- ‘ICAP’ หรือ โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย กำลังชวนสังคมไทยมอง ‘ศูนย์เด็กเล็ก’ ใหม่ จากสถานที่ฝากลูกระหว่างวันที่พ่อแม่ออกไปทำงาน ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างศักยภาพมนุษย์ ที่เด็กสามารถเรียนรู้ ผ่านการเล่น การคิด และการลงมือทำจริง เพื่อวางรากฐานสำคัญของชีวิตตั้งแต่วัยแรกเริ่ม
- นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้ก่อตั้งและผู้ผลักดันโครงการ ICAP เชื่อว่าการลงทุนเพื่อสังคมที่คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายทางของชีวิต แต่คือการลงทุนกับเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองและทักษะต่างๆ
- หัวใจสำคัญของ ICAP คือการสร้าง ‘ฐานชีวิต’ ที่แข็งแรงให้เด็ก ผ่านการเรียนรู้แบบยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เปิดพื้นที่ให้เด็กได้เลือก ได้เล่น และพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับการเรียนรู้ ซึ่งวันนี้แนวคิดนี้กำลังค่อยๆ ขยายไปยังศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ
หลายปีที่ผ่านมา ‘ศูนย์เด็กเล็ก’ ในสายตาของคนไทยจำนวนไม่น้อย อาจเป็นเพียงสถานที่ฝากลูกไว้ระหว่างวันที่พ่อแม่ออกไปทำงาน ขอแค่เด็กกินอิ่ม นอนหลับ และปลอดภัย ก็ดูเหมือนจะเพียงพอแล้ว แต่สำหรับ นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เขามองว่าพื้นที่เล็กๆ เหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ ‘สร้างอนาคตประเทศ’ ได้เช่นกัน
จากประสบการณ์ทำงานกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง หมอสันติเริ่มตั้งคำถามว่า หากจะลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบต่อสังคมในระยะยาวที่สุด ควรเริ่มต้นจากตรงไหน ก่อนจะพบคำตอบจากงานวิจัยทั่วโลกที่ชี้ตรงกันว่า ช่วงวัยแรกเกิดถึง 6 ปี คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์ โดยเฉพาะทักษะด้านการคิด การควบคุมอารมณ์ และการจัดการตัวเอง หรือ Executive Function (EF) ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตในอนาคต
แนวคิดนี้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ICAP’ (Integrated Child-Centered Active Learning Project) โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่พยายามเปลี่ยนศูนย์เด็กเล็กจาก ‘ที่ฝากลูก’ ให้กลายเป็น ‘พื้นที่สร้างศักยภาพมนุษย์’ ผ่านการเรียนรู้ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กได้เล่น ได้คิด และได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง
จากห้องเรียนเล็กๆ ในอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี วันนี้ ICAP ค่อยๆ ขยายผลไปยังศูนย์เด็กเล็กหลายแห่งทั่วประเทศ พร้อมกับคำถามสำคัญที่โครงการพยายามชวนสังคมกลับมาคิดร่วมกันว่า หากการพัฒนาเด็กปฐมวัยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เรากำลังให้ความสำคัญกับ ‘ต้นทางของชีวิต’ มากพอแล้วหรือยัง?
จากคำถามเรื่อง ‘การลงทุนเพื่อสังคม’ สู่จุดเริ่มต้นของ ICAP
ก่อนที่ ICAP จะขยายผลเป็นโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากแวดวงการศึกษา แต่มาจากการทำงานด้านผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงของหมอสันติ ซึ่งทำให้เขาตั้งคำถามว่า “การลงทุนเพื่อสังคมแบบใดจะสร้างผลกระทบระยะยาวได้มากที่สุด?”
จากประสบการณ์ในระบบสาธารณสุข เขาเห็นทั้งความเปราะบางของผู้คน ภาระของครอบครัว และปัญหาที่ปลายทางของชีวิต จนได้คำตอบว่า หากต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาจต้องย้อนกลับไปที่ ‘ต้นทาง’ ของชีวิตมนุษย์แทน

“ผมทำเรื่องเด็กเล็กมาประมาณ 10 ปีแล้วครับ ปีแรกที่ทำคือที่อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี โดยเริ่มที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเขาน้อย เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างไกลที่สุดแห่งหนึ่งของลพบุรีเลย ตอนนั้นก็ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่เราเข้าไปทำเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน
เหตุผลที่สนใจเรื่องเด็ก จริงๆ ก่อนหน้านั้นผมทำเรื่องผู้สูงอายุมาก่อน และทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ งานผู้ป่วยติดเตียงถือเป็นงานแรกๆ ที่มีโอกาสได้ทำอย่างจริงจัง ทั้งในเชิงพื้นที่และการขยายผลในภาพใหญ่
พอทำเรื่องนี้ไป เราก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วมันคือเรื่องของมนุษยธรรม เราควรดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะคนที่ติดเตียงหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราก็มองต่อว่า ถ้าพูดในเชิง ‘การลงทุนเพื่อสังคม’ มีประเด็นไหนบ้างที่ถ้าทำแล้วจะคุ้มค่าที่สุด ในแง่ของการสร้างผลกระทบต่อสังคมในระยะยาว สุดท้ายก็พบว่า ‘การพัฒนาเด็กปฐมวัย’ คือเรื่องที่คุ้มที่สุด”
เมื่อได้ศึกษาเรื่องพัฒนาการเด็กอย่างจริงจัง หมอสันติพบว่า งานวิจัยจำนวนมากทั่วโลกต่างพูดตรงกันว่า ช่วงอายุแรกเกิดถึงประมาณ 6 ปี คือ Golden Period ของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์ในระยะยาว
“ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่สามารถทำนายได้เลยว่า เด็กคนหนึ่งเมื่อโตขึ้นไปจนเป็นผู้ใหญ่ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จหรือมีคุณภาพชีวิตแบบไหน รวมถึงมันก็จะสะท้อนกลับไปสู่ชุมชนที่เด็กคนนั้นเติบโตอยู่ และท้ายที่สุดก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศด้วย
พอเราเห็นข้อมูลตรงนี้ เราก็เลยเริ่มสนใจเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของ ‘สมองมนุษย์’ โดยเฉพาะสมองบางส่วนที่สามารถทำนายความสำเร็จของคนคนนั้นในอนาคตได้
ช่วงหลังคนพูดถึงกันเยอะคือเรื่อง Executive Function หรือ EF ครับ ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับการวางแผน การยับยั้งชั่งใจหรือ Self-regulation ความสามารถในการอดทนรอคอย การยืดหยุ่น รวมถึงการเอาความรู้หรือประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยเจอ มาประมวลและต่อยอดเป็นเรื่องราวหรือวิธีคิดใหม่ๆ ได้ ทั้งหมดนี้คือการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งถ้าเด็กคนไหนพัฒนาสมองส่วนนี้ได้ดี โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตก็มีสูง”
เมื่อมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็ก คำถามสำคัญต่อมาจึงกลายเป็น จะเริ่มต้นจากตรงไหน? เพื่อให้เกิดผลในวงกว้างที่สุด และคำตอบที่หมอสันติเลือก คือ ‘ศูนย์เด็กเล็ก’
“ประเทศไทยถือว่าโชคดีมาก เพราะเรามีศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยที่อยู่ในสังกัดท้องถิ่นกระจายอยู่ทั่วประเทศ แทบทุกตำบลมีหมด บางตำบลมีมากกว่าหนึ่งแห่งด้วยซ้ำ รวมถึงมีโรงเรียนอนุบาลของกระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลเด็กตั้งแต่อายุประมาณ 2-3 ขวบ กระจายอยู่ทั่วประเทศอยู่แล้ว มีทั้งครู มีงบประมาณประจำปี มีโครงสร้างพื้นฐานครบ เด็กก็รวมตัวกันอยู่ตรงนั้น เราก็เลยมองว่า ถ้าสามารถพัฒนาศูนย์เด็กเล็กสักแห่งให้เป็นต้นแบบได้ แล้วมันได้ผลจริง มันก็มีโอกาสที่จะขยายผลไปทั่วประเทศได้เลย”
เปลี่ยนศูนย์เด็กเล็ก จาก ‘ที่ฝากลูก’ เป็น ‘พื้นที่สร้างศักยภาพมนุษย์’
แม้ประเทศไทยจะมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกระจายอยู่แทบทุกตำบล แต่ในความเป็นจริง ศูนย์เด็กเล็กจำนวนไม่น้อยกลับถูกมองเป็นเพียง ‘พื้นที่รับฝากเด็ก’ มากกว่าจะเป็นพื้นที่พัฒนาการเรียนรู้ เด็กจำนวนมากใช้เวลาในห้องเรียนกับการนั่งฟัง นั่งรอ หรือทำกิจกรรมซ้ำๆ ขณะที่ครูเองก็ต้องทำงานภายใต้ความเชื่อแบบเดิมของระบบการศึกษาไทย ที่ให้ความสำคัญกับระเบียบและการควบคุม มากกว่าการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง
สำหรับ ICAP การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้เริ่มจากการเพิ่มอุปกรณ์หรือของเล่น แต่เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดต่อเด็กปฐมวัยทั้งหมด ว่าเด็กวัยนี้ไม่ใช่เพียงผู้รับการดูแล แต่คือมนุษย์ที่กำลังสร้างรากฐานสำคัญของชีวิต
“ศูนย์เด็กเล็กจำนวนมากถูกมองว่าเป็นที่ฝากเลี้ยงเด็ก เวลาพ่อแม่ไปทำงาน เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องมี Content หรือกระบวนการพัฒนาอะไรที่จริงจังมากนัก ขอแค่เด็กกินอิ่ม นอนหลับ ปลอดภัย ก็ถือว่าโอเคแล้ว
แต่พอเราเริ่มชวนกันเปลี่ยนมายด์เซ็ตใหม่ ว่าจริงๆ แล้วเด็กกลุ่มนี้สามารถเติบโตไปเป็นคนที่มีคุณภาพได้ อาจจะเรียนสูงขึ้น กลับมาพัฒนาชุมชนของตัวเองได้ หรือมีศักยภาพในการเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ ถ้าอย่างนั้นเราจะลงทุนกับเรื่องนี้กันไหม”
เมื่อเริ่มต้นทำงานจริง ทีม ICAP เข้าไปปรับตั้งแต่สภาพแวดล้อมในห้องเรียน ไปจนถึงรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยโต๊ะเรียงแถว ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการเล่น การทดลอง และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ขณะเดียวกัน ครูเองก็ต้องปรับบทบาทใหม่ จากผู้ควบคุมห้องเรียน มาเป็น Facilitator หรือ ผู้ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก

กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายตั้งแต่วันแรก เพราะในหลายพื้นที่ ครูและผู้ดูแลเด็กเองก็เติบโตมากับระบบเดิมเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้ ICAP แตกต่าง คือการไม่เข้าไป ‘สั่ง’ ให้เปลี่ยน หากค่อยๆ ชวนให้เห็นผลลัพธ์ผ่านการลงมือทำจริง
“พูดง่ายๆ คือเราเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างห้องเรียนใหม่เลยครับ แล้วก็ออกแบบใหม่ทั้งหมด พอเปลี่ยนวิธีคิด เราก็พบว่าหลายอย่างก่อนหน้านั้นไม่ได้ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ ของเล่น กระบวนการดูแลเด็ก หรือกิจกรรมต่างๆ หลายอย่างทำแบบข้ามไปข้ามมา เพราะเดิมทีคนยังไม่ได้สนใจคุณภาพของ Content มากนัก เนื่องจากมองว่าเป็นแค่พื้นที่ฝากเด็กระหว่างที่พ่อแม่ไปทำงาน
แต่ถ้ามองในเชิงปัญหาใหญ่ วันนี้มันชัดมากครับว่า ตัวเลขพัฒนาการเด็กปฐมวัยของไทย ทั้งเรื่องพัฒนาการโดยรวม หรือเรื่องสมองส่วนหน้าและ EF หลายอย่างยังไม่ดีนัก”
หัวใจสำคัญของ ICAP คือแนวคิด Child-Centered Active Learning หรือการเรียนรู้ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เด็กจะไม่ได้เรียนรู้ผ่านการนั่งฟังหรือท่องจำเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้ผ่านการเล่น การวางแผน การลงมือทำ และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ไม่ใช่การเร่งให้เด็กอ่านออกเขียนได้เร็วที่สุด แต่เป็นการสร้างฐานของการเรียนรู้และการใช้ชีวิตให้แข็งแรงตั้งแต่ต้น
“ที่จริงวัยนี้ยังไม่จำเป็นต้องรีบสร้าง ‘นักวิชาการตัวจิ๋ว’ สิ่งสำคัญกว่าคือการสร้าง ‘ฐาน’ ที่แข็งแรง เพราะงานวิจัยจำนวนมากบอกตรงกันว่า ถ้าฐานพวกนี้ดี เด็กมีโอกาสเติบโตไปสู่ความสำเร็จในระยะยาวได้ครับ”
ห้องเรียนแนวคิดใหม่ที่เด็กได้เลือก ได้เล่น ได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้
หนึ่งในภาพที่ทีม ICAP จดจำได้เสมอ คือวันแรกที่เด็กๆ กลับเข้าศูนย์เด็กเล็ก หลังจากห้องเรียนถูกปรับใหม่ทั้งหมด ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน พื้นที่เดิมที่เคยเป็นห้องเรียนแบบทั่วไป ค่อยๆ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น ได้เลือก และได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจ
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ได้มีแค่การนำของเล่นหรือสื่อใหม่เข้าไปวาง แต่เป็นการออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ใหม่ ตั้งแต่มุมเล่น การจัดพื้นที่ การร้อยเรียงกิจกรรม ไปจนถึงวิธีที่ครูจะมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กในแต่ละวัน
“เงื่อนไขของเราคือ ช่วง 5 วันแรก เราจะขอให้ผู้ปกครองพาเด็กกลับบ้านก่อน เพราะเราต้องเข้าไปจัดสภาพแวดล้อมใหม่ทั้งหมด แล้วก็ใช้ช่วงเวลานั้นเอาครูมานั่งเรียนรู้กระบวนการไปพร้อมกัน
บางทีศูนย์หนึ่งมีหลายห้อง เราอาจเริ่มทำห้องต้นแบบแค่ห้องเดียวก่อน แต่ครูจากห้องอื่นๆ ก็จะเข้ามานั่งดู มานั่งเรียนรู้ไปด้วยกัน พอถึงวันจันทร์หลังจากปิดไป 5 วัน เด็กกลับมา สิ่งแรกที่เห็นคือห้องเรียนเปลี่ยนไปหมด มีของเล่น มีสื่อ มีมุมการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบและร้อยเรียงไว้อย่างเป็นระบบ น่าเล่นมาก
ตอนแรกเราจะเอาผ้าคลุมไว้ก่อน เด็กก็จะงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วครูก็จะค่อยๆ พาเข้าสู่กิจกรรม ร้องเพลง เล่นอะไรนิดหน่อย ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าออก ทันทีที่เปิด เด็กส่วนใหญ่จะร้องว้าวเลยครับ ดีใจกันมาก”

สำหรับ ICAP การเปลี่ยนแปลงสำคัญไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่อยู่ที่บทบาทของเด็กและครูที่เปลี่ยนไปพร้อมกัน จากเดิมที่โรงเรียนเป็นพื้นที่ของ ‘กฎ’ และ ‘คำสั่ง’ ห้องเรียนเริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น ขณะที่ครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม มาเป็นผู้สนับสนุนอยู่ข้างๆ
“ที่ผ่านมา โรงเรียนไทยจำนวนมากเป็น ‘โรงเรียนของครู’ คือครูเป็นคนกำหนดทุกอย่าง เด็กต้องฟัง ต้องนั่ง ต้องอยู่ในระบบ แต่สิ่งที่เราพยายามทำคือเปลี่ยนให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เด็กได้ออกแบบการเล่น ได้วางแผน ได้เลือก ได้คิดเอง ส่วนครูเปลี่ยนบทบาทมาเป็น Facilitator หรือ Play Partner มากกว่า เป็นคนคอยดูภาพรวมและสนับสนุน และพอบรรยากาศเปลี่ยน ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนตาม”
เมื่อห้องเรียนต้นแบบ ค่อยๆ ขยายออกไปไกลกว่าเดิม
จากจุดเริ่มต้นที่แทบไม่มีต้นแบบให้ศึกษา ICAP ค่อยๆ พัฒนาเป็นโมเดลการทำงานที่ชัดเจนขึ้น ผ่านการลองผิดลองถูก การปรับกระบวนการ และการเรียนรู้ร่วมกับคนทำงานในพื้นที่จริง จนท้ายที่สุด แนวทางนี้เริ่มขยายผลออกไปยังศูนย์เด็กเล็กในจังหวัดอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
“พอเริ่มทำที่แรก ปรากฏว่าผลมัน ‘ใช่’ อย่างที่เราคิด เราเห็นเด็กเปลี่ยนแปลงจริง เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้น แล้วกระบวนการเองก็ไม่ได้ซับซ้อนจนทำไม่ได้ พอเริ่มมีผลลัพธ์ คนก็เริ่มสนใจ มีคนเข้ามาดูงานมากขึ้น ตรงนั้นเลยกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจว่า แนวทางแบบนี้เป็นสิ่งที่คนต้องการ และเมื่อคนเห็นผล เขาก็อยากเอาไปทำต่อ เราเองก็เริ่มคิดต่อเหมือนกันว่า ถ้าอย่างนั้นจะขยายผลออกไปได้ยังไง”
แม้ผลลัพธ์จะชัดเจน แต่ความท้าทายสำคัญของ ICAP ในช่วงแรกกลับไม่ใช่เรื่องงบประมาณหรือเครื่องมือ หากเป็นการสร้างโมเดลที่สามารถทำซ้ำได้จริงในบริบทที่แตกต่างกัน
“ช่วงแรกที่สุดของความท้าทาย คือการสร้างโมเดลขึ้นมาก่อน ตอนเริ่มต้น เราแทบไม่มีต้นแบบเลย ก็ต้องค่อยๆ สร้างขึ้นมาทั้งหมด ต้องลอง ต้องปรับ ต้องชวนคนทำ จนกระทั่งเริ่มได้รับการยอมรับ แล้วเริ่มเห็นว่าเด็กเปลี่ยนจริง กิจกรรมต่างๆ มันเริ่มตอบโจทย์ เพราะฉะนั้น ช่วงแรกมันเหมือนเวลาเราเข็นอะไรสักอย่าง ล้อช่วงแรกมันก็ฝืดที่สุด ต้องออกแรงเยอะหน่อย แต่พอเริ่มเคลื่อนไปได้แล้ว หลังๆ มันก็จะง่ายขึ้นเอง”

เมื่อมีพื้นที่ต้นแบบที่เห็นผลจริง ICAP จึงเริ่มพัฒนาระบบการขยายผลอย่างจริงจัง ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิยุวพัฒน์ ซึ่งปัจจุบัน ICAP ใช้การทำงานหลักอยู่ 2 รูปแบบ คือ โมเดล A และ โมเดล B เพื่อให้การขยายผลสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ
“โมเดล A เป็นโมเดลมาตรฐานเต็มรูปแบบ เราจะระดมทุน แล้วส่งโค้ชลงพื้นที่ประมาณ 2 คน อยู่หน้างานราว 10 วัน มีทั้งชุดสื่อการเรียนรู้ ของเล่น และอุปกรณ์ประมาณ 300 กว่าชิ้น ใส่ลังใหญ่ส่งไปที่ศูนย์
ช่วง 5 วันแรก จะเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สำหรับเด็ก แล้วอีกประมาณ 5 วันหลังคือการเข้าไปเปลี่ยนระบบเดิม ทำให้ครูเห็นตั้งแต่ต้นจนจบว่า กระบวนการใหม่ทำยังไง
ส่วนโมเดล B คือเป็นการที่พื้นที่เรียนรู้จากต้นแบบแล้วไปทำต่อเอง โดยทีม ICAP จะคอย Support อยู่เบื้องหลัง มี Supervisor ออนไลน์ มีคู่มือ มีวิดีโอ มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ ให้”
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการขยายผล คือ ‘เครือข่าย’ โดยเฉพาะเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชนและบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ ซึ่งกลายเป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่าง ICAP กับศูนย์เด็กเล็กในแต่ละอำเภอ
สำหรับหมอสันติ สิ่งสำคัญที่สุดในการเริ่มทำงานกับพื้นที่ใหม่ ไม่ใช่เรื่องงบประมาณหรือทรัพยากร แต่คือความพร้อมที่จะเปลี่ยนของคนในพื้นที่
“สำหรับเรา หัวใจสำคัญที่สุดคือเรื่อง ‘Commitment’ กับ ‘Engagement’ ครับ เวลาเราอยากขยายงานไปพื้นที่ไหน เราก็จะเริ่มจากการชวนผู้อำนวยการโรงพยาบาลก่อน ว่าอยากทำเรื่องนี้ไหม ส่วนใหญ่ก็อยากทำ เพราะเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แล้วพอเขาเชื่อ เขาก็จะช่วยชวนศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่มาคุยต่ออีกที”
ปัจจุบัน ICAP มีศูนย์เด็กเล็กที่เข้าสู่กระบวนการแล้วมากกว่า 1,000 แห่ง และยังคงตั้งเป้าขยายผลต่อไปอีกในอนาคต โดยเป้าหมายระยะยาวคือการพัฒนาเครือข่ายศูนย์เด็กเล็กประมาณ 10,000 แห่งทั่วประเทศ
สำหรับทีม ICAP การเติบโตครั้งนี้ มากกว่าตัวเลขของศูนย์เด็กเล็กที่เพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างระบบการเรียนรู้ที่สามารถเติบโตและส่งต่อผลลัพธ์ไปยังเด็กจำนวนมากขึ้นในทุกปี
“ตอนนี้เด็กประมาณ 30,000 คนต่อปี ได้รับประโยชน์จากระบบนี้ แล้วพอปีถัดไป เด็กชุดใหม่ก็เข้ามาอีก มันก็เกิดผลสะสมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป้าหมายคืออยากให้ภาคนโยบายเข้ามาช่วย Catalyze หรือเร่งให้โมเดลขยายผลได้เร็วขึ้น แต่จะไม่ใช่การสั่งแบบ Top-down ว่าให้ทุกคนทำตามทันที เราอยากทำในลักษณะ ‘ร่วมพัฒนา’ มากกว่า”
เด็กเล็กในวันนี้ คือความหวังของสังคมในวันข้างหน้า
ตลอดการทำงานของ ICAP สิ่งที่หมอสันติพยายามสื่อสารมาตลอด คือการพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่ใช่เพียงเรื่องของโรงเรียน ครอบครัว หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศในระยะยาว เพราะเด็กที่กำลังเติบโตอยู่วันนี้ คือคนที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญของสังคมในวันข้างหน้า
“ผมคิดว่า ถ้ามองในภาพใหญ่ เด็กปฐมวัยคือ ‘ความหวัง’ ของประเทศ ของสังคม และของพวกเราทุกคนเลยนะครับ วันหนึ่งพวกเราก็ต้องแก่ คนที่จะมาดูแลประเทศ ดูแลชุมชน หรือแม้แต่ดูแลพวกเราเอง ก็คือเด็กกลุ่มนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ”
แม้หลายคนอาจมองว่าการยกระดับคุณภาพศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศเป็นเรื่องยาก เพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร หรือโครงสร้างในพื้นที่ แต่ประสบการณ์ของ ICAP กลับทำให้หมอสันติเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ทรัพยากร หากคือความตั้งใจของคนทำงานในพื้นที่มากกว่า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเห็นศูนย์เด็กเล็กจำนวนมากค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ภายใต้งบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่เดิม เพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เติบโตอย่างเหมาะสมกับวัย
“หลายคนอาจคิดว่าศูนย์เด็กเล็กของประเทศไทยไม่มีงบ ไม่มีทรัพยากร แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถสร้าง ‘คุณภาพสูง’ ได้ ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ และภายใต้โครงสร้างที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว มันทำได้จริงครับ ไม่ใช่อุปสรรคเลย
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความตั้งใจ’ ถ้าผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นนายก อบต. ปลัด ผอ.กองการศึกษา หรือคุณครู มีความตั้งใจอยากพัฒนาต้นทุนมนุษย์ของชุมชนตัวเองให้ดีขึ้นในระยะยาว แค่นั้นก็เริ่มต้นได้แล้ว
แล้วก็อยากฝากไปถึงคนที่มีอำนาจตัดสินใจในระดับประเทศด้วยว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่คุ้มค่า ทำได้จริง มีต้นแบบความสำเร็จให้เห็นแล้ว และที่สำคัญ มันไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งทางนโยบายอะไรเลย สุดท้ายแล้ว นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศครับ”