Skip to content
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    อ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenager
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Myth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy life
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
8 May 2026

ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ปรัชญาชีวิต (The Prophet) เขียนโดย คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) ถอดความเป็นภาษาไทยโดย ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิโล เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่กว่า 100 ปีที่แล้ว และถูกแปลเป็นภาษาอื่นมากกว่า 100 ภาษา ทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่มีการแปลเป็นภาษาอื่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์
  • หนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนงานกวีที่อัลมุสตาฟา (Almustafa) ถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส โดยที่บทกวีแต่ละบท คือ คำสอนว่าด้วยการใช้ชีวิตในหัวข้อต่างๆ เช่น ความรัก การแต่งงาน มิตรภาพ อิสรภาพ คุณธรรม ความชั่วร้าย เวลา ไปจนถึง ความตาย
  • แม้หนังสือเล่มนี้จะมีอายุกว่า 100 ปี แต่คำสอนจำนวนมากกลับเชื่อมโยงกับวิธีคิดของคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ ความเป็นตัวของตัวเอง และอิสรภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งล้วนเป็นคุณค่าที่คนรุ่นปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก

“บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ…

เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ”

ประโยคข้างบน เป็นหนึ่งในวรรคทองของหนังสือที่มีชื่อว่า ปรัชญาชีวิต หรือ The Prophet ซึ่งเขียนโดย คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) ถอดความเป็นภาษาไทยอย่างไพเราะโดย ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิโล ราชบัณฑิตแห่งราชบัณฑิตยสถาน

ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย เขาเคยพูดไว้ว่า นอกจากหนังสือเรียนแล้ว หนังสือที่สามารถตรึงให้เขาอ่านจนจบเล่มน่าจะมีอยู่ไม่เกิน 5 เล่ม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ปรัชญาชีวิต

และที่สำคัญ ไม่เพียงแค่อ่านจบเท่านั้น แต่เขายังจำหลายๆ ประโยคในหนังสือได้ขึ้นใจ รวมถึงประโยคข้างบน ที่เพียงเอ่ยยังไม่จบประโยค ก็บอกได้แล้วว่า ข้อความดังกล่าวมาจากหนังสือ ปรัชญาชีวิต ที่ผมกำลังจะเขียนถึงนี้ครับ

ปรัชญาชีวิต ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1923 โดยคาลิล ยิบราน ผู้เป็นทั้งกวี-นักเขียน และจิตรกรชาวเลบานอน หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลก ด้วยยอดขายมากกว่า 100 ล้านเล่ม และถูกแปลเป็นภาษาอื่นมากกว่า 100 ภาษา ซึ่งทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่มีการแปลเป็นภาษาอื่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ปรัชญาชีวิต คือหนังสือที่ไม่เคยหยุดการตีพิมพ์ นับตั้งแต่หนังสือเล่มนี้ปรากฎตัวต่อสายตานักอ่านทั่วโลก เมื่อกว่าหนึ่งร้อยปีที่แล้ว

อะไรทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นที่รักของนักอ่านทั่วโลก รวมถึงมีอิทธิพลต่อชีวิตของบุคคลสำคัญหลายๆ คน อาทิ อดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ของสหรัฐ, นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย, จอห์น เลนนอน, เอลวิส เพรสลีย์ และ ไมเคิล แจ็คสัน

ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนงานกวี 26 บท ซึ่งอัลมุสตาฟา (Almustafa) ถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส ในวันที่ท่านจะเดินทางหวนคืนสู่เกาะแห่งการเวียนว่ายตายเกิด โดยที่บทกวีแต่ละบท คือ คำสอนว่าด้วยการใช้ชีวิตในหัวข้อต่างๆ เช่น ความรัก การแต่งงาน มิตรภาพ อิสรภาพ คุณธรรม ความชั่วร้าย เวลา ไปจนถึง ความตาย

ถึงแม้ยิบราน จะยืนยันมาตลอดว่า เขาไม่ใช่นักปรัชญา ทว่า อัลมุสตาฟา ตัวละครเอกในหนังสือเล่มนี้ กลับได้รับการยกย่องให้เป็นนักปรัชญา หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ‘ศาสดา’ ผู้เผยแผ่สัจธรรม ผ่านถ้อยคำอันเรียบง่าย แต่เปี่ยมความหมายอย่างลึกซึ้ง

หลายครั้งที่ผมอ่านหนังสือปรัชญา หรือข้อคิดคำคมจากปราชญ์ยุคโบราณ ผมมักอดคิดไม่ได้ว่า ถ้อยคำเหล่านั้นยังสามารถใช้ได้ในโลกยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน เร่งรีบ และอุดมไปด้วยตัวช่วยที่ชาญฉลาดอย่างเอไอหรือไม่

หนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน ในระหว่างที่หยิบมาอ่านซ้ำอีกรอบเมื่อไม่นานมานี้ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า คนรุ่นใหม่ที่เราเรียกว่า ‘เจนซี’ (Gen Z) จะรู้สึกเข้าใจและเข้าถึงคำสอนของอัลมุสตาฟา เหมือนเช่นหนุ่มสาวในยุคแสวงหาเมื่อหลายสิบปีก่อนหรือไม่

ยิ่งค้นคว้าหาคำตอบในเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ผมกลับพบว่า คนรุ่นใหม่ไม่เพียงแต่เข้าใจในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น พวกเขายังรู้สึกว่า สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับคำสอนของอัลมุสตาฟาในหลายๆ หัวข้อ และดีไม่ดี อาจจะมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยซ้ำ

แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดเฉพาะเจาะจงว่า ยอดขายหนังสือเล่มนี้ แบ่งเป็นสัดส่วนผู้ซื้อที่เป็นคนรุ่นใหม่มากน้อยแค่ไหน แต่จากข้อมูลที่ชี้ว่า หนังสือเล่มนี้ ยังคงถูกตีพิมพ์ซ้ำไม่เคยขาดจากท้องตลาด แปลว่า ยังมีผู้สนใจซื้อหนังสือเล่มนี้อยู่ตลอด นั่นก็น่าจะรวมถึงนักอ่านที่เป็นคนรุ่นใหม่ด้วย

ยิ่งหากดูจากสื่อโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมจากกลุ่ม Gen Z อย่างเช่น Tiktok หรือ Instagram จะพบว่า มีการแนะนำหนังสือเล่มนี้ โดยอินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่ รวมถึงมีการแชร์ หรือโควตข้อความในหนังสือไปใช้ในสื่อโซเชียลอยู่เสมอ อาทิ 

“จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก…

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน…

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันและกันได้”

ประโยคข้างบน อยู่ในหัวข้อเรื่อง ‘การแต่งงาน’ ที่อัลมุสตาฟาถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส (ผมคิดว่า หลายคนคงจำได้ว่า ถ้อยคำเหล่านี้ ถูกดัดแปลงเป็นเนื้อเพลง ‘ที่ว่าง’ ของวงพอส) โดยหัวใจสำคัญคือ ความรักที่แท้จริง ไม่ใช่การผูกมัดคนสองคนให้อยู่ด้วยกันไปชั่วกาลนาน หากแต่เป็นการที่คนสองคนยืนอยู่เคียงข้างกัน โดยที่ต่างคนต่างมีอิสระที่จะฝันไม่เหมือนกัน ชื่นชอบอะไรไม่เหมือนกัน และมีอิสระที่ใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

แนวคิดเรื่อง ‘รักแต่ไม่ครอบครอง’ เป็นอะไรที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับ Mindset หรือชุดความคิดของคนรุ่นใหม่ ซึ่งให้คุณค่ากับพื้นที่ส่วนตัว หรือโลกส่วนตัว มากกว่าจะยอมทิ้งตัวตน เพื่อมาสร้างโลกใบใหม่ภายใต้ชื่อ ‘สถาบันครอบครัว’

หลายคนน่าจะเคยได้อ่านผลการสำรวจความคิดเห็น ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรือในต่างประเทศที่ชี้ว่า คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ Gen Y ไล่ลงมาถึง Gen Z ต่างให้ความสำคัญกับการแต่งงานและมีการลูกน้อยลง หรือพูดอีกอย่างว่า พวกเขาศรัทธาในความรักที่ต้องผูกพันกันด้วยการสมรสน้อยกว่าคนรุ่นก่อน หลายคนยินดีใช้ชีวิตโสดตัวคนเดียว หากไม่พบเจอคนที่รักและเข้าใจกันจริงๆ ขณะที่อีกหลายคน เลือกที่จะครองคู่ในฐานะ ‘คนรัก’ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินหน้าไปสู่ประตูวิวาห์

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆ (ที่อาจทำให้คนรุ่นเก่าๆ ตกใจ) คนรุ่นใหม่จำนวนมาก พึงพอใจถึงขั้นการมีความสัมพันธ์ โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องความรัก

ในชั่วขณะนั้น ผมนึกถึงคำพูดของอัลมุสตาฟา

“ความรักไม่ได้ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง และไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง

ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง”

“บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ…

และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ”

ข้อความข้างบน ซึ่งอยู่ในหัวข้อเรื่อง ‘บุตร’ ที่อัลมุสตาฟาเผยสัจจะวจนะ สอดคล้องกับทัศนคติของคนรุ่นปัจจุบันจำนวนมาก หรืออาจจะส่วนใหญ่ก็ว่าได้ ที่มองว่าพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดลูก แต่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก

ย้อนไปเพียงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ค่านิยมของสังคม ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่ยังรวมถึงอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ให้ความสำคัญต่อความกตัญญูที่ลูกพึงกระทำต่อพ่อแม่ และอาจจะไม่ผิดหากจะกล่าวว่า พ่อแม่คือเจ้าของชีวิตลูก พ่อแม่สามารถขีดเส้นทางชีวิตให้ลูกต้องเดินตามอย่างเคร่งครัด และไม่สามารถปฏิเสธได้

แต่ในยุคสมัยปัจจุบัน ค่านิยมเกี่ยวกับสถาบันครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ความเป็นส่วนตัว ความเป็นปัจเจก รวมถึงอิสรภาพในการเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง คือค่านิยมใหม่ที่กำลังกลายเป็นขนบจารีตของสังคม

ไม่แปลกเลยครับ ที่คำสอนของอัลมุสตาฟาในหัวข้อ ‘บุตร’ จะกลายเป็นหนึ่งในโควตยอดนิยม ที่มีการนำมาใช้ในสื่อโซเชียลมีเดียตลอดทุกปี 

แน่นอนว่า ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไป ทำให้แนวคิดคำสอนบางหัวข้อในหนังสือเล่มนี้ กลายเป็นสิ่งที่ดูจะ ‘ตกยุค’ ไม่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป เช่น การมองว่า ความชั่วร้าย คืออีกด้านหนึ่งของคุณธรรม ที่ถูกทรมานโดยความหิวกระหาย

คำกล่าวในหัวข้อนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นการมองโลกในแง่ดีสุดโต่ง และพยายามทำให้ ความชั่วร้าย ถูกมองในแง่ดีเกินไป

เช่นเดียวกับหัวข้อเรื่อง อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ ซึ่งอัลมุสตาฟา กล่าวไว้ว่า ผู้ถูกฆ่า จะต้องรับผิดชอบในการที่ตัวเองถูกกระทำด้วย แน่นอนว่า คำสอนดังกล่าว ถูกโจมตีอย่างหนักว่า เป็นการลงโทษเหยื่อ (Victim Blaming) ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับค่านิยมในยุคปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าแง่คิดคำสอนหลายหัวข้อ จะเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่โดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่อัลมุสตาฟา ถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส (รวมถึงทุกคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้) ส่วนใหญ่แล้ว ยังเป็นอะไรที่สามารถปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

ยิ่งไปกว่านั้น การที่คำสอนของอัลมุสตาฟา ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปบทกวี ที่ประกอบด้วยข้อความสั้นๆ เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรสนิยมของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ชอบการบรรยายยืดยาว แต่พอใจกับประโยคคำคมสั้นๆ ที่สามารถตีความได้ลึกซึ้ง และสามารถนำไปแชร์ หรือนำไปตัดแปะประกอบรูปหรือคลิป เพื่อเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดียได้ง่าย

อาจกล่าวได้ว่า ยุคสมัยปัจจุบันที่ชื่นชอบความสั้นกระชับแต่โดนใจ เพื่อให้กลายเป็นไวรัลได้ง่าย ได้ทำให้หนังสือ ปรัชญาชีวิต หรือ The Prophet กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะคัมภีร์แห่งการใช้ชีวิต แต่เป็นคลังสมบัติแห่งคำคม ที่หนุ่มสาวเจนซีสามารถเลือกหยิบไปใช้งานได้ไม่รู้จบ

แต่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน ความหมายลึกซึ้งที่อยู่ภายใต้บทกวีข้อความสั้นๆ ของอัลมุสตาฟา จะยังคงอยู่ต่อไป และรอให้คนรุ่นปัจจุบัน รวมถึงรุ่นต่อจากรุ่นปัจจุบัน ขบคิดตีความความหมายเหล่านั้น

Tags:

The Prophetหนังสือความสัมพันธ์ความรักปรัชญาGen Z

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Social Issues
    Gen Z กับ แชทบอท: เพราะโลกเปลี่ยวเหงา เราจึงไขว่คว้าความสัมพันธ์เสมือนจริง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • BookPlayground
    ไม่ว่าจะมีนิสัยที่เป็นภัยหรือไม่ เราทุกคนต่างก็เป็นที่รักได้ : Things No One Taught Us About Love

    เรื่อง อัฒภาค

  • Movie
    Modern love : ไม่จำเป็นต้องลืมคนเก่า-ถูกแทน หัวใจเรารักได้มากกว่านั้น

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Book
    Normal People: จะรวยหรือจน…ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ในโมงยามแห่งความรัก เราทุกคนล้วนบ้า…และมาจากดวงจันทร์

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel