

เพราะมันมีสิ่งหนึ่งที่เอไอไม่มี หรือสิ่งอื่นไม่มี มีแต่ในมนุษย์คือ เรามีทุกข์เป็นต้นเหตุ และการมีทุกข์เป็นต้นเหตุนี่เองคือจุดกำเนิดของการเรียนรู้ 

มนุษย์นั้นเรียนรู้จากความทุกข์ เราแก้ปัญหาของเราจากความทุกข์ให้เป็นความปกติ แล้วเราก็จะมีทุกข์ใหม่เพราะเรามีความอยาก มีธรรมชาติของการขับเคลื่อนของความอยาก อยากอยู่ดีอยู่สบายมากขึ้น แต่ปัจจัยข้างนอกมันไม่ทำให้อยู่ดีอยู่สบายมากขึ้น เรามีปัญหาใหม่อยู่เรื่อยๆ มนุษย์มีความท้าทายมากในการที่จะทำยังไงให้เราสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เรามีสมรรถนะ เพราะสมรรถนะจะไปแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้ไง”

ในความเห็นของครูใหญ่วิเชียร ‘สมรรถนะ’  ไม่ใช่แค่การเสริมสร้างศักยภาพ แต่คือต้นทุนที่จะช่วยให้เด็กๆ มุ่งสู่เป้าหมายปลายทางของตัวเองได้ ไม่ว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากเพียงใด

“สมรรถนะที่แท้จริงไม่ใช่แค่การสั่งสมความรู้ ทักษะ คุณลักษณะและค่านิยม พูดง่ายๆ ไม่ใช่แค่สั่งสมศักยภาพ แต่มันคือกระตุ้นให้เอาศักยภาพนั้นไปใช้ 

แม้ว่าคุณจะมีศักยภาพเต็มที่แล้ว แต่พอเจอปัญหาใหม่ คุณอาจจะใช้ได้หรือไม่ได้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับอีกอันหนึ่งด้วย นั่นคือ วงจรประสาทคุณทำงานยังไง คุณตอบสนองเร็วหรือตอบสนองช้า การตอบสนองช้าแปลว่าเขาใคร่ครวญครุ่นคำนึง เราจะฝึกฝนวงจรประสาทยังไงให้เขาตอบสนองช้าลง ใคร่ครวญครุ่นคำนึงก่อน 

จิตศึกษา คือนวัตกรรมการศึกษาที่ช่วยสร้างวงจรประสาทให้เกิดการรู้ตัว ตระหนักรู้ ใคร่ครวญ ใช้วิจารณญาณ แล้วค้นพบเหตุที่แท้จริง ส่วน PBL (Problem/Project Base Learning) จะทำหน้าที่สร้างโจทย์สถานการณ์ที่เท่าทันกับโลก เพื่อกระตุ้นให้เขาสู้กับมัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อเด็กได้รับการฝึกฝนทั้งสองส่วนนี้ เวลาเจอปัญหา เขาจะมีสติ เขาตระหนักรู้ เขาใคร่ครวญ เขาหาต้นเหตุ เขาใช้วิจารณญาณและตัดสินใจเชิงจริยธรรมได้ ตัดสินใจอย่างให้ผลดีได้

การทำอย่างนี้ซ้ำๆ ให้เขาสู้กับปัญหาอยู่เรื่อยๆ ข้ามปัญหานี้ไปเจออีกปัญหา สู้อยู่เรื่อยๆ จนรู้สึกว่าระบบการดึงเอาศักยภาพออกมาสู้ มันเกิดสมรรถนะเป็นระยะๆ ขณะเดียวกันก็มีตัวเสริมที่ทำให้เขากลับมาเห็นตัวเอง มาตระหนักรู้ในตัวเอง แล้วขณะที่คุณคิดใคร่ครวญตระหนักรู้ ใช้วิจารณญาณ คุณยังได้เห็นตัวเองด้วยว่า คุณรู้สึกยังไง คุณคิดยังไง คุณมีเจตจำนงยังไงในการทำสิ่งนั้น ตัวคุณเป็นใครจริงๆ ถึงได้ทำสิ่งนั้น กระบวนการแบบนี้มันกลายเป็นว่า ไม่ว่าเอไอจะเข้ามาหรือไม่เข้ามา เขาก็ใช้มันเป็น”

‘การศึกษาแห่งอนาคต’ ต้องเอาชนะสิ่งเย้ายวน รักษาเจตจำนงความเป็นมนุษย์

ในขณะที่เข็มทิศการศึกษามุ่งหน้าไปสู่การสร้างสมรรถนะ เอไอก็ถูกพัฒนาขึ้นจนมีสมรรถนะมากมายหลายอย่างที่สามารถเป็นตัวช่วยในการทำงาน รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เอไอมันช่วยเราได้เยอะ แต่มันก็หลอกสมองเราบางเรื่อง ทำให้สมองเราหลงอยู่ในความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เย้ายวน เราเสียเวลากับมันไปเป็นวันละหลายชั่วโมง ทีนี้กระบวนการเรียนรู้อย่างไรจึงจะทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเอาชนะความเย้ายวนนี้ได้ แล้วกระบวนการอย่างไรที่จะทำให้มนุษย์มองเห็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรจะมุ่งไป เพราะถ้าเขาไม่เห็นสิ่งสำคัญ เขาก็จะไม่เลือกใช้เวลาทำในสิ่งสำคัญ แต่เลือกใช้เวลากับความสุขเล็กน้อย อันนี้คือพอยต์ 

เพราะฉะนั้น การศึกษาจะทำอย่างไรให้เขาออกจากความเย้ายวนนั้น แล้วเห็นว่าสิ่งไหนสำคัญ …ความทุกข์สำคัญ การดำรงอยู่ร่วมกันสำคัญ พวกนี้ก็จะเป็นโจทย์ใหญ่ เป็นความทุกข์ใหญ่ที่จะนำเราไปสู่การออกแบบโจทย์เพื่อท้าทายให้ผู้เรียนเอาชนะไปเรื่อยๆ เอาชนะเรื่อยๆ จนวงจรประสาทของเขาเนี่ยเจอปัญหาทีไรเขาก็ยิ้ม เพราะมันคือวิธีหนึ่งที่เราจะได้ความสุขมา และเป็นความสุขแบบปิติ ผมว่าการศึกษาควรจะมาทางทิศนี้” 

เราปฏิเสธเอไอไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นความท้าทายของระบบการศึกษา ของครูจึงยากขึ้น ขณะที่เข้าห้องเรียนแล้วเด็กสนใจอยู่แต่หน้าจอ ความสามารถครูก็ต้องมากขึ้นด้วย”

ครูใหญ่วิเคราะห์ต่อว่า เมื่อมีเอไอเข้ามาเป็นเงื่อนไข สิ่งที่ยากสำหรับนักการศึกษา โดยเฉพาะคุณครูที่ต้องทำงานกับเด็กโดยตรง คือการสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง

“สิ่งที่จะทำได้ยากคือ การมองเห็นตัวเอง เราถูกกระตุ้นเร้าให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างนอก ในหน้าจอ ในโลกของคนอื่น ไม่ได้กลับมาโลกของตัวเอง การศึกษาต้องกลับมาสู่เป้าหมายและมีกระบวนการที่จะทำให้เด็กกลับมาสู่การใคร่ครวญ การทำความรู้จักตัวเอง การตระหนักรู้ในตัวเอง ว่าตัวเองเป็นใคร รู้สึกนึกคิดอย่างไร มีอคติอย่างไร จะดำรงอยู่อย่างไร ความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร เจตจำนงคืออะไร พวกนี้เป็นหน้าที่หนึ่งของการศึกษา”

“ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่มีอัตลักษณ์ของความเป็นมนุษย์ ค้นไม่พบว่าเจตจำนงของการชีวิตอยู่คืออะไร มันว่างเปล่า”

“สิ่งที่เอไอไม่มี คือ เขาไม่มีเจตจำนง เขาสร้างสรรค์ได้เก่งกว่าเรา เขาคิดนอกกรอบได้ด้วยตอนนี้ เขาทำอะไรได้มากกว่าเราหลายอย่าง เขามีภาษาที่มหาศาล ภาษาของเราเท่าฝ่ามือ ของเขาเท่าโลก เขารู้ภาษา รู้ทุกคำศัพท์ เขาทำอะไรได้ทุกเรื่อง แต่เขาไม่มีอยู่อันเดียวคือ ‘เจตจำนง’ ถ้าเราไม่มีกระบวนการทางการศึกษาที่ให้เด็กกลับมาพิจารณาตัวเองว่าฉันเป็นใคร ฉันควรดำรงอยู่อย่างไร เจตจำนงที่แท้จริงของฉันคืออะไร …เราว่างเปล่า”

‘มนุษย์ที่ว่างเปล่าและเปราะบาง’ ความน่ากังวลของสังคมไทยและโลกใบนี้

การเพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่น โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายที่พุ่งสูง หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเป็น NEET (Not in Education, Employment, or Training) ดูเหมือนว่าภาพสะท้อนความเปราะบางทางสังคมคือสิ่งที่ปรากฎชัดจนยากจะปฏิเสธ 

“เด็กสมัยนี้สบตากันยังไม่เป็นเลย  พออยู่ในโลกเอไอมากๆ อยู่กับตัวเองมาก เปรียบเทียบกับคนอื่นมาก มองหาความหมายไม่เห็น ซึมเศร้าก็มากขึ้น ADHD เทียม ออทิสติกเทียมเกิดขึ้น” ครูใหญ่วิเชียรตั้งข้อสังเกต พร้อมชวนทุกคนพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว

“เราสัมผัสได้ถึงมวลรวมของความทุกข์ ไม่ใช่มวลรวมความสุข ทุกคนเดือดเนื้อร้อนใจกับเศรษฐกิจ สงครามที่โน่น น้ำมันที่นี่แพง ทุกคนเดือนเนื้อร้อนใจกับเศรษฐกิจ ทุกคนเดือดเนื้อร้อนใจกับการเมืองที่มีระบบที่เป็นธรรมน้อยลง พวกมากลากไปมากขึ้น” 

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าจะสร้างความสะดวกสบายให้อย่างมาก แต่ก็ทำให้มนุษย์ดำรงอยู่อย่างเป็นปัจเจกมากขึ้น แก่งแย่งแข่งขันกันมากขึ้น

“มนุษย์วิวัฒนาการมาถึงวันนี้ได้ เพราะเรามีความสามารถในการร่วมมือกัน แต่ตอนนี้มันมีเครื่องมืออื่นมาช่วย จนเราไม่จำเป็นต้องร่วมมือกัน ซึ่งในอนาคตอีก 5 ปี 10 ปี 20 ปีหรือ 100 ปี มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนไม่ร่วมมือกัน เราแก่งแย่งมากขึ้น เราเห็นภาวะการณ์สงครามทุกมุมโลก ไม่ใช่แค่สงครามที่เป็นสงครามจริงๆ ยังมีสงครามรูปแบบอื่น เช่น สงครามเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การกลืนกินกันทางวัฒธรรม การกลืนกินทางสินค้า การเร่งการบริโภค พวกนี้เป็นสงครามทั้งนั้นนะ มันทำให้มนุษย์กลายเป็นเครื่องมือของสงคราม”

แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ได้สร้างมวลความทุกข์มหาศาล ซึ่งในฐานะนักการศึกษา ครูใหญ่โยนคำถามไปถึงสังคม… “เราไม่สนใจอยากจะเห็นมวลความสุขที่มากขึ้นเหรอ”

“เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่า มวลความสุขที่มากขึ้นเกิดจากการสร้างการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองจริงๆ ว่าเราเป็นมนุษย์ ในความหมายที่ว่า เรามีเจตจำนงดำรงอยู่เพื่ออะไร กระบวนการเรียนรู้ก็ควรจะทำให้เขากลับมาเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนง เป็นมนุษย์ที่มีความคิดความรู้สึกอย่างมนุษย์” 

บทบาท ‘โรงเรียน’ ในโลกที่ความรู้หาได้ทั่วไป แต่ความเป็นมนุษย์อาจต้องสร้างใหม่

กระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนรู้จักตนเองและเป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนง คือภาพที่ครูใหญ่ฝันไว้และลงมือสร้างต้นแบบที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา โดยมีหลักสูตรฐานสมรรรถนะเป็นทั้งเครื่องมือและความหวัง

“หลักสูตรฐานสมรรถนะ มันเปลี่ยนทิศทางจากการสั่งสมความรู้ ทักษะ กลายเป็นฝึกฝนให้ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งแค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้ว ถ้าสมมุติเปลี่ยนทิศทางพวกนี้ได้  วิธีจัดการเรียนการสอนก็จะเปลี่ยนไปหมด หรือการจ้องมองก็จะเปลี่ยนไปหมดเลย หลักสูตรฐานสมรรถนะคือความหวัง”

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการผลักดันหลักสูตรดังกล่าวผ่านกลไกหลายอย่าง แต่ในมุมของครูใหญ่วิเชียร จุดเริ่มต้นที่ทรงพลังที่สุด คือ การฉีกตำราเรียนทิ้งให้หมด

“เพราะว่าตำราเรียนที่ซ่อนอยู่ในกลไกของระบบการศึกษา คือระบบการหาผลประโยชน์จากนักเรียน เป็นระบบการหาผลประโยชน์ใหญ่เป็นหมื่นล้าน แล้วผมยังมองว่าหนังสือเรียน คู่มือ หรือแบบฝึกที่เป็นตำรับตำราที่เขาพิมพ์ออกไปให้เนี่ยสบประมาทความสามารถของครู ทำลายการเรียนรู้ของครู ทำให้ครูไม่มีสมรรถนะเสียเอง เพราะตัวเองก็ใช้ในสิ่งที่มันสำเร็จรูป ทำให้สมรรถนะในการที่จะเผชิญเหตุเผชิญปัญหาต่อเด็กแต่ละรุ่น ที่จะท้าทายการเรียนรู้ของตัวเองน้อยลง มันมีสองเรื่องใหญ่อยู่ในนั้นคือ หนึ่ง ถ้าไม่ทำหนังสือ คนหาผลประโยชน์จากเด็กจะน้อยลง สองคือ ครูจะเก่งมีความสามารถมากขึ้น”

ในมุมมองของครูใหญ่วิเชียร การไม่มีหนังสือเรียนมาเป็นกรอบ จะทำให้ครูออกแบบแผนการสอนด้วยตัวเอง  “…แล้วออกแบบปีนี้ ก็ใช้ปีหน้าไม่ได้ เพราะเด็กจะเป็นคนใหม่ บริบทใหม่เข้ามา โจทย์ใหม่อยู่เรื่อยๆ สมรรถนะของครูจะเก่งมากขึ้นเลยในการเผชิญปัญหา” 

ทบทวนและประกอบสร้าง ‘การศึกษา’ ที่มนุษย์จะไม่ถูกกลืนกินโดยเอไอ

ครูใหญ่ชวนย้อนทวนเป้าหมายของระบบการศึกษาที่กล่าวถึงในตอนต้นว่า คือการสร้าง Cognitive ให้เด็ก ซึ่งนอกเหนือจากความรู้ ทักษะ ยังต้องมีความเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงวิเคราะห์วิพากษ์ และการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 

“Cognitive มันยังเป็นต้นทางของการใช้เอไอด้วย ถ้าคุณไม่มี คุณก็ใช้มันไม่ได้ แสดงว่าการศึกษาของเราจะต้องมุ่งไปที่เรื่องของกระบวนการคิดมากขึ้น เพราะในกระบวนการเก็บความรู้ เอาไว้ให้เป็นหน้าที่ของเอไอก็แล้วกัน เป็นหน้าที่คลาวด์ก็แล้วกัน

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องถอยเอไอออกไปก่อนในวัยเด็กๆ เพราะว่าเราต้องการพัฒนาสมองเขาให้มีความสามารถทาง Cognitive ถ้า Cognitive สูงแล้ว ดึงเอไอเข้ามาเมื่อไหร่ เอไอจะกลายเป็นแค่เครื่องมือ”

นอกจากนี้ ครูใหญ่วิเชียรยังเห็นว่าในโลกที่คาดการณ์ได้ยากขึ้นทุกที เครื่องมือที่จะช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง อยู่รอดและอยู่ร่วมในสังคมได้ ก็คือ  Self-Concept และ Self-Control 

“การศึกษาต้องสร้างให้เขาไปถึง Self-Concept และให้เขามีความสามารถในการมี Self-Control เมื่อไรที่คนมี Self-Control เขาจะจับจ้องเป้าหมายเป็น ละสิ่งเย้ายวนได้ ออกแบบให้ตัวเองออกจากสิ่งเย้ายวนได้ง่าย เพื่อมุ่งเป้าหมายได้ แล้วยิ่งถ้าเขามี Self-Concept เขาจะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ถนัดอะไร แล้วอะไรคือเจตจำนงของเขาจริงๆ 

ทุกวันนี้ในระบบการศึกษายังพูดถึงแค่ VASK ยังไม่ได้พูดถึงเรื่อง Self-Concept, Self-Control เลย ซึ่งยากที่สุดตอนนี้คือ การทำให้เด็กเกิด Self-Control เอามือถือออกจากเขาได้ยังไง 8 ชั่วโมง

เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเลือกเครื่องมือนะ อย่างแรก คือทำให้เขาไปถึง Self-Concept ค้นพบอัตลักษณ์ของตัวเอง แล้วรู้ว่าเจตจำนงของเขาคืออะไร ขณะเดียวกันฝึกฝนให้เขามีความสามารถที่จะมี Self-Control จับจ้องเป้าหมายเป็น ออกแบบเพื่อละออกจากสิ่งเย้ายวนได้ แบบนี้รอด”

สุดท้าย เมื่อถามว่ายังมีความหวังกับระบบการศึกษาไทยหรือไม่ ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการศึกษา ครูใหญ่วิเชียรตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ผมมีความฝัน แต่ไม่มีความหวัง”

“ผมมีความฝันเสมอว่าอยากเห็นการศึกษาไทยที่ดี ผมถึงไม่หยุดทำ แต่ผมไม่มีความหวัง ตลอดชีวิตผมจะไม่เห็นการศึกษาที่ดี ผมตายไปแล้วอีก 100 ปีก็ยังไม่เห็นการศึกษาที่ดี

ความฝัน สำหรับผมคือ เรามีความปรารถนา อยากจะเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้น มันทำให้เรายังทำสิ่งนี้อยู่ ส่วนความหวังคือ หวังว่าจะเห็น แต่มันก็ไม่เห็นสักทีนะ ผมก็เลยมีความฝันแต่ไม่มีความหวัง 

ทุกวันนี้ผมทำตามความฝัน แล้วใครก็อย่ามายุ่งกับความฝันของผม!”

Tags:

สมรรถนะการควบคุมตัวเอง (Self-control)ระบบการศึกษาไทยความเป็นมุนษย์Self-Conceptวิเชียร ไชยบังAIจิตศึกษา

Author:

illustrator

ชุติมา ซุ้นเจริญ

ลูกครึ่งมานุษยวิทยาและนิเทศศาสตร์ รักการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร พอๆ กับการเดินทางข้ามพรมแดนทุกรูปแบบ เชื่อเสมอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่นิยมแบกโลกไว้บนบ่า

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • 21st Century skills
    AI Literacy (2): ทักษะจำเป็นที่จะทำให้มนุษย์ไม่ถูกกลืนหายในโลกที่ AI ฉลาดขึ้นทุกที

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Social Issue
    ‘4 เรื่องต้องลงทุน’ กับ ‘7 นโยบาย’ สร้างสมรรถนะคนไทยให้เรียนรู้อย่างไร้รอยต่อ: ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

    เรื่อง The Potential ภาพ ปริสุทธิ์

  • Unique Teacher
    เปลี่ยนโรงเรียนติดลบเป็นโรงเรียนติดดาว เริ่มที่ ‘ตัวฉัน’: ผอ.นันทิยา บัวตรี

    เรื่อง The Potential

  • Learning Theory
    Problem Based Learning: การเรียนรู้ที่เด็กสร้างความรู้ด้วยตัวเองที่ลำปลายมาศพัฒนา

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี ภาพ KHAE

  • Education trend21st Century skills
    โรงเรียนกำลังสอนวิชาในอดีต ทั้งๆ ที่อนาคตต้องการ 4 ทักษะนี้

    เรื่อง รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา

‘L A S E R’ คำแนะนำจากนักจิตวิทยา เพื่อรับมือความขัดแย้งในที่ทำงาน
Relationship
18 July 2026

‘L A S E R’ คำแนะนำจากนักจิตวิทยา เพื่อรับมือความขัดแย้งในที่ทำงาน

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ‘ความขัดแย้งในที่ทำงาน’ เป็นเรื่องปกติ แต่มีต้นทุนสูง งานวิจัยพบว่าพนักงานต้องใช้เวลาจัดการความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสาเหตุหลักมักมาจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน บทบาทหน้าที่ไม่ตรงกัน และส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพการทำงาน ความเครียด และความผูกพันต่อองค์กร
  • คนเรามีวิธีรับมือความขัดแย้ง 5 รูปแบบ (2A3C) ตั้งแต่การหลีกเลี่ยง โอนอ่อน ประนีประนอม ร่วมมือ ไปจนถึงการเอาชนะ ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน
  • นักจิตวิทยาได้แนะนำหลัก ‘LASER’ ได้แก่ Listen, Ask, Speak, Ensure และ Restore เพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างสร้างสรรค์และรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานไว้ได้

เคยเจอเรื่องที่ต้องขัดแย้งกันกับคนอื่นไหมครับ? 

คนปกติทั่วไปย่อมต้องเคยมีเรื่องขัดแย้งกับคนอื่นอยู่แล้วนะครับ มากบ้างน้อยบ้าง และเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ การทะเลาะกับเพื่อนแถวบ้านสมัยเด็กๆ แป๊บเดียวก็คืนดีกัน เพราะเดี๋ยวไม่มีคนเล่นด้วย เข้าโรงเรียนก็ยังไม่วาย บางทีก็มีคนเหม็นหน้าเราอย่างที่เราคาดคิดสาเหตุไม่ออก บางคนแกล้งเราหรือถึงขนาดลงไม้ลงมือกันก็มี ซึ่งไม่ดีเลย 

เรียนจบออกมาทำงานแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นวงจรประหลาดแบบนี้ คนในออฟฟิศมีโอกาสโดนแทงข้างหลังทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวอันมีเหตุจากความขัดแย้งบางอย่าง ทั้งที่คนส่วนใหญ่ก็มักมีนโยบายพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอย่างสุดชีวิต เพราะไม่อยาก ‘มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานง ไม่ว่าจะระดับเดียวกันหรือลูกน้อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้า ก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเราไล่หัวหน้าออกไม่ได้ แต่เขาไล่เราออกได้!

มีข้อมูลงานวิจัยปี 2008 ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนทำงานจะต้องเสียเวลาทำงานไปกับการจัดการความขัดแย้งเฉลี่ยราว 2.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือราว 1 วันเต็มๆ ต่อเดือนทีเดียว ซึ่งทั้งก่อให้เกิดความเครียด เบื่อหน่าย ขาดความร่วมมือ และในกรณีที่ร้ายแรงอาจนำไปสู่การลาออกจากองค์กรได้ในที่สุด โดยมีมากถึง 85% ที่ระบุว่าต้องจัดการเกี่ยวกับความขัดแย้งในระดับต่างๆ และมีถึง 29% ที่ระบุว่าความขัดแย้งเหล่านั้นเกิดขึ้นบ่อยหรือตลอดเวลาทีเดียว [1]  

แต่แย่ไปกว่านั้น รายงานปี 2022 ระบุว่า สถานการณ์แย่ลงไปอีก เพราะพบความขัดแย้งได้บ่อยครั้งมากขึ้น คือมากกว่า 36% ระบุว่าต้องพบกับความขัดแย้งบ่อย บ่อยมาก หรือตลอดเวลา และใช้เวลาจัดการความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเป็น 4.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สิ้นเปลืองทั้งพลังงาน อารมณ์ และเวลา ทั้งกับตัวพนักงานเองและกับสำนักงาน และที่แย่ที่สุดคือ ยิ่งต้องจัดการกับความขัดแย้งมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้มีความพึงพอใจในการทำงานและความรักหรือผูกพันกับองค์กรลดลงมากเท่านั้น [2] 

สาเหตุสำคัญของความขัดแย้งมักจะมาจากการสื่อสารไม่ดีและขาดความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ ตามมาด้วยปริมาณงานที่หนักและบุคลิกภาพส่วนบุคคลที่ขัดแย้งกัน [2]  

เมื่อวิจัยลงไปในรายละเอียด ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตาม คนส่วนใหญ่มีวิธีตอบสนองต่อความขัดแย้งเป็น 5 วิธีด้วยกันคือ 

การหลีกเลี่ยง (avoiding) 

การโอนอ่อนผ่อนตาม (accommodating) 

การประนีประนอม (compromising) 

การร่วมมือกัน (collaborating) 

และสุดท้ายคือ การเอาชนะคะคานกัน (competing) 

หากต้องการจดจำเป็นภาษาอังกฤษก็จะได้ตัวช่วยจำว่า 2A3C โดยแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป และเหมาะสมกับผู้เลือกใช้ที่มี ‘สถานะ’ แตกต่างกันไป ดังต่อไปนี้ [3]

กลยุทธ์แรก ‘การหลีกเลี่ยง’ วิธีนี้ไม่ได้ช่วยแก้ไขความขัดแย้ง เป็นการที่ทั้งสองฝ่ายไม่เอ่ยถึงปัญหาความขัดแย้งนั้น เรียกว่า ‘กวาดปัญหาไปอยู่ใต้พรม’ ก็คงได้ ความขัดแย้งจึงยังคงไม่ได้รับการแก้ไขและรอวันประทุในอนาคต วิธีนี้เหมาะกับเรื่องเล็กน้อยที่มี ‘ราคาต้องจ่าย’ สูงกว่า หากต้องเผชิญหน้าหรือพยายามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่น จึงมักมองข้ามหรือปล่อยให้เวลาช่วยเยียวยาแก้ไขความขัดแย้งไปเอง 

แต่ข้อเสียร้ายแรงก็คือ หากเข้าใจผิด เพราะอันที่จริงเป็นปัญหาชนิดที่ปล่อยค้างคาไม่ได้ ก็อาจจะแย่ลงไปอีกจนแก้ไขได้ยากหรือนำพาไปสู่การแตกหัก นอกจากนี้ยังทำให้คนอื่นเห็นว่า ผู้เกี่ยวข้องเป็นคนอ่อนแอหรือไร้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอีกด้วย

กลยุทธ์ที่สอง ‘การโอนอ่อนผ่อนตาม’ ผู้ที่เลือกใช้วิธีนี้มักเห็นความสำคัญของสัมพันธภาพระหว่างกันมากกว่าประเด็นถกเถียงนั้นๆ โดยอาจมองว่าไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มเวลา หรือตัวเองอาจคิดผิดก็ได้ จึงยอมถอย แม้อาจทำให้ดูเป็นคนอ่อนแอ แต่ก็อาจเป็นวิธีการแก้ปัญหาเล็กน้อยที่ไม่สำคัญนักได้ดีที่สุด 

ข้อเสียสำคัญของวิธีการนี้คือ อาจนำไปสู่ความไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจ หรือแค้นใจของผู้โอนอ่อนผ่อนตามได้ในระยะยาว หากบริบทเปลี่ยนไป…ก็ใครจะยอมลงให้คนอื่นทุกครั้งไป จริงไหมครับ?

สำหรับกลยุทธ์ที่สาม ‘การประนีประนอม’ วิธีนี้ต้องการความร่วมไม้ร่วมมือของทุกฝ่าย เป้าหมายหลักของวิธีการนี้คือ หาจุดร่วมบางอย่างและช่วยกันปกป้องรักษาสัมพันธภาพอันดีที่มีต่อกัน แต่ละฝ่ายต้องยอมถอย ลดข้อเรียกร้องของตนเพื่อให้บรรลุข้อตกลงได้ วิธีนี้เหมาะจะใช้แก้ปัญหาที่ซับซ้อน แต่จำเป็นต้องมีคำตอบอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบก็ตาม จะได้ผลดีเป็นพิเศษเมื่อแต่ละฝ่ายมีอำนาจเทียบเท่ากัน แต่ก็อาจนำไปสู่ความไม่พอใจของบางคนบางฝ่ายได้ในระยะยาวเช่นกัน 

กลยุทธ์ที่สี่ ‘การร่วมมือกัน’ วิธีนี้จะก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว เพราะแก้ไขความขัดแย้งได้จริง แต่ก็มักเป็นวิธีการที่ทำได้ยากที่สุดและกินเวลามากที่สุด อีกทั้งยังต้องการความร่วมมือมากที่สุดจากทุกฝ่าย จึงจะสามารถพูดคุยจนแก้ไขความขัดแย้งและต่อรองหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่สร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่ายได้ วิธีการนี้ก็มักต้องการฝ่ายต่างๆ ที่มีอำนาจเทียบเท่ากันเช่นเดียวกับวิธีการประนีประนอม  

กลยุทธ์สุดท้าย ‘การเอาชนะคะคานกัน’ กรณีนี้ไม่มีฝ่ายใดที่ยอมประนีประนอมหรือโอนอ่อนผ่อนตาม และพยายามจะเอาชนะความขัดแย้งด้วยกำลัง อำนาจ หรือเสียงแบบพวกมากลากไป ฝ่ายที่ใช้มักมีอำนาจเหนือกว่า จึงสามารถปฏิเสธการแก้ไขความขัดแย้งด้วยวิธีการแบบอื่น แม้จะปิดจบความขัดแย้งได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่จะก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมาภายหลัง เรียกว่าแก้ไขได้แค่ปัญหาเฉพาะหน้า 

คำแนะนำของนักจิตวิทยาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งมีอยู่ 5 ข้อ จำง่ายๆ ว่า LASER มาจาก Listen (ฟัง) Ask (ถาม) Speak (พูด) Ensure (ยืนยัน) และ Restore (ฟื้นฟู) [4] 

ข้อแรก ‘ฟัง’ ต้องเป็นการฟังอย่างตั้งใจและลึกซึ้ง ปกติเมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งขึ้น เรามักฟังเพื่อรอจังหวะ ‘สวนกลับ’ แค่นั้น ควรตั้งสติ มีสมาธิรับฟังอย่างตั้งใจถึงเหตุผลของฝ่ายตรงข้าม เมื่อจับใจความอย่างตั้งใจก็อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ ‘ระหว่างบรรทัด’ และเบื้องหลังการตัดสินใจของอีกฝ่ายได้

ข้อต่อไป ‘ถาม’ ก่อนตอบสนอง รุกรบต่อไป ควรต้องถามให้ชัดเจนว่า เข้าใจสิ่งที่คู่ขัดแย้งกล่าวอยู่จริงๆ ลองย้อนคำพูด ถามย้ำเพื่อให้แน่ใจ บ่อยครั้งทีเดียวที่ขั้นตอนนี้สลายความขัดแย้งไปได้ เพราะมองเห็นสาเหตุที่แท้จริงว่า เกิดจากความเข้าใจผิดหรือเกิดจากการเข้าใจไม่ตรงกัน

สำหรับเรื่อง ‘พูด’ คำแนะนำก็คือ ให้พูดด้วยระดับเสียงปกติ ไม่ขึ้นเสียง ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิการเผชิญหน้าได้เป็นอย่างดี เพราะเสียงดังจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามหันไปให้ความสนใจกับเสียงที่ดังมากกว่าเนื้อหาที่พูด และไป ‘เปิดสวิตช์’ การป้องกันตัวหรือการโจมตีให้ทำงาน การพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดรุนแรง เกรี้ยวกราด หรือแดกดัน ควรหลีกเลี่ยงคำพูดในลักษณะเหล่านี้ให้มากที่สุด 

สำหรับ ‘ยืนยัน’ จะเกิดขึ้นเมื่อทุกฝ่ายเริ่มเห็นทีท่าว่าจะแก้ปัญหาตรงหน้าได้และต่างฝ่ายก็ดีใจที่เป็นเช่นนั้น เป็นจังหวะที่อาจจะเริ่มพูดคุยถึงอารมณ์ความรู้สึกได้ แต่หากตกลงกันไม่ได้จริงๆ เพราะต่างฝ่ายต่างมีอารมณ์ใส่กัน ก็เพียงแค่ตกลงเห็นชอบกันว่า อาจต้องกลับมาพูดคุยตกลงกันอีกครั้ง แต่มาพร้อมกับคำแนะนำต่างๆ ที่ไปคิดเป็นการบ้านกันมาเรียบร้อยแล้ว  

หากคิดว่าจำเป็นก็สามารถเลือกเวลาและสถานที่นัดหมายไว้ล่วงหน้าได้เลย 

คำแนะนำสุดท้าย ‘ฟื้นฟู’ นั้นคือการตระหนักว่าไม่ว่าความขัดแย้งเฉพาะหน้าจะจบลงแบบใดก็ตาม ปกติแล้วก็มักจะหนีหน้าไปไหนกันไม่พ้น ยังจะต้องพบปะ เจอหน้า เจรจาต่อรอง หรืออาจต้องทำงานด้วยกันอยู่ดีในอนาคต การฟื้นฟูจิตใจหรือมิตรภาพเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจาก การสวมกอด การตบหลังตบไหล่ หรือการถามเพื่อแสดงน้ำใจว่า “คุณโอเคนะ?” ก็อาจเป็นสิ่งที่ทำได้และควรทำ เพื่อส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของ ‘ประเด็น’ มากกว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว และทุกฝ่ายยังคงมีความรักใคร่ชอบพอ ให้ความนับถือและเห็นคุณค่าของกันและกันอยู่

หากทำดังนี้ได้ก็อาจแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นเรื่องสร้างสรรค์ได้ 

เอกสารอ้างอิง

[1] Workplace Conflict and How Businesses can Harness It to Thrive. CPP Global Human Capital Report. 2008. 

[2] Conflict at Work: A research report from The Myers-Briggs Company. August 2022. The Myers-Briggs Company

[3] https://www.iod.com/resources/business-advice/conflict-management/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 8 กรกฎาคม 2569

[4] Tanya Pearey. Why Conflict Can Be Good For You. Psychology Now, 2023, Vol. 6, 58-60  

Tags:

ความสัมพันธ์ความขัดแย้ง

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Playground
    Z for Zacariah: แม้โลกจะล่มสลาย ไม่มีใครต้องทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Movie
    Modern love : ไม่จำเป็นต้องลืมคนเก่า-ถูกแทน หัวใจเรารักได้มากกว่านั้น

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Relationship
    Asexual ชีวิตที่อยู่นอกกรอบเรื่องรักใคร่

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Relationship
    ปัดจอจนเหนื่อยใจ แล้วไหนล่ะคู่ฉัน

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Relationship
    สัญญารัก สัญญาณลืม

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Big World: ศักดิ์ศรีของนกน้อยในกรงทอง กับความรักความหวังดีของแม่ที่เกือบกลายเป็นยาพิษ
Movie
17 July 2026

Big World: ศักดิ์ศรีของนกน้อยในกรงทอง กับความรักความหวังดีของแม่ที่เกือบกลายเป็นยาพิษ

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Big World คือภาพยนตร์ดราม่าสัญชาติจีนในปี 2024 บอกเล่าเรื่องราวของหลิวชุนเหอ ชายหนุ่มวัย 20 ปีที่มีภาวะสมองพิการมาตั้งแต่เกิด แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้และพยายามปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าวเพื่อลบคำสบประมาทของคนรอบตัว
  • สารสำคัญที่ภาพยนตร์ต้องการสื่อคือคนพิการไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในสังคม นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ มุมมองเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างแม่กับยาย
  • “ผมยังพยายามที่จะยอมรับมันอยู่ แต่แม่ก็คอยย้ำเตือนผมอยู่ตลอด…เพราะแบบนี้คนอื่นๆ เลยหลีกเลี่ยงผม พวกเขากลัวผมแล้วก็ล้อเลียนผม แม่นี่แหละคือคนที่เกลียดชังผมจริงๆ และดูถูกดูแคลนผม”

“ที่ที่ผมไปได้ไกลสุดคือกระโดดลงจากตรงนี้” 

หลิวชุนเหอ ตัดพ้อกับยายบนดาดฟ้าหลังจากที่เขามีปากเสียงกับแม่อย่างรุนแรง เพียงเพราะแม่ไม่พอใจที่ ‘คนพิการ’ อย่างเขาไม่ยอมอ่านหนังสืออยู่บ้าน ทว่าแอบไปทำงานพาร์ทไทม์ แถมยังฝ่าฝืนคำสั่งเรื่องการสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยต่างเมือง ทั้งๆ ที่แม่คือคนที่รักและหวังดีกับเขาที่สุด

ฉากสะเทือนใจดังกล่าวเกิดขึ้นใน Big World ภาพยนตร์จีนที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘หลิวชุนเหอ’ ชายหนุ่มวัย 20 ปีที่มีภาวะสมองพิการมาตั้งแต่กำเนิด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมแพ้และพยายามปลดล็อกข้อจำกัดทางร่างกายเพื่อลบคำสบประมาทของคนรอบตัว โดยเฉพาะจากแม่ที่เลี้ยงดูเขาประดุจ ‘นกน้อยในกรงทอง’  ทว่าโชคดีที่เขามียายที่ปฏิบัติกับเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ พร้อมสนับสนุนให้เขาออกไปเผชิญโลกภายนอกตามความเป็นจริง ด้วยความเชื่อว่าหลานควรได้รับประสบการณ์ชีวิตไม่ว่าจะดีหรือร้าย…ประหนึ่งคนปกติทั่วไปคนหนึ่ง 

แค่เพียงฉากเปิดเรื่อง หนังก็พาให้ผมใจหายเมื่อเห็นหลิวชุนเหอยืนเขียนพินัยกรรมอยู่เพียงลำพังบนดาดฟ้าด้วยมือที่สั่นระริก แต่จู่ๆ คุณยายที่เปรียบเหมือนแสงสว่างในชีวิตก็แวะมาเยี่ยมและโผล่ขึ้นมาทักทายได้ทันท่วงที ก่อนที่เหตุการณ์น่าสลดใจจะเกิดขึ้น 

จากนั้น Big world ก็ค่อยๆ นำผมดิ่งลึกเข้าไปสู่โลกของหลิวชุนเหอ โลกที่มีข้อจำกัดทางกายภาพมากมาย จะเดินทีนึงก็ตัวบิดงอ ยืนนานๆ ก็ไม่ไหว เหยียดนิ้วก็ไม่ได้ หรือกระทั่งเวลากินข้าว…อาหารก็มักจะติดคอของเขาจนคนรอบข้างคิดว่าเขากำลังจะสำลักอาหารตาย ซึ่งสารภาพตรงๆ ว่าผมอดสงสารเขาไม่ได้และเอาใจช่วยให้เขาผ่านแต่ละวันไปได้อย่างราบรื่นที่สุด

แต่สาระสำคัญที่ผมอยากนำมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน ไม่ใช่เรื่องความเวทนา หากแต่เป็นประเด็นเรื่อง ‘ผู้ปกครอง’ และมุมมองเรื่อง ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’

มอสในที่มืด และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หลิวชุนเหอเป็นเหมือนกระบอกเสียงที่ป่าวประกาศให้โลกรับรู้ว่า สิ่งที่ผู้พิการต้องการจริงๆ ไม่ใช่เงินทอง สิทธิพิเศษ หรือความเวทนาสงสารใดๆ หากแต่เป็น ‘ศักดิ์ศรี’ ของความเป็นมนุษย์ ที่เขาควรได้รับเหมือนกับคนทั่วไปในสังคม ซึ่งหลิวชุนเหอเองพยายามก้าวข้ามข้อจำกัดนี้อย่างสุดกำลัง เพื่อพิสูจน์ว่าแม้ร่างกายจะแตกต่าง แต่เขาก็มีศักยภาพพอที่จะพึ่งพาตัวเองและยืนหยัดอยู่ในสังคมปกติได้ 

ถ้าตัดเรื่องสายตา ภาษากาย และคำพูดที่คอยดูถูกเหยียดหยามจากคนรอบตัวออกไป ผมชื่นชมและเคารพในความอดทนมุ่งมั่นของหลิวชุนเหอมาก ไม่ว่าจะเป็นการไปสมัครงานเป็นครูสอนพิเศษที่แม้จะถูกเด็กๆ หัวเราะเยาะ แต่เขาก็ไว้ลายตัวเองด้วยการให้ข้อคิดกับเด็กๆ และคณะครูที่เข้ามาประเมินการสอน ผ่านการเปรียบเปรยตนเองเป็น ‘มอส’ พืชต้นเล็กๆ ที่ใครหลายคนมักมองข้าม 

“แม้แต่ในที่มืดมิดที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง มอสก็ยังดิ้นรนที่จะเติบโต มันอาจจะเล็กเท่าเมล็ดข้าว แต่มันไม่ยอมแพ้ มันไม่ยอมแพ้ต่อตัวเอง มันใช้พลังของมัน เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเหมือนดอกโบตั๋น”

ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังชอบคำพูดของหลิวชุนเหอที่อธิบายให้ยายฟังสั้นๆ ถึงสาเหตุที่เขาต้องดิ้นรนหางาน แม้รู้ทั้งรู้ว่าอาจแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มว่า “มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรอก ผมมีงานทำแปลว่ามีศักดิ์ศรี มันคือศักดิ์ศรี” 

หรือจะเป็นการพยายามช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม เช่น การลุกให้ผู้หญิงและเด็กนั่งบนรถเมล์ หรือการช่วยสอนวิธีใช้สมาร์ทโฟนให้กับเพื่อนๆ ของยาย ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนมายด์เซ็ตของเขาได้เป็นอย่างดี ผ่านความในใจตอนหนึ่งที่เขาเผยออกมาว่า

“แม้ว่าผมจะสำลักอาหารทุกอย่างที่กิน แต่คุณคงจินตนาการไม่ออก ว่านั่นรู้สึกยังไง ผมไม่ได้โมโห หรือว่าเจ็บปวด เพราะผมชินแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกกลัวนิดหน่อย ผมกลัวว่าจะทำแม้แต่งานง่ายๆ ไม่ได้ และผมกลัวว่าถ้าคนที่ทำงานเหล่านั้นแทนผมต้องจากไปสักวันหนึ่ง ผมอาจมีชีวิตต่อไม่ได้ 

ผมเคยถามคุณยาย ผมเคยถามพ่อแม่ และผมเคยถามหมอว่า ทำไมถึงต้องเป็นผม แต่ผมก็ไม่ได้คำตอบ ผมจะไม่มีวันได้คำตอบ ท่ามกลางผู้คน มีคนจ้องผมด้วยสายตาแบบต่างๆ ทั้งสายตาสงสาร สายตาหวาดกลัว แม้กระทั่งสายตาของความรังเกียจ 

แต่น้อยครั้งที่ผมจะเห็นสายตาที่กล้าจองมองมาที่ผมและบอกว่าผมเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา ผมเห็นสายตาแบบนั้นจากคนแก่พวกนี้ พอผมเห็นว่า พวกเขาไม่รู้วิธีโอนเงินผ่านมือถือ หรือวิธียืนยันตัวตน ผมรู้สึกเหมือนได้เจอพวกเดียวกันแล้ว 

พวกคุณรู้จักทฤษฎีถังน้ำไหม? ปริมาตรของถัง ระบุได้จากแผ่นไม้ที่สั้นที่สุดของมัน สำหรับโลกนี้ พวกเราคือไม้แผ่นสั้น 

ผมแค่อยากให้พวกคุณเห็นว่า ไม่ว่าผมจะตัวเล็ก หรือผุพังแค่ไหน ผมก็เป็นของผมแบบนี้ นิยามของความสุขควรจะรวมถึงเราทุกคน”

แม่ผู้ชอบคิดแทน กับความหวังดีที่เผลอใจร้ายโดยไม่รู้ตัว

ในมิติของครอบครัว หนังนำเสนอตัวอย่างของการเลี้ยงดูเด็กที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่าง ‘แม่’ กับ ‘ยาย’

เริ่มจากแม่ที่เป็นตัวแทนของความรักที่ ‘กุมบังเหียน’ คอยคิดแทนลูกทุกเรื่อง ทั้งยังเอาบรรทัดฐานค่านิยมของสังคมมาเป็นตัวตัดสิน ส่งผลให้ตลอดทั้งเรื่อง…หลิวชุนเหอต้องบอบช้ำและเจ็บปวดจากผู้เป็นแม่มากที่สุด 

ชนวนเหตุสำคัญมาจากทัศนคติที่เต็มไปด้วยความกลัวของแม่ จริงอยู่ที่เธอรักและหวังดีกับลูก แต่ความหวังดีที่เจือด้วยความเวทนาและตัดสินลูกผ่านกรอบความเชื่อของตัวเอง ความหวังดีที่ยัดเยียดโปรแกรมชีวิตว่าตั้งแต่ตื่นยันนอนลูกจะต้องทำอะไรบ้าง โดยไม่เคยเอ่ยปากถามลูกว่าต้องการมันหรือเปล่า พฤติกรรมเหล่านี้จึงแปรเปลี่ยน ‘ความหวังดีประสงค์รัก’ ให้กลายเป็น ‘ความประสงค์ร้าย’ โดยไม่ตั้งใจ ซ้ำร้ายกำแพงหนาที่ยากจะทลายที่สุดคือ การปักใจเชื่อว่าลูกเป็นคนน่าสงสาร ไม่ปกติ และควรเลี้ยงลูกให้อยู่รอดปลอดภัยไปวันๆ ตามยถากรรม ผมจึงไม่แปลกใจนักที่ครั้งหนึ่งหลิวชุนเหอจะหลุดปากพูดกับเพื่อนสาวของเขาว่า

“บางคนคิดว่า พวกเราไม่ต้องการอะไรนอกจากกินแล้วก็ขับถ่าย เช่น คนแบบแม่ฉันไง”

หรือจะเป็นฉากบีบหัวใจผู้ชม เมื่อแม่ต่อว่าหลิวชุนเหออย่างรุนแรง หลังจับได้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแอบนอกลู่นอกทาง ไปทำงานที่ร้านคาเฟ่และแอบส่งใบสมัครเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ในต่างเมือง ซึ่งล้วนแต่ผิดไปจากแผนที่ชีวิตที่เธอกำหนดไว้ให้

“ถึงพวกเขาจะรับแก แล้วยังไงต่อ แกจะไปเป็นครูเหรอ ครูจะต้องยืนสอน แล้วก็พูดกับนักเรียน พูดกับผู้ปกครอง แกทำได้ไหม ขนาดคนปกติพวกเขายังไม่รับทั้งหมดเลย ทำไมถึงต้องรับแกด้วย” แม่ของเขากล่าว 

ผมรู้สึกแหลกสลายแทนหลิวชุนเหอที่ต้องมาฟังคำพูดแทงใจดำจากปากแม่ เพราะสำหรับผม คำพูดของ ‘พ่อแม่’ มักมีอิทธิพลและดังก้องในใจลูกยาวนานกว่าเสียงของคนอื่นเสมอ คำพูดนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการจุดไม้ขีดไฟโยนใส่ถังน้ำมันแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมาทั้งชีวิตของหลิวชุนเหอให้ระเบิดออกมาในที่สุด

“ถ้างั้น ใครคลอดผมมาเหรอ ความผิดใครกันที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ แม่กล้าพูดหรือเปล่า แม่นั่นแหละที่ทำหน้าที่แม่ไม่เต็มที่พอ เป็นความผิดของแม่ แต่ผมกลับต้องมาชดใช้ 

ผมค่อยๆ ยอมรับมันได้ ผมยังพยายามที่จะยอมรับมันอยู่ แต่แม่ก็คอยย้ำเตือนผมอยู่ตลอด …ชุนเหอ แกเหมือนกอริลลาที่ควรจะอยู่แต่ในกรงที่สวนสัตว์ อย่าแม้แต่จะคิดที่จะออกมา อย่าให้ใครเห็นตอนกลางวันแสกๆ  คนที่ให้อาหารแกจะอับอายเปล่าๆ เพราะแบบนี้คนอื่นๆ เลยหลีกเลี่ยงผม พวกเขากลัวผมแล้วก็ล้อเลียนผม แม่นี่แหละคือคนที่เกลียดชังผมจริงๆ และดูถูกดูแคลนผม 

ผมรู้ว่าผมเป็นภาระของครอบครัว ผมรู้มาตลอด แล้วทำไมต้องเสแสร้งว่าเป็นห่วงเป็นใยผมด้วย แม่ทำให้ผมขยะแขยง แม่เป็นคนปากว่าตาขยิบ…ผมไม่เคยขอให้มีชีวิตแบบนี้เลย” หลิวชุนเหอกล่าว

ผมเชื่อว่าถ้าพ่อแม่ไม่เชื่อมั่นในตัวลูก มันก็ยากเหลือเกินที่ลูกจะสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วนับประสาอะไรกับหลิวชุนเหอที่พยายามสู้ยิบตาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่สุดท้ายกลับถูกคนใกล้ตัวที่บอกว่ารักที่สุดทิ้งบอมบ์ใส่ ราวกับตอกย้ำว่าเขาเป็นบุคคลไร้ความสามารถ ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเปล่งเสียงอย่างหมดอาลัยตายอยากกับยายบนดาดฟ้าในวันนั้นว่า “ที่ผมไปได้ไกลสุดคือกระโดดลงจากตรงนี้” 

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ Big World ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับสังคม หนังจึงหาทางอธิบายและคลี่คลายปมของแม่…ผ่านฉากที่ยายปลอบใจหลิวชุนเหอให้เห็นว่า ชีวิตวัยเด็กของแม่ก็น่าสงสารไม่แพ้กัน เนื่องจากถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ทำให้เธอเองเติบโตมาพร้อมกับบาดแผลทางใจ และการไม่มีโอกาสได้เรียนรู้การเป็นแม่จากแม่ของตัวเอง

“บางทีแกอาจจะคิดว่า เขาเป็นแม่ที่ไม่ดีเพราะทัศนคติของเขา แต่แกก็โทษแม่แกไม่ได้หรอก ไม่มีใครสอนเขาว่าแม่ที่ดีควรเป็นยังไง ยายท้องเขาตอนอายุ 21 หลังจากนั้นหนึ่งเดือน พ่อเขาก็ทิ้งยายไปหาคนอื่น ยายไปทิเบตคนเดียวเพื่อหาเงินให้แม่แก และยายก็จากไปเป็นสิบปี ตอนยายกลับมาแม่แกก็อายุ 15 แล้ว ตลอดหลายปีมานี้ เขาไม่เคยเรียกยายว่าแม่สักครั้ง ยายไม่โทษแม่แกหรอก เป็นความผิดยายเอง ตอนที่แม่แกต้องการยายที่สุด…” ยายกล่าวกับหลิวชุนเหอ

ประโยคนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความโกรธในใจหลิวชุนเหอ แต่ยังดึงอารมณ์ที่กำลังขุ่นมัวของผมให้กลับมาสะท้อนคิด เพราะอีกมุมหนึ่ง แม้ผมจะยังไม่มีลูก แต่ในฐานะของ ‘อา’ ผมเริ่มเข้าใจและเห็นใจแม่ของหลิวชุนเหอขึ้นมาทันที นั่นเพราะเวลาที่พี่ชายเอาหลานวัยขวบกว่าๆ มาฝากผมเลี้ยงชั่วคราว ผมเองก็เป็นอาประเภท ‘ห่วงใยเกินขอบเขต’ ไม่กล้าปล่อยให้หลานหลานเดินไปเดินมาตามลำพัง ผมต้องคอยเอามือของผมสอดไว้ใต้รักแร้แล้วเดินตามติดทุกฝีก้าว คอยเบรกคอยคว้าตัวทุกครั้งเมื่อเห็นว่าหลานกำลังจะล้ม ทั้งที่ในความเป็นจริง การปล่อยให้เขาหัดเดินด้วยตัวเอง และอดทนเฝ้ามองดูเขาล้มลุกคลุกคลานบ้างต่างหาก…คือทักษะสำคัญที่ผู้ปกครองพึงมีเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เติบโต

ศิลปะของการปล่อยให้เติบโตด้วยตัวเองจากยายสายซัพพอร์ต

เมื่อข้ามมาพิจารณาฝั่งของคุณยาย นอกจากคุณลักษณะที่เกริ่นไว้ในตอนต้น ยายคือตัวละครประเภท Show, don’t tell ที่อาจไม่ได้พ่นคำคมสำเร็จรูปออกมาบ่อยนัก ทว่าการกระทำของเธอกลับเป็นตัวแทนอันทรงคุณค่าของผู้ปกครองสายซัพพอร์ตอย่างแท้จริง 

ยายเลี้ยงหลิวชุนเหอเฉกเช่นคนปกติ บนพื้นฐานของการยอมรับและเข้าใจ ไม่ปล่อยให้มายาคติของความพิการมาปิดกั้นโอกาสในการลองผิดลองถูก เธอเป็นผู้ปกครองประเภท หลานอยากทำอะไร…ให้ลงมือทำเลย หากก้าวพลาดก็ปล่อยให้เรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น แล้วเธอจึงค่อยทำหน้าที่เยียวยาปลอบใจอย่างถูกที่ถูกเวลา สิ่งนี้เองที่ทำให้หลิวชุนเหอเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) และเห็นคุณค่าของตัวเอง

เมื่อเรื่องราวทั้งหมดดำเนินมาถึงบทสรุปแบบ Happy Ending ยายไปส่งหลิวชุนเหอเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง ภาพความรักของคุณยายที่คอยมอบพลังแห่งความเชื่อมั่นก็ฉายวนในใจผมซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นการชวนให้หลานฝึกตีกลองเพื่อเป็นมือกลองให้กับวงดนตรีของผู้สูงอายุ การปล่อยให้หลานลองจีบสาวแม้รู้ว่าเขาอาจต้องอกหัก การแอบไปดูหลานสมัครงาน หรือการพาหลานไปดื่มเหล้าครั้งแรกจนเมาพับลงไปกองกับพื้น ซึ่งแม้บางเรื่องจะดูไม่เหมาะสมในสายตาคนนอก แต่ยายก็ทำเพื่อให้หลานได้สัมผัสรสชาติและประสบการณ์ชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไป

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมขอยกตำแหน่ง MVP ของเรื่องนี้ให้กับคุณยาย พร้อมกับข้อคิดทิ้งท้ายว่า…แท้จริงแล้วหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของผู้ปกครอง คือการทำให้เด็กคนหนึ่งตระหนักว่าตนเองมีคุณค่า เป็นที่รัก และไม่ใช่ภาระของใคร พร้อมทั้งคอยประคับประคองให้เขาเติบโตอย่างมีศักยภาพในแบบที่เขาเป็น

Tags:

Big Worldภาพยนตร์

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    Eighth Grade: เมื่อเด็กมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ความรักจากพ่อแม่คือแสงสว่างท่ามกลางความพร่ามัวและจอมปลอม

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Time Still Turns The Pages: ขออย่าให้เด็กคนไหนต้องแหลกสลาย เพียงเพราะเขาไม่ได้อย่างใจพ่อแม่

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้): คงจะดีกว่านี้ถ้าพ่อพูดอะไรที่คำนึงถึงความรู้สึกเราบ้าง

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Dear ParentsMovie
    The King’s speech (2010) – ‘ไม่ต้องกลัวในสิ่งที่เคยกลัวในตอนเด็ก ไม่ต้องพกพ่อ(ที่ดุและกดดัน) ไปตลอด เชื่อมั่นในตัวเอง’

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • MovieLife classroom
    Accepted 2006: เมื่อเป้าหมายการศึกษาที่ไม่ใช่เพื่อเข้ามหาลัย แต่เพื่อค้นพบตัวเอง

    เรื่อง เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

โอดิสซี: คัมภีร์การใช้ชีวิตแบบมหากาพย์
Book
15 July 2026

โอดิสซี: คัมภีร์การใช้ชีวิตแบบมหากาพย์

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘โอดิสซี’ (Odyssey) คือมหากาพย์กรีกโบราณ แต่งโดย โฮเมอร์ (Homer) เล่าเรื่องการเดินทางอันยาวนานของ ‘โอดิสซุส’ ราชาแห่งอิธากา ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและการทดสอบจากเทพเจ้าและสิ่งเหนือธรรมชาติ เพื่อกลับบ้านหลังสงครามกรุงทรอย
  • เรื่องราวค่อยๆ ถ่ายทอดพัฒนาการของโอดิสซุส จากนักรบผู้มั่นใจในสติปัญญาและท้าทายเทพเจ้า สู่ผู้ที่เข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิต เห็นคุณค่าของความอดทน ความถ่อมตน และการเรียนรู้จากประสบการณ์
  • การใช้ชีวิตของทุกคนก็เปรียบเสมือนการเดินทางแบบโอดิสซุส ที่ไม่มีวันราบรื่น ต้องเผชิญปัญหาและสิ่งล่อลวงอยู่เสมอ แต่หากมีสติ ความเพียร และไม่ละทิ้งเป้าหมาย ก็จะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและเติบโตจากประสบการณ์ได้

เมื่อพูดถึงเสียงไซเรน หลายคนต่างรับรู้ว่า คือเสียงเตือนให้ระวัง เช่นเดียวกับเมื่อพูดถึงคำว่าไททัน หลายคนอาจพอนึกออกว่า หมายถึงยักษ์ หรือคำคุณศัพท์ที่หมายถึงความใหญ่โตโอฬาร รวมถึงคำศัพท์ที่คนรุ่นใหม่เริ่มหยิบมาใช้แบบทับศัพท์ เช่น คำว่า ‘เมนเทอร์’ ก็มีความหมายที่ผู้ใช้รับรู้ตรงกันว่า หมายถึง พี่เลี้ยง หรือผู้ให้คำปรึกษา

นอกเหนือจากคำศัพท์ที่ว่าแล้ว แม้แต่ประโยค หรือวลีสั้นๆบางคำ เช่น ‘ไม่มีที่ใดเหมือนบ้าน’ หรือ ‘There is no place like home’ ก็ถูกนำมาใช้ในความหมายที่เชิดชูและให้คุณค่าแก่สถาบันครอบครัว เหนือกว่าความมั่งคั่ง ชื่อเสียงเกียรติคุณ หรือคุณค่าอื่นๆ

แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนมีที่มาจากปกรณัม หรือเรื่องเล่าแต่โบราณของกรีก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเล่าที่ได้รับการขับขานจนกลายเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก ในชื่อว่า ‘โอดิสซี’

โอดิสซี หรือ Odyssey แปลโดยรากศัพท์ว่า เรื่องราว หรือมหากาพย์ของโอดิสซุส (ซึ่งเชื่อกันว่า อาจมีเค้าโครงของเรื่องจริง) แต่งขึ้นตั้งแต่เมื่อราว 700 ปี ก่อนคริสตกาล โดย โฮเมอร์ (Homer) กวี หรือวณิพกตาบอด ผู้เร่ร่อนขอทานแลกกับการขับขานลำนำเรื่องเล่าของเหล่าวีรบุรุษและเทพเจ้ากรีก

แม้ว่านักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ไม่เชื่อว่าโฮเมอร์มีตัวตนอยู่จริง หรือหากมีก็ไม่น่าใช่คนๆ เดียว หากเป็นชื่อเรียกแทนกวีหลายๆ คน อย่างไรก็ดี ลำนำที่โฮเมอร์ขับขาน เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และถูกกล่าวถึงในบันทึกทางประวัติศาสตร์รุ่นต่อๆ มา ทั้งของกรีกและอียิปต์ ทำให้โอดิสซีได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

ไม่เพียงแต่เป็นวรรณกรรมที่มีความเก่าแก่เท่านั้น โอดิสซียังมีอิทธิพลต่อชาวกรีก ตกทอดมาถึงชาวตะวันตกในปัจจุบัน ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศิลปะแขนงต่างๆ ความเชื่อ และค่านิยม จนกล่าวได้ว่า โอดิสซี คือรากเหง้าของชาวตะวันตก ไม่ต่างจากที่ชาวเอเชียอาคเนย์ ได้รับอิทธิพล (ไม่มากก็น้อย) จากวรรณกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธและพราหมณ์ หรือชาวเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ที่ได้รับอิทธิพลจากคำสอนในลัทธิขงจื้อ

ก่อนจะเล่าถึงเรื่องราวการผจญภัยของโอดิสซุส ผมอยากเกริ่นถึงความเชื่อของชาวกรีกในยุคนั้นก่อน ซึ่งก็ไม่ต่างจากความเชื่อของคนในภูมิภาคอื่นๆ ในช่วงเดียวกัน คือเมื่อประมาณกว่าสองพันปีที่แล้ว โดยชาวกรีกในยุคนั้นเชื่อว่า สรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมและชี้นำโดยเทพเจ้าแห่งโอลิสปัส ซึ่งประกอบด้วยเทพ 12 องค์ แต่เทพที่มีบทบาทมากที่สุดในวรรณกรรมโอดิสซี จะมีอยู่ 3 องค์ คือ ‘ซุส’ เทพผู้ปกครองสูงสุด ‘อเธเน’ ธิดาแห่งซุส ผู้ได้ชื่อว่า เทพีแห่งปัญญา และ ‘โพไซดอน’ เทพแห่งท้องทะเล

สิ่งที่ต่างจากความเชื่อเรื่องทวยเทพของชาติอื่นก็คือ เหล่าเทพเจ้าแห่งโอลิสปัส ไม่ได้เป็นตัวแทนของสิ่งดีงาม หรือสัจธรรมสูงสุด หากแต่มีบุคลิกนิสัยแทบไม่ต่างจากมนุษย์คนเดินดิน ที่มีทั้งความรัก ความชัง ความอิจฉา ความลุ่มหลงมัวเมาในตัณหา และความโกรธแค้นเกรี้ยวกราด ขณะที่มนุษย์ ผู้ตกอยู่ภายใต้การบงการของเทพเจ้า ทำได้เพียงบวงสรวงสักการะ เพื่อประจบเอาใจทวยเทพเหล่านั้น

หากมีมนุษย์คนใดที่ทำให้เทพเจ้าพิโรธ นั่นแปลว่า มนุษย์คนนั้นจะต้องพบจุดจบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ทว่า มีมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่ยอมจำนนต่อเทพเจ้า สามารถพลิกชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ได้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามนับสิบปี และมนุษย์คนนั้นก็คือ ‘โอดิสซุส’

โอดิสซุส คือ ราชาผู้ปกครองแคว้นอิธกะ หนึ่งในแคว้นเล็กๆ ของกรีก เขาเดินทางจากบ้านเกิดเพื่อเข้าร่วมสู้รบในสงครามกรุงทรอยที่กินเวลานานถึงสิบปี หลังจากสงครามเสร็จสิ้นลงแล้ว โอดิสซุสพร้อมพลพรรคขุนศึกคู่ใจ ตั้งใจเดินทางกลับคืนบ้านเกิดโดยเร็ว เพื่อจะได้พบหน้าครอบครัวที่พลัดพรากจากกันนาน

ทว่า ราชาแห่งแคว้นอิธกะไม่รู้เลยว่า เขาต้องใช้เวลาเดินทางกลับบ้านเกิดนานถึงสิบปี ซึ่งเมื่อรวมกับช่วงเวลาที่เขาใช้ไปในการทำสงครามกรุงทรอยด้วย ก็เท่ากับว่า โอดิสซุสต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดนานถึงยี่สิบปี กว่าจะได้หวนคืนสู่แหล่งพำนักตัวเองอีกครั้ง

โอดิสซุสอาจไม่ใช่นักรบกรีกที่เก่งกาจในการสู้ศึกเหมือนอะคิลิส ไม่ใช่แม่ทัพผู้เกรียงไกรอย่างเช่น อะกาเมมนอน ราชาแห่งราชากรีกทั้งปวง แต่สิ่งที่เขาเหนือกว่าคนอื่นๆ คือ สติปัญญา และสติปัญญานี้เอง ที่พาให้โอดิสซุส สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง รวมถึงช่วยให้กองทัพกรีกสามารถตีกรุงทรอยได้สำเร็จ ด้วยกลอุบายม้าไม้

หลังจากเสร็จสิ้นสงครามกรุงทรอยแล้ว ราชาแห่งแว่นแคว้นต่างๆ ของกรีก ที่นำทัพเข้าร่วมรบในสงคราม ต่างแยกย้ายกลับบ้านเกิดของตน โอดิสซุสก็เช่นกัน เขาควรกลับถึงมาตุภูมิได้เร็วกว่านี้ ทว่า กองเรือของเขาเกิดพลัดหลงไปพบเจออุปสรรคต่างๆ นานา เริ่มจากดินแดนของผู้กินดอกบัว ซึ่งใครก็ตามที่กินเมล็ดดอกบัวเข้าไป จะหลงลืมดินแดนบ้านเกิดจนหมด และไม่ต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากพำนักอยู่ที่นั่นเพื่อจะได้กินเมล็ดดอกบัวไปจนชั่วชีวิต

แม้จะผ่านพ้นเกาะแห่งผู้เสพดอกบัวมาได้ แต่โอดิสซุสและลูกเรือต้องพบเจออุปสรรคที่น่ากลัวกว่านั้น เมื่อพวกเขาไปติดเกาะของเหล่าไซคลอพส์ หรืออสูรยักษ์ตาเดียว ซึ่งจับกินลูกเรือของโอดิสซุสไปหลายคน

โอดิสซุสรู้ดีว่า ด้วยพละกำลังเขาไม่มีทางสู้ยักษ์ไซคลอพส์ได้แน่ เขาจึงใช้สติปัญญาวางแผน และสามารถทำให้ยักษ์ตาเดียวกลายเป็นยักษ์ตาบอดไร้พิษสง

หลายต่อหลายครั้งที่สติปัญญามักพาให้ผู้นั้นหลงในความฉลาดของตน จนกลายเป็นความเย่อหยิ่งจองหอง โอดิสซุสก็เช่นกัน แม้ว่าเขาและพรรคพวกจะสามารถหลบหนีออกจากเกาะไปได้ แต่ด้วยอัตตาที่สูงล้น ทำให้โอดิสซุส ตะโกนเย้ยหยันยักษ์ไซคลอพส์ว่า ต่อให้เทพโพไซดอน ผู้เป็นบิดา ก็ไม่สามารถรักษาดวงตาของอสูรตาเดียวได้

ความหยิ่งผยองของโอดิสซุส ทำให้เทพแห่งท้องทะเลยิ่งโกรธเกรี้ยวมากขึ้น และดลบันดาลให้ราชาแห่งอิธกะ ต้องพบอุปสรรคถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นการถูกล่อลวงและกักขังโดยเซอร์ซี นางอัปสรผู้มียาพิษที่เปลี่ยนร่างคนให้กลายเป็นหมูได้ เท่านั้นยังไม่พอ โอดิสซุสยังต้องล่องเรือผ่านห้วงน้ำที่อันตรายที่สุด ต้องเผชิญเหล่านางพรายไซเรน ที่คอยขับขานบทเพลงแห่งความตาย ด้วยเสียงร้องโหยหวนที่ทำให้คนลุ่มหลง รวมทั้งต้องผ่านเส้นทางมรณะที่มีความตายรออยู่ทั้งทางซ้ายและทางขวา

ถึงที่สุด ทั้งกองเรือก็เหลือเพียงโอดิสซุสคนเดียวที่รอดชีวิตด้วยการลอยคอกลางทะเล 9 วัน 9 คืน ก่อนจะเกยตื้นที่เกาะโอจิเจีย และถูกนางอัปสรผู้เลอโฉมนาม คาลิพโซ กักขังไว้ที่นั่น

แม้ว่าในตอนท้าย เทพีอเธเน จะช่วยเหลือจนโอดิสซีได้กลับคืนบ้านเกิด แต่ที่นั่น เขาก็ยังต้องพบกับภยันตรายจากเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ ที่หวังครอบครองอิธกะ ด้วยการสมรสกับเพเนโลพี ราชินีคู่ครองของโอดิสซี ผู้ยังมั่นคงและเฝ้ารอคอยการกลับมาของสามีอยู่ตลอด

เรื่องราวการผจญภัยของโอดิสซุสที่ผมเล่ามา อาจฟังดูไม่ต่างจากนิทานพื้นบ้าน หรือตำนานปรำปราหลายสิบเรื่อง ที่นำมาเรียงร้อยต่อกัน แต่สิ่งที่ทำให้มหากาพย์โอดิสซี มีความแตกต่างและโดดเด่นจนกลายเป็นต้นธารทางวัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงค่านิยมของตะวันตก ก็คือ ความพิเศษของผู้ชายชื่อ โอดิสซุส

อย่างที่ผมเขียนไว้ข้างต้นว่า โอดิสซุส อาจไม่ใช่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ หรือนักรบที่เก่งกาจการศึก แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น คือ สติปัญญา ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง สามารถต่อกรและเอาชนะเทพเจ้าได้

โอดิสซุส ไม่ได้มีดีแค่สติปัญญา เขายังมีความเพียรพยายามที่เหนือใคร ขณะที่ลูกเรือคนอื่นๆ ในกองทัพแคว้นอิธกะ ต่างถอดใจหมดอาลัยตายอยากหลังเจอวิบากกรรมซ้ำซัด แต่โอดิสซุสกลับไม่เคยย่อท้อ อีกทั้งยังพยายามปลุกปลอบขวัญคนอื่นให้ลุกขึ้นสู้ต่อ และสิ่งนี้ทำให้เรารู้ว่า ความมาะนะบากบั่น เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ

สิ่งที่ทำให้เรามีความเพียร ไม่ย่อท้อยอมแพ้ง่ายๆ เกิดขึ้นจากการที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นเป้าหมายที่เราเชิดชูให้คุณค่าสูงสุด ซึ่งในกรณีของโอดิสซุส คือ ครอบครัว และบ้านเกิดเมืองนอน

แม้พบเจออุปสรรคถาโถมเข้าใส่หลายระลอก แต่โอดิสซุสไม่เคยย่อท้อ เขามองเห็นเป้าหมายชัดเจนเพียงหนึ่งเดียวคือ การกลับบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาให้คุณค่าสูงสุด ดังนั้น โอดิสซุสจึงไม่หวั่นไหว แม้จะมีสิ่งยั่วยวน ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของนางอัปสรคาลิพโซ หรือการได้รับพรให้เป็นอมตะ เยาว์วัยไปชั่วกาล

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของเรื่อง โอดิสซุส ได้แสดงให้เห็นคุณสมบัติสำคัญอีกข้อ ที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในการฟันฝ่าอุปสรรค นั่นคือ การมีสติตั้งมั่น ไม่หลงระเริงไปกับความสุข หรือโชคลาภที่ได้มาในชั่วข้ามคืน

“สรรพสัตว์ทั้งปวงที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่อับจนยิ่งกว่ามนุษย์อีกแล้ว ตราบเท่าที่สวรรค์ประทานให้เขาอยู่ท่ามกลางความมั่งคั่ง และอนามัยอันดี เขาไม่เคยคิดเลยว่าความลำเค็ญกำลังกรายมา”

คำพูดของโอดิสซุสในบริบทนี้ ไม่ได้จะสื่อว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ หรือเปราะบางกว่าสัตว์อื่นๆ หากแต่ต้องการจะบอกว่า ในห้วงเวลาที่เรามีความสุข เรามักหลงลืมไปว่า นั่นเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว และความทุกข์ก็อาจกำลังจะเข้ามาแทนที่ได้ในไม่ช้า

โอดิสซุส ผู้ที่เข้าใจจุดอ่อนของมนุษย์ เข้าใจสัจธรรมแห่งความไม่แน่นอนของชีวิต ดูช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโอดิสซุส ผู้ยะโสโอหัง จนถึงขั้นป่าวประกาศท้าทายทวยเทพ เพราะหลงทะนงในสติปัญญาของตัวเอง

ใช่ครับ โอดิสซุส เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจริงๆ และนั่นทำให้เขาเป็นตัวละครแรกๆ ในโลกวรรณกรรม ที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในท้องเรื่อง

การผจญภัยที่กินเวลายาวนานของโอดิสซี ทำให้เขาเปลี่ยนผ่านจากนักรบผู้ชาญฉลาด กลายเป็นวีรบุรุษผู้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น

และนั่นทำให้คำว่า Odyssey กลายเป็นคำศัพท์สามัญที่ใช้แทนความหมายของการเดินทางที่ยาวนาน ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ นานา และที่สำคัญ การเดินทางอันแสนยาวนานที่ว่า มักจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้นั้นด้วย

วรรณกรรมโอดิสซี ทำให้ชาวตะวันตกให้คุณค่ากับการเดินทางไกล รวมถึงให้มองว่า อุปสรรคขวากหนาม หรือความไม่ราบรื่นในการเดินทาง คือ ส่วนประกอบสำคัญที่หล่อหลอมให้คนๆ หนึ่ง กลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม แกร่งกว่าเดิม และเข้าใจโลกมากกว่าเดิม

หรือแม้แต่คำกล่าวที่ว่า “การเดินทาง คือ รางวัลในตัวของมันเอง” ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากมหากาพย์เรื่องนี้ ในความหมายที่ว่า คุณค่าของการเดินทาง ไม่ใช่อยู่แค่การไปถึงจุดหมายปลายทาง หากแต่ยังรวมถึงการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางด้วย

แต่สำหรับผมแล้ว ไม่เฉพาะแต่การเดินทางที่แสนยาวนานหรอกครับ การใช้ชีวิตของคนธรรมดาในทุกวัน ก็แทบไม่ต่างจากมหากาพย์โอดิสซีเลย ตั้งแต่เด็กจนโต หรือแม้แต่จะนับแค่ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ไม่มีใครเลยที่จะพบเจอแต่ความราบรื่นทุกวัน ตรงกันข้าม เราทุกคนล้วนพบเจอปัญหา อุปสรรค ความยุ่งยาก มากบ้างน้อยบ้างในแต่ละวัน

บางวัน เราอาจพบเจอคนใจร้าย ไม่ต่างจากยักษ์ไซคลอพส์ บางวัน เราอาจตกอยู่ในสภาวะที่ชีวิตต้องเลือกระหว่าง อสูรร้ายกินคน หรือ ห้วงน้ำวนมรณะ และในบางครั้ง เราก็อาจถูกล่อลวงโดยคนที่ดูดี หรือพูดจาดี ไม่ต่างจากคาลิพโซ นางอัปสรเลอโฉม ผู้ยื่นข้อเสนอแสนหอมหวาน ที่อาจทำให้เราเผลอไผล และพลัดหลงจากเป้าหมายในชีวิตที่เราตั้งใจไว้ก็ได้

ทุกเช้าที่คนๆ หนึ่ง ออกเดินทางไปเรียน หรือไปทำงาน จนตกเย็น สิ่งที่เขาหรือเธอต้องการ ก็เพียงแค่ได้กลับบ้าน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการเดินทางอันแสนยาวนานของโอดิสซี ที่ต้องการแค่ได้หวนคืนสู่แคว้นอิธกะ ดินแดนบ้านเกิดของเขา

การใช้ชีวิตของคนทุกคน จึงไม่ต่างอะไรจากมหากาพย์การเดินทางที่ยาวนานสิบปีของโอดิสซุส การจะผ่านพ้นเรื่องราวที่ดูปกติธรรมดาในแต่ละวัน ไม่อาจทำได้ด้วยการกราบไหว้วิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่ต้องใช้ทั้งสติปัญญา ความพากเพียร การมีเป้าหมายที่ชัดเจน และการตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดที่เข้ามากระทบ

และนั่นคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ จากมหากาพย์ที่มีอายุเก่าแก่กว่าสองพันปี ที่มีชื่อว่า ‘โอดิสซี’

Tags:

หนังสือการเดินทางโอดิสซีผจญภัย

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    52 เฮิรตซ์: บางคลื่นเสียงที่ไม่ได้ยิน อาจแจ่มชัดหากรับฟังด้วยหัวใจ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ: รู้ทันกลลวงของเจ้าลิงตัวนั้น แล้วจัดการความวิตกกังวลที่ก่อกวนชีวิตเรา

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    แบดบอยผู้น่ารัก ‘ฮักเกิลเบอร์รี่ ฟินน์’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Myth/Life/Crisis
    ดอเรียน เกรย์ : ความเหงาและหัวใจที่เชื่อมโยง

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Family Psychology
    เล่าเรื่องอย่างใส่ใจใคร่ครวญ: พ่อแม่เข้าใจตัวเองมากเท่าไหร่ ยิ่งเข้าใจลูกมากเท่านั้น

    เรื่อง บุญชนก ธรรมวงศา

‘ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า’ จากวันที่ก้าวพลาด สู่โอกาสในการเริ่มต้น: เอิร์ท-กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์
Voice of New Gen
10 July 2026

‘ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า’ จากวันที่ก้าวพลาด สู่โอกาสในการเริ่มต้น: เอิร์ท-กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • ‘โอกาส’ ทำให้คนคนหนึ่งมีพื้นที่พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง เอิร์ท–กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์ สะท้อนว่า ความผิดพลาดครั้งหนึ่งไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้คนทั้งชีวิตหมดโอกาส หากสังคมยังเชื่อว่าศักยภาพของมนุษย์สามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงได้
  • การศึกษาไม่ใช่แค่การกลับเข้าสู่ห้องเรียน แต่คือการได้ค้นพบตัวตน โอกาสจากโครงการ KFC Bucket Search เปิดพื้นที่ให้เอิร์ทต่อยอดความชอบด้านการร้องเพลง จนกลายเป็นเส้นทางสู่การศึกษาที่คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
  • การเริ่มต้นใหม่เกิดขึ้นได้ เมื่อโอกาสเดินคู่กับการลงมือของเจ้าตัว วันนี้เอิร์ทใช้ประสบการณ์ชีวิตเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนอื่น เชื่อว่าความผิดพลาดไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากยังกล้าลุกขึ้นเรียนรู้ เตรียมตัวให้พร้อม และคว้าโอกาสที่เข้ามาอีกครั้ง

บางครั้ง ‘โอกาส’ ไม่ได้หมายถึงการลบความผิดพลาดในอดีต หากแต่คือการมีใครสักคนเชื่อว่า คนคนหนึ่งยังมีศักยภาพมากพอที่จะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง

สำหรับเยาวชนที่เส้นทางชีวิตต้องสะดุดกลางคัน บางคนอาจสูญเสียโอกาสทางการศึกษา บางคนต้องละทิ้งความฝันที่เคยวาดไว้ ขณะที่อีกหลายคนยังคงเฝ้ารอใครสักคนที่จะเชื่อว่า ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เป็นเครื่องตัดสินคุณค่าของเขาทั้งชีวิต

 ‘เอิร์ท’ กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์ คือหนึ่งในเยาวชนที่เคยก้าวพลาด และเคยคิดว่าชีวิตของตัวเองคงเดินต่อไปไม่ได้ เมื่อทุกอย่างที่กำลังเริ่มต้นต้องหยุดลงอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ในวันที่มองไม่เห็นอนาคต กลับมีผู้คนที่เลือกมองเขาจากศักยภาพ มากกว่าความผิดพลาดในอดีต

โอกาสนั้นเกิดขึ้นผ่าน โครงการ KFC Bucket Search ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิ KFC และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่เชื่อว่า ‘ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า’ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้กลับมาเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และค้นหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองอีกครั้ง

ปัจจุบัน เอิรทกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ที่คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา สำหรับเขา นี่ไม่ใช่โอกาสที่จะลบอดีตที่เคยเกิดขึ้น แต่เป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า แม้ชีวิตจะเคยเดินผิดทาง ก็ยังสามารถเลือกเส้นทางใหม่ได้ หากมีคนคอยเปิดประตู และเชื่อว่าเรายังไปต่อได้

‘โอกาสแรก’ คือการได้ค้นหาตัวเอง

ก่อนที่ชีวิตจะพาให้ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เอิร์ทก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และกำลังพยายามค้นหาคำตอบเหมือนกับวัยรุ่นอีกหลายคน

เขาเติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา ท่ามกลางครอบครัวลิเกที่ผูกพันกับศิลปะการแสดงมาหลายรุ่น แต่แม้จะซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็ก เอิร์ทกลับไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเดินตามเส้นทางเดียวกัน

“ผมโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรากับครอบครัวลิเก พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เป็นลิเกหมดเลยครับ แต่เอิร์ทไม่ได้ชอบ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะเอามาเป็นอาชีพ อยากลองทำอย่างอื่นที่มันไม่เหมือนที่บ้าน ก็เลยลองเรียนหลายอย่าง ทั้งคณิตศาสตร์ ออกแบบ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ เพราะอยากรู้ว่าตัวเองชอบไหม แต่พอเรียนไปแล้วก็รู้สึกว่าแค่เรียนได้ ไม่ได้รู้สึกว่าใช่”

เอิร์ทเลือกเรียนสายอาชีพ เริ่มจากสาขาออกแบบ ก่อนจะตัดสินใจลาออก เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองอยากทำ จากนั้นจึงเปลี่ยนมาเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจ แต่คำตอบก็ยังเหมือนเดิม เขาเรียนได้ ทว่าไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เรียน

กระทั่งวันหนึ่ง วิทยาลัยเปิดรับสมัครประกวดร้องเพลง ความคิดที่อยากก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ทำให้เขาตัดสินใจสมัคร ทั้งที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นนักร้อง หรือแม้แต่จะชนะการประกวด

“ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าจะชอบ แค่รู้สึกว่าอยากท้าทายตัวเอง เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำ เราไม่ได้หวังว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ก็เลยลองดู”

ผลลัพธ์กลับเกินความคาดหมาย เมื่อเอิร์ทได้เป็นตัวแทนของวิทยาลัย ไปแข่งขันระดับจังหวัด ระดับภาค และก้าวไปถึงเวทีระดับประเทศ แม้จะไปไม่ถึงรางวัลสุดท้าย แต่การขึ้นเวทีในครั้งนั้นก็มอบบางสิ่งที่สำคัญกว่าถ้วยรางวัล มันทำให้เด็กหนุ่มที่เคยเชื่อว่าตัวเองแค่เรียนได้ เริ่มรู้สึกว่า บางทีเขาอาจกำลังเข้าใกล้สิ่งที่ตัวเองรักมากขึ้นเรื่อยๆ

ทว่า ในช่วงเวลาที่เขาควรได้เปล่งประกาย การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต และทำให้ทุกอย่างที่กำลังค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง พังทลายลงอย่างไม่ทันตั้งตัว

‘โอกาสที่หลุดลอย’ กับบทเรียนที่กลายเป็นบาดแผลในชีวิต

ในช่วงเวลาที่เอิร์ทเริ่มค้นพบว่าการร้องเพลงคือสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ชีวิตก็ดูเหมือนกำลังค่อยๆ เดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น เขายังคงเรียนหนังสือควบคู่กับการทำงานพาร์ทไทม์หลายแห่ง เพื่อหารายได้ใช้จ่ายและแบ่งเบาภาระของครอบครัว ตั้งแต่งานเสิร์ฟอาหาร พนักงานรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงพนักงานร้านไอศกรีม

สำหรับเด็กวัยนั้น การทำงานไม่ใช่เพียงการหารายได้พิเศษ แต่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เขาเชื่อว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของคนที่บ้านได้

แต่ในวันที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามปกติ การตัดสินใจด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กลับพาเข้าเดินห่างจากความฝันไปสู่สถานพินิจ

“ตอนนั้นมีรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าคนหนึ่งมาชวนว่า ช่วยทำอันนี้ให้พี่หน่อยได้ไหม ก็คือเปิดบัญชี ซึ่งตอนนั้นเอิร์ทไม่รู้ว่าการเปิดบัญชีม้ามันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ดูข่าวหรือว่าตามข่าวขนาดนั้น รู้แค่ว่าพวกนั้นเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ไม่รู้ว่าอันนี้จะผิดกฎหมาย ก็เลยเปิดเพื่อแลกค่าตอบแทน เอาเงินตรงนั้นมาใช้ชีวิต แล้วก็แบ่งเบาภาระคนที่บ้านครับ”

ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้รับโทรศัพท์จากตำรวจแจ้งว่ามีหมายจับ แต่ด้วยความที่ช่วงเวลานั้นมีข่าวมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอยู่บ่อยครั้ง เอิร์ทจึงเข้าใจว่าเป็นสายหลอกลวง และไม่ได้เดินทางไปรายงานตัว

“ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะช่วงนั้นมีข่าวเยอะมาก ก็เลยไม่เชื่อ แล้วก็ไม่ได้ไปรายงานตัวหรือไปรับหมาย ยังใช้ชีวิตแล้วก็ทำงานตามปกติครับ”

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะกำลังทำงานอยู่ที่ร้านไอศกรีม ตำรวจนอกเครื่องแบบเดินทางมาพบผู้จัดการร้าน พร้อมแสดงหมายจับ ก่อนเชิญตัวเขาไปดำเนินคดี จากจังหวัดฉะเชิงเทรา เขาถูกควบคุมตัวไปยังกรุงเทพฯ ก่อนเดินทางต่อไปยังจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดคดี เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

“ตอนนั้นมันเร็วมากครับ ไปอยู่ห้องฝากขังประมาณ 3 วัน แล้วก็ขึ้นศาล ตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันจะเป็นยังไงต่อ”

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาตั้งรับ และท้ายที่สุด ศาลมีคำสั่งให้เอิร์ทเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี เป็นเวลา 2 ปี

คำตัดสินในวันนั้น ไม่ได้พรากเพียงอิสรภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หากยังทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่กำลังสร้างไว้ ทั้งการเรียน ความสุขจากการร้องเพลง และอนาคตที่เพิ่งเริ่มมองเห็น ได้หยุดลงพร้อมกันทั้งหมด

“ตอนนั้นกลัวครับ จากที่ร้องเพลงกำลังไปได้ดี ประกวดแข่งไปได้ดี กำลังมีความสุขกับสิ่งที่ทำ แต่กลับต้องมาโดนคดี  ภาพในหัวคือ ทุกอย่างมันดับไปเลย เราไม่รู้ว่าคนรอบตัวจะรู้สึกยังไง จะคิดยังไง เพื่อนหรือคุณครูจะมองเราเป็นคนแบบไหน”

เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงความรู้สึกในวันนั้น เอิร์ทยอมรับว่า สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่การต้องเข้าไปอยู่ในสถานพินิจ แต่คือความเชื่อที่ว่า ชีวิตของตัวเองคงไม่มีโอกาสกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว

“คิดนะครับว่าชีวิตหมดอนาคต เพราะระยะเวลา 2 ปี ถ้าอยู่ข้างนอก เราสามารถทำอะไรได้อีกเยอะมาก แต่พอเข้าไปอยู่ข้างใน ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า ทุกอย่างมันหยุดหมดแล้ว”

‘โอกาสครั้งใหม่’ จากคนที่มองเห็นศักยภาพมากกว่าความผิดพลาด

แม้เอิร์ทจะเคยเชื่อว่าการเข้าไปอยู่ในสถานพินิจ คือจุดสิ้นสุดของอนาคต แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น เขากลับพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างจากที่จินตนาการไว้อย่างสิ้นเชิง

แทนที่จะมีเพียงกำแพงและความรู้สึกโดดเดี่ยว เขากลับได้รับการดูแลจากครู นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ที่คอยช่วยประคับประคองสภาพจิตใจ พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนแต่ละคนได้เรียนรู้และค้นหาศักยภาพของตัวเอง

“ตอนนั้นเราไม่มีข้อมูลเลยครับ รู้แค่ว่ามีสถานพินิจ แต่ไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตข้างในเป็นยังไง ภาพในหัวก็คิดว่า คงไม่มีอนาคตแล้ว แต่พอเข้าไปจริงๆ เขามีคุณครู นักสังคมฯ นักจิตวิทยา แล้วก็พี่ๆ เจ้าหน้าที่ คอยให้คำปรึกษา เพราะตอนนั้นเราเครียดมาก เขาก็ค่อยๆ ช่วยปรับอารมณ์ ให้เรากลับมาเรียนรู้ได้”

เมื่อสภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น สิ่งที่ครูทำไม่ใช่การบอกว่าเขาควรเป็นอะไร แต่คือการชวนให้กลับมามองตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข สำหรับเอิร์ท คำตอบนั้นคือ การร้องเพลง

“สุดท้ายเขาก็เห็นถึงความสามารถของเราคือการร้องเพลง ก็เลยหากิจกรรมและโปรแกรมต่างๆ ให้ได้ออกไปลองทำ ดูว่าเราชอบในสิ่งนี้จริงไหม ก็มีโปรแกรมที่เป็นการประกวดวงดนตรีร่วมกับเพื่อนๆ สุดท้ายก็ได้รางวัลชนะเลิศครับ”

จากเวทีประกวดวงดนตรี เอิร์ทเริ่มมั่นใจว่าความสุขที่เคยได้รับจากการร้องเพลง ไม่ใช่เพียงความตื่นเต้นชั่วคราว แต่เป็นสิ่งที่เขาอยากทำในระยะยาว ขณะเดียวกัน เขายังได้รับโอกาสเรียนต่อผ่าน โครงการ KFC Bucket Search ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิ KFC และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่สนับสนุนทั้งด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะชีวิต โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองสนใจ

“มันเป็นโครงการที่เกิดจากความชอบของเรา เขาให้โอกาสเราเลือกว่าเราอยากเรียนอะไร อยากทำอะไร อาทิตย์ละวันก็จะเรียนออนไลน์วิชาทั่วไป แต่พอเรียนจบ เขาจะให้ทำโครงงาน ตอนนั้นผมเลือกทำเกี่ยวกับร้องเพลง เราก็พรีเซนต์ให้เขารู้ว่าที่มามันเป็นยังไง ทำไมเราถึงเลือกทำเรื่องนี้ เราจะสื่อสารมันออกมายังไง สุดท้ายก็ผ่าน แล้วก็ได้วุฒิ ม.6 ครับ”

สำหรับเอิร์ท สิ่งที่ได้รับจากโครงการไม่ใช่เพียงวุฒิการศึกษา แต่คือการได้ค้นพบเส้นทางที่ตัวเองอยากก้าวต่อไป

“ก่อนเข้าไป ผมยังไม่ได้ฝันว่าจะเป็นศิลปินเลยครับ แค่รู้สึกว่าอยากก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน อยากลองร้องเพลงเฉยๆ แต่พอได้ทำกิจกรรม ได้ร้องเพลงในงานต่างๆ ของสถานพินิจ ได้ออกไปแสดง เรารู้สึกว่ามันสนุก มีความสุข ทั้งตื่นเต้น ทั้งกดดัน แต่เรากลับชอบความรู้สึกนั้น ก็เลยรู้แล้วว่า ตัวเองชอบอะไร”

เมื่อเอิร์ทบอกกับครูว่าอยากเรียนต่อด้านดนตรี ทุกคนก็ช่วยกันวางแผน เตรียมแฟ้มสะสมผลงาน และเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

“คุณครูบอกว่า ถ้าเราไปสู้เรื่องทฤษฎีดนตรีกับเด็กคนอื่น เราสู้ไม่ได้ เพราะเขาเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก งั้นเราก็ฝึกในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว คือการร้องเพลงให้ดีที่สุด แล้วทำพอร์ตเพื่อยื่นเข้ามหาวิทยาลัย สุดท้ายผมก็สอบติดคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพาครับ”

เมื่อมองย้อนกลับไป เอิร์ทเชื่อว่า โอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การที่ใครสักคนเข้ามาเปลี่ยนอนาคตให้เขา แต่คือการมีคนมองเห็นศักยภาพ และเชื่อว่าเขายังมีโอกาสสร้างอนาคตของตัวเองได้อีกครั้ง

‘ความผิดพลาดไม่ใช่จุดสิ้นสุด’ ใช้ประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจ

ในวันนี้ เอิร์ทกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา แม้การเรียนจะไม่ง่าย เพราะเขาไม่มีพื้นฐานด้านทฤษฎีดนตรีเหมือนเพื่อนหลายคน แต่ทุกก้าวที่เดินต่อ คือสิ่งที่เขาเลือกด้วยตัวเอง

นอกจากการเรียน เขายังตั้งเป้าสร้างผลงานเพลงของตัวเอง พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมของโครงการ KFC Bucket Search เดินทางไปพบปะเด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต และบอกกับน้องๆ ว่า ความผิดพลาดไม่จำเป็นต้องเป็นจุดสิ้นสุด หากเรายังกล้าลุกขึ้น และมีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่

“ในเรื่องของโอกาส เอิร์ทมองว่าทุกคนรู้แหละว่ามันมีโอกาส แต่ก่อนที่เราจะได้รับโอกาส เราต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ โอกาสลอยมาแล้วเราจะคว้าไว้ได้เลย เพราะถ้าเรายังไม่พร้อม เราอาจทำมันไม่ได้ก็ได้ 

เอิร์ทเชื่อว่าโอกาสมันมีอยู่รอบตัวเรา ทุกคนพร้อมจะยื่นโอกาสหรือความช่วยเหลือให้เรา อยู่ที่ว่าเราจะพร้อมรับโอกาสนั้นไหม”

จากเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยมองไม่เห็นอนาคต วันนี้เอิร์ทกลับกลายเป็นคนที่ส่งต่อกำลังใจให้กับผู้อื่น ด้วยเรื่องราวของตัวเอง

“อยากฝากน้องๆ ว่า เราทุกคนมีความฝันครับ เรารู้ว่าเราอยากทำอะไร เราชอบทำอะไร ก็กล้าที่จะพูดออกมา กล้าที่จะลงมือทำ แล้วก็หาคนที่พร้อมจะรับฟังหรือให้คำแนะนำเรา เพราะความฝันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราคิดอย่างเดียว แต่ไม่ลงมือทำ”

Tags:

โอกาสทางการศึกษา

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Social Issues
    ‘Lampang One Team’ พลังเครือข่ายตำบลลำปางหลวง ที่โอบรับเด็กทุกคนสู่เส้นทางการศึกษาคุณภาพ

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Teacher makes a positive difference
    Transformative learning
    ครูในฐานะผู้สร้างความแตกต่างในชีวิตของเด็ก

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล

  • Social Issues
    โอกาสทางการศึกษา แสงสว่างปลายอุโมงค์ของ ‘นัจมี หะเดร์’ ว่าที่พยาบาลผู้สานต่อความหวังให้ครอบครัว

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New GenSocial Issues
    เติมเต็มโอกาสที่ขาดหาย พลิกชีวิตจากผู้รับสู่ผู้ให้: เปิดใจ ‘มูหัมหมัดซามีนูดีน อาแซง นักเรียนทุนฯหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • ข้อจำกัดทางร่างกาย ไม่ใช่ขีดจำกัดความสามารถ ขอเพียงไม่ปิด ‘โอกาส’ ผู้พิการ: จิดาภา นิติวีระกุล

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

‘อ่านวนไป ดูวนไป ประโยชน์วนมา’ เพราะสมองต้องการเวลาเก็บรายละเอียด
Character building
9 July 2026

‘อ่านวนไป ดูวนไป ประโยชน์วนมา’ เพราะสมองต้องการเวลาเก็บรายละเอียด

เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • การอ่านหรือดูซ้ำช่วยให้สมองเก็บรายละเอียดได้มากขึ้น เพราะรอบแรกสมองโฟกัสกับการเข้าใจเนื้อเรื่อง ส่วนรอบถัดไปจึงมีพื้นที่สังเกตความหมายแฝง รายละเอียด และความเชื่อมโยงที่เคยมองข้าม
  • สำหรับเด็ก การอ่านหรือดูซ้ำคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เพราะเด็กต้องใช้เวลาหลายรอบกว่าจะเข้าใจเนื้อหาอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะภาษา การอ่าน และการเขียนได้ดีกว่าการเปลี่ยนสื่อใหม่ตลอด
  • การได้พบรูปแบบภาษาเดิมๆ หลายๆ ครั้งทำให้เราไม่เพียงจดจำ แต่ยังจะนำสิ่งที่ได้มาใช้เขียนในงานของเราเองโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เขียนเก่งคือ การอ่านงาน ไม่เพียงหลากหลายรูปแบบ แต่ต้องอ่านหลายรอบอีกด้วย

หากคุณเป็นคนเจนเนอเรชันวายหรือคนยุค 90 หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับประสบการณ์ที่มีสื่อให้อ่านหรือดูได้จำกัด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย หรือวิดีโอ แผ่นหนังหรือซีรีส์ต่างๆ ถึงจะไม่ใช่ของแพงจนซื้อไม่ไหว แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะซื้อใหม่ได้บ่อยๆ ดังนั้นตอนที่อยู่บ้านและมีเวลาว่าง การกลับมาอ่านนิยายเล่มเดิม หรือดูหนังและซีรีส์เดิมที่เรามีแผ่นอยู่ซ้ำๆ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ค่อยได้ 

แตกต่างจากยุคนี้ที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแพร่หลายในคนส่วนใหญ่ การอ่านและดูสื่อจึงเปลี่ยนไปในทางรูปแบบออนไลน์ เว็บไซต์วิดีโอหรือสื่อสตรีมมิงทำให้เราเข้าถึงหนัง ซีรีส์ สารคดี เกมโชว์ และอื่นๆ ที่อัปเดตทุกวัน หรือแม้แต่หนังสือในรูปแบบ Ebook หรือนิยายที่ลงเป็นตอนๆ ที่มีสารพัดแอปและเว็บไซต์ให้อ่าน ทั้งแบบฟรีหรือเสียเงิน พอคนเข้าถึงได้เยอะและได้ไว สื่อก็เลยถูกผลิตเยอะขึ้นและไวขึ้นจนออกเรื่องใหม่ๆ ในทุกวันเลยก็ว่าได้ คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าคนยุคนี้หากคิดจะหาอ่านหาดูสิ่งใหม่ จริงๆ ก็มีสื่อจำนวนมากพร้อมรอให้เสพจนทั้งชีวิตก็เสพไม่หมด เด็กสมัยใหม่เลยเกิดมาพร้อมกับสื่อมากมายที่ไม่จำเป็นต้องอ่านหรือดูซ้ำเลย  

หลายๆ คนโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่เคยเกิดทันในยุคที่อ่านหรือดูอะไรซ้ำอาจจะเคยสงสัยว่า ในเมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้ว ยุคที่มีทางเลือกมากมายแบบนี้เราก็น่าจะเน้นที่ความหลากหลายให้ลูกมากกว่า ‘การอ่านซ้ำ’ หรือ ‘ดูซ้ำ’ น่าจะเพียงป้อนข้อมูลเดิมๆ และไม่น่าจะมีประโยชน์เท่ากับการอ่านหรือดูสิ่งใหม่ๆ และก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่หายากเย็นด้วย เพราะแค่รายการหรือการ์ตูนสำหรับเด็กใน Youtube หรือใน Netflix ก็มีจนดูไม่หมดแล้ว หรือยิ่งพ่อแม่ที่มีฐานะหน่อย การให้หนังสือดีๆ ใหม่ๆ กับลูกแบบไม่อั้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มความหลากหลายของเนื้อหาที่เด็กได้อ่าน คำถามคือ การให้อ่านแต่สิ่งใหม่ๆ และไม่ต้องอ่านซ้ำของเก่าดีกว่าจริงหรือ 

ผมขอเฉลยคำตอบของคำถามนี้เลยแล้วกันว่า “ไม่จริงครับ” เพราะการอ่านซ้ำหรือดูสื่อเรื่องเดิมซ้ำ กลับมีประโยชน์มากกว่าการอ่านหรือดูเรื่องใหม่ๆ ตลอดเพียงรอบเดียว และมีงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนเรื่องนี้ เป็นคำตอบที่น่าแปลกใจจริงไหมครับ วันนี้ผมเลยจะมาชวนคุยเรื่องนี้กันว่าในเมื่อเรามีสื่อใหม่ๆ มากมายไม่ขาดมือ แล้วการอ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ จะให้ประโยชน์อะไรกับเรา

ก่อนที่เราจะพูดถึงเด็กและประโยชน์ในด้านการศึกษา ผมอยากอุ่นเครื่องด้วยการชวนมาสำรวจการอ่านซ้ำและดูซ้ำของคนใกล้ตัวก่อน แม้ว่าตอนนี้วงการสื่อจะผลิตเนื้อหาใหม่ๆ มารอคุณทุกวัน แต่คุณหรือคนรู้จักอาจจะเป็นหนึ่งในคนที่ชอบอ่านหรือดูเรื่องเดิมซ้ำอีกรอบ ไม่ว่าจะเป็นนิยาย หนัง ซีรีส์ โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องโปรด บางเรื่องอ่านหรือดูซ้ำจนแทบจะท่องบทพูดกันได้เลยก็มี นี่อาจจะเป็นความแตกต่างของยุคสมัยที่คุณเกิดทันการอ่านซ้ำในวัยเด็ก ก็เลยมีสิ่งนี้ติดตัวมาด้วย แต่การอ่านหรือดูซ้ำเรื่องเดิมกลับทำให้รู้สึกมีความสุขอย่างน่าประหลาดใจ นอกจากนี้เราก็ยังเห็นว่ามีการนำหนัง ละคร ซีรีส์เก่าๆ มาฉายซ้ำอยู่เสมอ แถมได้รับความนิยมอยู่ดีโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เคยดูเรื่องนั้นมาแล้ว เรามักจะคิดว่าของใหม่ดีเสมอ แต่ทำไมการอ่านหรือดูสิ่งเดิมๆ กลับยังทำให้หลายๆ คนพอใจ

คำตอบของความสุขในการดูหรืออ่านซ้ำนั้นซ่อนอยู่ในสมองของเราครับ เวลาที่เราอ่านหรือดูสิ่งใหม่ๆ เป็นครั้งแรก สมองของเราต้องทำงานหนัก เช่น หากเป็นการอ่านนิยาย เราต้องเริ่มจากการจำชื่อตัวละครที่สำคัญว่ามีใครบ้าง เกี่ยวข้องกันอย่างไร มีความสำคัญอะไรกับเรื่อง และฉากของเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร และทำความเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีปัญหาหรือปมขัดแย้งอะไรเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราอ่านหรือดูเรื่องราวทั้งเรื่องเข้าใจก่อน 

นอกจากนี้สมองของมนุษย์เราชอบทำนายว่าจะเกิดอะไรต่อไปในอนาคต คนเราเลยมักจะคาดการณ์ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรไปพร้อมๆ กับตอนอ่านหรือดูเรื่องใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้เรื่องราวมาก่อน แต่หลังจากเราดูรอบแรกจบ เราจำตัวละครหลักได้ เรารู้เรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าน พอเราย้อนกลับมาดูรอบที่สอง สมองของเราจะมีงานน้อยลงมาก นี่คือสาเหตุแรกของความพึงพอใจ นั่นก็คือการที่ดูหรืออ่านได้อย่างผ่อนคลาย เพราะสมองรู้ข้อมูลสำคัญกับเรื่องราวหมดแล้ว แต่หลายๆ คนอาจจะแย้งว่าแล้วการอ่านหรือดูเนื้อเรื่องที่เรารู้ครบถ้วนหมดแล้วมันจะไม่น่าเบื่อเกินไปหรือ รอบเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้วกับการเสพสื่อบันเทิงทั่วๆ ไป

จริงๆ แล้ว เวลาเราอ่านหรือดูอะไรในรอบแรกเราไม่ได้เก็บทุกอย่างได้ครบทั้งหมดครับ การที่คนเรามีแนวโน้มจะคิดไปก่อนว่าดูซ้ำก็ไม่น่าจะมีอะไรเพิ่มนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่เวลารับสื่อที่ดูผิวเผินแล้วไม่ใช่ซับซ้อนอย่างสื่อบันเทิง เรามักจะคิดว่าเรารู้ทุกอย่างที่อ่านหรือดูไปครบถ้วนแล้ว ทั้งๆ ที่จริงเรามองข้ามรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ไปหลายอย่าง (ในทางวิชาการเรียกว่าปรากฎการณ์ ‘Illusion of explanatory dept’ หรือ ภาพลวงตาของความลึกซึ้งด้านการอธิบาย) แต่ในความเป็นจริง สื่อบันเทิงต่างๆ อย่างภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่มีทั้งตัวละคร ฉาก บทพูด รวมถึงเสียงประกอบต่างๆ หรือแม้แต่กับการอ่าน เวลาเราอ่านรอบแรก เราใช้สมองไปกับการจินตนาการสิ่งหลักๆ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนั้นเราอ่านข้ามไปได้ง่ายๆ หรืออ่านผ่านๆ ไปแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญ 

สื่อบันเทิงเหล่านี้แม้จะไม่ได้ยากเหมือนบทเรียนวิชาการก็จริง แต่ก็มีรายละเอียดมากกว่าที่เราคิด และเมื่อมีโอกาสได้ดูหรืออ่านซ้ำ เราจะพบสิ่งใหม่ๆ ที่เรามองข้ามไปเพราะสมองของเราจะอยู่ในภาวะที่แตกต่างจากตอนอ่านรอบแรก สมองจะว่างพอที่จะทำให้เราสังเกตเห็นอะไรใหม่ๆ ที่ลงลึกขึ้น เราอาจจะเพิ่งเห็นสีหน้าตัวละครที่ทำให้เห็นว่ามีเจตนาแอบแฝง เราอาจจะเพิ่งเข้าใจคำพูดเสียดสีหรือมุกตลกที่แทรกอยู่ เราอาจจะเพิ่งรู้สึกว่าเพลงประกอบของช่วงไหนติดหูและเสริมบรรยากาศเรื่อง 

หรือการอ่านหนังสืออีกรอบ เราอาจจะเพิ่งสังเกตว่าคำพูดไหนที่แฝงถึงความนัยที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ในบทหลังๆ ยิ่งเรารู้เนื้อเรื่องแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น รายละเอียดต่างๆ อย่างสีหน้าท่าทางของตัวละคร การเลือกใช้คำพูด หรือคำอธิบายของท่าทีตัวละครที่ดูแล้วไม่น่าจะสลักสำคัญอะไรกลับมีความหมายอย่างเห็นได้ชัดขึ้นทันที 

เคยไหมครับที่รู้สึกว่าตอนดูหรืออ่านรอบแรกนั้นไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก แต่พอรอบถัดไปกลับรู้สึกชอบมาก เพราะเราเพิ่งสังเกตถึงความสมเหตุสมผลและความแยบยลของเนื้อเรื่องที่สอดคล้องกับรายละเอียดต่างๆ หรือความสวยงามทางศิลปะที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนในรอบแรกที่ต่างเพิ่มอรรถรสให้การอ่านหรือการดู สิ่งเหล่านี้มอบความรู้สึกเต็มอิ่มกว่าเดิมแม้จะเป็นเรื่องเดิมก็ตาม

เราย้อนกลับมาในคำถามเรื่องการอ่านและดูซ้ำในเด็กที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูหลายๆ คนน่าจะสนใจกัน สำหรับเด็กเล็กที่ยังจัดการข้อมูลได้ไม่เก่งเหมือนผู้ใหญ่ ในการอ่านและดูสื่อต่างๆ รอบแรกแม้แต่สื่อง่ายๆ อย่างเช่นนิทาน หรือรายการสำหรับเด็กก็ตาม สมองของเด็กต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการจัดการข้อมูลทั้งตัวละคร เนื้อเรื่อง และคำพูด และนำทั้งหมดนี้มารวมกันให้เข้าใจเรื่องราว แม้ว่าสื่อนั้นจะดูแล้วเข้าใจง่ายไม่มีความซับซ้อนเลยในสายตาผู้ใหญ่ 

คนที่มีลูกหรือเคยเลี้ยงเด็กคงจะชินที่เด็กขอให้อ่านนิทานเรื่องซ้ำๆ ดูการ์ตูนหรือรายการตอนเดิมๆ วนไปวนมาเหมือนไม่รู้เบื่อ นั่นก็เพราะว่าเด็กมีข้อจำกัดด้านกลไกความคิดที่อยู่ในวัยกำลังพัฒนา เด็กเลยเก็บรายละเอียดทั้งหมดได้ครบยากกว่าผู้ใหญ่ และเด็กยังขาดความชำนาญในการทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง แถมเด็กยังรู้จักสิ่งต่างๆ ในโลกน้อยกว่าผู้ใหญ่ เนื้อหาของสื่อส่วนมากเลยมีสิ่งแปลกใหม่ที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเต็มไปหมด กว่าจะเข้าใจอย่างเต็มที่ก็มักจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งรอบ และกว่าจะเริ่มสังเกตทุกอย่างครบและเริ่ม ‘เข้าที่’ หรือเริ่มได้รับความสนุกอย่างเต็มที่ก็ต้องกินเวลาอีกหลายรอบ 

มีงานวิจัยที่ลองให้เด็กดูรายการไขปริศนา พบว่าเด็กที่มีโอกาสได้ดูรายการเดียวหลายรอบจะมีส่วนร่วมและสนุกไปกับรายการมากกว่า ร่วมตอบคำถามที่พิธีกรช่วยขอให้ตอบบ่อยกว่าเด็กที่ดูหลายรายการเพียงรอบเดียว ดังนั้นไม่ต้องกังวลหากเด็กขออ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ มากกว่าสองรอบ เพราะเด็กจะยังได้รับสิ่งใหม่ๆ แม้ว่าจะมาจากสื่อเดียวกันก็ตาม 

การให้อ่านหรือดูอะไรเพียงรอบเดียวแล้วไม่มีโอกาสให้ดูหรืออ่านซ้ำอีกเลย เด็กอาจจะยังย่อยข้อมูลทั้งหมดไม่ทัน และทำให้ได้ทั้งความรู้และความบันเทิงไม่พอ

ไม่เพียงแต่เรื่องความสุขและความบันเทิง ที่จริงแล้วเทคนิคการอ่านสิ่งเดิมซ้ำ เป็นเทคนิคที่แวดวงการศึกษานั้นส่งเสริมและมีงานวิจัยรองรับมาเยอะและมีมานานแล้วครับโดยเฉพาะในเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาแรกหรือภาษาที่สอง การอ่านเรื่องราวเป็นหนึ่งในวิธีเรียนที่เห็นได้ทั่วไป แต่การวิจัยพบว่าการอ่านครั้งเดียวไม่เพียงพอสำหรับประโยชน์เพื่อฝึกทักษะด้านภาษา ตอนอ่านครั้งแรก สิ่งที่เราจะสนใจเป็นพิเศษคือคำศัพท์เพราะเราต้องรู้ว่าคำไหนหมายถึงอะไร จากนั้นสมองของเราจะมุ่งไปที่เนื้อหาว่ามีอะไรเกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง สิ่งที่ได้จากการอ่านรอบเดียวเลยมักจะมีเพียงคำศัพท์ใหม่ๆ เพราะสมองไม่มีเวลาดูเรื่องอื่นๆ มาก แต่เมื่ออ่านรอบที่สองเป็นต้นไป สมองที่รู้บริบทของเนื้อหาและคำต่าง ๆ แล้วจะมีเวลาพอในการสังเกตรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้นอื่นๆ เช่น โครงสร้างไวยากรณ์ที่ใช้ในแต่ละประโยค การเลือกใช้คำไหนในบริบทหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การเรียงลำดับคำแบบใดที่ทำให้เนื้อหาเป็นธรรมชาติ และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ใช่การอ่านประโยคแบบเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ 

นอกจากนี้การอ่านเรื่องหนึ่งซ้ำๆ จนชำนาญในคำศัพท์ โครงสร้างไวยากรณ์ และรูปแบบการใช้คำแล้ว เมื่อไปเจอกับสิ่งที่เรียนรู้แล้วกับเรื่องราวอื่นๆ ที่มีรูปแบบคล้ายกันในอนาคต สมองจะทำความเข้าใจเรื่องใหม่ได้รวดเร็วขึ้น งานวิจัยในผู้ใหญ่ที่เรียนภาษาที่สองก็สนับสนุนเรื่องการอ่านเรื่องราวเดิมๆ ซ้ำเช่นกัน และสำหรับคนที่ชอบดูหนังหรือซีรีส์ต่างประเทศเพื่อฝึกภาษาใหม่ๆ งานวิจัยก็ยังพบว่าการดูซ้ำเรื่องเดิมก็เป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าการดูเรื่องใหม่ไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเดียวกัน หลายคนคงรู้สึกได้ว่าเราไม่ค่อยได้สนใจสิ่งอื่นนอกจากเรื่องราวมากนักในการดูรอบแรก ดังนั้นหากจะต้องการดูเพื่อฝึกภาษาจริงๆ การดูหลายๆ รอบที่สมองเริ่มสนใจเนื้อเรื่องน้อยลง และมีเวลาไปใส่ใจรายละเอียดของภาษาแทนจะมีประโยชน์กว่า

ประโยชน์อีกอย่างในด้านการศึกษาคือเรื่องการเขียน การเขียนนั้นเป็นหนึ่งในทักษะที่เด็กๆ ไม่ชอบจนถึงขั้นกลัว โดยเฉพาะการบ้าน รายงาน หรือการสอบที่ต้องเขียนอะไรยาวๆ แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ชอบการเขียน (ยิ่งเป็นการเขียนภาษาต่างประเทศยิ่งแล้วใหญ่) ทักษะการอ่านและทักษะการเขียนนั้นเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด การเขียนที่ดีไม่ใช่เพียงแค่รู้คำศัพท์ แต่การเลือกใช้คำและไวยากรณ์ที่เป็นธรรมชาติ การเรียงลำดับสิ่งที่ต้องการสื่อ และอย่างที่เราคุยกันไปแล้วว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้จากการอ่านโดยเฉพาะจากการอ่านสิ่งเดิมซ้ำๆ ที่สมองมีเวลาพอจะได้สังเกตเห็นรูปแบบเหล่านี้ 

การได้พบรูปแบบภาษาเดิมๆ หลายๆ ครั้งทำให้เราไม่เพียงจดจำ แต่ยังจะนำสิ่งที่ได้มาใช้เขียนในงานของเราเองโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เขียนเก่งคือ การอ่านงาน ไม่เพียงหลากหลายรูปแบบ แต่ต้องอ่านหลายรอบอีกด้วย

นอกจากทักษะทางภาษาที่ได้ฝึกจากการอ่านซ้ำดูซ้ำแล้ว สมองของมนุษย์ชอบความครบถ้วนสมบูรณ์ การที่เรารู้รายละเอียดทั้งหมดของสิ่งที่เราอ่านหรือดู ทั้งสิ่งที่บอกตรงๆ สิ่งที่เห็นไม่ชัด หรือสิ่งที่บอกโดยนัย สิ่งเหล่านี้สร้างความพึงพอใจให้กับคนหลายๆ กลุ่มได้ เป็นความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าตัวเองเป็น ‘แฟนพันธุ์แท้’ ของนิยาย หนัง หรือซีรีส์สักเรื่อง ที่มั่นใจว่าตัวเอง ‘เก็บครบ’ เพราะดูมาหลายรอบ และถ้าหากดูหรืออ่านสื่อทางการศึกษา เช่น หนังสือเรียน หรือสื่อความรู้ต่างๆ ก็จะได้รับประโยชน์ด้วยหลักการเดียวกันในรูปแบบของความชำนาญ รอบแรกคือการทำความเข้าใจส่วนสำคัญหลักๆ แต่พออ่านรอบที่สองเป็นต้นไป นอกจากความคุ้นชินจะทำให้เรารู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนง่ายขึ้นแล้ว สมองเรายังมีพลังงานเหลือพอที่จะเก็บรายละเอียดที่เหลือ รวมถึงการวิเคราะห์เหตุผลเชิงลึกว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น วิเคราะห์สิ่งต่างๆ เพิ่มเติมว่าเนื้อหาส่วนนี้โยงกับเนื้อหาส่วนอื่นอย่างไร หรือแม้แต่จะนำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ ได้อย่างไร 

ส่งท้ายด้วยประโยชน์อีกด้านที่การอ่านซ้ำดูซ้ำมอบให้เราอย่างไม่น่าเชื่อคือความสุขในแง่ ‘การเข้าสังคม’ ฟังดูแปลกจริงไหมครับ เพราะกิจกรรมการอ่านนิยาย การดูหนัง หรือดูซีรีส์ต่างเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียว แต่ทุกครั้งที่เราอ่านหรือดูสื่อ คนที่เราจะเข้าสังคมด้วยในที่นี้คือตัวละครในเนื้อเรื่อง ผมไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไปนั่งคุยกับตัวละครนะครับ แต่การเรียนรู้เรื่องราวของคนแม้ว่าจะเป็นตัวละครในสื่อก็ตาม สมองจะทำงานในแบบเดียวกับการเข้าสังคมของจริง มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม และสมองของมนุษย์วิวัฒนาการมาซับซ้อนขนาดนี้ก็เพื่อเหตุผลหลักคือการทำความเข้าใจสังคมหรือคนรอบตัว (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ ทำไมรัฐบาลกับป้าข้างบ้านอยากให้เราแต่งงาน https://thepotential.org/social-issues/why-some-people-obsessed-getting-married) 

เวลาเข้าสังคม มนุษย์จะต้องการความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งได้มาจากการรู้จักนิสัยใจคอของคนหนึ่งดีพอ และคาดการณ์ได้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไป การอ่านหรือดูซ้ำในรอบที่สองก็คล้ายกันครับ รอบที่สองเป็นรอบที่เราสนิทกับตัวละครมากขึ้น และพอเรารู้แล้วว่าตัวละครนี้เป็นคนแบบไหน สมองของเราจึงให้ความรู้สึกพอใจ เหมือนได้อยู่กับคนที่เราคาดเดาใจได้ ต่างจากความอึดอัดตอนอยู่กับตัวละครที่เราเพิ่งดูหรืออ่านครั้งแรก ซึ่งเหมือนคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน การอ่านซ้ำดูซ้ำเลยเหมือนตอบสนองความรู้สึกดีในการเข้าสังคมในแบบสมมติ เหมือนได้กลับมาเจอคนที่คุ้นเคย

ยุคที่สื่อรวดเร็วและมีปริมาณมหาศาล ค่านิยมสมัยใหม่เลยอาจจะมุ่งเน้นว่าต้องอ่านให้รอบด้านและไล่ให้ทันทุกอย่าง คนเราเลยเร่งหาสิ่งใหม่ๆ กันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าการอ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ จะไม่มีประโยชน์ และที่จริงแล้วกลับมีประโยชน์มากด้วย ดังนั้นใครที่ชอบอ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ แล้วยังไม่รู้สึกเบื่อ อย่ารู้สึกผิดที่ว่าควรจะเอาเวลาไปอ่านสิ่งใหม่ๆ ให้รู้กว้างแทน และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ โปรดอย่ากังวลหากเห็นลูกชอบอ่านหรือดูอะไรซ้ำไปซ้ำมา ทั้งๆ ที่ท่านทั้งซื้อทั้งเตรียมสิ่งใหม่ๆ ไว้ให้ลูก จำนวนมาก หรือหากท่านใดไม่มีทุนทรัพย์จะมอบหนังสือเล่มใหม่หรือสื่อการเรียนใหม่ๆ ให้ลูกสม่ำเสมอก็ไม่ต้องเครียด เพราะสื่อเดิมๆ นั้นใช้อ่านหรือดูได้หลายรอบ และแถมยังได้ประโยชน์มากขึ้นในรอบถัดไป 

ด้วยธรรมชาติของเด็ก กว่าสมองจะเข้าใจทุกอย่างหมดจนไปถึงขั้นเก็บรายละเอียดเชิงลึกต้องใช้การอ่านหรือดูซ้ำหลายรอบกว่าผู้ใหญ่มาก ดังนั้นการยัดเยียดสิ่งใหม่ตลอดกลับไม่ให้ผลดี 

สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้มีอยู่ในแค่สื่อใหม่ สื่อเดิมๆ ที่อ่านซ้ำนั้นมีทั้งรายละเอียดและความลุ่มลึกที่เป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าอย่างมาก เพราะข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกนั้นมักจะมอบข้อมูลที่ให้อรรถรสในการอ่านหรือการรับชม และให้ความชำนาญในแง่ของการเรียนรู้ เช่นเดียวกับหลายๆ สิ่งที่คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ แต่แน่นอนว่าผมไม่ได้หมายความว่าการอ่านสื่อใหม่ๆ ไม่มีประโยชน์ การอ่านแต่สื่อเดิมๆ ไปเรื่อยๆ แม้จะทำให้รู้เชิงลึกแต่ก็อาจจะไม่ทำให้รู้กว้างขวาง นอกจากนี้สื่อแต่ละแบบก็มีความเหมาะสมในการอ่านซ้ำต่างกัน เช่น หนังสือบางเล่มอาจอ่านได้หลายต่อหลายรอบ แต่บางเล่มการอ่านเพียงสองรอบก็อาจจะมอบอรรถรสและประโยชน์ของมันอย่างเต็มที่แล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองหรือบังคับให้ลูกตัวเองอ่านหรือดูในสิ่งที่รู้สึกว่าซ้ำหลายรอบจนน่าเบื่อเกินไป ‘ความพอดี’ ยังเป็นคำตอบของทุกสถานการณ์ครับ

รายการอ้างอิง

Barnett, J. E., & Seefeldt, R. W. (1989). Read something once, why read it again?: Repetitive reading and recall. Journal of Reading Behavior, 21(4), 351-360.

Celik, B. (2019). Developing writing skills through reading. International Journal of Social Sciences & Educational Studies, 6(1), 206-214.

Crawley, A. M., Anderson, D. R., Wilder, A., Williams, M., & Santomero, A. (1999). Effects of repeated exposures to a single episode of the television program Blue’s Clues on the viewing behaviors and comprehension of preschool children. Journal of educational psychology, 91(4), 630.

Jensen, E. D., & Vinther, T. (2003). Exact repetition as input enhancement in second language acquisition. Language learning, 53(3), 373-428.

Moore, K. L. (2019). Effects of a repeated writing intervention on writing fluency and writing quality. Louisiana State University and Agricultural & Mechanical College.

O’Brien, E. (2021). A mind stretched: The psychology of repeat consumption. Consumer Psychology Review, 4(1), 42-58.

Omura, M. (2021). Effects of Repeated Reading Instruction in Online EFL Classes for Japanese High School Students (Doctoral dissertation, Sophia University).

Shackleford, K. E., Whiteman, A., Cohen, J. D., Buttafuoco, J. L., & Reed, P. A. (2026). Choosing to Re‐Experience Movies and TV Episodes: Popularity, Motivations and Benefits of Volitional Reconsumption of Entertainment Media. Social and Personality Psychology Compass, 20(1), e70119.

Tags:

การอ่านเด็ก

Author:

illustrator

พงศ์มนัส บุศยประทีป

ตั้งแต่เรียนจบจิตวิทยา ก็ตั้งใจว่าอยากเป็นนักเขียน เพราะเราคิดความรู้หลายๆ อย่างที่เราได้จากอาจารย์ หนังสือเรียน หรืองานวิจัย มันมีประโยชน์กับคนทั่วไปจริงๆ และต้องมีคนที่เป็นสื่อที่ถ่ายทอดความรู้แบบหนักๆ ให้ดูง่ายขึ้น ให้คนทั่วไปสนใจ เข้าใจ และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่อยากให้มันอยู่แต่ในวงการการศึกษา เราเลยอยากทำหน้าที่นั้น แต่เพราะงานหลักก็เลยเว้นว่างจากงานเขียนไปพักใหญ่ๆ จนกระทั่ง The Potential ให้โอกาสมาทำงานเขียนในแบบที่เราอยากทำอีกครั้ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Book
    การผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์: การเรียนรู้ผ่านอุปสรรคและโพยภัย

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • IMG_7497
    Book
    โต๊ะโตะจัง: แค่เปลี่ยนมายด์เซ็ต ‘เด็กดื้อ’ ของผู้ใหญ่บางคน ก็อาจเป็น ‘เด็กดี’ ของโลกใบนี้ 

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Creative learning
    เรียนปนเล่น กับ ‘ก.ไก่กลายร่าง’ และ ‘เส้นนำสมอง’ ช่วยเด็กอ่านออกเขียนได้: ครูแชมป์-พุฒิพงศ์ ห้องสวัสดิ์

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Space
    เพราะ ‘การเล่น’ ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ: ‘เทศกาลเล่นอิสระ’ พื้นที่ปลดปล่อยจินตนาการของเด็ก 

    เรื่อง สุมณฑา ปลื้มสูงเนิน

  • Early childhood
    Play with your heart ‘เล่นอย่างอิสระ’ เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพ: ครูมอส- อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา

Posts navigation

Older posts

Recent Posts

  • ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมที่เปลี่ยนความแตกต่างเป็นพลังแห่งการเรียนรู้: ครูเอ็กซ์-ธีรพล ชิณพันธ์ โรงเรียนวัดช่องนนทรี
  • Spider-Man Brand New Day: เมื่อฮีโร่บอกกับเราว่า ‘ความเป็นมนุษย์’ ต่างหาก คือพลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทุกคนมี
  • ‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด…’ พฤติกรรมของคนใกล้ตัวส่งผลกระทบต่อชีวิตเรามากน้อยเพียงใด
  • พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม
  • ‘ก้าวสู่รส ก้าวสู่ราก ก้าวสู่โลก’ ห้องเรียน Gastronomy ที่ชวนเด็กเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ชีวิตจริง: โรงเรียนวิชิตสงคราม ภูเก็ต

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • August 2026
  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel