Skip to content
ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Dear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily Psychology
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่

Month: August 2026

ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมที่เปลี่ยนความแตกต่างเป็นพลังแห่งการเรียนรู้: ครูเอ็กซ์-ธีรพล ชิณพันธ์ โรงเรียนวัดช่องนนทรี
Creative learning
31 August 2026

ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมที่เปลี่ยนความแตกต่างเป็นพลังแห่งการเรียนรู้: ครูเอ็กซ์-ธีรพล ชิณพันธ์ โรงเรียนวัดช่องนนทรี

เรื่อง The Potential

  • ด้วยบริบทโรงเรียนที่มีนักเรียนต่างชาติต่างภาษาจำนวนมาก ทำให้ ครูเอ็กซ์-ธีรพล ชิณพันธ์ แห่งโรงเรียนวัดช่องนนทรี ต้องหาแนวทางการออกแบบการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กปรับตัวได้ เห็นคุณค่าในตัวเอง และมีเส้นทางเดินต่อไปสู่อนาคต
  • ครูเอ็กซ์พัฒนาชุดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของนักเรียนต่างชาติในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยได้รับทุนจากโครงการ ‘ครูกทม. ปล่อยแสง’ ซึ่งไม่เพียงสอนให้เด็กเรียนรู้เรื่องสิทธิ คุณค่า เป้าหมายชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ยังมุ่งเน้นให้ผู้ปกครองเห็นเส้นทางการศึกษาของเด็ก
  • “ห้องเรียนคือสถานที่แรกที่เด็กจะได้เรียนรู้บทเรียนเรื่องของความแตกต่าง ความหลากหลาย หากครูมองข้ามเชื้อชาติ ความยากดีมีจน มองไปที่ความเป็นมนุษย์ในตัวเด็กแล้ว ความแตกต่าง ความหลากหลายจะไม่ใช่รอยต่อ รอยแบ่งแยก แต่จะเป็นพลังแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน”

“ถ้าวันหนึ่งมีเด็กเดินเข้ามาในห้องเรียน แล้วเขาไม่พูดภาษาไทย นับถือศาสนาที่ไม่คุ้นเคย หรือเติบโตมาในวัฒนธรรมที่แตกต่าง คุณจะมองเด็กคนนี้อย่างไร?

เด็กต่างชาติ เด็กที่มีปัญหา หรือ เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ต้องการโอกาสในการเรียนรู้”

ครูเอ็กซ์ – ธีรพล ชิณพันธ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร เริ่มต้นตั้งคำถามที่อาจไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่กำลังชวนทุกคนให้ทบทวนมุมมองต่อเด็กในโรงเรียนในสังกัด กทม. ที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย ทั้งเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ในเวที Ed Talk (Inspiration-Talk) เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ภายใต้งาน ‘ครูกทม.ปล่อยแสง’ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) 

ในความหลากหลาย เด็กต้องปรับหรือห้องเรียนต้องเปลี่ยน? 

โรงเรียนวัดช่องนนทรีอยู่ในเขตยานนาวา ซึ่งมีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งการค้าและใกล้ย่านเศรษฐกิจหลัก โดยพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกับสาทร สีลม และพระราม 3 ทำให้มีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากเข้ามาอยู่อาศัยตามแหล่งชุมชน เนื่องจากมีค่าครองชีพไม่สูงนัก ห้องเรียนของโรงเรียนวัดช่องนนทรีจึงไม่ได้มีเพียงเด็กไทย แต่ยังมีเด็กจากเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เนปาล อินเดีย ไปจนถึงหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ความหลากหลายเช่นนี้ย่อมเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับคุณครูในการออกแบบการเรียนรู้ที่โอบรับเด็กทุกคน 

ครูเอ็กซ์เล่าว่า ครั้งแรกที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ยอมรับว่ามีความกังวลว่าจะสื่อสารกับเขาอย่างไร พูดกันด้วยภาษาอะไร และจะทำอย่างไรให้เด็กเข้าใจบทเรียนเดียวกัน ทำอย่างไรให้เขามีความสุขหรือสนุกกับกิจกรรมการเรียนรู้ 

“มีตัวอย่างเด็กนักเรียนเคสหนึ่ง เป็นเด็กผู้หญิงที่มาจากประเทศกินี ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา เธอจะมีเสียงที่ค่อนข้างทุ้มต่ำ และไม่ค่อยพูด ไม่สบตาครู เวลาอ่านหนังสือจะขยับแค่ริมฝีปากโดยไม่มีเสียงออกมา พอได้ปรึกษาผู้ปกครองจึงพบว่าเด็กมีบาดแผลทางจิตใจจากการที่เขามีเสียงทุ้มต่ำ”

ช่วงแรก ครูเอ็กซ์พยายามช่วยเหลือเด็กในหลายวิธี ทั้งให้รุ่นพี่ชาวแอฟริกันมาพูดคุย หรือพยายามส่งเด็กไทยที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีเข้าไปชวนพูดคุย แต่สุดท้ายนอกจากไม่ได้ผลแล้ว การพยายามทำให้เด็กรู้สึกว่า ‘ตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง’ ของห้องเรียนอาจกลายเป็นการกดดันเด็กโดยไม่ตั้งใจ

“วันหนึ่งในวิชานาฏศิลป์ ระหว่างแบ่งกลุ่มซ้อมรำ อยู่ๆ เด็กก็ตะโกน เฮ้ ออกมา เราก็เดินไปดู สิ่งที่พบคือเด็กคนนี้กำลังยืนร้องไห้ ขณะที่เพื่อนๆ บอกว่า ‘ครูขาเพื่อนพูดออกมาแล้ว เสียงน่ารักมากเลย’ ในใจตอนนั้นทำได้แค่จับไหล่เด็กเบาๆ และหันไปบอกเด็กๆ คนอื่นว่า ‘ไม่เป็นไรลูก หนูทำดีแล้ว เพื่อนแค่ตกใจ’ จากเหตุการณ์นี้ทำให้รู้เลยว่า ความจริงแล้วเด็กเขาอาจจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ เขาอาจจะอยากเติบโตในมุมที่เขาเลือก เพราะบาดแผลหรือปมบางอย่าง เราก็ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ มันเป็นสิ่งที่เขาต้องก้าวข้ามผ่านไปด้วยตัวเอง” 

ความพยายามในการช่วยเหลือกลับกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ครูเอ็กซ์เริ่มมองปัญหาพฤติกรรมของเด็กแตกต่างไปจากเดิม ขณะเดียวกันกระบวนการพัฒนาครูในโครงการครูกทม.ปล่อยแสง ได้ชวนเขาให้หันกลับมามอง ‘ความเป็นมนุษย์ของตัวเอง’ และเข้าใจว่าผู้เรียนแต่ละคนล้วนมีความแตกต่างเฉพาะตัว ซึ่งทำให้ครูเอ็กซ์ไม่ตัดสินหรือพยายามเปลี่ยนแปลงเด็กอีกต่อไป แต่เลือกที่จะอยู่เคียงข้าง สนับสนุน และรอวันที่เด็กพร้อมจะเปล่งประกายตัวตนด้วยตนเอง 

“เราก็คอยดูการเติบโตและการก้าวเดินของเขาไปเรื่อยๆ สนับสนุนในสิ่งที่เขาต้องได้รับ กระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โรงเรียนมีกิจกรรมชมรมที่เปิดให้เด็กเลือกทำกิจกรรมในสิ่งที่สนใจ เด็กคนนี้ขึ้นมาที่ชมรมเต้น ตอนแรกก็คิดว่าเด็กที่แทบไม่เคยแม้แต่จะพูดจะเต้นได้จริงหรือเปล่า แต่พอเริ่มเปิดเพลงปรากฏว่าเธอเต้นได้ดีมาก เต้นสวยมาก พอถึงเวลาที่ต้องแสดงในงานโรงเรียน คุณครูทั้งโรงเรียนต่างประหลาดใจและดีใจมากที่ได้เห็นเด็กมีความสุขและกล้าแสดงออก” 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งเด็กไม่ได้ต้องการให้ผู้ใหญ่รีบเข้าไปแก้ปัญหา เพียงแต่ต้องการ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เพื่อให้เขาค่อยๆ ก้าวข้ามบาดแผลของตัวเอง

ครูเอ็กซ์เล่าว่า เมื่อเด็กรู้สึกมีความปลอดภัยกับโรงเรียน ปลอดภัยกับคุณครู ปลอดภัยกับเพื่อน เขาจะกล้าแสดงตัวตนออกมา กล้าที่จะเป็นตัวเองและแสดงศักยภาพออกมา ดังนั้นในการจัดการเรียนรู้ ครูต้องไม่เน้นแต่เรื่องเนื้อหาวิชาความรู้ แต่ต้องผลักดันให้เด็กเห็นคุณค่าตัวเอง เห็นศักยภาพและความเป็นตัวตนของตัวเองด้วย

“ตอนนี้ผมเริ่มปรับเปลี่ยนความคิดจากที่เคยคิดว่า เด็กคนนี้ปรับตัวเข้ากับห้องเรียนเราได้หรือยัง เป็นห้องเรียนของเราปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับเด็กคนนี้แล้วหรือยัง” 

ครูเอ็กซ์อธิบายต่อว่า “เราต้องสร้างห้องเรียนเพื่อที่จะรองรับเด็กที่มีความแตกต่างหลากหลาย ต้องสร้างโอกาสและพื้นที่ให้เด็กต่างชาติ ได้พูดภาษาของตัวเอง ได้เล่าถึงวัฒนธรรมตัวเอง ทำให้เขาได้แสดงความเป็นตัวตน ซึ่งเด็กไทยก็จะได้ประโยชน์จากการได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างไปด้วย” 

พัฒนา ‘ชุดกิจกรรม’ รับมือห้องเรียนพหุวัฒนธรรม

นอกจากการปรับห้องเรียนให้รองรับเด็กที่มีความหลากหลาย ครูเอ็กซ์ยังพัฒนาชุดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของนักเรียนต่างชาติในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยได้รับทุนนวัตกรรม จากโครงการ ‘ครูกทม. ปล่อยแสง’

“สาเหตุที่เลือกนำปัญหาของสังคมพหุวัฒนธรรมมาส่งเสริม เนื่องจากเคยได้รับโอกาสจากสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครและจุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัยให้เข้าร่วมโครงการครูอาสาสอนภาษาและวัฒนธรรมไทยที่วัดไทยในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่นเราได้พบกับพี่น้องชาวไทยที่ต่างหอบหิ้วโอกาสและความฝันข้ามน้ำข้ามทะเลไปเพื่อมองหาชีวิตที่ดีกว่า ผมได้เรียนรู้ รับฟัง และสัมผัสว่าการต้องอยู่ต่างที่ต่างถิ่นลำบากเพียงใด เขามองอนาคตแบบไหน เข้าใจเลยว่าการไปอยู่โดยที่ไม่ได้เป็นพลเมืองประเทศเขารู้สึกอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทำให้เราอยากช่วยเหลือคนชาติอื่นที่มาอยู่ประเทศเรา”

สิ่งที่น่าสนใจในชุดกิจกรรมเพื่อการปรับตัวของนักเรียนต่างชาติ คือ การไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เด็ก แต่ให้ความสำคัญและเริ่มต้นทำกิจกรรมกับ ‘ผู้ปกครอง’

ครูเอ็กซ์ เล่าว่า ที่ผ่านมางานวิจัยจำนวนมากมักมุ่งเน้นที่ตัวเด็ก ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว ครอบครัวคือปัจจัยสำคัญในการผลักดันอนาคตทางการศึกษา เด็กจะก้าวไปสู่จุดที่สูงขึ้น ต้องมีผู้ปกครองสนับสนุน ดังนั้นเป้าหมายแรกคือ ผู้ปกครองต้องเข้าใจและรู้ก่อนว่าโอกาสทางการศึกษาของลูกเขาจะเดินไปได้ไกลขนาดไหน หรือประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง หลายคนไม่รู้ว่าถ้าลูกเรียนจบปริญญาตรี เขาสามารถขอสัญชาติไทยได้ ความรู้เหล่านี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเห็นเส้นทางการศึกษาของลูกหลาน เข้าใจโอกาสที่มีอยู่ในประเทศไทย 

ขณะเดียวกัน เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้เรื่องสิทธิ คุณค่าในตัวเอง เป้าหมายชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่หลากหลาย

“ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ เด็กๆ เริ่มมองเห็นอนาคตของตัวเอง และรู้ว่าต้องเดินไปอย่างไรเพื่อไปถึงจุดนั้น เช่น บางคนอยากเป็นหมอ ก็เริ่มรู้ว่าสิ่งที่เขาต้องโฟกัสคืออะไร วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เริ่มมีจุดมุ่งหมายและรู้ว่าต้องดึงทรัพยากรอะไรในโรงเรียนมาใช้เพื่อพาตนเองไปสู่เป้าหมายนั้น 

และสิ่งหนึ่งที่ทีมจะพูดกับผู้ปกครองและเด็กเสมอ คือ ครูเป็นเพียงคนที่ถือไฟส่องทางให้ ส่วนจะเดินไปถึงปลายทางหรือไม่นั้นอยู่ที่ตัวผู้ปกครองและเด็ก”

ต้องยอมรับว่าหลายครั้งที่กระแสสังคมมักตั้งคำถามว่า “ทำไมประเทศไทยต้องช่วยเหลือหรือให้การศึกษาเด็กต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติ” ประเด็นนี้ ครูเอ็กซ์ ชวนมองในอีกมุมว่า การส่งเสริมให้เด็กแรงงานข้ามชาติได้รับการศึกษาและเติบโตเป็น ‘คนที่มีคุณภาพ’ อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสิทธิมนุษยชน แต่คือการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศในระยะยาว

“อยากให้มองว่าห้องเรียนคือภาพสะท้อนของสังคมในอนาคต ท่านคิดว่าอยากให้บุตรหลานของเราอยู่ในสังคมแบบไหน สังคมที่หวาดระแวง หวาดกลัวความแตกต่าง เชื้อชาติที่หลากหลาย หรือสังคมที่เคารพและเรียนรู้ความแตกต่าง ความแตกต่างไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ไข แต่เป็นความจริงที่เราต้องเรียนรู้และอยู่ร่วมกัน หากเราสามารถส่งเสริมให้เด็กกลุ่มนี้เป็นคนที่มีการศึกษาก็จะเพิ่มกำลังคนที่มีคุณภาพให้ประเทศได้ แต่ถ้าเด็กกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงการศึกษา ติดอยู่ในวงจรยากจน สุดท้ายเขาก็จะเป็นปัญหาสังคมในอนาคต”

สุดท้ายเมื่อถามว่า โรงเรียนวัดช่องนนทรีมีเด็กแตกต่างหลากหลายเชื้อชาติมากเช่นนี้ มีปัญหาการบูลลี่เด็กต่างชาติบ้างหรือไม่?

ครูเอ็กซ์ตอบว่า มีแน่นอน แต่สิ่งที่โรงเรียนทำคือส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ถึงความหลากหลาย เริ่มจากการให้ทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเอง สอนให้รู้ว่าทุกคนมีสิทธิมนุษยชนเท่ากัน ทุกคนเกิดมาบนโลกใบนี้มีสิทธิในการใช้ชีวิต รักษาพยาบาล และมีสิทธิในการเล่าเรียน เมื่อเขารู้ว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน พอมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เขาก็จะเคารพในสิทธิของตัวเองและผู้อื่น ทุกวันนี้ปัญหาบูลลี่ลดน้อยลงมาก ไม่ใช่เพราะความหลากหลายหายไป แต่เพราะเด็กเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันและเติบโตมากับความแตกต่างจนกลายเป็นเรื่องปกติ

“ห้องเรียนคือสถานที่แรกที่เด็กจะได้เรียนรู้บทเรียนเรื่องของความแตกต่าง ความหลากหลาย หากครูมองข้ามเชื้อชาติ ความยากดีมีจน มองไปที่ความเป็นมนุษย์ในตัวเด็กแล้ว ความแตกต่าง ความหลากหลายจะไม่ใช่รอยต่อ รอยแบ่งแยก แต่จะเป็นพลังแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์”

ภายใต้บริบทเฉพาะของโรงเรียนวัดช่องนนทรี นี่คือภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่า เมื่อคุณครูเปิดใจยอมรับความแตกต่างและเข้าใจผู้เรียนในฐานะมนุษย์ ห้องเรียนจะกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กทุกคนสามารถฝันถึงอนาคตได้เท่าเทียมกัน

Tags:

ครูเอ็กซ์-ธีรพล ชิณพันธ์ครูปล่อยแสงแนวทางการออกแบบการเรียนรู้ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมโรงเรียนวัดช่องนนทรี

Author:

illustrator

The Potential

กองบรรณาธิการ The Potential

Related Posts

  • Everyone can be an Educator
    ‘ครูโอ๋ – พิมพ์ใจ พันวินิต’ ศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข การศึกษาที่ออกแบบจากหัวใจแม่ แด่…ลูกคนพิเศษ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Creative learning
    ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ คุณธรรมที่เด็กออกแบบเองและพกกลับบ้านได้: โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Unique TeacherCreative learning
    ‘ครูพลอย พิชัยยา’ ครูที่มีอยู่จริงของเด็กปฐมวัย ผู้เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้กลายเป็นฐานทุนชีวิต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Education trend
    Gamification EP1: ‘เกม’ กับ ‘การศึกษา’ เปลี่ยนความน่าเบื่อให้เป็นเรื่องสนุกท้าทาย โดยไม่ทำลายความรักเรียน

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • SpaceCreative learning
    วิดีโอเกมจะกลายมาเป็นบทเรียนได้อย่างไร

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Spider-Man Brand New Day: เมื่อฮีโร่บอกกับเราว่า ‘ความเป็นมนุษย์’ ต่างหาก คือพลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทุกคนมี
Movie
28 August 2026

Spider-Man Brand New Day: เมื่อฮีโร่บอกกับเราว่า ‘ความเป็นมนุษย์’ ต่างหาก คือพลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทุกคนมี

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Spider-Man Brand New Day บอกเล่าเรื่องราวบทใหม่ของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเป็นเวลากว่าสี่ปี และอุทิศตนให้กับการปกป้องนิวยอร์กในฐานะ ‘สไปเดอร์แมน…เพื่อนบ้านที่แสนดี’
  • ปีเตอร์เผชิญภาวะ Sensory Overload ที่ระบบประสาทได้รับข้อมูลมากเกินกว่าที่สมองจะรับมือไหว ส่งผลให้เขาเริ่มสูญเสียการควบคุมตัวเอง และอาจกลายเป็น ‘ปีศาจ’ ในไม่ช้า
  • ไฮไลต์สำคัญ จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ฉากต่อสู้ระหว่างสไปเดอร์แมนกับผู้มีพลังเหนือมนุษย์ แต่เป็นการต่อสู้กับตัวตนข้างในที่ทั้งดื้อดึง เจ็บปวด และค่อยๆ ดิ่งลงเหววันแล้ววันเล่า

[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]

“การแยกตัวเป็นเวลานานหรือบาดแผลทางอารมณ์ อาจเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน คุณเพิ่งเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจมาหรือเปล่า?”

‘อีวี’ (E.V.I.E.) ระบบปัญญาประดิษฐ์ผู้ช่วยของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ (Spider-Man) เอ่ยถามขึ้นด้วยความห่วงใย เพราะระบบของเธอตรวจพบว่า เจ้านายกำลังแบกรับปัญหาหนักอึ้งทางจิตใจที่เรื้อรังจนเกินรับมือ

Spider-Man: Brand New Day ภาพยนตร์ภาคล่าสุดในแฟรนไชส์ไอ้แมงมุม บอกเล่าเรื่องราวบทใหม่ของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ หลังเขาตัดสินใจขอร้องให้ ด็อกเตอร์สเตรนจ์ (Dr. Strange) ร่ายมนตร์ลบตัวตนและความทรงจำเกี่ยวกับเขาออกไปจากจิตใจของผู้คนทั่วโลก เพื่อหยุดยั้งหายนะครั้งใหญ่ที่มีต้นเหตุมาจากตัวเขาเอง ผลลัพธ์จากตัวเลือกนั้นส่งผลให้ปีเตอร์ต้องจ่ายราคาแพงลิบด้วยการใช้ชีวิตเพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยว และทุ่มเทกายใจให้กับการปกป้องนิวยอร์กในฐานะ ‘สไปเดอร์แมน…เพื่อนบ้านที่แสนดี’ อย่างเต็มตัว

ทว่าเมื่อภาระหน้าที่ทวีความหนักหน่วง การอยู่ตัวคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเป็นเวลากว่า 4 ปี พร้อมกับปมบาดแผลในอดีตที่คอยตามมาหลอกหลอน แรงกดดันสะสมทั้งหมดจึงเริ่มส่งผลกระทบต่อจิตใจ และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้าง DNA เหนือมนุษย์ของเขาอย่างคาดไม่ถึง ปีเตอร์พบว่าตนเองเริ่มมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เขาเริ่มสูญเสียการควบคุมพลัง และสุ่มเสี่ยงกับการก้าวข้ามเส้นแบ่งจากการเป็น ‘ฮีโร่’ ไปสู่การกลายเป็น ‘ปีศาจ’ ในไม่ช้า

แต่ก่อนจะดำดิ่งไปกับเหตุการณ์ในภาคนี้ ผมขอสารภาพตามตรงว่า… ผมไม่ชอบนิสัยของสไปเดอร์แมนเวอร์ชันนี้เท่าไรนัก

ย้อนกลับไปใน Homecoming เขาหมกมุ่นอยู่กับการพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ โทนี สตาร์ก (Iron Man) ยอมรับ ผ่านการแอบปฏิบัติภารกิจปกป้องเมืองนิวยอร์กด้วยตัวเอง แม้แฟนๆ อาจมองว่าเขาช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าระหว่างทาง ความวู่วามของเขาได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ไปมากมายเพียงใด

พอมาถึง Far From Home เขาก็สละความรับผิดชอบด้วยการไว้ใจวายร้ายในคราบคนดีอย่าง มิสเตริโอ (Mysterio) ถึงขั้นมอบ ‘แว่น EDITH’ (ของขวัญจากโทนี สตาร์ก) ที่สามารถสั่งการฝูงโดรนสังหารและเทคโนโลยีระดับโลกให้ไปอยู่ในมือคนผิด จนกลายเป็นชนวนเหตุของความวุ่นวาย รวมถึงการถูกใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกร พร้อมถูกแฉตัวตนที่แท้จริงต่อหน้าคนทั้งโลก

ซ้ำร้าย ความผิดพลาดระลอกใหญ่นั้นก็ลามมาถึง No Way Home เมื่อเขาถูกสังคมรุมประณาม และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยัง  ‘เอ็มเจ’ แฟนสาว และ  ‘เนด’ เพื่อนรัก ให้พลอยติดร่างแหปฏิเสธสิทธิเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง MIT (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์) ทว่าแทนที่จะยื่นเรื่องอุทธรณ์ตามขั้นตอนของระบบอย่างมีสติ ปีเตอร์กลับเลือกทางลัดด้วยการขอให้ ด็อกเตอร์สเตรนจ์ ร่ายคาถาเพื่อให้คนทั้งโลกลืมตัวตนของเขา และในระหว่างการทำพิธี ปีเตอร์กลับละเมิดข้อห้ามสำคัญด้วยการเอ่ยปากแทรกแซงการร่ายมนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะอยากให้คนใกล้ตัวบางคนยังจำเขาได้ 

“เราช่วยกันต่อสู้มาอย่างหนัก ฉันชอบลืมว่าเธอก็เป็นแค่เด็ก ฟังนะ ปัญหาไม่ใช่มิสเตริโอ แต่เป็นเธอที่พยายามใช้สองชีวิต ทำแบบนั้นนานเท่าไร ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น เชื่อฉันเถอะ” ด็อกเตอร์สเตรนจ์ กล่าว

ความไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลังในวันนั้น จึงเปิดประตูมิติชักศึกเข้าบ้าน ดึงดูดวายร้ายจากทั่วมัลติเวิร์สที่รู้จักปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ในฐานะสไปเดอร์แมนมารวมตัวกัน จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมต่างๆ โดยเฉพาะฉากบีบหัวใจผมสุดๆ นั่นคือการสูญเสียตัวละครโปรดอย่าง ‘ป้าเมย์’ ญาติผู้ใหญ่ ผู้เป็นครอบครัวและที่พึ่งทางใจของปีเตอร์ ก่อนที่เรื่องราวจะจบลงด้วยการที่เขายอมแลกทุกสิ่ง แล้วปล่อยให้ด็อกเตอร์สเตรนจ์ร่ายคาถาใหม่อีกครั้งโดยไม่เข้าไปรบกวน

สำหรับเรื่องราวในภาคนี้ ผมมองว่าไฮไลต์ไม่ได้อยู่ที่การที่เขาต้องต่อสู้กับ The Hulk หรือสาวน้อยผู้มีพลังจิตเหนือโลก อย่าง จีน เกรย์ แต่เป็นการต่อสู้กับตัวตนข้างในที่ทั้งดื้อดึง เจ็บปวด แหลกสลาย และค่อยๆ ดิ่งลงเหววันแล้ววันเล่า

ภายใต้หน้ากากแมงมุม ปีเตอร์ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวกว่า 4 ปี ทำงานจับคนร้ายไม่พัก จนตำรวจหญิงที่เขาเรียกว่า ‘เดอวูลฟ์’ มักเตือนเขาตลอดทั้งเรื่องให้หาเวลาพักผ่อนหรือหา ‘เพื่อนจริงๆ’ สักคน ซึ่งหากใครได้ดูภาพยนตร์จะเห็นว่า ตัวของเดอวูลฟ์เองถ้าไม่ทำงาน เธอก็มักจะใช้เวลาอยู่กับลูกสองคนเสมอ 

แต่ก็ใช่ว่าปีเตอร์จะไม่รับฟังเธอเลย เพราะเขาเองก็แอบเนียนไปงานปาร์ตี้ขึ้นบ้านใหม่ (อพาร์ตเมนต์) ของเอ็มเจกับเนด ทว่าตอนที่ทั้งสามคนพบกัน ปีเตอร์กลับไม่กล้าบอกแม้กระทั่งชื่อจริงของตัวเอง ซ้ำร้ายเขายังเห็นภาพสะเทือนใจที่อดีตหวานใจจุมพิตกับแฟนหนุ่มคนใหม่ต่อหน้าต่อตา

ผลกระทบของการทำงานหนักโดยไม่หยุดพัก การใช้ชีวิตลำพังเป็นเวลานาน และการเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำซาก ส่งผลให้ปีเตอร์มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ฮอร์โมนแมงมุมในร่างกายพุ่งกระฉูดจนมีประสาทสัมผัสอันละเอียดอ่อนแบบเดียวกับแมงมุม แถมยังผลิตใยธรรมชาติได้เองอีกด้วย ทว่าสิ่งน่ากังวลที่สุด คือการที่เขาเริ่มสูญเสียการควบคุมทั้งด้านพลังและสภาวะจิตใจ

“การแยกตัวเป็นเวลานานหรือบาดแผลทางอารมณ์อาจจะเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน คุณเพิ่งเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจมาหรือเปล่า คุณสบายดีหรือเปล่า ปีเตอร์ คุณดูไม่ปกติ ฉันขอแนะนำให้คุณพักเพื่อปรับสมดุลตัวเอง” อีวี (E.V.I.E.) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ แนะนำปีเตอร์ด้วยความเป็นห่วง

สิ่งที่น่าสนใจคือ อีวีวิเคราะห์ความผิดปกติของเจ้านายลึกลงไปด้วยว่า ปีเตอร์เกิดภาวะที่เรียกว่า Sensory Overload หรือภาวะที่ระบบประสาทได้รับข้อมูลจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 มากเกินกว่าที่สมองจะรับมือ ประมวลผล และจัดการได้ทัน ส่งผลกระทบต่อทั้งอารมณ์และร่างกายอย่างชัดเจน ดังเช่นเหตุการณ์ที่เขาตั้งใจจะจับตัวเดอะสกอร์เปียนที่ถูกจีน เกรย์ ใช้พลังจิตควบคุม แต่แล้วเขากลับสติหลุดและระเบิดอารมณ์โกรธออกมาอย่างบ้าคลั่ง จนตำรวจคนหนึ่งถูกลูกหลงบาดเจ็บสาหัสท่ามกลางความหวาดผวาของผู้เห็นเหตุการณ์ 

นอกจากนี้ อีวียังได้แสดงหน้าจอเพื่ออธิบายถึงผลกระทบจากภาวะดังกล่าวด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ ที่น่าสนใจด้วย ไม่ว่าจะเป็น Stress (ความเครียด), Angry outbursts (การระเบิดอารมณ์โกรธ),  Waiting to escalate (รอเวลาที่อารมณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น), Overwhelmed (รู้สึกท่วมท้น / รับไม่ไหว), Anxiety (ความวิตกกังวล), Hide (การหลบซ่อน) และ Reduced eye contact (การสบตาน้อยลง / หลบตา)

ยิ่งไปกว่านั้น ผมสังเกตว่าตัวละครสมทบทุกตัวในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ล้วนมองเห็นความผิดปกติในจิตใจของปีเตอร์ น่าเสียดายที่ตัวเขาเองกลับมองข้าม และตอกย้ำกับตัวเองเสมอว่า ‘ไหว’ และ ‘เอาอยู่’ 

นั่นทำให้ผมนึกถึงความจริงอันโหดร้ายที่ว่า…บางครั้ง คนเราก็พร้อมจะยื่นมือไปช่วยเหลือทุกคนในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องของตัวเองที่ไม่เคยคิดจะโอบกอดหรือช่วยเหลือเลย

เพราะแม้ร่างกายและจิตใจของปีเตอร์จะส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง แต่เขากลับเลือกแก้ปัญหาผิดจุดด้วยการกดทับความเจ็บปวดเอาไว้ เขาพยายามสร้างอุปกรณ์ยับยั้งและกดการแสดงออกของ DNA เหนือมนุษย์ที่เขามองว่าเป็น ‘ด้านไม่ดี’ ผ่านการขอคำแนะนำจาก ดร.แบนเนอร์ (The Hulk)  ทว่าเขากลับลืมนำคำพูดชวนคิดของ ดร.แบนเนอร์ มาตั้งคำถามกับตัวเองว่า 

“แล้วตัดสินยังไงล่ะว่าธรรมชาติส่วนไหนดีหรือว่าแย่ ถ้าสิ่งที่เธอพยายามควบคุมมันคือสิ่งที่ควรจะแสดงออกได้น่ะ” 

ประเด็นต่อมาคือพฤติกรรมชอบคิดและตัดสินใจแทนคนอื่น โดยอ้างว่าตนเอง ‘หวังดี’ ปีเตอร์มักคิดว่าการที่เขาผิดสัญญาที่เคยให้ไว้กับเอ็มเจและเนดว่าจะทำทุกวิถีทางให้ทั้งคู่จำเขาได้นั้น…เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะเขาคิดเอาเองว่ามันจะช่วยปกป้องให้ทั้งคู่อยู่ห่างจากอันตรายรอบตัว แต่ในมุมของผม สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องซาบซึ้งหรือโรแมนติกเลย กลับกันมันคือ ‘ความขี้ขลาด’ ของปีเตอร์เองต่างหาก เพราะลึกลงไป เขาแค่ไม่กล้าเผชิญหน้าและรับมือกับความจริงที่ว่า เขาอาจถูกทั้งคู่ปฏิเสธสายสัมพันธ์ในอดีต เขากลัวว่าความจริงนี้จะจี้ใจดำจนเกิดแผลซ้ำสอง จนลืมเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิที่เอ็มเจกับเนดควรจะได้รับ ดังฉากที่เอ็มเจบังเอิญได้อ่านจดหมายที่ปีเตอร์เขียนอธิบายความจริงทั้งหมด…แต่ไม่เคยกล้าพอที่จะส่งให้เธอสักครั้ง

“เธอช่วยถอดหน้ากากได้ไหม…ฉันควรมีสิทธิได้คุยกับปีเตอร์ พาร์คเกอร์…ใช่สิ เธอก็แค่ตัดสินใจแทนไปแล้ว ฉันไม่ได้อยากให้เธอเอาแต่พูดว่าขอโทษ ฉันอยากให้เธอบอกว่าทำไมทำแบบนี้กับฉัน มันไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินใจแทน ฉันเข้าใจนะ เธอทำในสิ่งที่เธอต้องทำเพื่อปกป้องฉัน และเรื่องนั้นฉันรู้สึกขอบคุณมาก แต่ฉันไม่ได้รักเธอ เพราะฉันไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ” เอ็มเจ กล่าว

ส่วนคู่ปรับของสไปเดอร์แมนในภาคนี้อย่าง จีน เกรย์ ผมชอบคำพูดหนึ่งที่เธอกล่าวสวนปีเตอร์หลังจากที่เขาเรียกเธอว่าปีศาจ 

“แล้วนายรู้ไหมว่านายเป็นใคร…เวลานายจะหมดแล้วปีเตอร์ อีกไม่นาน จะไม่ใช่แค่เพื่อนๆ ที่จำปีเตอร์ พาร์กเกอร์ไม่ได้ นายน่าจะเขียนจดหมายถึงตัวเอง…ใครเป็นปีศาจกันแน่…ปีเตอร์” 

การที่ปีเตอร์ด่าจีนว่าเป็นปีศาจ แท้จริงแล้วคือการฉายภาพสะท้อนความดำมืดในใจตัวเองออกไปใส่คนอื่น เพราะเขาเองก็เคยทำร้ายคนอื่น และเคยเกือบตกเป็นฆาตกรสังหารตัวร้ายในภาคก่อนอย่าง กรีน ก็อบลิน (นอร์แมน ออสบอร์น) ที่ฆ่าป้าเมย์อย่างเลือดเย็น โชคดีที่สไปเดอร์แมน (รับบทโดย โทบีย์ แมไกวร์) เข้ามาขวางไว้ทัน รวมถึงการลงมือเกินกว่าเหตุต่อเดอะสกอร์เปียนในภาคนี้ ซึ่งทั้งหมดทำให้ผมนึกถึงคำพูดของสไปเดอร์แมน (รับบทโดย แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) ที่เคยกล่าวเตือนเขาในภาคที่แล้วว่า 

“ฉันสูญเสียเกว็น เธอคือเอ็มเจของฉัน ฉันช่วยเธอไม่ได้ ฉันไม่สามารถยกโทษให้ตัวเอง แต่ฉันอยู่ต่อมา พยายามอยู่ให้ได้ พยายามจะเป็นสไปเดอร์แมนเพื่อนบ้านที่แสนดี เพราะฉันรู้ว่านั่นคือสิ่งที่เธอต้องการ แต่ถึงจุดหนึ่งฉันก็เลิกยั้งกำปั้น ฉันโกรธแค้น ฉันยิ่งขมขื่น ฉันไม่อยากให้นายเป็นเหมือนฉัน”

กว่าที่ปีเตอร์จะเริ่มคิดได้ คือตอนที่เขารู้ว่าตนเองถูกองค์กรของรัฐบาลอย่าง ‘ดาเมจ คอนโทรล’ หลอกใช้ ไม่ต่างจากที่เขาเคยถูกมิสเตริโอปั่นหัว เพราะองค์กรนี้จับตัวพี่สาวของจีนไปทรมานจนเสียชีวิต สร้างความโกรธแค้นแก่จีนเป็นอย่างมาก ปีเตอร์ตัดสินใจยื่นมือช่วยเหลือจีนด้วยความสำนึกผิด เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เธอต้องก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความขมขื่นแบบเดียวกับเขา ก่อนที่ภาพยนตร์จะนำเสนอจุดเปลี่ยนสำคัญในการเยียวยาหัวใจของทั้งคู่ได้อย่างงดงาม ผ่านฉากที่จีนใช้พลังจิตท่องเข้าไปในจิตใจของปีเตอร์ แล้วได้สัมผัสกับความทรงจำอันแสนอบอุ่นระหว่างเขากับป้าเมย์

“เฮ้ นี่หลานคิดว่า ไม่ต้องฟังป้าแล้วเพราะหลานมีพลังพิเศษเหรอ รู้ไหม เรื่องทั้งหมดนี้มันจะน่ากลัวมากเลย รู้ใช่ไหม แล้วอะไรก็เปลี่ยนได้ เปลี่ยนเร็วมากด้วยในแบบที่เราจินตนาการไม่ออกเลยตอนนี้ แต่ไม่…ป้าไม่คิดว่าหลานรู้ 

หลานเป็นคนที่พิเศษมาก และป้าหวังว่านั่นจะทำให้หลานรู้สึกดีกับตัวเองเสมอ แต่ป้ารู้บางครั้งมันไม่เป็นอย่างนั้น บางครั้งหลานจะรู้สึกโดดเดี่ยว และบางทีก็เพราะว่าเป็นคนพิเศษ คนเราเลยทำเรื่องดำมืด และร้ายกาจใส่หลาน 

แต่นี่คือสิ่งที่ป้าอยากให้หลานรู้ หลานสวยงาม แล้วคนที่เขารักหลาน พวกเรารักหลานไม่ใช่เพราะหลานพิเศษ แต่เพราะหลานคือหลาน ป้าอยากให้หลานจำไว้ แม้แต่ตอนที่หลานรู้สึกโดดเดี่ยว นั่นคือความรับผิดชอบสูงสุดของหลาน อย่าลืมเด็ดขาด ไม่ว่าหลานจะทรงพลังขึ้นอีกแค่ไหน” ป้าเมย์ กล่าว

เมื่อภาพยนตร์จบลง ด้วยจิตวิญญาณที่เติบโตขึ้นของปีเตอร์ เขาตัดสินใจที่จะไม่แบกรับเรื่องราวหนักหน่วงไว้เพียงคนเดียวอีกต่อไป เขาให้โอกาสตัวเองได้หยุดพักจากการไล่จับอาชญากร…แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ เขากล้าเข้าหาเนดด้วยใบหน้าที่ไร้หน้ากากปิดบังตัวตน ทั้งยังเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยสายตาคู่ใหม่ นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าเขาได้กลับมาใช้ชีวิตในฐานะ ‘มนุษย์’  จริงๆ เสียที

“ผมคิดทบทวนเรื่องที่ป้าพูดแล้ว ป้าคงดีใจที่รู้ว่าผมตัดสินใจที่จะไม่ทำเรื่องนี้คนเดียวอีกต่อไปแล้วล่ะ ผมคิดถึงป้านะ ป้าเมย์” ปีเตอร์ กล่าวหน้าหลุมศพป้าเมย์

นอกจากนี้ ผมยังสะท้อนคิดด้วยว่า ‘ฮีโร่’ อาจไม่ได้หมายถึงผู้ที่มีพลังเหนือมนุษย์และสามารถสยบวายร้ายได้อยู่หมัด แต่คือคนๆ หนึ่งที่กล้ายอมรับความเปราะบางของตัวเอง ในวันที่อ่อนแอก็ยินยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยเยียวยาหัวใจที่แตกสลาย ในวันที่เข้มแข็งก็พร้อมโอบกอดผู้อื่นด้วยความเข้าอกเข้าใจ 

…เพราะท้ายที่สุด ‘ความเป็นมนุษย์’ ต่างหาก คือพลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราทุกคนมี

Tags:

ภาพยนตร์SpidermanSpiderman Brand New Day

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    A Real Pain: ความเจ็บปวดที่แท้จริงคือสิ่งที่ที่กดไว้จนบาดลึกอยู่ในใจ

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Instant family: ได้โปรดให้เวลาพวกเราหน่อยนะ 

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    A Beautiful Day in the Neighborhood: เมื่อความแหลกสลายในอดีตมาครอบงำจิตใจ จงปลดปล่อยตัวเองจากความโกรธ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Billy Elliot: ความฝันนอกกรอบ และความรักของพ่อผู้ยอมหักหลังตัวเองเพื่อลูกชาย

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Dear ParentsMovie
    Coco (2017): สิทธิที่จะรู้ความจริง และสิทธิที่จะเลือกชีวิตตัวเอง

    เรื่องและภาพ พิมพ์พาพ์

‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด…’ พฤติกรรมของคนใกล้ตัวส่งผลกระทบต่อชีวิตเรามากน้อยเพียงใด
How to enjoy life
27 August 2026

‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด…’ พฤติกรรมของคนใกล้ตัวส่งผลกระทบต่อชีวิตเรามากน้อยเพียงใด

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • พฤติกรรมของคนรอบตัวส่งผลต่อเราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือพฤติกรรมทางสังคม เช่น งานวิจัยพบว่า หากมีเพื่อนคนหนึ่งอ้วน โอกาสที่เพื่อนจะอ้วนตามเพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
  • ความไม่ซื่อสัตย์ก็ติดต่อกันได้ผ่านสังคม การรับรู้ว่าคนอื่นจ่ายสินบนหรือโกง ทำให้เรามองว่าพฤติกรรมนั้นยอมรับได้มากขึ้น และมีแนวโน้มทำตาม โดยเฉพาะเมื่อคนที่ทำเป็นคนในกลุ่มเดียวกัน
  • สิ่งแวดล้อมและการเลือกคบคนจึงสำคัญมาก เพราะบรรทัดฐานของกลุ่มสามารถเปลี่ยนความคิดและการตัดสินใจของเราได้ สอดคล้องกับสุภาษิต ‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล’

มีสุภาษิตไทยว่า ‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล’ หากไม่มองเฉพาะเรื่องความรู้ การคบคนส่งผลกระทบกับชีวิตเรามากน้อยเพียงใด มีงานวิจัยบอกอะไรเราบ้างหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ บทความนี้จะพาไปดูรายละเอียดในบางแง่มุมกัน ซึ่งอาจจะทำให้เห็นได้ว่า การเลือกคบคนสำคัญมากเพียงใดในการทำให้เราบรรลุสิ่งดีๆ ในชีวิตได้ 

รายงานจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า หากนับจนถึง ค.ศ. 2022 มีประชากรโลกราว 1 ใน 8 ที่มีภาวะอ้วน พูดอีกอย่างคือมีคนอยู่มากกว่า 1,000 ล้านคนในโลกนี้ที่อ้วน ซึ่งมากขึ้นเป็น 2 เท่าหากเทียบกับ ค.ศ. 1990 โดยหากดูเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น พบว่าเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าทีเดียว

ในจำนวนนี้หากนับว่ามีคนที่ ‘น้ำหนักเกินมาตรฐาน’ (นับเฉพาะอายุ 18 ปีขึ้นไป) ก็จะมีมากถึง 2,500 ล้านคน ตัวเลขอัปเดตมากขึ้นไปอีกคือ ใน ค.ศ. 2024 มีเด็กอายุไม่ถึง 5 ปีมากถึง 35 ล้านคนที่น้ำหนักเกิน เรียกว่ามีน้ำหนักเกินกันตั้งแต่อายุยังน้อยทีเดียว [1]  

มีงานวิจัยที่ทำโดยทีมที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่าราว 35% ของผู้หญิงที่ร่วมการทดลองนี้  รู้สึกว่าเพื่อนๆ สนับสนุนน้อยมากหรือไม่สนับสนุนกับความพยายามลดน้ำหนักของพวกเธอเลย  

การศึกษาดังกล่าวที่ทำในคน 12,067 คน โดยติดตามข้อมูลความเกี่ยวข้องทางสังคมและครอบครัวรวม 38,611 ความสัมพันธ์ โดยดูทั้งอิทธิพลของเพศสภาพ การสูบบุหรี่ สถานทางสังคม และระยะห่างระหว่างกันทางภูมิศาสตร์ ทำให้พบว่า หากว่ามีใครสักคนในสายสัมพันธ์ที่อ้วน ก็มี ‘โอกาส’ ที่เพื่อนคนอื่นจะอ้วนตามไปด้วย ‘เพิ่มขึ้น’ ราว 57% 

ในกรณีของญาติพี่น้องจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 40% และหากเป็นคู่สมรสก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันคือราว 37% แต่อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ หากเป็นเพื่อนบ้านของคนนั้น แต่ไม่อยู่ ‘เครือข่ายสังคม’ ของคนที่อ้วนนั้น ก็จะไม่มีผลใดๆ ช่วยยืนยันว่าเป็นผลจากการเข้าสังคมระหว่างกันจริงๆ [2]     

กรณีของเพศหญิงชายส่งผลอย่างไรบ้าง?

พบว่าหากเป็นเพศเดียวกัน เมื่อคนหนึ่งอ้วนก็จะมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้น 71% ที่เพื่อนคนอื่นๆ จะอ้วนตาม โดยพบแนวโน้มดังกล่าวในพี่น้องด้วย แต่ผลแบบหลังเห็นชัดในพี่น้องผู้หญิงมากกว่าพี่น้องผู้ชาย (67% เทียบกับ 44%) 

ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ผลกระทบดังกล่าวไม่ส่งผลกับเพื่อนหรือพี่น้องต่างเพศ 

ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจมีผลทางชีววิทยาหรือกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องได้ แต่รูปแบบที่พบในกลุ่มเพื่อนแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ส่งผลมากกว่าปัจจัยทางชีววิทยา [2]  

มีงานวิจัยอื่นที่ชี้ให้เห็นได้ว่า คนที่ลดน้ำหนักได้อย่างจริงจังเป็นระยะเวลานาน ล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ต้องเปลี่ยนเวลาในการใช้ชีวิตกับคนกลุ่มใหม่ๆ เช่น พวกที่หย่าหรือต้องย้ายที่อยู่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ใช้ศึกษายังมีขนาดเล็ก และยังจำกัดอยู่ในวงของคนที่ไปออกกำลังตามฟิตเนตเซ็นเตอร์ทั้งหลาย จึงยังต้องการข้อมูลยืนยันเพิ่มเติมอีก [3] 

คราวนี้มาดูพฤติกรรมการโกงกันบ้างว่า มีผลกระทบจากคนรอบตัวมากน้อยเพียงใดกันแน่ 

ก่อนอื่นมาดูพฤติกรรมการคอร์รัปชันกันก่อนว่า แพร่หลายมากน้อยเพียงใด 

ธนาคารโลกเคยประเมินไว้ว่า ธุรกรรมทั่วโลกน่าจะมีส่วนที่ปะปนไปด้วยการติดสินบนมากถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในแต่ละปี [4] 

หน่วยงานความโปร่งใสสากล (Transparency International) รายงานว่าใน ค.ศ. 2025 ปัญหาการคอร์รัปชันยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของทุกพื้นที่ในโลกนี้ ดังนั้น คอร์รัปชันไม่ได้จำกัดอยู่กับประเทศกำลังพัฒนาแค่นั้น แม้ว่าอาจจะพบได้บ่อยกว่าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากกว่าก็ตาม 

ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index, CPI) ของ 182 ประเทศและอาณาเขตทั่วโลกที่ได้รับการสำรวจ หากตั้งสเกลคอร์รัปชันสูงสุด (0) ส่วนไม่มีคอร์รัปชันเลย (100) พบว่ามีอยู่เพียง 31 ประเทศที่ระดับการคอร์รัปชันลดลงนับตั้งแต่ ค.ศ. 2012 นอกนั้นที่เหลือหากไม่ย่ำอยู่กับที่ก็แย่ลงกว่าเดิม  [5]    

โดยค่าเฉลี่ยทั่วโลกตกลงมาถึงระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เคยทำกันมาคือ ได้ค่าแค่ 42 และมีประเทศอยู่มากถึง 2 ใน 3 ที่ได้คะแนนต่ำกว่า 50 ที่น่าตกใจก็คือ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 116 และได้เพียง 33 คะแนนเท่านั้น ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยจึงหนักหนาทีเดียว !!! 

รายงานสรุปว่าผลกระทบในวงกว้างที่คนในประเทศต่างๆ ได้รับคือ มีเงินไปสู่ระบบสาธารณสุข (ซึ่งก็รวมทั้งโรงพยาบาลด้วย) น้อยกว่าที่ควรจะเป็น มีเงินเหลือไปจัดการป้องกันและฟื้นฟูภาวะน้ำท่วมน้อยกว่าที่ควร และทำให้คนวัยรุ่นสาวรู้สึกสิ้นหวังกับประเทศของตน

ประเทศไทยก็ดูจะเป็นตามที่ว่ามานั้นทุกประการ

เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ พอสรุปภาพรวมได้ว่า แนวโน้มที่คนแต่ละคนจะแสดงพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์นั้นจะมีระดับเท่าๆ กัน ดังนั้นระดับดัชนีคอร์รัปชันของประเทศจึงพอกล่าวได้ว่าขึ้นกับสภาวะแวดล้อมต่างๆ เช่น การบังคับใช้กฎหมายและบรรทัดฐานสังคมต่างๆ ฯลฯ [6]

คราวนี้กลับมาดูที่หัวข้อของเรา คนรอบข้างส่งผลกระทบกับเราในเรื่องของการคอร์รัปชันมากน้อยเพียงใด? และผู้คนในฐานะสิ่งแวดล้อมทางสังคมส่งผลกระทบในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?  

มีชุดการทดลองจำนวนมากที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ โดยหลักๆ ก็คือใช้การเล่นบทบาทสมมุติหรือการเล่นเกมและรายงานผลด้วยตัวเอง เพื่อใช้สถิติมาจับว่าแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มโกงมากน้อยเพียงใด 

ภาพรวมสิ่งที่ค้นพบก็คือ การรับรู้ว่าคนอื่นๆ จ่ายสินบนเพื่อให้ได้เปรียบทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า การติดสินบนเป็นเรื่องที่ ‘ยอมรับได้มากขึ้น’ และมีแนวโน้มจะทำให้ ‘ยอมจ่ายสินบนมากขึ้น’ [6]

อีกเรื่องหนึ่งที่ค้นพบและค่อนข้างสอดคล้องกันก็คือ การคิดว่าคนอื่นเชื่อว่าการจ่ายสินบนเป็นเรื่องที่ยอมรับได้นั้น ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสะดวกใจที่จะยอมรับเมื่อมีคนเรียกร้องสินบน รวมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันก็พอจะพูดได้ว่า การติดสินบนได้กลายมาเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ส่งผลต่อความคิดอ่านและค่านิยมในเชิงศีลธรรมของคนในสังคมนั้นๆ

คราวนี้เจาะลงไปที่กลุ่มคนใกล้ตัวมากขึ้นไปอีก

ผลการวิจัยชี้ชัดเจนว่า คนในกลุ่มเดียวกันส่งผลอย่างมากต่อความคิดอ่านและการตัดสินใจของเรา หากใครสักคนพบว่ามีคนในกลุ่มเดียวกันที่ทำตัวไม่ซื่อสัตย์ (ในการทดลองให้เด็กนักศึกษาใส่เสื้อยืดของมหาวิทยาลัยเดียวกันและโกงข้อสอบ) ก็มีแนวโน้มที่เขาหรือเธอจะทำพฤติกรรมแบบเดียวกันนั้นด้วย ในทางกลับกัน หากคนที่ทำตัวไม่ซื่อสัตย์เป็นคนนอกกลุ่มหรือคนกลุ่มอื่น (เช่น นักศึกษาที่ใส่เสื้อยืดจากมหาวิทยาลัยที่เป็นคู่แข่งกัน) เขาหรือเธอก็จะทำตัวซื่อสัตย์มากขึ้น [6] 

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่นักวิจัยรุ่นน้องท่านหนึ่งเล่าให้ฟังคือ เพื่อนของน้องคนนี้เรียนจบได้เป็นตำรวจไปประจำสถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่ง เช้าวันทำงานวันแรกก็พบว่ามีเงินจำนวนหนึ่งอยู่ในลิ้นชักของตัวเอง เมื่อสอบถามเพื่อนตำรวจร่วมสถานี ก็ไม่มีใครตอบอะไรให้เข้าใจได้ จะนำไปคืนก็ทำไม่ได้ และมีแต่คนบอกว่ารับๆ ไปเถอะ อย่าคิดมาก และเงินก็มีมาทุกเดือน ดูจะเป็นจุดตั้งต้นของความไม่ชอบมาพากลชัดๆ

น่าสนใจว่าพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การบูลลี่กันในโรงเรียนจะ ‘ติดต่อ’ กันได้หรือไม่นะครับ? 

พฤติกรรมของคนรอบตัวจึงอาจส่งผลกับเราได้มาก ตั้งแต่เรื่องความอ้วนไปจนถึงการคอร์รัปชันทีเดียว สมกับสุภาษิตที่ว่ามาข้างต้นทีเดียว      

เอกสารอ้างอิง

[1] https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/obesity-and-overweight เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 ส.ค. 2569

[2] https://hms.harvard.edu/news/obesity-spreads-through-social-networks เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 ส.ค. 2569 

[3] Healthy Habits are Most Contagious Among Similar Friends. Understanding Habits Discover How to Stop Your Worst Habits. 2023 (4th Edition), p.15  

[4] https://www.newstalk.com/news/1tn-of-transactions-worldwide-tainted-by-bribery-world-bank-says-560160 เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. 2569

[5] https://www.transparency.org/en/cpi/2025?gad_source=1&gad_campaignid=23552156524&gbraid=0AAAAADud0D8pvkvdWQ0LB5LlOL9QTMqqL&gclid=CjwKCAjwhZDUBhBGEiwAbi5bjk9wP4GbEaGfN_NciuPeLFLqTM9YE9oDKAl1meoSiSeJGQy71Lo3cxoCJFkQAvD_BwE เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. 2569 

[6] Dan Ariely and Ximena Garcia-Rada (2022) Contagious Dishonesty. Scientific American, Special Collector’s Edition, Fall 2022, pp. 94-97

Tags:

สุขภาพจิตจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Life classroomHow to enjoy life
    เปลี่ยนที่ทำงานเป็นพื้นที่ฮีลใจ ‘โศรยา ทองดี’ ฮีลเลอร์แห่งโบว์เบเกอรี่เฮ้าส์

    เรื่อง The Potential

  • Book
    วิชาสำคัญที่คุณควรรู้ก่อนที่ชีวิตจะสอนคุณ: สุขภาพจิตก็ไม่ต่างจากสุขภาพกาย…ไม่มีใครมีภูมิคุ้มกันมาตั้งแต่เกิด 

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Healing the trauma
    จิตวิทยาของการกราดยิง (mass shooting): บาดแผลทางใจและการรับมือกับเหตุการณ์เลวร้าย

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    ‘คนเดียวที่จะทำให้เรามีความสุขได้ คือ ตัวเรา’ 5 สถานการณ์ที่ทำให้เราไม่เชื่อในเรื่องความสุขอีกต่อไป และวิธีดึงความสุขกลับมาที่ตัวเรา

    เรื่อง The Potential

  • Character building
    ระบุที่มาของความสุขและทุกข์ด้วยหลัก PERMA และจงวาดวงกลมความทุกข์ให้เต็มกระดาษเอสี่!

    เรื่อง เบญจรัตน์ จงจำรัสพันธ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม
Transformative learning
24 August 2026

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม

เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • บทความนี้อ้างอิงจากหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ซึ่ง ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ตีความจากหนังสือ 2 เล่ม คือ Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดย Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado และ Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner, Carlos P. Hipolito-Delgado และ Shelley Zion ซึ่งเป็นผู้เขียนชุดเดียวกัน จัดพิมพ์โดย Harvard Education Press    

เมื่ออ่านหนังสือสองเล่มนี้ ผมก็ตระหนักว่า การตีความสู่ครูไทย และผู้บริหารการศึกษาไทย ต้องปรับจากบริบทสังคมอเมริกัน ที่สังคมมีความเหลื่อมล้ำคนละแบบกับไทย ในสหรัฐอเมริกาปัญหาความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนกลุ่มที่ผู้เขียนหนังสือสองเล่มนี้ทำงานวิจัยและพัฒนา อยู่กว่า 15 ปี เป็นเรื่องเชื้อชาติ และความยากจน ที่อคติเรื่องนี้ทางสังคมกดทับนักเรียน นำสู่ปัญหาในโรงเรียน และปัญหาการเรียน ซึ่งหมายความว่า ครูต้องเผชิญและหาทางแก้ปัญหาเหล่านั้น โดยผู้เขียนร่วมกับครูและนักเรียนในโรงเรียนรัฐหลากหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ดำเนินการขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่ ‘นักเรียนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงระบบ’ ผ่านกระบวนการ Transformative Student Voice (TSV), Youth Participatory Action Research (YPAR),  และ Critical Civic Inquiry (CCI)         

ปัญหากดทับทางสังคม และด้านความเข้าใจผิดในการทำหน้าที่ครู ที่ส่งผลร้ายต่อนักเรียน มีอยู่ในสังคมไทย บางส่วนคล้ายคลึงกับในสหรัฐอเมริกา (เพราะเราลอกระบบของเขามา) แต่หลายส่วนแตกต่างกัน    ดังจะกล่าวถึงต่อไป การตีความหนังสือสองเล่มนี้สู่หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา จึงไม่ใช่การแปลหรือลอกมาโดยตรง แต่เป็นการตีความหลักการ เข้าสู่บริบทไทย โดยหลายส่วนมีการปรับให้เหมาะสมต่อบริบทของการศึกษา และระบบสังคมไทย

คำหลักในหนังสือทั้งสองเล่มคือ Transformative Student Voice (TSV) ที่มีความหมายลึกมาก อยู่ที่คำว่า Transformative และ Voice   

Transformative (นำสู่การเปลี่ยนขาด หรือพลิกโฉม) สื่อเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่แค่ปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ แต่หวังผลที่การพลิกโฉม (Transformation) ซึ่งในที่นี้หมายถึงการพลิกโฉมสังคม (และระบบการศึกษา) รวมทั้งพลิกโฉม ‘วิธีคิด วิธีเรียน วิธีมีชีวิต’ ทั้งของนักเรียนและของครู   

Voice หมายถึงสิทธิและเสียงของนักเรียน ที่เปล่งหรือเสนออย่างมีการใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างดี (Critical Consciousness) ผ่านการวิจัยที่เรียกว่า YPAR (Youth Participatory Action Research) โดยการจัดการหลักสูตรที่มีกิจกรรม CCI (Critical Civic Inquiry) ที่อาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ตั้งคำถามต่อสังคมอย่างเอาจริงเอาจัง” เท่ากับนักเรียนได้ทำหน้าที่ผู้นำหรือหุ้นส่วน (Partner) ร่วมกับครูในการออกแบบการเรียนรู้ของตนเองจากปัญหาในชีวิตของตนเอง (Lived Problem) ที่ครูและผู้ใหญ่อาจไม่ตระหนัก เช่น ปัญหาการบูลลี่ การเหยียด เพศ ภาษา ความไม่เท่าเทียม ฯลฯ สู่ → สำรวจ → วิจัย → วิเคราะห์ → สื่อสาร → เสนอ → ขับเคลื่อน

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา จึงเสนอหลักการวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม เป็นหนังสือที่เสนอหลักการและวิธีการใหม่ ในการเรียนรู้ของนักเรียน เน้นที่นักเรียนมัธยมต้น และมัธยมปลาย แต่ผมคิดว่าใช้กับนักเรียนประถมปลายก็ได้ (มีตัวอย่างผลการใช้ในนักเรียนชั้น ป. 6 อยู่ในบทที่ 26) และปรับใช้กับนักเรียนประถมต้นและอนุบาลก็ได้ โดยครูต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยง ให้เหมาะต่อวุฒิภาวะของนักเรียน และยึดมั่นในการดำเนินการภายใต้จิตวิทยาเชิงบวก หรือสนามพลังบวก เน้นที่การส่งเสริมตัวตนของนักเรียน และส่งเสริมให้นักเรียนฝึกเป็นผู้ริเริ่ม (Agency)    

ผมตีความว่า ขบวนการ TSV ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้านวิชาการไปพร้อมๆ กันกับเรียนรู้ด้านสังคม ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาความมั่นใจในตัวตน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือชุมชนในห้องเรียนและในโรงเรียน และพัฒนาทักษะที่ซับซ้อนด้านปฏิสัมพันธ์ หรือทักษะทางสังคม รวมทั้งทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (Socio-Emotional skills) รวมทั้งจรณทักษะ (Soft Skills) อื่นๆ ที่จะนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต   

ขบวนการ TSV จึงช่วยแก้ปัญหาการเรียนรู้ที่เอาใจใส่เฉพาะด้านวิชาการ เพื่อสอบให้ได้คะแนนสูง แต่บกพร่องหรืออ่อนแอด้านการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทักษะแห่งอนาคต บกพร่องด้านการเรียนรู้องค์รวม ที่ต้องพัฒนาครบทั้ง VASK (V – values = ค่านิยม, A – attitude – เจตคติ, S – skills = ทักษะ, K – knowledge = ความรู้) กระบวนการ CCI และ YPAR จะช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะสำคัญเหล่านี้ใส่ตัว ผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือ เรียนรู้จากประสบการณ์ ที่หากครูชวนศิษย์สะท้อนคิดจากการปฏิบัติสู่หลักการของทักษะสำคัญแต่ละตัว จะเกิดการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง    

ครูที่ทำหน้าที่หนุนการเรียนรู้ ตามแนวทางนี้จะได้รับประโยชน์ในระดับ ‘เปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยความเป็นครู’ โดยที่ก่อนจะทำหน้าที่หนุน Transformative Student Voice (TSV) ครูและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ต้อง ‘Unlearn’ หรือเปลี่ยนความคิด ความยึดมั่น ว่าด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู (ผู้ใหญ่) กับศิษย์ เปลี่ยนความยึดมั่นเรื่องปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจว่าผู้ใหญ่เหนือกว่า รู้ดีกว่า มาเป็นความสัมพันธ์แนวระนาบ เป็นหุ้นส่วนที่เสมอกัน ซึ่งทั้งในสังคมอเมริกันและสังคมไทย เป็นการ ‘Unlearn’ ที่ทำได้ไม่ง่าย ต้องการกระบวนการช่วยหนุน ดังจะกล่าวในบทหลังๆ 

ครูผู้ร่วมทางกับนักเรียนในแนวทางนี้ จะไม่ได้ทำหน้าที่ ‘สอน’ เท่านั้น แต่เป็น ‘ผู้จุดประกายการเรียนรู้’ และ ‘ผู้ฟังด้วยหัวใจ’ ครูต้องพร้อมเปลี่ยนวิธีคิดตนเอง ต้องกล้าถอยออกจากเวทีการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนได้ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของเวทีการเรียนรู้ด้วยความมั่นใจ ครูต้อง ‘Unlearn’ ความสัมพันธ์แบบบน–ล่าง มาเป็น ‘ความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนที่เคารพกันและกัน’

นี่คือบทบาทครูในโลกใหม่ ครูที่จะไม่เพียงเปลี่ยนวิธีสอน แต่เปลี่ยนวิธีมองนักเรียน → เปลี่ยนวิธีมองตนเอง → เปลี่ยนวิธีอยู่ร่วมกันในโรงเรียน → และในระยะยาว เปลี่ยนทั้งระบบ

ผมเชื่อว่า ครูไทยทุกคนมีศักยภาพนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ระบบในปัจจุบันยังไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ ‘ความเป็นมนุษย์’ ในตัวครูและนักเรียนได้เปล่งประกาย หนังสือเล่มนี้หวังเป็นพลังเล็กๆ ที่เชื้อเชิญให้ครู กลับมายัง ‘รากแห่งความเป็นครู’ ซึ่งไม่ใช่ผู้สอนเพียงเนื้อหา แต่เป็น ‘ผู้สร้างศักยภาพมนุษย์’ ด้วยหัวใจ ด้วยความสัมพันธ์ และด้วยการร่วมเรียนรู้ไปกับศิษย์

นอกจากครูจะได้รับประโยชน์ด้านการเรียนรู้ สู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องปฏิสัมพันธ์กับศิษย์ (ที่นำไปใช้กับลูกของตนเอง และเด็กคนอื่นๆได้) แล้ว ครูจะค้นพบตัวตนใหม่ ค้นพบคุณค่าที่แท้จริงของความเป็นครู ที่เมื่อศิษย์ผ่านชั้นเรียนไปแล้ว 10-20 ปี ศิษย์มากล่าวขอบคุณ ที่ชั้นเรียน TSV, CCI, YPAR ที่ครูจัด ช่วยให้เขาค้นพบตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง และประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เป็นคำขอบคุณที่สะท้อนคุณค่าแท้จริงของความเป็นครู … ความเป็นครูเพื่อศิษย์ ครูผู้พลิกโฉมสังคม    

หากเรานำ TSV มาเป็นแนวทางการเรียนรู้ในโรงเรียนไทยอย่างแพร่หลาย อาจไม่เพียงเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ของนักเรียน แต่จะเปลี่ยนวิธีคิดของชุมชนรอบโรงเรียน เปลี่ยนบทบาทของผู้บริหาร เปลี่ยนวิธีคิดของพ่อแม่ และอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึงการ ‘พลิกโฉมระบบการศึกษาไทย’ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากเบื้องบน

เพราะพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มักเริ่มจากภายในห้องเรียนเล็กๆ และ ‘เสียงของนักเรียน’ ที่ได้รับการฟังอย่างลึกซึ้ง   

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา จะว่าใหม่ต่อสังคมไทยก็ได้ เพราะนำเสนอแนวคิดและวิธีการใช้สิทธิและเสียงของนักเรียน สู่การเรียนรู้ของตัวนักเรียน และสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมไปพร้อมๆ กัน โดยเสนอหลักการและวิธีการอย่างเป็นระบบครบวงจร จะว่าไม่ใหม่ก็ได้ เพราะบางส่วนในหนังสือมีหลายโรงเรียนในประเทศไทยดำเนินการอยู่แล้ว เช่น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาและโรงเรียนในเครือข่ายที่ใช้หลักการและวิธีการจิตศึกษา, PBL, PLC, ภาษาไทยผ่านวรรณกรรม และคณิต Pro-active โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนเพลินพัฒนา และโรงเรียนอื่นๆ ทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนเอกชน รวมแล้วน่าจะเกือบหนึ่งพันโรงเรียน     

หลักการ วิธีคิด และแนวทางดำเนินการ ในหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา อยู่บนฐานของความซับซ้อน มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลากหลายมิติ และไม่หยุดนิ่งตายตัว ที่ครูและผู้เกี่ยวข้องที่นำไปใช้ต้องปรับให้เหมาะต่อแต่ละสถานการณ์ รวมทั้งต้องรู้จักหมุนวงจรเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ ของตนเอง อย่างต่อเนื่อง     

ผมเชื่อว่า กระบวนการ TSV, CCI, และ YPAR ใน พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา จะนำสู่ ‘ตัวตนใหม่’ ทั้งของนักเรียน และของครู โดยในบริบทการศึกษาไทยน่าจะปรับให้นุ่มนวลขึ้น และปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น โดยยังยึดการนำประเด็นเชิงสังคม (Civic) ที่นักเรียนนำมาใคร่ครวญสะท้อนคิดและตั้งคำถามอย่างเอาจริงเอาจัง (Critical Inquiry) สำหรับใช้เป็นโจทย์เรียนรู้ผ่านการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR – Participatory Action Research) ของนักเรียน เพื่อหาข้อมูลหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ประกอบการนำเสนอสู่การปฏิรูป หรือพลิกโฉมระบบของโรงเรียน หรือของเขตการศึกษา และในบางกรณี เกิดผลดีต่อสังคมโดยรอบโรงเรียนด้วย   

หลักการใหญ่คือการหนุนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ครบทั้งสองส่วนของ การเรียนรู้องค์รวม (Holistic Learning) คือการเรียนรู้ด้านวิชาการ กับการเรียนรู้ด้านพัฒนาตัวตน ที่เรียกว่าคุณลักษณะ (Characters) โดยมีหลักฐานว่า กระบวนการ TSV นี้ ส่งผลดีต่อการเรียนรู้ทั้งสองส่วนของการเรียนรู้องค์รวมของนักเรียน รวมทั้งส่งผลต่อการเรียนรู้ หรือการพัฒนาวิชาชีพของครูด้วย

Tags:

สังคมพลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษาTransformative Student Voiceระบบการศึกษาหนังสือศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

Author:

illustrator

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และได้ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) ดำรงตำแหน่งกรรมการของหน่วยงานและมูลนิธิหลายแห่ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP4: แผนปฏิรูปโรงเรียน

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP3: เตรียมพร้อม

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP2: เสียงพลิกโฉมระบบของนักเรียน (Transformative Student Voice – TSV) คืออะไร

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Social Issues
    ข้อเสนอ ‘ปฏิรูปการศึกษา’ คลายปมปัญหาที่ฉุดรั้งเด็กไทย : ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

    เรื่อง The Potential

  • Book
    การศึกษาของกระป๋องมีฝัน และที่ทางให้ตัวเองได้เบ่งบาน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

‘ก้าวสู่รส ก้าวสู่ราก ก้าวสู่โลก’ ห้องเรียน Gastronomy ที่ชวนเด็กเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ชีวิตจริง: โรงเรียนวิชิตสงคราม ภูเก็ต
Creative Leaning
24 August 2026

‘ก้าวสู่รส ก้าวสู่ราก ก้าวสู่โลก’ ห้องเรียน Gastronomy ที่ชวนเด็กเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ชีวิตจริง: โรงเรียนวิชิตสงคราม ภูเก็ต

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • อาหารหนึ่งจานสามารถพาเด็กมองเห็นทั้งผู้คน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลัง
  • ห้องเรียน Gastronomy ไม่ได้หมายถึงเพียงรสชาติหรือการทำอาหาร แต่เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชีวิตและพื้นที่ของผู้เรียน ทั้งผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ต่อยอดสู่โจทย์ ‘อัตลักษณ์บนจานอาหารจังหวัดภูเก็ต’
  • กระบวนการเรียนรู้นี้พาเด็กไปไกลกว่าการเรียนรู้เพื่อตัวเอง เพราะเมื่อพวกเขาเข้าใจพื้นที่และเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัว การนำความรู้นั้นไปสื่อสารและสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

ถ้าเด็กคนหนึ่งมอง ‘หมูฮ้อง’ แล้วไม่ได้เห็นเพียงอาหารจานหนึ่ง หากแต่เห็นเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางเข้ามาสู่ภูเก็ต เห็นวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเริ่มตั้งคำถามว่า ‘ทำไมอาหารจานนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเรา?’ นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ที่พาเขาไปไกลกว่าเรื่องอาหาร

ในห้องเรียนของโรงเรียนวิชิตสงคราม จังหวัดภูเก็ต อาหารจานหนึ่งจึงไม่ได้จบลงที่คำถามว่า ‘อร่อยไหม’ แต่กลายเป็นโจทย์ให้เด็กได้สืบค้น ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และออกไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ผ่านการออกแบบการเรียนรู้ที่เปิดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง และเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตัวเอง

ในเวที ‘The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน’ ตัวแทนโรงเรียนวิชิตสงคราม หนึ่งในโรงเรียนภายใต้โครงการ TSQM-A ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้แก่ นัฐพล หัสนี และ ณัฐนรี มะลิชู รองผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วย วิภาภรณ์ มาลาเวช ครู คศ.2 และ ณิชกุล มหิมา ครู คศ.1 ได้ร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการเรียนรู้ผ่าน Gastronomy หรือวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งเป็นการหยิบสิ่งที่เด็กคุ้นเคยมาออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่พาพวกเขาออกไปพบผู้คน เรื่องราว และบริบทจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะในเมืองอย่างภูเก็ต ที่อาหารแต่ละจานสะท้อนเรื่องราวความเป็นมาและการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้เด็กเห็นคุณค่าของตนเองและการมีส่วนร่วมในชุมชนสังคม

ครูวิภาภรณ์ มาลาเวช, ครูณิชกุล มหิมา, รองผู้อำนวยการ ณัฐนรี มะลิชู และ รองผู้อำนวยการ นัฐพล หัสนี

เมื่อ ‘ภูเก็ต’ อาจไม่ใช่บ้านของเด็กทุกคน 

โรงเรียนวิชิตสงครามตั้งอยู่ใจกลางเมืองภูเก็ต จังหวัดที่มีภาพจำทั้งชายหาด โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยว แต่ภายใต้บริบทดังกล่าว โรงเรียนกลับพบปัญหาสำคัญคือ การที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ย้ายตามผู้ปกครองมาอยู่ภูเก็ต ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับพื้นที่หรือชุมชน

โจทย์ของโรงเรียนจึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้เด็กเรียนตามหลักสูตรและผ่านการประเมิน แต่คือ ‘จะทำอย่างไรให้สิ่งที่เรียนมีความหมายกับชีวิตของพวกเขา?’ ซึ่งเป็นคำถามที่ รองผู้อำนวยการ นัฐพล หัสนี ย้อนกลับไปตั้งกับการเรียนรู้ในห้องเรียนว่า แค่เด็กมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์นั้นเพียงพอแล้วหรือไม่

“เชื่อว่าทุกโรงเรียนในประเทศไทยพยายามออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยึดหลักสูตร มาตรฐาน ตัวชี้วัด รวมถึงหลักสูตรระหว่างทางและปลายทาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ นักเรียนสอบได้ ผลสัมฤทธิ์ผ่านการประเมิน ผ่านตามเกณฑ์ทุกอย่าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ครูสอน แต่เด็กไม่เรียนรู้

เพราะสิ่งที่เรียนอยู่ เด็กไม่เข้าใจว่าเอาไปใช้อะไร เอาไปทำอะไร แล้วเกี่ยวโยงกับชีวิตของเขายังไง เพราะเรายังคงห่างไกลระหว่างเนื้อหาที่เด็กเรียนกับความเป็นจริงของเด็ก 

ปัญหาที่เกิดขึ้นของโรงเรียนวิชิตสงครามคือ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นเด็กที่ไม่ใช่คนในภูเก็ต เป็นเด็กที่ย้ายตามผู้ปกครองมาเรียนที่ภูเก็ต ทำให้เขาไม่ได้เรียนรู้ทั้งหมดว่าภูเก็ตเป็นอย่างไร สิ่งที่ตามมาก็คือ เขาไม่ได้เกิดการเชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเองเลย เขาไม่เห็นคุณค่าว่าสิ่งที่เรียนอยู่มีคุณค่าอย่างไรกับตัวเอง และมีคุณค่าอย่างไรต่อการดำเนินชีวิต”

รองผู้อำนวยการ นัฐพล หัสนี

โจทย์ของโรงเรียนจึงไม่ใช่การเติมเนื้อหาใหม่ แต่คือการมองหาต้นทุนรอบตัวเด็กแล้วนำมาออกแบบเป็นพื้นที่การเรียนรู้ ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารของภูเก็ต ประกอบกับการค้นพบว่าเด็กมีความสุขเมื่อได้ลงมือทำ ทั้งหมดจึงนำไปสู่การเลือก Gastronomy เป็นเครื่องมือในการเชื่อมการเรียนรู้เข้ากับชีวิตและพื้นที่ของผู้เรียน

“ถึงแม้เรามีอุปสรรค แต่เรามีต้นทุนที่ดีทางด้านวัฒนธรรม ภูเก็ตเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว นั่นหมายความว่าเป็นต้นทุนที่ดีของจังหวัดภูเก็ต และเป็นต้นทุนที่ดีของโรงเรียนวิชิตสงคราม

ถ้าทุกท่านติดตามเกี่ยวกับจังหวัดภูเก็ต จะรู้ดีว่า UNESCO ให้ภูเก็ตเป็นเมืองแห่ง Gastronomy แล้วทำไม Gastronomy ถึงเข้ามาที่โรงเรียนวิชิตสงคราม? คำตอบอยู่ที่สายตาของผู้เรียนครับ

เมื่อผมได้มีโอกาสสัมผัสสายตาของผู้เรียน สิ่งที่นักเรียนมีความสุขที่สุดระหว่างการเรียนในหนึ่งรายวิชาคือ การได้ลงมือทำและลงมือปฏิบัติ นั่นคือสิ่งที่เราค้นพบจากสายตาของผู้เรียน ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นจุดเด่น เป็นสิ่งที่นักเรียนอยากเรียน เราก็มีต้นทุนที่ดีเกี่ยวกับวัฒนธรรม Gastronomy อยู่แล้ว”

แต่การเลือก Gastronomy ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะนำเรื่องอาหารมาเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการ เพราะสำหรับวิชิตสงคราม กระบวนการออกแบบการเรียนรู้สำคัญไม่แพ้สิ่งที่เลือกมาใช้ โรงเรียนจึงเริ่มต้นผ่านกระบวนการ PLC ร่วมกันวางกรอบ Gastronomy

“เราก็เลยมาเล่น วิชิต 3R Gastronomy ครับ 3R คือ อาคาร อาภรณ์ แล้วก็อาหาร นี่คือ 3R ของ Gastronomy แต่ถ้าเราให้ทีเดียว โยนตูมทีเดียวให้กับคุณครูโรงเรียนวิชิตสงคราม โดยบอกว่า ‘เธอเล่นเลย 3R’ นั่นหมายความว่าผู้บริหารเป็นผู้สั่งการ ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบการจัดการเรียนรู้กับครู ถูกไหมครับ

เราอยากเห็นรอยยิ้มของครู เราอยากเห็นรอยยิ้มของนักเรียนเช่นเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่จะขับเคลื่อนได้คืออะไรครับ กระบวนการ PLC ที่เราจะต้องมาออกแบบร่วมกันระหว่างครูผู้สอน ผู้บริหารเองต้องลงมาออกแบบร่วมกันว่า ไทม์ไลน์ของเราในการขับเคลื่อนนำ Gastronomy ตัวนี้มาสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอน เราทำอย่างไร ฉะนั้น โรงเรียนวิชิตสงครามในปีการศึกษาที่ผ่านมา เราเล่น R เดียวครับ นั่นคืออาหาร”

ก้าวแรกของกระบวนการจึงเริ่มจากการ ‘มองอาหารให้มากกว่ารสชาติ’ ว่าอาหารหนึ่งจานบอกอะไรเกี่ยวกับผู้คน วัฒนธรรม และพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ก่อนเข้าสู่ ก้าวสู่รส ผ่านการเรียนรู้ของนักเรียนในห้องเรียน

ภาพกิจกรรม โดยโรงเรียนวิชิตสงคราม
ภาพกิจกรรม โดยโรงเรียนวิชิตสงคราม

‘ก้าวสู่รส’ เปิดประตูสู่อัตลักษณ์ ถอดรหัสเรื่องราวบนจานอาหาร

ก้าวสู่รสเริ่มจากการเปิดโลกให้นักเรียนเข้าใจว่า Gastronomy ไม่ได้หมายถึงเพียงรสชาติหรือการทำอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ก่อนต่อยอดสู่โจทย์ ‘อัตลักษณ์บนจานอาหารจังหวัดภูเก็ต’ โดย ครูวิภาภรณ์ มาลาเวช เล่าถึงกระบวนการในห้องเรียนว่า

“ถ้าถามว่าทำไมเราจะต้องนำ Gastronomy มาลงสู่ห้องเรียน อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญเลยก็คือ ภาพจำของจังหวัดภูเก็ตค่ะ เพราะถ้าพูดถึงจังหวัดภูเก็ต ภาพจำของเราอาจจะเป็นหาดทรายสวย โรงแรมหรู รวมไปถึงแสงสีเสียงยามค่ำคืนที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมและความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นตัวตนของจังหวัดภูเก็ตของเราเริ่มห่างหายไปนะคะ นักเรียน เด็กๆ รุ่นใหม่เริ่มไม่รู้จักความเป็นบ้านของตัวเอง

เพราะฉะนั้น การนำสิ่งเหล่านี้ลงสู่ห้องเรียนและปลูกฝังนักเรียนรุ่นใหม่ ให้เขารู้จักตัวเอง รู้จักอัตลักษณ์ของตัวเองให้ได้ดีที่สุด ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการที่จะปลูกฝังนักเรียนให้ได้อย่างยั่งยืน เราจะต้องค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวนะคะ เริ่มจากก้าวแรกก็คือ ก้าวสู่รส

ก้าวสู่รสไม่ใช่เป็นเพียงแค่รสชาติ แต่เป็นการเปิดโลกของ Gastronomy ให้กับนักเรียนก่อน เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ตรงกันว่าสิ่งที่เราพูดถึงกันอยู่เนี่ย หมายถึงอะไร มีความเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง”

เมื่อพื้นฐานความเข้าใจตรงกันแล้ว นักเรียนจึงเริ่มสำรวจอาหารพื้นเมืองของภูเก็ต ผ่านโจทย์ ‘อัตลักษณ์บนจานอาหารจังหวัดภูเก็ต’

“อัตลักษณ์บนจานอาหารจังหวัดภูเก็ต เราจะให้นักเรียนในแต่ละกลุ่มเลือกอาหารพื้นเมืองที่เขาสนใจ อาหารพื้นบ้านของภูเก็ตมีเยอะแยะมากมายเลยค่ะ มีทั้งของคาว ของหวาน ของทานเล่น ตอนเช้า ตอนบ่าย ตอนเย็นนะคะ

เพราะฉะนั้น เขาสามารถเลือกเมนูอาหารที่สนใจ แล้วนำเมนูนั้นมาศึกษาใน 5 มิติ ที่เขาอยากจะรู้ ผ่านกระบวนการสืบค้นข้อมูล เขาไม่ได้เพียงแค่ค้นคว้าแล้วมาเขียนเลยค่ะ เพราะสมาชิกในกลุ่มจะมีการแบ่งหน้าที่กัน ว่าแต่ละคนจะต้องไปสืบค้นข้อมูลในประเด็นอะไร เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว ก็จะมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพราะฉะนั้น สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะมีส่วนร่วมกันทุกคนค่ะ

ภายใต้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ก็จะต้องมีการพูดคุยถึงจุดสำคัญของกลุ่มว่า ตกลงแล้วใน 5 มิติของเมนูอาหารนี้คืออะไร สิ่งเหล่านี้จะต้องใช้เหตุผลในการตัดสินใจนะคะ ว่ามิติของเราคืออะไร”

จากนั้นข้อมูลที่กระจัดกระจายจึงถูกนำมาสังเคราะห์เป็น แผนผังความรู้ ก่อนที่แต่ละกลุ่มจะนำเสนอให้เพื่อนฟัง และเปิดให้กลุ่มอื่นช่วยเติมเต็ม สิ่งที่ครูเห็นจากกระบวนการนี้จึงไม่ใช่เพียงความรู้เรื่องอาหารที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงของวิธีที่เด็กมองอาหาร

“จากที่เมื่อก่อน ถ้ามีคนพูดถึงอาหาร เราก็แค่คิดว่า ‘หมูฮ้องอร่อยจังเลย’ ‘เนื้อนุ่มจังเลย’ ‘หวานจังเลย’ ‘เค็มจังเลย’ ถูกไหมคะ แต่หากนักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Gastronomy บทสนทนาของเขาจะเริ่มเปลี่ยนไป จากที่ถามว่าอร่อยไม่อร่อย รสชาติเป็นยังไง ก็จะเริ่มว่า

‘เมนูนี้มีเรื่องราวนะ มีที่มาจากชาวฮกเกี้ยน ชาวจีนฮกเกี้ยนเข้ามา นำเมนู นำวัฒนธรรมเหล่านี้เข้ามาในจังหวัดภูเก็ตนะ’ ‘ทำไมจะต้องทำขนมเต่าแดง ก็จะสอดคล้องกับประเพณีของจังหวัดภูเก็ตอีก’

เพราะฉะนั้น สุดท้ายแล้วเรากำลังทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนผ่าน จากผู้บริโภคไปยังผู้สื่อสารวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเรา มีความเป็นตัวตนของเราที่แท้จริงและยั่งยืนค่ะ”

เมื่ออาหารหนึ่งจานเริ่มพาเด็กมองเห็นผู้คน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ต้องทำต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการค้นข้อมูลให้มากขึ้น แต่คือการพาเด็กออกไปพบกับรากของเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตัวเอง และนั่นคือก้าวต่อไปของวิชิตสงครามใน ‘ก้าวสู่ราก’

ครูวิภาภรณ์ มาลาเวช

‘ก้าวสู่ราก’ ออกเดินทางค้นหาเรื่องราว และวิถีชีวิตในชุมชน

เมื่อเด็กเริ่มเห็นเรื่องราวเบื้องหลังอาหาร ขั้นต่อไปคือการพาพวกเขาออกจากข้อมูลในห้องเรียนไปพบคนในชุมชนจริง ผ่าน ‘ก้าวสู่ราก’ โดย ครูณิชกุล มหิมา อธิบายว่า กระบวนการเริ่มจากการให้นักเรียนเลือก ‘อาหารประจำห้อง’ ด้วยตัวเอง พร้อมใช้เหตุผล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาข้อสรุปร่วมกัน

“กระบวนการนี้จะลึกลงมาจากก้าวสู่รสนะคะ เพราะเด็กจะมีกระบวนการที่ต่อยอดจากเดิม ขั้นตอนแรก อาหารประจำห้อง ก็คือหนึ่งห้องเรียน หนึ่ง Gastronomy ซึ่งตามที่เราได้แจ้งไปข้างต้นว่า เมนูจะไม่ได้ให้ครูเป็นคนคิดให้ แต่เด็กจะต้องเป็นคนเลือกเอง ผ่านการฝึกฝนในการก้าวสู่รสของเขามาก่อน

ทีนี้เขาก็จะมีการตกตะกอน ทั้งการวางแผนการทำงานกลุ่ม หรือการระดมความคิดภายในกลุ่ม ภายในห้องของเขา หลังจากนั้นก็จะได้เป็นเมนูของเขานะคะ ซึ่งเมนูนี้ได้มาจากการที่เขาได้แชร์ความคิดเห็นร่วมกัน เราก็จะใช้กระบวนการของประชาธิปไตยมาช่วย เพราะในห้องเรียนของเรามีเด็กจำนวนเยอะ ความแตกต่างของแต่ละคนก็ทำให้การเลือกเมนูอาจไม่ลงตัว

ฉะนั้นในกระบวนการนี้คุณครูก็จะคอยสังเกตการณ์ว่าเขาจะจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร เขาก็จะคุยกันด้วยเหตุผล แล้วก็ประนีประนอมกันว่า ‘ที่ฉันเลือกเหตุผลคืออย่างนี้ เพราะฉันคิดว่าเมนูนี้มันหายาก’ ‘เมนูนี้ ฉันคิดว่ามันน่าสนใจตรงนี้’ ทุกคนก็จะหาข้อสรุป แล้วก็หามติร่วมกันภายในห้อง”

เมื่อได้เมนูประจำห้องแล้ว เด็กๆ จะต้องออกไปค้นหาคำตอบจากคนที่มีเรื่องราวเหล่านั้นอยู่ในชีวิตจริง และก่อนลงพื้นที่ พวกเขาต้องเตรียมตัวให้พร้อมว่า สิ่งที่อยากรู้และยังหาคำตอบไม่ได้คืออะไร

“ก่อนที่เขาจะลงพื้นที่ เขาจะต้องวางแผนก่อนว่า จะเตรียมคำถามอะไรไปสำหรับถามปราชญ์ชาวบ้าน เขาก็จะต้องคิดว่าคำถามที่เขาอยากจะรู้เกี่ยวกับเมนู หรือเรื่องเล่านั้นๆ ความเป็นมาของเมนูอาหาร เขาอยากจะรู้อะไรเพิ่มเติมจากสิ่งที่เขาไปสืบค้นจากอินเทอร์เน็ต หรือจากที่เขาไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในห้อง 

มันก็จะมีจุดบางจุดที่เขามีความรู้สึกว่า ‘เอ๊ะ วันนั้นที่เราถกเถียงกัน เราอยากถามปราชญ์เพื่อยุติด้วยข้อเท็จจริง’ เขาก็เลยเอาประเด็นนี้ไปพูดคุย เพื่อที่จะได้เป็นเรื่องเล่า หรือข้อสรุปว่า ‘อ๋อ สรุปแล้ว เรื่องเล่าที่เราฟังมา มันเป็นประมาณนี้ มันคลาดเคลื่อนกันประมาณนี้’ จนได้ข้อมูลที่ค่อนข้างสมบูรณ์”

การลงพื้นที่ทำให้ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงแหล่งข้อมูลของนักเรียน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ เด็กได้พบกับเรื่องราวที่มีชีวิต ได้ฟังความทรงจำและประสบการณ์จากผู้คน ก่อนนำสิ่งที่ค้นพบกลับมาตีความและเรียบเรียงในมุมมองของตัวเอง

“หลังจากที่เขาได้ลงพื้นที่แล้ว เขาก็จะต้องเอาข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาจากการสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งข้อมูลที่ก่อนหน้านี้เขาได้ทำเป็นผังความรู้ มารวมกันและสร้างเป็นองค์ความรู้ของเขาเอง จากการที่เขาไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนมา เขาก็จะได้เป็นสตอรี่ของเขาค่ะ ซึ่งสตอรี่นี้จะเอาไปใช้ในกระบวนการของก้าวสู่โลก ที่เด็กจะต้องเตรียมตัวในการนำเสนอนะคะ”

แต่ก่อนจะไปถึงโลก เด็กต้องได้ลงมือทำจริง และตรงนี้เองที่ห้องเรียนของวิชิตสงครามเปลี่ยนสถานะจากพื้นที่สำหรับรับความรู้ ไปสู่พื้นที่สำหรับทดลอง ลงมือทำ และเผชิญกับปัญหาจริง

“เราจะเปลี่ยนจากห้องเรียนเป็นห้องปฏิบัติการเรียนรู้ เพราะเด็กจะได้ลงมือปฏิบัติ ทำอาหารประจำห้อง ทุกคนจะรู้หน้าที่ของตัวเองโดยอัตโนมัติ มีการแบ่งหน้าที่กันชัด เช่น ฉันถนัดจัดจานก็ไปจัดจาน ฉันอยากทำอาหารคนนี้ก็จะไปทำอาหาร

หลังจากที่เขาได้ลงมือปฏิบัติ มันอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น อาจจะใช้ไฟแรงเกินไป รสชาติหรือวัตถุดิบอาจจะมีปัญหา เพราะฉะนั้น เด็กจะช่วยกันแก้ไขปัญหาที่ไม่คาดคิดร่วมกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของใคร ทุกคนก็จะช่วยเหลือกัน ผลัดกันเป็นผู้นำ แล้วก็เป็นผู้ตามที่ดีนะคะ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นค่ะ”

เมื่อผ่านทั้งการสืบค้น ลงพื้นที่ และลงมือปฏิบัติ นักเรียนจึงพร้อมนำสิ่งที่ค้นพบออกไปสื่อสารในก้าวถัดไป นั่นคือ ‘ก้าวสู่โลก’

ภาพกิจกรรม โดยโรงเรียนวิชิตสงคราม
ภาพกิจกรรม โดยโรงเรียนวิชิตสงคราม

‘ก้าวสู่โลก’ ส่งต่อคุณค่าท้องถิ่น ต่อยอดแรงบันดาลใจสู่อนาคต

เมื่อเดินทางมาถึงก้าวสุดท้ายคือ ‘ก้าวสู่โลก’ สิ่งที่โรงเรียนเริ่มมองเห็นจึงไม่ใช่เพียงความรู้ที่เพิ่มขึ้น แต่คือสายตาของเด็กที่มีต่ออาหารและพื้นที่รอบตัวที่เปลี่ยนไป จากสิ่งใกล้ตัวที่เคยมองข้าม กลายเป็นเรื่องที่พวกเขาอยากรู้ อยากเล่า และอยากส่งต่อให้คนอื่นรับรู้ โดย ครูวิภาภรณ์ มาลาเวช อธิบายว่า

“นอกจากองค์ความรู้ของนักเรียนที่ได้มาตั้งแต่ก้าวสู่รส อาหาร อาภรณ์ อาคาร มาถึงก้าวสู่ราก ลงสู่วัตถุดิบที่เป็นท้องถิ่นของเรา แล้วไปถึงก้าวสู่โลก ไม่ได้มีเพียงองค์ความรู้ที่นักเรียนได้รับนะคะ แต่ว่าความสนใจทางด้านอาหารของนักเรียนเริ่มเปลี่ยนไป การเป็นยุวทูตทางด้านอาหารของนักเรียนเริ่มมีความเข้มข้นขึ้นค่ะ”

การมาถึงก้าวสู่โลกจึงเปิดพื้นที่ให้เด็กนำต้นทุนและความถนัดของตัวเอง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความสามารถด้านการสื่อสาร หรือประสบการณ์เดิมที่มีอยู่

“นักเรียนกลุ่มนี้เป็นห้องเรียนจีนค่ะ เนื่องจากวิชิตสงครามของเรา ม.ปลาย จะมีสายคณิตกับสายจีน เพราะฉะนั้น เวลาก้าวสู่โลก นักเรียนก็ได้หยิบยกความรู้ที่เรียนในห้องเรียนของตัวเองมาบูรณาการกับการนำเสนอด้วย มีการใช้ภาษาจีนในการนำเสนอ และหยิบยกภาษาถิ่นมาใช้ เพื่อให้มีความน่าสนใจนะคะ”

จากนั้นองค์ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดจะถูกนำมาเรียบเรียงเป็น Storyboard ก่อนพัฒนาไปสู่การ Storytelling เพื่อให้เด็กไม่ได้เพียงรู้เรื่องอาหารของตัวเอง แต่สามารถเล่าเรื่องนั้นให้คนอื่นรับรู้ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาของกิจกรรม แต่เริ่มสะท้อนออกไปในมุมมองที่นักเรียนมีต่ออนาคตของตัวเอง เมื่อสิ่งที่ได้เรียนรู้เปิดให้พวกเขาเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากขึ้น

“สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพียงทำให้นักเรียนเป็นยุวทูตทางด้านอาหาร แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจด้วยค่ะ เนื่องจากเรามีทั้งนักเรียน ม.ต้น และ ม.ปลาย แรงบันดาลใจเหล่านี้สังเกตได้จากอะไร สังเกตได้จากการเรียนต่อค่ะ นักเรียนมีความสนใจที่จะเรียนต่อในด้านอาหารเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น นอกจากองค์ความรู้แล้ว สมรรถนะเหล่านี้ยังเป็นจุดที่สร้างแรงบันดาลใจทางด้านอาหารให้กับนักเรียนได้ดียิ่งขึ้นด้วยค่ะ”

มากกว่าอาหาร คือการสร้างสมรรถนะและคนที่เห็นคุณค่าของบ้านตัวเอง

เมื่อมองตลอดกระบวนการ สิ่งที่โรงเรียนวิชิตสงครามให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงผลงานปลายทาง แต่คือ การเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนระหว่างทาง โดย รองผู้อำนวยการณัฐนรี มะลิชู ชวนมองผ่านเลนส์ของ ‘สมรรถนะ’ ที่ถูกพัฒนาไปพร้อมกันตลอดกระบวนการเรียนรู้

“กระบวนการต่างๆ ที่คุณครูได้เล่ามา โรงเรียนไม่ได้อยากจะสื่อสารเพียงแค่ว่านักเรียนทำกิจกรรมอะไร แต่โรงเรียนอยากให้คุณครูทุกท่านได้ชวนคิด ชวนมองค่ะว่า กระบวนการทั้งหมดเหล่านี้ส่งผลให้นักเรียนของเราเปลี่ยนแปลงเป็นคนแบบไหน

ถ้าเรามองที่ผลงานปลายทาง เราอาจมองแค่ว่านักเรียนได้เล่าเรื่อง รู้และเข้าใจอาหารพื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ต ทำอาหารเป็น และสามารถนำเสนอผลงานได้อย่างสร้างสรรค์เพียงเท่านั้น แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกนิด มันสำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะระหว่างทางนั้น ความเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนเกิดขึ้นแล้ว อย่างแรกเลยก็คือ ผู้เรียนของเราได้เข้าใจ ได้รู้ถึงรากเหง้าและเข้าใจชุมชน ผ่านการสอบถามจากปากชาวบ้าน และการรู้จักพื้นที่จริงนะคะ

ไม่ใช่เพียงแค่ว่าในห้องเรียนเราโหวตเมนูอาหารเมนูหนึ่งมาแล้วรู้ว่าเราจะทำอะไร แต่เมนูนั้นจะพานักเรียนของเราลงไปถึงวิถีชีวิตของชุมชน ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ

ต่อไปค่ะ นักเรียนของเราได้ฝึกคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา ผ่านการตั้งคำถาม การเปรียบเทียบข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่เขาได้รับมา และการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม เพื่อคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ของตัวเองต่อไป

ผู้เรียนได้พัฒนาในเรื่องของการสื่อสารและการทำงานร่วมกันค่ะ จากที่คุณครูสองท่านได้เล่ามา จะเห็นได้เลยว่าไม่มีผู้เรียนคนไหนที่ทำงานเพียงลำพัง”

กระบวนการเดียวกันยังพาเด็กไปไกลกว่าการเรียนรู้เพื่อตัวเอง เพราะเมื่อพวกเขาเข้าใจพื้นที่และเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัว การนำความรู้นั้นไปสื่อสารและสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

“สุดท้ายค่ะ ผู้เรียนของเราเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่น แล้วก็ตั้งใจที่จะพัฒนาสังคม เขาเข้าใจถึงรากเหง้าของชุมชนแล้วเห็นคุณค่า และมีความรู้สึกว่า เราเองเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารและพัฒนาสิ่งดีๆ ของชุมชน หรือบ้านของเราเองได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นเด็กที่เกิดในจังหวัดภูเก็ต แต่ภูเก็ตก็คือบ้านของเขา”

สำหรับโรงเรียนวิชิตสงคราม Gastronomy จึงไม่ได้พาเด็กไปรู้จักเพียงอาหาร แต่พาไปทำความรู้จัก พื้นที่ ผู้คน รากเหง้า และตัวตนของตัวเอง ก่อนที่ รองผู้อำนวยการ นัฐพล หัสนี จะทิ้งท้ายถึงความหมายของ Gastronomy ในฐานะเครื่องมือพัฒนาผู้เรียนว่า

“Gastronomy ไม่ได้เป็นเพียงโครงการที่พัฒนาด้านอาหาร หรือมุ่งหมายแค่ว่านักเรียนรู้จักอาหารท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เรากำลังใช้ Gastronomy เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนทุกด้าน ทั้งด้านการคิด การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม หรือการเป็นพลเมืองที่มีคุณค่า

เราลองใช้ Gastronomy ตรงนี้ ทำอย่างไรให้นักเรียนเห็นกระบวนการต่างๆ ทั้งหมด ผ่านกระบวนการ PLC เพื่อในอนาคตนักเรียนจะกลายเป็นบุคคลที่มีคุณค่า เกิดการเชื่อมโยงการเรียนรู้ รู้ว่าเรากำลังเรียนอะไร รู้ว่าเรากำลังทำอะไร แล้วรู้ว่าที่ที่เราอยู่ ณ ตรงนี้มีคุณค่าอย่างไร นั่นคือการสร้างให้พื้นที่มีคุณภาพ มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความเป็นวัฒนธรรม แล้วก็สร้างคุณค่าต่อไปให้กับพื้นที่นั้นในอนาคตครับ”

เรียงเรียงจากเวิร์กช็อปกรณีศึกษาการจัดการเรียนรู้ชุมชนเป็นฐานจากโรงเรียนต้นแบ ในเวที The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระหว่างวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569  ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ แจ้งวัฒนะ

Tags:

ห้องเรียน Gastronomyโรงเรียนวิชิตสงครามวัฒนธรรมอาหารการเรียนรู้

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Education trend
    ห้องเรียน AI EP3: การบ้านในยุค AI ต้องให้คุณค่ากับกระบวนการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์ ไม่ใช่การจับผิดว่าเด็กใช้ AI หรือไม่

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Education trend
    ความผิดพลาดของการสอนวิทยาศาสตร์ที่อาจพาประเทศชาติหลงทาง

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์

  • Transformative learning
    4 ไอเท็มที่ครูอาจจำเป็นต้องมี ในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    ‘สุขสำเร็จ’ เมื่อสมดุลของความสำเร็จคือความทะเยอทะยานและความสุข

    เรื่อง จณิสตา ธนาธรชัย ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Character building
    ล้มได้ แต่ไม่พ่ายแพ้ : ชวนเด็กๆ เรียนรู้และรับมือกับความล้มเหลว

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ กรองพร ทององอาจ

คนุลพ์: ชีวิตไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นสำเนาของใคร
Book
20 August 2026

คนุลพ์: ชีวิตไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นสำเนาของใคร

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘คนุลพ์ : อิสรชนบนวิถีโลก’ ผลงานยุคแรกของ แฮร์มัน เฮสเส (Hermann Hesse) เล่าเรื่องชายพเนจรผู้เลือกใช้ชีวิตอย่างอิสระ เดินทางไปพบเพื่อนเก่า ผูกมิตรกับผู้คน และเก็บเกี่ยวความทรงจำ แทนการมีชีวิตมั่นคงตามแบบที่สังคมคาดหวัง
  • เรื่องราวของคนุลพ์ชวนมองว่า ชีวิตที่ดีไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาเหมือนกัน และงาน เงิน ตำแหน่ง หรือความสำเร็จ ไม่ควรกลายเป็นสิ่งที่นิยามคุณค่าของเรา การเลือกเส้นทางของตัวเองย่อมมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบและแลกเปลี่ยน แต่สิ่งสำคัญคือการไม่ใช้ชีวิตเพียงเพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าล้มเหลว
  • แม้ว่าในชีวิตของทุกคน จะมีเส้นทางให้เลือกเดินนับร้อยนับพันเส้นทาง ที่ล้วนแล้วแต่พาไปสู่จุดหมายที่สวยงามแตกต่างกัน แต่หากมันไม่ตรงกับความเป็นตัวตนของเรา ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเลือกเส้นทางเหล่านั้น จงจำไว้ว่า เราสามารถสร้างเส้นทางของเราเองได้ เพราะชีวิตของเรา ไม่ได้เป็นแค่สำเนาของใคร

หนึ่งในคำถามที่นักปราชญ์นักคิดตั้งแต่ยุคโบราณกาล ต่างพยายามเสาะแสวงหาคำตอบอย่างจริงจัง ก็คือ ‘ชีวิตที่ดี’ คืออะไร บ้างก็ว่า ชีวิตที่ดี ต้องประกอบด้วยคุณธรรม บ้างก็ว่า ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่รู้จักความยับยั้งชั่งใจ และบ้างก็ว่า ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่มีความสุข โดยเฉพาะความสุขทางใจ

นิยาม หรือคำจำกัดความของชีวิตที่ดี มีเยอะแยะมากมายนับไม่ถ้วน แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่หลายคนอาจหลงลืมไป ก็คือ ชีวิตทีดีของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และตัวเราเองเท่านั้น ที่จะเขียนคำนิยามให้กับมันได้

ผมนึกถึงประเด็นว่าด้วย ‘ชีวิตที่ดี’ กับ ‘ชีวิตที่เราเลือกเอง’ หลังจากอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบลง หนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า ‘คนุลพ์: อิสรชนบนวิถีโลก’ ผลงานเขียนยุคแรกๆ ของ แฮร์มัน เฮสเส (Hermann Hesse) นักเขียนชาวเยอรมัน-สวิส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ผู้สร้างผลงานเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รวมถึงในไทย ที่มีนักอ่านติดตามงานของเขาเป็นจำนวนมาก

แม้ว่าผลงานเล่มนี้ จะไม่ได้เน้นความลุ่มลึกในทางจิตวิทยา เหมือนเช่นงานยุคหลังๆ ของเฮสเส โดยเฉพาะ สิทธารถะ เดเมียน และสเต็ปเปนวูล์ฟ แต่ ‘คนุลพ์’ ถือเป็นงานเขียนอีกเล่มหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของเฮสเสได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะในแง่มุมการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ซึ่งแตกต่างความคาดหวังของคนอื่นๆ

คนุลพ์ คือชื่อของชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ถูกมองว่า แปลกแยกและแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคม ด้วยความที่คนุลพ์ใช้ชีวิตราวกับคนจรจัด พเนจรเดินทางไปตามเมืองต่างๆ แวะเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ ของเขา นำความสุข เสียงดนตรี บทกวี และมิตรภาพไปมอบให้คนเหล่านั้น เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่พักพิง อาหาร และความทรงจำดีๆ

แม้ว่าคนุลพ์จะเป็นคนฉลาดหลักแหลม อีกทั้งยังมีทักษะการทำงานช่างหลายอย่าง รวมถึงพรสวรรค์ด้านดนตรี ศิลปะ รวมถึงจิตวิญญาณความเป็นกวี แต่เขากลับไม่คิดทำงานเป็นหลักแหล่งมั่นคง ไม่สนใจการสะสมทรัพย์สินเงินทอง สิ่งเดียวที่คนุลพ์สะสม คือความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสุข เสียงเพลง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ที่ตัวเขาได้รับและส่งมอบต่อให้แก่คนอื่นๆ

บทเริ่มต้นของหนังสือบอกกับเราว่า คนุลพ์เพิ่งออกจากโรงพยาบาลด้วยอาการป่วยของวัณโรค ราวกับจะรู้ว่าเวลาในชีวิตของเขาเหลือไม่มากแล้ว คนุลพ์จึงใช้ชีวิตราวกับหนุ่มพเนจร รอนแรมไปพบปะเพื่อนเก่า รวมถึงผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ตามเมืองต่างๆ โดยเริ่มจากไปขออยู่กับช่างฟอกหนัง ชื่อ เอมีล โรทฟุส ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของเขา ในเมืองเล็ชสเท็ทเทิน 

ด้วยความที่คนุลพ์เป็นชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน เขาจะเป็นที่รักของทุกคน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้ชาย และผู้หญิง ทำให้หลายครั้งที่เขารู้สึกลำบากใจ หากจะพำนักอยู่กับเพื่อนเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเพื่อนที่มีภรรยาแล้ว และทำให้คนุลพ์ต้องย้ายที่พักพิงอยู่บ่อยๆ ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน คนุลพ์พักอยู่กับช่างฟอกหนังได้เพียงไม่กี่วัน ก็ต้องรีบออกเดินทางจากไป

ในตอนท้ายของเรื่อง คนุลพ์รอนแรมจนพบกับเพื่อนเก่าสมัยวัยเด็ก ซึ่งตอนนี้กลายเป็นคุณหมอมัคฮอลท์แห่งเมืองบูลัค หลังพูดคุยกันเพียงครู่เดียว มัคฮอลท์รู้เลยว่า เพื่อนสมัยวัยเด็กของเขา ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบกำลังป่วยหนัก เขาเตรียมเขียนจดหมายส่งตัวเพื่อนเก่าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง แต่คนุลพ์ต่อรองให้ส่งตัวเขาไปที่โรงพยาบาลในเมืองแกร์เบอร์เซา ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิด สุดท้ายมัคฮอลท์ก็ยอมทำตามคำขอนั้น

ทว่า เมื่อรถม้าไปถึงเมืองแกร์เบอร์เซา คนุลพ์ไม่ได้ไปโรงพยาบาลอย่างที่เพื่อนเขาตั้งใจส่งตัวไป เขาออกเดินเท้าแวะเวียนไปตามสถานที่ต่างๆ ที่เคยมีความทรงจำอันแสนอ่อนโยนและอ่อนหวานเต็มไปหมด ทั้งสวนที่เขาเคยแอบเข้าไปขโมยเด็ดเชอร์รี่กิน บ้านของช่างฟอกหนังที่เขาได้จูบแรกจากลูกสาวของบ้านนั้น หรือริมแม่น้ำสายเล็กที่ซึ่งเขาได้รู้จักกับความผิดหวังจากรักแรก

จนกระทั่งคนุลพ์รู้สึกตัวว่าเวลาของเขาใกล้หมดลงแล้ว เขาหวนคิดถึงเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา วูบหนึ่งในความคิด เขาเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ชีวิตเขาจะดีกว่านี้ไหม หากเขาตั้งใจเรียนจริงจังกว่านี้ เพื่อทำงานเป็นผู้พิพากษา หรืออาจจะเป็นคุณหมอเหมือนเพื่อนเก่าของเขา หรืออาจไปเป็นครูที่ชี้แนะเรื่องราวดีๆ ให้กับลูกศิษย์ หรือแม้แต่ทำงานเป็นช่างฝีมือ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกที่น่ารักสักคน

ชีวิตจะดีกว่านี้ไหม หากเขาเดินไปบนเส้นทางที่คนอื่นเขาเลือกเดินกัน

ตอนนั้นเอง คนุลพ์ได้ยินเสียงจากพระเจ้า (หรือจริงๆ อาจเป็นแค่เสียงของตัวเองในก้นบึ้งของจิตสำนึก) พระองค์ ตรัสว่า

“ฉันอยากให้เธอเป็นอย่างที่เธอเป็น ไม่อยากให้เป็นอย่างอื่น เธอคือผู้เดินทางในนามของฉัน เธอทำให้ผู้คนที่ตั้งหลักปักฐานในทุกถิ่นที่ที่เธอไปเยือน ได้คิดถึงความอิสรเสรีด้วยความหวนหาอาลัย”

ถึงตอนนั้น คนุลพ์จึงค่อยตระหนักว่า ชีวิตของเขาคือสิ่งที่เขาเลือกแล้วว่าเหมาะสมกับเขา แม้ว่ามันอาจจะไม่เพียบพร้อม ไม่สวยหรู ไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็คือชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับเขา

“ทุกอย่างเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น” คนุลพ์ยอมรับ ก่อนจะหลับตาลงและไม่ตื่นขึ้นอีกเลย

ครับ เรื่องราวในหนังสือมีเพียงเท่านั้น สั้นๆ เรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวาหรือโลดโผน ไม่ต่างไปจากชีวิตของคนุลพ์ที่สั้นๆ เรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวาหรือโลดโผน มีเพียงแค่การเดินทาง พบปะเพื่อนเก่า ผูกมิตรเพื่อนใหม่ แจกจ่ายความสุขออกไป และเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ กลับมา

บางครั้ง ชีวิตเรา อาจไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้หรอก แค่ใช้ชีวิตแบบง่ายๆ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเก็บเกี่ยวความทรงจำดีไว้

อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้เรียกร้องให้ทุกคนต้องใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนุลพ์ เพราะในความเป็นจริง หากทุกคนละทิ้งหน้าที่การงานของตัวเอง ออกไปใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรกันหมด เศรษฐกิจก็คงถึงคราวล่มสลายอย่างแน่นอน

สาระ หรือสารที่เฮสเสพยายามนำเสนอผ่าน ‘คนุลพ์’ ไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตรอนแรมเร่ร่อน หากแต่ต้องการให้ชีวิตในแบบของคนุลพ์ เป็นการตั้งคำถามกับทุกคนว่า ชีวิตของเรา คือชีวิตที่เราตั้งใจเลือกเอง หรือเป็นแค่ชีวิตที่เลือกตามคนอื่นๆ หรือกระทั่งเลือกตามบรรทัดฐานของสังคมที่เขาว่ากันว่าดี เพราะบางครั้ง บรรทัดฐานของสังคมก็อาจเป็นกรงขังที่ทำให้เราไม่กล้าออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการจริงๆ ก็เป็นได้

ชีวิตที่ไม่สั่งสมเงินทอง ไม่ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่หรือการทำงานของคนุลพ์ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องล้มล้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แล้วหวนกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบคนโบราณ ค้าขายด้วยระบบการแลกเปลี่ยนสินค้า เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่มีทางเป็นไปได้ เว้นเสียแต่อารยธรรมโลกจะถึงกาลล่มสลายในชั่วข้ามคืน และพาเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตแบบเก่าอีกครั้ง

แต่ถึงกระนั้น การใช้ชีวิตในแบบของคนุลพ์ ควรเป็นสิ่งที่เตือนให้เราทุกคนตระหนักว่า “งานที่เรากำลังทำ” ไม่ใช่ “ตัวตนของเราทั้งหมด” หน้าที่การทำงาน เป็นแค่สิ่งสมมติเพื่อให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิตภายใต้ระบอบทุนนิยม แต่ไม่ได้นิยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทุกคน 

และที่สำคัญ มนุษย์ทุกคนยังมีด้านอื่นของชีวิตนอกเหนือจากการทำงาน นั่นคือ การใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์ หรือกระทั่งใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ โดยที่ไม่ต้องวัดผลความสำเร็จ หรือประเมินความคุ้มค่าเป็นตัวเงิน ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเดินเล่นในวันหยุด การนั่งมองท้องฟ้าในยามค่ำคืน หรือการปิดโทรศัพท์มือถือแล้วนั่งหัวเราะเรื่องไร้สาระกับเพื่อนๆ

นอกจากนี้ การใช้ชีวิตของคนุลพ์ ชี้ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ การมีบทสนทนาดีๆ กับเพื่อนเก่า รับฟังทุกเรื่องราว ทั้งร้ายและดีโดยไม่ตัดสิน การแบ่งปันน้ำใจ และยอมรับน้ำใจจากเพื่อนร่วมโลก

อย่างไรก็ดี เหมือนอย่างที่ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) นักคิดและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีเจตจำนงเสรี (Free Will) ในการเลือกที่จะคิด จะพูด หรือจะทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เรื่องที่ให้ประโยชน์แก่ตัวเอง หรือเรื่องที่ให้ประโยชน์กับมนุษยชาติ แต่สิ่งสำคัญที่สุด มนุษย์ผู้เลือก จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองเลือกด้วย

ตอนหนึ่งในหนังสือ เพื่อนที่เป็นช่างเย็บเสื้อ หลุดปากแสดงความอิจฉาต่อชีวิตเสรีของคนุลพ์

“โธ่ คนุลพ์ ผมไม่ได้บ่นเลยนะ แต่ฟังสิ เสียงเด็กๆ หวีดกันอยู่ตรงนั้น ตอนนี้ห้าคนแล้วนะ แล้วผมก็นั่งอยู่ตรงนี้ ทำงานจนนิ้วขึ้นข้อไปจนดึกดื่น รายได้ก็ยังไม่พอจ่าย แต่คุณเพียงเที่ยวเตร็ดเตร่ไปทั่ว”

คนุลพ์จึงเล่าให้เพื่อนฟังว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวเขาเองก็มีลูกอยู่คนหนึ่ง แต่กลายเป็นลูกที่ครอบครัวคนอื่นรับอุปถัมภ์ไปแล้ว หลังจากที่แม่ของเด็กเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนคลอดเด็ก ซึ่งเข้าใจว่า คนุลพ์เองเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองมีลูก หลังจากเด็กคนนั้นกลายเป็นลูกของคนอื่นไปแล้ว

“ผมไม่อาจยื่นมือไปจับตัวแก หรือจูบแกได้… จงดีใจเถิดที่คุณมีลูกๆ อยู่ด้วย”

ชีวิตที่แสนโดดเดี่ยว คือหนึ่งในสิ่งที่คนุลพ์ต้องรับผิดชอบจากการเลือกใช้ชีวิตในแบบของเขา และครั้งหนึ่ง คนุลพ์เคยพูดกับเพื่อนอีกคนหนึ่งว่า

“ถึงที่สุดแล้ว เราทุกคนก็มีชีวิตของตัวเองที่ไม่อาจเป็นหุ้นส่วนกับผู้ใด คุณจะเห็นได้เมื่อเพื่อนหรือคนที่เรารักตายไป คุณร้องไห้เสียใจอยู่สักวัน สักเดือน หรืออาจจะสักปี จากนั้นคนรักที่จากไป ก็ตายห่างหายไปจากเรา”

ช่างเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงาเหลือเกิน แต่นั่นก็คือสิ่งที่คนุลพ์เลือก และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเลือก

แม้ว่าเรื่องราวของคนุลพ์ จะเป็นเพียงนิยายขนาดสั้นเล่มหนึ่ง แต่มันคือภาพสะท้อนที่ราวกับถอดแบบออกมาจากตัวเฮสเส

ในแง่มุมความเป็นคนนอก คนุลพ์แทบไม่แตกต่างจากเฮสเสเลย เพราะเฮสเสก็เลือกเส้นทางชีวิตที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของคนอื่น โดยเฉพาะครอบครัวของเขา ซึ่งหวังจะให้เฮสเสทำงานรับใช้ศาสนา หรือไม่ก็เป็นนักวิชาการ แต่เขาปฏิเสธ และเลือกเส้นทางที่เป็นตัวเองมากที่สุด นั่นคือ การเป็นนักเขียน

แม้ว่าเฮสเสจะรักการเดินทาง และเคยออกเดินทางไกลหลายครั้ง แต่การเดินทางที่เขารักมากที่สุด คือการเดินทางในโลกภายใน หรือการเดินทางในโลกจิตวิญญาณ

เฮสเส ไม่ใช่คนไร้รากเหมือนคนุลพ์ เขาลงหลักปักฐานอยู่กับที่ แต่ใช้ปากกาพาหัวใจตนเองเดินทางท่องโลกแห่งจิตวิญญาณ ค้นหาแง่มุมความจริงในจิตใจมนุษย์ และ บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นผลงานเขียน ที่พาคนอ่านรอนแรมเดินทางท่องโลกภายในไปกับเขา

เฮสเส สร้างตัวตนของคนุลพ์ขึ้นมา เพื่อบอกกับเราว่า ชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดให้ต้องเดินไปตามเส้นทางที่คนอื่นขีดไว้ ทุกคนสามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้ และชีวิตของแต่ละคน ต่างก็มีคุณค่าในแบบของตัวเอง

เฮสเส ไม่ได้สร้าง คนุลพ์ ให้เป็นผู้ค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิต หรือผู้เลือกวิถีชีวิตที่ถูกต้อง แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ใช่คนขี้เกียจ หลักลอย หรือไม่รับผิดชอบต่อชีวิต ตรงกันข้าม เฮสเสเองรู้ดีว่า การเป็นตัวของตัวเองมีราคาที่ต้องจ่าย เหมือนเช่นที่ซาตร์กล่าวไว้ และนั่นทำให้คนุลพ์เป็นตัวแทนของอิสระชนที่ต้องทุกข์ทนกับความโดดเดี่ยว

และที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของคนุลพ์ไม่ได้บอกเราว่า จงทิ้งทุกอย่างที่เป็นความมั่นคงของชีวิต แล้วออกไปเดินทางเสาะแสวงหาตัวตนกันเถิด แตสิ่งที่คนุลพ์พยายามบอกกับเราคือ อย่าใช้ชีวิตตามแบบของคนอื่น เพียงเพราะกลัวว่า หากไม่ทำตามแล้ว เราจะกลายเป็นความล้มเหลว

มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่คนุลพ์นั่งคุยกับเพื่อน เขากล่าวคำพูดที่สะท้อนมุมมองที่มีต่อชีวิตอย่างชัดเจน โดยคนุลพ์ กล่าวไว้ว่า

“ไม่มีอะไรจะสวยงามไปกว่าดอกไม้ไฟยามค่ำ… พอทะยานขึ้นไปถึงจุดสวยงามสูงสุด มันก็แตกกระจาย แล้วหายไป เมื่อคุณมองมัน คุณมีความสุขแล้วก็ไหวหวั่นพร้อมๆ กันไป เพราะชั่วประเดี๋ยวเดียว ทุกอย่างก็จะหายไปไม่เหลือ”

ใช่ครับ ชีวิตของทุกคนล้วนไม่ต่างจากดอกไม้ไฟ สุกสว่างเจิดจ้า งดงามตระการตา ก่อนจางหายไปในพริบตา ความไม่จีรังยั่งยืนของชีวิตนี้เอง ทำให้เราพึงตระหนักว่า ควรใช้ชีวิตให้ดีที่สุดในแบบที่เราเลือกเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียใจเมื่อถึงวันที่ทุกอย่างกำลังจะลับตา

ในโลกปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียทำให้เรามองเห็นแต่ความสำเร็จอันแสนสวยงามของคนอื่น มองเห็นแต่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบของคนอื่น ชีวิตของคนุลพ์ หรือแม้แต่ชีวิตของเฮสเส อาจช่วยเตือนสติให้เราตระหนักว่า ชีวิตที่ไม่เป็นไปตามสูตรสำเร็จ ไม่ได้แปลว่าเป็นชีวิตที่ล้มเหลว และไม่จำเป็นต้องสวยงามหรือสมบูรณ์แบบ ชีวิตก็มีคุณค่าในแบบของเราได้

แม้ว่าในชีวิตของทุกคน จะมีเส้นทางให้เลือกเดินนับร้อยนับพันเส้นทาง ที่ล้วนแล้วแต่พาไปสู่จุดหมายที่สวยงามแตกต่างกัน แต่หากมันไม่ตรงกับความเป็นตัวตนของเรา ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเลือกเส้นทางเหล่านั้น จงจำไว้ว่า เราสามารถสร้างเส้นทางของเราเองได้ เพราะชีวิตของเรา ไม่ได้เป็นแค่สำเนาของใคร

Tags:

ชีวิตคุณค่าของชีวิตคนุลพ์บรรทัดฐานสังคมKnulp

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    ไม้บรรทัดของยมทูต: เมื่อความตายคือจุดหมายของชีวิต

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ที่ที่ดีที่สุดในโลกอยู่ตรงนี้: เมื่อหยุดค้นหาจึงได้ค้นพบ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ไร้ประโยชน์ ก็ใช่ว่าไร้ค่า: บ้านที่มีแมวขี้โกหก กับหมาในจินตนาการ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • How to enjoy life
    เดอสแตดนิง (Döstädning): มากกว่าจัดบ้านคือจัดการชีวิต ศิลปะการละทิ้ง(ก่อนตาย) สไตล์ชาวสวีเดน

    เรื่อง ปริพนธ์ นำพบสันติ ภาพ ninaiscat

  • Book
    คาบเรียนจริยปรัชญา: เมื่อคำถามชีวิตตอบในการ์ตูน

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 บ้านหลังที่ 2 ที่โอบกอดเด็กเปราะบาง ด้วยหัวใจ ‘ครูนางฟ้า’: ผอ.พัทธยา ชนะพันธ์
Unique School
17 August 2026

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 บ้านหลังที่ 2 ที่โอบกอดเด็กเปราะบาง ด้วยหัวใจ ‘ครูนางฟ้า’: ผอ.พัทธยา ชนะพันธ์

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 เป็นโรงเรียนประจำที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนหนังสือตามหลักสูตร แต่ครูที่นี่ดูแลสุขภาพใจของเด็กด้วยหัวใจ เป็นเสมือนพ่อแม่คนที่ 2 ของเด็กทุกคน
  • ดร.พัทธยา ชนะพันธ์ หรือ ‘ผอ.กุ้ง’ ใช้ Angel Model เป็นเหมือนเข็มทิศการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่มีชีวิต เปลี่ยนวิธีคิดจาก ‘การจัดการพฤติกรรม’ สู่ ‘การเข้าใจความเป็นมนุษย์’ โดยมีแนวคิดหลัก พัฒนาบทบาท ‘ครู’ สู่ ‘ครูนางฟ้า’ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจและเชื่อมโยงความรู้สึกกับเด็ก
  • ผลลัพธ์จากความทุ่มเทของผอ.กุ้งและคณะครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 ในการดำเนินโครงการครูนางฟ้า ไม่เพียงช่วยให้เด็กๆ มีพัฒนาการทางอารมณ์และ EQ สูงขึ้น กล้าเปิดใจมากขึ้น เด็กกลุ่มเสี่ยงลดลง ความรุนแรงลดลง การหนีเรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัด คุณครูเองก็ทำงานอย่างมีความสุขเช่นกัน

“เยียวยาหัวใจก่อน เติมความรู้ทีหลัง 

เมื่อใจปลอดภัยการเรียนรู้จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง”

นี่คือแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ของ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โรงเรียนประจำสำหรับเด็กด้อยโอกาส ภายใต้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ที่มอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเด็กยากจน เด็กกำพร้า เด็กที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาครอบครัว หรือเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเป็น ‘บ้านหลังที่ 2 ที่ปลอดภัย’ ให้พวกเขาได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมี ดร.พัทธยา ชนะพันธ์ หรือ ‘ผอ.กุ้ง’ เป็นทั้งผู้อำนวยการ และ ‘แม่’ ของเด็กๆ ทั้งโรงเรียน 

“โรงเรียนของพวกเราดูแลเด็กตลอด 24 ชั่วโมง ในหนึ่งภาคเรียนผู้ปกครองมารับกลับได้นะคะ แต่บางคนเขาไม่มีแม้แต่บ้านจะกลับ เพราะว่าที่โรงเรียนของเรารับเด็กมาจากบ้านพักเด็ก จากสถานสงเคราะห์อื่นๆ ที่เขาส่งต่อมาเรียนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกับเรา เพราะเขาดูแลได้แค่ความเป็นอยู่ พอมาอยู่กับเราปุ๊บ เราต้องดูแลทุกๆ เรื่องค่ะ ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของวิชาการ 

เราไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนหนังสือตามหลักสูตร แต่เราดูแลสุขภาพใจของเด็กด้วย ดูแลแม้กระทั่งกินยังไง นอนยังไง และก็อยู่ยังไง เป็นเหมือนพ่อแม่คนที่ 2 ของเขา”

ผอ.กุ้ง เริ่มต้นแนะนำโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 ให้กับทุกๆ คนฟัง ระหว่างการเสวนาหัวข้อ ‘สุขภาพจิตเยาวชน (โครงการครูนางฟ้า)’ ในงาน ‘สุขมาราธอน ครั้งที่ 2 SOOK CITY’ ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และสถาบันพัฒนาระบบบริการสุขภาพองค์รวม (สพบ.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย พร้อมกล่าวอย่างหนักแน่นถึงเป้าหมายของโรงเรียนว่า 

“เราจะทำยังไงให้โรงเรียนเป็นบ้านหลังที่ 2 ให้กับเขา ให้เขาอยู่อย่างมีความสุข อยู่แล้วเขามีความรู้สึกว่า ในโรงเรียนแห่งนี้ไว้ใจได้ อยากจะเล่าเรื่องอะไรก็เล่าได้” 

‘ครูนางฟ้า’ (Angle Model) เข็มทิศการในสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็ก

ผอ.กุ้ง เล่าว่าตอนย้ายมาที่โรงเรียนแห่งนี้ใหม่ๆ โรงเรียนเป็นเหมือนศูนย์รวมเด็กกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็กทำร้ายตัวเอง มีความคิดไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้ มีภาวะซึมเศร้า โดนกระทำชำเรา ติดยาเสพติด เกเร ทะเลาะวิวาท ไม่เข้าเรียน กลายเป็นความหนักใจที่ไม่รู้ว่าจะต้องรับมืออย่างไร

“เด็กบางคนไม่พูด ไม่แสดงออก ไม่สบตา แอบไปร้องไห้อยู่คนเดียว บางคนก็แสดงออกด้วยพฤติกรรมที่รุนแรง ทะเลาะวิวาท การที่เด็กๆ เหล่านี้ต่างกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต เป็นโจทย์ให้เรามาคิดร่วมกันกับคณะครูว่าจะดำเนินการยังไงต่อ”

กระทั่งในปี พ.ศ. 2566 คุณหมอดวงดาว ศรียากูล และคุณหมอสันติ ลาภเบญจกุล ไปเป็นวิทยากรในการอบรมข้าราชการครูในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ผอ.กุ้ง จึงได้รู้จักกับโครงการ ‘ครูนางฟ้า’ ซึ่งเป็นต้นแบบในการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน โดยพัฒนาครูให้เป็นผู้ค้นหา ดูแล และส่งต่อเด็กกลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

“ผอ.กุ้งสนใจในเรื่องของการดูแลสุขภาพจิต ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้จิตวิทยาสังคมเชิงบวก ก็ได้เรียนเชิญท่านไป แต่ด้วยเวลาน้อยมากในวันนั้นก็ได้แค่ 3 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ทิ้งค่ะ คือเราอยากจะทำยังไงให้ลูกๆ ของเราอยู่อย่างมีความสุข ก็ติดตามกับคุณหมอมาตลอด” 

หลังจากนั้นมาโรงเรียนจึงใช้แนวปฏิบัติที่เรียกว่า พื้นที่ปลอดภัยทางใจ…ด้วยหัวใจ ‘ครูนางฟ้า’ (Angel Model) สู่สถานศึกษาแห่งความสุขที่มีชีวิต โดย Angel Model เป็นเหมือนเข็มทิศการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่มีชีวิต เปลี่ยนวิธีคิดจาก ‘การจัดการพฤติกรรม’ สู่ ‘การเข้าใจความเป็นมนุษย์’ โดยมีแนวคิดหลัก พัฒนาบทบาท ‘ครู’ สู่ ‘ครูนางฟ้า’ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจและเชื่อมโยงความรู้สึกกับเด็ก

สำหรับ Angel Model ที่ ผอ.กุ้ง นำมาปรับใช้เป็นแนวปฏิบัตินั้น ประกอบไปด้วย… 

  • A – Awareness สร้างความ ‘ตระหนัก’ และออกแบบระบบดูแลสุขภาพใจ โดยครูทุกคนจะมีเป้าหมายเดียวกันว่า ‘ความปลอดภัยทางใจคือความสำเร็จที่แท้จริง’
  • N – Nurture บ่มเพาะจิตวิญญาณครูนางฟ้า ให้มีความเมตตาและสื่อสารเชิงบวก โดยเน้นสร้างความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างครูและนักเรียน
  • G – Guidabce ชี้แนะเชิงป้องกัน โดยครูเป็นพี่เลี้ยงที่เฝ้าสังเกต และดูแลสภาวะอารมณ์เด็กอย่างใกล้ชิด
  • E – Empowerment เสริมพลังทางใจ ผ่านห้องเวทมนต์ 7 มุม ที่ใช้ Deep Listening และ Digital Reflection Log (สมุดบันทึกสะท้อนความคิดประจำวัน) 
  • L – Learning เรียนรู้ร่วมกัน ใช้ Dashboard วิเคราะห์ข้อมูล ถอดบทเรียน และสร้างคลังพลังบวก

โดยในระยะแรก ผอ.กุ้ง สร้างครูแกนนำจำนวน 10 คน ก่อนจะขยายต่อจนปัจจุบันคุณครูทุกคนของโรงเรียนผ่านการอบรมเป็นครูนางฟ้าร้อยเปอร์เซ็นต์

“ขั้นแรกเราจะสร้างความตระหนัก Awareness ให้กับคุณครูทุกคน ซึ่งต้นสังกัดของเราบอกว่าความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ความปลอดภัยนั้นมีทั้งทางกายและทางใจถูกมั้ยคะ ทางกายเราดูแลได้ เจ็บไข้ได้ป่วย เราอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ใจมันต้องใช้เทคนิคมันมีวิธีการ ใช้จิตวิทยาสังคมเชิงบวก”

“ขั้นที่ 2 ก็คือ Nurture นะคะ ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญของพวกเราเลย คุณหมอ ทีมสหวิชาชีพแล้วก็เครือข่าย เข้ามาช่วยเต็มที่เลยค่ะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะไปไม่ถูกทิศถูกทางเลย ทีมคุณหมอสันติคุณหมอดวงดาวไปช่วยอบรมเชิงปฏิบัติการ ไปบ่มเพาะจิตวิญญาความเป็นครู ความเมตตา และเรื่องของการสื่อสาร จะสื่อสารยังไงเด็กถึงจะมีพลังบวก เด็กถึงจะหัวใจพองโต เด็กถึงจะอยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นะคะ”

“จากนั้นคุณครูก็คอยประคับประคอง Guidance เป็นไกด์คอยชี้แนะว่า ถ้าเป็นแบบนี้เราจะมีวิธีการบริหารหรือจัดการความเครียดของตัวเองอย่างไร ในขณะนั้น Empowerment ก็คือเราจะเสริมพลังบวกไปเรื่อยๆ เพราะที่โรงเรียนเรามีสารพันปัญหานะคะ คำว่าสารพันปัญหาคือเด็กที่ด้อยโอกาสทุกประเภทอยู่กับเรา มาจากสถานพินิจก็มี ติดยาเสพติดจากข้างนอกมาก็มี หรือพ่อแม่ทอดทิ้ง เด็กเร่ร่อน เด็กมีปัญหาทุกๆ เรื่องที่โรงเรียนอื่นไม่รับแล้ว โรงเรียนของเรารับทุกวัน ไม่มีวันหยุด”

และไม่ว่าเด็กจะมีปัญหามาอย่างไร ผอ.กุ้งย้ำว่า “โรงเรียนนี้จะเป็นโรงเรียนสุดท้ายที่เขาจะมาอยู่กับเรา เราจะมีหน้าที่ทำยังไงให้เขาอยู่กับเราแล้วมีความสุข โรงเรียนให้อาหารทุกมื้อ มีเงินแค่ 400 บาทมาอยู่กับเรา 200 บาทแรก คือเป็นค่าประกันชีวิตเขาเองที่ผู้ปกครองต้องจ่าย อีก 200 บาท เป็นค่าประกันของเสียหาย นอกนั้นอาหาร 3 มื้อ ความเป็นอยู่ทุกอย่างอย่างเสื้อผ้าหน้าผมเราดูแล ข้าวของเครื่องใช้ต้นสังกัดให้เรามานะคะ ทีนี้ส่วนในเรื่องของการดูแลเยียวยาจิตใจนั้น เราก็ได้ใช้แนวทางปฏิบัติของคุณครูนางฟ้า ซึ่งได้ผลจริงๆ นะคะ”

นอกจากนี้ ผอ.กุ้ง พร้อมทั้งคุณครูในโรงเรียนยังพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการดูแลใจของครูนางฟ้า สู่ ‘ห้องเวทมนต์’ (Magic Room) พื้นที่ปลอดภัยเพื่อการเยียวยา ประยุกต์ใช้แนวคิดครูนางฟ้าสร้างพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เลือกใช้ตามความรู้สึก ประกอบด้วย 7 มุมกิจกรรมบำบัด (Therapeutic Corners) ที่ออกแบบตามสภาวะจิตใจ ได้แก่

  1. มุมเปิดใจ พูดคุยระบายความรู้สึก
  2. มุมผ่อนคลาย พักใจ ลดความตึงเครียด 
  3. มุมศิลปะบำบัด สื่อสารผ่านงานศิลป์
  4. มุมสมาธิ ฝึกสติและความนิ่งภายใน 
  5. มุมนวดผ่อนคลาย คลายความเครียดทางกาย 
  6. มุมเกมบำบัด เสริมความสัมพันธ์ และทักษะอารมณ์ 
  7. มุมดนตรี พื้นที่แสดงออกผ่านเสียงเพลง 

การเยียวยาหัวใจต้องเริ่มจากการยอมรับ เห็นคุณค่า และเข้าใจความเป็นมนุษย์

ผลลัพธ์จากความทุ่มเทของผอ.กุ้งและคณะครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 ในการดำเนินโครงการครูนางฟ้า ไม่เพียงช่วยให้เด็กๆ มีพัฒนาการทางอารมณ์และ EQ สูงขึ้น กล้าเปิดใจมากขึ้น เด็กกลุ่มเสี่ยงลดลง ความรุนแรงลดลง การหนีเรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัด คุณครูเองก็ทำงานอย่างมีความสุขเช่นกัน 

“เด็กที่เคยทำร้ายร่างกาย แรกๆ เลยเขาแก้ปัญหาชีวิตตัวเองไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ไปทำไม เขาก็ใช้มีด หรือใช้ของมีคม ซึ่งเราดูแลในเรื่องของความปลอดภัยอยู่แล้วนะคะ แต่เขาก็จะไปหาพวกตะปูที่อยู่ตามสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในโรงเรียนหรืออะไรก็ได้ที่สามารถทำร้ายตัวเองได้ เขาก็จะมากรีดแขนตัวเองค่ะ เราเห็นแล้วทำไมทำร้ายตัวเองอย่างนี้ล่ะลูก ตอนแรกก็ถามคำถามแบบนี้ แต่พอได้เรียนรู้วิธีการจากคุณหมอ เราก็จะไม่เกิดคำถามว่า ทำไม ทำไม และทำไม เราก็จะให้เขารู้สึกเองว่าไว้ใจครูได้ รู้สึกว่าอยากจะเล่าอะไรให้ครูฟัง เขาก็ค่อยมาเล่านะคะ”

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 จังหวัดเลย ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ คือภาวะผู้นำเชิงนโยบายที่เข้มแข็งและอบอุ่น ครูเปิดใจ รับฟัง ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน นวัตกรรมยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย ดูแลได้ทุกที่ทุกเวลา และมีเครือข่ายสนับสนุนเข้มแข็ง 

“ในส่วนของเครือข่ายสำคัญที่สุด คือตาข่ายรองรับชีวิตของเด็กๆ เลย ลำพังโรงเรียนมีแค่ผู้บริหาร ครู ครูหอพัก ครูประจำชั้น ผู้ปกครองไม่สามารถที่จะดูแลเด็กได้ ถ้าไม่มีภาคีเครือข่ายที่หนักแน่นที่เข้มแข็งเข้าไปช่วย โดยเฉพาะในเรื่องของครูนางฟ้านะคะ อันนี้สำคัญจริงๆ เพราะถ้าคุณครูก็มีแต่วิชาชีพครู  ไม่มีวิชาชีพในเรื่องของเทคนิคการดูแลสุขภาพจิต สุขภาพใจของเด็ก ถ้าไม่ได้คุณหมอไม่ได้ทีมเครือข่าย คิดว่าไม่ประสบผลสำเร็จ 

อย่างห้องเวทมนตร์ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้รับงบสนับสนุน ซึ่งตอนนี้พวกเราขยายเครือข่าย ขยายไปทุกหอพัก โรงเรียนมีทั้งหมด 13 หอพัก แล้วก็มี 4 อาคารเรียนนะคะ ตอนนี้ห้องเวทมนตร์เราขยายไปไว้ทุกอาคารเลยค่ะ ให้เด็กเข้าถึงได้ง่าย ในห้องเวทมนตร์จะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย มีมุมให้ทำกิจกรรมต่างๆ แต่ครูนางฟ้าก็เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่กอดได้ สัมผัสได้ สื่อสารได้ ให้กำลังใจลูกๆ ของเราได้ ให้เขาได้มีชีวิตที่สดใส และเขาจะได้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่สร้างปัญหาให้กับอนาคตค่ะ” ผอ.กุ้ง กล่าวทิ้งท้าย

Tags:

Angel Modelพื้นที่ปลอดภัยครูนางฟ้าระบบดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นในโรงเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52ผอ.พัทธยา ชนะพันธ์

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Social Issues
    จากครูผู้สอนสั่ง สู่ครูที่ ‘ฟังอย่างลึกซึ้ง’ และ ‘สื่อสารอย่างเข้าใจ’ ภารกิจติดปีกนางฟ้าให้ครูดูแลหัวใจเด็ก: แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Unique Teacher
    เปลี่ยนวิชาน่าเบื่อให้เป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย: ครูขุนทอง คล้ายทอง ผู้พาเด็กๆ เข้าถึงหัวใจของ ‘วิทยาศาสตร์’

    เรื่อง The Potential

  • Social Issues
    ‘วรรณกรรมเยียวยา’ พื้นที่ปลอดภัยให้เด็กสำรวจโลกของอารมณ์  เรียนรู้และโอบรับความเปราะบางของตนเอง: ธาม เชื้อสถาปนศิริ

    เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issues
    ‘BuddyThai’ แอปคู่ใจของวัยรุ่นในวันที่ไม่มีใครยืนเคียงข้าง: พีเจ-หริสวรรณ ศิริวงศ์

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Unique Teacher
    เปลี่ยนโรงเรียนติดลบเป็นโรงเรียนติดดาว เริ่มที่ ‘ตัวฉัน’: ผอ.นันทิยา บัวตรี

    เรื่อง The Potential

จดหมายรักถึงอาม่า: ความรักและมิตรภาพที่เรียงร้อยผ่านตัวอักษร เดินทางข้ามพรมแดนและกาลเวลา
Movie
16 August 2026

จดหมายรักถึงอาม่า: ความรักและมิตรภาพที่เรียงร้อยผ่านตัวอักษร เดินทางข้ามพรมแดนและกาลเวลา

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • จดหมายรักถึงอาม่า (Dear You) เป็นภาพยนตร์จีน ผลงานการกำกับและเขียนบทโดย หลานหงชุน แม้จะสร้างด้วยงบประมาณเพียง 14 ล้านหยวน แต่กลับสร้างปรากฏการณ์ทำรายได้ถล่มทลายมากกว่า 1.9 พันล้านหยวน 
  • ภาพยนตร์บอกเล่าชะตากรรมอันเข้มข้นของ ‘บักเซ็ง’ ชาวจีนแต้จิ๋วที่หอบเสื่อผืนหมอนใบข้ามนํ้าข้ามทะเลมายังเมืองไทย โดยมี ‘โพยก๊วน’ หรือจดหมายส่งเงิน เป็นสายใยที่เชื่อมโยงหัวใจของเขากับครอบครัวในแผ่นดินแม่
  • หนึ่งในตัวละครที่น่าสนใจคือ‘หน่ำกี’ สาวไทยเชื้อสายจีน ผู้ไม่ยอมจำนนต่อค่านิยมหรือกฏเกณฑ์ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมาเติมเติมภาพยนตร์เรื่องนี้ให้อบอวลด้วยไปด้วยมิตรภาพอันน่าประทับใจ

[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]

“ซกยิ้วภรรยาข้า…แนบเงินมาให้ 200 หยวน พร้อมจดหมายฉบับนี้ ตัวข้าสบายดีทุกประการ การค้าเจริญรุ่งเรือง…คืนนี้ดวงจันทร์ลอยขึ้นเหนือสายน้ำ ส่องสว่างกระจ่างนวลราวหยกประดับ ประหนึ่งว่าข้าได้กลับคืนสู่บ้านเกิด และได้ยืนชมจันทร์เคียงข้างเจ้า แม้ผืนน้ำจะกว้างใหญ่ แต่ด้วยใจที่คิดถึงเจ้า จึงมิรู้สึกว่าห่างไกล ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีดอกงิ้วแดงกำลังบานสะพรั่ง งดงามไม่ต่างจากฤดูใบไม้ผลิที่บ้านเกิดของเรา ข้าได้แนบดอกไม้ไว้ในจดหมายหนึ่งดอก ด้วยหวังว่าเจ้าจะได้สัมผัสกลิ่นหอมของมันเช่นกัน”

ถ้อยคำอันอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความละเมียดละไมจาก ‘โพยก๊วน’ ฉบับหนึ่งในภาพยนตร์จีนแต้จิ๋วเรื่อง ‘จดหมายรักถึงอาม่า’ (Dear You) สะกดอารมณ์จนทำเอาใครหลายคนในโรงภาพยนตร์ถึงกับต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างไม่รู้ตัว อาจเพราะส่วนหนึ่งในสายเลือดและจิตวิญญาณของพวกเรา ล้วนสืบทอดมาจากบรรพบุรุษชาวจีนโพ้นทะเล ผู้เคยแบกรับชะตากรรมอันหนักอึ้งและความโหยหามาตุภูมิในลักษณะที่ไม่ต่างกันนัก 

จดหมายรักถึงอาม่า บอกเล่าเรื่องราวของ ‘บักเซ็ง’ หนุ่มพ่อลูกสามที่จำต้องพลัดพรากจากบ้านเกิด เพื่อหลบหนีการเกณฑ์ทหารท่ามกลางไฟสงครามกลางเมือง เขาจึงเป็นดั่งตัวแทนของชาวจีนแต้จิ๋วอพยพในยุคนั้น (ราวปี ค.ศ. 1948) ที่หอบเอาหัวใจอันบอบช้ำและเสื่อผืนหมอนใบ ข้ามน้ำข้ามทะเลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบนผืนแผ่นดินไทย ด้วยความหวังเพียงหนึ่งเดียวคือการสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อนำพาครอบครัวออกจากกงล้อแห่งความแร้นแค้น โดยมี ‘โพยก๊วน’ ทำหน้าที่เป็นหมุดหมายและสายใยสำคัญในการดำเนินเรื่องราวทั้งหมด

หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด คำว่า ‘โพยก๊วน’ (侨批) คือ ‘จดหมายส่งเงิน’ ของชาวจีนโพ้นทะเลในอดีตที่ส่งกลับไปยังผู้รับในแผ่นดินแม่ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสื่อสารเพียงอย่างเดียวที่ช่วยให้พวกเขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกไปยังคนรักที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่า 3,000 กิโลเมตร สอดคล้องกับบทกวีอันลึกซึ้งในสมัยราชวงศ์ถังที่ว่า “ไฟสงครามลุกโชนต่อเนื่องนับสามเดือน จดหมายจากทางบ้านมีค่าล้ำยิ่งกว่าทองคำหมื่นตำลึง” (烽火连三月,家书抵万金) 

ด้วยคุณค่าเหล่านี้ องค์การยูเนสโก (UNESCO) จึงได้ยกย่องและขึ้นทะเบียน ‘โพยก๊วน’ ให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ในฐานะบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ซึ่งช่วยบอกเล่าเรื่องราว รากเหง้า ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และจิตวิญญาณของผู้คนในยุคสมัยเสื่อผืนหมอนใบไว้ได้อย่างสมบูรณ์และงดงามที่สุด

ในฐานะ ‘ตึ่งหนั่งเกี้ย’ หรือลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลที่มีอากงเป็นหนึ่งในผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ยอมรับตรงๆ ว่าผมคาดหวังกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพิเศษว่าจะได้เห็นมิติของเรื่องราวที่ลึกซึ้งและมากกว่าการเป็นเพียงกระจกสะท้อนภาพการสู้ชีวิตแบบเดิมๆ 

และตัวละครอย่าง ‘หน่ำกี’ ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง

หน่ำกี คือลูกสาวคนเดียวของเถ้าแก่เกสต์เฮาส์ย่านเยาวราช เธอเป็นผู้หญิงประเภทที่ถ้าเป็นคนสมัยนี้ก็คงเรียกว่า ‘หัวก้าวหน้า’ หนักเอาเบาสู้ และมีความคิดอ่านก้าวล้ำกว่ายุคสมัย หน่ำกีเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่าผู้หญิงสามารถหยัดยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือก ‘สบายทางลัด’  ด้วยการแต่งงานกับคนรวยที่เธอไม่ได้รัก อีกทั้งการอยู่ตัวคนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับเธอ มากไปกว่านั้นเธอยังใช้เกสต์เฮาส์เป็นที่สอนหนังสือเด็กๆ ลูกหลานชาวจีน ในช่วงเวลาที่การเรียนเขียนอ่านเป็นเรื่องต้องห้าม

ตัวตนอันเด็ดเดี่ยวของเธอฉายชัด ทั้งจากการดูแลพ่อชราที่ติดสุรา การบริหารจัดการเกสต์เฮาส์อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และการปฏิเสธการคลุมถุงชนครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยคำขาดเดียวที่ทำเอาบรรดาชายหนุ่มที่หลงใหลในรูปร่างหน้าตาของเธอต้องใส่เกียร์ถอยกันเป็นแถบๆ ว่า หากใครต้องการได้เธอเป็นภรรยา ผู้นั้นจะต้องแต่งงานเข้าบ้านของเธอเท่านั้น

ทว่า สิ่งที่ทำให้ ‘ออร่า’ ของหน่ำกีเปล่งประกายและสว่างไสวที่สุด คือหัวใจที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตและรู้บุญคุณคน โดยเฉพาะกับ ‘บักเซ็ง’ ผู้ที่ช่วยชีวิตเธอกับพ่อจากเหตุเพลิงไหม้ จนเงินเก็บทั้งหมดของเขามอดไปกับเปลวเพลิง ซ้ำร้ายเขายังต้องโทษจำคุกสองปีจากการพลั้งมือทำร้ายคนวางเพลิงจนพิการ

หลังเกิดเหตุครั้งนั้น หน่ำกีไม่เพียงแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนบักเซ็งในเรือนจำสม่ำเสมอ แต่เธอยังรับอาสาเป็น ‘มือเขียนโพยก๊วน’ ถ่ายทอดถ้อยคำและความรู้สึกแทนชายหนุ่มที่ไม่รู้หนังสือ เพื่อส่งกลับไปหาภรรยาของเขาที่แผ่นดินแม่

แต่จุดหักเหที่ยกระดับภาพยนตร์เรื่องนี้ให้งดงามเหนือความคาดหมาย คือเหตุการณ์หลังบักเซ็งได้รับการปล่อยตัว และเปลี่ยนอาชีพไปค้าขายทางเรือจนเริ่มลืมตาอ้าปากได้ ทว่าเขากลับต้องเผชิญโศกนาฏกรรมที่พรากชีวิตไปอย่างกะทันหัน นั่นเท่ากับว่าความหวังของครอบครัวบักเซ็งแทบจะดับสูญไปด้วย หน่ำกีจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เกินกว่าใครจะคาดคิด นั่นคือการเลือกสวมรอยเป็นบักเซ็ง…สานต่อการเขียนจดหมายและแนบเงินส่งกลับไปช่วยเหลือ ‘ซกยิ้ว’ ภรรยาของบักเซ็งและลูกๆ ที่แผ่นดินใหญ่ต่อเนื่องยาวนานถึง 18 ปีเต็ม 

การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสงสารเพียงชั่ววูบ หากแต่หล่อหลอมขึ้นหลังจากที่เธอได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งการ “ลงเรือลำเดียวกันร่วมฟันฝ่า คอยเฝ้าระวังและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” (同舟共济,守望相助) หรือความมีน้ำใจไมตรีแบบ ‘กากี่นั้ง’ (家己人) ซึ่งเป็นดั่งสายใยความผูกพันอันเหนียวแน่นของคนจีนที่พร้อมจะยื่นมือเข้าหากันราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน 

ภาพยนตร์ถ่ายทอดสิ่งนี้ผ่านฉากสะเทือนใจที่หน่ำกีเห็นหนุ่มชาวจีนคนหนึ่งยืนร้องไห้ด้วยความสิ้นหวังเพราะไม่มีเงินส่งกลับไปรักษาแม่ที่กำลังป่วยหนัก ทันทีที่คนจีนบริเวณนั้นรับรู้ ต่างคนก็ต่างพร้อมใจกันควักเงินส่วนตัวออกมาช่วยคนละเล็กคนละน้อยตามกำลัง เพื่อให้โพยก๊วนฉบับนั้นพกพาความหวังและต่อชีวิตให้แม่ของเขาได้สำเร็จ ทำให้หน่ำกีตัดสินใจที่จะสานต่อเจตนารมณ์ในการดูแลครอบครัวของบักเซ็งต่อไป 

ซึ่งภายหลังผมได้เห็นชาวเน็ตท่านหนึ่งคอมเมนต์ในประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “สมัยก่อนคนจีนยังถือหลัก ‘กากี่นั้ง’ (家己人) ที่หมายถึงคนกันเอง และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก แต่ทุกๆ วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่กลับแปรเปลี่ยนไปใช้หลัก ‘สี่กี่นั้ง’ (自己人) ที่พ้องเสียงกับคำว่า ‘ซี่’ หรือ ‘สี่’ (死) ที่แปลว่าความตายในภาษาจีน จนกลายเป็นค่านิยมแบบต่างคนต่างอยู่แบบตัวใครตัวมันไปเสียแล้ว” โดยคำเปรียบเปรยนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า น้ำใจอันบริสุทธิ์ของหน่ำกีและผู้คนในยุคนั้นทรงพลังและมีคุณค่ามากเพียงใด 

“…ช่วงนี้ข้าเพิ่งหัดเขียนหนังสือ และเพียรเรียนรู้การเขียนชื่อของเจ้าแล้ว 

แม้ลายมือจะยังโย้เย้ไปบ้าง แต่ด้วยความมุมานะ อีกไม่นานย่อมสำเร็จเป็นแน่ 

จดหมายฉบับนี้อาจสั้น แต่ความรักนั้นยาวไกล โปรดถนอมตนให้ดี 

จากสามี, บักเซ็ง”

“นับถือที่เจ้าบริหารจัดการบ้านเรือนได้เป็นอย่างดี แต่โปรดอย่าได้ประหยัดจนเกินไปนัก อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีข้าอยู่ทั้งคน”

“ซกยิ้ว ภรรยาข้า

ส่งรถจักรยานไปให้เจ้าหนึ่งคัน สัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้า ข้ายังคงจดจำไว้ในใจเสมอ”

แน่นอนว่าถ้อยคำเปี่ยมรักลึกซึ้งเหล่านี้ ล้วนกลั่นออกมาจากหัวใจอันบริสุทธิ์ของหน่ำกี…ผู้สวมรอยเป็นบักเซ็งเพื่อประคับประคองจิตใจของซกยิ้ว นอกเหนือจากเงินและอักษรแทนความห่วงใย เธอยังคอยจัดส่งอาหารแห้งอย่างหมูเค็ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ไปให้ซกยิ้วอยู่เสมอ

เรื่องราวในจอภาพยนตร์ชวนให้ผมหวนนึกถึงภาพความทรงจำอันคมชัดจากคำบอกเล่าของแม่ ที่มักเล่าให้ฟังอยู่บ่อยครั้งว่า สมัยที่แม่ยังเล็ก แม่มักเดินตามอาม่าไปส่งโพยก๊วนให้ญาติพี่น้องที่แผ่นดินใหญ่ ซึ่งในยุคสมัยนั้น นอกจากโพยก๊วนแล้ว ญาติๆ มักส่งข่าวมาไหว้วานให้ช่วยซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า จักรยาน หรือแม้กระทั่งจักรเย็บผ้าส่งไปให้ด้วย เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ทางฝั่งเมืองจีนในเวลานั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ หากไม่ขาดแคลนจนหาซื้อไม่ได้ ก็มักจะมีราคาสูงกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ผมยังรู้สึกซาบซึ้งข้อความในจดหมายที่ต่างฝ่ายต่างบอกว่า ‘สบายดี’ เพื่อให้อีกฝ่ายไม่ต้องเป็นห่วง เหมือนกับคำคมภาษาจีนที่กล่าวว่า “ความรักคือการรู้สึกว่าตนเองยังติดค้างและทำให้อีกฝ่ายไม่พออยู่เสมอ” (爱是常觉亏欠) 

ในขณะเดียวกัน โพยก๊วนในเรื่องนี้อาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ส่งผ่านความรักทางไกลในมิติของสามีภรรยาเท่านั้น หากแต่ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมมิตรภาพอันงดงามระหว่างผู้หญิงสองคนที่อยู่ห่างกันคนละขอบฟ้า ผู้ต่างคอยเยียวยาและเติมเต็มหัวใจของกันและกันผ่านตัวอักษร

แม้ในสายตาของผู้ชม หน่ำกีจะดูเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ผู้ให้’ ที่ทุ่มเทให้อีกฝ่ายอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ในทางกลับกัน ตัวเธอเองก็ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตและการเป็นแม่จากซกยิ้วเช่นกัน ซึ่งสะท้อนผ่านจดหมายสารภาพความจริงที่ส่งไปไม่ถึงมือของซกยิ้ว…

“พี่ซกยิ้ว นับตั้งแต่ได้โต้ตอบจดหมายกับท่าน ความเข้มแข็งและความเฉลียวฉลาดของท่าน ได้ส่องสว่างนำทางให้แก่ข้าเสมอมา ข้าเองก็โชคดีได้เป็นแม่คนเช่นเดียวกับท่าน ได้รับรู้ถึงภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของการเป็นพ่อแม่ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นท่านที่สอนให้ข้าได้รู้ว่า การจะเป็นแม่คนได้อย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร”

“การได้พบและมีไมตรีจิตต่อพวกท่านสองสามีภรรยา นับเป็นโชคดีสามชาติภพของข้าแล้ว น้ำใจอันไร้ราคา ย่อมต้องถนอมและรักษาไว้ด้วยหัวใจ กาลเวลาดั่งสายน้ำไหล ผ่านไปประหนึ่งชั่วครู่ก็เกือบยี่สิบปีแล้ว ขอโทษด้วยนะ พี่ซกยิ้ว หวังว่าท่านจะให้อภัยในความหวังดีของข้า”

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ตัวอักษรบนโพยก๊วนได้ทำหน้าที่ร่วมแบ่งเบาความโดดเดี่ยว และโอบอุ้มหัวใจของผู้หญิงสองคนผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากด้วยความเข้าอกเข้าใจ จนกลายเป็นเสาค้ำยันทางจิตวิญญาณที่ช่วยให้ต่างฝ่ายต่างก้าวผ่านห้วงเวลาอันยาวนานนี้มาได้

เมื่อฉากสุดท้ายของภาพยนตร์จบลง ผมคิดว่าบทสรุปแท้จริงที่ จดหมายรักถึงอาม่า ต้องการบอกเราคือ คุณค่าอันยิ่งใหญ่ของ ‘น้ำใจไมตรี’ ซึ่งสอดรับอย่างลึกซึ้งกับสุภาษิตจีนโบราณที่ว่า “เธอมอบลูกท้อแก่ฉัน ฉันตอบแทนกลับไปด้วยหยกงาม” (投我以木桃,报之以琼瑶)  ดังนั้นน้ำใจไมตรีจึงไม่ใช่สิ่งไกลตัว หากแต่เป็นสิ่งที่เราสามารถเลือกหยิบยื่นให้แก่กันได้ในชีวิตประจำวันโดยปราศจากเงื่อนไขหรือการคาดหวังสิ่งตอบแทน ดั่งเช่นคำสอนอันเรียบง่ายของซกยิ้วที่หลานของเธอกล่าวในตอนหนึ่งของภาพยนตร์ 

“อาม่าบอกว่า เป็นคนต้องมีน้ำใจและรู้จักผูกไมตรี คนที่ไร้น้ำใจไมตรีต่อผู้อื่น ย่อมมิอาจคบหา” 

Tags:

มิตรภาพDear youจดหมายรักถึงอาม่าภาพยนตร์ความรัก

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    Spider-Man Brand New Day: เมื่อฮีโร่บอกกับเราว่า ‘ความเป็นมนุษย์’ ต่างหาก คือพลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทุกคนมี

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    โกฮัง หัวใจโกโฮม: เมื่อหนึ่งชีวิตสี่ขา กลายเป็น ‘บ้าน’ และ ‘โลกทั้งใบ’ ของใครบางคน

    เรื่อง นฤมล ทับปานกนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Instant family: ได้โปรดให้เวลาพวกเราหน่อยนะ 

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Dear ParentsMovie
    Orange is the new black: แม้ในเรือนจำความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกกักขัง

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Billy Elliot: ความฝันนอกกรอบ และความรักของพ่อผู้ยอมหักหลังตัวเองเพื่อลูกชาย

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

อย่างน้อยก็มีคนแย่กว่าฉัน แต่นั่นเพียงพอแล้วหรือ
How to enjoy life
13 August 2026

อย่างน้อยก็มีคนแย่กว่าฉัน แต่นั่นเพียงพอแล้วหรือ

เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า และกลไกการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นเป็นกลไกสำคัญอย่างมากของมนุษย์ในการรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน
  • คำถามก็คือ เวลาที่ตัวเราเองหรือคนรอบข้างกำลังตกอยู่ในความทุกข์และความเครียด ควรจะมองคนที่ดีกว่า เก่งกว่า เพื่อพัฒนาตนเอง หรือเทียบกับคนที่แย่กว่าเพื่อความสบายใจ
  • การเทียบกับคนที่แย่กว่าเรา เป็นกลไกทางธรรมชาติในการรับมือกับความเครียดและความทุกข์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเลวร้าย และไม่ใช่การถดถอย แต่หากปัญหานั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ อย่าลืมว่าความรู้สึกดีจากการเปรียบเทียบนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริง

ทุกข์เป็นสิ่งที่อยู่คู่โลกครับ จะทั้งความผิดหวัง ความล้มเหลว หรือเคราะห์ร้ายต่างๆ ชีวิตของปุถุชนคงยากที่จะไม่เจอความทุกข์เลย แต่เพราะทุกข์อยู่กับมนุษย์มานานแสนนานตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ สมองของเราที่วิวัฒนาการมาให้มีความทุกข์ก็วิวัฒนาการมาให้รับมือกับความทุกข์เช่นกัน เรามีกลไกหลายอย่างเพื่อทำให้เราจัดการและอยู่กับความทุกข์ได้ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงกลไกที่ว่าประเภทหนึ่ง ที่ทำงานด้วยการมองว่า ‘อย่างน้อยก็มีคนตกอยู่ในความลำบากหรือทุกข์ยากยิ่งกว่าเรา’

เช่น เราอาจจะถูกงดโบนัส แต่มีหลายคนที่ตกงาน เราอาจสอบได้คะแนนไม่เยอะ แต่มีคนที่สอบตก เราอาจจะเป็นโรคที่ต้องทนทรมานรักษา แต่มีคนมีหลายคนที่เป็นโรคที่ไม่มีแม้แต่หนทางรักษา การที่เราได้เห็นคนที่ดูแล้วพบกับความทุกข์ยากและลำบากกว่าแบบนี้ บางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เพราะเทียบแล้วเราเองก็ไม่ได้แย่ ตกที่นั่งลำบาก หรือเคราะห์ร้ายขนาดนั้น กลไกนี้จะช่วยปลอบใจหรือเป็นกำลังใจให้เราเดินหน้าต่อไป แต่ถึงจะเป็นกลไกตามธรรมชาติ แต่บางคนอาจจะมองว่าการเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าเป็นวิธีที่ไม่ดี เหมือนเป็นการทำให้ตัวเองถดถอยแทนที่จะก้าวหน้า แต่นั่นเป็นความจริงไหม การเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่ามีประโยชน์หรือมีโทษ วันนี้เราก็จะมาคุยกันเรื่องนี้ด้วยครับ

สังคมสมัยใหม่สนับสนุนให้คนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และมุ่งเน้นไปที่ความก้าวหน้าและความทะเยอทะยาน ดังนั้นจึงไม่แปลก หากมีคนที่บอกเราว่าเวลาเราจะเทียบกับใครเราก็ควรเทียบกับคนที่ดีกว่า เก่งกว่า สำเร็จมากกว่า เพื่อที่เราจะยึดคนนั้นเป็นแบบอย่างและพัฒนาตนเองให้ได้อย่างเขา ดังนั้นเวลาเรานึกเทียบกับคนที่แย่กว่าเรา เราจึงรู้สึกว่านั่นเป็นวิธีที่สังคมไม่ยอมรับ เหมือนกับ ‘ถอยหลังเข้าคลอง’ คือไม่ได้เกิดการพัฒนาใดๆ และอาจจะลดมาตรฐานตัวเองลงไปเสียอีก และนั่นทำให้หลายๆ ครั้งการมองว่ายังมีคนที่โชคร้ายกว่า ลำบากกว่า ล้มเหลวกว่า จะทำให้เราสบายใจขึ้น แต่ก็มีความรู้สึกผิดปะปนมาด้วยเสมอ คำถามที่ตามมาคือ เวลาที่ตัวเราเองหรือคนรอบตัวเรากำลังตกอยู่ในความทุกข์และความเครียด เราควรจะมองคนที่ดีกว่าเราหรือคนที่แย่กว่าเราถึงจะเป็นวิธีที่ดีกว่า

ประเด็นเรื่องการเปรียบเทียบกับคนอื่นเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจมานานแล้วครับ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า และกลไกการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นเป็นกลไกสำคัญอย่างมากของมนุษย์ในการรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน แต่คุณค่าของเราทำไมถึงต้องมาจากการเปรียบเทียบ คำตอบคือในโลกความจริง การจะประเมินว่าเราทำได้ดีไม่ดี เก่งไม่เก่ง สำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้นไม่ได้เรียบง่ายแบบที่เห็นคะแนนหรือตัดเกรดแบบการสอบที่บอกตัวเลขบอกเกรดว่าเท่านี้เก่งมาก เท่านี่ตก ตัวอย่างงานวิจัยคลาสสิกของความสำคัญในการเปรียบเทียบคือ การประเมินว่าตัวเองได้เงินเดือนเยอะหรือน้อย นักวิจัยพบว่าการที่คนหนึ่งจะรู้สึกว่าตัวเองได้เงินเดือนเยอะหรือน้อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเท่ากับผลของการเปรียบเทียบว่าได้เงินเดือนมากหรือน้อยกว่าคนรอบตัว ถ้าคนรอบตัวได้เงินเดือนเยอะกว่า คนก็จะมองว่าตนเองได้เงินเดือนน้อย และถ้าคนรอบตัวได้เงินเดือนน้อยกว่า คนก็จะมองว่าตนเองได้เงินเดือนเยอะ การประเมินด้านอื่นๆ ในชีวิตก็เหมือนกันครับ หากไม่แน่ใจว่าเราอยู่ในตำแหน่งไหน เราจะมองคนรอบตัวแล้วดูว่าเราดีหรือแย่กว่าเขา

การเปรียบเทียบเป็นธรรมชาติที่ฝังลึกในจิตใจมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีขนาดกลุ่มใหญ่มาก หากเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือสัตว์ประเภทลิงที่เป็นญาติใกล้ชิดของเรา จะพบว่ามีเพียงมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันเป็นหลายสิบในยุคก่อนอารยธรรมและค่อยๆ ขยายมาจนถึงหลักร้อยตอนที่เริ่มสร้างชุมชน การอยู่เป็นกลุ่มใหญ่สร้างความปลอดภัยจากอันตรายภายนอกเช่น สัตว์ร้ายไม่กล้าเข้ามาในกลุ่มที่มีคนจำนวนมากแบบนี้ แต่การอยู่เป็นกลุ่มก็สร้างภัยคุกคามภายใน คือการแก่งแย่งแข่งขันกันเองในสังคม ไม่ว่าจะยุคสมัยใดจะมีเพียงคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด หรือได้มากกว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร หรือเรื่องคู่ สองเรื่องนี้คือประเด็นที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตคือการอยู่รอด (มีกิน) เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป (มีคู่) ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดก็วิวัฒนาการมาเพื่อเอาชีวิตรอดและสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตัวเองต่อไป ไม่ใช่เพียงร่างกาย แต่กลไกทางสมองก็วิวัฒนาการให้มีความคิดแบบนั้นเช่นกัน 

ดังนั้นมนุษย์จึงมีวัฒนาการที่จะเปรียบเทียบกับคนรอบตัวเสมอเพื่อให้อยู่รอดในสังคมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความแข่งขันได้ แม้ว่าสังคมปัจจุบันรอบตัวเราไม่ถึงขั้นแย่งชิงอาหาร และเราไม่ถึงขั้นสู้กัน (ตรง ๆ) เพื่อหาคู่ แต่สังคมก็มีการแข่งขันสูงในทุกด้านตั้งแต่ชีวิตในโรงเรียนจนถึงชีวิตการทำงาน

หากฟังดูที่มาของการเปรียบเทียบแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าถ้าแบบนั้น การมองคนที่เก่งกว่า ดีกว่า สูงกว่าเราน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพื่อที่จะแย่งชิงสู้คนอื่นไหว แต่ถึงแบบนั้นนักจิตวิทยาพบว่า จิตใจคนเราซับซ้อนกว่านั้นครับ 

มนุษย์เองมีความสุขและความทุกข์ บางครั้งเราเข้มแข็งแต่บางครั้งเราก็อ่อนแอ การเทียบกับคนที่ดีกว่าไม่ได้สร้างความรู้สึกฮึกเหิมเสมอไป แต่ทำให้เกิดผลทางลบแทน เช่น ความทุกข์ใจจากความอิจฉา หรือความรู้สึกแย่ต่อตนเองว่าทำไมถึงไม่ได้ดีแบบเขา

 นอกจากนี้หากเขาดีกว่ามากๆ จนเราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นก็เกิดความสิ้นหวัง และนั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์อยากรู้สึก มนุษย์มีธรรมชาติในการปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘ตัวตนของเรา’ มนุษย์ทุกคนอยากรับรู้ว่าตนเองมีค่า เป็นคนเก่ง มีความสามารถ หรืออย่างน้อยก็เป็นคนโชคดี การรับรู้ในทางตรงกันข้ามว่าไม่มีค่า ไม่เก่ง ไร้ความสามารถ หรือโชคร้ายจะนำไปสู่ความทุกข์ใจ วิตกกังวล จนถึงขั้นซึมเศร้า (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ เมื่อคำว่า ‘แพ้’ รุนแรงต่อชีวิต ความพ่ายแพ้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และผู้แพ้ไม่ควรถูกละเลย) เมื่อใดที่ตัวตนถูกคุมคามจากความล้มเหลว ความเคราะห์ร้าย หรือทุกข์ยากต่างๆ กลไกในจิตใจเลยพยายามปกป้องตัวตน ซึ่งก็มีหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ที่อยู่ในสังคมแห่งการเปรียบเทียบ คือการเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าในสถานการณ์ที่เรากำลังรู้สึกเครียดและทุกข์ใจ เพราะนั่นจะทำให้เรารู้ว่ามีคนที่แย่กว่าเราอยู่มาก และพอจะเป็นกำลังใจและเพิ่มความมั่นใจให้เราขึ้นมาได้ 

งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่านี่เป็นวิธีที่ได้ผลในการช่วยลดความเครียดหรือความวิตกกังวล ในช่วงเวลาที่ทุกข์ใจ การมองคนที่ดีกว่านั้นไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนฮึดสู้ได้ แต่กลับจะทำให้เครียดหรือซึมเศร้ามากขึ้นแทน

เวลาเราพบว่าตัวเองล้มเหลว ผิดพลาด เคราะห์ร้าย บางครั้งก็เป็นผลมาจากสิ่งที่เกินความควบคุมของเรา หากลองจินตนาการว่าเราเปิดร้านขายอาหารแต่อยู่ๆ ก็เกิดมีการปรับปรุงถนนครั้งใหญ่จนลูกค้าหนีไปหมด หรืออาจจะพลาดการสอบตรงคณะในฝันไปเพราะเกิดป่วยกระทันหัน สิ่งเหล่านี้เราไม่อาจทำอะไรได้เลยนอกจากทำใจยอมรับกับความผิดพลาดและผิดหวัง ในหลายๆ ครั้ง เรื่องที่ผิดพลาดไปแล้วก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ สิ่งที่ผ่านไปแล้วเราย้อนอดีตไม่ได้ มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงความจริงที่ตนเองเผชิญไม่ได้ แต่มนุษย์ก็มีกลไกที่จะปกป้องตัวตนให้ทนกับความทุกข์นั้นด้วยการเปลี่ยนมุมมองแทน ด้วยการมองในแง่ดีว่า ยังมีผลลัพธ์ที่ร้ายแรงกว่านั้นได้ กิจการของเราย่ำแย่ แต่มีคนที่ล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว เราพลาดคณะที่อยากเข้า แต่บางคนไม่มีแม้แต่โอกาสเรียนต่อ เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า หรือการเทียบจะยิ่งชัดเจนกว่านั้น หากบุคคลที่เราเทียบที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่แย่กว่าเรา เขายังอยู่ได้ ใช้ชีวิตได้ต่อไป และนั่นจะทำให้เรารู้สึกว่า “ถ้าเขายังอยู่ได้ แล้วทำไมเราจะอยู่ไม่ได้” 

แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นครับ การเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าเราจะใช้ไม่ได้ผลในบางกรณี กรณีหนึ่งคือหากสิ่งที่เรากำลังรู้สึกแย่นั้น มีหนทางที่เราจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เช่น หากเราสอบเพื่อขอใบรับรองความสามารถแบบที่สอบซ้ำเพื่อแก้ตัวได้ เช่น สอบวัดระดับภาษา หากเราสอบได้คะแนนไม่ดีเลย การที่มองว่ามีคนที่ได้คะแนนแย่กว่าเราจะไม่ช่วยอะไรนัก เพราะเราเองก็รู้ถึงความจริงดีว่า เราออกจากสถานการณ์ที่ไม่พอใจนี้ได้ด้วยการแก้ไข ก็คือสอบใหม่อีกรอบ นอกจากนี้คนที่เราเปรียบเทียบด้วยก็สำคัญ หากคนที่เราเห็นว่าแย่กว่าเป็นคนร่วมชะตากรรมเดียวกับเรา อาจจะยิ่งเพิ่มความเครียดและความวิตกกังวล อย่างเช่น คนที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับเราที่มีอาการทรุดหนักกว่าเรา ซึ่งตอนนี้จริงอยู่ที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าเขา แต่เราอาจจะตกไปอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายแบบเขาได้เช่นกัน หรือคนที่เปิดกิจการขายของแบบเดียวกับเราที่กิจการต้องเลิกเพราะขายไม่ดี การรับรู้เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกโชคดี แต่อาจจะทำให้เรารู้สึกแย่ว่าเราเองก็อาจจะต้องเจอกับชะตากรรมเดียวกัน 

นอกจากนี้อย่างที่เราคุยกันไว้ในข้างต้นครับ ทุกครั้งที่มนุษย์เราเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่า คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับเรื่องที่เราใช้ความเคราะห์ร้ายของคนอื่นมาทำให้ตัวเองรู้สึกดี เพราะนั่นไม่ใช่ค่านิยมกระแสหลักของสังคมที่ส่งเสริมการมองแต่ทางบวก อย่างไรก็ตามกลไกการเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าเป็นกลไกธรรมชาติ งานวิจัยพบว่าหากเราอยู่ในภาวะที่เปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าแล้วสบายใจขึ้น ความรู้สึกไม่ดีจากการใช้วิธีนี้ก็จะสู้ความต้องการปกป้องตัวตนของเราเองไม่ได้ 

หนึ่งในสังคมที่มีการเปรียบเทียบกันดุเดือดและใกล้ตัวที่สุดคือในโรงเรียน ผมเลยขอนำงานวิจัยเกี่ยวกับแวดวงการศึกษามาฝากคุณพ่อคุณแม่และคุณครูครับ อย่างที่เราบอกว่ามนุษย์เราชอบเปรียบเทียบ และถ้าเรารู้สึกว่าเราอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าคนอื่น นั่นจะทำให้เราพอใจ ธรรมชาติของคนเราจึงชอบเป็น ‘ปลาใหญ่ในบ่อเล็ก’ (เป็นคนเก่งที่สุดในหมู่คนไม่เก่ง) มากกว่าเป็น ‘ปลาเล็กในบ่อใหญ่’ (เป็นคนแย่ที่สุดในหมู่คนเก่ง) หรือคนไทยจะคุ้นเคยกับคำว่าจะเป็น ‘หัวสุนัข’ หรือเป็น ‘หางมังกร’ แม้ว่าสังคมจะอยากให้คนเป็นหางมังกรและคำนี้ฟังดูดีตอนเปรียบเปรย แต่พออยู่ในสถานการณ์จริงๆ อย่างเช่น เด็กที่อยู่ในห้องรวมหัวกะทิหรือห้องคิง แต่อยู่ในอันดับท้ายๆ ของห้องมักจะพบกับความกดดัน เครียด และอาจจะสิ้นหวัง เพราะสู้คนอื่นๆ ไม่ได้ และนี่คือดาบสองคมที่ควรระวังของการจัดอันดับห้อง ปัญหานี้เราคงได้ยินข่าวมามาก ที่เด็กเรียนเก่งในสายตาคนภายนอกกลับคิดจบชีวิตตัวเองเพราะเกรดตกเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะกลุ่มที่เขาเปรียบเทียบได้คะแนนสูงกว่าเขา ในสายตาคนนอกเด็กคนนั้นได้เกรดดีมาก แต่หากเป็น ‘ที่โหล่’ ก็ยากจะที่เด็จะรู้สึกดี 

ในทางตรงกันข้าม งานวิจัยพบว่าเด็กที่เรียนไม่เก่งหลายๆ คนจะรู้สึกว่าตนเองขาดความสามารถ แต่พอได้อยู่ในกลุ่มของเด็กที่ไม่เก่งด้วยกันแล้วหากเขาทำได้อันดับที่ดีในห้อง เด็กคนนั้นจะรู้สึกมั่นใจขึ้น และมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองขึ้น ผลของอันดับนั้นสำคัญกับมนุษย์ การอยู่ในห้องที่มีแต่คนเก่งกว่าจะมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะ แต่อาจไปลดความมั่นใจ ส่วนการอยู่ในห้องที่ตนเองเก่งที่สุด ก็อาจจะสร้างความมั่นใจ แต่สิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการพัฒนาต่อ 

ดังนั้นอาจจะเป็นการดีหากการปรับห้องเรียนทำได้ยืดหยุ่นตามทักษะและสถานการณ์ ถึงการปรับห้องเรียนยังเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในไทยที่ห้องเรียนมีขนาดใหญ่ และพ่อแม่หรือผู้ปกครองหรือแม้แต่ครูอาจจะไม่สามารถเข้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงได้โดยตรง แต่ผมคิดว่าการรู้ธรรมชาติของมนุษย์ในด้านนี้ก็เป็นแนวทางที่สำคัญที่ทั้งผู้ปกครองและคนในแวดวงการศึกษาอาจจะหาทางปรับเปลี่ยนในอนาคต หรือในตอนนี้อาจจะปรับใช้สำหรับการเรียนพิเศษหรือการเรียนซ่อมเสริมที่จัดห้องเรียนได้ยืดหยุ่นกว่า 

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือตระหนักเรื่องการเปรียบเทียบ และอาจจะต้องให้กำลังใจลูกและอย่าตัดสินลูกตนเองด้วยการเทียบกับลำดับในห้องโดยเฉพาะหากลูกอยู่ในห้องของเด็กเก่ง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือคนเรานั้นมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นมากน้อยต่างกันไปครับ บางคนเปรียบเทียบบ่อยๆ บางคนไม่ค่อยเปรียบเทียบ สิ่งนี้เป็นเหมือน ‘บุคลิกภาพ’ ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลที่เป็นผลสะสมมาอย่างยาวนานจากการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก และเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเปลี่ยนได้ยาก (ตัวอย่างบุคลิกภาพรูปแบบหนึ่งเช่น คนมองโลกในแง่ดี หรือคนมองโลกในแง่ร้าย อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ มองโลกแบบไหนถึงเรียกว่าในแง่ร้าย) 

งานวิจัยพบว่าคนที่อยู่ในกลุ่มที่เปรียบเทียบบ่อย มักจะพบปัญหาเรื่องการหมดพลังงานไปกับการเทียบตนเองกับคนอื่นว่าดีกว่าหรือแย่กว่า โดยเฉพาะคนที่ชอบเปรียบเทียบบ่อยและยังชอบเทียบกับคนที่ดีกว่าจะมีสุขภาพจิตแย่กว่าคนที่เปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่า เพราะทุกครั้งที่เราพบคนที่ดีกว่าเราก็อาจจะเกิดความไม่พอใจกับสถานะของตนเอง งานวิจัยในที่ทำงานพบว่าคนที่มีบุคลิกภาพแบบนี้จะรู้สึกว่าตัวเองได้เงินเดือนน้อยกว่าที่ควรจะได้ และหมดไฟในการทำงานง่าย งานวิจัยยังเสนอหนทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจว่า บริษัทต่างๆ ควรจะให้คุณค่ากับพนักงานในแง่บทบาทที่หลากหลาย ไม่ใช่ระดับสูงต่ำ แต่แสดงให้เห็นว่าทุกคนมีหน้าที่ที่สำคัญ ไม่ได้เน้นที่ใครอยู่สูงกว่าใคร และเน้นว่าคนได้เงินเดือนสูงคือคนที่มีคุณค่ากว่า การทำแบบนี้จะสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงานกลุ่มที่อยู่ในตำแหน่งต่ำ หรือเงินเดือนน้อยกว่า (ซึ่งมักจะเป็นพนักงานส่วนใหญ่) ได้ดีกว่า

ถึงจุดนี้ ผมขอตอบคำถามที่เราคุยกันไว้ในตอนต้นว่า การที่เราจะเทียบกับคนที่แย่กว่าเรา เป็นกลไกทางธรรมชาติที่เกิดจากวิวัฒนาการของมนุษย์ การใช้วิธีนี้ในการรับมือกับความเครียดและความทุกข์จึงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย และไม่ใช่การถดถอยเหมือนกับที่ค่านิยมของสังคมอาจจะบอกไว้ วิธีนี้เป็นเหมือนการประคับประคองจิตใจ และบรรเทาความรู้สึกทุกข์และความเครียดให้ทุเลาพอที่เราจะเดินหน้าไปต่อไหว โดยเฉพาะในกรณีที่ความทุกข์หรือปัญหานั้นเป็นสิ่งที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากปัญหานั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ อย่าลืมว่าความรู้สึกดีจากการเปรียบเทียบนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริง หากเราสอบตกวิชาหนึ่งและคนส่วนใหญ่ในห้องก็สอบตกวิชาเดียวกัน แน่นอนว่าการเปรียบเทียบแบบนี้ก็ทำให้เราไม่รู้สึกสิ้นหวังเกินไป แต่นั่นไม่ได้แปลว่าปัญหาหมดไปแล้ว เพราะเราก็ต้องหาทางสอบซ่อมหรือเรียนซ่อมให้ผ่านอยู่ดี 

การสร้างความสบายใจด้วยการเปรียบเทียบมีไว้เพื่อรับมือวิกฤตของใจเพื่อให้เราฟื้นตัว และเมื่อเราพร้อม เราจะได้ฝ่าฟันให้พ้นจากภาวะที่เป็นอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่มีไว้เพื่อหนีความจริง

อย่างที่เราคุยกันไปว่ามนุษย์ชอบเป็น ‘ปลาใหญ่ในบ่อเล็ก’ บางคนเลยอาจเคยชินกับการเปรียบเทียบให้สบายใจไว้ก่อน การเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าก็มักจะสร้างความสบายใจถึงจะไม่ได้ตกอยู่ในวิกฤต แต่การเปรียบเทียบแบบนี้ตลอดเวลาเพียงเพราะให้ความรู้สึกดีก็ไม่ทำให้เราคิดจะพัฒนาตนเอง เหมือนเรา ‘ปกป้องตัวตนของเราจนเกินเหตุ’ จริงอยู่ที่โดยส่วนตัวแล้วผมไม่คิดว่าการกดดันตัวเองให้ไปอยู่สูงสุดเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียน ตำแหน่งงาน เงินเดือน หรือเรื่องอื่นๆ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความเพียงพอและความพอใจของเรา แต่ระดับที่เราพอใจนั้นก็ไม่ควรจะต่ำจนมีผลกระทบที่ไม่ดีในชีวิตจริง อย่างเรื่องเรียนอย่างน้อยก็ควรจะให้ผ่าน เรื่องเงินและงานก็ควรอยู่ในระดับที่เลี้ยงตัวเองหรือครอบครัวได้ แต่เมื่อใดที่จิตใจพร้อม ไม่ได้ตกอยู่ในความทุกข์ การลองมองคนที่ดีกว่า ก็อาจทำให้เรารู้สึกว่ามีแรงบันดาลใจ มีความฮึกเหิมที่อยากจะทำให้ดีกว่าตอนนี้ การพัฒนาตนเองให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายจริงไหมครับ

เอกสารอ้างอิง

Bauer, I., & Wrosch, C. (2011). Making up for lost opportunities: The protective role of downward social comparisons for coping with regrets across adulthood. Personality and Social Psychology Bulletin, 37(2), 215-228.

Buunk, A. P., & Dijkstra, P. (2017). Social comparisons and well-being. In The happy mind: Cognitive contributions to well-being (pp. 311-330). Cham: Springer International Publishing.

Stewart, T. L., Chipperfield, J. G., Ruthig, J. C., & Heckhausen, J. (2013). Downward social comparison and subjective well-being in late life: The moderating role of perceived control. Aging & mental health, 17(3), 375-385.

Wills, T. A. (1981). Downward comparison principles in social psychology. Psychological bulletin, 90(2), 245.

Wills, T. A. (1987). Downward comparison as a coping mechanism. In Coping with negative life events: Clinical and social psychological perspectives (pp. 243-268). Boston, MA: Springer US.

Tags:

มนุษย์การเปรียบเทียบlifeความมั่นใจในตนเอง

Author:

illustrator

พงศ์มนัส บุศยประทีป

ตั้งแต่เรียนจบจิตวิทยา ก็ตั้งใจว่าอยากเป็นนักเขียน เพราะเราคิดความรู้หลายๆ อย่างที่เราได้จากอาจารย์ หนังสือเรียน หรืองานวิจัย มันมีประโยชน์กับคนทั่วไปจริงๆ และต้องมีคนที่เป็นสื่อที่ถ่ายทอดความรู้แบบหนักๆ ให้ดูง่ายขึ้น ให้คนทั่วไปสนใจ เข้าใจ และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่อยากให้มันอยู่แต่ในวงการการศึกษา เราเลยอยากทำหน้าที่นั้น แต่เพราะงานหลักก็เลยเว้นว่างจากงานเขียนไปพักใหญ่ๆ จนกระทั่ง The Potential ให้โอกาสมาทำงานเขียนในแบบที่เราอยากทำอีกครั้ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • How to enjoy life
    ‘ยึดมั่นกับความจริงของชีวิต อย่าไปยึดติดกับภาพลวงตา’ คาถาแก้คำสาปคนชอบเปรียบเทียบ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    The Let Them Theory (2): เปลี่ยน ‘การเปรียบเทียบ’ อันขมขื่น ให้เป็นบทเรียนที่นำเราไปสู่ศักยภาพซ่อนเร้น

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Cover
    Book
    The Wild Robot: ชีวิตที่ลิขิตเอง ไม่ต้องรอโปรแกรมคำสั่ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • How to enjoy life
    ทำไมเราจึงชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ทั้งที่ผลลัพธ์คืออาการเจ็บจี๊ด?

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    ความหมายของชีวิต: เรียนรู้ และสร้างมันขึ้นมา

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Beyond Anxiety EP.2: สยบความวิตกกังวลด้วยกลวิธี ‘รอจนกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น’
Book
12 August 2026

Beyond Anxiety EP.2: สยบความวิตกกังวลด้วยกลวิธี ‘รอจนกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น’

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • หนังสือ Beyond Anxiety (ก้าวข้ามความกังวล) เขียนโดย ดร.มาร์ธา เบ็ก นักวิชาการจากฮาร์วาร์ดและไลฟ์โค้ชชื่อดังชาวอเมริกัน แปลเป็นภาษาไทยโดย กัญญาพร เกษมสันต์ ณ อยุธยา สำนักพิมพ์ O₂
  • วงจรความวิตกกังวลที่ติดแน่นจะแย่งอำนาจในการควบคุมอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมไปจากเรา การรับรู้ว่าเหตุการณ์ในอดีตทำให้เกิดรูปแบบความวิตกกังวลอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มันจางลงไปได้ เพราะกลไกความกลัวในระบบประสาทไม่ได้เรียนรู้ผ่านเหตุผล หากแต่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์
  • ดร.มาร์ธา ชวนคนที่กำลังถูกความวิตกกังวลเล่นงาน จับมือกับความวิตกกังวลตัวร้ายเพื่อสงบจิตใจตัวเองในสถานการณ์ที่หลากหลาย ผ่านกลวิธี 4 ขั้นตอน ที่เธอเรียกสั้นๆ ว่าการ ‘รอจนกว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น’

เรื่องมีอยู่ว่า หญิงสาวคนหนึ่งได้จับพลัดจับผลูมาทำงานกับศาสตราจารย์ชื่อดัง แต่เธอกลับรู้สึกไม่ชอบนิสัยจู้จี้ หยาบคาย และก้าวร้าว ที่เขามักแสดงออกกับลูกน้องเป็นประจำ 

ศาสตราจารย์มักสั่งให้หญิงสาวทำงานโหดหินในเวลาจำกัดราวกับตั้งใจจะกลั่นแกล้งเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่น่าแปลกที่หล่อนกลับ ‘ตัวแข็ง’ และ ‘ไม่สามารถปฏิเสธ’ เขาได้เลยสักครั้ง ซ้ำร้ายเธอเกลียดตัวเองที่มักทำตัวนอบน้อมเกินไปกับศาสตราจารย์ราวกับว่าตนเองเป็นสุนัขผู้แสนซื่อสัตย์

ดร.มาร์ธา เบ็ก นักวิชาการจากฮาร์วาร์ดและไลฟ์โค้ชชื่อดัง เล่าปัญหาสุดคลาสสิกในอดีตที่เธอเคยเผชิญ ผ่านหนังสือ Beyond Anxiety ซึ่งผมเองก็เคยมีประสบการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ คือการเป็นคนหัวอ่อนประเภท “ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน” ทั้งๆ ที่หลายครั้งผมตระหนักดีว่างานที่ผมได้รับไม่ต่างอะไรกับการถูกหลอกใช้ให้ ‘ทำงานล่วงเวลา’ โดยปราศจากค่าโอที

คำถามคือ อะไรทำให้ผมและ ดร.มาร์ธา ต้องจำใจยอมรับและตกอยู่ในสถานการณ์แบบวนลูปอยู่เป็นประจำ? 

คำตอบคือ ‘ความวิตกกังวล’ ในสมองที่สร้าง ‘กลไกการป้องกันตัวหลายขั้น’ ซึ่งปิดหูปิดตาเราจากทางออกของวงจรอุบาทว์นี้ พร้อมกับแย่งอำนาจในการควบคุมอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมไปจากเรา

“กลไกนี้เป็นไปตามแนวทางที่มีวิวัฒนาการมาเนิ่นนานก่อนที่จะมีการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ระบบประสาทส่วนนี้เข้ามาควบคุมอยู่เหนือความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม และเนื่องจากฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันจึงไม่สามารถทำลายแบบแผนนี้ได้ไม่ว่าจะตั้งใจมากแค่ไหน จิตสำนึกของฉันรู้สึกท่วมท้นก่อนที่ฉันจะมีโอกาสได้จัดการเจ้าความวิตกกังวลภายในของฉันเสียอีก

หากประสบการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หรือหากเกิดขึ้นนานๆ ครั้งก็คงไม่สลักสำคัญอะไร แต่มันไม่ใช่แบบนั้น จิมมักจะมีความโกรธที่อธิบายไม่ได้โผล่มาบ่อยๆ ลินด์เซย์ต้องแกล้งทำเป็นสนุกเมื่ออยู่กับพวกชอบคุยโวโอ้อวด และเคอร์บี้ก็ไม่เคยใช้ชีวิตปกติได้นานกว่าเดือนสองเดือนโดยไม่ต้องกลับเข้าไปซุกอยู่ในป้อมปราการแห่งความสันโดษบนโซฟาน้อยของเธอ ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในกำมือของกลไกการป้องกันตัวแบบขั้นบันได แม้พฤติกรรมจะไม่เหมือนกันเลย แต่ทั้งหมดเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นภัยคุกคาม 

เหตุการณ์แบบนี้พบได้บ่อยในคนที่มีรูปแบบความวิตกกังวลแบบเดิมซ้ำๆ ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นคำอธิบายที่ฟังดูมีเหตุผล แต่เนื่องจากพวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจึงยิ่งส่งเสริมรูปแบบการตอบสนองที่บกพร่องนั้นจนทำให้มันเลวร้ายลงไปอีก สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีคือเจ้าตัววิตกกังวลของเขาจับสัญญาณอันตรายได้ จึงเข้ามาควบคุมร่างกายและเปิดการทำงานของกลไกการป้องกันตัวหลายลำดับขั้นขึ้นมา สิ่งต่างๆ จึงเริ่มสมเหตุสมผลมากขึ้นเมื่อเราระบุได้ว่า ตัวกระตุ้นแท้จริงที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองรูปแบบนี้คืออะไร”

ดร.มาร์ธา ย้ำเตือนว่า ความน่ากลัวของกลไกนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานโดยอัตโนมัติ แต่รวมถึงการที่สมองซีกซ้ายของเรามักหาเหตุผลอันชอบธรรมมาสนับสนุนการกระทำของมันเสมอ

“ปัญหาคือปฏิกิริยาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจในเวลาที่มันไม่เป็นประโยชน์ และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือการตอบสนองทุกขั้นสามารถเปลี่ยนเป็นวงจรความวิตกกังวลได้ เราอาจพบว่าตัวเองเข้าสู่โหมดสู้ หนี เอาใจ นิ่ง หรือทิ้งตัว แล้วหาเรื่องมาอธิบายความสมเหตุสมผลของการตอบสนองนั้น และนั่นเป็นการสร้างเงื่อนไขให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้นในครั้งต่อๆ ไปที่เรารู้สึกว่าถูกคุกคาม”

คำถามต่อมาคือ สมองของเราจำแนกได้อย่างไรว่าอะไรคือภัยคุกคาม? ดร.มาร์ธา อธิบายว่าสมองของมนุษย์มักชำนาญในการสร้างสิ่งกระตุ้นจากประสบการณ์เลวร้ายในอดีต เพื่อเป็นสัญญาณเตือนภัย 

“สมองของมนุษย์เป็นมืออาชีพด้านการสร้างสิ่งกระตุ้น มันจะเชื่อมโยงสัมผัสที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่เจ็บปวดในความทรงจำ ระบบเตือนภัยยุคโบราณที่อยู่ในสมองคุณจะแปะป้ายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่คุณจะได้รับประสบการณ์อันน่าสะเทือนใจนั้นเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”

เช่น  สมัยม.5 ผมมักถูกครูสอนศิลปะรุ่นปู่ที่ท่าทางเหมือนพวกขี้เมาคนหนึ่งด่าทอแรงๆ ต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นเป็นประจำ เพียงเพราะผมวาดรูปไม่เก่ง แม้ผมจะรู้สึกชินชาและงุนงงที่พบว่าคำด่าทอมักลามปามออกจากกรอบของวิชาศิลปะ แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ผมเห็นคนที่แต่งตัวหรือมีลักษณะภายนอกคล้ายครูศิลปะคนนั้น ระบบประสาทของผมจะตอบสนองด้วยความรู้สึกโกรธ ไม่ชอบหน้า หรือเกิดความกังวลขึ้นมาทันทีอย่างไม่มีสาเหตุ 

ดังนั้น เธอจึงแนะนำให้ใครก็ตามที่ประสบปัญหาความวิตกกังวลอย่างไม่ทราบสาเหตุ ลองมองหาคนที่ไว้ใจสักคน อาจจะเป็นนักจิตบำบัด เพื่อขอให้เขาช่วยถอดรหัสถึงที่มาของสิ่งกระตุ้นทางจิตวิทยานี้ ซึ่งหากยังจำกันได้ ดร.มาร์ธาได้นำเรื่องของ ‘ลินด์เซย์’ ที่ต้องแกล้งทำเป็นสนุกเมื่ออยู่กับพวกชอบคุยโวโอ้อวด มาขยายความต่อเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

“ลินด์เซย์ถูกเลี้ยงมาโดยพ่อแม่ที่หลงตัวเองและจะแสดงการยอมรับลินด์เซย์เฉพาะเมื่อเธอแสดงความเคารพนบนอบต่อพวกเขา “สิ่งเดียวที่พวกเขาอยากได้ยินจากฉันคืออู้หู! กับ โอ้โห!” เธอบอก หลังจากนั้นเมื่อเธอพบกับคนที่แสดงพฤติกรรมแบบคนหลงตัวเอง ระบบประสาทของเธอจะเปิดโหมดเอาใจทันที

ปัญหาทั้งหลายที่เธอคิดว่า ‘ไม่เกี่ยว’ นั้น แท้จริงแล้วเป็นหลักฐานที่แสดงถึงปฏิกิริยาปกติของระบบประสาทที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่บีบให้เธอต้องปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองมาโดยตลอด…การทราบว่าสิ่งกระตุ้นคืออะไรช่วยให้ผู้คนเหล่านี้รู้สึกเหมือนเป็นคนบ้าน้อยลงและรู้สึกกลัวกลไกการป้องกันตัวเองน้อยลงด้วย ปฏิกิริยาของพวกเขาสมเหตุสมผลเมื่อนึกถึงว่าพวกเขาต้องเอาตัวรอดจากประสบการณ์อันน่าเจ็บปวดเหล่านั้นในอดีต”

การที่เราต้องเข้าสู่โหมดเอาตัวรอดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้ตัวและเกินจำเป็น ย่อมส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจในระยะยาว ซึ่ง ดร.มาร์ธา ได้ฉายภาพผลลัพธ์ของวงจรอุบาทว์นี้ไว้อย่างน่าขนลุก

“คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับความอันตรายเป็นระยะเวลานานจะลงเอยด้วยการผลักไสความตระหนักรู้ถึงบาดแผลทางใจนั้นออกไปวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า

คุณอาจต้องใช้ชีวิตเหมือนโดนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนหรือเมื่อไร สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเก็บกดสัญชาตญาณในการป้องกันตัวเองตามธรรมชาติในระยะยาว การระงับปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างต่อเนื่องมักจะนำไปสู่การเกิดสิ่งกระตุ้นความวิตกกังวลมากมาย และท้ายที่สุดก็ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าอย่างสมบูรณ์”

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวงจรความวิตกกังวลติดแน่นอยู่ในตัวเรา และสมองซีกซ้ายก็มักจะติดอยู่กับระบบความเชื่อเดิมๆ ของมัน การรับรู้ว่าเหตุการณ์ในอดีตทำให้เกิดรูปแบบความวิตกกังวลอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มันจางลงไปได้ เพราะกลไกความกลัวในระบบประสาทไม่ได้เรียนรู้ผ่านเหตุผล หากแต่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทางกายภาพ

“โปรดจำไว้ว่าในการรับมือกับความวิตกกังวลในรูปแบบใดก็ตาม หน้าที่ของเราไม่ใช่การต่อสู้กับระบบประสาท แต่เป็นการช่วยให้มันผ่อนคลาย และสนุกกับการให้ความร่วมมือกับสิ่งที่จิตสำนึกเราตั้งใจจะทำ เหมือนกับสัตว์ที่เรียนรู้ที่จะเชื่อใจมนุษย์ เมื่อเราถูกความวิตกกังวลครอบงำ เราต้องรับมือกับด้านดิบที่เราควบคุมไม่ได้ นั่นก็คือส่วนของระบบประสาทที่มีวิวัฒนาการเก่าแก่มาก่อนที่จะมีสมองส่วนตรรกะและความคิดเกิดขึ้น การเข้าใจว่าระบบประสาทของเราเปลี่ยนการตอบสนองได้อย่างไรจะช่วยให้เราสยบเจ้าตัววิตกกังวลที่กระวนกระวายที่สุดไว้ได้”

ดร.มาร์ธา จึงชวนให้เราจับมือกับความวิตกกังวลตัวร้ายเพื่อสงบความวิตกกังวลของตัวเองในสถานการณ์ที่หลากหลาย ผ่านกลวิธี 4 ขั้นตอนที่เธอเรียนรู้จากสัตวแพทย์ในสวนสัตว์แห่งหนึ่ง ก่อนทดลองนำมาปรับใช้ในการสงบความวิตกกังวลของตัวเธอเองจนได้ผล และเริ่มสอนมันให้กับผู้เข้ารับการปรึกษา ผ่านสิ่งที่เธอเรียกสั้นๆ ว่าการ ‘รอจนกว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น’

  1. ลองจัดสภาพแวดล้อมให้สิ่งมีชีวิตนั้น (ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือเจ้าความวิตกกังวลในตัวคุณ) รู้สึกปลอดภัย
  2. ค่อยๆ พามันไปสัมผัสกับสิ่งที่กระตุ้นความกังวลทีละนิด เมื่อมันเริ่มแสดงอาการกังวลขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงขั้นตระหนกจนกลไกป้องกันตนเองทำงาน ให้หยุดไว้ตรงนั้น แล้วอยู่กับมัน แค่นั่งเฉยๆ อยู่ตรงนั้น
  3. ให้อยู่ตรงเส้นแบ่ง ณ จุดที่เจ้าตัววิตกกังวลรู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น รอจนกว่ามันจะชินและผ่อนคลาย แล้วจึงค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าอีกนิด
  4. ทำซ้ำไปเรื่อยๆ เท่าที่ต้องการ 

หลังจากทดลองใช้กลวิธี 4 ขั้นตอน โดยในจังหวะที่อยู่กับมันและนั่งรอเฉยๆ ผมก็ได้นำเทคนิคการหายใจอย่างถูกวิธีมาประยุกต์ใช้เพิ่มเติมด้วย ตอนนั้นเองที่ผมสัมผัสได้ว่าร่างกายของผมสงบ และ ‘เบาลง’ อย่างน่าอัศจรรย์ 

สำหรับผม การเข้าใจกลไกการป้องกันตัวหลายขั้นและสิ่งกระตุ้นในอดีต เป็นเหมือนเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ผมเริ่มถีบตัวขึ้นจากบึงโคลนแห่งความวิตกกังวล มันช่วยให้ผมกลับไปมองภาพของตัวเองที่เคยตัวแข็งทื่อเมื่อถูกถามความเห็นระหว่างการประชุม หรือภาพที่ผมเคยเป็นคนหัวอ่อนปฏิเสธใครไม่เป็นจนทำตัวเองเดือดร้อนเป็นประจำ…ด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตัวเองมากขึ้นว่า 

ผมไม่จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของใครเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย ก่อนที่จะค่อยๆ ปลดปล่อยความวิตกกังวลออกไป ผ่านการ ‘รอจนกว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น’

แน่นอนว่า เจ้าความวิตกกังวลจะยังคงแวะเวียนเข้ามาควบคุมอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผมเหมือนกับที่มันทำมาโดยตลอด แต่ผมเชื่อว่าหากเราเริ่มอ่านเกมของมันออก เจ้าตัวร้ายที่เคยบงการชีวิตเรา…ก็จะไม่สามารถปิดหูปิดตาเราได้เหมือนเคยอีกต่อไป

Tags:

หนังสือความวิตกกังวลBeyond AnxietyAnxiety

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Book
    Beyond Anxiety EP 1: ออกจาก ‘โถงกระจก’ ของสมองซีกซ้าย ที่คอยปั่นหัวให้เราวิตกกังวลไม่รู้จบ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    The Let Them Theory: ปล่อยคนอื่นไปตามทางของเขา แล้วหันกลับมาดูแลสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือตัวเราเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    วิชาสำคัญที่คุณควรรู้ก่อนที่ชีวิตจะสอนคุณ: สุขภาพจิตก็ไม่ต่างจากสุขภาพกาย…ไม่มีใครมีภูมิคุ้มกันมาตั้งแต่เกิด 

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ: รู้ทันกลลวงของเจ้าลิงตัวนั้น แล้วจัดการความวิตกกังวลที่ก่อกวนชีวิตเรา

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    ห้องสมุดแห่งบาเบล : ภาพลวงตาของความหมาย

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

Posts navigation

Older posts

Recent Posts

  • Relationship Reset Syndrome: เมื่อการล้มกระดานความสัมพันธ์แล้วเริ่มใหม่กลายเป็นเรื่องวนลูป
  • พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP4: แผนปฏิรูปโรงเรียน
  • Four Hands, Two Sonatas:  ไม่ว่าจะดนตรีหรือชีวิต โน้ตตัวแรกเริ่มจากหัวใจตัวเอง
  • ‘ครูโอ๋ – พิมพ์ใจ พันวินิต’ ศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข การศึกษาที่ออกแบบจากหัวใจแม่ แด่…ลูกคนพิเศษ
  • เมื่อ ‘หน้าจอ’ ขัดขวางพัฒนาการ ‘โซเชียลมีเดีย’ มีผลต่อสุขภาพจิต อายุที่เหมาะสมของเด็กในโลกออนไลน์ควรเป็นเท่าไร

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • October 2026
  • September 2026
  • August 2026
  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel