Skip to content
เทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิก
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    RelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the trauma
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
เทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิก

Month: June 2026

EF ทักษะสมองป้องกันความเสี่ยงให้เด็กไทย วาระแห่งชาติที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ ของผู้ใหญ่
EF (executive function)
29 June 2026

EF ทักษะสมองป้องกันความเสี่ยงให้เด็กไทย วาระแห่งชาติที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ ของผู้ใหญ่

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • ในปัจจุบันเด็กจำนวนไม่น้อยกำลังสูญเสียโอกาสสำคัญในการพัฒนา EF เพราะผู้ใหญ่เข้าไปจัดการปัญหาและตัดสินใจแทนอยู่ตลอดเวลา จนเด็กขาดพื้นที่ในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของตนเอง
  • หน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่จึงไม่ใช่การควบคุมหรือกำหนดทุกอย่างแทนเด็ก แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มั่นคง และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เผชิญกับความท้าทายที่เหมาะสมกับวัย
  • ในขณะที่ EF ถูกมองว่าเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตที่ควรถูกปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย คำถามที่น่าสนใจก็คือ เด็กและเยาวชนจำนวนมากที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับอาชญากรรม ความรุนแรง ยาเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ นั้น พวกเขาขาดทักษะ EF จริงหรือไม่ ที่สำคัญคืออะไรคือสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น

พัฒนาการล่าช้า สุขภาพจิต ความรุนแรง ยาเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงในเด็ก

ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยพยายามแก้ไขมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราทุ่มทรัพยากรไปกับการกวาดล้าง การรักษา และการเยียวยาเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว แต่ปัญหาเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำๆ และเริ่มพบในเด็กอายุน้อยลงเรื่อยๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง ‘จะแก้ปัญหาอย่างไร’ แต่คือ ‘จะทำอย่างไรไม่ให้เด็กก้าวไปสู่ปัญหาเหล่านั้นตั้งแต่แรก’ เพราะแม้แต่ละปัญหาจะมีลักษณะแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนสิ่งเดียวกันคือ ‘เด็กยังขาดภูมิคุ้มกันชีวิต’ ซึ่งหมายถึงการที่เด็กขาดความสามารถในการคิด ยับยั้งชั่งใจ และกำกับตนเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ‘Executive Functions’ (EF) ได้รับความสนใจในฐานะรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพราะการเสริมสร้าง EF ให้เด็กตั้งแต่ปฐมวัย เป็นการสร้างต้นทุนชีวิตที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ ตัดสินใจ และรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น ลดโอกาสเกิดปัญหาในระยะยาว

แนวคิดดังกล่าวเป็นโจทย์สำคัญของการเสวนาในหัวข้อ ‘การส่งเสริมทักษะสมอง EF : ทางรอดของการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย’ ภายในงานประชุม Thailand EF Partnership (TEFP) 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เพื่อทบทวนบทเรียนตลอด 12 ปีของการขับเคลื่อนทักษะสมองส่วนหน้า หรือ Executive Functions (EF) ในประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมแสดงทัศนะ อาทิ รศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพานิช กุมารแพทย์ด้านระบบประสาท สถาบันวิจัยการแพทย์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล, ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล, พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก กระทรวงยุติธรรม 

เนื้อหาหลักๆ เป็นการอธิบายถึงกลไกการทำงานของสมอง การพัฒนาเด็กในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงบทเรียนจากเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดในชีวิต เพื่อหาคำตอบว่า เหตุใด EF จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคมไทยในระยะยาว และสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กจะร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งเสริม EF ได้อย่างไร 

EF กลไกสำคัญของสมองที่กำหนดวิธีคิดและการใช้ชีวิตของมนุษย์

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวทีเสวนาคือ แท้จริงแล้ว EF หรือ Executive Function คืออะไร และเหตุใดทักษะสมองชุดนี้จึงถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยในระยะยาว โดย รศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพานิช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายผ่านมุมมองด้านประสาทวิทยาศาสตร์ว่า EF ไม่ใช่เพียงแนวคิดทางการศึกษา แต่เป็นกลไกการทำงานขั้นสูงของสมองที่อยู่เบื้องหลังความสามารถในการคิด วางแผน ตัดสินใจ และกำกับตนเองของมนุษย์

“ถ้าถามว่า EF คืออะไร ผมมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำงานของสมองครับ สมองของคนเรามีหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การมองเห็น หรือการรับรู้ต่างๆ ส่วน EF ก็เป็นหนึ่งในหน้าที่เหล่านั้น แต่เป็นหน้าที่ที่ถือเป็นลักษณะเด่นของสมองมนุษย์ มนุษย์เราสามารถคิด วางแผน อดทน และยับยั้งตนเองได้ กระบวนการเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับ EF ทั้งสิ้น

จริงๆ แล้ว EF มีกระบวนการย่อยอยู่หลายด้าน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความสามารถในการควบคุมตนเอง ไม่ให้ไปสนใจหรือไขว้เขวกับสิ่งที่ไม่เหมาะสม รวมถึงเมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ที่ยาก เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีตอบสนองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของ EF

ถ้าจะสรุปเป็นคีย์เวิร์ดง่ายๆ EF คือการทำงานของสมองที่เป็นลักษณะเด่นของมนุษย์ ทำหน้าที่คล้ายกลไกกลางในการควบคุมและจัดการกระบวนการต่างๆ ของสมอง ให้สามารถทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นพ.วรสิทธิ์ อธิบายว่า ภายในกระบวนการทำงานของ EF ยังประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายด้าน ทั้งความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) ความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) และความสามารถในการยับยั้งควบคุมตนเอง (Inhibitory Control) ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่ช่วยให้มนุษย์สามารถจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีเหตุผล และไม่ตกเป็นเหยื่อของแรงกระตุ้นเฉพาะหน้าได้โดยง่าย

เพื่อให้เห็นภาพว่าการทำงานของ EF ส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์อย่างไร นพ.วรสิทธิ์ ได้ยกตัวอย่างงานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดร้ายแรงในต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ‘การรู้ว่าอะไรถูกผิด’ กับ ‘ความสามารถในการยับยั้งตนเอง’

“มีคนเคยถามว่าสมองของคนที่ก่ออาชญากรรมแตกต่างจากสมองของคนทั่วไปหรือไม่ โดยเฉพาะในต่างประเทศที่มีการศึกษากลุ่มฆาตกรต่อเนื่องกันค่อนข้างมาก คำถามก็คือ สมองของคนกลุ่มนี้เหมือนกับคนปกติหรือเปล่า คำตอบคือ ถ้ามองจากภายนอกหรือดูในเชิงโครงสร้างทั่วไป ก็ไม่ได้แตกต่างจากพวกเราครับ แต่สิ่งที่อาจแตกต่างคือ ‘การทำงาน’ ของสมอง

งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่า คนที่ก่ออาชญากรรมหลายคนรู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองทำเป็นสิ่งผิด รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นบาปหรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แต่คำถามคือ แล้วทำไมจึงยังทำ คำอธิบายหนึ่งคือ พวกเขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีพอ สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ผลลัพธ์ของพฤติกรรม การวางแผน หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อาจทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงส่งผลต่อการตัดสินใจและการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง”

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาหลายอย่างที่สังคมมักมองเป็นเรื่องของพฤติกรรมหรือศีลธรรม อาจมีรากฐานสำคัญมาจากกระบวนการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับการกำกับตนเอง ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาและฝึกฝนได้ตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ นพ.วรสิทธิ์ ยังชี้ให้เห็นว่า จุดแข็งสำคัญที่สุดของมนุษย์คือความสามารถของสมองในการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองมีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมต่อการพัฒนาอย่างมาก

“สมองของมนุษย์เริ่มสร้างตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 3 สัปดาห์ และพัฒนาไปจนเสร็จสมบูรณ์ราวอายุ 24 ปี ถือเป็นอวัยวะที่ใช้เวลาพัฒนายาวนานมาก ดังนั้น EF จึงพัฒนาไปพร้อมกับสมองครับ เมื่อสมองพัฒนา EF ก็พัฒนาตามไปด้วย

หากพูดถึงพฤติกรรมที่เราสังเกตหรือวัดได้ชัดเจน บางด้านของ EF เริ่มปรากฏตั้งแต่วัยทารก เช่น ความจำเพื่อใช้งาน หรือ Working Memory เด็กเริ่มสามารถเก็บข้อมูลระยะสั้นไว้ในสมองได้ตั้งแต่อายุยังน้อยมาก เมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ เด็กก็เริ่มพัฒนาความสามารถในการยับยั้งตนเอง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำให้เด็กเล็กใช้โทรศัพท์มือถือหรือสื่อหน้าจอมากเกินไป เพราะเด็กจะคุ้นชินกับการได้รับสิ่งเร้าอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกอย่างตอบสนองได้ทันใจ การฝึกความอดทนและการยับยั้งตนเองก็จะทำได้ยากขึ้น”

และตั้งข้อสังเกตว่า เด็กจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันกำลังสูญเสียโอกาสสำคัญในการพัฒนา EF เพราะผู้ใหญ่เข้าไปจัดการปัญหาและตัดสินใจแทนอยู่ตลอดเวลา จนเด็กขาดพื้นที่ในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของตนเอง

“หลายครั้งเมื่อเด็กกำลังจะทำผิดหรือกำลังจะลองบางอย่าง พ่อแม่รีบบอกทันทีว่า ‘ทำแบบนี้ไม่ได้’ หรือเข้าไปจัดการแทน ทำให้เด็กได้ลองถูก แต่ไม่ได้ลองผิด ทั้งที่ความผิดพลาดเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้“

เมื่อเด็กขาดโอกาสลองผิดลองถูก ก็อาจพลาดโอกาสในการพัฒนาทักษะการคิด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน แม้เด็กแต่ละคนจะมีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน แต่สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาของ EF อย่างมีนัยสำคัญ

“เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่พ่อแม่คอยสนับสนุน เป็นพื้นที่ปลอดภัย และพร้อมเป็นแรงหนุนอยู่เบื้องหลัง มักจะมีความกล้าที่จะออกไปเผชิญสิ่งใหม่ๆ มากกว่า ขณะเดียวกัน เด็กก็ต้องได้รับการสอนให้รู้จักยับยั้งตนเอง รู้จักหยุดเมื่อกำลังจะทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ยาก ก็ต้องรู้จักคิดไตร่ตรองและหาทางแก้ไข สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ EF ครับ”

นพ.วรสิทธิ์ ย้ำว่า แม้สมองของเด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือความแตกต่างเหล่านั้นไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว เพราะสมองสามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาได้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตอบสนองต่อการเรียนรู้ได้ดีที่สุด

“เพราะฉะนั้น การลงทุนพัฒนาเด็กตั้งแต่วัยเยาว์จึงเป็นช่วงเวลาที่ทั้งทำได้ง่ายและคุ้มค่าที่สุดครับ”

‘หยุดคิดแทน’ เมื่อการพัฒนาเด็ก ไม่ได้มีแค่พัฒนาการ แต่รวมถึงตัวตนและการกำกับตนเอง

แม้แนวคิดเรื่อง EF จะได้รับการอธิบายผ่านมิติทางประสาทวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนแล้ว แต่อีกคำถามสำคัญคือ เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้เดินทางมาถึงห้องเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และครอบครัว จะเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการทำงานของสมองให้กลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของเด็กได้อย่างไร

‘ครูหม่อม – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร’ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ในทางการศึกษา EF ถูกแปลความหมายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า เป็นกระบวนการทำงานของสมองขั้นสูงที่ใช้กำกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม เพื่อพาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

“เมื่อมาถึงในมิติของการศึกษา เราแปลความหมายของทักษะสมอง EF ว่าเป็นกระบวนการทำงานของสมองขั้นสูง ที่ใช้กำกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม เพื่อไปสู่เป้าหมาย

ในฐานะที่ครูหม่อมเคยเป็นครูปฐมวัย สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือการแปลความหมายทางวิชาการเหล่านี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมในห้องเรียน วิธีคิดของหม่อมก็คือ เมื่อสมองทำงานออกมาเป็นพฤติกรรม เราก็ต้องย้อนกลับมาดูว่า ในชีวิตประจำวันของเด็ก พฤติกรรมอะไรบ้างที่ต้องอาศัย EF”

ครูหม่อมชวนมองว่า แทบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กล้วนเป็นพื้นที่ฝึก EF ทั้งสิ้น ตั้งแต่การตื่นนอน การแยกจากพ่อแม่ การรอคอย การเปลี่ยนจากกิจกรรมที่ชอบไปสู่สิ่งที่จำเป็น หรือแม้แต่การรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง

“ลองนึกตั้งแต่เด็กตื่นนอนในตอนเช้า เด็กบางคนง่วง ไม่อยากตื่น แต่ก็ต้องลุกขึ้นมาโรงเรียน การกำกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของตัวเองเพื่อไปสู่เป้าหมาย นั่นคือการใช้ EF เมื่อมาถึงโรงเรียน เด็กต้องลาจากคุณพ่อคุณแม่ แม้จะยังคิดถึงหรือยังไม่อยากแยกจากกัน แต่ต้องปล่อยมือแล้วเดินเข้าห้องเรียน การกำกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ต้องใช้ EF เช่นกัน

หรือเวลาที่เด็กกำลังสนุกกับการเล่น ไม่อยากเลิกเล่น แต่ถึงเวลากินข้าวแล้ว เด็กต้องหยุดกิจกรรมที่ตัวเองชอบ เพื่อเปลี่ยนไปทำสิ่งที่จำเป็น นั่นก็เป็นการใช้ EF อีกเช่นกัน เมื่อหม่อมตีความแบบนี้ ก็ทำให้เห็นว่า พฤติกรรมดีๆ แทบทุกอย่างที่เราอยากเห็นในตัวเด็ก ล้วนต้องอาศัยการทำงานของ EF อยู่เบื้องหลัง”

ครูหม่อมชี้ให้เห็นว่า เมื่อพูดถึงการพัฒนาเด็ก สังคมไทยคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่อง ‘พัฒนาการ 4 ด้าน’ มาอย่างยาวนาน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา แต่จากประสบการณ์การทำงานวิจัยและการลงพื้นที่ในห้องเรียนปฐมวัย พบว่ายังมีอีกสองมิติสำคัญที่ผู้ใหญ่จำนวนมากมักมองข้าม นั่นคือ ‘ตัวตน’ และ ‘EF’

“ในฐานะคนทำงานวิจัย เวลาเราเข้าไปในห้องเรียนปฐมวัยแล้วถามครูว่า เรากำลังส่งเสริมอะไรให้เด็ก คำตอบที่ได้ก็คือการส่งเสริมพัฒนาการ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา แต่ในโมเดล 3 มิติการพัฒนามนุษย์ หม่อมเสนอว่า นอกจากพัฒนาการ 4 ด้านแล้ว ยังมีอีก 2 มิติสำคัญที่พ่อแม่ ครู และผู้ใหญ่ทุกคนควรให้ความสนใจ นั่นคือ มิติด้านตัวตน และ มิติด้าน EF 

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ นอกจากการพัฒนาการตามวัยแล้ว เรายังต้องให้ความสำคัญกับมิติด้านสมอง และมิติด้านตัวตนหรือจิตใจของเด็กด้วยค่ะ”

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ข้อค้นพบสำคัญว่า แม้ผู้ใหญ่จำนวนมากจะตั้งใจส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กอย่างดีที่สุด แต่บางครั้งวิธีการที่ใช้กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา EF โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อเด็กรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มีความสามารถ หรือไม่ได้รับการยอมรับ

“ประเด็นแรกคือ เรามักทำให้เด็กรู้สึก ‘เสียเซลฟ์’ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ เมื่อเด็กเสียความมั่นใจหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเด็กจะเข้าสู่กลไกปกป้องตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการสู้ การถอย หรือการยอมจำนน และเมื่อใดก็ตามที่กลไกปกป้องตนเองทำงาน EF จะหยุดทำงานทันที

ดังนั้น วิธีส่งเสริมที่สำคัญคือทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นคนสำคัญ และมีความสามารถ เพราะเมื่อเด็กมีตัวตนที่มั่นคง EF ก็จะพร้อมทำงาน”

นอกจากเรื่องการสร้างคุณค่าในตัวเองแล้ว อีกหนึ่งพฤติกรรมที่พบได้บ่อยทั้งในบ้านและในโรงเรียน นั่นคือการที่ผู้ใหญ่ใช้ EF ของตัวเองแทนเด็ก จนเด็กแทบไม่มีโอกาสได้ฝึกคิด ตัดสินใจ หรือแก้ปัญหาด้วยตนเอง

“ประเด็นที่สองคือ ผู้ใหญ่มัก ‘คิดแทน’ เด็กที่พ่อแม่คิดแทนลูก ทำแทนลูก ใช้ EF ของตัวเองแทนที่ลูกจะได้ใช้ EF ของตนเอง ที่โรงเรียน ครูบอกว่า ‘เก็บเดี๋ยวนี้’ ‘ทำเลย’ ‘เดินไปตรงนั้น’ เป็นการสั่งการและตัดสินใจแทนเด็กอยู่ตลอด เมื่อผู้ใหญ่คิดแทน เด็กก็ไม่มีโอกาสได้ฝึกใช้ EF ของตัวเองค่ะ”

จากบทเรียนการทำงานกับเด็กปฐมวัย ครูหม่อม จึงมองว่า หน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่ไม่ใช่การควบคุมหรือกำหนดทุกอย่างแทนเด็ก แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มั่นคง และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เผชิญกับความท้าทายที่เหมาะสมกับวัย

“เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญมากคือ ผู้ใหญ่ต้องเป็นพื้นที่แห่งความมั่นคง ปลอดภัย และไว้วางใจได้ เพื่อให้เด็กไม่ต้องใช้กลไกปกป้องตนเอง 

เมื่อเด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความสามารถ และได้รับการยอมรับ EF ก็จะพร้อมทำงาน และเมื่อ EF พร้อมทำงานแล้ว สิ่งที่สำคัญต่อมาคือการสร้าง ‘สถานการณ์ท้าทาย’ ที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ EF ด้วยตัวเองค่ะ”

ครูหม่อมยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ทักษะ EF ทั้ง 9 ด้านที่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาเด็กไทยตลอดกว่า 12 ปีที่ผ่านมา ล้วนมีรากฐานมาจากประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ที่เด็กได้รับตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานอย่างความจำเพื่อใช้งาน การยับยั้งชั่งใจ และความยืดหยุ่นทางความคิด ซึ่งจะค่อยๆ ต่อยอดไปสู่ความสามารถในการกำกับอารมณ์ การวางแผน และการลงมือทำเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต

“หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ แต่ในความเป็นจริง การที่เด็กจะมี EQ ได้นั้น ภายในสมองต้องมี EF ทำหน้าที่กำกับอารมณ์อยู่เบื้องหลังด้วย

เมื่อเราพูดถึงความสามารถในการกำกับอารมณ์และพฤติกรรม จึงมีคำถามสำคัญตามมาว่า หาก EF ของเด็กไม่แข็งแรง หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ เด็กอาจมีปัญหาในการกำกับตนเอง ไม่สามารถควบคุมแรงกระตุ้นของตนเอง หรือไม่สามารถพาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่เหมาะสมได้ และเมื่อปัญหานี้เกิดขึ้นในวงกว้าง ก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง ความรุนแรง หรือการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสารเสพติด”

จากมุมมองทางการศึกษา EF จึงไม่ได้เป็นเพียงทักษะด้านสมองที่แยกขาดจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นรากฐานสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างพัฒนาการ ตัวตน และความสามารถในการกำกับตนเองของเด็ก และยิ่งผู้ใหญ่สามารถสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้ลอง และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองมากเท่าไร EF ก็ยิ่งมีโอกาสเติบโตและกลายเป็นภูมิคุ้มกันภายในที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

เปลี่ยน ‘ปราบปราม’ เป็น ‘ป้องกัน’ EFกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหายาเสพติด 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยยังคงรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา ไม่ใช่ ‘เราจะปราบปรามให้หมดสิ้นได้อย่างไร’ แต่คือ ‘เราจะป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนก้าวเข้าสู่วงจรเหล่านี้ได้อย่างไร’ โดยเฉพาะในวันที่อายุของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดกำลังลดต่ำลงอย่างน่ากังวล 

พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มองว่า คำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่การสร้างภูมิคุ้มกันภายในให้กับเด็กตั้งแต่ต้นทางของชีวิต

“ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา สถิติอายุของผู้ที่เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่ที่ประมาณ 14 ปีครับ แต่ปัจจุบันอายุกลับลดลงเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจในจังหวัดสุรินทร์ พบว่าเด็กระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความเสี่ยงหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแล้วถึงประมาณ 30% ซึ่งหมายความว่าอายุเริ่มต้นอาจอยู่เพียง 11–12 ปีเท่านั้น จึงต้องบอกว่าสถานการณ์ในขณะนี้มีแนวโน้มที่น่ากังวล เพราะอายุของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดกำลังลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัจจัยหลายด้าน”

จากสถานการณ์ดังกล่าว หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมหน่วยงานอย่าง ป.ป.ส. จึงเข้ามาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะสมอง EF ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการศึกษาและพัฒนาการเด็กมากกว่างานด้านยาเสพติดโดยตรง แต่สำหรับ พ.ต.ต.สุริยา นี่คือบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติดมาเกือบตลอดชีวิต

“ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ผมทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติดมาตั้งแต่สมัยเป็นตำรวจ จนมารับตำแหน่งรองเลขาธิการและเลขาธิการ ป.ป.ส. ก็ยังรับผิดชอบงานด้านนี้อยู่ แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มกลับมาทบทวนว่า หากเรายังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่สามารถป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่หรือ ‘หน้าใหม่’ เข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ เราก็ไม่มีทางชนะปัญหานี้อย่างแท้จริง

ต่อให้ปราบปรามมากแค่ไหน หากยังมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบอยู่ตลอด เราก็จะไม่มีวันเห็นปลายทางของความสำเร็จ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การป้องกันก่อนที่เด็กจะเข้าสู่วงจรของยาเสพติด จึงน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องกว่า นั่นคือเหตุผลที่ผมหันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง EF อย่างจริงจัง”

สำหรับ พ.ต.ต.สุริยา อุปสรรคสำคัญของการขับเคลื่อน EF ไม่ได้อยู่ที่องค์ความรู้หรือหลักวิชาการ หากแต่อยู่ที่ ‘ความเชื่อ’ ซึ่งฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมการเลี้ยงดูของสังคมไทยมายาวนาน

“ในช่วง 6–7 เดือนที่ผ่านมาหลังเข้ามารับตำแหน่ง เราได้ลงพื้นที่และรับฟังปัญหาจากหลายภาคส่วน จนพบว่าปัญหาใหญ่ที่ขัดขวางการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาทางวิชาการ แต่เป็นเรื่องของ ‘ความเชื่อ’ 

เวลามีเด็กเกิดใหม่ เรามักได้ยินคำอวยพรแบบเดิมเสมอว่า ‘ขอให้ลูกเลี้ยงง่าย เชื่อฟังพ่อแม่’ ไม่ว่าใครจะอุ้มเด็กมารับขวัญ ก็มักพูดเช่นนี้ แต่ถ้ามองในมุมของ EF จะพบว่าความเชื่อแบบนี้มีบางส่วนที่ย้อนแย้งกับหลักการพัฒนาเด็ก”

พ.ต.ต.สุริยา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ในหลายประเทศ เด็กเล็กได้รับโอกาสให้ลองทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง แม้จะผิดพลาดหรือเลอะเทอะบ้าง แต่กลับเป็นกระบวนการสำคัญในการเรียนรู้ ขณะที่สังคมไทยจำนวนไม่น้อยยังคุ้นชินกับการช่วยเหลือและจัดการทุกอย่างแทนเด็ก

“ลองดูตัวอย่างในต่างประเทศ เด็กเล็กนั่งกินข้าวเอง ทำหกเลอะเทอะ พ่อแม่ปล่อยให้ลองทำด้วยตัวเอง แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับมองว่าเป็นการเลี้ยงลูกไม่เป็น หรือปล่อยปละละเลย ขณะที่ในสังคมไทย เรามักช่วยเด็กทำทุกอย่าง เด็กที่เชื่อฟัง อยู่ในโอวาท และไม่สร้างปัญหา มักถูกมองว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย นี่คือความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย และเป็นความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่อง EF”

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ คือข้อจำกัดด้านเวลา เพราะการพัฒนา EF เป็นงานที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและต้องรอผลลัพธ์ในระยะยาว ซึ่งสวนทางกับวัฒนธรรมการทำงานของระบบราชการที่มักต้องการผลสำเร็จที่วัดได้ในเวลาอันรวดเร็ว

“งานพัฒนา EF เป็นงานที่ต้องใช้เวลายาวนาน ถ้าวันนี้เราพูดถึงเด็กอายุ 12 ปีที่เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แล้วเราต้องการป้องกันปัญหานี้จริงๆ เราอาจต้องเริ่มตั้งแต่วันที่เด็กเกิด ปัญหาคือระบบราชการและสังคมส่วนใหญ่ต้องการผลลัพธ์ในระยะสั้น ต้องมีตัวชี้วัด ต้องมีผลงานให้เห็นภายในปีนี้หรือปีหน้า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายหน่วยงานจะเลือกทำสิ่งที่เห็นผลเร็ว มากกว่างานที่ต้องรอผลในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขายังคงเชื่อมั่นในแนวทางนี้ คือประสบการณ์จากการลงพื้นที่และการได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเด็ก ครอบครัว และชุมชนที่นำแนวคิด EF ไปปรับใช้

“สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจที่สุดคือ ผมเป็นคนที่เชื่อจากการลงมือทำและการได้เห็นด้วยตาตัวเองครับ เวลาทำงาน ผมชอบลงพื้นที่ ไปพูดคุยกับคนในชุมชน ไปสัมผัสปัญหาจริง และไปเรียนรู้วิธีการทำงานของครูและเครือข่ายที่นำหลักการ EF ไปใช้กับเด็กและครอบครัว”

นอกจากนี้ พ.ต.ต.สุริยา ยังอธิบายว่า  ในทางอาชญาวิทยามีทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่า Self-Control Theory หรือทฤษฎีการควบคุมตนเอง ซึ่งอธิบายว่าอาชญากรรมจำนวนมากเกิดจากการควบคุมตนเองที่ต่ำ

“เมื่อมองกลับมาที่สังคมไทยทุกวันนี้ เราจะเห็นปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง ความหัวร้อน การฉ้อโกง การทุจริต หรือพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรากฐานร่วมกัน คือการขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ ขาดการคิดวิเคราะห์แยกแยะถูกผิด และไม่สามารถวางแผนหรือมองเป้าหมายระยะยาวได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการคิดและการกำกับตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจของ EF ยังไม่ได้รับการปลูกฝังอย่างเพียงพอในสังคมของเรา และนี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ”

จากมุมมองของผู้ที่ทำงานอยู่กับปัญหายาเสพติดมาอย่างยาวนาน EF จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการศึกษา แต่เป็นการลงทุนกับต้นทุนมนุษย์ของประเทศ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันภายในที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถคิด ตัดสินใจ และกำกับตนเองได้ท่ามกลางความท้าทายทางสังคม และอาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แทนการเฝ้าวิ่งตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างไม่รู้จบ

เมื่อผู้กระทำผิดคือเหยื่อเชิงโครงสร้าง บทเรียนจากบ้านกาญจนาภิเษกและพลังของการเปลี่ยนวิธีคิด

ในขณะที่ EF ถูกมองว่าเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตที่ควรถูกปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย คำถามที่น่าสนใจก็คือ เด็กและเยาวชนจำนวนมากที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับอาชญากรรม ความรุนแรง ยาเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ นั้น พวกเขาขาดทักษะ EF จริงหรือไม่ ที่สำคัญคืออะไรคือสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น 

คำถามนี้ทำให้ ‘ป้ามล – ทิชา ณ นคร’ ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก ย้อนกลับไปมองเด็กจำนวนมากที่เคยเดินเข้ามาในชีวิตตลอดหลายสิบปีของการทำงาน และพบว่า เบื้องหลังเด็กที่สังคมเรียกว่า ‘ผู้กระทำผิด’ มักเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกทอดทิ้ง ขาดโอกาส และไม่เคยได้รับระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างที่เด็กคนหนึ่งพึงได้รับ

“เด็กบ้านกาญจนาภิเษกเกิดกันที่ไหน เขาเกิดกันที่ไหนนะ ดูเหมือนว่าเขาไม่มีเรื่องราวและร่องรอยเหล่านี้ผ่านเข้ามาในชีวิตเลย ถ้าประเทศไทยเรามีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอยู่ 15 ล้านคน เราได้ทอดทิ้งเด็กจำนวนมหาศาล เพื่อให้เขากลายมาเป็นผู้ก่ออาชญากรรม แล้วเราก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตเขา”

จากประสบการณ์การทำงานกับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดมาอย่างยาวนาน ป้ามลมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่อาจอธิบายได้ด้วยเรื่องของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเห็นชีวิตของเด็กเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอพบว่าพวกเขาล้วนมีร่องรอยของความขาดแคลนบางอย่างร่วมกัน จนไม่อาจมองว่าเป็นความผิดพลาดเฉพาะตัวได้อีกต่อไป

“จริงๆ ประเทศเรามีปัญหาเชิงระบบ มีปัญหาเชิงโครงสร้างมหาศาล ไม่ใช่มีเด็กคนเดียวที่ฆ่าคนแล้วมาอยู่บ้านกาญจนา มีเป็นร้อย มีเป็นพัน พอเราได้เห็นเด็กเหล่านี้ซ้ำๆ หลายครั้ง เราก็ตั้งคำถามไม่ได้แล้วว่าเป็นเรื่องของปัจเจก เพราะเขามากันมหาศาล มันเป็นปัญหาเชิงระบบ เชิงโครงสร้างของประเทศนี้ไปแล้ว”

เธอเล่าว่า ทุกครั้งที่เกิดคดีสะเทือนขวัญ สังคมมักเร่งตัดสินตัวเด็กในฐานะผู้กระทำผิด โดยไม่เคยย้อนกลับไปสำรวจว่าก่อนจะมาถึงจุดนั้น เด็กเหล่านี้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบใด และขาดอะไรไประหว่างทาง

“ไม่ว่าเด็กจะก่อคดีแบบไหนมา เราไม่เคยตั้งคำถามว่าเด็กเหล่านี้เติบโตบนความขาดแคลนอะไร แต่เราตั้งคำถามกับปัจเจกผู้ชั่วร้ายคนนั้น เราจะได้ยินเสียงด่าทอว่า ‘มันเหี้ยม มันทำแบบนี้ได้อย่างไร’ ซึ่งกับดักเหล่านี้ก็นำไปสู่อีกกับดักหนึ่ง คือเราไม่ต้องให้อะไรเขาก็ได้ ทั้งๆ ที่เราเป็นคนทำให้เขาเป็นเช่นนั้น เพราะไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาเพื่อเป็นหมอ หรือเกิดมาเพื่อเป็นมหาโจร ไม่มีเด็กคนไหนเป็นเช่นนั้น”

ป้ามลยังชวนมองว่า สิ่งที่น่าเจ็บปวดไม่ใช่เพียงการที่เด็กคนหนึ่งก่ออาชญากรรม แต่คือการที่เด็กจำนวนมากเติบโตมาโดยไม่เคยได้รับโอกาสในการเรียนรู้โลก ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ หรือแม้แต่รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกับคนอื่น

“เด็กบ้านกาญจนาภิเษก ตอนที่มาอยู่กับเรา ไม่ว่าเขาจะก่อคดีรุนแรงขนาดไหน เราพาเขาไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ไปงานต่างๆ ที่เราพาไปได้ เราพาไปหมด แล้วกลับมาเด็กๆ ต้องเขียน Reflection สิ่งที่เด็กเขียนก็คือ ‘ครั้งแรกในชีวิต ไม่เคยรู้มาก่อนว่าประเทศนี้มีสิ่งนี้’ ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นหนึ่งใน 15 ล้านคนของประเทศนี้ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตไปหมด แต่ในวันที่เขาไปฆ่าคน เราก็มองเหมือนกับว่าประเทศนี้ก็มอบให้ทุกอย่างกับเขาไปหมดแล้ว แล้วทำไมเขายังเป็นคนไม่ดีขนาดนี้”

เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ป้ามลย้อนกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า แท้จริงแล้วเด็กที่สังคมเรียกว่า ‘ปีศาจ’ นั้น เกิดมาเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ หรือพวกเขาเพียงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยเอื้อให้เกิดการพัฒนา EF และการมองเห็นคุณค่าของตนเองเลยต่างหาก

“ปีศาจมาจากไหน เราแน่ใจใช่ไหมว่าเด็กๆ Born to be ปีศาจ เกิดมาก็เป็นได้เลย เราเชื่อเช่นนั้นใช่ไหม”

สำหรับป้ามล สิ่งที่บ้านกาญจนาภิเษกพยายามทำมาตลอดไม่ใช่การเปลี่ยนพฤติกรรม แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด เพราะเธอเชื่อว่าพฤติกรรมเป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทาง ขณะที่รากของปัญหาอยู่ที่วิธีคิด วิธีมองตัวเอง และวิธีมองโลกของมนุษย์

“บ้านกาญจนาภิเษกเราใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ‘เปลี่ยนวิธีคิด’ ไม่ใช่เปลี่ยนพฤติกรรม เราเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ค่ะ ต้องเปลี่ยนความคิด ความคิดเปลี่ยนแล้วพฤติกรรมถึงจะเปลี่ยน เราเชื่อแบบนั้น และเราก็ทำแบบนั้นมาตลอด”

เธอเล่าถึงเด็กชายคนหนึ่งที่เคยพกปืนและใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการเรียนรู้ การสะท้อนคิด และการเปิดพื้นที่ให้ทบทวนชีวิตของตัวเอง

“ถ้าคุณถามผมว่าหนังแต่ละเรื่อง ซึ่งมีเป็นร้อยเรื่องที่ติดอยู่บนบอร์ดบ้านกาญจนาภิเษก ให้อะไรกับผม ผมตอบไม่ได้หรอกครับ แต่ผมรู้ดีว่า เมื่อสามปีที่แล้ว ที่ผมพกปืนทุกวัน และเอาปืนไล่ยิงคนอย่างไม่มีเหตุผล ถ้าเหตุการณ์นั้นกลับมาเกิดขึ้นกับผมอีกครั้ง หลังจากสามปีที่ผมอยู่ที่นี่ ผมจะตัดสินใจไม่เหมือนเดิมครับ”

สำหรับป้ามล ประโยคนี้สะท้อนแก่นของ EF ได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่พฤติกรรมภายนอก แต่คือความสามารถในการคิดทบทวน ยับยั้งตนเอง และตัดสินใจใหม่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เดิม นอกจากนี้ เธอยังย้ำว่า การฟื้นฟูเด็กไม่อาจเกิดขึ้นได้หากทำงานกับเด็กเพียงลำพัง เพราะครอบครัวคืออีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องได้รับการสนับสนุนไปพร้อมกัน

“พ่อแม่ของเด็กบ้านกาญจนาภิเษกต้องได้รับการ Empower ต้องได้มองย้อนกลับไปว่า ก่อนที่จะเกิดระเบิดตูมขึ้นมาในชีวิตลูก เราได้ทำอะไรกับลูกของเราบ้าง

สำหรับผู้ปกครองจำนวนมหาศาล เขาไม่รู้จัก EF และการค้นหา EF ภายใต้ความเป็นปัจเจก มันยาก มันเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องสร้างระบบสนับสนุนนี้ขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น”

ป้ามลมองว่า หาก EF คือรากฐานสำคัญของการเติบโต เด็กจำนวนไม่น้อยที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็คือกลุ่มคนที่พลาดโอกาสในการได้รับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ต้นชีวิต

“ถ้า EF คือเมนูที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ ถ้า EF คือเมนูที่ดีที่สุด เด็กเหล่านี้ขาดสารอาหารกันไปหมดแล้ว แต่เราก็จะไม่สิ้นหวังกับสิ่งที่เราเห็น บ้านกาญจนาภิเษกก็ต้องเลือกว่าเราจะกู้มนุษย์ผู้ที่ขาดสารอาหารเหล่านี้กลับคืนมาอย่างไร”

ท้ายที่สุด ป้ามลย้ำว่า เด็กจำนวนมากที่ก้าวพลาดในชีวิตอาจเป็นผู้กระทำผิดในทางกฎหมาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็เป็นเหยื่อของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่สังคมร่วมกันสร้างขึ้นเช่นกัน

“สำหรับป้า เด็กเหล่านี้อาจเป็นผู้กระทำผิดในทางกฎหมาย แต่เขาคือเหยื่อในเชิงโครงสร้างของประเทศนี้ด้วย ในระดับปัจเจก เขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ แต่ในระดับโครงสร้าง เขาคือเหยื่อ และเมื่อเราเห็นว่าเขาคือเหยื่อในระดับโครงสร้าง เราจึงโอบกอดเขาได้ รักเขาได้ พาเขาไปทุกหนทุกแห่งที่ทำให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้นได้”

ป้ามลทิ้งท้ายด้วยข้อค้นพบสำคัญจากการทำงานกับเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสังคมมองว่า ‘หมดหวัง’ ว่า แม้บางคนจะเติบโตมาจากความพร้อม ขณะที่บางคนเติบโตมาจากความแหลกสลายและบาดแผล แต่เมื่อได้รับโอกาส ได้รับความเข้าใจ และได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม พวกเขาก็สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าได้เช่นเดียวกัน

“มีเด็กคนหนึ่งเคยเขียนจดหมายถึงพวกเราว่า ‘ขอบคุณที่ป้าอดทนกับพวกผมได้’ นี่คือเด็กที่ไม่เคยรู้จัก EF มาก่อน แต่เมื่อบาดแผลของเขาได้รับการเยียวยา เขาก็เติบโตได้ บางคนไม่ได้ออกไปเป็นเพียงพลเมืองที่ดี แต่กลายเป็น Active Citizen ของสังคมค่ะ”

Tags:

การทำงานของสมองการพัฒนาเด็กและเยาวชนวาระแห่งชาติภูมิคุ้มกันชีวิตEF

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Social Issues
    เด็กไทยโตไม่ทันโลก? เปิดผลการวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี ชี้จุดอ่อนการพัฒนาด้านสติปัญญาและทักษะการคิด: รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง

    เรื่อง The Potential x กสศ. ภาพ ปริสุทธิ์

  • Competency cover
    Social Issues
    เรียนรู้อย่างมีความหมาย-ไร้รอยต่อ สร้างสมรรถนะเด็กไทยพร้อมรับความท้าทายแห่งอนาคต

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • EF (executive function)
    ‘Process Art’ ศิลปะที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลงานชิ้นโบว์แดง เสริมทักษะ EF ในเด็กปฐมวัย: ครูบุญทิพา คุ้มเนตร โรงเรียนวัดเชิงเลน (นครใจราษฏร์)

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • EF (executive function)
    ไม่พอใจก็แค่ใส่หูฟังแล้วเปิดเพลงดังๆ ‘การจัดการอารมณ์’ ที่ท้าทายแต่ทำได้ในวัยรุ่น

    เรื่อง

  • EF (executive function)
    เพราะอะไรจึงไม่ควรเรียนหนังสืออย่างจริงจังก่อน 7 ขวบ: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

    เรื่อง ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

เถ้าถ่านแห่งวารวัน: เมื่อชีวิตต้องเลือก ระหว่าง ‘หน้าที่’ และ ‘หัวใจ’
Book
27 June 2026

เถ้าถ่านแห่งวารวัน: เมื่อชีวิตต้องเลือก ระหว่าง ‘หน้าที่’ และ ‘หัวใจ’

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • เถ้าถ่านแห่งวารวัน (The Remains of the Day) เป็นผลงานเขียนของ คาสึโอะ อิชิงุโระ นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เล่าเรื่องการต้องเลือกระหว่าง ‘หน้าที่’ กับ ‘เสียงของหัวใจ’ ผ่านนิยายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมร่วมสมัยที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง
  • เรื่องราวติดตาม ‘สตีเวนส์’ พ่อบ้านผู้ยึดมั่นในศักดิ์ศรีและการทำหน้าที่เหนือทุกสิ่ง ระหว่างการเดินทางที่ทำให้เขาหวนคิดถึงอดีต ทั้งการเลือกงานเหนือครอบครัว และความสัมพันธ์ที่ไม่เคยเอ่ยปากกับ คุณเคนตัน จนต้องเผชิญคำถามว่า สิ่งที่เสียไปเพื่อหน้าที่นั้นคุ้มค่าหรือไม่
  • นิยายชวนมองย้อนกลับไปยังการตัดสินใจในชีวิตว่า ไม่มีคำตอบตายตัวว่าควรเลือกหน้าที่หรือหัวใจ เพราะทุกทางเลือกมีเหตุผลและราคาที่ต้องจ่าย สิ่งสำคัญคือการยอมรับผลของการตัดสินใจ และตระหนักว่าบางโอกาสในชีวิต เมื่อผ่านไปแล้ว ก็ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก

“ผมเชื่อมั่นในความยุติธรรม แต่ผมรักแม่ของผม และผมจะปกป้องแม่ก่อนความยุติธรรม” 

อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) นักคิดและนักเขียนชาวฝรั่งเศส กล่าวไว้หลังการรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม หลังจากที่มีคนถามเขาว่า คิดเห็นอย่างไรต่อปัญหาชาวแอลจีเรียลุกฮือใช้ความรุนแรง เพื่อต่อต้านการถูกปกครองอย่างไม่เป็นธรรมโดยฝรั่งเศส

คำกล่าวของกามูส์ ไม่ได้หมายความว่า ความยุติธรรมสำคัญน้อยกว่าแม่ของเขา เพียงแต่ในช่วงนั้น เกิดเหตุการณ์รุนแรงในแอลจีเรียหลายครั้ง ทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งกามูส์ต้องการแสดงจุดยืนว่า เขาสนับสนุนการเรียกร้องความยุติธรรมของชาวแอลจีเรีย แต่ไม่เห็นด้วย หากการต่อสู้นั้นจะกระทบ หรือทำลายชีวิตประชาชนคนธรรมดา และหากต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ กับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้คน เขาขอเลือกอย่างหลัง

จากประโยคดังกล่าว ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงข่าวการเมืองระหว่างประเทศชิ้นหนึ่ง เมื่อปี 2542 เป็นเหตุการณ์ที่ อองซาน ซูจี ผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาร์ ต้องตัดสินใจว่าเธอจะเลือกต่อสู้เพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ หรือจะเลือกการดูแลหัวใจคนรักเป็นครั้งสุดท้าย

ในขณะนั้น ซูจี ถูกรัฐบาลทหารเมียนมาร์สั่งกักบริเวณอยู่ในประเทศ ส่วนไมเคิล อาริส สามีชาวอังกฤษของเธอ พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในอังกฤษ ด้วยอาการป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย รัฐบาลทหารเมียนมาร์ ประกาศว่า จะยอมให้ซูจี เดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปพบและดูใจสามีเป็นครั้งสุดท้าย แต่เธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าประเทศเมียนมาร์อีก

บนทางแยกที่ดูจะมืดมนทั้งสองทาง สุดท้าย ซูจีตัดสินใจเลือกอุดมการณ์ โดยยอมเสียสละความสัมพันธ์ส่วนตัว และท้ายสุด คนรักที่พลัดพรากจากกันนานหลายสิบปี ก็ไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย

ทั้งสองตัวอย่างที่ผมหยิบยกมาเล่า ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ใดๆ ว่า ‘บทบาทหน้าที่’ ที่แน่นหนักไปด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติยศ กับ ‘ชีวิตส่วนตัว’ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนจริงๆ อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญกว่ากัน และไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจว่า ใครถูก-ใครผิด เพราะทุกคนล้วนมีเหตุผลมารองรับการตัดสินใจใดๆ ของตน ภายใต้บริบทที่แตกต่างไปในแต่ละบุคคล

และท้ายที่สุด ทุกการตัดสินใจย่อมมีผลที่ตามมา และทุกคนล้วนต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาจากการตัดสินใจนั้น อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

หนังสือเรื่อง เถ้าถ่านแห่งวารวัน หรือ The Remains of The Day ของ คาสึโอะ อิชิงุโระ คือวรรณกรรมร่วมสมัยที่หยิบยกเอาประเด็นการตัดสินใจที่ต้องเลือกระหว่าง ‘บทบาทหน้าที่’ กับ ‘เสียงเรียกร้องของหัวใจ’ หรือต้องเลือกระหว่างชีวิตที่เต็มด้วยความภาคภูมิใจ กับชีวิตที่เป็นการใช้ชีวิตจริงๆ ขึ้นมาเล่าได้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง และทำให้หนังสือเล่มนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนิยายที่ดีที่สุดในรอบ 100 ปี

อิชิงุโระ เกิดในเมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ครอบครัวของเขาย้ายไปตั้งรกรากในประเทศอังกฤษตั้งแต่เมื่อเขาอายุเพียง 5 ขวบ ถึงแม้ว่าอิชิงุโระจะพูดอยู่เสมอว่า เขาเติบโตมาภายใต้วัฒนธรรมอังกฤษ และคิดว่าตัวเองเป็นคนอังกฤษเต็มตัว แต่นักวิจารณ์หลายคนพูดว่า เขามีส่วนผสมที่ได้รับอิทธิพลทั้งจากญี่ปุ่นและอังกฤษ นั่นทำให้งานเขียนของอิชิงุโระมีความโดดเด่นในเรื่องความละเมียดละไม เนิบช้า ตามแบบวรรณกรรมญี่ปุ่น ผสมผสานกับความสง่างาม ที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงในเกียรติยศศักดิ์ศรีแบบวรรณกรรมอังกฤษ

เถ้าถ่านแห่งวารวัน นับเป็นหนึ่งในงานชิ้นเอกที่ผลักดันให้ชื่อของอิชิงุโระ กลายเป็นนักเขียนที่มีคนรักมากที่สุดคนหนึ่งของโลก และยังทำให้เขากลายเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 2017 ซึ่งทางคณะกรรมการผู้มอบรางวัล ได้ยกย่องผลงานของเขาว่า ท่วมท้นไปด้วยแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์ ที่เผยให้เห็นความจริง ที่ถูกซุกซ่อนภายใต้ภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้นเพื่อมีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกับโลก

หนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องราวการระลึกถึงความทรงจำของ สตีเวนส์ พ่อบ้านประจำคฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์ ระหว่างที่เขาขับรถท่องเที่ยวทางไกล รวมถึงแวะไปเยี่ยมเยียนคุณเคนตัน อดีตเพื่อนร่วมงานเก่าของเขาในฐานะแม่บ้านประจำคฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอล์ ซึ่งทั้งสองเคยมีประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน รวมไปถึงความรู้สึกลึกซึ้งที่มีต่อกัน แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่มีใครกล้าเผยให้หลุดออกจากปาก

ความทรงจำที่ค่อยๆ ผุดขึ้น ในช่วงที่สตีเวนส์ใช้เวลาขับรถตามลำพัง แวะเที่ยวตามเมืองต่างๆ ในแถบเวสต์คันทรี ประเทศอังกฤษ เป็นเหมือนเถ้าถ่านแห่งวารวัน ที่ถูกพัดให้ติดไฟลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง อีกทั้งยังเผยให้เห็นความรู้สึกหลายอย่าง ที่แม้แต่ตัวสตีเวนส์เองก็ไม่เคยรับรู้มาก่อน

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่การเดินทางไกลครั้งนี้ จะทำให้สตีเวนส์ ได้ขุดลึกถึงก้นบึ้งความทรงจำของตัวเอง เพราะอาจกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาพักร้อนไม่กี่วันนี้เองที่พอจะนับเป็นช่วงเวลาเดียวในเกือบทั้งชีวิต ที่เขาได้ใช้ชีวิตแบบเป็นตัวเองจริงๆ ไม่ใช่แค่การรับบทบาทพ่อบ้าน ซึ่งเป็นบทบาทที่เขาสวมทับให้ตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง ที่คฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์

สตีเวนส์ ไม่เคยคิดว่าการสวมบทบาทพ่อบ้าน หรือหัวหน้าคนรับใช้ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Butler (บัทเลอร์) เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจเลย เพราะมันคืออาชีพที่เขาภาคภูมิใจอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นมรดกตกทอดจากพ่อของเขา ผู้ซึ่งก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นพ่อบ้านมืออาชีพ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มภาคภูมิเช่นกัน

ความภาคภูมิใจของสตีเวนส์ ที่มีต่อหน้าที่ของตัวเอง เห็นได้จากประโยคหนึ่งที่สตีเวนส์พูดกับตัวเอง ในระหว่างการระลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับตำแหน่ง ‘พ่อบ้าน’ ว่า

“บางครั้งก็พูดกันว่า พ่อบ้านมีอยู่จริงในอังกฤษเท่านั้น ในประเทศอื่นไม่ว่าจะใช้ชื่ออย่างไร ก็มีแต่เพียงคนใช้ชาย… ชาวยุโรป (ชาติอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษ) ไม่สามารถเป็นพ่อบ้านได้ เพราะพวกเขาเป็นชนชาติที่ไม่สามารถระงับอารมณ์ตนเองได้อย่างที่ชาวอังกฤษเท่านั้นทำได้… และด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณจะคิดถึงพ่อบ้านผู้ยิ่งใหญ่ เขาก็ย่อมจะต้องเป็นชาวอังกฤษ แทบจะโดยธรรมชาติเลยทีเดียว”

เรื่องราวในความทรงจำของสตีเวนส์ ทำให้เราได้รู้ว่าเขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการไม่ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเข้ามากระทบการทำหน้าที่ที่เขารัก ดังจะเห็นได้จากตอนที่คฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์ ในช่วงที่เจ้านายคนเก่าของเขาคือ ลอร์ดดาร์ลิงตันยังเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ ซึ่งลอร์ดดาร์ลิงตันได้ใช้บ้านพักอันใหญ่โตและโอ่อ่าของเขาเป็นที่จัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของเหล่าผู้นำชาติต่างๆ ในยุโรป ในช่วงสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างยิ่ง

ในห้วงเวลาที่ชี้เป็นชี้ตายของประเทศอังกฤษ รวมถึงชะตากรรมของหลายประเทศในยุโรป พ่อของเขาล้มป่วยอย่างหนัก แต่สตีเวนส์เลือกที่จะทำหน้าที่พ่อบ้าน คอยดูแลงานเลี้ยงอาหารค่ำให้ราบรื่นและเรียบร้อยที่สุด แทนที่จะรีบกลับไปดูใจพ่อตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

“คุณสตีเวนส์คะ” คุณเคนตัน ซึ่งในตอนนั้นยังทำงานเป็นแม่บ้านประจำคฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์ พูดกับสตีเวนส์ “ดิฉันเสียใจเหลือเกิน คุณพ่อคุณเพิ่งเสียเมื่อสักสี่นาทีมานี่เอง… คุณจะขึ้นไปดูท่านไหมคะ”

“ตอนนี้ผมกำลังยุ่งมากครับ คุณเคนตัน อีกสักเดี๋ยวอาจจะได้” นั่นคือคำตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบจากสตีเวนส์ และตามด้วยประโยคต่อมา “โปรดอย่าได้คิดว่าผมทำตัวไม่เหมาะสมที่ไม่ได้ขึ้นไปดูคุณพ่อในยามถึงแก่กรรมแล้วเช่นตอนนี้ คือผมทราบดีกว่าคุณพ่อจะต้องอยากให้ผมทำงานต่อไปในตอนนี้”

ภาพความทรงจำนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้สะเทือนใจอย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เราได้เข้าใจสิ่งที่ตัวละครเอกของเรื่องให้คุณค่า นั่นคือคำว่า ‘ศักดิ์ศรี’ หรือขยายความว่า ‘การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด’ โดยไม่ยอมให้อารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง

อาจไม่ใช่เรื่องผิด หากจะกล่าวว่า สตีเวนส์ก็คือตัวแทนของค่านิยมในแบบสุภาพบุรุษ หรือผู้ดีอังกฤษ เพราะทัศนคติและสิ่งที่เขาให้คุณค่า รวมถึงการให้ความสำคัญต่อเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ในจารีตธรรมเนียมของผู้ดีที่มีมาตั้งแต่ยุควิคตอเรียน

และนั่นทำให้นักวิจารณ์บางคน ถึงกับกล่าวว่าหนังสือเล่มนี้มีความเป็น ‘อังกฤษ’ อย่างชัดเจน ขณะที่ในหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ของอิชิงุโระ คือเรื่อง ‘An Artist of the Floating World’ ซึ่งเป็นเรื่องราวของศิลปินชาวญี่ปุ่น ในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีความเป็น ‘ญี่ปุ่น’ อย่างชัดเจนเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ทั้งประเทศอังกฤษและประเทศญี่ปุ่น ล้วนแล้วแต่มีค่านิยมที่ให้ความสำคัญต่อ ‘ศักดิ์ศรี’ หรือ การทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ให้สมเกียรติที่สุด และสง่างามที่สุด ขณะเดียวกัน ก็พยายามที่จะระงับ หรืออดกลั้นการแสดงอารมณ์ความรู้สึกฝังลึกไว้ข้างใน จนกลายเป็นความหม่นเศร้าที่นักอ่านสามารถสัมผัสได้ในงานแทบทุกเล่มของอิชิงุโระ

ครั้งหนึ่ง อิชิงุโระเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขามักจะทำให้นักอ่านร้องไห้ คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล จึงมอบโนเบลสาขาวรรณกรรมเป็นรางวัลให้แก่เขา แม้ว่าประโยคดังกล่าว จะเป็นแค่การพูดเล่น แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ผลงานของอิชิงุโระ มักจะอบอวลไปด้วยมวลแห่งความเศร้า ที่ถูกฝังกลับไว้ลึกๆ แต่ท้ายที่สุด อารมณ์ความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ เผยตัวออกมาอย่างเนิบช้า

ไม่มีใครบอกได้ว่า ความเศร้าที่ถูกระบายออกตั้งแต่วินาทีแรกที่หัวใจถูกกระทบ กับความเศร้าที่ค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองออกมา หลังจากถูกกลบฝังมาเนิ่นนาน อย่างไหนจะเศร้ากว่ากัน

ไม่ใช่แค่ความรู้สึก ‘เศร้า’ เท่านั้น ที่ถูกเก็บงำ ความรู้สึก ‘รัก’ ก็เป็นอีกสิ่งที่สตีเวนส์พยายามระงับมันไว้ ด้วยทัศนคติส่วนตัวของเขาที่มองว่า ความรักไม่พึงเกิดขึ้นในที่ทำงาน เพราะจากประสบการณ์การทำงานหลายปี สตีเวนส์ได้เห็นเด็กรับใช้หนุ่มสาวหลายคนที่เกิดความพึงพอใจในกันและกัน และสุดท้ายก็พากันลาออกจากงาน ทำให้เขาต้องวุ่นวายกับการรับเด็กใหม่ รวมไปถึงการทุ่มเทฝึกสอนเพื่อให้เด็กใหม่ กลายเป็นคนรับใช้ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สตีเวนส์ ในฐานะพ่อบ้านที่ดูแลภาพรวมของงานทั้งหมดของคฤหาสน์ และคุณเคนตัน ในฐานะแม่บ้าน ผู้รับผิดชอบงานในส่วนการรักษาความสะอาด จำเป็นต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลคฤหาสน์ดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งคู่มีกำหนดพบเจอกันทุกค่ำ ในห้องทำงานของคุณเคนตัน เพื่อหารือถึงปัญหาในแต่ละวัน รวมถึงพูดคุยถึงแผนงานในวันรุ่งขึ้น

แม้จะมีหัวข้อหลักในการสนทนาเป็นเรื่องงาน แต่การพบหารือประจำวันก็ถือเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงความสัมพันธ์ที่เป็นส่วนตัวที่สุดของทั้งคู่ ด้วยบรรยากาศการพูดคุยแบบสบายๆ สลับกับการดื่มโกโก้ร้อนแสนอร่อย ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นภาพความทรงจำที่งดงามและอบอุ่นของทั้งคู่

อย่างไรก็ดี ในห้องทำงานแห่งเดียวกันนี้ยังเป็นสถานที่ที่ทั้งคู่ปะทะคารมรุนแรงกันหลายครั้ง ด้วยทัศนคติการทำงานที่ต่างกัน คุณเคนตันให้ความสำคัญกับการรักษาน้ำใจคน ขณะที่สตีเวนส์ไม่เคยยอมให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล (ของเขา) เหมือนอย่างเช่นตอนที่เขาบอกให้คุณเคนตันไล่สาวใช้เชื้อสายยิว 2 คนออกไป เพื่อลดกระแสต่อต้านยิวที่ถาโถมเข้าใส่ลอร์ดดาร์ลิงตันในขณะนั้น

คุณเคนตันยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งเดียวที่เธอไม่เข้าใจคือ สตีเวนส์ไม่เคยปริปากบอกว่า เขาเองก็เสียใจที่จำเป็นต้องให้เด็กสาวสองคนพ้นจากงาน ตรงกันข้าม เขาดูจะเฉยชา ไร้หัวใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเธอจะรู้สึกโกรธน้อยกว่านี้ หากรู้ว่าสตีเวนส์เองก็เสียใจที่ต้องทำเช่นนั้น

หรือจริงๆ แล้ว เธอแค่ต้องการให้สตีเวนส์แสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ให้ชัดเจนกว่านี้ ทั้งในเรื่องสาวใช้ชาวยิว และรวมไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาด้วย

ความคลุมเครือในเรื่องความรู้สึก ความขัดแย้งในการทำงาน ประจวบกับการมีชายคนใหม่เข้ามาในชีวิต ทำให้คุณเคนตันต้องเผชิญกับทางแยกในชีวิตว่า เธอจะลาออกจากงานเพื่อไปสร้างครอบครัวกับผู้ชายที่ชัดเจนว่ารักเธอ หรือเธอจะอยู่ต่อไปโดยคาดหวัง (ลมๆ แล้งๆ) ว่าจะได้ความชัดเจนจากผู้ชายที่ไม่เคยชัดเจนในเรื่องความรู้สึก

หลังจากลองหยั่งเชิงด้วยการเล่าถึงผู้ชายคนใหม่ ซึ่งเคยทำงานเป็นพ่อบ้าน ก่อนจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว ทว่า คำตอบที่ได้จากสตีเวนส์คือ การพูดถึงตำแหน่งพ่อบ้านว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นพ่อบ้านได้

“ดิฉันรู้สึกนะคะ คุณสตีเวนส์ ว่าคุณต้องเป็นคนที่มีความสุขดีมากแน่ คุณอยู่ที่นี่ ที่ขั้นสูงสุดของอาชีพ ดิฉันนึกไม่ออกจริงๆ ว่า คุณยังปรารถนาอะไรในชีวิตอีก” คุณเคนตัน ตั้งคำถาม

สตีเวนส์ตอบเพียงว่า เขาจะมีความสุขดีมากก็ต่อเมื่อทำทุกอย่างให้เจ้านายพึงพอใจครบถ้วนสมบูรณ์ แต่เขาไม่สามารถตอบได้ว่า ตัวเองมีความปรารถนาอะไรในชีวิต หรือจริงๆ แล้วตัวเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนั้น แต่ที่แน่ๆ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งคู่เลิกการดื่มโกโก้และหารือประจำวันไปโดยไม่มีใครเอ่ยปาก และไม่นาน คุณเคนตันได้ลาออกและแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่มีความชัดเจนในความรู้สึกมากกว่าสตีเวนส์

ถึงจะลาออกไปแล้ว แต่คุณเคนตัน หรือคุณนายเบนน์ ตามชื่อสามีของเธอ ยังคงส่งจดหมายมาถามไถ่เรื่องราวอยู่เสมอ โดยเฉพาะจดหมายฉบับล่าสุด ซึ่งเนื้อความบางส่วนทำให้สตีเวนส์ทึกทักเอาเองว่า เธอไม่มีความสุขในชีวิตคู่ และอยากกลับมาทำงานที่คฤหาสน์ดาร์ลิงตันฮอลล์ ตัวเขาเองก็แอบหวังว่า ในการมาเยี่ยมเยียนเธอครั้งนี้จะได้ถือโอกาสชักชวนเธอกลับไปทำงานด้วยกันอีกครั้ง

แต่นี่ก็เป็นอีกครั้งที่สตีเวนส์ได้รู้ว่า จิตใจคนซับซ้อนกว่าการทำงานหลายเท่า หลังจากที่พบเจอกันในฐานะเพื่อนเก่า ทั้งคู่นั่งคุยกันอย่างมีความสุขจนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดสตีเวนส์รวบรวมความกล้าถามถึงเรื่องชีวิตส่วนตัวของคุณเคนตัน ซึ่งเธอยอมรับว่า ในช่วงแรกเธอไม่ได้มีความสุข เพราะเธอไม่ได้รักสามีของเธอจริงๆ แต่สุดท้าย เธอก็ยอมรับและมีความสุขกับสิ่งที่เลือก

“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีบางครั้งที่เราบอกกับตัวเองว่า นี่ฉันทำผิดพลาดกับชีวิตขนาดนี้เชียวหรือ แล้วก็คิดถึงชีวิตอีกแบบหนึ่ง ชีวิตที่ดีกว่าที่เราอาจจะมีได้ ชีวิตที่อยู่ร่วมกับคุณจะเป็นอย่างไร…

“แต่เราก็ไม่อาจหมุนนาฬิกากลับไปได้แล้ว เราควรจะตระหนักว่าตัวเองได้สิ่งดีๆ ไม่แพ้ใคร หรืออาจจะดีกว่า และขอบคุณที่เป็นเช่นนั้น”

“Life is what happens to you while you’re busy making other plan” จอห์น เลนนอน นักร้องนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ กล่าวไว้ในเพลงของเขาว่า ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่เราไม่คาดคิด และอะไรต่อมิอะไรก็มักจะเกิดขึ้นในตอนที่เรากำลังวางแผนจะทำอะไรอย่างอื่น

ชีวิตไม่ใช่แค่เต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดคิดเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ก็คือบททดสอบที่เราเลือกคำตอบปรนัยข้อที่ถูกต้อง ซึ่งตัวเลือกอาจจะมีตั้งแต่ 2 ทางเลือก จนถึงมากมายนับไม่ถ้วน

ทางเลือกของชีวิตเหล่านี้นี่แหละครับ ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่า เราจะก้าวต่อไปทางไหน จะนำพาชีวิตเราไปสู่จุดไหน และที่สำคัญกว่านั้น การตัดสินใจเลือกที่ยากแสนยากนี้ ยังเป็นตัวบ่งชี้ด้วยว่า เราเป็นคนแบบไหน

อย่างที่ผมเขียนไว้ข้างบนว่า ไม่มีใครหรอกที่สามารถตัดสินได้ว่า ทางเลือกไหนดีกว่ากัน ระหว่างการทำหน้าที่ได้รับอย่างเต็มภาคภูมิ หรือการทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเอง เพราะทุกคนต่างมีเหตุผลที่มีแต่ตัวเองเท่านั้นเข้าใจได้ และสุดท้าย ตัวเองก็ต้องยอมรับในผลที่ตามมาจากการตัดสินใจนั้น

ในฉากสุดท้ายที่เป็นอีกฉากที่เศร้าจับใจ คือตอนที่ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง เข้ามาชวนคุยขณะที่สตีเวนส์นั่งมองผู้คนบนท่าเรือ ชายคนนั้นพูดว่า ตอนเย็นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต หลังจากนั้น สตีเวนส์นั่งคนเดียวครุ่นคิดถึงเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงยามเย็นของชีวิต เขาบอกตัวเองว่า จงภูมิใจในสิ่งที่ทำ แต่ผมเชื่อว่า ในแวบหนึ่งของความคิด สตีเวนส์อดไม่ได้ที่จะนึกถึงยามเย็นที่มาพร้อมโกโก้อุ่น ในห้องทำงานของคุณเคนตัน

Tags:

หนังสือThe Remains of the Dayเถ้าถ่านแห่งวารวัน

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    การผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์: การเรียนรู้ผ่านอุปสรรคและโพยภัย

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    เสี้ยวส่วนความทรงจำของ Paulo Freire  ใน Pedagogy of Hope 

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    New Year’s Resolutions: อ่าน 7 เล่ม เพื่อเป็นตัวเราที่ดีกว่าเดิม

    เรื่อง พิรญาณ์ บุลสถาพร

  • Book
    นกนางนวลตัวนั้น – ยังโบยบินอยู่ไหม?

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • BookHow to enjoy life
    งานทำคุณ หรือคุณทำงาน คำถามจากหนังสือ A LIFE AT WORK – ที่ทางของคุณบนโลกนี้

    เรื่อง ญาดา สันติสุขสกุล

Heals: เมื่อทั้งโลกยอมรับ ‘Pangina Heals’ แต่การเยียวยาที่แท้จริงอาจเริ่มต้นจากการที่ ‘ครอบครัว’ ยอมทำความเข้าใจโลกของเรา
Movie
26 June 2026

Heals: เมื่อทั้งโลกยอมรับ ‘Pangina Heals’ แต่การเยียวยาที่แท้จริงอาจเริ่มต้นจากการที่ ‘ครอบครัว’ ยอมทำความเข้าใจโลกของเรา

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Heals เป็นสารคดีเรื่องยาวของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล ที่ติดตามชีวิตของ ‘ปันปัน นาคประเสริฐ’ หรือ ‘Pangina Heals’ ตั้งแต่เส้นทางการเติบโตจากเด็กไทยในกรุงเทพฯ สู่การเป็นแดร็กควีนระดับโลก พร้อมพาผู้ชมสำรวจเรื่องราวเบื้องหลังตัวตน ความสัมพันธ์ในครอบครัว และบาดแผลที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนในวันนี้
  • สารคดีตั้งคำถามถึงความหมายของการเยียวยาและการยอมรับในครอบครัว โดยเฉพาะในบริบทครอบครัวเอเชียที่มักเต็มไปด้วยความคาดหวังและการไม่พูดถึงความรู้สึกตรงๆ หนังชวนมองว่าความรักอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากความพยายามที่จะเข้าใจโลกของกันและกัน
  • หนึ่งจุดเด่นคือการนำเสนอชุมชนแดร็กในฐานะพื้นที่แห่งการโอบรับและเติบโต ทำให้ Heals ไม่ได้พูดถึงอัตลักษณ์ LGBTQIA+ ในมิติของการต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของการค้นหาพื้นที่และผู้คนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับในแบบที่เราเป็นได้จริงๆ

จากเด็กไทยเชื้อสายจีนในกรุงเทพฯ สู่การเป็น ‘แดร็กควีน’ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ชมทั่วโลก Heals คือภาพยนตร์สารคดีเรื่องยาวกำกับโดย ไพลิน วีเด็ล (Pailin Wedel) ผู้กำกับเจ้าของรางวัล Emmy Award จาก Hope Frozen และ The Trapped 13 ผลิตโดย N8 ร่วมกับ World of Wonder บริษัทผู้อยู่เบื้องหลังแฟรนไชส์ RuPaul’s Drag Race โดยติดตามชีวิตของ ปันปัน นาคประเสริฐ หรือ ‘Pangina Heals’ ทั้งในช่วงเวลาของความสำเร็จบนเวทีระดับนานาชาติและช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดในชีวิต

ในตอนแรก หนังอาจดูเหมือนสารคดีว่าด้วยเส้นทางของศิลปินไทยคนหนึ่งที่สามารถพาตัวเองจากวงการแดร็กในกรุงเทพฯ ไปสู่เวทีระดับโลกได้สำเร็จ  แต่ยิ่งเรื่องราวดำเนินไปมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นชัดว่า ‘Heals’ ไม่ได้สนใจเพียงเรื่องชื่อเสียงหรือความสำเร็จ หากกำลังสำรวจสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวตนอันแข็งแกร่งของ Pangina Heals นั่นคือบาดแผล ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความพยายามเยียวยาความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจมาตลอดหลายปี

[มีการเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์]

บาดแผลที่ชื่อว่า ‘แม่’ และความสำเร็จที่ไม่อาจทดแทนการยอมรับ

ตลอดทั้งเรื่อง Heals พาย้อนกลับไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างปันปันกับแม่ ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางอารมณ์ของสารคดี ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้ถูกนำเสนออย่างสวยงามหรือโรแมนติกแบบที่มักเห็นในเรื่องเล่าครอบครัว แต่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความอึดอัด และบาดแผลที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ส่วนหนึ่งของบาดแผลดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาการติดสุราเรื้อรังของแม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศภายในบ้านและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวมาอย่างยาวนาน ความตึงเครียดและความไม่มั่นคงทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้านค่อยๆ ทิ้งร่องรอยเอาไว้กับทุกคนในครอบครัว รวมถึงปันปันด้วย

ทว่า อีกหนึ่งความเจ็บปวดที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน คือการไม่ได้รับการยอมรับในตัวตนอย่างที่เป็น มีช่วงหนึ่งที่แม่พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘ไม่อยากให้ลูกเป็นเกย์ เพราะการเป็นเกย์นั้นเจ็บปวดเกินไป’ แม้คำพูดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากความหวังดีในแบบของคนเป็นแม่ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่ไม่สามารถยอมรับตัวตนที่แท้จริงของลูกได้ และกลายเป็นระยะห่างที่คงอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกมาโดยตลอด

เมื่อสารคดีพาย้อนกลับไปยังช่วงวัยมัธยม ซึ่งปันปันเล่าว่าเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดจนแทบไม่อยากหวนกลับไปนึกถึงอีก ทั้งภาวะซึมเศร้าและโรคบูลิเมีย ก็ยิ่งทำให้เข้าใจว่าความมั่นใจที่เห็นบนเวทีในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นผลลัพธ์จากการต่อสู้กับความรู้สึกไม่มั่นคงและความเจ็บปวดภายในมาอย่างยาวนาน

ในหลายแง่มุม Heals ยังสะท้อนภาพของบาดแผลที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัวไทยเชื้อสายจีนได้อย่างน่าสนใจ ความคาดหวังที่มีต่อลูก การไม่พูดถึงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงวัฒนธรรมที่มักให้ความสำคัญกับการอดทนมากกว่าการเปิดเผยความเปราะบาง ล้วนเป็นสิ่งที่ค่อยๆ ก่อตัวเป็นกำแพงระหว่างคนในครอบครัว แม้จะรักกันมากเพียงใดก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจคือ Heals ไม่ได้ทำให้ชีวิตของปันปันกลายเป็นเรื่องของการพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้แม่ยอมรับ เพราะหากมองตามความเป็นจริง ปันปันคือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในแทบทุกมิติ ทั้งในฐานะศิลปิน ผู้บุกเบิกวงการแดร็กไทย และในฐานะคนคนหนึ่งที่จบการศึกษาจาก UCLA (University of California) หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมาก

แต่สารคดีกลับชวนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ความสำเร็จเหล่านั้นสามารถทดแทนการยอมรับจากคนในครอบครัวได้จริงหรือไม่

ตลอดเรื่อง มีความรู้สึกหนึ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีแผลใจอยู่ไม่น้อย แต่ปันปันไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวตนให้แม่ยอมรับ เพราะปันปันสร้างเส้นทางชีวิตที่เดินมาถึงจุดที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีเส้นทางของตัวเอง มีอาชีพ มีคอมมูนิตี้ และมีผู้คนที่รักและยอมรับในตัวตนอย่างที่เป็น แต่ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ยังคงเป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจ ไม่ใช่ในฐานะเป้าหมายของชีวิต หากเป็นแผลเป็นที่ยังคงอยู่ แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด

และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมฉากสุดท้ายที่แม่ยอมแต่งแดร็กเพื่อถ่ายภาพครอบครัวร่วมกันจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายที่สุดของเรื่อง และอาจจะรวมถึงความรู้สึกของปันปันด้วย

เพราะตลอดทั้งเรื่องมีความรู้สึกหนึ่งที่ติดค้างอยู่เสมอว่า สิ่งที่เฝ้ารอมาตลอดอาจไม่ใช่คำชื่นชมต่อความสำเร็จ หากเป็นการยอมรับในตัวตนมากกว่า การที่แม่ยอมสวมชุดแดร็กและยืนอยู่เคียงข้างลูกในพื้นที่ที่เคยมีระยะห่างระหว่างกัน จึงมีความหมายมากกว่าภาพถ่ายครอบครัวภาพหนึ่ง หากเป็นสัญญาณเล็กๆ ของความพยายามที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่ลูกเป็น หลังจากใช้เวลาหลายปีอยู่กับความคาดหวัง ความไม่เข้าใจ และระยะห่างทางความรู้สึก

แม้การกระทำดังกล่าวจะไม่ได้ลบล้างบาดแผลทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้น หรือทำให้ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนได้รับการคลี่คลายในทันที แต่ก็ยากจะปฏิเสธว่า นั่นคือหนึ่งในช่วงเวลาที่เปี่ยมความหวังที่สุดของสารคดี

ขณะเดียวกัน หนังยังชวนให้มองเห็นพ่อแม่ในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง มากกว่าจะเป็นบุคคลที่ต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว พ่อแม่เองก็เป็นผลผลิตของยุคสมัย ครอบครัว และประสบการณ์ชีวิตที่หล่อหลอมตัวตนขึ้นมาไม่ต่างจากลูก การเยียวยาที่เกิดขึ้นใน Heals จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการยอมรับลูกชายที่เป็นเกย์หรือเลือกเส้นทางอาชีพที่แตกต่างจากความคาดหวังเดิมของครอบครัว แต่ยังเป็นเรื่องของการค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาที่ยาก ทลายกำแพงแห่งความเงียบที่มีอยู่ในหลายครอบครัวเอเชีย และยอมรับว่าบางครั้ง ความรักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากความพยายามที่จะทำความเข้าใจกัน

‘House of Heals’ เมื่อครอบครัวที่เลือกเองกลายเป็นพื้นที่แห่งการเยียวยา

หากความสัมพันธ์กับแม่คือแหล่งกำเนิดของบาดแผล ชุมชนแดร็กใน Heals ก็เป็นภาพแทนของกระบวนการเยียวยา

หนึ่งในประโยคที่ทรงพลังที่สุดของสารคดีคือ “In drag, nothing can harm me” ประโยคสั้นๆ ที่อธิบายความหมายของการเป็น Pangina Heals ได้ดีกว่ารางวัลหรือความสำเร็จทั้งหมด เพราะสำหรับปันปัน แดร็กไม่ใช่เพียงการแสดง ไม่ใช่เพียงอาชีพ และไม่ใช่เพียงตัวละครบนเวที แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยโอบอุ้มตัวตนเอาไว้ในวันที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยแรงกดดันและความเจ็บปวด

สิ่งที่หนังทำได้ดีคือการพาออกห่างจากภาพจำเดิมๆ ที่มักมองแดร็กเป็นเพียงความบันเทิงหรือการแสดงอันหวือหวา แต่เผยให้เห็นว่าเบื้องหลังทุกโชว์คือศิลปะที่ต้องอาศัยทั้งวินัย ความทุ่มเท และความมุ่งมั่นอย่างสูง เบื้องหลังความแข็งแกร่งบนเวที ยังมีความเหนื่อยล้า ความกดดัน และความเปราะบางไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่น แต่สิ่งที่แตกต่างคือความสามารถในการเปลี่ยนความเจ็บปวดเหล่านั้นให้กลายเป็นศิลปะ และเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัวให้กลายเป็นพลังที่ส่งต่อไปยังผู้คนรอบข้าง

ขณะเดียวกัน Heals ยังให้ความหมายของ ‘House of Heals’ หรือ Drag House ที่ปันปันก่อตั้งขึ้น ว่าเป็นมากกว่าพื้นที่ทำงาน หากแต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของสมาชิกหลายคนที่ต่างมีบาดแผลของตัวเอง บางคนเคยถูกปฏิเสธ บางคนเคยถูกทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นที่ยอมรับ และบางคนก็เติบโตมาพร้อมความรู้สึกโดดเดี่ยวไม่ต่างจากปันปัน

House of Heals จึงเปรียบเสมือน ‘บ้าน’ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ เป็นพื้นที่แห่งการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้หลายคนสามารถรับมือกับบาดแผลทางใจของตัวเองได้โดยไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง ในอีกความหมายหนึ่ง House of Heals จึงเป็นภาพแทนของสิ่งที่ชุมชน LGBTQIA+ เรียกว่า Chosen Family หรือ ‘ครอบครัวที่เลือกเอง’ ได้อย่างชัดเจน

ในอีกด้านหนึ่ง หนังยังเผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างปันปันกับ ‘อาร์ต อารียา’ บุคคลสำคัญในวงการแดร็กไทยที่ปรากฏตัวในฐานะผู้สนับสนุนและพื้นที่ปลอดภัยมาตลอดเส้นทางชีวิต หากแม่คือความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน อาร์ตก็เป็นภาพแทนของการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นคนที่มองเห็นศักยภาพ ผลักดัน และเชื่อมั่นในตัวปันปันมาโดยตลอด จนในหลายช่วงของสารคดี ความสัมพันธ์ดังกล่าวให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับบทบาทของ ‘แม่อีกคน’ อย่างปฏิเสธไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ Heals ไม่ได้พยายามนำเสนอชีวิตของคน LGBTQIA+ ผ่านภาพจำแบบเดิมที่มักปรากฏในสื่อไทย หากเลือกพาผู้ชมเข้าไปสำรวจชีวิตของบุคคลคนหนึ่งในฐานะมนุษย์ที่มีความซับซ้อน มีทั้งความสำเร็จ ความเปราะบาง ความรัก ความผิดหวัง และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ต่างจากใคร 

การเป็น Pangina Heals จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอัตลักษณ์ทางเพศ แต่เป็นเรื่องของการเติบโต การเยียวยา และการเรียนรู้ที่จะรักตัวเองท่ามกลางโลกที่ไม่ได้เข้าใจเราทุกครั้งไป

ท้ายที่สุดแล้ว Heals จึงไม่ใช่เพียงสารคดีเกี่ยวกับแดร็กควีนระดับโลก หรือเรื่องราวของการประสบความสำเร็จในชีวิต หากเป็นเรื่องราวของการใช้ชีวิตอยู่กับบาดแผลที่ไม่อาจลบเลือนได้ทั้งหมด พร้อมกับการค้นพบผู้คนและพื้นที่ที่ช่วยโอบรับบาดแผลเหล่านั้นเอาไว้

Heals ไม่ได้จบลงด้วยการที่บาดแผลทั้งหมดได้รับการเยียวยา และไม่ได้บอกว่าความสัมพันธ์ที่แตกร้าวจะสามารถกลับมาสมบูรณ์ได้เสมอไป แต่หนังทิ้งความหวังเล็กๆ เอาไว้ว่า บางครั้งสิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่คำขอโทษ ไม่ใช่การแก้ไขอดีต และไม่ใช่การลบความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้น

หากเป็นเพียงการที่คนคนหนึ่งยอมก้าวเข้ามาใกล้อีกคนหนึ่งมากพอที่จะพูดว่า “ฉันอาจไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ฉันกำลังพยายามอยู่” และบางครั้ง แค่นั้นก็อาจเพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นเยียวยา

Tags:

ครอบครัวLGBTQA+การเยียวยาจิตใจHealsPangina Healsภาพยนตร์

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Related Posts

  • Movie
    ชีวิตในมุมอับของคำว่า ‘ครอบครัว’: แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Playground
    หลานม่า: ในความทรงจำแสนดี คือวิถีที่ลูกหลานอาจต้องทน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    The Holdovers: ในวันที่ไม่มีใครเหลียวแล ขอแค่ใครสักคนที่มอบไออุ่นและเยียวยาหัวใจกัน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Monster: เรื่องโกหกที่เริ่มต้นจากความกลัวเพราะไม่อยากเป็นตัวประหลาด

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    All The Bright Places: พ่อไม่รู้หรอกว่าผลลัพธ์ของการใช้กำลังวันนั้นมันแย่แค่ไหน 

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Why we talk? ทำไมเราควร ‘คุย’ กับมนุษย์ด้วยกัน EP.2 ‘Deep Talk’ เติมเต็มความสัมพันธ์ผ่านการพูดคุยแบบลึกซึ้ง
Life
25 June 2026

Why we talk? ทำไมเราควร ‘คุย’ กับมนุษย์ด้วยกัน EP.2 ‘Deep Talk’ เติมเต็มความสัมพันธ์ผ่านการพูดคุยแบบลึกซึ้ง

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ พิมพ์พาพ์

  • ‘Deep Talk’ หรือ ‘Meaningful Conversation’ เป็นการพูดคุยในระดับที่ลึกซึ้ง มุ่งเน้นไปที่หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ ความรู้สึก ความเชื่อ ทัศนคติ หรือเรื่องราวที่มีความหมายต่อจิตใจ
  • หัวใจของ Deep Talk คือการเปิดเผยตัวตน รับฟังอย่างตั้งใจ มีความรู้สึกร่วม และกล้าแบ่งปันความเปราะบางในพื้นที่ที่ปลอดภัย จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
  • งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า Deep Talk ช่วยเพิ่มความใกล้ชิด ลดความเครียดและความโดดเดี่ยว รวมถึงกระตุ้นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความสุขและความผูกพัน แต่ไม่ได้หมายความว่า Small Talk สำคัญน้อยกว่า เพราะทั้งสองรูปแบบต่างทำงานร่วมกันในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน

ในตอนที่แล้ว เราได้พูดคุยกันในหัวข้อ Small Talk ซึ่งเป็นเหมือนสิ่งเล็กๆที่นำความสดชื่นมาให้แก่ชีวิตที่แสนเคร่งเครียด ส่วนในตอนนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับการพูดคุยอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งฟังดูผิวเผิน อาจเป็นเหมือนการพูดคุยในหัวข้อที่จริงจังและเคร่งเครียด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การพูดคุยประเภทนี้ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพูดคุยแบบ Small Talk เลย อีกทั้งยังเป็นความสำคัญในทิศทางที่แตกต่างกันด้วย

ใช่ครับ เรากำลังพูดถึงการพูดคุยแบบ Deep Talk หรือบางครั้งอาจเรียกว่า Meaningful Conversation แต่ไม่ว่าจะเรียกในชื่อไหน ความหมายของการพูดคุยประเภทนี้ ก็บ่งชี้ตรงกันว่า เป็นการพูดคุยในระดับที่ลึกซึ้ง และแตกต่างจาก Small Talk ที่เป็นการพูดคุยแบบสัพเพเหระทั่วไป

(หมายเหตุ – การพูดคุยประเภทที่ 3 ที่เรากล่าวถึงในบทความตอนแรก คือ การพูดคุยแบบ Intellectual Talk หรือ การสนทนาเชิงปัญญา ก็จัดเป็นประเภทหนึ่งของการพูดคุยแบบ Deep Talk เพียงแต่หัวข้อในการคุย อาจจะมีความเป็นส่วนตัวน้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น การพูดคุยว่าเป้าหมายของชีวิต คือการแสวงหาความสุข ใช่หรือไม่ แบบนี้ถือเป็น Intellectual Talk เพราะเป็นการคุยในหัวข้อที่ต้องใช้สติปัญญา แต่หากเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า เป้าหมายของชีวิตคุณในปีนี้ คืออะไร ไหนเล่าให้ฟังหน่อย แบบนี้จะเป็น Deep Talk ที่เป็นเรื่องราวที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า)

การพูดคุยแบบ Deep Talk จะมุ่งเน้นไปที่หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ ความรู้สึก ความเชื่อ ทัศนคติ หรือเรื่องราวที่มีความหมายต่อจิตใจ ซึ่งเราจะเห็นว่า หัวข้อของ Deep Talk มีความหลากหลายมาก ทว่าจริงๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดของการพูดคุยประเภทนี้ ไม่ได้อยู่ที่ ‘หัวข้อ’ อะไร แต่อยู่ที่ ‘ความลึกซึ้ง’ หรือ ‘Deep’ ในการพูดคุยต่างหาก

หัวใจสำคัญที่ทำให้การพูดคุย เป็นการพูดคุยอย่าง ‘ลึกซึ้ง’ ประกอบด้วย

1 การเปิดเผยตัวตน (Self-disclosure) เป็นการเปิดเผย หรือบอกเล่าทัศนคติ ความเชื่อ ความฝัน หรือแม้กระทั่งความกลัวของตัวเอง

2 การมีความรู้สึกร่วม (Emotional Resonance) เข้าอกเข้าใจ และมีอารมณ์ร่วมกับคู่สนทนาอย่างจริงจัง

3 การซักถามและรับฟังอย่างตั้งใจ (Mutual Curiosity) รับฟังสิ่งที่คู่สนทนาพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ รวมถึงตั้งคำถามแบบปลายเปิด เพื่อให้อีกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองอย่างเต็มที่ และที่สำคัญที่สุด จะต้องเป็นการฟังเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ใช่การฟังแค่เพื่อค้นหาคำตอบ

4 การแบ่งปันความเปราะบาง (Shared Vulerability) ทั้งสองฝ่ายจะต้องรู้สึกว่า การพูดคุยนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัย จึงจะสามารถเปิดเผยตัวตนที่เปราะบางได้ โดยปราศจากความหวาดกลัว

จากองค์ประกอบเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า การพูดคุย Deep Talk มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การทำความเข้าใจอีกฝ่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง และแนบแน่นยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์แมทเธียส เมห์ล (Matthias Mehl) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคมและบุคลิกภาพ จากมหาวิทยาลัยอริโซนา ได้ทำการทดลองโดยติดตั้งอุปกรณ์บันทึกเสียงกับตัวผู้เข้าร่วมการทดลอง พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลอง ที่สุขภาพจิตดี มีความพึงพอใจกับชีวิต มักจะมีการพูดคุยในหัวข้อที่มีสาระ มากกว่าการพูดคุยสัพเพเหระ หรือการพูดคุยไร้สาระ

ทั้งนี้ ผลการทดลองดังกล่าว ชี้ว่าการพูดคุยในหัวข้อที่มีสาระ หรือ Deep Talk ช่วยสร้างความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกไว้วางใจกันมากขึ้นด้วย และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ การพูดคุย Deep Talk ทำให้สุขภาพจิตของทั้งสองฝ่ายดีขึ้น รวมถึงช่วยลดความเครียด และความรู้สึกโดดเดี่ยว

ขณะที่ศาสตราจารย์ ท็อดด บาร์เร็ต แคชดัน (Todd Barrett Kashdan) จากมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน กล่าวว่า หากเทียบกับการคุย Small Talk การพูดคุยแบบ Deep Talk จะทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกอยู่กับปัจจุบัน และได้รับการเติมเต็มความรู้สึกมากกว่า

“หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า การพูดคุยแบบ deep talk ไม่เพียงแต่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ แต่ยังทำให้ชีวิตได้รับการเต็มเติมด้วย” ศาสตราจารย์แคชดัน กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยของศาสตราจารย์ ลินดา เจ. เลวีน (Linda J. Levine) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด (Covid-19) การพูดคุยแบบ Deep Talk ผ่านทางสื่อดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยด้วยเสียง หรือผ่านวีดิโอ สามารถช่วยลดความเครียดและความรู้สึกอ้างว้างลงได้ ในช่วงเวลาที่การพูดคุยแบบปกติถูกจำกัด เนื่องจากมาตรรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ

ความเกี่ยวข้องระหว่างการพูดคุย Deep Talk กับความรู้สึกดีๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของการวัดความรู้สึก หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

ทางด้านศาสตราจารย์ พอล เจ. แซค ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา เผยผลการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า การสนทนาในหัวข้อที่มีความหมาย ทำให้สมองหลั่งออกซิโทซิน (Oxytocin) ออกมา ซึ่งออกซิโทซิน ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฮอร์โมนแห่งความรัก เพราะเป็นฮอร์โมนที่ช่วยส่งเสริมความรักและความรู้สึกผูกพัน

นอกจากออกซิโทซินแล้ว การพูดคุย Deep Talk ยังกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เรียกกันว่า ฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้คู่สนทนา เกิดความรู้สึกพอใจและไว้ใจกันมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การพูดคุยในหัวข้อที่จริงจังและมีสาระ ไม่ใช่เรื่องง่ายหากเทียบกับการพูดคุยเบาๆ อย่าง Small Talk เพราะการสนทนาแบบจริงจัง มักจะมาพร้อมอุปสรรคหลายอย่าง เช่น

1 ความรู้สึกเขินอาย หรือไม่มั่นใจที่ต้องเปิดเผยตัวตนจริงๆ

2 ค่านิยม หรือจารีตธรรมเนียมในบางวัฒนธรรม มองว่าการพูดคุยในหัวข้อที่เคร่งเครียด เป็นเรื่องไม่สุภาพและไม่พึงกระทำ

3 การเข้ามาของสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจทำให้ผู้คนพูดคุยกันน้อยลง

4 ความไม่คุ้นเคย หรือขาดทักษะในการพูดคุยเรื่องยากๆ

ทางด้าน ดร.เจสซี โกลด์ (Jessi Gold) จิตแพทย์และผู้เขียนหนังสือจิตวิทยาหลายเล่ม แนะนำว่าในการชักชวนคู่สนทนาให้พูดคุยในหัวข้อที่ลึกซึ้ง คุณสามารถลดความขัดเขินของอีกฝ่ายได้ ด้วยการเปิดเผยมุมมอง หรือทัศนคติของตัวเองก่อน

นอกจากนี้ นักจิตวิทยาหลายคนได้ให้คำแนะนำถึงหัวข้อที่สามารถชักชวนคู่สนทนาให้ลงลึกในเรื่องราวที่มีสาระ อาทิ คุณคิดว่าในปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์อะไรที่ถือเป็นความทรงจำที่คุณประทับใจมากที่สุด หรือแม้แต่ประสบการณ์แย่ๆ เช่น ทริปไหนที่คุณคิดว่าเป็นการท่องเที่ยวที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว แทบทุกคนมักจะเปิดเผยเรื่องแย่ๆ เหล่านี้ออกมาในเชิงขำขัน และทำให้การสนทนามีความสนุกสนานมากขึ้น 

แม้ว่าการพูดคุยแบบ Deep Talk จะส่งผลดีมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การพูดคุยแบบ Small Talk จะมีความสำคัญน้อยกว่า เพราะในความเป็นจริง ทุกคนล้วนใช้ทั้ง Small Talk และ Deep Talk ในชีวิตประจำวัน

ศาสตราจารย์เมห์ล กล่าวว่า ถึงแม้การพูดคุยแบบ Deep Talk ดีต่อสุขภาพและอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การพูดคุย Small Talk เป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่มีความสำคัญ ตรงกันข้าม การพูดคุยทั้งสองแบบ ต่างช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่า

ท้ายที่สุด แม้ว่าเทคโนโลยีในการสื่อสารจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมากแค่ไหน แต่การพูดคุย ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญในการติดต่อระหว่างผู้คน เพราะการพูดคุย ไม่ว่าจะแบบตัวต่อตัว ได้ยินแค่เสียง หรือเห็นภาพผ่านวิดีโอ ไม่ใช่แค่การส่งผ่านข้อมูลจากคนสู่คน หากแต่เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเติมเต็มความรู้สึกดีๆ ผ่านทางหัวข้อสนทนาเบาๆ เรื่องดินฟ้าอากาศ และดำดิ่งลงสู่หัวข้อลึกซึ้ง เช่น เป้าหมายสุดท้ายในชีวิต

อ้างอิง

Why we speak : https://www.psychologytoday.com/us/blog/common-sense-science/202504/why-we-speak

The power of small talk : https://allaboutpsychology.substack.com/p/the-power-of-small-talk

From small talk to deep talk : https://www.biripublishing.com/blogs/relationships-pathway/from-small-talk-to-deep-talk-building-meaningful-relationships-in-daily-life?srsltid=AfmBOorcSD0spLyz-LvGD85LCF8CNNleMRevzIDqMFwXuZwR-v0R30MQ

The important of intelligent conversation : https://www.teachingtimes.com/intelligentconversation/

Gen Z is killing office small talk : https://nypost.com/2025/01/14/lifestyle/gen-z-is-killing-office-small-talk-with-74-of-employees-struggling-to-speak-to-coworkers/

Why it’s good to talk : https://www.inertiacounsellingservices.co.uk/2025/10/22/why-its-good-to-talk-the-healing-power-of-speaking-out/

18 deep conversation starters therapists swear by : https://www.wondermind.com/article/deep-conversation-starters/

Getting beyond small talk : https://www.apa.org/news/press/releases/2021/09/deep-conversations-strangers

Tags:

Why we talkDeep talkความสัมพันธ์การพูดคุย

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Relationship
    Why we talk? ทำไมเราควร ‘คุย’ กับมนุษย์ด้วยกัน EP.1 ‘Small talk’ บทสนทนาสั้นๆ ที่ถักทอความสัมพันธ์ในโลกอันโดดเดี่ยว

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Life Long Learning
    ‘โรงเรียนคนโสด’ หลักสูตรเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้การใช้ชีวิตลำพังกลายเป็นชีวิตดีๆ ที่ลงตัว: คุยกับ ผศ.ดร. เอกสิทธิ์ หนุนภักดี

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Book
    ความโดดเดี่ยวของจำนวนเฉพาะ: เมื่อโจทย์ของชีวิต ซับซ้อนกว่าปัญหาคณิตศาสตร์

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • How to enjoy life
    ความท็อกซิกไม่ได้ถูกสร้างในวันเดียว ถอนพิษด้วยการรู้ทันความต้องการตนเอง

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Myth/Life/Crisis
    สารจากรูปแบบความสัมพันธ์กับสิ่งของ

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

เติม EF ตั้งแต่ปฐมวัย สร้างภูมิคุ้มกันใจให้เด็กในสังคมที่เปราะบาง: ผอ.รจนา ขอร่ม โรงเรียนบ้านโก จ.ศรีสะเกษ
EF (executive function)
23 June 2026

เติม EF ตั้งแต่ปฐมวัย สร้างภูมิคุ้มกันใจให้เด็กในสังคมที่เปราะบาง: ผอ.รจนา ขอร่ม โรงเรียนบ้านโก จ.ศรีสะเกษ

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • การพัฒนาทักษะ EF ตั้งแต่ปฐมวัย เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้ชีวิต หากเด็กทุกคนได้ฝึกฝน EF อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง เช่น ติดจอ พัฒนาการล่าช้า พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแกกัน ที่ส่งผลให้เด็กหลายคนมีความทุกข์ สับสน จนนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงหรือการใช้สารเสพติดได้
  • ผอ.รจนา ขอร่ม ให้ความสำคัญกับการพัฒนา EF ของเด็กทั้งที่โรงเรียนและจับมือทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่บ้านตั้งแต่ปฐมวัย โดยใช้จิตศึกษาเป็นฐาน และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ของความเสมอภาค เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ของเด็ก
  • การเสริมสร้างทักษะ EF จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยสู่พลเมืองคุณภาพของสังคมไทยในอนาคต 

คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับคนอื่นเป็น และมีความสุขในชีวิตเป็น

คุณลักษณะเหล่านี้จะทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยไม่แตกสลายไประหว่างทางเสียก่อน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับการเสริมสร้างทักษะสมอง EF-Exclusive Function ตั้งแต่ปฐมวัย และเมื่อ EF แข็งแรงพอ ย่อมส่งผลดีต่อพัฒนาการในวัยประถม ไปจนถึงวัยมัธยมหรือวัยรุ่น 

ผอ.รจนา ขอร่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโก จังหวัดศรีสะเกษ และอีกหมวกสำคัญคือประธานคณะทำงานส่งเสริม EF จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะสมอง EF ตั้งแต่ปฐมวัย ว่าการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตนั้น นอกจากดูแลด้านร่างกายและจิตใจแล้ว สมองก็เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ควรได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

“การที่จะให้เด็กหนึ่งคนเติบโตอย่างมีคุณภาพควรจะให้สมองของเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพรวมของ EF-Exclusive Function มันจะพูดถึงเรื่องการที่สมองส่วนหน้าของมนุษย์เราทำงานเพื่อที่จะกำกับหรือควบคุมอารมณ์ ควบคุมพฤติกรรม เพื่อที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้น การจัดการสมองของมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ในโลกอนาคตอย่างมาก ในโลกที่ผันผวน เกิดความสับสนและความเปราะบางทางสังคม”

ด้วยเหตุนี้การพัฒนาทักษะ EF ตั้งแต่ปฐมวัย จึงเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้ชีวิต ซึ่งผอ.รจนา มองว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันผ่านการพัฒนาพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้อำนวยการโรงเรียน คุณครู ระบบการเรียนรู้ ชุมชน ไปจนถึงภาพใหญ่อย่างนโยบายสาธารณะ เพื่อให้เด็กทุกคนได้ฝึกฝน EF อย่างต่อเนื่องในชีวิตจริง ซึ่งจะช่วยลดพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง เช่น ติดจอ พัฒนาการล่าช้า พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแกกัน ที่ส่งผลให้เด็กหลายคนมีความทุกข์ สับสน จนนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงหรือการใช้สารเสพติดได้

รวมพลังโรงเรียนและบ้าน สร้าง EF ที่แข็งแรงตั้งแต่ปฐมวัย  

โรงเรียนบ้านโกตั้งอยู่ในชุมชนชนบท แม้เด็กส่วนใหญ่จะอยู่ในความดูแลของปู่ย่าตายาย เพราะพ่อแม่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองใหญ่ แต่เด็กที่นี่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม กุญแจสำคัญคือ ผอ.รจนาให้ความสำคัญกับการพัฒนา EF ของเด็กทั้งที่โรงเรียนและจับมือทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่บ้านตั้งแต่ปฐมวัย โดยใช้จิตศึกษาเป็นฐาน ไม่ว่าเด็กแต่ละคนจะมีฐานทุนชีวิตมาอย่างไร ผอ.รจนามองว่า โรงเรียนต้องทำให้เด็กเกิดความเสมอภาคให้ได้ เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ของเด็ก

“เราไม่รู้ว่าที่บ้านเขากระทำต่อตัวเด็กยังไงนะคะ แต่พอมาถึงโรงเรียน เราในฐานะคุณครู ต้องทำให้เด็กทุกคนเกิดความเสมอภาค ได้รับความปลอดภัยทางด้านร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ มีอิสระในการคิด”

ผอ.รจนา อธิบายต่อว่าโรงเรียนบ้านโกจัดการศึกษาโดยใช้นวัตกรรมจิตศึกษา ที่มีต้นแบบคือโรงเรียนลำปลายมาศ ของครูใหญ่วิเชียร ไชยบังตั้งแต่ปี 2560 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่พบนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง

“โรงเรียนเรามีโอกาสได้ดูแลเด็กตั้งแต่อนุบาล 1 หรือประมาณ 3 ขวบนะคะ เราทำงานกับผู้ปกครองชัดเจน ให้ผู้ปกครองเห็นภาพเดียวกันกับโรงเรียนว่า โรงเรียนทำอะไรและผู้ปกครองควรทำอะไรที่บ้าน เพื่อดูแลเด็ก 1 คนร่วมกัน ดังนั้นปัญหาเรื่องพฤติกรรมของเด็กเลยไม่ค่อยมี 

และเพราะเราเป็นโรงเรียนจิตศึกษาอยู่แล้ว เรามองเห็นเด็กทุกคนดีงามหมด เขาพัฒนาตัวเขาเองได้ เพียงแต่ว่าเขามีฐานทุนมาไม่เท่ากัน เราค่อยๆ ปรับจูนคนที่ฐานทุนอาจจะอยู่ต่ำกว่าเพื่อนสักนิดนึง ทำยังไงเราจะจูงมือเขาขึ้นมาให้เท่าเทียมกับเพื่อน มันเลยทำให้เราไม่ค่อยเห็นพฤติกรรมเด็กที่เกเร บูลลี่คนอื่นนะคะ”

ในด้านการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนที่จะช่วยเสริมสร้าง EF นั้น ผอ.รจนา แนะนำว่า ก้าวแรกของการเริ่มต้น คือ ‘การสร้างการรับรู้ร่วมกัน’ ระหว่างบ้านและโรงเรียน เพื่อให้เห็นถึงเป้าหมายสำคัญนั่นคือ ‘การพัฒนาเด็ก’ โดยก่อนที่จะไปถึงตัวผู้ปกครอง บุคลากรในโรงเรียนจำเป็นต้องรับรู้และทำความเข้าใจร่วมกันเสียก่อน

“ผู้บริหาร คุณครู เจ้าหน้าที่นักการภารโรง แม่ครัว จะต้องรู้ว่าเด็กต้องถูกบ่มเพาะ และ  EF มีความสำคัญอย่างไร จะส่งผลต่อเด็กอย่างไร อันนี้ก็คือสร้างการรับรู้ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำอย่างไรเด็กถึงจะมี EF ทำอย่างไรจะสร้าง Self ให้เด็กได้  ทุกระนาบของในโรงเรียนจะต้องรับรู้ร่วมกัน

แล้วทีนี้ใน 6-8 ชั่วโมงที่โรงเรียนดูแลดี แต่ผู้ปกครองอยู่กับเด็กอีก 16 ชั่วโมง เราก็ต้องคอนแทคกับผู้ปกครองให้เข้าใจร่วมกัน ผ่านการ CoP (Community of Practice) คือให้ผู้ปกครองเข้าไปร่วมพูดคุยกับคุณครูประจำชั้น แต่เป็นความโชคดีนะคะที่เด็กปฐมวัยน่ะ พอตอนเย็นมาผู้ปกครองก็จะมารับมาส่งเด็กอยู่แล้ว ซึ่งคุณครูมีโอกาสได้สื่อสารข้อมูลองค์ความรู้ให้กับผู้ปกครอง”

โดย ผอ.รจนา เล่าว่าบทสนทนาระหว่างคุณครูกับผู้ปกครองจะเริ่มจากถามไถ่เรื่องราวของเด็กเมื่ออยู่ที่บ้าน กิจกรรมที่ทำ พร้อมทั้งแนะนำผู้ปกครองให้พูดคุยกับลูกหรือลงมือทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเน้นย้ำว่า ถ้าอยากให้เด็กทำอะไร พ่อแม่ต้องลงมือทำด้วยกัน

“อย่างเช่น ถ้าคุณแม่อยากให้เด็กหุงข้าว แม่ต้องทำให้ดูก่อนแล้วก็พาทำด้วยกัน แล้วค่อยให้เขาลองทำเอง ทำแบบนี้บ่อยๆ อันนี้เป็นขั้นตอนที่ผอ.พยายามพูดเพื่อให้คุณครูส่งสารนี้ไปให้ผู้ปกครอง สิ่งสำคัญคือเวลาคุณครูจะพูดอะไรกับผู้ปกครอง ขอให้ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเขา”

การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ‘ครู’ ต้องจัดการตัวเองก่อน

เมื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับบ้านแล้ว หัวใจสำคัญคือ แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่โรงเรียน โดยโรงเรียนจะต้องเป็นที่พึ่งให้เด็ก ทุกคนไม่ว่าเขาจะมีต้นทุนมาอย่างไร ดังที่ผอ.รจนา ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า ‘เราจะต้องสร้างความเสมอภาคให้เด็ก ทุกคนจะถูกปฏิบัติเหมือนกันที่โรงเรียน’

“คุณครูต้องสำรวจตัวเองเสมอๆ ว่าควรเพิ่มหรือลดพฤติกรรมอะไรที่จะทำลายหรือสร้าง Self เด็ก เริ่มต้นที่ตัวครู เริ่มต้นที่ตัวบุคคล ทุกคนจะต้องรับรู้ว่า แม้กระทั่งฉันมีปัญหาอะไรที่บ้านก็ช่าง แต่พอเข้ามาถึงประตูโรงเรียนแล้ว ปัญหานั้นจะต้องถูกวางไว้ที่หน้าประตู แล้วเข้ามาที่โรงเรียนด้วยใบหน้าที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเราทำงานเยอะๆ 

แววตาที่เราส่งไปหาเด็ก ขออย่าเป็นแววตาที่ฉายรังสีอำมหิต แต่โปรดเป็นรังสีที่พร้อมจะดูแล เป็นแววตาที่อบอุ่น กอดเด็กได้สัมผัสเด็กได้ เรียกชื่อเด็กทุกคนได้

อย่าปล่อยให้เด็กคนหนึ่งที่เก่งถูกเรียกชื่อ แต่เด็กที่อยู่หลังห้องไม่เคยถูกเรียกชื่อเลย เพราะเด็กที่ถูกครูเรียกชื่อ Self เขาจะถูกสร้างอย่างแข็งแรง การที่ครูเรียกชื่อแต่เด็กที่เรียนเก่ง มันทำให้ความเสมอภาคในห้องเรียนไม่มี ซึ่งคุณครูจะต้องเพิ่มหรือลดพฤติกรรมตัวเอง ไปวางแผนการจัดการตัวเองว่า อะไรที่มันเป็นสถานการณ์ของโอกาสที่จะส่งเสริม Self กับ EF เด็กได้”

ทั้งนี้ ก่อนที่จะได้มาซึ่งแผนการสอนแต่ละแผนของโรงเรียนบ้านโก ผอ.รจนาเล่าว่า ต้องผ่านการวิพากษ์แผนที่เข้มข้น โดยให้เพื่อนครูช่วยกันเติมเต็ม เพื่อให้การจัดการเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด

“การวิพากษ์ก็จะมีเพื่อนครูช่วยเติม ตรงนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น สถานการณ์ของโอกาสมันได้ยังไง แล้วก็ให้คุณครูลองใช้ปากกาแดงเขียนดูสิว่า สถานการณ์ตรงนี้ มันจะสร้างตัวไหน Working Memory ไหม อะไรเป็น Point เพื่อให้คุณครูได้เฝ้าระวังตัวเอง อันที่หนึ่งเป็นเฝ้าระวังพฤติกรรมตัวเองด้วย แล้วก็สองให้ดูว่าแนวการจัดการเรียนรู้ในห้องควรจะเป็นไปในแนวทางไหน ให้มันชัดเจน”

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ทักษะ EF จะช่วยให้ทั้งเด็กและครูรู้เท่าทัน

ในโลกยุคปัจจุบันที่การห้ามหรือกีดกันไม่ให้เด็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีแทบเป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันการชักนำเด็กไปในทางที่ผิดก็กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในหลายช่องทาง วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้พวกเขาเติบโตแบบไม่เสียศูนย์ ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ โดยการเสริมสร้างทักษะ EF ตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ มีสติรู้ตัว รู้หน้าที่ และสามารถกำกับดูแลตัวเองได้ดีขึ้น 

“อย่างเช่นที่โรงเรียนนะคะ เด็กเขาจะอยู่ในโหมดรู้ตัวว่าเขาต้องเรียนนะ ตอนพักเที่ยง โหมดเล่นเขาก็เจี๊ยวจ้าวๆ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ตัวเองว่า ฉันอยู่ตรงไหน ทำอะไรตอนนี้ เวลานี้ฉันควรทำอะไรมากกว่า”

ในส่วนของเทคโนโลยีโดยเฉพาะสมาร์ตโฟน ผอ.รจนา บอกว่าโรงเรียนไม่ได้ออกกฎห้าม แต่เด็กไม่ได้นำมาที่โรงเรียน

“ถึงนำมา เขาก็ใช้แบบมีวินัยของเขา ก็จะวางไว้บนโต๊ะครู แล้วโรงเรียนก็มีเครื่องมือเทคโนโลยีใช้เพียงพอ มีห้องคอมพิวเตอร์ มีโน้ตบุ๊กสำหรับค้นคว้าในห้องเรียน ห้องละ 3 เครื่อง แล้วผอ.ติดแอร์ทุกห้องถึงป.6 ทุกชั้นเรียน มันก็เลยทำให้เด็กมีความสุขในการมาโรงเรียน ในการที่จะทำกิจกรรม

ส่วนเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ผอ.จะชวนคุณครูมองให้เห็นว่า “มันดีนะที่มี แต่ทำอย่างไรมันจะเป็นเครื่องมือเรา ตอนนี้เด็กที่โรงเรียนก็ใช้ Chat GPT ค้นหาความรู้ เขาอาจจะทำบนคอมพิวเตอร์ บนแพลตฟอร์ม แต่ว่าผอ.จะชวนให้เขามาขีดเขียนมากกว่า เพราะการขีดเขียนมันทำให้เกิดสภาวะการจดจำได้ดีกว่า

ส่วนคุณครูเอง บางทีใช้เอไอมากเกินไปจนขาดการวิเคราะห์ หมายถึงว่าอะไรก็โยนเข้าเอไอให้มันทำ จากที่เฝ้ามองก็คือ ครูเองมี EF ไม่เต็มที่ ไม่พอที่จะยับยั้งตัวเองว่า ตรงนี้ฉันน่าจะวิเคราะห์เองได้นะ ความเป็นมนุษย์เราจะเสียไป ถ้าเราไปหลงใหลอยู่กับเอไอมากจนเกินไป ก็คือต้องเริ่มจากครูต้องทำให้เห็นเป็นแบบก่อน”

เด็กทุกคนควรได้เข้าถึงระบบปฐมวัยที่มีคุณภาพ

ทั้งจากข้อมูลเชิงวิชาการ ทั้งจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่โรงเรียนบ้านโก ผอ.รจนา ชวนทุกคนเชื่อมั่นในการเสริมสร้างทักษะ EF ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยสู่พลเมืองคุณภาพของสังคมไทยในอนาคต และร่วมกันสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัยโดยคำนึงถึงการส่งเสริม EF และ Self

“ตั้งแต่ผอ.เป็นครูมา 32 ปี สิ่งที่สัมผัสได้ตลอดก็คือ ระดับนโยบายของเราจะเอาผลลัพธ์กับเด็กเกินไป ทั้ง O-Net, A-Net, NT, RT ก็คือเด็กโตแล้วเราถึงไปบำรุงรักษา ฉะนั้นการส่งเสริมเด็ก เขาก็พอยต์ไปที่เด็กโตเยอะ ทีนี้ระดับฐานรากซึ่งเป็นการปูพื้นฐานเนี่ย เขาไม่ค่อยมองเห็น แต่ตอนนี้ก็เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นมาแล้วล่ะ ด้วยการผลักดัน EF เป็นวาระแห่งชาติ”

“ทีนี้ผู้บริหารทุกระดับต้องเข้าใจและเชื่อมั่นก่อนว่า EF มันนำพาประเทศ นำพาเด็กได้ ผู้บริหารต้องมองเห็นว่าอนุบาลก็สำคัญ สำคัญยิ่งกว่าทุกส่วนด้วยนะคะ แล้วก็มีหมุดหมายอันเดียวกันที่จะพัฒนาร่วมกัน

ถัดมาก็คงเป็นเรื่องการทำงานกับคุณครู ตอนนี้ที่ผอ.ทำ นอกจากให้ครูทั่วไปรับรู้แล้ว ผอ.ก็พยายามเอาตัวเองไปเป็นวิทยากร ผอ.ชอบไปพูดกับคุณครู ผอ.โรงเรียนไหนที่เขาสนใจเขาก็จะเชิญมา แล้วทำงานกับผู้ปกครอง อินพุตข้อมูลให้ชัดเจน แล้วก็ติดตามตรวจสอบถามไถ่ความเป็นไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

และอันสุดท้ายก็คงเรื่องการเชื่อมต่อ อนุบาลเราทำดีแล้ว แต่ทำอย่างไรให้ต่อเนื่องไปถึง ป.1, 2, 3 และต่อไปที่ ป.4, 5, 6 เพราะว่า Self กับ EF มันไม่ได้แข็งแรงเฉพาะกับ 3 ปีที่อยู่กับเราในช่วงปฐมวัย ประถมศึกษาก็สำคัญ เพราะว่าเมื่อไหร่ที่ประถมศึกษาเขาไม่สามารถมาเชื่อมต่อกับปฐมวัยได้แล้ว มันจะทำให้สิ่งที่เราบ่มเพาะมา 3 ปี 4 ปี 5 ปี เกิดความอ่อนแรงลง ในที่สุดเด็กก็ EF กับ Self ไม่แข็งแรง”

ผอ.รจนา ย้ำว่าถึงวันนี้บุคลากรทางการศึกษาจะตั้งรับต่อไปไม่ได้ “เราต้องรุกแล้วแหละ” ถ้ามองว่าการแก้ที่ปลายเหตุเหมือนที่ผ่านมาอาจไม่ได้ผล

“ถ้าเราทำอย่างเดิมก็ได้ผลเดิม ทำไมเราไม่ทำอย่างใหม่ เพื่อที่จะเอาผลใหม่บ้าง ก็อยากให้ลองทำดู ลองศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่า EF เป็นตัวเปลี่ยนเด็กไทยได้แน่นอน ทำไมเราไม่ฝังตัวนี้ให้ทุกคน ฮึบดูสิ สักครั้งเพื่อเด็กเรา

ผลมันอาจจะไม่ได้เกิดในปีสองปีนี้ เป็นอีกห้าปีสิบปีหรือเราตายไป แต่สิ่งนี้จะยังอยู่ ถ้าเราเชื่อมั่นว่ามันเป็นไปได้” ผอ.รจนา ทิ้งท้าย

Tags:

เด็กปฐมวัยตัวตน (Self)โรงเรียนบ้านโกสร้างภูมิคุ้มกันทางใจความเสมอภาคทางการศึกษาผอ.รจนา ขอร่มEFจิตศึกษา

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Kru-gar_cover 2
    Creative learning
    ‘ปล่อยให้เด็กอ่านโลกก่อน แล้วค่อยอ่านหนังสือ’ ใช้เวลาทองแห่งการเติบโตช่วงปฐมวัยให้คุ้มค่า: ครูก้า – กรองทอง บุญประคอง โรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย)

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • heart&how
    Social Issues
    Heart & How สร้างพื้นที่ปลอดภัย กู้ ‘ใจ’ วัยเรียน 

    เรื่อง The Potential

  • Competency cover
    Social Issues
    เรียนรู้อย่างมีความหมาย-ไร้รอยต่อ สร้างสมรรถนะเด็กไทยพร้อมรับความท้าทายแห่งอนาคต

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • EF (executive function)
    ‘Process Art’ ศิลปะที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลงานชิ้นโบว์แดง เสริมทักษะ EF ในเด็กปฐมวัย: ครูบุญทิพา คุ้มเนตร โรงเรียนวัดเชิงเลน (นครใจราษฏร์)

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • EF (executive function)
    ไม่พอใจก็แค่ใส่หูฟังแล้วเปิดเพลงดังๆ ‘การจัดการอารมณ์’ ที่ท้าทายแต่ทำได้ในวัยรุ่น

    เรื่อง

เปิดแผล ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ ความเจ็บปวดที่ยากจะเยียวยา: นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์
Social Issue
19 June 2026

เปิดแผล ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ ความเจ็บปวดที่ยากจะเยียวยา: นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์

เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ

  • เพราะจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดีคือ ‘ครอบครัว’ บาดแผลทางใจจากการเลี้ยงดู และความรุนแรงในครอบครัวจึงเป็นปมในใจของหลายคนที่พร้อมปะทุขึ้นเมื่อถูกกระทบ และเป็นพื้นฐานสุขภาพจิตเมื่อเขาเติบโตขึ้น
  • การทำความเข้าใจพฤติกรรมหรือปัจจัยที่ถือเป็นความรุนแรง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ จะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องสามารถป้องกันผลกระทบที่จะเกิดแก่เด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • “เราพบว่าคนที่มีประสบการณ์รุนแรงในวัยเด็ก หรือ Childhood Experience Trauma  มักจะโตมาเป็นคนที่บุคลิกภาพไม่ดี อาจจะขาดความมั่นใจมากๆ อาจจะรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง จนส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ได้”

สำหรับเด็กคนหนึ่ง บาดแผลที่ลึกที่สุดก็คือบาดแผลทางใจจากครอบครัว

ทว่าในมุมกลับ ความรุนแรงที่ถูกมองข้ามมากที่สุด กลับเป็นความรุนแรงที่เกิดจากคนในครอบครัวเช่นกัน

ที่ผ่านมาปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมักถูกซ่อนไว้ภายใต้ความสวยงามของถ้อยคำอย่าง ความรัก ความหวังดี ความกตัญญู และอีกสารพัด กระทั่งปัญหาค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นระเบิดเวลาทำลายทุกอย่าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อนั้นมันจึงถูกมองเห็น ซึ่งก็อาจจะสายไปเสียแล้ว และคนที่พังทลายที่สุดก็คือ เด็กผู้ถูกกระทำคนนั้นที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับบาดแผลทางใจที่รักษาไม่หาย

เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ และหาทางป้องกันไม่ให้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูทำร้ายเด็กไปมากกว่านี้ The Potential คุยกับ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิต ถึงสาเหตุของปัญหา ผลกระทบ และแนวทางป้องกัน ที่ไม่เพียงแค่คนใกล้ชิดเท่านั้นที่ต้องใส่ใจ แต่สังคมเองก็ต้องมีวิจารณญาณพอที่จะช่วยกันไม่ซ้ำเติมความรุนแรงนี้ หรือมากกว่านั้นคือ ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่โอบอุ้มเด็กๆ ให้ได้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ

ในทางวิชาการ ความรุนแรงในครอบครัวคือความรุนแรงในลักษณะใดบ้าง

ความรุนแรง ภาษาอังกฤษเราใช้ว่า Abuse นะครับ สำหรับการใช้ความรุนแรงที่เกิดชึ้นในครอบครัว หรือการล่วงละเมิด แบ่งเป็น 4 รูปแบบ คือ การล่วงละเมิดทางกาย (Physical Abuse) การล่วงละเมิดทางอารมณ์ (Emotional Abuse) การล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Abuse) อันนี้เป็นการล่วงละเมิดหลักๆ แต่ ยังมีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า Neglect คือ การทอดทิ้งละเลย ซึ่งก็เป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่งที่คนมักไม่ค่อยรู้

เพราะฉะนั้นความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ออกมาแค่รูปแบบทางกาย คนมักไปคิดว่าจะต้องตบตีทำร้ายร่างกาย มีการล่วงละเมิดทางเพศกัน แต่จริงๆ ไม่ใช่ บางครั้งการล่วงละเมิดทางอารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น การด่าว่าที่รุนแรง การทำให้เสียใจ หรือการที่เอาคนๆ หนึ่งไปประจาน เอาลูกหลานไปโพสต์ในโซเชียล ด่าว่า อย่างนี้มันไม่ได้โดนทางกาย แต่ว่ามันเป็นความรุนแรงทางอารมณ์รูปแบบหนึ่ง 

สุดท้ายการทอดทิ้งละเลย อันนี้หลายคนมองว่าไม่ใช่ความรุนแรง เพราะไม่เห็นว่ามันมีความกระทบกระทั่งกัน แต่จริงๆ นั้น Neglect การเพิกเฉยเป็นความรุนแรงที่เราเจอบ่อยและไม่ถูกรายงานมาก เช่น การปล่อยให้เด็กอยู่บ้านคนเดียว ซึ่งในต่างประเทศ ไม่ได้นะครับ เขาแจ้งตำรวจเลย การที่พ่อแม่ผู้ปกครองละเลย ไม่พาไปเรียน ไม่ให้กินข้าว ไม่ได้ดูแลร่างกายในชีวิตประจำวัน อันนี้ก็เป็นความรุนแรงประเภทหนึ่ง

การทอดทิ้งละเลยที่หลายคนมองว่าไม่ได้เป็นปัญหามากนัก ในทางจิตวิทยาเด็กที่เจอสถานการณ์แบบนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรคะ

เด็กที่ถูกเพิกเฉยละเลย อย่างแรกจะออกอาการทางกายก่อน เห็นได้ชัดเลยเวลาที่เด็กมาตรวจ ผอมมาก น้ำหนักตกเกณฑ์ ส่วนสูงตกเกณฑ์ พอดูแล้วผมก็รกรุงรัง บางคนตัวสกปรก เสื้อผ้าสกปรก แล้วร่างกายต่างๆ เช่น ฟัน เล็บ เราดูได้หมดเลยว่าเด็กคนหนึ่งได้รับการดูแลหรือเปล่า พอร่างกายไม่ดีไม่พร้อม เขาก็จะเจ็บป่วยได้ง่าย 

หลายคนเราเห็นเรื่องโรคโลหิตจาง หลายคนมีปัญหาเรื่องการติดเชื้อตามผิวหนังต่างๆ หรือแม้แต่โรคช่องปาก แล้วก็ทางเดินอาหาร เด็กเองไม่ได้รับประทานอาหารอย่างเหมาะสม บางคนมีปัญหาเรื่องเกลือแร่ในเลือดที่ผิดปกติ เพราะกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน โซเดียมสูงมากๆ 

แล้วเราเจอปัญหาแบบนี้เยอะมาก พอมีปัญหาทางกายแล้วมันก็พัฒนามาสู่ปัญหาทางใจด้วย พอเด็กพัฒนาการทางกายช้าแล้ว บางครั้งพัฒนาการทางสมองก็ช้าไปด้วย เล่นก็เล่นไม่เหมือนเด็กคนอื่นนะครับ เข้ากับเพื่อนในวัยเดียวกันไม่ได้ เพราะสมองพัฒนาการช้า เด็กบางคนเล่นกับเพื่อนไม่เป็น เขาเล่นตามกติกา ตัวเองทำไม่ได้ พอตัวเล็กบางทีก็ถูกแกล้ง เพื่อนไม่ยอมรับ ตัวสกปรกเพื่อนไม่เอาเข้ากลุ่ม กลับไปบ้านพ่อแม่ปล่อยปละละเลย ไม่มีใครช่วยทำการบ้าน ครูเองก็ไม่พอใจที่เด็กเหมือนไม่เรียนรู้ ก็กลายเป็นเด็กที่เรียนไม่ดีดูไม่ดี 

ทั้งหมดนี้จะพัฒนาเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิต ปัญหาเรื่องอารมณ์ ปัญหาความวิตกกังวล สุดท้ายก็เป็นปัญหาการเข้าสังคม พอเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ดีอะไรสักอย่างก็เข้าสังคมได้แย่ลง แล้วเริ่มรู้สึกว่าการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ปกติ ไม่มีทักษะในการเข้าสังคมเพราะพ่อแม่ก็ไม่คุยด้วย ทิ้งให้ตัวเองอยู่กับหน้าจออย่างเดียว ภาษาก็ไม่ได้ ตัวเองก็ไม่รู้จะจัดการอารมณ์ยังไง ไม่รู้จะต้องแสดงอารมณ์ยังไง ก็เลยเข้ากับคนอื่นไม่เป็น มันก็เลยกลายเป็นปัญหาแบบองค์รวม

แล้วความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ ส่งผลต่อเด็กอย่างไรบ้าง

ความรุนแรงจะส่งผลต่อเด็กในแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ในเด็กเล็กๆ บางทีเราอาจจะคิดว่าเด็กไม่รู้เรื่อง จริงๆ แล้วเขาก็มีความเข้าใจระดับหนึ่ง ถ้าเราลงโทษอย่างรุนแรง บางทีเขาจะมีความคิดว่า เพราะเขาเป็นคนไม่ดีใช่ไหม เขาเป็นคนเลวใช่ไหม เขาถึงถูกลงโทษ หรือการลงโทษนี้เป็นรูปแบบความรักรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปแบบความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง เด็กเล็กอาจจะตีความแบบนั้น เพราะว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถูกลงโทษ เขาเข้าใจแค่ว่าเขาเป็นคนเลว คนไม่ดี ก็เลยถูกลงโทษ 

พอเด็กโตขึ้นก็อาจจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเขาถูกทำโทษรุนแรง แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีวิธีทางออกอื่นนะ เขาก็จะเข้าใจว่า ถ้าเขากระทำแบบนี้ เขาจะถูกตีด้วยไม้กวาด ตีด้วยไม้แขวนเสื้อ เมื่อไปที่โรงเรียน เพื่อนทำแบบนั้นกับเขาเหมือนกัน เขาก็จะไม่เข้าใจเวลาที่ครูบอกว่าห้ามชกต่อยกับเพื่อน ห้ามใช้ความรุนแรง เพราะเขาเข้าใจมาว่า พฤติกรรมนี้จะต้องถูกตอบแทนด้วยพฤติกรรมนี้ 

พอโตมากขึ้นเป็นวัยรุ่น ผลกระทบมันก็จะมีมากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่กำลังค้นหาตัวตน ถ้าเกิดเขาถูกลงโทษอย่างรุนแรง แน่นอนว่าความเชื่อมั่นในตัวเองมันก็ลดลงไปด้วย ตัวตนเขาก็จะเริ่มสูญเสีย บุคลิกภาพที่กำลังพัฒนาในวัยรุ่นก็จะเสียหายไปด้วย เสี่ยงต่อโรคจิตเวชที่รุนแรงขึ้นในอนาคต 

เราพบว่าคนที่มีประสบการณ์รุนแรงในวัยเด็ก หรือ Childhood Experience Trauma  มักจะโตมาเป็นคนที่บุคลิกภาพไม่ดี อาจจะขาดความมั่นใจมากๆ อาจจะรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องความสัมพันธ์ คนที่ถูกลงโทษอย่างรุนแรง เขาจะไม่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ อาจจะไปในทางหนึ่งคือ ไม่อยากมีความสัมพันธ์กับใคร เพราะรู้สึกว่าความสัมพันธ์ตามมาด้วยความเจ็บปวด 

หรืออีกทางหนึ่งก็คือ ความสัมพันธ์แนบแน่นผิดปกติ มีอะไรก็กระโดดเข้ามา มีอะไรก็พึ่งพิง เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการจัดการโลกใบนี้ เพราะตัวเองสูญเสียสิ่งที่เรียกว่า Self of Mastery คือ ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันทำอะไรฉันก็ถูกลงโทษ ฉันไม่สามารถจัดการสถานการณ์ได้ ฉันต้องถูกตีอย่างเดียว ฉันยอมจำนนต่อทุกอย่าง คนกลุ่มนี้อาจจะมีไปยึดติดกับคนอื่นมากขึ้น เข้าหาคนอื่นง่ายผิดปกติ

สุดท้ายเด็กที่โตมาภายใตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง เขาก็จะยอมรับในความรุนแรงนั้น…มันชิน 

ยอมรับในความรุนแรงหมายความว่า เขาจะยอมรับในการที่ตัวเองเป็นผู้กระทำ เมื่อเขามีคู่ครอง เมื่อเขามีลูก เขารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ พ่อแม่ฉันก็ยังเคยทำกับฉันเลย แล้วทำไมฉันถึงทำสิ่งนี้ไม่ได้ ก็เป็นปกติ เป็นการแสดงความห่วงใยลูกแบบหนึ่ง

อีกแบบหนึ่งคือ ยอมรับในการเป็นผู้ถูกกระทำ เช่น การที่สามีหรือภรรยาทำกับเขา หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมบางคนถึงยอมทั้งที่โดนสามีซ้อมตลอดเลย บางทีเราพบว่าในวัยเด็กเขาก็ถูกพ่อแม่ลงโทษอย่างรุนแรงเหมือนกัน แล้วรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น  

ในครอบครัวไทยหลายๆ ครอบครัวยังเชื่อว่าการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการลงไม้ลงมือ หรือดุด่าว่ากล่าว เป็นสิ่งที่ทำได้ และพ่อแม่เองก็ผ่านมันมาแล้วเช่นกัน?

ก็เป็นความเชื่อที่ใช้ได้ในยุคก่อนนะครับ เราเข้าสู่โลกยุคใหม่แล้ว มันมีองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น มันมีช่องทางที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งเกิดความไขว้เขวมากขึ้นหรือมีทางออกมากขึ้น สมัยพ่อแม่เป็นเด็ก คุณถูกตี อย่างมากก็ลงมาใต้ถุนบ้าน นั่งร้องไห้คนเดียว แต่เดี๋ยวนี้ถ้าลูกคุณถูกตี เดินออกไปหน้าบ้านก็มียาเสพติดรอแล้ว เข้าไปในโลกโซเชียล ก็มีคนรอที่จะคุย รอหาผลประโยช์แล้ว 

โลกมันเปลี่ยนแปลงไปมากครับ มันเชื่อมต่อกันหมดแล้ว มันมีคนที่รอทั้งหวังดีและหวังไม่ดี ในการที่จะมารับช่วงต่อลูกจากคุณไป เพราะฉะนั้นวิธีการที่ใช้ได้สมัยก่อน ไม่ได้แปลว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ในปัจจุบัน

และปัจจุบันมีงานวิจัยชี้ชัดมากขึ้นว่า การที่ใครสักคนหนึ่งถูกกระทำความรุนแรงแบบนั้น มันไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้นะครับ ลองคิดดูนะ เราถูกตีมือ ห้านาทีเราก็หายเจ็บแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่คุณจะจำได้ แต่การสอนด้วยเหตุผลต่างหาก การพูดคุยด้วยเหตุผล หรือแม้แต่การลงโทษด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น การจำกัดพฤติกรรม การตัดงดลดของชอบ จะทำให้เขาจำได้มากกว่า

แทนที่คุณจะตีเขาหนึ่งที เดือนนี้ทั้งเดือนลูกอดซื้อของเล่น ถามว่าอันไหนเด็กจะจำได้มากกว่ากัน ตีเด็ก ห้านาทีเดี๋ยวก็ลืมแล้ว แต่การที่เขาถูกลงโทษ เช่น ถ้าทำลายข้าวของ ของเล่นของตัวเอง เดือนนี้เขาอดซื้อของเล่นใหม่ สิ่งนี้ทำให้เด็กเรียนรู้อย่างแท้จริงว่าเขาไม่สามารถทำเช่นนี้ได้

ทำไมคนที่เติบโตมาพร้อมกับบาดแผลทางใจจากการเลี้ยงดู จึงมักมีปัญหาสุขภาพจิต หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

เรื่องบาดแผลทางใจมันคือเรื่องความทรงจำนะครับ ความทรงจำหลายครั้งเราไปคิดว่ามันอยู่แค่ระดับจิตสำนึก เหมือนอ่านหนังสือแล้วจำ แต่จริงๆ มันมีความทรงจำระดับจิตใต้สำนึกด้วย ความทรงจำระดับจิตสำนึกนั้น เมื่อเวลาผ่านไปเราอาจจะลืม แต่เคยรู้สึกไหมครับว่าหลายครั้ง ความทรงจำบางอย่างมันถูกดึงออกมาได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรบางอย่างขึ้น อันนี้คือกลไลของสมองในการปกป้องตัวเอง 

เพราะถ้าสมองเก็บทุกอย่างไว้อยู่ในระดับเดียวกัน ระเบิดนะครับ มันไม่มีทางเก็บได้ขนาดนั้น สมองเลยมีกลไกในการบังคับลืมบางส่วน โดยจะบังคับลืมสองแบบคือ หนึ่ง ลืมเรื่องเก่า สอง ลืมเรื่องใหม่ที่ไม่จำเป็นมาก แต่เผอิญว่าเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นนั้นมันรุนแรงมากๆ สมองก็เลยไม่สามารถปัดตรงนี้ออกได้ มันก็เลยปัดลงไปข้างล่าง ภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็นกลไกการป้องกันทางจิต หรือว่า Defense Mechanisms กลไกการป้องกันทางจิตของมนุษย์เพื่อทำให้ชีวิตอยู่รอด เพราะไม่อย่างนั้นถ้ามนุษย์จำความเจ็บปวดทุกครั้งได้ ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้นะครับ

สมองจะพยายามให้เราสามารถก้าวข้ามความรู้สึกเจ็บปวดและยังมีชีวิตต่อได้ ก็เลยกดทุกอย่างลงไปข้างในข้างใต้ ไม่ได้แปลว่าเราลืม มันแค่ลงไปอยู่ระดับจิตใต้สำนึก

วันหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมา แล้วจะต้องใช้ทักษะเดียวกันในการเอาตัวรอด เช่น สมัยก่อนถูกพ่อแม่ตีอย่างรุนแรงแล้ววิ่งไปหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า วันหนึ่งที่ตัวเองถูกตีอย่างรุนแรงโดยใครสักคนหนึ่งในอนาคต มันก็จะไปขุดเอาความทรงจำที่อยู่ใต้จิตสำนึกนั้นให้โผล่ขึ้นมา แล้วก็ใช้วิธีทางออกแบบเดิม มันเป็นกลไกเอาตัวรอดของชีวิตมนุษย์นะครับ ทีนี้ถ้ามันถูกขุดขึ้นมาบ่อยๆ เกราะป้องกันที่เราพยายามสร้างไว้หุ้มตัวหุ้มความเจ็บปวดในอดีตนั้น พอมันแตกไป สุดท้ายสิ่งที่อยู่ในข้างใต้ทั้งหมดที่ถูกฝังเอาไว้ ก็จะโผล่ขึ้นมา

สำหรับผู้ใหญ่ที่มีแผลใจ คุณหมอมีคำแนะนำอย่างไรในการรับมือกับความรู้สึกเจ็บปวดนี้คะ

ถ้าเกิดมันผ่านไปแล้ว เราก็ทำความเข้าใจว่ามันผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้อดีตได้ เราพูดในโลกยุคที่ยังไม่มีไทม์แมชชีนเพราะฉะนั้น ตรรกะตอนนี้คือคุณไม่สามารถกลับไปในอดีตได้

คำถามก็คือ แล้วตัวคุณเชื่อมโยงอะไรกับอดีตบ้าง ถ้าคิดดีๆ จะรู้ว่า เราไม่มีจุดอะไรเชื่อมโยงกับอดีตเลย ไม่มีภาพในอดีตใดๆ เข้ามาทำร้ายคุณ(ทางกายภาพ)ในปัจจุบันได้ การถูกทุบตีในสมัยก่อน ไม่สามารถทำให้คุณเจ็บปวดได้ในปัจจุบัน ต่อให้มันเกิดรอยแผลก็ตาม รอยแแผลนั้นก็เป็นรอยแผลที่หายไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณเชื่อมโยงกับอดีตจริงๆ คือ อารมณ์และความคิดความทรงจำ มันแค่เส้นใยบางๆ แล้วอารมณ์และความคิดของคุณ มันคือสิ่งที่คุณควบคุมได้ 

แปลว่าคุณไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แล้ว แต่คุณยังสามารถควบคุมการแปลผล การคิดถึงมัน แล้วก็อารมณ์ที่มีต่อมันได้ 

พอเราเข้าใจแล้วอย่างนี้ โอเค ฉันสามารถควบคุมมันได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมองมันอย่างไร เช่นคุณมองว่ามันคือความโชคร้ายความซวย ก็รู้สึกแย่ แต่ถ้ามองว่า สิ่งนี้มันทำให้ฉันเติบโตมาจนทุกวันนี้ คือมองว่าถึงมันจะเป็นครูที่เลวร้าย แต่อย่างน้อยก็เป็นครูที่สอนให้เรามาเป็นอย่างในปัจจุบันนี้ มองอย่างนั้นก็ได้นะครับ

แล้วเรื่องอารมณ์ เราไม่เอาเรื่องในอดีตมาเป็นอารมณ์ปัจจุบัน ฉันไม่อยากเป็นพ่อแม่ฉันในอดีตที่เป็นคนอารมณ์ร้าย เพราะฉะนั้นฉันเองจะไม่เอาอารมณ์ของฉันไปผูกกับเหตุการณ์นี้ แล้วกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายเหมือนพ่อแม่ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณควบคุมได้ เพราะฉะนั้น เราก็ควบคุมมันให้ดีทีสุด เพื่อไม่ให้ผลกระทบในอดีตส่งผลต่อเรา แล้วต่อไปในอนาคต เราเองก็ต้องคอยเตือนตัวเองเสมอ ว่าอย่าเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีความรุนแรงซ้ำ เพราะมันจะไปทลายเกราะที่คุณเคยหุ้มเอาไว้ แล้วก็ไปขุดมันกลับขึ้นมา 

เพราะฉะนั้นอย่าเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรง อย่าเป็นทั้งผู้ที่ถูกกระทำและอย่าเป็นผู้กระทำ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้น หนีได้ไหม ขอความช่วยเหลือได้ไหม มีหนทางไหนบ้างที่คุณจะจัดการ แล้วถ้าวันหนึ่งในอนาคต สิ่งนี้มันถูกกระตุ้นขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล มันอาจจะมีนะครับ บางทีคุณเครียดมาก เกิดเหตุการณ์อะไรในชีวิต แล้วอยู่ๆ มันไปกระตุ้นปมในอดีตบางอย่างขึ้นมา คุณมีคนที่ขอความช่วยเหลือได้ คุณสามารถไปเจอนักจิตวิทยา คุณสามารถไปเจอจิตแพทย์ เพื่อขอความช่วยเหลือได้ 

เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นครับ คนที่อยู่ๆ ปมในอดีตถูกขุดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ คุณก็ไปหาผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเกิดมีอาการโรคบางอย่างก็รับประทานยาร่วมกับการทำจิตบำบัด ก็สามารถทำให้คุณผ่านตรงนี้ไปได้ 

มีบางกรณีไหมคะ ที่เขารู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยวางหรือให้อภัยได้ เพราะต้องการให้อีกฝ่าย ซึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ หรือคนในครอบครัวขอโทษอย่างจริงใจ?

คุณสามารถมีความคาดหวังได้ แน่นอนว่าคนที่ทำผิดควรขอโทษ แต่นั่นคือความคาดหวังของคุณ เป็นความรับผิดชอบของคุณ แต่ว่าถ้าคุณคาดหวังแล้วสิ่งนั้นไม่เป็นตามความคาดหวัง มันไม่ใช่ปัญหาของคนนั้น มันคือปัญหาของคุณ เพราะคุณไปคาดหวังกับสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้วว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้น 

แล้วพฤติกรรมของพ่อแม่หรือใครก็ตามที่เคยทำผิดกับคุณ มันเป็นการตัดสินใจของเขาเอง เราไม่สามารถบังคับใครได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณจะไปบีบบังคับให้เขาทำในสิ่งนี้เหรอ แล้วคุณจะพอใจจริงๆ หรือเปล่า ที่คุณได้รับสิ่งนี้จากคนที่คุณไปบีบบังคับเขา

อันนี้ถ้าเราตั้งคำถามดีๆ ก็จะกลับมาที่ตัวเองว่า สุดท้ายการจัดการความรู้สึกต่อเรื่องนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครเลย ขึ้นกับตัวฉันเอง เพราะไม่ว่าเขาจะขอโทษหรือไม่ขอโทษ ถ้าคุณไม่คิดจะหยุดโกรธ คุณหยุดโกรธไม่ได้หรอกนะครับ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง แล้วถ้าคุณจะหยุดโกรธ มันหยุดได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย ไม่ได้แปลว่าคุณต้องให้อภัยหรือไม่ให้อภัยเขา 

ให้อภัยหรือไม่ให้อภัย มันเป็นนามธรรมมากๆ สิ่งที่เป็นรูปธรรมจริงๆ คือ คุณไม่โกรธกับสิ่งนั้นแล้ว คุณไม่รู้สึกต่อสิ่งนั้นแล้ว นี่ต่างหากที่เป็นรูปธรรม

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก อะไรคือสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดทั้งทางร่ายกาย จิตใจและอารมณ์ 

พ่อแม่ต้องแยกกันระหว่างความหวังดีกับการกระทำของตัวเอง ถ้าเราแยกไม่ได้ เรามักจะเผลอทำอะไรไปบางอย่าง เอาเรื่องเบาๆ เช่น การบ่นลูก บ่นจังเลย บ่นแล่วบ่นอีก ลูกไม่ตั้งใจเรียน ทำไมทำอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้ปัญหาทั่วไป ต่อมาก็คือมีการทำโทษที่รุนแรง เพราะลูกไม่ได้ทำอย่างที่ใจตัวเองต้องการ หลายคนอ้างว่าก็เพราะรักไงฉันถึงทำแบบนี้ ฉันถึงลงโทษ ฉันถึงบ่น ถ้าฉันไม่รักฉันก็ไม่บ่น ได้ยินบ่อยมาก ต้องแยกกันครับ 

ความรัก คุณถูกต้องแล้ว ถ้าไม่นับคนที่ไม่รักแล้วทำร้ายลูกนะ อันนั้นก็อีกประเภทหนึ่งนะครับ ถ้าคุณมีความรัก มันถูกต้องแล้ว แต่วิธีการสื่อสารนั้น คุณทำถูกหรือเปล่า มันมีวิธีการสื่อสารอื่นๆ อีกหรือเปล่าที่คุณสามารถทำได้ 

กรมสุขภาพจิตในปีนี้เรากำลังจะพูดเรื่อง การเลี้ยงลูกเชิงบวก Positive Parenting คุณเข้าใจไหมว่า เราสามารถเพิ่มพฤติกรรมที่ดีของเด็กได้ด้วยการชื่นชมพฤติกรรมบวก เราจับถูกเขา ไม่จำเป็นต้องจับผิดตลอดเวลา แล้วลงโทษในพฤติกรรมที่ลบ 

ทีนี้การจะไปเพิ่มพฤติกรรมที่ดีคืออะไร ก็คือการแรงเสริมทางบวก การให้รางวัล การให้คำชื่นชม การพูดคุยกับเขา บอกเหตุผลว่าทำไมเขาถึงทำได้ดี การมองเห็นทุกครั้งเมื่อเขาทำได้ดี พวกนี้ต่างหากคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมที่ดี นี่คือวิธีการสื่อสารที่ถูกต้อง 

รวมถึงการเข้าใจว่า การสื่อสารที่พ่อแม่ต้องการให้เด็กรับรู้ มันต้องผ่าน Trust หรือความไว้เนื้อเชื่อใจ พ่อแม่อยากให้เด็กไว้เนื้อเชื่อใจพ่อแม่ แต่พ่อแม่ไม่เคยส่ง Trust นั้นกลับไปให้เด็กเลย ไม่เคยไว้เนื้อเชื่อใจเด็กเลย ไม่คิดว่าเขาทำได้ แล้วความไว้เนื้อเชื่อใจมันจะเกิดขึ้นได้ยังไง เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองฝ่าย

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ พ่อแม่มองว่าฉันคือพ่อแม่ ฉันอยู่เหนือสุดของห่วงโซ่อาหาร ถูกต้อง ก็คุณเป็นคนเลี้ยง แต่การสื่อสารไม่ได้เป็นแบบนั้น มันเป็นเรื่องคู่ขนาน คุณต้องรับฟังลูกด้วย การสื่อสารมันไม่ได้แปลว่าคำพูดอย่างเดียว คุณก็พูดอย่างเดียวเลย พอลูกจะพูดไม่ยอมให้พูด 

การสื่อสาร หมายความว่า คุณพูดเท่าไหร่คุณก็ต้องรับฟังเท่านั้น ถ้าลูกภาษายังไม่ดี คุณต้องให้เวลามากขึ้น ให้เขาค่อยๆ พูด ให้เขาได้สื่อสารในรูปแบบของเขา เขาก็จะเข้าใจมากขึ้นในสิ่งที่พ่อแม่สื่อความรักกับเขานะครับ

ในส่วนของสังคมโดยเฉพาะสื่อที่มักหยิบประเด็นความรุนแรงในครอบครัวมาเป็นดรามาสร้างเอนเกจเมนต์ คุณหมอมองเรื่องนี้อย่างไร

ตอนนี้ถ้าพูดถึงสื่อ ทุกคนก็เป็นสื่อไปแล้วนะครับ มันขึ้นอยู่กับคนที่แชร์ออกไปด้วย บางทีก็ไม่ใช่สื่ออาชีพด้วยนะครับ แต่ถ้าเป็นสื่อกระแสหลัก ก็ต้องพูดตามตรงว่าเข้าใจ ทุกคนกำลังดิ้นรนในการที่จะต้องดึงความสนใจของคน ตอนนี้มันเป็น Attention Economy หมายถึงว่าทุกคนดึงความสนใจที่มีอยู่จำกัดของคน เราก็เลยเริ่มก้าวข้ามขอบ ที่เมื่อก่อนถ้าสมัยเป็นนักเรียนนิเทศศาสตร์จะไม่ทำนะครับ 

อย่างไรก็ตาม ถ้าทุกคนช่วยกันทั้งระบบ ความรุนแรงในสื่อมันจะลดลงได้ หมายถึงว่าถ้าทุกคนมีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะทำพร้อมกัน ไม่มีใครฉวยโอกาส คือถ้าคนทำสื่อมองว่าลูกฉันกำลังนั่งดูสิ่งนี้อยู่ เราก็ต้องบอกว่า แล้วคุณอยากให้ลูกคุณได้อะไรจากสิ่งนี้ไป ได้ดรามาหรือเปล่า ได้อารมณ์หรือเปล่า หรือจริงๆ ที่คุณอยากให้ลูกคุณได้ คือได้บทเรียนจากข่าว

งานที่สื่อทำจริงๆ มีบทบาทอย่างมากในยุคปัจจุบัน ถ้าเราได้เติมเนื้อหา เช่น การป้องกัน การเรียนรู้ร่วมกันจากสิ่งนี้ ให้เขาเข้าใจบริบทของคนที่ถูกทำร้าย เวลาที่เจอข่าว เช่น เหยื่อถูกทำร้ายร่างกาย กราดยิงในโรงเรียน เราจะไม่เจอแบบ…คนร้ายใช้อาวุธอะไร ไปซื้อที่ไหน สิ่งที่เราควรจะเจอก็คือ คนที่เสียไปเขาสร้างบุญคุณกับโลกนี้ยังไง ครูคนนั้นเป็นคนที่ปกป้องลูกศิษย์ เด็กคนนั้นเป็นเด็กที่ยิ้มแย้มร่าเริงและมีคุณค่า 

สื่อเสนอในแง่ดีได้ มันมีวิธีการที่จะสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน สื่อจะต้องมีการปูทางให้เกิดการพูดคุย อาจจะเอาผู้เชี่ยวชาญมาคุยว่า ถ้าเกิดความรุนแรงแบบนี้คุณจะทำอย่างไร แล้วให้เกิดการแลกเปลี่ยน Discuss ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันว่า ความเข้าใจของลูกเป็นยังไง ความเข้าใจของพ่อแม่เป็นยังไง อาจจะไม่ได้หาจุดร่วมกันจนเจอนะ แต่ถ้าเจอจุดร่วมกันก็ดีครับ แต่อย่างน้อยเราได้ฝึกรับฟังกัน แล้วก็มีการใช้ข่าวให้เป็นประโยขน์ โดยการตั้งคำถาม เช่น ถ้าลูกโดนอย่างนี้บ้างจะทำยังไง จะป้องกันยังไง หาวิธีการในการแก้ไข นี่ต่างหากที่จะเป็นบทบาทสื่อที่แท้จริงในอนาคต

สื่อสามารถเป็นแค่คนที่สร้างความรุนแรง ผลิตซ้ำความรุนแรงในโลกนี้ก็ได้ หรือเป็นคนที่จะหยุดความรุนแรงนี้ก็ได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราบาลานซ์ความก้าวหน้าในอาชีพกับจริยธรรมที่เคยเรียนมาอย่างไร

ต้องยอมรับว่าคนจำนวนไม่น้อยก็ชอบเสพข่าวดรามา รวมไปถึงประเด็นความรุนแรงในครอบครัว คุณหมอมีคำแนะนำอย่างไร

ไม่จำเป็นก็อย่าไปดูครับ คือถ้าเราดูแล้วอ่านแล้วคุณเริ่มคิ้วขมวด คุณเลิกอ่านครับ มันไม่ได้มีความจำเป็นอย่างนั้น ถ้าเกิดคุณอ่านแล้ว คุณต้องถามตัวเองว่า ฉันอ่านสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เพราะฉันรู้สึกว่ามันเป็นดรามา ฉันรู้สึกว่ามันแปลกประหลาดเหลือเกิน ฉันตื่นเต้นกับมัน หรือคุณแค่อยากรู้เฉยๆ ถ้าคุณแค่รู้เฉยๆ ข่าวความรุนแรงแบบนี้ไม่มีประโยชน์ครับ มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แล้วมันก็จะเกิดเหตุการณ์ใหม่ 

หรือคุณอ่านเพราะว่าวันหนึ่งฉันจะเอาไปสอนลูกได้ ฉันจะป้องกันความรุนแรงนี้ไม่ให้เกิดขึ้น หรือฉันจะเป็นส่วนหนึ่งในสังคมนี้ ที่ถ้าฉันเห็นความรุนแรงแบบนี้ใกล้ตัวฉัน ฉันจะ Shout out ออกมา ฉันจะไม่ยอมยืนดูอย่างนิ่งดูดาย แต่ถ้าไม่ใช่…อย่าดูเลยครับ มันจะได้เป็นการบอกสื่อทางอ้อมว่าข่าวแบบนี้ไม่ได้รับความนิยม แล้วก็คนส่วนมากในยุคปัจจุบันแอนตี้การผลิตซ้ำความรุนแรง

ที่ผ่านมาพอมีข่าวความขัดแย้งในครอบครัว หัวข้อใหญ่ๆ ที่สะท้อนความเห็นต่างตั้งแต่ในบ้านไปจนถึงสังคมวงกว้าง คือเรื่องความกตัญญู?

ถ้าเกิดครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดี มีการพูดคุยกันต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน คำถามนี้จะไม่เกิดขึ้น มันจะไม่มีการมาถามว่า เธอจะกตัญญูฉันไหม เพราะครอบครัวมีความสัมพันธ์ดีนะครับ มันไม่ต้องมาพุดเรื่องความกตัญญูใดๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ขึ้นอยู่กับการคาดหวังของพ่อแม่ด้วย ถ้าพ่อแม่คาดหวังว่าลูกจะต้องมาดูแลฉันในอนาคต แน่นอนครับว่าความกตัญญูมันจะถูกตั้งคำถาม

แต่การคาดหวังว่าลูกจะเลี้ยงดูฉันในอนาคต มันเป็นชุดความคิดหนึ่งของคนเจนเนอเรชั่นหนึ่ง เราก็ต้องหาจุดลงตัวกับคนเจนเนอเรชั่นใหม่ว่า แล้วเขาทำได้ไหมในเจอเนอเรชั่นนี้ เอาตัวเองยังไม่รอดเลย ค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ยังเท่าเดิมมาตลอดในช่วง 10 ปี เพราะฉะนั้นความคาดหวังที่พ่อแม่เคยมีมันไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน 

ปัจจุบันเราก็จะเห็นพ่อแม่หลายคนออกมาพูดว่า ฉันไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะมาเลี้ยงดูฉัน ฉันเลี้ยงดูเธอมา เธอเติบโตมามีความสุข จบหน้าที่ฉันแล้ว 

เรื่องนี้มันไม่มีจุดลงตัวที่แท้จริงหรอก ขึ้นอยู่กับการตกลงในครอบครัว ไปดูในเมืองนอกก็ได้ครับ เขาขอแค่วันคริสต์มาสมาเจอกันสักครั้งหนึ่ง ลูกที่ออกจากบ้านไปแล้ว และออกจากบ้านเร็วด้วยนะ 20 กว่าก็ออกจากบ้านไปแล้ว เรียนมหาลัยจบไม่เคยกลับบ้านเลย อย่างน้อยคริสต์มาสมากินข้าวกับครอบครัวกันครั้งนึง เขาก็ถือว่านี่คือดีสุดๆ แล้ว

แต่ของประเทศไทยเราบอกว่า ลูกจะต้องอยู่กับฉันจนกว่าเธอจะแต่งงาน ไม่ได้บอกว่าผิด แต่นี่คือค่านิยมในสังคมวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในครอบครัวคุณ ถ้าเกิดมีค่านิยมที่ตรงกันก็พูดคุยกันครับ แต่ถ้าไม่ตรงกัน คุณก็ต้องหาจุดลงตัวให้ได้ ไม่ได้แปลว่าใครผิดใครถูก เพราะว่ามันไม่มีค่ากลางบนโลกใบนี้ถูกไหมครับ 

แปลว่าถ้าลูกบอกว่า หลังจากที่หนูทำงานแล้วหนูจะไม่กลับบ้าน หนูจะย้ายออกไป มันก็คือค่านิยมของลูก ถ้าพ่อแม่มองว่าพอโตแล้วเธอได้เงิน เธอต้องโอนเงินเดือนครึ่งหนึ่งมาให้ฉัน นั่นก็เป็นค่านิยมของพ่อแม่ มันไม่ได้มีจุดใดจุดหนึ่งที่ถูกหรือผิด แค่คุณและครอบครัวคุณต้องคุยกัน แล้วหาจุดร่วมกันว่าอันไหนคือจุดที่ลงตัวที่สุด 

แต่แน่นอนว่าถ้าเราพูดในประเด็นอื่น เช่น ลูกเอาพ่อแม่ไปประจาน พ่อแม่เอาลูกไปประจาน มันก็ไม่ถูกอยู่แล้วละครับ อันนั้นคือมันไม่เกียวกับความกตัญญูหรือไม่กตัญญูแล้ว มันคือการที่คุณไม่เคารพคนอื่น คุณไม่รับรู้สิทธิของคนอื่นว่าคุณไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้ คุณมองว่าเขาเป็นคนในครอบครัว คุณก็เลยทำอย่างนั้น ซึ่งมันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่าที่คุณทำได้ 

แต่ว่าก็แน่นอน คนที่เอาออกไปประจานอาจเพราะเขาถึงจุดที่ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เขารู้สึกว่ามันไม่มีทางออกในชีวิตเขาแล้วจริงๆ มันก็เลยเกิดการที่อยากทำลาย มันไม่ใช่การจะคืนดีแล้วครับ ถ้าเกิดมีการวิพากษ์วิจารณ์กันรุนแรง คือการที่คนจะทำลายกันแล้ว ก็ต้องถามว่า แล้วครอบครัวปล่อยให้มันถึงจุดที่ครอบครัวทำลายกันเองได้ยังไงนะครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ควรโทษใคร ถ้าเกิดครอบครัวถึงจุดที่มันมีการทำลายกันเองแล้ว มันโทษใครสักคนไม่ได้แล้ว ทุกคนมีส่วนร่วมเหมือนกัน 

ในกรณีของคนที่รู้สึกว่าครอบครัวไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย รู้สึกเจ็บปวดกับการอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ การสร้าง Boundary หรือตัดขาดครอบครัว ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมไหมคะ

ทำได้หลายทางครับ ตั้งแต่การเปิดใจพูดคุยว่า หนูไม่ชอบนะที่พ่อตีหนูแบบนี้ เราคุยกันได้ไหม มันก็ผ่านการเจรจา ผ่านความเข้าใจ ผ่านความรับรู้ความรู้สึกของทุกคน อันนี้เรียกว่า Confrontation คือการเผชิญหน้ากับปัญหาเลยนะครับ แต่ในเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาไม่ได้ ปัญหาไม่ถูกแก้ กลไกการป้องกันปัญหาทางจิตของคนก็คือ สร้างเกราะป้องกัน สร้างกำแพง อาจจะสร้างกำแพงแค่ใจก่อน ยังไม่ได้สร้างกำแพงที่ตัว ก็ยังอยู่ในบ้าน แต่ว่าก็พูดกับคนอื่นน้อยลง ไม่อยากพูดคุย ไม่เปิดรับ ไม่มีอารมณ์ร่วม 

สุดท้ายป้องกันทางใจไม่พอ ก็สร้างการป้องกันทางกายขึ้นมา เราเจอคนที่หนีออกจากบ้าน ย้ายออกไป หรือบางคนก็บอกว่าทนอีกสักนิดนึงพอเรียนจบก็หนี ตัดขาดการสนทนากันเลย อันนี้คือการสร้างกำแพงทางกาย ก็แล้วแต่ว่าวิธีไหนที่มันประนีประนอมที่สุด แต่ถ้าใช้วิธีที่ประนีประนอมแล้วมันล้มเหลว เขาก็จะเลือกวิธีที่ทำให้มันห่างไกลกันมากขึ้น ยิ่งห่างไกลมากขึ้นก็แปลว่าโอกาสที่จะกลับไปก็น้อยลงด้วย เพราะว่ากำแพงมันหลายชั้น มันจะต้องพังหลายชั้นกว่าที่จะได้กลับไปครับ

ทำไมความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวถึงส่งผลกระทบกับเด็กได้มากกว่าความรุนแรงจากคนอื่นคะ

เพราะครอบครัวคือคนที่เรารักครับ ความรักมันมีหลายๆ ความรู้สึกปนกัน มันคือความรู้สึกปลอดภัย คือความรู้สึกผูกพัน คือความรู้สึกเป็นเจ้าของ เขาเรียกว่า Belonging มันเป็นหลายๆ ความรู้สึกรวมกัน 

การที่เราถูกทำลายสิ่งที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด เพราะว่าเขาคือคนที่ใกล้ตัวที่สุด มีสายเลือดเดียวกัน มันพังโลกทัศน์ของคุณไป มันพังความเชื่อมั่นของโลกใบนี้ไป 

ถ้าเกิดมีใครสักคนเดินผ่านแล้วด่าคุณอย่างรุนแรง คุณไม่เจ็บปวดเท่าไรหรอกครับ เพราะว่าคนนั้นเขาไม่เคยอยู่ในโลกของคุณ แต่ถ้าเป็นคนในครอบครัว โลกทัศน์ของคุณมองว่าคนนี้คือไอดอล สมมุติลูกชายมองว่าพ่อคือไอดอลเบอร์หนึ่ง ถ้าวันนึงไอดอลของฉันกลายเป็นคนที่ไม่ดี ทุกอย่างก็พังทลายลงนะครับ ความไว้เนื้อเชื่อใจทุกอย่างมันก็หายไป 

เขาถึงบอกว่า จุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดีคือครอบครัว ถ้าคุณโชคดีได้อยู่ในครอบครัวที่ดี มันก็ทำให้ชีวิตคุณเหมือนมีแต้มต่อนะครับ แต่ถ้าครอบครัวบางครั้งไม่เป็นแต้มต่อให้ชีวิตคุณ หลายคนก็ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

Tags:

สุขภาพจิตครอบครัวความรุนแรงในครอบครัว

Author:

illustrator

ชุติมา ซุ้นเจริญ

ลูกครึ่งมานุษยวิทยาและนิเทศศาสตร์ รักการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร พอๆ กับการเดินทางข้ามพรมแดนทุกรูปแบบ เชื่อเสมอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่นิยมแบกโลกไว้บนบ่า

Related Posts

  • Social Issues
    ‘เรื่องในบ้าน’  เกมทางเลือกที่ชวนตั้งคำถามกับเรื่องต้องห้าม มองหาสัญญาณความรุนแรงในครอบครัวก่อนสายเกินไป

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Movie
    Simone Blies Rising : นักกีฬาที่ยืนยันว่าความเจ็บปวดในจิตใจสำคัญไม่แพ้ความเจ็บปวดภายนอก

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • How to enjoy life
    อย่าให้โลกร้ายทำลายเรา: ‘Gratitude’ ขอบคุณเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    All The Bright Places: พ่อไม่รู้หรอกว่าผลลัพธ์ของการใช้กำลังวันนั้นมันแย่แค่ไหน 

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • BookDear Parents
    Toxic Parents: ยังไม่ต้องให้อภัยพ่อแม่ก็ได้ เผชิญหน้ากับความรู้สึกตัวเองก่อน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

‘ยึดมั่นกับความจริงของชีวิต อย่าไปยึดติดกับภาพลวงตา’ คาถาแก้คำสาปคนชอบเปรียบเทียบ
How to enjoy life
18 June 2026

‘ยึดมั่นกับความจริงของชีวิต อย่าไปยึดติดกับภาพลวงตา’ คาถาแก้คำสาปคนชอบเปรียบเทียบ

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะช่วยให้เราประเมินตำแหน่งของตัวเองในสังคมและใช้เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตนเองได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบในแง่ลบบ่อยเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความอิจฉา ความกดดัน ขาดความมั่นใจ และส่งผลต่อสุขภาพจิต
  • ปัญหาสำคัญคือเรามักเปรียบเทียบชีวิตจริงของตัวเองกับ ‘ภาพที่ถูกคัดเลือกมาแล้ว’ ของคนอื่น ทำให้รู้สึกว่าคนอื่นมีความสุขหรือประสบความสำเร็จกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกคนต่างก็มีปัญหา ความผิดหวัง และความทุกข์ในแบบของตัวเอง
  • วิธีลดนิสัยชอบเปรียบเทียบคือ โฟกัสเป้าหมายของตัวเอง สำรวจความรู้สึกเมื่อเริ่มเปรียบเทียบ ลดการเสพโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นความอิจฉา ชื่นชมความสำเร็จของตัวเอง และยึดมั่นกับความจริงว่าชีวิตของทุกคนไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่เห็นภายนอก.

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การเข้าสังคมทำให้เราต้องสังเกตสังกาคนอื่นๆ ในสังคมว่า พวกเขามีอะไร ขาดอะไร เป็นอะไรยังไงอยู่ ซึ่งโดยธรรมชาติก็มักทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกอยากเปรียบเทียบขึ้นมาเองอยู่แล้ว เรามักได้ยินพ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกตนกับลูกคนอื่น (ทำไมหนูถึงเรียนหรือเล่นกีฬาไม่เก่งเหมือนลูกบ้านโน้น?) หรือแม้แต่ลูกคนหนึ่งกับลูกอีกคน (ทำไมหนูถึงไม่เก่งเหมือนพี่หรือน้อง?) ทำไมลูกได้เงินเดือนน้อยกว่าเพื่อน?

เรื่องนี้บ่อยครั้งก็นำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจ การขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ความอิจฉาริษยา หรืออาการกลุ้มใจ มีความเครียดกดดันไปจนถึงป่วยเป็นซึมเศร้า 

ทำไมเราจึงฝ่าด่านเรื่องการเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ยากนัก?

งานวิจัย ‘การเปรียบเทียบเชิงสังคม (social comparison)’ ที่เป็นหมุดหมายสำคัญได้รับการตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1954 หรือกว่า 70 ปีมาแล้ว [1] ทำให้เกิดความตื่นตัวในการศึกษาทำนองนี้ขึ้นมาเป็นระยะๆ กล่าวโดยสรุปคือ ผู้คนมีเหตุผลหลากหลายมากในการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น เช่น อาจเป็นการหาลำดับชั้นของตัวเองในสังคม (เป็นคนเหนือกว่า-ด้อยกว่า เป็นคนแข็งแรงกว่า-อ่อนแอกว่า ฉลาดกว่า-โง่กว่า ฯลฯ) และมีความเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ข้อดีของการเปรียบเทียบแบบนี้ก็คือ อาจนำมาใช้ในการปรับปรุงตนเอง เป็น ‘เบนช์มาร์ค’ หรือตัวเปรียบเทียบสำคัญ เพื่อสร้างเป้าหมายในการพัฒนาความสามารถตนเอง หรือใช้ประกอบการตัดสินใจในยามที่ตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งหรือการต้องเผชิญหน้า ว่าจะ ‘ลุย’ หรือ ‘หลบ’ ดี 

แต่การเปรียบเทียบกับคนอื่นอาจมี ‘ราก’ ลึกไปกว่านั้นอีก คือฝังลึกอยู่ในสายวิวัฒนาการเลยทีเดียว เพราะพบได้ในสปีชีส์ต่างๆ อย่างกว้างขวาง ต่างกันแค่มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ เปรียบเทียบกันได้อย่างละเอียดอ่อน หยุมหยิม และสลับซับซ้อนกว่ามาก โดยทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับเรื่องการแข่งขันเพื่อให้ได้จับคู่ผสมพันธุ์สืบลูกสืบหลาน การแข่งขันเพื่อทำให้พ่อและแม่พอใจ (รวมไปถึงคนนอกครอบครัว เช่น ครูและนายจ้าง) และการแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ระหว่างกัน [2] 

ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ ความสำเร็จได้จับคู่และถ่ายทอดพันธุกรรมขึ้นกับความสำเร็จในเชิงสังคมในการแสดงบทบาทต่างๆ เช่น การดูแลพวกรุ่นลูกและการร่วมมือช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ กับสมาชิกอื่นที่เป็นพันธมิตรกันอยู่ โดยบทบาทหลักสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การแสดงความสามารถเหนือสมาชิกอื่นในกลุ่มในทางใดทางหนึ่ง [2] 

แต่จุดอ่อนสำคัญของการเปรียบเทียบที่พบได้บ่อยคือ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ชี้ว่า เรามักจะรู้สึกว่าคนอื่นมีความสุขมากกว่าเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลมีเดียที่เราเห็นคนโพสต์รูปการได้ไปเที่ยว การได้จับจ่ายโดยเฉพาะการซื้อของแพงๆ แต่อันที่จริงแล้วคนอื่นก็มีความสุขและความทุกข์ไม่ต่างจากเรามากนัก เพียงแต่คนมักชอบแสดงออกในยามมีความสุขมากกว่าและปกปิดความทุกข์มากกว่า จนเกิดเป็นภาพลวงตาแบบหนึ่ง [3]  

แรงขับให้เรารู้สึกอยากเปรียบเทียบกับคนอื่นในแง่ลบ มีได้ตั้งแต่การขาดการปฏิบัติด้วยอย่างเหมาะสมตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เช่น ไม่ได้รับการยกย่องชมเชยหรือสนับสนุนมากพอ จนกลายเป็นคนมีความมั่นใจหรือภาคภูมิใจในตัวเองต่ำติดมาถึงในตอนเป็นผู้ใหญ่ อีกปัจจัยสำคัญคือ ภาวะความยากลำบากเฉพาะหน้าซึ่งคอยกดดันเราอยู่ในตอนเป็นผู้ใหญ่ เช่น การตกงานหรือได้งานที่รู้สึกไม่เหมาะกับตัวเอง หรือต้องทำงานอย่างมีความทุกข์ 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ความรู้สึกถูกเปรียบเทียบพุ่งทะยานได้มาก และวิธีการแก้ไขที่ฟังดูง่ายๆ คือ ต้องพยายามลดละเลิกการเปรียบตัวเองกับคนอื่น ก็ดูจะทำได้ยากเหลือเกิน [4] 

โรส กู๊ดแมน นักเขียนของนิตยสาร Psychology Now ทำเช็กลิสต์ไว้ให้ เผื่อลองเช็กดูว่าคุณชอบเปรียบเทียบตัวเองในแง่ลบกับคนอื่นมากน้อยเพียงใด [4] ลองทำดูได้ครับ 

[ ] หากมีใครประสบความสำเร็จอะไรในเรื่องที่ฉันพยายามอยู่ ฉันรู้สึกตัวว่าล้มเหลว

[ ] ฉันใช้เฟซบุ๊กเพื่อดูว่าบรรดาเพื่อนเก่ามีความสุขหรือความสำเร็จมากกว่าฉันหรือไม่

[ ] ฉันสวม “หน้ากากคนกล้า” และไม่ค่อยชอบแบ่งปันเรื่องปัญหาตัวเองให้ใครรู้

[ ] ฉันรู้สึกว่าทุกคนกำลังมีความสุขมากกว่าฉัน

[ ] ฉันมักชอบเปรียบเทียบรูปร่างและความดึงดูดใจของฉันกับผู้หญิง/ผู้ชายคนอื่น

[ ] เวลาเห็นคนอื่นมีสิ่งที่ฉันอยากได้ ฉันจะรู้สึกอิจฉาและเศร้าใจ

[ ] ชีวิตของฉันเป็นกิจวัตรที่ซ้ำซากและไม่น่าตื่นเต้น

หากคำตอบส่วนใหญ่คือ ‘ใช่’ ฉันเป็นแบบนี้ ก็เป็นไปได้ว่าคุณ ‘ต้องคำสาป’ นิสัยชอบเปรียบเทียบเข้าแล้วละครับ ยิ่งตอบว่าใช่มากเท่าไหร่ ดูท่าคำสาปก็จะรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น 

ถ้าจะหลุดออกจากคำสาปนี้ ต้องทำอย่างไร? คำแนะนำจากคุณโรส กู๊ดแมน คือ 

เรื่องแรกคือ ตั้งเป้าหมายของตัวเองและตระหนักเสมอว่า เราจะไปให้ถึงจุดหมายด้วยความพยายามและจังหวะเวลาของเราเอง ไม่เอาใจวอกแวกไปสนใจสิ่งที่คนอื่นทำหรือได้รับ ซึ่งจะทำให้เราไขว้เขวไปจากเป้าหมายของเราเอง

ข้อต่อไป หากเกิดการเปรียบเทียบขึ้นในหัวเมื่อใด ให้ลองถามตัวเองว่า “ฉันรู้สึกยังไงอยู่?” และ “ความรู้สึกนี้มาจากไหน?” จะพบเองว่าปฏิกิริยาทำนองนี้แทบทั้งหมด มาจากความกลัวและการขาดความภาคภูมิใจในตัวเองแทบทั้งสิ้น 

ต่อไปคือ ให้ลองตั้งเป้าหมายว่าเราจะมีตัวตนจริงๆ และตัวตน ‘บนออนไลน์’ ที่เหมือนกัน เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะการมีตัวตนที่ควบคุมได้ ทำให้เราไม่อยากเป็น ‘ก๊อปปี้’ คนอื่น จึงไม่ต้องการสิ่งของหรือไม่จำเป็นต้องมีนิสัย ความชอบ หรือกิจวัตรเหมือนใครทั้งนั้น  

หากจำเป็นก็เลิกเป็นสมาชิกหรือเลิกใช้โซเชียลมีเดียบางแอปได้ หรืออย่างน้อยก็เลิกนิสัยการเข้าไป ‘สอดแนม’ เพื่อนฝูงหรือเพื่อนร่วมงาน วิธีนี้ก็จะทำให้ลดละเลิกโอกาสที่จะกระตุ้นให้เกิดความอยากเปรียบเทียบได้ เมื่อทำเช่นนี้จนเป็นนิสัยแล้ว เราก็จะอยากเปรียบเทียบกับคนอื่นน้อยลงเอง

ข้อต่อไปคือ ต้องหมั่นให้กำลังใจและยกย่องชมเชยความสำเร็จของตัวเอง บางคนอาจจะรู้สึกว่าการ ‘อวยตัวเอง’ เป็นนิสัยที่ไม่ควรทำ แต่การอวยตัวเองแบบไม่ออกสื่อไม่ได้มีผลเสียอะไรทำนองนั้น กลับจะสร้างความภาคภูมิใจ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและจักรวาลได้ โดยเฉพาะเมื่อได้ทำบางอย่างเพื่อคนอื่น ซึ่งจะทำให้ตัวตนเบาบางลงและเป็นหนึ่งกับสังคมรอบตัวมากยิ่งขึ้น 

ข้อสุดท้าย ยึดมั่นกับความจริงของชีวิต อย่าไปยึดติดกับภาพลวงตา เมื่อใดที่เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จในเรื่องใด แทนที่จะรู้สึกอิจฉาริษยา ให้รู้สึกยินดีด้วยไปกับพวกเขา แต่ก็รับรู้ความจริงไปพร้อมๆ กันด้วยว่า ภาพที่เห็น ความจริงที่เห็น เป็นเพียง ‘ส่วนหนึ่ง’ ของชีวิตคนเหล่านั้น เพราะพวกเขาก็ยังมีความทุกข์ยากลำบาก…ไม่ต่างจากเรานั่นเอง 

การฝึกนิสัยไม่เปรียบเทียบกับใคร หรือหากจะเปรียบเทียบก็เป็นการเปรียบเทียบเพื่อดึงเอามาใช้ประโยชน์ในด้านดี มีส่วนสำคัญสำหรับการมีความสุขในทุกช่วงวัยของชีวิต   

เอกสารอ้างอิง

[1] Festinger, L. (1954). A theory of social comparison processes. Human Relations, 7, 117-140.

[2] Paul Gilbert, John Price and Steven Allan. (1995) Social Comparison, Social Attractiveness and Evolution: How Might They be Related? New Ideas in Psychol. Vol. 13, No. 2, pp.149-165 

[3] https://www.sfgate.com/health/article/stanford-study-concludes-peers-not-really-happier-3668221.php เข้าถึงข้อมูลวันที่ 11 มิถุนายน 2569 

[4] Rose Goodman. (2023) Beat the Curse of Comparison. Psychology Now, Vol. 6, pp. 38-40 

Tags:

มนุษย์การเปรียบเทียบเป้าหมายชีวิต

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Playground
    Hoppers: โลกไม่ได้ต้องการ ฮีโร่ แต่ต้องการมนุษย์ที่มี Empathy

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    เมตามอร์โฟซิส: เมื่อความเป็นคนถูกทำหล่นหาย จนกลายเป็น…

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • How to enjoy life
    ทำไมบางคนจึง ‘หิวแสง’ เพราะป่วย หรือปมในใจ?

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Green Book: มิตรภาพบนความต่าง คือบทสนทนาของหัวใจที่เปิดกว้างละวางอคติ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Cover
    Book
    The Wild Robot: ชีวิตที่ลิขิตเอง ไม่ต้องรอโปรแกรมคำสั่ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

Why we talk? ทำไมเราควร ‘คุย’ กับมนุษย์ด้วยกัน EP.1 ‘Small talk’ บทสนทนาสั้นๆ ที่ถักทอความสัมพันธ์ในโลกอันโดดเดี่ยว
Relationship
15 June 2026

Why we talk? ทำไมเราควร ‘คุย’ กับมนุษย์ด้วยกัน EP.1 ‘Small talk’ บทสนทนาสั้นๆ ที่ถักทอความสัมพันธ์ในโลกอันโดดเดี่ยว

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ พิมพ์พาพ์

  • การพูดคุย คือผลลัพธ์จากกระบวนการวิวัฒนาการที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยมีมา ทำให้เราสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรม’ ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนทิศทางของสังคม และทำให้เราสามารถสร้างโลกแห่งนามธรรม
  • Small Talk หรือ การพูดคุยสัพเพเหระ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงนี้ คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ ยังไม่หลุดจากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ในวันที่เทคโนโลยีทำให้แต่ละคนถูกตัดขาดจากกัน และอยู่โดดเดี่ยวลำพังมากขึ้น
  • จัสติน คูปแลนด์ (Justine Coupland) นักภาษาศาสตร์ และนักวิจัยด้านจิตวิทยา เผยว่า Small Talk คือกลไกสำคัญทางสังคม ที่ช่วยให้เราติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้ราบรื่นขึ้น ได้รับการยอมรับเป็นสากลร่วมกันว่า คือมารยาทขั้นพื้นฐาน และเป็นเหมือนประตูที่เปิดไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ในระดับลึกซึ้งมากขึ้น

‘มนุษย์’ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียว ที่สามารถสื่อสาร-แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ นั่นคือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่เราทราบกันมานานแล้ว สัตว์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น นก หมา แมว ช้าง โลมา วาฬ หรือกระทั่งมด และผึ้ง ล้วนสามารถติดต่อสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ ไม่ว่าจะด้วยการส่งเสียงร้อง เห่าหอน ปล่อยคลื่นเสียงความถี่ต่ำ ตลอดจนการใช้อากัปกิริยาท่าทางต่างๆ เพื่อส่งต่อข้อมูลสำคัญในการดำรงชีวิต เช่น พบเจอแหล่งอาหารแล้ว ระวังสัตว์นักล่ากำลังใกล้เข้ามา หรือแม้แต่เชื้อเชิญอีกฝ่ายให้มาร่วมหอลงโรงสร้างครอบครัวด้วยกัน

แต่ถึงกระนั้น มนุษย์ ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลก ที่สามารถพัฒนาและใช้งานสิ่งที่เหนือกว่าการติดต่อสื่อสารธรรมดา นั่นคือ ‘การสนทนา’ หรือ ‘การพูดคุยโดยใช้ภาษา’

การสนทนา หรือการพูดคุยโดยใช้ภาษา มีความสลับซับซ้อนมากกว่าการเปล่งเสียงทั่วๆ ไปของสัตว์ เพราะการพูดคุย ไม่เพียงทำให้เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ยังยกระดับไปถึงการทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่ว่าจะเป็น การบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก การสร้างความเชื่อทางศาสนาร่วมกัน การกำหนดจริยธรรมเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยในสังคม รวมถึงความเชื่อมั่นศรัทธาในบางสิ่งบางอย่าง เช่น เงินตรา ว่ามีมูลค่าที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของอย่างอื่นได้จริง

จุดเริ่มต้นของการพูดคุย ต้องนับย้อนไปเมื่อราว 100,000 ถึง 200,000 ปีแล้ว เมื่อบรรพบุรุษของมนุษย์ มีวิวัฒนาการทางสมองที่ซับซ้อนมากขึ้น ควบคู่กับวิวัฒนาการของกลุ่มอวัยวะที่สร้างเสียง ไม่ว่าจะเป็นกล่องเสียงหรือเส้นเสียง ซึ่งทำให้เราสามารถเปล่งเสียงที่มีระดับความแตกต่างมากขึ้น ขณะที่ความซับซ้อนในโครงสร้างสมอง ก็ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจสิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงได้ ไม่ว่าจะเป็น นามธรรม หรือสัญลักษณ์แทนความหมายต่างๆ

ไม่ใช่เรื่องเกินเลยหากจะบอกว่า การพูดคุย คือผลลัพธ์จากกระบวนการวิวัฒนาการที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยมีมา เพราะการพูดคุยนี้เอง ที่ทำให้เราสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรม’ ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนทิศทางของสังคม และทำให้เราสามารถสร้างโลกแห่งนามธรรม ซึ่งทรงพลังไม่แพ้โลกทางกายภาพที่จับต้องได้ 

การพูดคุย สามารถแบ่งได้มากมายหลายประเภท ตั้งแต่ การพูดคุยไร้สาระ เช่น การนินทา ไปจนถึงการพูดคุยที่เปี่ยมด้วยสาระ เช่น การประชุมระดมสมอง การเทศนาสั่งสอน และการกล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจ

ถึงกระนั้น หากเรานับเฉพาะการพูดคุยที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน น่าจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 

  1. Small Talk หรือ การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งบางครั้งอาจเรียกว่า การคุยเรื่องสัพเพเหระ หรือการพูดคุยตามมรรยาท 
  2. Deep Talk หรือ การพูดคุยในหัวข้อที่ลึกซึ้ง จริงจัง และในบางครั้งอาจเรียกว่า Emotional Talk หรือการพูดคุยในเชิงอารมณ์ และ 
  3. Intellectual Talk หรือ Intelligent Conversation แปลได้ว่า การสนทนาในเชิงปัญญา ซึ่งช่วยพัฒนาระดับสติปัญญา รวมถึงทำให้เราเข้าใจปัญหาหลายๆ เรื่องได้ดีขึ้น

ในบทความนี้ อยากจะชวนคุย (ชวนอ่าน) โดยเริ่มจาก Small Talk กันก่อน

Small Talk หรือ การพูดคุยสัพเพเหระ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงนี้ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตโดดเดี่ยวลำพังมากขึ้น เทคโนโลยีหลายๆ อย่างที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันสั่งอาหาร การทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ หรือแม้กระทั่งร้านซักรีดแบบหยอดเหรียญ ทว่า กลับทำให้คนเปลี่ยวเหงามากขึ้น เพราะในอีกทางหนึ่ง ความสะดวกสบายเหล่านี้ ทำให้การมีปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างการเข้าไปกินข้าวในร้านข้าวแกง การฝากเงินในธนาคาร หรือ การใช้บริการประเภทอื่นๆ สูญหายไป

เมื่อโลกที่เคยถูกเชื่อมโยงด้วยผู้คน เริ่มถูกแทนที่ด้วยการเชื่อมโยงด้วยอินเทอร์เน็ต กลุ่มคนรุ่นที่เกิดมาในโลกยุคใหม่นี้ ดูจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคย หรือแม้แต่มีปัญหากับการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ หรือ Small Talk มากที่สุด

ผลการสำรวจที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ New York Post เมื่อปี 2025 ระบุว่า 74 % ของพนักงานที่ถูกสำรวจ ยอมรับว่า พวกเขามีปัญหากับการต้องพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนร่วมงาน ที่บังเอิญเจอกันในลิฟต์ หรือในห้องน้ำ และในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen-Z

นอกจากนี้ พนักงานที่มีอายุน้อยเกือบครึ่งหนึ่ง ระบุว่า การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ เป็นเรื่องยุ่งยากพอๆ กับการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเลยทีเดียว และกว่าครึ่งหนึ่ง ยอมรับว่าพวกเขาจะสบายใจกว่า หากจะใช้วิธีคุยกันออนไลน์ แม้ว่าตัวจริงจะนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน

ในความคิดของคนที่ไม่คุ้นเคยกับ Small Talk มักจะมองว่า การคุยกันเพื่อลดทอนความอึดอัดเมื่อต้องอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า หรือเพื่อนที่ไม่สนิท เป็นเรื่องไร้ความหมาย ที่สามารถตัดทิ้งไปจากชีวิตประจำวันได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Small Talk มีประโยชน์ในทางจิตวิทยามากกว่าที่หลายคนคิดไว้

จัสติน คูปแลนด์ (Justine Coupland) นักภาษาศาสตร์ และนักวิจัยด้านจิตวิทยา เผยว่า Small Talk คือกลไกสำคัญทางสังคม ที่ช่วยให้เราประสานงาน หรือติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างราบรื่นขึ้น รวมถึงลดท่าทีที่อาจถูกมองว่าไม่เป็นมิตรได้ด้วย

แม้ว่าในแต่ละวัฒนธรรม จะมีค่านิยม หรือจารีตทางสังคมที่แตกต่างกัน แต่การพูดคุย Small Talk ก็ได้รับการยอมรับเป็นสากลร่วมกันว่า คือมารยาทขั้นพื้นฐาน และเป็นเหมือนประตูที่เปิดไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ในระดับลึกซึ้งมากขึ้น

ศาสตราจารย์ อาซิฟ กาซานฟาร์ (Asif Ghazanfar) กล่าวว่า Small Talk ไม่ใช่ด้านตรงข้ามของการสนทนาอย่างมีสาระ การคุยเรื่องสัพเพเหระก่อนการประชุม ไม่ได้ทำลายเป้าหมายของการพูดคุยอย่างมีสาระ ตรงกันข้าม Small Talk เป็นเหมือนการทำความคุ้นเคย และสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะคุยกันในเรื่องที่มีสาระหนักๆ

ขณะเดียวกัน มีการวิจัยที่จัดทำโดยนักจิตวิทยาวอเมริกัน นิโคลาส เอพลีย์ (Nicholas Epley) และจูเลียนา ชโรเดอร์ (Juliana Schroeder) ด้วยการแบ่งผู้โดยสารบนรถไฟและรถบัสในชิคาโก ออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก จะพูดคุยกับคนแปลกหน้าระหว่างเดินทาง ส่วนกลุ่มที่ 2 จะอยู่เงียบๆ ตามลำพัง

ผลการวิจัยพบว่า ผู้โดยสารกลุ่มที่ได้พูดคุยกับคนแปลกหน้า ส่วนใหญ่ตอบว่า พวกเขามีความสุขกับการเดินทาง ตรงข้ามกับผู้โดยสารกลุ่มที่อยู่เงียบๆตามลำพัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับสิ่งที่นักวิจัยคาดคิดไว้ เพราะก่อนการทดลอง พวกเขาประเมินว่า การอยู่ลำพังคนเดียว น่าจะให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ มากกว่าต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า

นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยอีกหลายชิ้นที่ชี้ว่า การพูดคุย Small Talk กับคนแปลกหน้า ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกดี ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีบุคลิกภาพแบบ Extrovert หรือ Introvert ซึ่งค่อนข้างตรงข้ามกับความเชื่อก่อนหน้านี้ที่ว่า กลุ่ม Introvert มักจะไม่สบายใจ หรือถึงขั้นไม่มีความสุข หากต้องพูดคุยกับคนที่ไม่สนิท

งานวิจัยและข้อมูลใหม่ๆ เหล่านี้ ทำให้นักจิตวิทยาเชื่อว่า การพูดคุย Small Talk ไม่ว่าจะเป็นการพูดเล่นกับบาริสต้าระหว่างสั่งกาแฟ การทักถามสภาพลมฟ้าอากาศกับคนแปลกหน้า หรือการเอ่ยปากชมรสชาติอาหารกับแม่ค้าร้านข้าวแกง เป็นเหมือนการสร้างและกระตุ้นความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังทำให้คนๆ นั้น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในโลกที่รีบเร่ง เคร่งเครียด และเปล่าเหงา

หรืออาจพูดได้ว่า Small Talk คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ ยังไม่หลุดจากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ในวันที่เทคโนโลยีทำให้แต่ละคนถูกตัดขาดจากกัน และอยู่โดดเดี่ยวลำพังมากขึ้น

อ้างอิง

1. Why we speak : https://www.psychologytoday.com/us/blog/common-sense-science/202504/why-we-speak

2. The power of small talk : https://allaboutpsychology.substack.com/p/the-power-of-small-talk

3. From small talk to deep talk : https://www.biripublishing.com/blogs/relationships-pathway/from-small-talk-to-deep-talk-building-meaningful-relationships-in-daily-life?srsltid=AfmBOorcSD0spLyz-LvGD85LCF8CNNleMRevzIDqMFwXuZwR-v0R30MQ

4. The important of intelligent conversation : https://www.teachingtimes.com/intelligentconversation/

5. Gen Z is killing office small talk : https://nypost.com/2025/01/14/lifestyle/gen-z-is-killing-office-small-talk-with-74-of-employees-struggling-to-speak-to-coworkers/

6. Why it’s good to talk : https://www.inertiacounsellingservices.co.uk/2025/10/22/why-its-good-to-talk-the-healing-power-of-speaking-out/

7. 18 deep conversation starters therapists swear by : https://www.wondermind.com/article/deep-conversation-starters/

8. Getting beyond small talk : https://www.apa.org/news/press/releases/2021/09/deep-conversations-strangers

Tags:

ความสัมพันธ์การพูดคุยSmall talkการสร้างความไว้วางใจจิตวิทยา

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Alexithymia-nologo
    How to enjoy life
    พูดไม่ออก บอกไม่ถูก? เมื่อใจรู้สึก แต่ปากกลับบอกไม่ได้ว่าคืออารมณ์อะไร: Alexithymia ภาวะไร้คำให้กับอารมณ์

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Foely Friend-nologo
    Relationship
    เมื่อ ‘เพื่อนรัก’ กลายเป็น ‘เพื่อนร้าย’ แล้วเราจะก้าวผ่านความเจ็บปวดได้อย่างไร

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Curse Child Star-nologo
    Healing the trauma
    จิตวิทยาของ ‘เด็กดัง’: ทำไมดาวดวงน้อยถึงดิ่งลงเหวเมื่อพวกเขาเติบโต?

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Relationship
    ปัดจอจนเหนื่อยใจ แล้วไหนล่ะคู่ฉัน

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Relationship
    เกมของความรัก เกมที่ชนะคนเดียวไม่ได้

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Wonder: ความน่าหวาดกลัวอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา หากแต่เป็นความมืดบอดที่หัวใจไม่อาจสัมผัสถึง
Movie
13 June 2026

Wonder: ความน่าหวาดกลัวอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา หากแต่เป็นความมืดบอดที่หัวใจไม่อาจสัมผัสถึง

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Wonder เป็นภาพยนตร์อเมริกันที่สร้างจากวรรณกรรมชื่อเดียวกัน ในปี 2017 บอกเล่าเรื่องราวของ อ๊อกกี้ เด็กชายที่เกิดมาพร้อมความผิดปกติทางใบหน้าอย่างรุนแรง จนต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ ทำให้เขาไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่น
  • ในวัย 10 ขวบ อ๊อกกี้มีโอกาสไปโรงเรียนครั้งแรก ด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตา และต้องเผชิญกับการถูกบูลลี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นบททดสอบที่เขาต้องเรียนรู้และเติบโตในโลกแห่งความจริง
  • ความน่าประทับใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการไม่ยัดเยียดความทุกข์ทรมานให้อ๊อกกี้เพื่เด็อเรียกคะแนนความสงสาร แต่นำเสนอสภาพแวดล้อมทางสังคม ว่ามีความสำคัญอย่างไรในการโอบอุ้มและเยียวยาจิตใจเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ถูกมองว่าไม่ปกติ

เมื่อสองปีที่แล้ว ผมพาเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งที่มีใบหน้าผิดรูปฝั่งขวาไปทานมื้อกลางวันด้วยกันที่ร้านอาหารแถวบ้าน เชื่อไหมครับว่าทันทีที่เราสองคนเดินเข้าไปในร้าน สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมายังใบหน้าของเพื่อนผมจนเกือบจะเรียกว่า ‘เสียมารยาท’  

แม้จะไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงมวลความอึดอัดที่อบอวลอยู่รอบตัว ทั้งความตกใจของผู้คน ความหวาดกลัวของเด็กเล็ก หรือแม้กระทั่งสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาสงสารอย่างชัดเจนของบรรดาผู้สูงวัย ผมรู้สึกแย่แทนเพื่อนที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาแบบนั้น…จึงเหลือบตาไปมองเขาด้วยความเป็นห่วง 

ทว่าเขากลับไม่ได้แสดงท่าทีประหม่าหรือหลบสายตาใครเลย ตรงกันข้าม เขายังคงก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นใจด้วยท่าทีที่ดู ‘ปกติ’ สุดๆ 

อันที่จริง เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าตัวเองมักจะคิดง่ายๆ ว่า “เพื่อนคงชินและทำใจได้กับการถูกมองแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้วล่ะ” แต่พอได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Wonder จากคำแนะนำของใครบางคน มันกลับจุดชนวนความรู้สึกละอายใจขึ้นมาในส่วนลึก และทำให้ผมเข้าใจว่า มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ต้องทำตัวให้ดู ‘ปกติ’ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และในความเป็นจริง คงไม่มีมนุษย์คนไหนจะสามารถ ‘คุ้นชิน’ กับการถูกจ้องมองราวกับตนเป็นตัวประหลาดมาตลอดทั้งชีวิต 

Wonder บอกเล่าเรื่องราวของ ‘อ๊อกกี้’ เด็กชายที่เกิดมาพร้อมความผิดปกติทางใบหน้าอย่างรุนแรงจากโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยาก (กลุ่มอาการเทรเชอร์ คอลลินส์ หรือ Treacher Collins Syndrome) ตั้งแต่ลืมตาดูโลก เขาต้องใช้ชีวิตเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนร่วมกับเด็กคนอื่นๆ ได้

“ตั้งแต่นั้นผมผ่าตัดมา 27 ครั้ง เพื่อให้หายใจได้ มองเห็น ได้ยิน โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วย และบางครั้งก็ทำให้ผมดูดีขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ได้ช่วยให้ผมดูเหมือนคนปกติเลย

…ผมไม่มีวันเป็นเด็กปกติได้หรอก เด็กปกติไม่ได้ทำให้เด็กทั้งสนามเด็กเล่นวิ่งหนี เด็กปกติไม่โดนมองหน้าเวลาไปที่ไหนๆ แต่คุณจะมองผมก็ไม่เป็นไร”

ด้วยเหตุนี้ อ๊อกกี้จึงต้องเรียนหนังสือแบบ ‘โฮมสคูล’ โดยมีแม่เป็นผู้สอน จนกระทั่งอายุได้ 10 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายของเขาเริ่มคงที่และไม่มีโปรแกรมต้องผ่าตัดใหญ่ๆ อีก แม่จึงตัดสินใจส่งอ๊อกกี้เข้าโรงเรียนเป็นครั้งแรกในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อให้ลูกชายได้ก้าวออกจากเซฟโซนเพื่อไปเผชิญหน้ากับโลกแห่งความจริงภายนอก 

แม้หัวอกของผู้เป็นพ่อเป็นแม่จะรู้ดีว่า รูปลักษณ์ที่แตกต่างของลูกจะทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตา หรืออาจต้องเผชิญกับการถูกบูลลี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แม่ก็เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า อ๊อกกี้จะเรียนรู้วิธีที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในโลกที่ไม่ได้มีแต่คนใจดีได้ 

-1-

ช่วงเวลาวัยรุ่นตอนต้น ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ยากลำบากสำหรับเด็กทุกคน ทั้งจากฮอร์โมนที่พลุ่งพล่าน พฤติกรรมการทำอะไรตามๆ กันเพื่อความกลมกลืน และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน แต่สำหรับอ๊อกกี้ที่ต้องก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนครั้งแรกในชีวิต มันกลับเป็นบททดสอบที่สาหัสและท้าทายกว่านั้นหลายเท่า

ในโลกความจริง เขาไม่สามารถสวมหมวกอวกาศใบโปรดมาโรงเรียนเพื่อปิดบังใบหน้าจากสายตาของผู้คนได้อีกต่อไป และเขาก็ไม่อาจทำใจยอมรับสายตาที่จ้องมองราวกับเขาเป็นตัวประหลาดได้ โดยเฉพาะ ‘จูเลียน’ เพื่อนร่วมชั้นที่ต่อหน้าคุณครูจะสวมหน้ากากเป็นนักเรียนมารยาทงามจิตใจดี แต่ลับหลังกลับเป็นหัวโจกตัวร้ายที่คอยบูลลี่อ๊อกกี้ทุกครั้งที่มีโอกาส เด็กชายตัวน้อยจึงต้องเผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งรังแกอันโหดร้าย ที่คอยบีบรัดให้เขารู้สึกอึดอัดและสูญเสียความมั่นใจอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ทำให้ Wonder กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมในใจผม คือการที่ผู้กำกับไม่ได้ฉายเพียงภาพความทุกข์ทรมานของอ๊อกกี้จากการถูกรังแกเพื่่อเรียกคะแนนความสงสารเท่านั้น แต่ยังนำเสนอตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เราเห็นว่า ‘สภาพแวดล้อมทางสังคม’ โดยเฉพาะคนรอบข้าง มีความสำคัญอย่างไรในการโอบอุ้มและเยียวยาจิตใจเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ถูกมองว่าไม่ปกติ

-2-

สำหรับเด็กคนหนึ่ง ครอบครัวคือโลกใบแรกที่ให้ความอบอุ่นปลอดภัย ยิ่งกับอ๊อกกี้ หากไม่มีครอบครัวคอยประคับประคองใจดวงน้อยที่แสนจะเปราะบาง คงยากที่เขาจะยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง    

“ทำไมผมต้องอัปลักษณ์ด้วย พวกเขาไม่คุยกับผมด้วยซ้ำ หน้าตาประหลาดมันเป็นเรื่องใหญ่ ผมแกล้งทำเหมือนไม่เป็นไร แต่มันเป็น มันจะเป็นเรื่องใหญ่ไปตลอดเหรอ” เด็กชายหลั่งน้ำตาถามแม่ หลังกลับจากโรงเรียนวันแรก  

ในมุมของคนที่มีหลาน ผมเองก็นึกไม่ออกว่าถ้าตนเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์นั้น ผมควรจะใช้คำพูดแบบไหนหรือปลอบอ๊อกกี้อย่างไรให้เขาไม่ใจสลายบนพื้นฐานของความจริง ทว่า แม่ของอ๊อกกี้กลับเลือกที่จะยอมรับกับลูกชายอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอก็ไม่มีคำตอบให้เช่นกัน ก่อนจะปลอบโยนเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่หนักแน่นและเปี่ยมด้วยวุฒิภาวะ ราวกับกำลังให้คำปรึกษากับผู้ใหญ่ด้วยกันว่า 

“หัวใจคือแผนที่ที่บอกเส้นทางที่เราจะไปในอนาคต ส่วนหน้าตาคือแผนภาพที่บอกว่าเราเคยผ่านอะไรมาบ้าง” 

คำพูดนี้เปรียบเหมือนแสงสว่างที่ทำให้อ๊อกกี้หยุดฟูมฟาย และเริ่มเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง

อีกหนึ่งตัวละครที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ‘เวีย’ พี่สาวของอ๊อกกี้ ซึ่งเป็นตัวละครที่ผมชื่นชอบและอินยิ่งกว่าบทของแม่ด้วยซ้ำ เพราะ เวีย คือตัวแทนของลูกที่ถูกพ่อแม่ละเลย เธอมักถูกพ่อแม่มองข้ามอยู่เสมอ 

บนโต๊ะอาหาร ทุกคนพุ่งความสนใจไปยังเรื่องราวของอ๊อกกี้เพียงคนเดียว ไม่มีใครสักคนหันมาถามเวียเลยว่าวันนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะหากวันไหนอ๊อกกี้มีปัญหา พ่อกับแม่ก็พร้อมจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงทิ้งเวียไว้ลำพัง เพื่อรีบไปดูแลลูกชายที่พวกเขาคิดว่า ‘น่าสงสาร’

และ ‘เปราะบาง’ มากกว่า

“อ๊อกกี้เหมือนดวงอาทิตย์ ฉันกับพ่อแม่เหมือนดาวเคราะห์ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่ฉันรักน้อง ฉันชินแล้วกับวิถีของจักรวาล แม่บอกว่าตอนวันเกิดอายุสี่ขวบของฉัน ฉันอธิษฐานขอให้มีน้องชาย แล้วพอเขาเกิดมา เพียงครู่เดียวฉันก็รักเขาสุดหัวใจ”

ภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นว่า แม้เวียจะต้องเผชิญความโดดเดี่ยวจากการถูกพ่อแม่ละเลย แถมยังต้องเจอกับปัญหาส่วนตัวเมื่อ ‘มิแรนด้า’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวพยายามตีตัวออกห่าง แต่เวียกลับเป็นแบบอย่างของคนที่มี Empathy (ความเข้าอกเข้าใจ) คือการพยายามมองโลกผ่านสายตาและมุมมองของอ๊อกกี้ ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปที่มักเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเข้าใจผู้อื่น แต่แท้จริงแล้วมีเพียงแค่ Sympathy (ความเห็นใจ-สงสาร) ที่ตั้งอยู่บนบรรทัดฐานและการเอาความรู้สึกของตัวเองไปตัดสินคนอื่นเท่านั้น 

เวียไม่เคยตัดพ้อหรือเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ เพราะเธอรู้ดีว่าพวกท่านทุกข์ใจเรื่องน้องชายมากพอแล้ว และเธอก็ไม่เคยใช้ความน้อยใจนั้นเป็นข้ออ้างเพื่อมาระบายอารมณ์ใส่อ๊อกกี้เลย กลับกันเธอยังทำหน้าที่เป็นทั้งพี่สาวและเพื่อนแท้ที่คอยอยู่เคียงข้างน้องชายของเธอเสมอ ซึ่งเราจะเห็นผ่านหลายๆ ฉาก เช่น ฉากที่เธอเดินไปส่งน้องที่โรงเรียนวันแรก แล้วกระซิบให้กำลังใจข้างหูว่า 

“ฟังให้ดีนะ ใครจ้องก็ปล่อยเขาไป ยังไงนายก็แปลกแยก เพราะนายเกิดมาเพื่อโดดเด่น” 

รวมไปถึงฉากสำคัญที่เธอดึงสติอ๊อกกี้ที่มักจะยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล (โดยเฉพาะเวลาที่เขาจมดิ่งอยู่กับความทุกข์จากการถูกบูลลี่) เวียเตือนสติให้น้องชายตระหนักว่า เขาไม่ใช่คนเดียวบนโลกที่ต้องเผชิญกับเรื่องแย่ๆ และการเป็น ‘คนปกติ’ แท้จริงแล้วไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตที่ราบรื่นไร้อุปสรรค หากแต่คือการยอมรับความจริงให้ได้ว่า ความสุขและความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน

“สังเกตไหมว่า มิแรนด้า (เพื่อนสนิท) หายหน้าไปเลย ไม่สังเกตเหรอ แปลกเนอะ เธอไปค่ายฤดูร้อน หลังกลับมาก็ทำเมินใส่พี่ เพราะว่าโรงเรียนมันห่วย และคนเราเปลี่ยนไป ถ้านายอยากเป็นเด็กปกติก็ต้องรับเรื่องพวกนี้ให้ได้…ยังไงตอนนี้เราก็คือเพื่อนที่ดีที่สุดของกันและกันนะ”

-3-

นอกจากครอบครัวแล้ว ‘โรงเรียน’ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ก็มีส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงและชุบชูจิตใจของอ๊อกกี้ไม่แพ้กัน จริงอยู่ที่เขาต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งรังแกจากจูเลียนและกลุ่มเพื่อน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้รับมิตรภาพอันงดงามจาก ‘แจ๊ค’ และ ‘ซัมเมอร์’ ที่คอยอยู่เคียงข้าง ซึ่งนั่นทำให้อ๊อกกี้ได้เรียนรู้โลกตามความเป็นจริงว่า ในสังคมย่อมมีทั้งคนดีและคนนิสัยไม่ดีปะปนอยู่ร่วมกัน 

หากจะยกตัวอย่างของมิตรภาพในโรงเรียน แจ๊คคือคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุด เขาเป็นทั้งเพื่อนสนิทคู่หูของอ๊อกกี้และเป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งในใจที่น่าสนใจที่สุดเช่นกัน เพราะด้านหนึ่งเขาคือสมาชิกในกลุ่มของจูเลียน (หัวโจกที่ชอบบูลลี่อ๊อกกี้) แต่อีกมุมหนึ่งเขากลับปรารถนาที่จะเป็นเพื่อนกับอ๊อกกี้มากที่สุด

แจ๊คคือหนึ่งในสามของนักเรียนที่ครูทูชแมน (ครูใหญ่) ขอร้องให้มาช่วยแนะนำการใช้ชีวิตในโรงเรียนให้กับนักเรียนใหม่อย่างอ๊อกกี้ สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจในตัวแจ๊ค คือเนื้อแท้ของความเป็น ‘เด็กดี’ ในตัวเขา ซึ่งคำว่า ‘ดี’ ในที่นี้ไม่ได้วัดผลจากการเรียน แต่เป็นความงดงามในจิตใจ เพราะแม้ในตอนแรก แจ๊คปฏิเสธที่จะช่วยเหลืออ๊อกกี้  แต่พอทราบว่าอ๊อกกี้คือเด็กคนเดียวกันกับที่เขาเคยบังเอิญเจอที่ร้านไอศกรีม ซึ่งในวันนั้น น้องชายตัวน้อยของแจ๊คถึงกับร้องไห้โฮด้วยความกลัวทันทีที่เห็นหน้าอ๊อกกี้…ความทรงจำนั้นทำให้แจ๊คเปลี่ยนใจมารับหน้าที่ดูแลอ๊อกกี้ในที่สุด

“สี่เรื่องที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับอ๊อกกี้ พูลล์แมน ข้อแรกสุดคือ ถ้าเห็นหน้าเขาบ่อยๆ ก็ชิน ข้อสอง เขาหัวดีสุดๆ เขาเก่งกว่าผมทุกวิชา แถมเก่งวิทยาศาสตร์ที่สุดในโรงเรียน ข้อสาม เขานิสัยฮาใช้ได้เลย ส่วนข้อสี่ พอได้รู้จักอ๊อกกี้ ผมก็อยากเป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ จริงอยู่ว่าตอนแรกผมยอมรับว่าผมทำดีกับเขาเพราะแม่ผมขอไว้ แต่ตอนนี้ผมเองก็อยากอยู่ใกล้เขา เพราะเขาเป็นเพื่อนที่ดี ถ้าให้เด็กป.5 เรียงแถวหน้ากระดาน แล้วให้ผมเลือกว่าเป็นเพื่อนกับใครได้ ผมจะเลือกอ๊อกกี้”

ส่วนฉากที่ทำให้ผมอินและเข้าใจถึงความกดดันของแจ๊คมากที่สุด คือฉากที่เขาโดนจูเลียนคาดคั้นถามว่า ทำไมถึงต้องลดตัวไปสนิทกับอ๊อกกี้ ด้วยความเป็นเด็กและกลัวจะถูกขับออกจากกลุ่ม เขาจึงโกหกไปว่า เป็นเพราะครูทูชแมนบังคับให้ช่วยดูแลไปก่อน ก่อนทิ้งท้ายว่าตนเองรู้สึกโชคร้ายที่อ๊อกกี้เอาแต่เดินตามเขาไปไหนมาไหนไม่เลิก 

ทว่า อ๊อกกี้บังเอิญได้ยินประโยคใจร้ายนั้นเต็มสองหู เขารู้สึกใจสลายและเลือกที่จะตีตัวออกห่างจากแจ๊คทันที ตรงจุดนี้ ผู้ชมบางคนอาจจะมองว่าแจ๊คเป็นคนไม่จริงใจที่ไม่กล้าปกป้องเพื่อน หรือมองว่าเขาไม่ควรปากอย่างใจอย่าง ทั้งที่ลึกๆ ตนเองก็รู้สึกดีกับอ๊อกกี้ 

แต่ถ้ามองผ่านสายตาของผม ซึ่งเป็นเด็กที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับแจ๊ค คงต้องบอกว่า เด็กในวัยที่กำลังจะเติบโตเป็นวัยรุ่นมักให้ความสำคัญกับ ‘การเป็นที่ยอมรับ’ ของกลุ่มเพื่อนเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นการตัดสินใจแตกหักกับหัวโจกอันดับหนึ่งของรุ่นอย่างจูเลียนจึงเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าเด็กป.5 คนหนึ่งจะรับมือไหว

ไม่นาน แจ๊คก็ได้รับรู้ว่าอ๊อกกี้ผ่านมาได้ยินคำพูดหักหาญน้ำใจของเขาในวันนั้น เขาจึงยอมรับผิด และเลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง โดยตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่สนใจสายตาหรือคำนินทาของใครอีกต่อไป โดยเฉพาะจูเลียนที่แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก หลังถูกแจ๊คปฏิเสธต่อหน้าเพื่อนๆ เพื่อเลือกที่จะจับคู่ทำโครงงานวิทยาศาสตร์กับอ๊อกกี้ จูเลียนจึงปรี่เข้าไปเหน็บแนมแจ๊คด้วยคำพูดถากถางว่า 

“นี่นายอยากทำงานคู่กับไอ้ตัวประหลาดขนาดนั้นเลยเหรอ!” 

คำพูดเหยียดหยามนั้น ทำให้แจ๊คหมดความอดทนและตัดสินใจชกหน้าจูเลียนจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตในโรงเรียน ซึ่งผู้กำกับอย่าง ‘สตีเฟน ชโบสกี’ ได้หาทางออกและคลี่คลายประเด็นนี้อย่างงดงาม ผ่านจดหมายสั่งพักการเรียนที่ครูทูชแมนเขียนถึงแจ๊ค

“ถึงเด็กชายวิลล์, (นามสกุลของแจ๊ค) 

การสอนมา 20 ปีทำให้ครูรู้ว่า เรื่องทุกเรื่องไม่ได้มีแค่ด้านเดียว ครูพอจะคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดจากอะไร การชกต่อยนั้นผิด ไม่ว่าด้วยเหตุใด แต่ครูรู้ว่า เพื่อนดีๆ มีค่าควรปกป้อง ดังนั้นหลังรับโทษพักการเรียนสองวัน ทุนการศึกษาของเธอจะยังอยู่ตามเดิม ขอให้ตั้งใจเรียนเหมือนเคย และเป็นเด็กดีคนเดิมอย่างที่พวกเรารู้จักนะ 

ด้วยความจริงใจ 

ครูทูชแมน”

-4-

แบบอย่างสุดท้ายที่สร้างแรงกระเพื่อมในใจผมคือ ‘ครูบราวน์’ ครูประจำชั้นของอ๊อกกี้ ผมสังเกตว่าเขาเป็นครูที่คอยเฝ้ามองและดูแลอ๊อกกี้อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เสมอ เพราะเขามักจะปรากฏตัวได้ถูกที่ถูกเวลาในทุกสถานการณ์ จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของครูบราวน์คือ การทิ้งข้อความที่เป็นคติประจำใจในแต่ละเดือนไว้บนกระดานดำ เพื่อมอบข้อคิด สร้างแรงบันดาลใจ และชี้ทางสว่างให้กับเด็กๆ ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ถ้าต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับความเมตตา จงเลือกความเมตตา, การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเรา หรือ โชคลาภมักเข้าข้างผู้กล้า 

ยิ่งไปกว่านั้น ครูบราวน์ยังเป็นคนรวบรวมหลักฐานและร่องรอยการบูลลี่ทั้งหมดที่จูเลียนทำไว้นำไปส่งให้ครูทูชแมนพิจารณาตัดสิน ซึ่งผลลัพธ์ในมุมหนึ่งอาจทำให้ครูทูชแมนผิดหวังในตัวจูเลียน แต่อีกมุมหนึ่ง มันกลับทำให้เขารู้สึกทึ่งและชื่นชมในตัวอ๊อกกี้ ที่เด็กชายตัวน้อยคนนี้มีความเข้มแข็งทางจิตใจ ล้มแล้วลุกครั้งแล้วครั้งเล่า จนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากและมืดมนเหล่านั้นมาได้ 

ในที่สุด ครูทูชแมนจึงตัดสินใจมอบรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง ‘เหรียญเฮนรี วอร์ด บีชเชอร์’ ซึ่งเป็นรางวัลที่จะมอบให้แก่นักเรียนผู้ทำคุณงามความดี โดดเด่น หรือเป็นแบบอย่างที่ดีประจำรุ่น ให้แก่อ๊อกกี้ในพิธีจบการศึกษา 

“ปกติเหรียญนี้จะมอบแก่ผู้ที่ทำความดีเพื่อส่วนรวม แต่ผมได้อ่านที่คุณบีชเชอร์เขียนไว้ จึงรู้ว่าการทำความดี มีได้หลายรูปแบบ เขาเขียนว่า ความเป็นเลิศไม่ใช่เรื่องของผู้แข็งแกร่ง แต่เกิดจากการใช้ความเข้มแข็งให้ถูกทาง ผู้เป็นเลิศคือผู้ที่มีความเข้มแข็ง บันดาลใจผู้คนมากที่สุด ด้วยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ปีนี้ผมภาคภูมิใจเหลือเกิน ที่จะมอบเหรียญรางวัลเฮนรี วอร์ด บีชเชอร์ แก่นักเรียนผู้เปี่ยมด้วยความเข้มแข็งในจิตใจ และบันดาลใจผู้คนได้มากที่สุด บัดนี้ขอเชิญ ออกัส พูลล์แมน ขึ้นมารับรางวัลนี้ด้วย”

ส่วนตัวของอ๊อกกี้เอง ในท้ายที่สุดเขาก็ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตอันล้ำค่ามากมายเกี่ยวกับการเติบโตขึ้นเป็น ‘คนปกติ’ ในแบบที่พี่สาวของเขาเคยบอกไว้ ที่สำคัญที่สุดคือเขารู้สึกซาบซึ้งใจที่คนรอบข้างต่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประคับประคองและโอบอุ้มเขาจนมีวันนี้ได้

เรื่องราวทั้งหมดทำให้ผมนึกว่าภาษิตแอฟริกันโบราณที่กล่าวว่า ‘It takes a village to raise a child.’ หรือ ‘จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างงดงาม ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ เพราะหากขาดความร่วมแรงความร่วมใจและการเกื้อกูลจากคนรอบตัวแล้ว อ๊อกกี้ก็อาจจะเติบโตไปเป็นเพียง ‘ชายผู้อ่อนแอ’ ที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาใดๆ ไปตลอดชีวิต

“ตอนเดินขึ้นเวที ผมรู้สึกปลื้มปิติ ใจผมเต้นรัว ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้รางวัล ผมไม่ได้ระเบิดเดธสตาร์สักหน่อย ผมแค่สอบผ่านชั้นป.5 เหมือนกับทุกคนที่นี่ แต่ประเด็นอาจอยู่ตรงนี้  จริงๆ แล้วผมอาจไม่ใช่คนปกติธรรมดา ถ้าหากเรารู้ความคิดของคนอื่นก็อาจพบว่า ทุกคนไม่ธรรมดา ทุกคนคู่ควรแก่เสียงปรบมือชื่นชมสักครั้งในชีวิต เพื่อนๆ ของผมคู่ควร ครูอาจารย์ก็คู่ควร พี่สาวผมคู่ควรเพราะเธออยู่เคียงข้างผมเสมอ พ่อคู่ควรเพราะคอยทำให้เราหัวเราะได้ และแม่ผมคู่ควรที่สุดเพราะแม่ไม่เคยถอดใจกับเรื่องไหนเลย โดยเฉพาะเรื่องผม เหมือนคติข้อสุดท้ายที่ครูบราวน์สอนเราว่า 

จงมีไมตรีเพราะคนเราล้วนต้องต่อสู้ดิ้นรน 

และถ้าอยากเข้าใจคนอื่นอย่างถ่องแท้ 

เราก็เพียงแค่…เปิดตามอง”

Tags:

ภาพยนตร์เด็กWonderการบูลลี่

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Movie
    Win or Lose: ‘ลูกไม่ต้องเป็นคนเก่งที่สุด แค่ลูกทำมันให้ดีที่สุด’ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่คือชนะใจตัวเองในแต่ละวัน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Movie
    Instant family: ได้โปรดให้เวลาพวกเราหน่อยนะ 

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Stand By Me: เด็กทุกคนล้วนเคยเจ็บปวดเพราะผู้ใหญ่ ขอแค่ใครสักคนที่เชื่อมั่น ความฝันย่อมไม่ดับสลาย

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Matilda The Musical: เมื่อโลกไม่เข้าข้าง เราต้องยืนหยัดเพื่อตัวเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้): คงจะดีกว่านี้ถ้าพ่อพูดอะไรที่คำนึงถึงความรู้สึกเราบ้าง

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

เอาใจให้รอดในโลกวุ่นวาย ด้วยการตระหนักรู้ในตนเอง และฝึกเป็นผู้สังเกตการณ์: รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ
Life classroom
6 June 2026

เอาใจให้รอดในโลกวุ่นวาย ด้วยการตระหนักรู้ในตนเอง และฝึกเป็นผู้สังเกตการณ์: รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ

เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • ความเครียดไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์โดยตรง แต่เกิดจากการตีความและปฏิกิริยาภายในของเรา เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง การฝึกตระหนักรู้ตนเอง (Self-Awareness) ช่วยให้ยอมรับความจริง ปล่อยวางอดีต และกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่ทำได้ในปัจจุบัน
  • รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ ผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า การเป็น ‘ผู้สังเกตการณ์’ (Observer) คือการถอยออกมามองความคิดและอารมณ์ของตนเองอย่างมีสติ ทำให้เกิดช่องว่าง ระหว่างตัวเรากับสิ่งที่มากระทบใจ ช่วยลดการตอบสนองแบบอัตโนมัติ และเปิดโอกาสให้เลือกวิธีรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
  • สติและการสังเกตใจอย่างสม่ำเสมอช่วยให้หลุดพ้นจากการถูกครอบงำด้วยอารมณ์และเสียงลบในหัว เมื่อเข้าใจว่าอารมณ์ต่างๆ เกิดจากเหตุปัจจัย อยู่ชั่วคราว และไม่ใช่ตัวตนของเรา จะเกิดปัญญา วางใจได้มากขึ้น และใช้ชีวิตโดยไม่แบกความคาดหวังของคนอื่นจนเกินไป

อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว…ดีเสมอ

ประโยคนี้ไม่ใช่การหลอกตัวเองเพื่อหลีกหนีจากโลกความจริง แต่เป็นการเลือกที่จะมอง ยอมรับความจริงที่ว่า เราไม่สามารถหมุนเข็มนาฬิกา เพื่อย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นแล้วได้ การบอกตัวเองว่า “มันดีแล้วที่เกิดขึ้น” ช่วยให้เราหยุดดิ้นรนกับอดีต ปล่อยวางความเสียดาย ความ ‘รู้งี้’ ต่างๆ ลง และเอาพลังงานมาอยู่กับปัจจุบันขณะเพื่อเดินหน้าต่อไป  

ความผิดหวัง ความทุกข์ ความเครียด จากปรากฏการณ์ทางสังคม เรื่องราวไม่คาดฝันที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต อาจไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เรา ‘หยุด’ แล้วกลับมา ‘เห็น’ ความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า ด้วยการฝึกการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) และ การเป็นผู้สังเกตการณ์ (Observer)

“เวลาเราฝึกตระหนักรู้เราก็จะเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่ายๆ เข้าใจว่าเรื่องราวมันมาจากเหตุปัจจัยอะไร อะไรที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ มันเกิดขึ้นแล้ว วางใจ แล้วทำอะไรได้บ้างก็ทำ แล้วเราจะทำแบบมีความสุข แต่ถ้าเรามัวแต่ อะไรวะ อิหยังวะ มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง? อันนี้มันวุ่นวายเลยครับ” 

รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ ผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พูดใน Chat Talk Live EP.5 หัวข้อ ‘ผ่าตัดความเครียด’ ถึงการตระหนักรู้ในตนเอง ต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือเหตุการณ์ที่กระทบใจเรา จนเป็นทุกข์ เราต้องฝึกเป็นผู้สังเกต ตระหนักรู้ และปรับตัวอยู่ร่วมกับ ‘ความเครียด’ ให้ได้

ผ่าตัดความเครียดของคนในยุคปัจจุบัน 

รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ อธิบายที่มาของความเครียดของคนในยุคปัจจุบันว่า เกิดจากเหตุการณ์, ปรากฏการณ์ ที่ไม่เป็นอย่างที่คิด 

“คนเราเจอความเครียดกันอยู่แล้ว แต่สาเหตุสุดท้ายก็คือ เกิดจากในหัวเราครับ เหตุการณ์ที่ทำให้เราเครียด จะเหตุการณ์ภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม หรือข่าวคราวต่างๆ ในแง่การเมือง ในแง่อุบัติเหตุ โรคระบาด ความเครียดจากการทำงาน ความผิดหวัง เสียใจกับความสัมพันธ์ ระหว่างเพื่อน คนในครอบครัว คนรัก หรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด ไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวัง มันก็ก่อให้เกิดความเครียด สังเกตว่าต้องมีคำว่า “ไม่เป็นอย่างที่คิด” “ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง” “ได้เจอในสิ่งที่ไม่อยากเจอ หรือไม่ได้ในสิ่งที่อยากได้” ก็คือจะต้องมีปรากฎการณ์ มีสภาวะ กับมีคนอยาก ไม่อยาก ชอบ ไม่ชอบ 

เพราะฉะนั้นลำพังเหตุการณ์ สถานการณ์ต่างๆ มันไม่ได้ทำให้ใครเครียด แต่ความเครียดมักจะเกิดขึ้นจากใครคนนั้นมีมุมมอง มีปฎิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร อันนี้ก็จะมีผลต่อความเครียด จนกระทั่งเกิดความทุกข์ มันจะมาจากปฏิกิริยาภายใน 

ผมเน้นว่าความเครียดที่สำคัญคือ ท่าทีมุมมอง ปฏิกิริยาภายในต่อสิ่งที่มากระทบใจเรานะครับ กระทบใจอาจจะกระทบผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่สุดท้ายก็ลงมาที่ใจ เกิดความชอบ ไม่ชอบ นั่นคือที่มาสำคัญของความเครียด”

“จะไม่ได้พูดว่าความเครียดเกิดจากอกหัก เสียใจ ลำพังอกหัก เสียใจ ตกงาน ลำพังแค่เหตุการณ์ มันไม่ได้ก่อให้เกิดสภาวะของปัญหาโดยตัวมันเองทันที บางคนวางใจได้เร็ว บางคนมูฟออนได้เร็ว ล้มแล้วก็ลุกเร็ว เพราะว่าไม่ตั้งคำถามเยอะ เข้าใจว่านี่คือชีวิต”

เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเรียนรู้ข้างใน เพื่อให้เรามีความสามารถในการจัดการตนเอง เมื่อมีเรื่องราวไม่คาดคิดเหล่านี้เกิดขึ้น 

ฝึกตัวเองเป็นผู้สังเกตการณ์ (Observer)

เมื่อเราถอยตัวเองออกมามองภาพรวมในมุมกว้าง ทบทวนความรู้สึกนึกคิดต่อปรากฏการณ์ ต่อเหตุการณ์ตรงหน้าที่กำลังคุกรุ่น หรือตึงเครียด เป็น ‘ผู้สังเกตการณ์ (Observer)’ จะทำให้เราค้นพบทางออกใหม่ๆ ที่ได้ผลดีกว่าเดิม 

“อย่างที่บอกว่า ลำพังตัวเหตุการณ์มันไม่ได้มีปัญหาอะไรโดยตัวมันเอง แต่มันเป็นประเด็นขึ้นมาด้วยท่าทีของเรา ถ้าเราเกลียดเรื่องนี้มากๆ เราบาดเจ็บ เรามีบาดแผลเรื่องนี้ เราเจอเรื่องนี้เราก็จะรู้สึกว่าเราบาดเจ็บใช่ไหมครับ มันเป็นความเคยชิน มันเป็นแบบแผนของการดำเนินชีวิต 

เพราะฉะนั้นอันดับแรก การที่เราเป็นผู้สังเกตมันจะทำให้เราเห็นเหตุการณ์ แล้วมันเกิดช่องว่าง ช่องว่างก็คือ อ๋อ…เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้น ความคิดนี้ ความรู้สึกนี้กำลังเกิดขึ้น มันเกิดช่องว่างแล้วเลือกได้ว่าเราจะทำยังไง จะไหลอย่างเดิม จะคร่ำครวญ หรือจะปล่อยมันไป แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ฝึกสังเกต เราก็รู้สึกว่าแย่จังทำไมถึงเป็นแบบนี้”

“ความขุ่นหรือว่าปฏิกิริยาภายในเวลาเรารับรู้ เหมือนกับเวลาเราจับของร้อน เราเป็นคนรู้ว่ามันร้อน แต่ลำพังของร้อนถ้าเราไม่จับมันก็ไม่ร้อน…ถูกไหม คำว่า ‘ร้อน’ เนี่ย มันต้องมีเราเข้าไปเกี่ยวข้องมันถึงจะมีความหมาย

เพราะฉะนั้นการเป็นผู้สังเกตจะทำให้เราเริ่มที่จะมีช่องว่างระหว่างเรากับสิ่งที่มาเร้าเรา สิ่งที่มากระทบเรา ช่องว่างอันนี้ทำให้เราชะลอได้ รอได้ วางใจได้ เอาไว้ก่อน ใจเย็นๆ นอนพักก่อน เดี๋ยวค่อยคุยกัน เพราะว่าที่ผ่านมาพยายามจะคุยกัน แล้วมันเป็นเรื่องทุกครั้ง หรือพยายามทำแล้วมันไม่มีทางออก มันมีแต่ความปั่นป่วน

แต่ถ้าเราเริ่มมีช่องว่าง แบบแผนเดิมที่เราเคยทำๆ ก็จะถูกยับยั้ง ถูกปล่อย ถูกเบรกโดยตัวเราเอง เราไม่เอาดีกว่า ถ้าเราหลงเข้าไปทางนี้แล้วมีปัญหา คร่ำครวญ แล้วเราก็ไม่มีคำตอบ มันถึงจะเกิดทางเลือกใหม่ 

ถ้าเราไม่เป็นผู้สังเกต เราจะถูกอัตโนมัติทางเลือกเก่า Auto-pilot Mode ที่เราได้ยินปุ๊บ เราสวน เราหนี เรา Protect เราปกป้อง เราสร้างเกราะกำบัง ท่าทีของการใช้ชีวิต มันเริ่มเป็นท่าทีของการปกป้อง มันเป็นท่าทีของการระแวดระวัง มันก็เหนื่อยนะครับ” 

การสังเกตจึงถือเป็นจุดสตาร์ตที่สำคัญ อีกทั้ง รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ยังแนะนำว่า หากใครสนใจทางพุทธศาสนา สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ เราต้องมี ‘สติปัฏฐาน’ ประกอบด้วยฐาน 4 ประการ ได้แก่ กายานุปัสสนา (การมีสติระลึกรู้ความเป็นไปของร่างกาย), เวทนานุปัสสนา (การมีสติรู้เท่าทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น), จิตตานุปัสสนา (การมีสติเฝ้าดูและสังเกตสภาพจิตใจในขณะนั้น) และ ธัมมานุปัสสนา (การมีสติกำหนดรู้ความคิด อารมณ์ที่เข้ามาปรุงแต่งจิต) 

“สติปัฏฐาน เป็นไปเพื่อการเกิดผู้รู้ เกิดญาณ รู้กายในความเป็นกาย เวทนาโดยเวทนา จิตเป็นจิต ธรรมเป็นธรรม คือสภาวะทุกอย่างเห็นโดยความเป็นมัน เป็นปรากฏการณ์ แบบนี้ครับ ถึงจะเริ่มเลือกได้ เลือกที่จะปล่อยวางได้ เลือกที่จะช่างมันเถอะ เลือกที่จะบอกกับตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เหมือนกับที่เราบอกเพื่อน บอกคนอื่น ถ้าไม่สังเกต เวลาของขึ้น เวลาอารมณ์มาก็ไปตกร่องแบบเดิม ก็ไม่สามารถที่จะทำแบบที่เราพูด เราสอน เราบอกคนอื่นได้ เราจึงต้องฝึกฝนกับตัวเองก่อน”

เมื่อเราฝึกสังเกต จนรู้เท่าทันความคิด ความอ่าน ความรู้สึกที่ตัวเรามีต่อเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบใจเราแล้ว จึงค่อยๆ หลุดพ้นจากการถูกครอบงำทางจิตใจได้ ไม่ตกเป็นทาสของความโกรธ เศร้าโศก ผิดหวัง 

“เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังรู้สึกโกรธ เศร้า กังวล เราก็จะไม่ได้มานั่งเฝ้าว่าเมื่อไหร่จะหายโกรธ หายเศร้า หายกังวล เราเริ่มเดินผ่านความโกรธ ความกังวล ความๆ ทั้งหลายที่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร แล้วกลับมาใช้ชีวิตที่ต้องใช้ เช้าเรายังต้องไปทำงาน แม้จะมีปัญหาอะไรเยอะแยะ จะอกหัก เสียใจ อะไรก็ตาม แต่ยังต้องกินต้องใช้ ชีวิตยังต้องเดินไป ร่างกายยังต้องการอาหาร เราก็กลับมาดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงกับความเป็นปกติ แม้มันจะไม่ปกติเท่าไหร่ แต่ว่ามันก็พอที่จะดูแลตัวเองได้”

นอกจากนี้ ในการฝึกฝนการสังเกตปรากฏการณ์ รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ยังแนะนำวิธีเบื้องต้นว่า “ลองใช้เวลานั่งว่างๆ สัก 3-5 นาที เพื่อจะดูความเป็นไปภายใน โลกภายในของเรา ขณะที่เรานั่งมีความคิดอะไรผุดขึ้นมา มีความเหนื่อยผุดขึ้น มีความเบื่อ มีความไม่อยาก ความลังเล สงสัย สังเกตเข้าไป อ๋อ…นี่ไงมันอยากได้ เห็นอะไรก็เป็นมัน เป็นปรากฏการณ์ ท่าทีของการเป็นผู้สังเกตก็มั่นคงขึ้น ก็เรียกว่าคนมีสมาธิ คือมีจิตใจตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งเร้าทางใจ ซึ่งสิ่งเร้าเราทำอะไรกับมันไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ จะตอบสนองยังไง”

สติเท่านั้นที่จะเอาชนะเสียงลบๆ ในหัว 

รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ อธิบายว่า ก่อนหน้าที่เรายังไม่ได้ฝึกฝนการเป็นผู้สังเกตการณ์ เรามักจะพ่ายแพ้ต่อเสียงในหัวด้านลบที่คอยตั้งคำถามบั่นทอนใจเสมอๆ “ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้?” “ทำไมเราแย่จังเลย?” “รู้งี้…ทำแบบนี้ดีกว่า” เหล่านี้คือเสียงในหัวเดิมตอนที่เรายังไม่มีสติ ตอนที่เรายังไม่เป็นผู้สังเกตการณ์ แต่เมื่อเราหมั่นสังเกต เห็นถึงเสียงที่คร่ำครวญนั้น ที่ไม่เกิดประโยชน์นัก จะเกิดความเบา ความชัดเจนทางความคิด และเลือกได้ว่าจะตอบสนองอย่างไร ในตอนนั้น ‘ปัญญา’ ก็จะเกิด 

“จะมีสติได้ ก็ต้องมีปัญญาด้วย ปัญญาเบื้องต้นก็อย่างที่เราพูดๆ กันอยู่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เกิดปัญญาจากการฟัง เกิดความเข้าใจ อาจจะด้วยตรรกะ ด้วยมุมมอง ด้วยทัศนะอะไรบางอย่าง ด้วยความเข้าใจ ด้วยความคิดที่ถูกต้อง แล้วต่อไปก็ด้วยท่าทีแบบนั้น ความคิดแบบนั้น ก็ทำให้เรามาซ้อม ซ้อมที่จะวางท่าทีแบบนั้นเวลาที่เราเจอเหตุการณ์ เป็นผู้สังเกต 

เมื่อเราซ้อมเป็นผู้สังเกต ความสามารถในการเป็นผู้สังเกตโดยอัตโนมัติก็จะเกิดขึ้น อันนี้ปัญญาทำงานแล้ว คือเป็นผู้รู้ผู้สังเกต

ทีนี้เวลาเรารู้เนี่ย ใหม่ๆ ก็รู้ว่ามีความคิด ความโกรธ ความๆ ทั้งหลาย ถ้าตามสเต็ปที่ครบถ้วนมากๆ ก็คือ รู้ในความเป็นปรากฏการณ์ แล้วปรากฏการณ์เนี่ย มันมาตามเหตุตามปัจจัย ปรากฏการณ์นี้อยู่ไม่นาน ไม่ได้อยู่ถาวร ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ตัวตนของเรา การรู้จะต้องค่อยๆ รู้ครบถ้วนเป็นแพ็กเกจ ไม่ใช่รู้แค่ว่าโกรธ แต่ความโกรธนี้มันมาจากเหตุปัจจัย แล้วมันไม่ได้อยู่ถาวร แม้ว่าใจเราจะอยากให้มันไปใจจะขาด แต่เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่จะไปตามความอยากของเรา แต่เรามั่นใจว่าถึงเวลามันก็ไปของมันเอง ไม่นั่งรอดีกว่า ไม่นั่งเฝ้าดีกว่า ไปทำงาน ไปใช้ชีวิต มันก็เริ่มเกิดความวางใจ เรียกว่า ปล่อยวาง วางใจ เป็นอิสระ อยู่กับปัจจุบัน” 

ท้ายที่สุดแล้ว รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ เราต้องเห็นคุณค่าและการมีอยู่ของตัวเอง 

“อย่าปล่อยให้ใจเราไปขึ้นอยู่กับคนอื่น เราต้องฝึกตระหนักรู้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตโดยที่คิดถึงแต่ว่าใครจะมองเรายังไง ถ้าเราทำแบบนี้ เพื่อนจะโกรธไหม 

บางทีเราก็แบกความคาดหวังของคนอื่นจนตัวเองเครียด เมื่อเราสังเกตเห็นว่า เรารู้สึกว่าเรามีความทุกข์เพราะท่าทีของชาวบ้านเยอะมากเลย นี่เริ่มมีความตระหนักแล้ว เริ่มเห็นว่าเสียงในหัวนี้มันจะมาคอยปั่นให้เราต้องเอาใจคนอื่น คอยระวังจะไม่ขัดใจใคร คอยเป็นกาวประสานใจ เริ่มเข้าใจละทำไมเราถึงเหนื่อยจัง เพราะใจเราไปอยู่กับความรู้สึกคนอื่น ยังแก้ไม่ได้ไม่เป็นไร แต่เห็นที่มาแล้ว ปล่อยให้เป็นแบบนี้เนิ่นนานไปสงสัยจะลำบาก เราก็จะเริ่มแสวงหาวิธีการ เรียนรู้ที่จะเป็นอิสระอย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป” 

Tags:

ความเครียดการตระหนักรู้

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Related Posts

  • digital-emotional-intelligence-nologo
    21st Century skills
    Digital Emotional Intelligence: เมื่อ ‘ความฉลาดทางอารมณ์‘ (EQ) อย่างเดียวอาจไม่พอในโลกดิจิทัล

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • poonsook-cover
    Everyone can be an EducatorSocial Issues
    วิชา ‘ขยะ’ วิชาของคนธรรมดาที่รักโลก การเรียนรู้ที่จะทำให้เราเป็นคนไม่รกโลก: พรหมโรจน์ วิมลกุล PoonSook.Craft

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • How to enjoy life
    ดีเกินไป ก็ใช่ว่าจะดี

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • How to get along with teenager
    Teenage Burnout : ภาวะหมดไฟในวัยรุ่นวัย (หมด) ฝัน

    เรื่อง จณิสตา ธนาธรชัย ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    Spotlight Effect : โดนจ้องจับผิดหรือคิดไปเอง

    เรื่อง จณิสตา ธนาธรชัย ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Posts navigation

Older posts

Recent Posts

  • Sheep in the box: ความจริงแท้เท่านั้นที่จะพามนุษย์ออกจากกล่องแห่งความทุกข์ระทมได้
  • คืนความเป็นมนุษย์ให้กับระบบการศึกษา: บทสนทนาว่าด้วยความจริงของโลก และความฝันของ ‘ครูใหญ่วิเชียร’ แห่งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
  • ‘L A S E R’ คำแนะนำจากนักจิตวิทยา เพื่อรับมือความขัดแย้งในที่ทำงาน
  • Big World: ศักดิ์ศรีของนกน้อยในกรงทอง กับความรักความหวังดีของแม่ที่เกือบกลายเป็นยาพิษ
  • โอดิสซี: คัมภีร์การใช้ชีวิตแบบมหากาพย์

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Uncategorized
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel