- การพูดคุย คือผลลัพธ์จากกระบวนการวิวัฒนาการที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยมีมา ทำให้เราสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรม’ ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนทิศทางของสังคม และทำให้เราสามารถสร้างโลกแห่งนามธรรม
- Small Talk หรือ การพูดคุยสัพเพเหระ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงนี้ คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ ยังไม่หลุดจากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ในวันที่เทคโนโลยีทำให้แต่ละคนถูกตัดขาดจากกัน และอยู่โดดเดี่ยวลำพังมากขึ้น
- จัสติน คูปแลนด์ (Justine Coupland) นักภาษาศาสตร์ และนักวิจัยด้านจิตวิทยา เผยว่า Small Talk คือกลไกสำคัญทางสังคม ที่ช่วยให้เราติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้ราบรื่นขึ้น ได้รับการยอมรับเป็นสากลร่วมกันว่า คือมารยาทขั้นพื้นฐาน และเป็นเหมือนประตูที่เปิดไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ในระดับลึกซึ้งมากขึ้น
‘มนุษย์’ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียว ที่สามารถสื่อสาร-แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ นั่นคือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่เราทราบกันมานานแล้ว สัตว์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น นก หมา แมว ช้าง โลมา วาฬ หรือกระทั่งมด และผึ้ง ล้วนสามารถติดต่อสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ ไม่ว่าจะด้วยการส่งเสียงร้อง เห่าหอน ปล่อยคลื่นเสียงความถี่ต่ำ ตลอดจนการใช้อากัปกิริยาท่าทางต่างๆ เพื่อส่งต่อข้อมูลสำคัญในการดำรงชีวิต เช่น พบเจอแหล่งอาหารแล้ว ระวังสัตว์นักล่ากำลังใกล้เข้ามา หรือแม้แต่เชื้อเชิญอีกฝ่ายให้มาร่วมหอลงโรงสร้างครอบครัวด้วยกัน
แต่ถึงกระนั้น มนุษย์ ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลก ที่สามารถพัฒนาและใช้งานสิ่งที่เหนือกว่าการติดต่อสื่อสารธรรมดา นั่นคือ ‘การสนทนา’ หรือ ‘การพูดคุยโดยใช้ภาษา’
การสนทนา หรือการพูดคุยโดยใช้ภาษา มีความสลับซับซ้อนมากกว่าการเปล่งเสียงทั่วๆ ไปของสัตว์ เพราะการพูดคุย ไม่เพียงทำให้เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ยังยกระดับไปถึงการทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่ว่าจะเป็น การบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก การสร้างความเชื่อทางศาสนาร่วมกัน การกำหนดจริยธรรมเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยในสังคม รวมถึงความเชื่อมั่นศรัทธาในบางสิ่งบางอย่าง เช่น เงินตรา ว่ามีมูลค่าที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของอย่างอื่นได้จริง
จุดเริ่มต้นของการพูดคุย ต้องนับย้อนไปเมื่อราว 100,000 ถึง 200,000 ปีแล้ว เมื่อบรรพบุรุษของมนุษย์ มีวิวัฒนาการทางสมองที่ซับซ้อนมากขึ้น ควบคู่กับวิวัฒนาการของกลุ่มอวัยวะที่สร้างเสียง ไม่ว่าจะเป็นกล่องเสียงหรือเส้นเสียง ซึ่งทำให้เราสามารถเปล่งเสียงที่มีระดับความแตกต่างมากขึ้น ขณะที่ความซับซ้อนในโครงสร้างสมอง ก็ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจสิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงได้ ไม่ว่าจะเป็น นามธรรม หรือสัญลักษณ์แทนความหมายต่างๆ
ไม่ใช่เรื่องเกินเลยหากจะบอกว่า การพูดคุย คือผลลัพธ์จากกระบวนการวิวัฒนาการที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยมีมา เพราะการพูดคุยนี้เอง ที่ทำให้เราสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรม’ ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนทิศทางของสังคม และทำให้เราสามารถสร้างโลกแห่งนามธรรม ซึ่งทรงพลังไม่แพ้โลกทางกายภาพที่จับต้องได้
การพูดคุย สามารถแบ่งได้มากมายหลายประเภท ตั้งแต่ การพูดคุยไร้สาระ เช่น การนินทา ไปจนถึงการพูดคุยที่เปี่ยมด้วยสาระ เช่น การประชุมระดมสมอง การเทศนาสั่งสอน และการกล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจ
ถึงกระนั้น หากเรานับเฉพาะการพูดคุยที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน น่าจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
- Small Talk หรือ การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งบางครั้งอาจเรียกว่า การคุยเรื่องสัพเพเหระ หรือการพูดคุยตามมรรยาท
- Deep Talk หรือ การพูดคุยในหัวข้อที่ลึกซึ้ง จริงจัง และในบางครั้งอาจเรียกว่า Emotional Talk หรือการพูดคุยในเชิงอารมณ์ และ
- Intellectual Talk หรือ Intelligent Conversation แปลได้ว่า การสนทนาในเชิงปัญญา ซึ่งช่วยพัฒนาระดับสติปัญญา รวมถึงทำให้เราเข้าใจปัญหาหลายๆ เรื่องได้ดีขึ้น
ในบทความนี้ อยากจะชวนคุย (ชวนอ่าน) โดยเริ่มจาก Small Talk กันก่อน
Small Talk หรือ การพูดคุยสัพเพเหระ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงนี้ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตโดดเดี่ยวลำพังมากขึ้น เทคโนโลยีหลายๆ อย่างที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันสั่งอาหาร การทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ หรือแม้กระทั่งร้านซักรีดแบบหยอดเหรียญ ทว่า กลับทำให้คนเปลี่ยวเหงามากขึ้น เพราะในอีกทางหนึ่ง ความสะดวกสบายเหล่านี้ ทำให้การมีปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างการเข้าไปกินข้าวในร้านข้าวแกง การฝากเงินในธนาคาร หรือ การใช้บริการประเภทอื่นๆ สูญหายไป
เมื่อโลกที่เคยถูกเชื่อมโยงด้วยผู้คน เริ่มถูกแทนที่ด้วยการเชื่อมโยงด้วยอินเทอร์เน็ต กลุ่มคนรุ่นที่เกิดมาในโลกยุคใหม่นี้ ดูจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคย หรือแม้แต่มีปัญหากับการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ หรือ Small Talk มากที่สุด
ผลการสำรวจที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ New York Post เมื่อปี 2025 ระบุว่า 74 % ของพนักงานที่ถูกสำรวจ ยอมรับว่า พวกเขามีปัญหากับการต้องพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนร่วมงาน ที่บังเอิญเจอกันในลิฟต์ หรือในห้องน้ำ และในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen-Z
นอกจากนี้ พนักงานที่มีอายุน้อยเกือบครึ่งหนึ่ง ระบุว่า การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ เป็นเรื่องยุ่งยากพอๆ กับการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเลยทีเดียว และกว่าครึ่งหนึ่ง ยอมรับว่าพวกเขาจะสบายใจกว่า หากจะใช้วิธีคุยกันออนไลน์ แม้ว่าตัวจริงจะนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน
ในความคิดของคนที่ไม่คุ้นเคยกับ Small Talk มักจะมองว่า การคุยกันเพื่อลดทอนความอึดอัดเมื่อต้องอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า หรือเพื่อนที่ไม่สนิท เป็นเรื่องไร้ความหมาย ที่สามารถตัดทิ้งไปจากชีวิตประจำวันได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Small Talk มีประโยชน์ในทางจิตวิทยามากกว่าที่หลายคนคิดไว้
จัสติน คูปแลนด์ (Justine Coupland) นักภาษาศาสตร์ และนักวิจัยด้านจิตวิทยา เผยว่า Small Talk คือกลไกสำคัญทางสังคม ที่ช่วยให้เราประสานงาน หรือติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างราบรื่นขึ้น รวมถึงลดท่าทีที่อาจถูกมองว่าไม่เป็นมิตรได้ด้วย
แม้ว่าในแต่ละวัฒนธรรม จะมีค่านิยม หรือจารีตทางสังคมที่แตกต่างกัน แต่การพูดคุย Small Talk ก็ได้รับการยอมรับเป็นสากลร่วมกันว่า คือมารยาทขั้นพื้นฐาน และเป็นเหมือนประตูที่เปิดไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ในระดับลึกซึ้งมากขึ้น
ศาสตราจารย์ อาซิฟ กาซานฟาร์ (Asif Ghazanfar) กล่าวว่า Small Talk ไม่ใช่ด้านตรงข้ามของการสนทนาอย่างมีสาระ การคุยเรื่องสัพเพเหระก่อนการประชุม ไม่ได้ทำลายเป้าหมายของการพูดคุยอย่างมีสาระ ตรงกันข้าม Small Talk เป็นเหมือนการทำความคุ้นเคย และสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะคุยกันในเรื่องที่มีสาระหนักๆ
ขณะเดียวกัน มีการวิจัยที่จัดทำโดยนักจิตวิทยาวอเมริกัน นิโคลาส เอพลีย์ (Nicholas Epley) และจูเลียนา ชโรเดอร์ (Juliana Schroeder) ด้วยการแบ่งผู้โดยสารบนรถไฟและรถบัสในชิคาโก ออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก จะพูดคุยกับคนแปลกหน้าระหว่างเดินทาง ส่วนกลุ่มที่ 2 จะอยู่เงียบๆ ตามลำพัง
ผลการวิจัยพบว่า ผู้โดยสารกลุ่มที่ได้พูดคุยกับคนแปลกหน้า ส่วนใหญ่ตอบว่า พวกเขามีความสุขกับการเดินทาง ตรงข้ามกับผู้โดยสารกลุ่มที่อยู่เงียบๆตามลำพัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับสิ่งที่นักวิจัยคาดคิดไว้ เพราะก่อนการทดลอง พวกเขาประเมินว่า การอยู่ลำพังคนเดียว น่าจะให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ มากกว่าต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า
นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยอีกหลายชิ้นที่ชี้ว่า การพูดคุย Small Talk กับคนแปลกหน้า ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกดี ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีบุคลิกภาพแบบ Extrovert หรือ Introvert ซึ่งค่อนข้างตรงข้ามกับความเชื่อก่อนหน้านี้ที่ว่า กลุ่ม Introvert มักจะไม่สบายใจ หรือถึงขั้นไม่มีความสุข หากต้องพูดคุยกับคนที่ไม่สนิท
งานวิจัยและข้อมูลใหม่ๆ เหล่านี้ ทำให้นักจิตวิทยาเชื่อว่า การพูดคุย Small Talk ไม่ว่าจะเป็นการพูดเล่นกับบาริสต้าระหว่างสั่งกาแฟ การทักถามสภาพลมฟ้าอากาศกับคนแปลกหน้า หรือการเอ่ยปากชมรสชาติอาหารกับแม่ค้าร้านข้าวแกง เป็นเหมือนการสร้างและกระตุ้นความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังทำให้คนๆ นั้น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในโลกที่รีบเร่ง เคร่งเครียด และเปล่าเหงา
หรืออาจพูดได้ว่า Small Talk คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ ยังไม่หลุดจากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ในวันที่เทคโนโลยีทำให้แต่ละคนถูกตัดขาดจากกัน และอยู่โดดเดี่ยวลำพังมากขึ้น
อ้างอิง
1. Why we speak : https://www.psychologytoday.com/us/blog/common-sense-science/202504/why-we-speak
2. The power of small talk : https://allaboutpsychology.substack.com/p/the-power-of-small-talk
3. From small talk to deep talk : https://www.biripublishing.com/blogs/relationships-pathway/from-small-talk-to-deep-talk-building-meaningful-relationships-in-daily-life?srsltid=AfmBOorcSD0spLyz-LvGD85LCF8CNNleMRevzIDqMFwXuZwR-v0R30MQ
4. The important of intelligent conversation : https://www.teachingtimes.com/intelligentconversation/
5. Gen Z is killing office small talk : https://nypost.com/2025/01/14/lifestyle/gen-z-is-killing-office-small-talk-with-74-of-employees-struggling-to-speak-to-coworkers/
6. Why it’s good to talk : https://www.inertiacounsellingservices.co.uk/2025/10/22/why-its-good-to-talk-the-healing-power-of-speaking-out/
7. 18 deep conversation starters therapists swear by : https://www.wondermind.com/article/deep-conversation-starters/
8. Getting beyond small talk : https://www.apa.org/news/press/releases/2021/09/deep-conversations-strangers