Skip to content
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Learning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trend
  • Life
    Healing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroom
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
Book
17 September 2026

กาฬวิบัติ: คุณค่าความเป็นคน คือไม่ยอมจำนนแม้สิ้นหวัง

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • กาฬวิบัติ (The Plague) เป็นผลงานเล่มที่ 2 ของ อัลแบร์ กามู (Albert Camus) หลังเรื่อง ‘คนนอก’ สร้างชื่อให้เขาโด่งดังไปทั่วโลก โดยเล่มนี้โดดเด่นด้วยประเด็นสังคม การเมือง ศาสนา และปรัชญา จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมของเขา
  • หนังสือเล่าเรื่องเหตุการณ์การผ่านวิกฤตโรคระบาดในเมืองโอร็อง และปฏิกิริยาของผู้คนเมื่อเผชิญโลกที่สิ้นหวัง โดยตัวละครแต่ละคนสะท้อนวิธีรับมือกับชีวิต ทั้งการทำหน้าที่ ศรัทธา การแสวงหาประโยชน์ และการยืนหยัดเพื่อเพื่อนมนุษย์
  • สารที่ชัดเจนที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ คุณค่าของความเป็นคน คือการไม่ยอมจำนน แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ถึงที่สุด เราทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่พึงกระทำและจงทำมันให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องคาดหวังว่า เมื่อทำดีแล้ว ทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดี

ในช่วงทศวรรษที่ 1950 นักจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ชื่อ เคิร์ท ริคเตอร์ (Curt Richter) ทำการทดลองชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นการทดลองที่โหดร้าย และไม่ได้การยอมรับอีกแล้วในยุคปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้น การทดลองดังกล่าว มีสิ่งที่น่าสนใจบางอย่าง จนต้องนำมาเล่าให้ฟัง

การทดลองของริคเตอร์ ใช้ชื่อว่า การทดลองเรื่องความสิ้นหวัง (despair experiment) โดยเขาปล่อยหนูให้ลอยคอในถังน้ำใบใหญ่ ซึ่งหนูไม่สามารถปีนหนีออกมาได้ เพื่อดูว่า หนูจะสามารถว่ายน้ำได้นานแค่ไหน ก่อนจะหมดแรงและจมน้ำตาย 

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ริคเตอร์พบว่า หนูที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากถังน้ำ ด้วยการนำขึ้นมาก่อนที่มันจะหมดแรง เมื่อปล่อยลงถังน้ำอีกครั้ง หนูตัวนั้น จะสามารถว่ายน้ำได้นานกว่าเดิมก่อนจะหมดแรง ทำให้เขาสรุปว่า หนูตัวที่มีประสบการณ์เคยได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ จะมีความฝังใจว่า ถ้าพยายามว่ายน้ำต่อไป มันจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ และนั่นทำให้หนูตัวนั้น สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย ว่ายน้ำได้นานกว่าเดิม ริคเตอร์ จึงสรุปว่า ‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ทำให้หนู (และน่าจะรวมไปถึงคนด้วย) มีพลังในการต่อสู้ชีวิตได้นานกว่าปกติ

เพื่อให้เห็นภาพชัดกว่าเดิม ขอยกตัวอย่างเช่น คนๆ หนึ่ง ซึ่งลอยคออยู่กลางทะเล กำลังจะหมดแรงจมน้ำแล้ว หากเขาเห็นเรือลำหนึ่งอยู่ไกลๆ เขาจะมีแรงฮึดสู้ จนสามารถว่ายน้ำไปถึงเรือลำนั้นได้ แม้ว่าก่อนหน้านั้น เขาอ่อนแรงจนใกล้จะจมน้ำแล้วก็ตาม

แน่นอนว่า การทดลองชิ้นดังกล่าว มีข้อบกพร่องในหลายๆ จุด ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของริคเตอร์ โดยชี้ว่าการที่หนูหยุดว่ายน้ำ ไม่ได้แปลว่า ‘มันสิ้นหวังและยอมแพ้ต่อชีวิต’ แต่อาจเป็นการสงวนพลังงานที่มีเหลืออยู่น้อยนิด หรืออาจเป็นการปรับกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดก็เป็นได้ รวมถึงตัวแปรอีกหลายอย่าง เช่น หนูที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ มีโอกาสได้พักฟื้นและสามารถเรียกพลังร่างกายกลับคืนมาได้อีก จึงมีเรี่ยวแรงว่ายน้ำได้นานกว่าเดิม หรือแม้แต่การเริ่มคุ้นชินกับอุณหภูมิของน้ำ อาจทำให้หนูมีความอดทนมากกว่าเดิมในการลงไปว่ายน้ำเป็นครั้งที่สอง

อย่างไรก็ตาม การทดลองอันโหดร้ายชิ้นนี้ได้ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความหวัง’ กับ ‘การต่อสู้ชีวิต’

แล้วจะเป็นอย่างไร หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่มองไม่เห็น ‘ความหวัง’ เลยแม้แต่น้อยนิด เราจะหยุด ‘ต่อสู้’ และ ‘ยอมจำนน’ ต่อชีวิตหรือไม่ บางที คำตอบอาจอยู่ในหนังสือที่ผมเพิ่งอ่านจบ โดยหนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า กาฬวิบัติ หรือ The Plague ผลงานของ อัลแบร์ กามู (Albert Camus) นักเขียนชาวฝรั่งเศส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และเจ้าของแนวคิดที่ว่า ‘ชีวิต คือสิ่งไร้สาระ’ (Life is absurd)

กาฬวิบัติ เป็นผลงานเล่มที่ 2 ของกามู หลังจากผลงานเล่มแรก คือ ‘คนนอก’ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อย่างไรก็ดี ผลงานเล่มนี้มีความแตกต่างจากเล่มแรกอย่างสิ้นเชิง ทั้งเรื่องราวที่ยาวกว่าเดิม รวมถึงเต็มไปด้วยข้อคิดในแง่มุมต่างๆ ทั้งสังคม การเมือง ศาสนา และปรัชญา จนนักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่า ‘กาฬวิบัติ’ คือผลงานที่ดีที่สุดของกามู

เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นในเมืองสมมติชื่อ โอร็อง โดยกำหนดให้เป็นเมืองท่าริมทะเลในแอลเจียร์ ดินแดนในอาณัติของฝรั่งเศส เมืองนี้เกิดการแพร่ระบาดของกาฬโรคถึงขั้นวิกฤติ จนต้องสั่งปิดเมือง ห้ามผู้คนเดินทางเข้าออก พ่อแม่ต้องพลัดพรากจากลูก สามีภรรยาต้องแยกจากกัน โดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาพบเจอกันอีกหรือไม่

ในช่วงแรกชาวเมืองต่างเชื่อกันว่า อีกไม่นานสถานการณ์จะกลับเป็นปกติ พวกเขาจะได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ยิ่งเวลาทอดยาวออกไปเท่าไหร่ สถานการณ์กลับยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ จำนวนคนติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น เซรุ่มที่ผลิตขึ้นไม่สามารถรักษาอาการป่วย รวมถึงหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้ การพลัดพรากจากคนรัก ที่เคยเป็นเรื่องเจ็บปวดรวดร้าว เริ่มกลายเป็นสิ่งชาชินและปกติธรรมดา

‘ความหวัง’ ที่เคยมองเห็นราวกับแสงทองที่ขอบฟ้าไกลๆ กลับริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนมองไม่เห็น แล้วมนุษย์แต่ละคนแสดงปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้

1 หมอริเออซ์ – ผมแค่ทำหน้าที่ ผมไม่ใช่วีรบุรุษ

หมอแบร์นาร์ด ริเออซ์ นายแพทย์ประจำเมืองโอร็อง เขาเป็นคนแรกๆ ที่สังเกตเห็นการล้มตายจำนวนมากของหนูในเมือง และกลายเป็นสาเหตุการแพร่ระบาดของกาฬโรค

ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มมีการแพร่ระบาด ทางการพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า ‘โรคระบาด’ เพราะหมายถึงการยอมรับว่า ชีวิติปกติของชาวเมืองกำลังจะพังทลาย แต่หมอริเออซ์มองทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมา เขาเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของกาฬโรค เขาทำงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุด ตรวจคนไข้ รักษาผู้ป่วย และผลักดันให้ทางการยอมรับความจริงของสถานการณ์โรคระบาด

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ หมอริเออซ์ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษ เขาคิดแค่ว่า “ในเมื่อมีผู้ป่วย คนเป็นหมอก็ต้องให้การรักษา” และนั่นคือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด แม้เจ้าตัวจะรู้ว่าการรักษาไม่ได้แปลว่าทุกคนจะรอดชีวิต ตรงกันข้าม จำนวนคนตายเพิ่มมากขึ้น มากกว่าคนที่หายป่วยด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งหน้าที่ แม้มองไม่เห็นความหวัง

สำหรับผมแล้ว หมอริเออซ์ คือตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดสำหรับแนวคิดทางปรัชญาของกามู ผู้เชื่อว่า ชีวิตคือสิ่งไร้สาระ ไร้แก่นสารให้ยึดมั่น ซึ่งกามู ต้องการบอกกับเราว่า เราไม่อาจเอาตรรรกะเหตุผลใดๆ เข้าไปใส่ในชีวิตได้ เพราะชีวิตไม่มีเหตุผล ไม่มีตรรกะ ไม่มีแก่นสาร และไร้สาระสิ้นดี 

คนที่ทำดีมาตลอดทั้งชีวิตอาจไม่เคยได้ดี ขณะที่คนเลวอาจได้เป็นใหญ่เป็นโต เด็กๆ ผู้บริสุทธิ์อาจตายเพราะโรคระบาด ขณะที่คนโฉดชั่วอาจรอดพ้นจากโรคร้ายและอยู่ได้ยืนยาว

สำหรับหมอริเออซ์แล้ว แม้ว่าชีวิตจะเป็นสิ่งไร้สาระ แม้ว่าโลกจะทำสิ่งโหดร้ายได้อย่างเหลือเชื่อ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวโหดร้ายกลับไป และเราไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อความโหดร้ายนั้น

หมอริเออซ์รู้ดีว่า เขาอาจไม่มีวันเอาชนะโรคระบาดได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ยอมจำนนต่อมัน และยืนยันที่จะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด

2 บาทหลวงปานลูซ์ – พระเจ้าคือผู้กำหนดชะตากรรมมนุษย์

พ่อปานลูซ์ บาทหลวงเยซูอิต คือตัวแทนของคนที่พยายามหาความหมายให้กับชีวิต ทั้งที่ชีวิตไม่เคยมีความหมาย ไม่เคยมีสาระใดๆ เขามองการแพร่ระบาดของโรคผ่านเลนส์ของศาสนา ดังนั้น ในช่วงแรก พ่อปานลูซ์ จึงเชื่อว่า โรคระบาด คือบทลงโทษหรือคำเตือนจากพระเจ้า

จนกระทั่งการเสียชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง เด็กชายผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่เคยทำผิดบาปอะไร แต่กลับถูกลงทัณฑ์อย่างทุกข์ทรมานด้วยโรคระบาด พ่อปานลูซ์เริ่มคลางแคลงใจในสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อ ศรัทธาที่เคยหนักแน่นเริ่มคลอนแคลน

พ่อปานลูซ์พยายามปลอบใจตัวเอง หรือพยายามประนีประนอมกับพระเจ้า ด้วยการบอกว่า บางครั้งเราก็ไม่เข้าใจพระเจ้า แต่เราก็ต้องยอมรับและอยู่ร่วมกับสิ่งที่พระเจ้ากำหนด

“บางทีเราอาจจะต้องรักสิ่งที่เราไม่อาจเข้าใจได้” พ่อปานลูซ์ พูดกับหมอริเออซ์ หลังการเสียชีวิตของเด็กน้อยคนหนึ่ง ซึ่งหมอริเออซ์ ตอบกลับด้วยโทสะว่า “ไม่ครับ คุณพ่อ สำหรับผมความรักเป็นอีกแบบหนึ่ง ผมจะปฏิเสธไปจนวันตายที่จะรักการสรรค์สร้างของพระเจ้า ซึ่งเด็กๆ ถูกทรมาน”

ท้ายที่สุด พ่อปานลูซ์กลายเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต (แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่า ท่านป่วยด้วยกาฬโรคหรือไม่) แต่ถึงวาระสุดท้าย ในมือของพ่อปานลูซ์ยังกุมไม้กางเขนอยู่ ราวกับเกรงว่าศรัทธาที่เริ่มสั่นคลอนอาจพลัดหลุดได้ หากไม่รีบกุมให้แน่นที่สุด

หากพ่อปานลูซ์ สามารถถามคำถามสุดท้ายได้สักหนึ่งข้อ ท่านคงถามว่า ทำไมพระเจ้าต้องปล่อยให้โลกนี้มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ด้วย ผมไม่รู้เหมือนกันว่า คำตอบที่ท่านคาดหวัง จะเป็นสิ่งเดียวกับที่กามูพยายามบอกอยู่เสมอว่า ชีวิต คือสิ่งไร้สาระ ใช่หรือไม่

3 ก็อตตาร์ด – ผู้พลิกวิกฤติคนอื่น ให้เป็นโอกาสของเรา

แน่นอนว่า ในทุกๆ สถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ จะมีคนที่คอยหาประโยชน์จากมันจนได้ และ ก็อตตาร์ด คือหนึ่งในนั้น

ก็อตตาร์ดเป็นผู้ชายแปลกๆ ไม่มีใครรู้จักเบื้องหลังเขาจริงๆ เขาดูเป็นคนไม่มีความสุข เคยพยายามฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนบ้านช่วยไว้ได้ทัน จนกระทั่งเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาด ก็อตตาร์ดกลับดูมีความสุขมากขึ้น เพราะเขาเริ่มแสวงหาประโยชน์จากมันได้ด้วยการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ติดต่อค้าขายกับพวกค้าของเถื่อน

ในหนังสือ ไม่ค่อยได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับก็อตตาร์ด แต่ผู้อ่านจะพอปะติดปะต่อได้ว่า เขาเคยทำเรื่องผิดกฎหมายมาก่อน ทำให้ตัวเขารู้สึกแปลกที่แปลกทาง เข้ากับคนอื่นไม่ได้ แต่เมื่อเมืองตกอยู่ในภาวะโรคระบาด ความปกติล่มสลาย กฎหมายต่างๆ แทบจะถูกรีเซ็ต ก็อตตาร์ดรู้สึกว่าสภาพเช่นนี้แหละที่เหมาะกับเขา

ก็อตตาร์ด คือตัวแทนด้านมืดของมนุษย์ ที่มักฉกฉวยประโยชน์จากความทุกข์ร้อนของคนอื่น ซึ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เราก็เคยได้เห็นคนแบบก็อตตาร์ด ที่ฉกฉวยโอกาสกักตุนสินค้าเวชภัณฑ์ เพื่อโก่งราคาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง

จนเมื่อสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น ก็อตตาร์ดกลับทำใจไม่ได้ที่ตัวเองจะกลับไปสู่สภาพคนนอกเหมือนเดิม เขากลายเป็นคนคลุ้มคลั่ง จับอาวุธปืนกราดยิงใส่ฝูงที่ออกมาแสดงความยินดีต่อคำสั่งยุติการปิดเมือง และสุดท้าย ก็อตตาร์ด ก็ถูกตำรวจจับเข้าเรือนจำ สถานที่ๆ เหมาะกับตัวเขามากที่สุด

4 ตาร์รู – คนธรรมดา ผู้ไขว่คว้าความถูกต้อง

ฌ็อง ตาร์รู คือตัวแทนของคนธรรมดาในสังคม เขาไม่ศรัทธาในพระเจ้า ไม่อยากเป็นนักบุญ เขาแค่ต้องการทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้อง เพื่อไถ่บาปให้พ่อของเขา ผู้เคยเป็นอัยการที่ส่งตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่ลานประหาร

ในความคิดของตาร์รู มนุษย์ทุกคนไม่ควรมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้อื่นได้ เขาเชื่อว่าผู้กระทำความผิดคือเหยื่อของความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคม และเขาเลือกที่จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างเหยื่อ มากกว่าจะยืนอยู่ฝั่งผู้มีอำนาจที่สั่งคร่าชีวิตคนอื่นได้ ในนามของกฎหมาย

เช่นกัน ตาร์รู มองว่ากาฬโรคก็คือความชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในมนุษย์ทุกคน เมื่อเงื่อนไขตัวแปรได้รับการบ่มเพาะจนเหมาะสม กาฬโรคก็เติบโตและเข่นฆ่าผู้ติดเชื้อ ซึ่งก็คือเหยื่อของความเลวร้ายที่เกิดขึ้น ตาร์รูเป็นคนฉลาด ช่างสังเกต และชอบจดบันทึก เขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งหน่วยอาสาพลเรือน เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ โดยร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับหมอริเออซ์

ฉากที่ตาร์รู นั่งคุยกับหมอริเออซ์บนชายหาด เป็นหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งตาร์รูพูดขึ้นว่า

“ผมไม่ชอบการเป็นวีรบุรุษหรือนักบุญ สิ่งที่ผมสนใจคือ ความเป็นคน”

ตาร์รู ยังเชื่ออีกว่า ความเป็นคน จะต้องมาพร้อมความรักในเพื่อนมนุษย์ โดยเขาพูดกับหมอริเออซ์ว่า ‘ถ้าเขาเลิกรักทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเขาจะต่อสู้ไปเพื่ออะไรกัน’

ทว่า สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ขณะที่สถานการณ์การระบาดของโรคกำลังจะจบลง ความปกติสุข กำลังจะกลับคืนมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตาร์รู ติดเชื้อกาฬโรค และจากไปอย่างเจ็บปวดรวดร้าว

เรื่องราวของผู้คนทั้งหลาย ในสถานการณ์ที่โลกมืดมิดไร้ซึ่งความหวัง บอกอะไรกับเรา นอกเหนือจากแง่คิดเชิงปรัชญาที่กามูส์ ตอกย้ำมาตลอดว่า ‘ชีวิตคือสิ่งไร้สาระ’

สำหรับผมแล้ว สารที่ชัดเจนที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ คุณค่าของความเป็นคน คือการไม่ยอมจำนน แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ถึงที่สุด เราทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่พึงกระทำและจงทำมันให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องคาดหวังว่า เมื่อทำดีแล้ว ทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดี เพราะชีวิตมันไม่ได้มีตรรกะหรือเหตุผลเช่นนั้น

อัลแบร์ กามู ผู้ตอกย้ำมาตลอดว่า ‘ชีวิตคือสิ่งไร้สาระ’ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เพียงแค่ 2 ปี หลังจากเส้นทางชีวิตของเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และขณะเกิดเหตุ ในกระเป๋าของกามูยังมีต้นฉบับงานที่ยังเขียนไม่เสร็จ ซึ่งเขาตั้งใจจะให้เป็นงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

Tags:

มนุษย์กาฬวิบัติThe PlagueAlbert Camusหนังสือปรัชญา

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Cover
    Book
    The Wild Robot: ชีวิตที่ลิขิตเอง ไม่ต้องรอโปรแกรมคำสั่ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    แบดบอยผู้น่ารัก ‘ฮักเกิลเบอร์รี่ ฟินน์’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ห้องสมุดแห่งบาเบล : ภาพลวงตาของความหมาย

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

  • Book
    The Fall: การร่วงหล่นของตัวตน สู่การแตกสลาย และเผยโฉม “มนุษย์สองหน้า” ที่อยู่ภายใน

    เรื่อง เจษฎา อิงคภัทรางกูร

  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel