Skip to content
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
  • Creative Learning
    Life Long LearningEveryone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy

Month: August 2026

ผู้พิทักษ์ต้นการบูร: ปาฏิหาริย์ของการสื่อสารด้วยหัวใจ
Book
6 August 2026

ผู้พิทักษ์ต้นการบูร: ปาฏิหาริย์ของการสื่อสารด้วยหัวใจ

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘ผู้พิทักษ์ต้นการบูร’ นวนิยายของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ ที่เล่าเรื่องของ นาโออิ เรโตะ ชายหนุ่มผู้ได้รับหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ต้นการบูรศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ ‘ขอพร’ หากแต่เป็นสื่อกลางในการส่งต่อ ‘ความคิดคำนึง’ หรือความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ยออกมาตรงๆ ระหว่างคนในครอบครัว
  • เรโตะได้ค้นพบเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางมาหาต้นการบูร ทั้งความรัก ความเสียใจ ความเข้าใจผิด และความรู้สึกผิดที่ถูกเก็บงำไว้ พร้อมทั้งค่อยๆ ไขปริศนาความลับของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับป้าผู้ช่วยเปลี่ยนชีวิตของเขา
  • บางครั้ง ชีวิตคนเราก็ถูกทำให้มันซับซ้อนเกินไป จนหลงลืมไปว่า เรื่องบางเรื่องอาจไม่ต้องพึ่งพาปาฏิหาริย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เพียงแค่การหันหน้าคุยกันอย่างจริงใจ ก็สามารถถ่ายทอดความคิดคำนึงจากคนๆ หนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วงการวรรณกรรมโลกต้องตกตะลึงกับข่าวเศร้าที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อมีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการออกมาว่า ฮิงาชิโนะ เคโงะ หรือที่ในวงการหนังสือเรียกกันว่า อาจารย์เคโงะ นักเขียนนิยายที่ขายดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ถึงแก่กรรมด้วยวัย 68 ปี

การจากไปอย่างกะทันหันของอาจารย์เคโงะ ผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยยอดขายหนังสือกว่า 100 ล้านเล่มในญี่ปุ่น ยังถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของโลก เพราะผลงานของเขาได้รับความนิยมและมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 40 ภาษา รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งมีนักอ่านจำนวนมากที่ติดตามผลงานของเขาอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว นักอ่านจะรู้จักอาจารย์เคโงะ ในฐานะเจ้าพ่อนิยายสืบสวนของญี่ปุ่น ด้วยพล็อตเรื่องที่สลับซับซ้อนจนยากจะเดาได้ว่า ตัวละครไหนคือผู้ร้ายของเรื่อง แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาเป็นนักเขียนที่โดดเด่นกว่าคนอื่น คือ การให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในแต่ละตัวละคร ซึ่งทำให้เรื่องราวในหนังสือแต่ละเล่ม ไม่ใช่แค่การไขคดีตามล่าตัวฆาตกร หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นคนที่ลงมือกระทำเรื่องเลวร้ายต่อเพื่อนมนุษย์อีกคนหนึ่งได้

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผลงานที่ได้รับความนิยมอีกหลายๆ เล่มของอาจารย์เคโงะ จะไม่ใช่แนวสืบสวน หากแต่เป็นเรื่องราวที่เน้นไปที่ความสัมพันธ์ของผู้คน ซึ่งเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและยากแก่การทำความเข้าใจ ไม่แพ้การไขปริศนาคดีฆาตกรรมเลย

และนั่นก็รวมไปถึงนิยายที่มีชื่อว่า ‘ผู้พิทักษ์ต้นการบูร’

[บทความมีการเปิดเผยส่วนสำคัญของหนังสือ]

ผลงานเรื่อง ผู้พิทักษ์ต้นการบูร ออกวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2020 และเป็นผลงานที่โด่งดังสุดขีดตั้งแต่ยังไม่วางจำหน่าย จนถึงขั้นต้องเปิดตัวพร้อมกันใน 3 พื้นที่ คือ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้

‘ต้นการบูร’ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตของเทพเจ้า (รวมถึง โตโตโร่ เทพผู้พิทักษ์ป่า ในเรื่อง My Neighbor Totoro อะนิเมชั่นในดวงใจใครหลายคน) โดยในปัจจุบันยังมีต้นการบูรศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนมักไปสักการะตามศาลเจ้าหลายแห่ง ทั้งในโตเกียวและโอซาก้า

สำหรับต้นการบูรในหนังสือเล่มนี้ มีความพิเศษแตกต่างจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เพราะคำอธิษฐานที่ผู้คนฝากฝังไว้กับต้นไม้ต้นนี้ เป็นคำอธิษฐานที่มาพร้อมกับเงื่อนไขข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งเรื่องราวในหนังสือ จะค่อยๆ เฉลยให้ผู้อ่านรับรู้ไปพร้อมกับตัวละครสำคัญของเรื่อง คือ ชายหนุ่มที่ชื่อ ‘นาโออิ เรโตะ’

เรโตะ คือชายหนุ่มที่เกิดมาพร้อมต้นทุนต่ำกว่ามาตรฐานสังคม แม่ของเขาเป็นผู้หญิงทำงานกลางคืน ส่วนพ่อคือลูกค้าที่มาเที่ยวที่ร้าน เรื่องราวหลังจากนั้นก็ไม่ต่างจากละครน้ำเน่าทั่วไป พ่อของเขามีครอบครัวอยู่แล้ว จึงไม่สามารถรับเรโตะเป็นลูกได้ สิ่งเดียวที่พอทำได้คือ ส่งเสียลูกนอกสมรสคนนี้ให้ดีที่สุด

หลังจากเรโตะลืมตาดูโลกได้ไม่นาน พ่อของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ แม่ของเขาต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ทำงานตั้งแต่ค่ำยันเช้าเพื่อเลี้ยงดูลูกชาย ทว่า เหมือนโชคชะตายังทำร้ายเขาไม่สาใจ แม่ของเขาต้องจากไปด้วยโรคร้ายตั้งแต่เขายังเด็ก เรโตะจึงเติบโตมาอย่างกระท่อนกระแท่นด้วยการเลี้ยงดูของยายเพียงคนเดียว

หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายสายอาชีพ เรโตะเริ่มออกหางานทำ เพื่อที่จะได้พึ่งพาตนเอง แต่ทำงานได้ไม่นาน เขาเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน จนที่สุดตัดสินใจลาออก และถึงแม้ได้งานใหม่ก็มีเหตุทำให้ต้องออกจากงานอีกหลายครั้ง

หากตัดเรื่องที่ว่า ทั้งหมดเป็นเพราะโชคชะตาทิ้งไปแล้ว การที่เรโตะต้องมีปัญหาในการทำงานอยู่เรื่อยๆ อาจเป็นเพราะเขาเป็นเด็กหนุ่มตัวคนเดียว ขาดการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องจากผู้ใหญ่ ไม่มีครอบครัวที่จะเป็นเซฟโซนให้ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ใจ บวกกับความคิดที่ยังขาดวุฒิภาวะ เรโตะพลั้งเผลอเดินทางบนเส้นทางผิด ด้วยการลักทรัพย์ของบริษัทเก่าที่ไล่เขาออกอย่างไม่เป็นธรรม

เส้นทางชีวิตที่ดูมืดมิดของเรโตะ พลับพบแสงสว่างอย่างไม่คาดคิด จู่ๆ เขาได้รับการช่วยเหลือจนพ้นจากโทษจำคุก ซึ่งผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเขาก็คือ  ยางิซาวะ จิฟุเนะ นักธุรกิจหญิงวัยหกสิบปี โดยมีข้อแม้เพียงข้อเดียวว่า เขาจะต้องชดใช้ความช่วยเหลือครั้งนี้ ด้วยการทำงานเป็น ‘ผู้พิทักษ์ต้นการบูร’

ในการพบหน้ากันครั้งแรก เรโตะจึงได้รู้ว่า จิฟุเนะ คือญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งของเขา โดยมีศักดิ์เป็นป้า จิฟุเนะ คือพี่สาวของแม่ของเรโตะ แต่เป็นพี่สาวที่เกิดจากคนละแม่ ในใจของเรโตะอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบระหว่างจิฟุเนะกับแม่ของเขา ผู้หญิงคนหนึ่งดูเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คือหนึ่งในชนชั้นสูงของสังคม กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ทำงานกลางคืน และเผลอไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว อะไรทำให้ผู้หญิงสองคน ที่เป็นพี่น้องกัน มีเส้นทางชีวิตที่แสนจะแตกต่างกันเช่นนี้

นั่นคือปริศนาที่คนอ่านจะค่อยๆ ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเรโตะ รวมทั้งปริศนาสำคัญอีกเรื่อง ก็คือ ต้นการบูรในศาลเจ้าประจำตระกูลที่เขาต้องไปดูแล มีความศักดิ์สิทธิ์อะไร ซึ่งจิฟุเนะไม่ยอมให้รายละเอียดแก่เรโตะ โดยบอกแค่ว่า ให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ด้วยตนเอง

หน้าที่หลักของเรโตะคือ ดูแลศาลเจ้า และคอยอำนวยความสะดวก รวมถึงจัดลำดับคิวให้แก่ผู้เดินทางมาอธิษฐานขอพรจากต้นการบูร ซึ่งเชื่อกันว่า จะต้องทำในเวลากลางคืน โดยผู้อธิษฐานต้องเข้าไปอยู่ในโพรงของต้นการบูรแต่เพียงผู้เดียว โดยระยะเวลาจะยาวนานแค่ไหน ก็สุดแล้วแต่ความพอใจของผู้อธิษฐาน

ระหว่างทำงานเป็นผู้พิทักษ์ต้นการบูร เรโตะได้รู้จักกับหญิงสาวชื่อ ซาจิ ยูมิ หลังจับได้ว่าเธอแอบสะกดรอยตามผู้ชายคนหนึ่งที่เดินทางมาขอพรจากต้นการบูร ต่อมาเขาจึงได้รู้ว่า ยูมิ คือลูกสาวของผู้ชายที่มีชื่อว่า ซาจิ โทชิอากิ ชายวัยกลางคนผู้เดินทางมาขอพรจากต้นการบูรหลายครั้ง

ยูมิบอกกับเรโตะว่า เธอกำลังสงสัยว่าพ่อคิดนอกใจแม่ เพราะเคยเห็นพ่อแอบไปพบเจอผู้หญิงคนหนึ่งเป็นประจำ และไม่แน่ว่าการมาขอพรกับต้นการบูร อาจเป็นการอธิษฐานขอให้เขาสามารถแยกทางกับภรรยา เพื่อไปคบกับผู้หญิงคนนั้นก็ได้

เรโตะไม่อยากจะเชื่อเลย การอธิษฐานขอพรควรจะมีแต่เรื่องดีๆ ไม่ใช่หรือ แต่ใครจะกล้ายืนยันได้ล่ะ เพราะตัวเขาเองก็เพิ่งทำงานนี้ได้ไม่นาน ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์หรือปาฏิหาริย์ของต้นการบูรเลย เพราะคุณป้าไม่ยอมให้รายละเอียด บอกแค่ให้เขาเรียนรู้ไปเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างเรโตะและยูมิ ค่อยๆ สนิทสนมแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย จากการที่ทั้งคู่ช่วยกันค้นหาความจริงว่า โทชิอากิกำลังคิดนอกใจภรรยาหรือไม่ ซึ่งแน่นอน ไม่มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น เช่นเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างเรโตะกับจิฟุเนะก็พัฒนาไปเช่นกัน จากป้าและหลานที่แทบไม่รู้จักกัน กลายเป็นป้าและหลานที่รักใคร่ห่วงใยกันจริงๆ

สุดท้าย ปมปริศนาต่างๆ คลี่คลายลงในทางที่ดี ขณะเดียวกัน เรโตะได้ค้นพบคำตอบที่เขาสงสัยมานาน เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของต้นการบูร และคำอธิษฐานที่มาพร้อมเงื่อนไขข้อจำกัด

เรโตะค้นพบจากข้อมูลในสมุดจดบันทึกการจองคิวเพื่อขอพรจากต้นการบูรว่า ช่วงเวลาที่คนจะมาอธิษฐานขอพรจะกระจุกตัวในช่วงคืนเดือนเพ็ญและคืนเดือนดับของทุกเดือน และหลายครั้งยังพบว่า หลายคนที่เดินทางมาขอพร มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกัน เช่น เป็นพี่น้อง เป็นพ่อลูก หรือแม้แต่ป้ากับหลาน

สิ่งหนึ่งที่เรโตะสงสัยตั้งแต่ตอนแรกที่เข้าทำงานคือ การอธิษฐานขอพรจากต้นการบูร ใช้คำว่า ‘คิเน็ง’ แทนที่จะใช้คำว่า ‘คิงัง’ ซึ่งแม้ว่าทั้งสองคำจะแปลว่า การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ‘คิเน็ง’ ยังมีความหมายว่า ‘ความคิดคำนึง’ อีกด้วย

ในตอนกลางของเรื่อง เรโตะ (และคนอ่าน) จึงได้รู้ว่าการอธิษฐานกับต้นการบูร ไม่ใช่การขอพรให้ประสบความสำเร็จตามใจปรารถนา หากแต่เป็นการฝาก ‘ความคิดคำนึง’ หรือข้อความที่เราไม่สามารถเอ่ยปากออกไปตรงๆ ได้ ฝากไว้กับต้นการบูร โดยจะทำกันในช่วงคืนเดือนมืด หลังจากนั้น ในคืนเดือนเพ็ญ ผู้ที่สืบสายเลือดเดียวกันเท่านั้นจะเข้าไปในโพรงของต้นการบูร ตั้งจิตอธิษฐานอย่างแน่วแน่ เพื่อขอรับ ‘ความคิดคำนึง’ ที่ผู้ร่วมสายเลือดเดียวกับตนฝากฝังไว้

ความคิดคำนึงที่ไม่กล้าเอ่ยปากออกไปตรง มีตั้งแต่บทเพลงที่ ซาจิ คิคุโอะ ตั้งใจแต่งให้แม่ เพื่อแทนความในใจว่า ถึงแม้ความปรารถนาดีของแม่ จะกลายเป็นแรงกดดันทำลายชีวิตของเขา แต่สุดท้าย เขาก็ยังรับรู้ได้ถึงความรักความห่วงใยที่แม่มีให้เขาเสมอ แม้เส้นทางชีวิตจะทำให้ความเป็นแม่ลูกต้องแยกไปคนละทาง แต่คิคุโอะก็อยากฝาก ‘ความคิดคำนึง’ ในรูปของบทเพลง ให้ต้นการบูรศักดิ์สิทธิ์ ช่วยส่งต่อให้แม่เขาได้รับรู้

น่าเศร้าที่แม่ของคิคุโอะป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม เธอลืมเรื่องราวในชีวิตทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งลูกของตัวเอง เธอจึงไม่ได้ไปรับ ‘ความคิดคำนึง’ ที่ลูกชายผู้ล่วงลับฝากฝังไว้ แต่ยังดีที่ ซาจิ โทชิอากิ ลูกชายคนเล็ก ได้รับรู้เรื่องนี้และทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเธอ เข้าไปรับฟังบทเสียงดนตรีที่พี่ชายฝากให้กับแม่ รวมถึงพยายามให้ครูเปียโนถ่ายทอดเป็นบทเพลงออกมา โดยที่โทชิอากิไม่รู้เลยว่า การที่เขาไปพบกับครูเปียโนสาวบ่อยๆ จะเป็นชนวนให้ยูมิ ลูกสาวของเขา คิดไปเองว่าเขากำลังนอกใจภรรยา

หรือแม้แต่ความคิดคำนึงที่จิฟุเนะฝากฝังให้กับเรโตะ หลานชายเพียงคนเดียวของเธอ ผู้กลายเป็นทายาทสืบทอดทรัพย์สินต่างๆ ของเธอ ความคิดคำนึงที่เธอฝากไว้ มีตั้งแต่คำสอนในการใช้ชีวิต หลักการทำธุรกิจ รวมไปถึงคำขอโทษที่เคยทำตัวเหินห่างจากแม่ของเรโตะ ผู้เป็นน้องสาวคนละแม่ของจิฟุเนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอรู้สึกผิดอยู่ในใจมาตลอด

ถึงแม้ว่า ผู้พิทักษ์ต้นการบูรจะเป็นแค่เรื่องแฟนตาซีที่อาจารย์เคโงะแต่งขึ้น แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ในชีวิตจริงของคนเรา มีหลากหลายเรื่องราวที่เราไม่กล้าเอ่ยปากบอกออกไปตรงๆ 

อาจจะด้วยความคับข้องใจ ความอับอาย ความรู้สึกผิด ความกลัวต่อผลที่จะตามมา หรือแม้แต่ปัญหาทางสุขภาพ ที่อาจทำให้คนสองคนไม่สามารถสื่อสารกันได้เหมือนแต่ก่อน ดังเช่นกรณีของจิฟุเนะ ที่พบว่า ตัวเองเริ่มมีอาการสมองเสื่อม จึงฝากฝัง ‘ความคิดคำนึง’ ทิ้งไว้ให้กับหลานชายเพียงคนเดียวของเธอ

ในตอนแรก จิฟุเนะตั้งใจจะให้เรโตะได้รับความคิดคำนึงที่ฝากไว้หลังจากเธอลาโลกไปแล้ว (ด้วยนิสัยหยิ่งทะนงไม่อยากให้ตัวเองเป็นภาระกับใคร จิฟุเนะตั้งใจจะฆ่าตัวตาย ก่อนที่อาการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมจะรุนแรงถึงขั้นที่จำใครไม่ได้) แต่เรโตะระแคะระคายเรื่องอาการป่วยของป้าอยู่แล้ว จึงได้มีโอกาสเข้าไปรับ ‘ความคิดคำนึง’ ที่ป้าฝากฝังไว้

ป้าหลานจึงได้มีโอกาสพูดคุยกันอย่างเปิดอกถึงแผนการชีวิตที่เหลืออยู่

“ขอบใจนะ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังของต้นการบูรหรอก ฉันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า แค่หันหน้าคุยกันก็บอกความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้ได้” จิฟุเนะ เอ่ยกับเรโตะ

ใช่ครับ เพียงแค่หันหน้าคุยกัน ย่อมสามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยากบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฝากฝังกับต้นไม้ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เลย แต่อย่าลืมนะครับ ในเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คน บางครั้ง ระยะทางที่ห่างกันแค่เอื้อมมือ กลับดูแสนไกลในความรู้สึก ไกลจนไม่สามารถส่งเสียงให้ไปถึงได้

นอกจากนี้แล้ว เรื่องบางเรื่องไม่ใช่ว่าผู้พูดไม่อยากพูด หากแต่สิ่งที่เขาต้องการคือ อีกฝ่ายต้องการจะรับ ‘ความคิดคำนึง’ นั้นหรือเปล่า

บางครั้ง ชีวิตคนเราก็ถูกทำให้มันซับซ้อนเกินไป จนหลงลืมไปว่า เรื่องบางเรื่องอาจไม่ต้องพึ่งพาปาฏิหาริย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เพียงแค่การหันหน้าคุยกันอย่างจริงใจ ก็สามารถถ่ายทอดความคิดคำนึง ความรู้สึกดีๆ คำขอบคุณ หรือคำขอโทษ จากคนๆ หนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

Tags:

หนังสือครอบครัวผู้พิทักษ์ต้นการบูรฮิงาชิโนะ เคโงะ

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    ในสวนลับ: เมื่อความหวังผลิบาน ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอ

    เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี

  • Book
    ความสุขคืออะไร?  คำถามที่ทุกคนต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    แมวปริศนากับใบไม้แห่งคำทำนาย – เปิดใจกันหน่อยคนดี

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Book
    รถไฟขนเด็ก – เพราะรักจึงยอมปล่อยมือ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Education trendTransformative learning
    เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ: 5. คลังคำและวาทกรรมของครู

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Beyond Anxiety EP 1: ออกจาก ‘โถงกระจก’ ของสมองซีกซ้าย ที่คอยปั่นหัวให้เราวิตกกังวลไม่รู้จบ
Book
4 August 2026

Beyond Anxiety EP 1: ออกจาก ‘โถงกระจก’ ของสมองซีกซ้าย ที่คอยปั่นหัวให้เราวิตกกังวลไม่รู้จบ

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • หนังสือ Beyond Anxiety (ก้าวข้ามความกังวล) เขียนโดย ดร.มาร์ธา เบ็ก นักวิชาการจากฮาร์วาร์ดและไลฟ์โค้ชชื่อดังชาวอเมริกัน แปลเป็นภาษาไทยโดย กัญญาพร เกษมสันต์ ณ อยุธยา สำนักพิมพ์ O₂
  • ดร.มาร์ธา อธิบายต้นตอของความวิตกกังวลว่า เกิดจากการที่ ‘สมองซีกซ้าย’ ของมนุษย์ถูกฝึกให้มองหาแต่ภัยคุกคามและคอยตัดสินตัวเองตามค่านิยมความเชื่อของสังคมตลอดเวลา ดังนั้น การเข้าใจและทราบถึงลักษณะของระบบประสาทสามารถช่วยให้เราหลุดพ้นจากอิทธิพลของมันได้
  • เมื่อเราเข้าไปอยู่ใน ‘โถงกระจก’ ของสมองซีกซ้าย ซึ่งก็คือความวิตกกังวลของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างอาจดูน่ากลัวไปหมด ทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจ้องจะเล่นงานเรายกเว้นสิ่งที่เราต้องการ เนื่องจากอคติเชิงลบและโถงกระจกส่งผลกระทบต่อการแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นจริง

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ผมมีโอกาสได้ฟังบทสัมภาษณ์ของจิตแพทย์คนหนึ่งที่บอกว่า ปัจจุบัน 1 ใน 7 ของประชากรโลกกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิต และปัญหาสุขภาพจิตอันดับ 1 ที่คนไทยหลายคนกำลังต่อสู้ดิ้นรนกับมันอยู่ก็คือ ‘โรควิตกกังวล’

ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น คนที่ติดอยู่ในวงจรความวิตกกังวลราวกับหนูถีบจักร บางคืนผมพบว่าตัวเองนอนลืมตาในความมืด วนลูปอยู่กับความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และพยายามทุกวิถีทางที่จะเยียวยาจิตใจที่ถูกบั่นทอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

ในหนังสือเรื่อง Beyond Anxiety ของ ดร.มาร์ธา เบ็ก นักวิชาการจากฮาร์วาร์ดและไลฟ์โค้ชชื่อดัง เธอได้อธิบายความจริงข้อหนึ่งที่ช่วยปลดล็อกผมทันทีว่า โรควิตกกังวลไม่ได้เกิดเพราะผมเป็นคนอ่อนแอ แต่เกิดจากการที่ ‘สมองซีกซ้าย’ ของมนุษย์ถูกฝึกให้มองหาแต่ภัยคุกคามและคอยตัดสินตัวเองตามค่านิยมความเชื่อของสังคมอยู่ตลอดเวลา จนส่งผลกระทบต่อสภาวะอารมณ์และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“หากคุณเป็นคนขี้กังวล คุณคงรู้ว่าการนอนตาค้างและรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์ปลอดภัยเป็นอย่างไร คุณไม่ได้หวาดกลัวสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่หวาดกลัวสถานการณ์ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ คุณอาจรู้ด้วยว่ามันเป็นอย่างไรที่จะต้องพยายามทำให้ตัวเองสงบลงด้วยการมีวินัยอย่างมหาศาลที่ต้องลุกขึ้นมาใช้ชีวิตหลังจากผ่านคืนที่ข่มตาไม่ลง ตั้งใจว่าจะทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวาน เพียงเพื่อจะพบว่าตัวเองกลับถูกเหวี่ยงเข้าไปสู่ความวิตกกังวลอีกครั้งหลังจากเผชิญกับรถติด หรือนั่งจ้องบิลเรียกเก็บเงินที่ไม่ได้เตรียมใจไว้ว่าต้องจ่าย หรือโดนตำหนิจากเพื่อนร่วมงานที่ตึงเครียด

วงจรความวิตกกังวลนั้นหมุนเวียนชวนคลื่นไส้ เหมือนกับม้าหมุนที่เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ และทำให้มีแรงเหวี่ยงมากขึ้น สำหรับฉันมีหลายครั้งที่กระบวนการเหล่านี้เป็นแค่ภาพเบลอๆ มันอาจมาในรูปแบบความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นฉับพลัน พร้อมกับความคิดที่น่ากลัวเกี่ยวกับหายนะที่อาจเกิดขึ้นและตามมาติดๆ ด้วยความตื่นตระหนกที่รุนแรงมากขึ้น

อย่าลืมว่าความวิตกกังวลสามารถติดต่อกันได้ ทุกครั้งที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เรามีความเสี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ในวงจรความวิตกกังวลของพวกเขา ซึ่งจะทำให้ความวิตกกังวลของเราเด่นชัดขึ้น และมนุษย์เราก็ได้ขยายกลไกแบบเดียวกับที่สมองเราสร้างความวิตกกังวลและใส่มันลงไปในสังคมที่เราสร้างขึ้น 

สังคมสมัยใหม่เปรียบเหมือนวงจรความวิตกกังวลขนาดยักษ์ เนื่องจากมีสมองอันชาญฉลาดนับไม่ถ้วนคอยวุ่นวายกับการปั่นเรื่องราวน่ากลัวและคิดหากลยุทธ์ที่จะควบคุมมันให้ได้อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง”

ดร.มาร์ธา อธิบายต่อว่าสมองของมนุษย์ถูกออกแบบให้มีแนวโน้มในการรับรู้สิ่งที่อาจเป็นอันตรายได้ในทุกสถานการณ์ แต่ความวิตกกังวลนั้นต่างจากความกลัว เพราะความกลัวคือสัญชาตญาณที่เตือนให้เราเตรียมตัวรับมือกับภัยคุกคามตรงหน้า ทว่าความวิตกกังวลนั้นกลับตรงกันข้าม มันมักจะหลอกล่อและฉุดดึงเราออกจากความจริงในปัจจุบัน แล้วพาเราจมดิ่งลงไปในภาพจินตนาการถึงหายนะต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นซึ่งรังแต่จะบั่นทอนสุขภาพจิตของเราให้แย่ลงเรื่อยๆ โดยกลไกดังกล่าวคือสิ่งที่ ดร.มาร์ธา เรียกสั้นๆ ว่า ‘อคติเชิงลบ’ ของสมอง

“การเข้าใจและทราบถึงลักษณะอันแปลกประหลาดของระบบประสาทสามารถช่วยให้เราหลุดพ้นจากอิทธิพลของมันได้ อคติเชิงลบทำให้เรามีแนวโน้มจะถูกกระตุ้นให้มองเห็นภยันตรายอยู่ทุกที่ สิ่งนี้เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในเชิงวิวัฒนาการ เพราะการกลัวทุกสิ่งจูงใจให้เราหลีกเลี่ยงบางสิ่งที่มีอันตรายจริงๆ อคติเชิงลบทำให้เราวิตกกังวลกับความเสี่ยงด้านสังคมและอารมณ์ เช่นเดียวกับด้านกายภาพ หากใครบางคนแสดงความชื่นชมคุณสามเรื่องและติคุณรุนแรงในเรื่องเล็กๆ เรื่องเดียว สมองของคุณจะพุ่งความสนใจไปที่คำติเตียน

เมื่ออคติเชิงลบกระตุ้นให้วงจรความวิตกกังวลของเราทำงาน ความคิดของเราจะหลงผิดไปได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่อยู่ในภาวะวิตกกังวล เราหยุดสังเกตข้อมูลที่บ่งบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องกลัว เราคิดว่ามุมมองที่มองผ่านเลนส์ของความวิตกกังวลนั้นสมบูรณ์ไร้ที่ติ เพราะสมองซีกซ้ายไม่เชื่อว่าอะไรก็ตามที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของมันเป็นเรื่องจริง ผลก็คือเรามักจะติดอยู่ในโถงกระจกของระบบประสาทนั่นเอง”

คำว่า ‘โถงกระจกของระบบประสาท’ ในความหมายของ ดร.มาร์ธา อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ คือ สภาวะที่สมองซีกซ้ายของเราสร้างเรื่องราวที่มีพื้นฐานจากความวิตกกังวลขึ้นมา แล้วยึดติดว่ามันคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว มันจะปิดประตูและพร้อมปฏิเสธมุมมองอื่นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะธรรมชาติของสมองซีกซ้ายจะไม่ยอมเปิดรับข้อมูลชุดใหม่ที่อาจเป็นภัยคุกคามหรือสั่นคลอนต่อสิ่งที่มันปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นจริง 

“เช่น สาวกลัทธิที่เชื่อว่าผู้นำของตัวเองที่ชื่อราล์ฟ ซึ่งเดิมทีเป็นคนขายพรม กลายมาเป็นพ่อมดผู้ทรงพลัง คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเราลองเอาหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้ไปแสดงให้พวกเขาเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่อไม่เป็นความจริง ผลการวิจัยชี้ชัดว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความเชื่อในเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้เหล่านั้นจะยิ่งฝังลึกมากกว่าเดิม

เมื่อเราเข้าไปอยู่ใน ‘โถงกระจก’ ของสมองซีกซ้าย ซึ่งก็คือความวิตกกังวลของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างอาจดูน่ากลัวไปหมด ความใจดีเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นแสดงออกอาจดูเหมือนการโกหกเพื่อหลอกใช้ การพักผ่อนหย่อนใจกลายเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ การมองโลกในแง่ดีเป็นเรื่องโง่ ทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจ้องจะเล่นงานเรายกเว้นสิ่งที่เราต้องการ เนื่องจากอคติเชิงลบและโถงกระจกส่งผลกระทบต่อการแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นจริง ความวิตกกังวลจึงสามารถปิดหูปิดตาเราไม่ให้เห็นความผิดปกติหรือความไม่สอดคล้องกันของความคิด ดังนั้น เราจะหาทางออกได้อย่างไร คำตอบคือ โดยการรับรู้ความทุกข์ทรมาน การมองโลกจากภายในวงจรความวิตกกังวลทำให้เรารู้สึกแย่ เราสามารถใช้ความรู้สึกแย่นั้นเป็นสัญญาณเตือนได้ มันอาจเตือนว่า “สวัสดี! เธอกำลังถูกปั่นหัวโดยอคติในแง่ลบของเธอเองนะ! เธอกำลังหลงอยู่ในโถงกระจก!” การตระหนักรู้แบบนี้จะช่วยให้เรามีทัศนคติที่ดีกว่าเดิมได้ 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งทางออกจากโถงกระจกที่ผมสะดุดใจเป็นพิเศษ คือการที่ ดร.มาร์ธา แนะนำให้เราส่งสัญญาณสื่อสารเพื่อปลอบประโลมความวิตกกังวลที่ดังก้องอยู่ในสมอง ซึ่งมีด้วยกัน 6 เทคนิค ได้แก่

  • การถอนหายใจ
  • การผ่อนคลายโฟกัสสายตา (ปรับโฟกัสสายตาให้อ่อนลง) 
  • การขยับเขยื้อนบ้าง (เดินไปเดินมา ต่อยหมอน หรือแค่นั่งตัวสั่นงันงก โดยเฉพาะการสั่น เรามักมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นวิธีอันทรงพลังที่ระบบประสาทใช้ปรับสมดุลเข้าสู่ภาวะสงบ)
  • การยอมรับในสิ่งที่เรารู้สึก (หากคุณไม่สามารถทำได้ ก็ขอให้ยอมรับว่ามีส่วนหนึ่งของคุณปฏิเสธที่จะยอมรับ)
  • การทำเสียงชวนผ่อนคลาย (พึมพำ ฮัม ร้อง หรือสวดภาวนา เพราะการสั่นสะเทือนทางกายภาพของน้ำเสียงที่สงบของมนุษย์จะช่วยปรับสมดุลของระบบประสาทได้)
  • การอวยพรให้ตัวเองด้วยความเมตตา (Kind Internal Self-Talk)

ในบรรดาเทคนิคทั้งหมด สิ่งที่ผมรู้สึกว่าทำได้ง่ายและเห็นผลทันที ซึ่งผมอยากชวนทุกคนมาลองฝึกไปพร้อมๆ กัน คือ ‘การถอนหายใจอย่างถูกวิธี’ เพื่อส่งสัญญาณให้สมองซีกซ้ายรับรู้ว่าเรากำลังปลอดภัย

“ทุกครั้งที่คุณหายใจออก จังหวะการเต้นของหัวใจจะช้าลงเล็กน้อย การหายใจออกช่วยหยุดการตอบสนองแบบสู้หรือหนี ทำให้หัวใจของคุณไม่เต้นแรงเกินไปจนเป็นอันตราย นั่นคือสาเหตุที่การหายใจออกช้าๆ เป็นวิธีเบื้องต้นเพื่อใช้ลดปฏิกิริยาความเครียด วิธีนี้เป็นสากลและมีอยู่ในวัฒนธรรมของมนุษย์หลากหลายวัฒนธรรม รวมถึงสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ด้วย

ทีนี้ลองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และปล่อยลมหายใจออกในรูปแบบของการถอนหายใจยาวๆ พยายามเม้มปากไว้และพ่นลมออกมาทางช่องเปิดเล็กๆ ใช้กะบังลมมากกว่าเวลาหายใจปกติและหายใจออกให้ยาวกว่าเดิม ทำซ้ำกี่รอบก็ได้เท่าที่คุณต้องการ ลองสังเกตว่าในขณะที่คุณทำสิ่งนี้ ร่างกายของคุณเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นเล็กน้อยหรือไม่”

หลังจากได้ทดลองถอนหายใจด้วยวิธีนี้ ผมพบว่าความวิตกกังวลที่มักย่องเข้ามาควบคุมอารมณ์และความคิดของผมได้หายวับไปชั่วคราว ทั้งยังช่วยดึงผมกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลจะไม่มีวันหายไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ผมตั้งใจทำในสเต็ปต่อไป คือการพยายามเรียนรู้วิธีการทำงานของมันให้มากที่สุด…ว่านอกจากการสื่อสารกับความวิตกกังวลแล้ว มันสามารถก้าวเข้ามามีอิทธิพลในการบงการอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผมได้อย่างไรบ้าง

Tags:

สุขภาพจิตหนังสือความวิตกกังวลBeyond Anxietyดร.มาร์ธา เบ็ก

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Social Issues
    โอบกอดและดูแลใจเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม ด้วย พลังของ ‘นิทาน ศิลปะ และดนตรี’

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Book
    The Let Them Theory: ปล่อยคนอื่นไปตามทางของเขา แล้วหันกลับมาดูแลสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือตัวเราเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Social Issues
    เมื่อข่าวร้ายถาโถม การถนอมหัวใจตนเองคือการต่อลมหายใจของความหวัง

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์

  • Book
    วิชาสำคัญที่คุณควรรู้ก่อนที่ชีวิตจะสอนคุณ: สุขภาพจิตก็ไม่ต่างจากสุขภาพกาย…ไม่มีใครมีภูมิคุ้มกันมาตั้งแต่เกิด 

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ: รู้ทันกลลวงของเจ้าลิงตัวนั้น แล้วจัดการความวิตกกังวลที่ก่อกวนชีวิตเรา

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

‘ห้องเรียนใบใหญ่ในวิถีปากบาง’ การเรียนรู้ที่ทำให้เด็กรักบ้านและจัดการตัวเองได้: ผอ.ศกลวรรณ สุขมี โรงเรียนบ้านปากบาง
Creative Leaning
3 August 2026

‘ห้องเรียนใบใหญ่ในวิถีปากบาง’ การเรียนรู้ที่ทำให้เด็กรักบ้านและจัดการตัวเองได้: ผอ.ศกลวรรณ สุขมี โรงเรียนบ้านปากบาง

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • ‘ห้องเรียนใบใหญ่ในวิถีปากบาง’ เป็นการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับฐานทุนที่ชุมชนมี ใช้กระบวนการ ‘โครงงานฐานวิจัย’ ให้เด็กได้มีพื้นที่ฝึกคิด เรียนรู้การแก้ปัญหา วางแผน และลงมือทำ โดยมีครูและปราชญ์ชาวบ้านเป็นโค้ช
  • ผอ.ศกลวรรณ สุขมี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปากบาง เชื่อว่าการที่เด็กได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ได้ลงมือปฏิบัติ และได้หาคำตอบด้วยตัวเขาเอง จะทำให้เด็กเกิดสมรรถนะการจัดการตนเอง (Self-Management) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต
  • ในการเรียนรู้นี้ยังได้สร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’ ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และสร้างรายได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ด้วย ตัวอย่างเช่น อาชีพการปลดส๊อกแส่ก ที่สร้างมูลค่าจากขยะ หรือ ข้าวดอกราย เมนูพื้นถิ่นที่หากินยาก กลายเป็นเมนูฟิวชั่นที่ใครๆ ก็กินได้

ห้องเรียนไม่จำเป็นต้องจำกัดแค่เพียงห้องสี่เหลี่ยมที่มีครูยืนอยู่หน้าชั้น และนักเรียนนั่งเปิดหนังสือตามที่ครูผู้สอนบอกกล่าว เพราะการเรียนรู้ต้องเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและบริบทชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ด้วย เพื่อให้เด็กเรียนรู้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการเรียนรู้จากวิถีชุมชน

เช่นที่ โรงเรียนบ้านปากบาง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โรงเรียนประถมศึกษาเล็กๆ ในโอบล้อมธรรมชาติ บริเวณชายฝั่งของทะเลสะกอม ซึ่งมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้คนนับถือศาสนาอิสลามร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกผสมผสานเข้ากับการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างกลมกลืน เกิดเป็น ‘ห้องเรียนใบใหญ่ในวิถีปากบาง’ ที่นำวิถีชีวิตของคนในชุมชน ของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ที่เป็นผู้ปกครองของเด็กๆ มาออกแบบการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการ ‘โครงงานฐานวิจัย’ ให้เด็กได้มีพื้นที่ฝึกคิด เรียนรู้การแก้ปัญหา วางแผน และลงมือทำ โดยมีครูและปราชญ์ชาวบ้านเป็นเหมือนโค้ชที่คอยเติมเต็ม ทำให้ภาพหรือไอเดียที่อาจฟุ้งกระจายในหัวของเด็กๆ เกิดขึ้นได้จริง

The Potential คุยกับ ผอ.ศกลวรรณ สุขมี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปากบาง ที่มองเห็นโอกาสในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนจากต้นทุนที่มี เปิดประตูโรงเรียนให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ร่วมกับคุณครู ทลายห้องเรียนสี่เหลี่ยมที่ปิดกั้นความคิดของนักเรียน และพัฒนาให้เป็นนิเวศการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กๆ 

“เพราะเราเชื่อว่า การที่เด็กได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ได้ลงมือปฏิบัติ และที่สำคัญคือได้หาคำตอบด้วยตัวเขาเอง จะเกิดความยั่งยืนให้กับตัวผู้เรียน”

โรงเรียน-ชุมชน ดูแลเด็กด้วยหัวใจ ด่านแรกของการช่วยเด็กไม่ให้หลุดจากระบบ 

ผอ.ศกลวรรณ เล่าว่า จากบริบทของโรงเรียนบ้านปากบางที่เต็มไปด้วย ‘ฐานทุน’ ทั้งวิถีประมง ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน หรือทรัพยากรในชุมชน นี่คือมิติทางสังคมที่งดงาม แต่อีกมุมหนึ่งสิ่งเหล่านี้กลับเป็น ‘ข้อจำกัด’ ที่ทำให้เด็ก ‘ขาดโอกาส’ และเกิด ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ในการศึกษา เป็นความท้าทายในฐานะที่เป็นผู้บริหารของโรงเรียนบ้านปากบางว่า “เราจะทำยังไงที่จะทำให้โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้กลายเป็น ‘พื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้’ ให้กับนักเรียน โดยใช้ต้นทุนในสิ่งที่ชุมชนมี”

“ถ้าเรามองในแง่ของฐานทุนที่ชุมชนมี ค่อนข้างที่จะมีทรัพยากรที่สวยงาม แล้วก็อุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าเรามองในมิติของนักเรียน มันทำให้เห็นว่า วิถีการประกอบอาชีพของผู้ปกครองที่จะต้องออกเรือเนี่ย บางคนออกเรือกลางดึกแล้วก็กลับมาเช้า หรือบางทีก็ออกไป 1 เดือน 3 เดือน เพราะฉะนั้นเด็กจะขาดการดูแลจากผู้ปกครอง ต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย และด้วยความเป็นบริบทของชุมชนที่มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติตนตามวิถีอิสลาม แล้วก็มีอัตลักษณ์ของชุมชนที่ค่อนข้างเข้มข้น มันกลายเป็นโจทย์และความท้าทายว่า ในการที่จะจัดการการศึกษาให้กับนักเรียนในชุมชนบ้านปากบาง นอกเหนือจากให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแล้ว การเรียนรู้จะต้องสอดคล้องกับในบริบทที่ชุมชนเขามีอยู่ด้วย”

ในปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านปากบางจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง’ (TSQP) และต่อเนื่องมาสู่โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A) จนถึงปัจจุบัน

“เรามองว่านี่คือความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้น แล้วก็น่าจะตอบโจทย์ในสิ่งที่ชุมชนเขาคาดหวัง ว่าเราจะใช้ต้นทุนของเขาเนี่ยเข้ามาจัดการศึกษาให้กับเด็กๆ ได้ยังไง”

ด้วยบริบทชุมชนที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก และด้วยความจำเป็นที่เด็กอาจจะต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ทำให้มีเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคันอยู่ไม่น้อย ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ผอ.ศกลวรรณ จึงต้องเร่งระดมสมองกับบรรดาครูในโรงเรียน เพื่อดึงให้เด็กได้เรียนต่อจนจบในระบบการศึกษา พร้อมทั้งมีรายได้จากการนำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าได้

“ส่วนใหญ่เราจะมองว่าเด็กที่มีปัญหาหรือเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบกลางคันเนี่ย จะเป็นเด็กที่เกเรหรือไม่อยากมาโรงเรียน แต่ก็จะมีเด็กคนหนึ่ง น้องเป็นเด็กที่เรียนเก่งนะคะ แต่เมื่อเราได้ข้อมูลจากระบบ Q-info มันฟ้องขึ้นมาว่า น้องไม่มาโรงเรียน เมื่อคุณครูลงไปติดตามที่บ้าน ก็เจอว่าน้องไปช่วยแม่ทำงาน โดยการทำอาชีพปลดส๊อกแส่ก ก็คือปลดขยะที่ติดมากับอวน เมื่อชาวประมงไปออกเรือ 

อย่างเช่นไปออกอวนปูนะคะ ก็จะมีคนที่ปลดปูออกไป สิ่งที่เหลือที่ติดมากับอวนปูนั่นคือขยะ เขาก็จะต้องปลดขยะพวกนี้ เพื่อให้อวนสามารถไปใช้ต่อได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติกหรือเศษหอย เศษปะการัง หรืออะไรก็แล้วแต่ คือมันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแล้ว ก็จะเกิดอาชีพตรงนี้ที่น้องไปช่วยแม่ทำ ในการทำงานของน้องตรงนี้มันทำให้เกิดรายได้ของครอบครัวก็จริง แต่ทำให้เด็กไม่ได้มาโรงเรียน ซึ่งน้องเขาเริ่มมีสัญญาณตรงนี้ตั้งแต่อยู่ป.5 คราวนี้เมื่อเจอโจทย์แบบนี้ คุณครูก็กลับมาพูดคุยกันว่า แล้วเราจะช่วยเหลือน้องได้ยังไง”

ผอ.ศกลวรรณ ใช้กระบวนการของ ‘โครงงานฐานวิจัย’ จับเอาปัญหาของเด็กและบริบทที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของตัวเด็ก นั่นก็คือ อาชีพปลดส๊อกแส่ก มาเป็นหนึ่งฐานการเรียนรู้ 

“เราให้นักเรียนได้ฝึกคิดต่อยอด แล้วก็สร้างเป็นชิ้นงานเป็นผลิตภัณฑ์ออกมา ก็จะเกิดเป็นกำไลบ้าง เป็นต่างหูบ้าง เป็นเข็มกลัดบ้าง ที่ทำจากขยะทะเลตรงนี้ แล้วก็สร้างช่องทางในการจำหน่ายให้กับน้อง น้องก็จะมีการไลฟ์ขายบ้าง แล้วก็ไปตามกิจกรรมอะไรต่างๆ บ้าง ก็ทำให้น้องเกิดรายได้ระหว่างเรียน ณ วันนี้ก็คือน้องกลับเข้าสู่ระบบของโรงเรียน เพราะน้องมีรายได้ แล้วอีกอันหนึ่งที่มันน่าสนใจก็คือว่า เราใช้สิ่งที่เป็นฐานทุนของชุมชนตรงนี้เข้ามาบูรณาการในการเรียนรู้ของน้อง” 

“เพราะเวลาเรียนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่เวลาเรียนสามารถเกิดที่ไหนก็ได้ เพียงแต่โรงเรียนเนี่ย ออกแบบให้ตรงกับโจทย์หรือข้อจำกัดของเด็ก 

เพราะฉะนั้นเด็กจะไม่มีภาวะที่เวลาเรียนไม่ครบ 80% แต่เขาสามารถใช้สิ่งที่เขาทำตรงนี้ มาใช้เป็นเวลาเรียนให้กับโรงเรียนได้ แล้วก็สามารถที่จะประเมินจากภาระงาน หรือชิ้นงานที่โรงเรียนได้ออกแบบให้น้องไปทำ กลับมาเป็นผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ให้กับน้องได้ด้วย”

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความเคร่งครัดในการปฎิบัติตามวิถีของศาสนาอิสลาม ที่ให้ความสำคัญกับการแยกเพศเมื่อเข้าสู่วัยบรรลุศาสนภาวะ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์และจริยธรรมตามหลักการ ซึ่งที่โรงเรียนบ้านปากบางมีหลักสูตรอิสลามศึกษาด้วยเช่นกัน โดยเป็นการเรียนการสอนศาสนาควบคู่ไปกับวิชาสามัญตามหลักสูตรแกนกลาง 

“ด้วยความที่ชุมชนปากบางเคร่งครัดในการปฏิบัติตนตามวิถีอิสลาม เมื่อน้องถึงวัยมีประจำเดือน เขาก็ไม่สนับสนุนให้ลูกสาวให้เด็กผู้หญิงมาใช้ชีวิตร่วมกับเพศตรงข้าม จะพาน้องไปเรียนในโรงเรียนสถาบันศาสนาที่ไม่มีการรับรองวุฒิการศึกษา เราก็เลยมีการพูดคุยกับผู้ปกครอง แล้วก็สื่อสารไปที่น้องว่า ในเมื่อบ้านปากบางเรามีหลักสูตรของอิสลามศึกษาอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของอิสลามศึกษาคุณช่วยเอาเด็กไปดูแล แล้วก็ให้ผลการเรียนมากับน้อง ส่วนของวิชาสามัญ โรงเรียนจะให้ชิ้นงานไปกับน้องให้น้องได้ทำโดยผ่านทางผู้ปกครอง ก็เป็นการสร้างข้อตกลงร่วมกัน แล้ว ณ ตอนนี้น้องก็จบป.6 ได้วุฒิป.6 จากโรงเรียนบ้านปากบางไปแล้ว” 

ผอ.ศกลวรรณ เล่าต่อว่า ในสร้างความร่วมมือกับชุมชน อันดับแรกต้อง ‘สร้างความไว้วางใจ’ ซึ่งกันและกัน จากนั้นการออกการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของเด็กให้สามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืนจึงจะเกิดขึ้น 

“เรามองว่าชุมชนต้องช่วยกันจัดการตัวเองด้วย เพราะว่ายังไงก็แล้วแต่เนี่ย เด็กก็คือผลผลิตและลูกหลานของชุมชน แล้วชุมชนจะเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าแต่ละบ้านเด็กเป็นยังไง ในส่วนโรงเรียนก็มีหน้าที่ในการที่จะเสริมความรู้ แล้วก็สร้างเครื่องมือในการที่จะให้เด็กๆ เขาเกิดทักษะ เพราะฉะนั้นอันแรกก็คือ ‘สร้างความไว้วางใจ’ ซึ่งกันและกัน ระหว่างบ้านกับโรงเรียน ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ว่าเราจะต้องช่วยกันในการที่จะดูแลเด็กๆ แล้วก็ ‘เห็นคุณค่า’ ในสิ่งที่ชุมชนมี 

ถ้าเรามองแค่ว่าชุมชนยากจน การศึกษาน้อย เราจะไม่ได้รับการหนุนเสริมอะไรมาจากชุมชนเลย ในพื้นที่บ้านปากบาง เราจึงมีการปรับแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่เป็นภูมิปัญญาหรือปราชญ์ชาวบ้าน ให้เป็นนิเวศการเรียนรู้ให้กับนักเรียน เมื่อเรามองเห็นคุณค่าเหล่านี้ มันก็จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน”

“เราต้องแสดงให้เขาเห็นว่า เราจริงใจนะ เราจริงใจกับเขา ถึงแม้ว่าเราจะต่างศาสนิก เราเป็นผู้บริหารผู้หญิงที่เป็นไทยพุทธ ที่ทำงานอยู่ท่ามกลางชุมชนที่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นการยอมรับในสิ่งเหล่านี้ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า เราไม่ได้มาเปลี่ยนวิถีชีวิต หรือมาเปลี่ยนในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ แต่เรานำสิ่งที่เขามีอยู่ตรงนี้ มาใช้เป็นกรอบในการที่จะทำให้ลูกหลานของเขาได้เรียนรู้ เมื่อชุมชนเห็นว่าเราจริงใจ แล้วก็ยินดีที่จะเดินในวิถีของเขา เขาก็จะให้ความไว้วางใจแล้วก็ให้ความร่วมมือกับโรงเรียน 

แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เมื่อเราทำงานกับชุมชนเนี่ย ชุมชนเขาก็จะเกิดความภาคภูมิใจว่าเราได้เข้าไปช่วยต่อยอด แล้วสานต่อความฝันให้กับชุมชน เพราะฉะนั้นเมื่อโรงเรียนมีการออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องในสิ่งที่ชุมชนเขาเป็น แล้วเขามองว่า เราจะช่วยสานฝันให้กับเขาได้ เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือกับโรงเรียน”

สมรรถนะการจัดการตนเอง (Self-Management) หัวใจหลักของการเรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต

เป้าหมายหลักของการออกแบบการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงวิถีชุมชมกับชีวิตจริงของเด็กนั้น เน้นให้เด็กเกิด ‘สมรรถนะการจัดการตนเอง’ (Self-Management) และระบบการดูแลเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านแนวคิด 4 ตั้ง ได้แก่ ตั้งตน (การตระหนักรู้ในตนเองและเห็นคุณค่าในตนเอง) ตั้งเป้า (การตั้งเป้าหมายและการกำกับตนเอง) ตั้งใจ (การจัดการอารมณ์และความเครียด) และ ตั้งหลัก (ความสามารถในการฟื้นคืนและการปรับตัว)

สมรรถนะดังกล่าวถือเป็นฐานรากสำคัญที่ช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวและเติบโตในสังคมที่มีความเปราะบางได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งลำพังถ้าโรงเรียนทำฝ่ายเดียวคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน ภาคเครือข่าย และคนรอบตัวเด็ก มาร่วมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้เรียน – เห็นคุณค่าในตนเอง เติบโตอย่างมีเป้าหมาย

“แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปตามหลักสูตร ทุกโรงเรียนคาดหวังอยู่แล้วว่า เมื่อเด็กจบหรือการผ่านในแต่ละชั้น เด็กต้องมีผลลัพธ์ผ่านเกณฑ์ตามที่หลักสูตรของโรงเรียนกำหนด แต่ที่เราคาดหวังไปมากกว่านั้นก็คือ การที่เด็กมีสมรรถนะติดตัว ให้เขาสามารถที่จะจัดการตัวเองได้ แล้วสามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มันมีความล่อแหลม หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้เขามีภูมิที่จะคุ้มกันตัวเอง แล้วที่สำคัญก็คือเรามองว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมาประกอบอาชีพในชุมชนของเขา

เพราะว่าอย่างเราเองก็มีลูก ทุกคนที่เป็นพ่อแม่อยากให้ลูกกลับมาอยู่บ้าน แต่เด็กจะเกิดคำถามว่าให้เขากลับมาทำอะไร ไม่มีอะไรให้เขาทำ แต่ถ้าเขามองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ชุมชนมีตรงนี้ ว่าพร้อมที่จะกลับให้เขาได้มาต่อยอด ตรงนั้นคือภาพที่เรามองว่า เราไม่ได้แก้ปัญหาแค่เรื่องการศึกษา แต่เรามองไปถึงมิติของสังคมที่มันกำลังเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เรื่องของการดิ้นรน เรื่องของการแก่งแย่ง เรื่องของอะไรต่างๆ ถ้าวันนึงบ้านเกิดของเขา พร้อมที่จะรับให้เขากลับมา เรามองว่าทุกคนมีความสุข พ่อแม่ยินดีที่จะรอให้ลูกเขากลับมาสานต่อความฝันของเขาตรงนี้ อันนี้ก็คือสิ่งที่เราคาดหวัง” 

ในส่วนของการสร้างสมรรถนะตามหลักสูตร ผอ.ศกลวรรณ มองว่าถ้าการเรียนรู้ช่วยให้เด็กจัดการตัวเองได้ กำกับตัวเองได้ ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ สมรรถนะด้านอื่นๆ สามารถเกิดขึ้นตามมาได้ไม่ยาก 

“ในการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะเรื่องของสมรรถนะ โรงเรียนจะมีการบูรณาการโดยใช้นิเวศการเรียนรู้ชุมชนบ้านปากบางมาเป็นฐานทั้งหมด 10 ฐานการเรียนรู้ โดยดึงเอาสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือวิถีชาวบ้านมาพัฒนาให้เป็นนิเวศที่เด็กสามารถเข้าไปเรียนรู้ ทุกสัปดาห์ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตรงนี้จะถูกกำหนดเป็นคาบการเรียนรู้บูรณาการ โดยใช้กระบวนการของโครงงานฐานวิจัย ที่ทั้งครูและปราชญ์ชาวบ้านจะมาออกแบบร่วมกัน แล้วเราจะนำเด็กลงไปในชุมชน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ในสถานการณ์จริง แล้วก็หาคำตอบด้วยตัวเองค่ะ”

หลังจากนั้นเด็กๆ จะนำสิ่งที่เรียนรู้มาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานตามความสนใจ  เป็นการสร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’ ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และยังสามารถสร้างรายได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น อาชีพการปลดส๊อกแส่ก ที่สร้างมูลค่าจากขยะ หรือ ข้าวดอกราย เมนูพื้นถิ่นที่หากินยาก กลายเป็นเมนูฟิวชั่นที่ใครๆ ก็กินได้

“อย่างเรื่องของส๊อกแส่ก เด็กก็จะได้ตัวผลิตภัณฑ์ออกมา แทนที่ขยะมันจะถูกทิ้งกลับไปในทะเล ก็สามารถเอามาต่อยอดแล้วก็สร้างรายได้ หรือเรื่องของข้าวดอกรายที่เป็นเมนูอาหารพื้นถิ่น คล้ายๆ ข้าวคลุกกะปิหรือข้าวยำอะไรประมาณนี้ สิ่งที่น่าดีใจก็คือว่า มันเป็นเมนูอาหารของคนแก่ที่เด็กๆ อาจจะไม่ชอบ แต่เมื่อเราใส่กระบวนการของโครงงานฐานวิจัยเข้าไป เขาก็มีการไปพัฒนาเมนูเปลี่ยนเป็นซูชิเข้าดอกรายอะไรอย่างนี้ เป็นเมนูที่เขาอยากจะทาน ตรงนี้อย่างน้อยข้าวดอกรายก็ไม่น่าจะหายไปจากชุมชน มันกลายเป็นว่าความสนใจของเด็กกลับไปช่วยแก้ปัญหาให้ชุมชนได้”

เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ เห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว ภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่น่าภูมิใจ

“เด็กสามารถที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้มากขึ้น มีสติอยู่กับตัวเอง แล้วก็กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น” นี่คือสิ่งที่ผู้ปกครองสะท้อนกลับมายัง ผอ.ศกลวรรณ 

“ผู้ปกครองเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกหลานว่า เด็กกลับมาสนใจในครอบครัวของตัวเองมากขึ้น กลับเข้ามาดูว่าพ่อแม่กำลังทำอะไร แล้วก็มาเห็นคุณค่าในสิ่งที่พ่อแม่ทำ เหมือนเรื่องส๊อกแส่กพอเขาลงไปเรียน เขารู้ว่ากว่ามันจะได้สักบาทเนี่ย มันยากนะ กับการที่ต้องอยู่กับของที่มาจากทะเล แล้วไม่ใช่สิ่งที่สะอาด มีกลิ่นของเน่าของเสีย สกปรก พอเขาได้ลงไปสัมผัส เด็กบางคนไม่เคยรู้แล้วไม่เคยลงไปทำเลย แต่พอเราพาเด็กให้เรียนรู้เรื่องแบบนี้ เขาจะเริ่มเห็นคุณค่า แล้วพ่อแม่ก็รู้สึกว่าเขาภูมิใจที่ลูกเขาได้กลับมาเห็นในสิ่งที่เขาทำ”

ในสายตาของผู้อำนวยการโรงเรียนที่พยายามขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ผอ.ศกลวรรณ มองเห็นว่านอกจากเรื่องของการเรียนรู้ที่ดีขึ้น เด็กๆ มีสติและสมาธิจดจ่อใส่ใจกับการเรียนมากขึ้น กล้าที่จะคิดและแสดงความคิดเห็น ที่สำคัญคือ เด็กมีความสุข และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ

“ในกระบวนการของการทำโครงงานฐานวิจัย ในขั้นแรกเราจะใช้ ‘จิตตปัญญา’ ให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่กับตัวเอง รู้ตนว่าตัวเองกำลังทำอะไร แล้วคุณครูเขาก็จะมีการบูรณาการโดยนำหลักของศาสนาอิสลามเข้ามาสอดแทรกให้กับนักเรียน นักเรียนก็จะอยู่นิ่งขึ้น รู้ตนว่ากำลังทำอะไร มีสติที่จะทำอะไร แล้วก็รู้จักที่จะอยู่ในกติกา เราจะมีการวางข้อตกลงก่อนเรียนว่า ลูกจะต้องมีกติกาในห้องเรียนนะ ถ้าลูกจะตอบลูกต้องยกมือ ลูกจะต้องไม่แย่งกันตอบ หรือถ้าเพื่อนพูดหรือครูพูด ลูกจะต้องฟัง อันนี้ก็คือภาพที่มันเห็นจากกระบวนการเรียนการสอน 

หรือในเรื่องของหลักคิดที่เด็กสามารถนำหลักคิดที่คุณครูให้ไว้มาสร้างกระบวนการคิดของตัวเอง มีวิธีการของตัวเองที่จะเดินไปหาคำตอบ ตรงนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าการใช้กระบวนการหรือขั้นของการปฏิบัติ จนถึงขั้นของการถอดบทเรียน 

เด็กเกิดทักษะในการคิดที่ดีขึ้น อยู่กับตัวเองมากขึ้น แล้วที่สำคัญก็คือ เขารู้สึกว่าเขามีพื้นที่ที่ปลอดภัย ครูจะไม่ตัดสินว่า นี่คือสิ่งที่ผิดนะ นั่นคือสิ่งที่ไม่ใช่นะ แต่ครูจะช่วยเติมในสิ่งที่เขาคิด” 

“เมื่อเด็กมีความสุข และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ คุณครูเองก็เกิดความภาคภูมิใจที่เขาสามารถที่จะนำให้เด็กกลับมาเรียนได้ ให้เด็กสามารถที่จะเข้าสู่สังคมได้ หรือผู้ปกครองหันมาให้ความร่วมมือกับโรงเรียนมากขึ้นอย่างนี้ ในฐานะที่เราเป็นผู้บริหารเราก็ภูมิใจ แล้วเสียงสะท้อนอะไรต่างๆ ที่ผู้ปกครองให้กับเรามา และให้การยอมรับในสิ่งที่ราทำ มันเห็นจากสิ่งที่เขาปฏิบัติกับเรา” 

ทั้งหมดนี้ ผอ.ศกลวรรณบอกว่า นอกจากความมุ่งมั่นของผู้บริหารโรงเรียน และความร่วมมือร่วมใจของครูผู้สอน รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องแล้ว การหนุนเสริมจากภาคีเครือข่ายที่มีเจตนารมย์เดียวกันในการพัฒนาสมรรถนะเด็กไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นลมใต้ปีกที่ทำให้โรงเรียนพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“การเข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-A) ของกสศ. ทำให้เราได้รับการหนุนเสริมเครื่องมือ หรือนวัตกรรมต่างๆ ในการทำงาน ซึ่งชื่อของโครงการ ‘พัฒนาตนเอง’ เป็นสิ่งที่ย้ำให้เราได้เห็นว่า การระเบิดจากข้างใน หรือการจัดการตนเองที่มีประสิทธิภาพมันสามารถทำให้โรงเรียนอยู่ได้อย่างยั่งยืน 

บางทีถ้าเรารอที่จะรับการสนับสนุน หรือรอให้คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือ โดยที่ไม่มองศักยภาพตัวเอง ความยั่งยืนต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเราเอาคุณค่าในสิ่งที่เรามี แล้วมองให้ทุกอย่างเป็นมิติและเป็นพลังบวก เราก็สามารถที่จะขับเคลื่อนด้วยคำว่าโรงเรียนพัฒนาตนเองได้”

ที่สำคัญ เมื่อโรงเรียนยืนหยัดจัดการเรียนรู้และเป็นที่พึ่งให้กับผู้ปกครองและชุมชนได้ เด็กๆ ก็จะได้รับการพัฒนาสมรรถนะเพื่อให้เขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นหลักคิดสำคัญของโรงเรียนพัฒนาตนเอง 

“การใช้ชีวิตของคนๆ หนึ่ง นอกเหนือจากความรู้แล้ว เขาต้องมีเกราะในการที่จะคุ้มกันตัวเอง ความรู้ในปัจจุบันหาที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าเขาไม่มีสมรรถนะในการที่จะแยกแยะ หรือสร้างภูมิให้กับตัวเอง ความรู้นั้นมันก็อาจจะถูกใช้ในทางที่ผิด หรือทำให้เขาไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ เพราะฉะนั้นการที่เราพยายามสร้างสมรรถนะให้กับนักเรียน มันน่าจะมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของเด็ก”

Tags:

การจัดการตัวเอง (Self-Management)โรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A)โรงเรียนบ้านปากบางผอ.ศกลวรรณ สุขมีห้องเรียนใบใหญ่ในวิถีปากบางโครงงานฐานวิจัย

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Social Issues
    การจัดการเรียนรู้ในพื้นที่วิกฤติ ห้องเรียนชีวิตจริงที่ชวนเด็กสะท้อนคิดและงอกงามจากภายใน: ครูแจง–จารุวรรณ์ เลิศศรี โรงเรียนบ้านปะทาย

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Transformative learningSocial Issues
    ขับเคลื่อนการศึกษาคุณภาพ ปั้นสมรรถนะ ‘เด็กตงห่อ’ สานต่ออนาคตของภูเก็ต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Dek-Hoo-Jak-Kuam_nologo
    Transformative learningSocial Issues
    ‘เด็กฮู้จักควม’ คิดเป็น ทำเป็น เห็นคุณค่าในตัวเอง เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ    

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Free play
    Social Issues
    ‘เล่นสร้างโลก’ ปั้นเด็กปฐมวัยให้มีสมรรถนะผ่านพื้นที่เรียนรู้และการเล่นอิสระ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Weerathep pomphan-cover
    Life classroom
    ‘เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ เรียนรู้จากชัยชนะ’ นักฟุตบอลทีมชาติที่มีครอบครัวเป็นกองหลัง: วีระเทพ ป้อมพันธุ์

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

Recent Posts

  • ผู้พิทักษ์ต้นการบูร: ปาฏิหาริย์ของการสื่อสารด้วยหัวใจ
  • Beyond Anxiety EP 1: ออกจาก ‘โถงกระจก’ ของสมองซีกซ้าย ที่คอยปั่นหัวให้เราวิตกกังวลไม่รู้จบ
  • ‘ห้องเรียนใบใหญ่ในวิถีปากบาง’ การเรียนรู้ที่ทำให้เด็กรักบ้านและจัดการตัวเองได้: ผอ.ศกลวรรณ สุขมี โรงเรียนบ้านปากบาง
  • Body Dysmorphic Disorder (BDD): เมื่อเสียงภายในคอยตำหนิรูปลักษณ์ภายนอกจนรู้สึกไร้คุณค่า
  • ‘AI Draft, Human Craft’ ไม่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน มนุษย์ยังต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง: อาจารย์สัญญา เศรษฐพิทยากุล

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • August 2026
  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel