- โครงการโรงเรียนคุณธรรมในโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา ชวนเด็กๆ เรียนรู้ว่า ‘คุณธรรม’ ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่เริ่มต้นได้จากการมองเห็นปัญหาใกล้ตัว คิดหาทางแก้ และลงมือทำจริง จนกลายเป็นสิ่งที่นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
- สำหรับ โบ๊ท-คุณากร แก้วบุญจันทร์ การเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรือทำเรื่องใหญ่โต แต่อาจเริ่มจากการไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และคิดถึงผลกระทบที่การกระทำของเรามีต่อคนรอบข้าง
- การเรียนเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ หากเราไม่รู้จักเติบโตไปพร้อมกับคนอื่น เพราะโรงเรียนไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างเด็กที่มีความรู้ แต่ยังเป็นพื้นที่ให้เรียนรู้การใช้ชีวิต เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกับคนรอบข้างได้อย่างดี
‘คุณธรรม’ เป็นคำที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก อยู่ในคำขวัญ อยู่ในบทเรียน อยู่ในคำสอนของผู้ใหญ่ และถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นคำคุ้นหู แต่ถ้าจะให้นิยามกันชัดๆ ว่า ‘คุณธรรม’ คืออะไร คำตอบของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ทว่าในสายตาผู้ใหญ่เด็กดีมีคุณธรรมอาจหมายถึงเด็กเรียบร้อย เชื่อฟังผู้ใหญ่ ประพฤติตนอยู่ในกรอบหรือบรรทัดฐานสังคม ซึ่งกลายเป็นเรื่องห่างไกลและเป็นไปได้ยากในสายตาคนรุ่นใหม่
แต่สำหรับ ‘โครงการโรงเรียนคุณธรรม’ ซึ่งขับเคลื่อนโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ‘คุณธรรม’ คือกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มองเห็นปัญหาใกล้ตัว คิดหาทางแก้ ผ่านการลงมือทำจริง โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณลักษณะ เช่น ความรับผิดชอบ (Responsibility) ความซื่อสัตย์ (Honesty) ความมีวินัย (Discipline) ความมีจิตอาสา-จิตสาธารณะ (Public Mind)
ในมุมของตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง คุณากร แก้วบุญจันทร์ หรือ ‘โบ๊ท’ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนภาษาฝรั่งเศส โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จังหวัดสงขลา หนึ่งในเยาวชนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการโรงเรียนคุณธรรม ตั้งแต่การเป็นนักเรียนแกนนำในห้องเรียน เป็นกรรมการนักเรียน Student Moral Commission (SMC) จนปัจจุบันรับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนักเรียนขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรม รุ่นที่ 4 เขายืนยันว่า คุณธรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพียงแต่โรงเรียนต้องมีกระบวนการที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดจากโจทย์ชีวิตจริง ให้เขาได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ไม่ใช่แค่การอบรมสั่งสอน

‘คุณธรรม’ เริ่มต้นตรงไหน ถ้าไม่ใช่ในตำรา?
สำหรับโบ๊ท ความเข้าใจเรื่องคุณธรรมเริ่มต้นตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เทอม 2 เมื่อโรงเรียนเริ่มขับเคลื่อน ‘โครงการโรงเรียนคุณธรรม’ และเขาตัดสินใจเข้ามาเป็นหนึ่งในนักเรียนแกนนำ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโครงงานคุณธรรมคืออะไร
จากเด็ก ม.1 ที่ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้มาก่อน โบ๊ทใช้เวลาตลอด 3 ปี ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.3 เรียนรู้ผ่านการลงมือทำโครงงานจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ตั้งแต่เพื่อนชอบนอนหลับในห้อง ไปจนถึงการไม่ส่งการบ้าน ก่อนที่ประสบการณ์เหล่านั้นจะค่อยๆ พาเขาไปสู่บทบาทที่ใหญ่ขึ้นในระดับโรงเรียน
“พูดตรงๆ ว่า ตอนแรกหนูก็ไม่ได้รู้เหมือนกันว่าโครงงานโรงเรียนคุณธรรมคืออะไร เพราะมันใหม่หมดเลย ทั้งสำหรับตัวหนูแล้วก็ทั้งโรงเรียน… แต่หนูคิดว่า ไม่รู้ไม่ผิด แต่ถ้าไม่รู้แล้วไม่หาความรู้ หนูมองว่ามันไม่ใช่ หนูก็เลยลองสมัครเข้ามาค่ะ พอได้ทำจริงๆ หนูติดใจมาก เพราะเห็นเพื่อนในห้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”
เมื่อได้ลงมือทำจริง โบ๊ทก็ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของคนหนึ่งคนไม่ได้มีวิธีเดียว และการจะชวนใครสักคนให้เปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มจากการเข้าใจทัศนคติและวิธีคิดของเขาด้วย ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนจึงไม่ได้ทำให้เพื่อนเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีมองคนอื่นมากขึ้น
“สิ่งที่หนูได้มากที่สุดคือทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น แล้วก็ทักษะการบริหารจัดการ เพราะการทำงานร่วมกับคนอื่นทำให้เราได้เห็นทั้งทัศนคติ แนวคิด แล้วก็วิธีการทำงานของแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น แล้วก็ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นค่ะ”
และสิ่งที่ทำให้โบ๊ทรู้สึกว่ากิจกรรมที่ทำมาตลอดมีความหมาย คือการได้เห็นเพื่อนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และพร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการนี้
“สิ่งที่หนูภูมิใจที่สุดเลยคือ เพื่อนที่เคยนอนหลับในห้องตอน ม.1 ตอนนี้ขึ้น ม.5 แล้ว เขาพาตัวเองมาเป็นแกนนำระดับห้องเรียนได้แล้วค่ะ มันทำให้หนูรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาตลอด 3 ปีไม่ได้สูญเปล่าเลย มันมีความหมายมากๆ แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้หนูอยากทำต่อ”
ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้คำว่า ‘คุณธรรม’ ในมุมมองของโบ๊ทค่อยๆ หลุดออกจากภาพของการทำตามกฎหรือการเป็นเด็กเรียบร้อย และกลายเป็นเรื่องของการเติบโต การเรียนรู้ และการอยู่ร่วมกับคนอื่น
“หนูมองว่าโครงการโรงเรียนคุณธรรมเป็นโครงการที่ดีมากค่ะ โดยเฉพาะบางโรงเรียนที่เริ่มทำตั้งแต่ระดับประถม เพราะการปลูกฝังเด็กตั้งแต่เล็กๆ มันสำคัญ ถ้าเราเติมสิ่งที่ดีให้เขาไปเรื่อยๆ พอเขาโตขึ้น ไปอยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น เราก็ไม่ต้องคอยขัดเกลาเขาเยอะ เพราะถ้าได้รับการปลูกฝังและทำซ้ำทุกวัน มันก็จะกลายเป็นกิจวัตร แล้วก็กลายเป็นนิสัยไปเองค่ะ”

เมื่อ ‘คนดี’ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ
ในยุคที่คำว่า ‘คนดี’ มักผูกติดกับภาพลักษณ์ที่ตรงตามค่านิยมของสังคม และ ‘คุณธรรม’ กลายเป็นคำเชยๆ ที่ถูกอ้างถึงเพื่อสร้างภาพมากกว่าการปฏิบัติจริง โบ๊ทพูดแทนคนรุ่นใหม่ว่า ‘ไม่ใช่ทุกคนที่คิดอย่างนั้น’
“มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนมากกว่า ว่าเขาเลือกมองยังไง เพราะสุดท้ายแล้ว มุมมองกับเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราโฟกัสแค่ตัวเอง หรือว่าเราโฟกัสส่วนรวมด้วย”
สำหรับโบ๊ท การมีคุณธรรมไม่ได้หมายถึงการตั้งมาตรฐานสูงลิบเพื่อไปกดดันหรือตัดสินใคร แต่คือการเข้าใจบริบทของชีวิตที่แตกต่างกัน
“หนูมองว่าการมีคุณธรรม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลอย่างเดียวค่ะ แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อม แล้วก็การเลี้ยงดูด้วย แต่ละคนเติบโตมาไม่เหมือนกัน ได้รับการปลูกฝัง ได้รับการสั่งสอนต่างกัน เพราะฉะนั้นวิธีคิดหรือพฤติกรรมของแต่ละคนก็ย่อมต่างกัน”
เมื่อลดทอนความสมบูรณ์แบบลง คำว่า ‘คนดี’ จึงไม่ใช่เรื่องของการทำตัวเป็นฮีโร่หรือเรียกร้องการมองเห็นจากใคร แต่อยู่ที่เจตนาพื้นฐานในการไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้าง และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
“ถ้าเราอยากให้ส่วนรวมมันเรียบร้อย น่าอยู่ เราก็ควรเริ่มจากตัวเราเอง หนูไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำตัวไม่ดีไปทำไม เพราะถ้าเราทำดี ผลดีก็เกิดขึ้นกับตัวเราเองด้วย”
การมองคุณธรรมผ่านความเป็นจริงของชีวิต และส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จึงเป็นการคืนความหมายของ ‘คนดี’ ที่เด็กๆ เข้าถึงได้
“หนูว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีแบบสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ เราแค่ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ไปลักขโมย ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แค่นั้นก็ถือว่าเป็นคนดีในแบบของหนูแล้ว”
เรื่องเล็กๆ ที่เปลี่ยนเราและคนรอบข้าง
เมื่อคำว่า ‘คุณธรรม’ ถูกมองเป็นเรื่องจับต้องได้ การลงมือทำจริงจึงเริ่มต้นได้จากสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวัน เช่น การเคารพกฎเกณฑ์พื้นฐานที่ทุกคนต่างก็รู้อยู่แล้ว แต่อาจเผลอมองข้ามไป
“ถ้าเป็นในส่วนของหาดใหญ่ หนูมองว่าเป็นเรื่องการใช้รถใช้ถนน อย่างการขับรถฝ่าไฟแดง หรือไม่ใส่หมวกกันน็อก ช่วงนี้ตำรวจจราจรเขาก็จับเข้มมาก แต่บางคนพอโดนจับก็ไปโทษตำรวจ ทั้งที่จริงมันเป็นกฎ เป็นกฎหมายที่เราต้องปฏิบัติอยู่แล้ว ก่อนจะได้ใบขับขี่ เราก็ต้องเรียนรู้กฎจราจรและสอบผ่านมาก่อน หนูมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก แล้วก็ดีกับตัวเราเองด้วย เพราะถ้าใส่หมวกกันน็อก ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ลดการบาดเจ็บได้”
ยิ่งไปกว่านั้น การมองข้ามระเบียบวินัยเล็กๆ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับตัวเอง แต่คือการสร้างความวุ่นวายให้กับสังคมโดยไม่รู้ตัว การรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองในเรื่องเล็กน้อย จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการอยู่ร่วมกัน
“หนูมองว่าคุณธรรมสำคัญมาก ถ้าสังคมขาดคุณธรรมไป มันก็คงเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะ ทุกวันนี้แค่เรื่องการใช้รถใช้ถนน สังคมก็วุ่นวายกันมากแล้ว ถ้าขาดคุณธรรมไปเลย หนูว่าคงวุ่นวายกว่านี้อีก ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่องกฎจราจร ไฟแดงแล้วไม่หยุด หรือเห็นคนกำลังข้ามทางม้าลายแต่ก็ยังขับรถต่อ แค่เรื่องเล็กๆ แบบนี้ก็ส่งผลกระทบกับคนอื่นในวงกว้างแล้วค่ะ”

แม้ว่าโบ๊ทจะเห็นความสำคัญของการสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นทั้งในโรงเรียนและสังคม แต่ความท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้คนรอบข้าง หรือเพื่อนต่างวัยเข้าใจและลงมือทำไปด้วยกัน
“ข้อจำกัดคือการสื่อสารกับเพื่อนแต่ละช่วงวัย อย่างตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.5 วิธีการคุยมันไม่เหมือนกัน ยิ่งถ้าเราต้องคุยกับรุ่นพี่ มันก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เราต้องใช้ทักษะว่าจะคุยยังไง ให้เขาคิดไปในทางที่ดีกับเรา ไม่ใช่รู้สึกว่าเราไปสั่งหรือไปบังคับเขา
เวลาคุย หนูว่าควรทำให้เขาเห็นภาพค่ะ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือยกตัวอย่างจากชีวิตประจำวัน ไม่ต้องเป็นเรื่องซับซ้อน อย่างเช่น ถ้าดื่มเหล้าแล้วขับรถ ก็อาจเกิดอุบัติเหตุ ถ้าโชคดีก็อาจไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้าร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต คนที่เดือดร้อนไม่ใช่แค่ตัวเรา พ่อแม่ ครอบครัว หรือบางบ้านที่ฐานะไม่ดี ก็อาจต้องแบกรับหนี้สินตามมา”
การสะกิดความคิดด้วยเรื่องใกล้ตัว ทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากการโดนบังคับ แต่เกิดจากการมองเห็นผลกระทบที่การกระทำหนึ่งอาจมีต่อคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารัก
“หนูว่าคุณธรรมไม่ใช่เรื่องที่ทำยากเลยค่ะ เริ่มจากตัวเราก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ เริ่มจากเรื่องเล็กๆ อย่างทิ้งขยะให้เป็นที่ หรือปฏิบัติตามกฎหมายพื้นฐานทั่วไป แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วค่ะ”
เรียนเก่งอย่างเดียว อาจไม่พอสำหรับการอยู่ร่วมกัน
ในวันที่ระบบการศึกษามุ่งเน้นกันที่เกรด คะแนนสอบ หรือการแข่งขันเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โบ๊ทกลับมองเห็นความหมายของการเรียนรู้ที่มากกว่าวิชาการ เพราะการโตไปเป็นคนเก่งอย่างเดียว โดยไม่ได้พาเพื่อนข้างๆ หรือคนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน อาจไม่ใช่คำตอบของการอยู่ร่วมกันในสังคม
“หนูมองว่านอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว โรงเรียนก็สำคัญมากค่ะ เราไม่ได้มาโรงเรียนเพื่อเรียนแค่ความรู้อย่างเดียว โรงเรียนควรสอนเรื่องการใช้ชีวิตด้วย แล้วก็สามารถบูรณาการเรื่องคุณธรรมเข้าไปในรายวิชาต่างๆ
สิ่งสำคัญคือทำให้นักเรียนเห็นภาพค่ะ ไม่ใช่สอนแค่หลักการ แต่ต้องทำให้เขาคิดตามได้ แล้วก็มองไปถึงอนาคต ว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ ผลที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าจะเป็นยังไง”
ความตั้งใจนี้ถูกนำมาใช้จริงตอนขึ้น ม.4 ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนต้องเครียดเรื่องเกรดเฉลี่ยเพื่อยื่นโควต้าเรียนต่อ แทนที่จะแข่งกันเรียนเพื่อเอาตัวรอดคนเดียว โบ๊ทกลับเลือกเปิดใจคุยกับเพื่อน และใช้หลัก ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ดึงคนที่เรียนเก่งมาช่วยประคองเพื่อนคนอื่นในห้องไปด้วยกัน
“ตอนขึ้น ม.4 โรงเรียนจะมีการใช้ระบบโควต้าให้นักเรียนที่ประสงค์จะเรียนต่อ ม.4–ม.6 ในโรงเรียนเดิม ซึ่งหนูก็หยิบประเด็นนี้มาคุยกับเพื่อน เพราะหนูเชื่อว่าหลายคนสอบเข้ามาตั้งแต่ ม.1 แล้ว ก็คงไม่อยากต้องไปสอบใหม่ หรือกลับไปเครียดเหมือนตอนจบ ป.6 อีก หนูก็อธิบายตรงๆ เลยค่ะ ว่าถ้าเราไม่ส่งงาน มันก็จะส่งผลต่อเกรดเฉลี่ย (GPA) ซึ่งเราต้องใช้ในการยื่นขอโควต้าเรียนต่อ เราก็เปิดใจคุยกัน แล้วก็ใช้หลักเพื่อนช่วยเพื่อนค่ะ เพราะในห้องทุกคนก็นั่งเป็นคู่กันอยู่แล้ว เราก็ให้เพื่อนที่ทำได้ดีช่วยเตือนเพื่อนที่นั่งข้างๆ แล้วก็แบ่งแกนนำ 5 คน กระจายกันดูแลเพื่อนเป็นกลุ่มๆ”
สำหรับโบ๊ทแล้ว โรงเรียนจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่การทำให้เด็กเก่งขึ้น แต่เป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับคนอื่น
“หนูว่าเก่งอย่างเดียวมันไม่พอค่ะ คนเก่งก็มีทั้งคนเก่งที่ใช้ความสามารถไปในทางที่ดี แล้วก็คนเก่งที่ใช้ความสามารถไปในทางที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเก่งมากก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้เป็นคนดี สังคมก็น่าอยู่ขึ้นแล้วค่ะ”
เริ่มจากตัวเรา แล้วส่งต่อความดีออกไป
ตลอดเส้นทางที่ได้เรียนรู้เรื่องคุณธรรม โบ๊ทไม่ได้มองว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ หรือจำเป็นต้องรอให้ใครคนหนึ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด หากสิ่งที่ทำได้อาจเป็นเพียงการกลับมามองตัวเองก่อนว่า วันนี้เราเลือกทำอะไร และการกระทำของเราส่งผลกับคนรอบข้างอย่างไร
“พอเราเห็นผลลัพธ์ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มันดีขึ้น มันทำให้หนูรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมีคุณค่ามากๆ มันทำให้รู้ว่าที่เราทำไปไม่ได้สูญเปล่า อีกอย่างคือมีคนสนใจการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมของเราค่อนข้างเยอะ อย่างจะมีนักศึกษาระดับปริญญาโทเข้ามาศึกษาดูงานอยู่เรื่อยๆ พวกหนูที่เป็นคนขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรมก็จะมีโอกาสได้นำเสนอการดำเนินงานของโรงเรียนให้เขาฟัง”
แน่นอนว่า นอกเหนือจากความภูมิใจแล้ว คนที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์มากที่สุดก็คือตัวโบ๊ทเอง เขาไม่ใช่แค่คนที่เปิดตำราท่องความหมายของคำว่า ‘คุณธรรม’ แต่เป็นคนถ่ายทอดความมีคุณธรรมที่เริ่มต้นจากตัวเอง และขยายสู่คนรอบข้างได้อย่างเป็นรูปธรรม
“สำหรับหนู คุณธรรมก็คือการเริ่มจากตัวเราก่อนค่ะ หนูว่ามันไม่มีใครที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เราก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน แล้วก็ค่อยขยายไปสู่เพื่อนๆ ให้เขาเอาไปส่งต่อกันเรื่อยๆ หนูมองว่าคุณธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เลยค่ะ เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เดินไปทีละขั้นก็พอ”