- การพัฒนาทักษะ EF ตั้งแต่ปฐมวัย เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้ชีวิต หากเด็กทุกคนได้ฝึกฝน EF อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง เช่น ติดจอ พัฒนาการล่าช้า พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแกกัน ที่ส่งผลให้เด็กหลายคนมีความทุกข์ สับสน จนนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงหรือการใช้สารเสพติดได้
- ผอ.รจนา ขอร่ม ให้ความสำคัญกับการพัฒนา EF ของเด็กทั้งที่โรงเรียนและจับมือทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่บ้านตั้งแต่ปฐมวัย โดยใช้จิตศึกษาเป็นฐาน และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ของความเสมอภาค เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ของเด็ก
- การเสริมสร้างทักษะ EF จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยสู่พลเมืองคุณภาพของสังคมไทยในอนาคต
คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับคนอื่นเป็น และมีความสุขในชีวิตเป็น
คุณลักษณะเหล่านี้จะทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยไม่แตกสลายไประหว่างทางเสียก่อน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับการเสริมสร้างทักษะสมอง EF-Exclusive Function ตั้งแต่ปฐมวัย และเมื่อ EF แข็งแรงพอ ย่อมส่งผลดีต่อพัฒนาการในวัยประถม ไปจนถึงวัยมัธยมหรือวัยรุ่น
ผอ.รจนา ขอร่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโก จังหวัดศรีสะเกษ และอีกหมวกสำคัญคือประธานคณะทำงานส่งเสริม EF จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะสมอง EF ตั้งแต่ปฐมวัย ว่าการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตนั้น นอกจากดูแลด้านร่างกายและจิตใจแล้ว สมองก็เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ควรได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
“การที่จะให้เด็กหนึ่งคนเติบโตอย่างมีคุณภาพควรจะให้สมองของเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพรวมของ EF-Exclusive Function มันจะพูดถึงเรื่องการที่สมองส่วนหน้าของมนุษย์เราทำงานเพื่อที่จะกำกับหรือควบคุมอารมณ์ ควบคุมพฤติกรรม เพื่อที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้น การจัดการสมองของมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ในโลกอนาคตอย่างมาก ในโลกที่ผันผวน เกิดความสับสนและความเปราะบางทางสังคม”
ด้วยเหตุนี้การพัฒนาทักษะ EF ตั้งแต่ปฐมวัย จึงเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้ชีวิต ซึ่งผอ.รจนา มองว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันผ่านการพัฒนาพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้อำนวยการโรงเรียน คุณครู ระบบการเรียนรู้ ชุมชน ไปจนถึงภาพใหญ่อย่างนโยบายสาธารณะ เพื่อให้เด็กทุกคนได้ฝึกฝน EF อย่างต่อเนื่องในชีวิตจริง ซึ่งจะช่วยลดพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง เช่น ติดจอ พัฒนาการล่าช้า พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแกกัน ที่ส่งผลให้เด็กหลายคนมีความทุกข์ สับสน จนนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงหรือการใช้สารเสพติดได้

รวมพลังโรงเรียนและบ้าน สร้าง EF ที่แข็งแรงตั้งแต่ปฐมวัย
โรงเรียนบ้านโกตั้งอยู่ในชุมชนชนบท แม้เด็กส่วนใหญ่จะอยู่ในความดูแลของปู่ย่าตายาย เพราะพ่อแม่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองใหญ่ แต่เด็กที่นี่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม กุญแจสำคัญคือ ผอ.รจนาให้ความสำคัญกับการพัฒนา EF ของเด็กทั้งที่โรงเรียนและจับมือทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่บ้านตั้งแต่ปฐมวัย โดยใช้จิตศึกษาเป็นฐาน ไม่ว่าเด็กแต่ละคนจะมีฐานทุนชีวิตมาอย่างไร ผอ.รจนามองว่า โรงเรียนต้องทำให้เด็กเกิดความเสมอภาคให้ได้ เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ของเด็ก
“เราไม่รู้ว่าที่บ้านเขากระทำต่อตัวเด็กยังไงนะคะ แต่พอมาถึงโรงเรียน เราในฐานะคุณครู ต้องทำให้เด็กทุกคนเกิดความเสมอภาค ได้รับความปลอดภัยทางด้านร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ มีอิสระในการคิด”
ผอ.รจนา อธิบายต่อว่าโรงเรียนบ้านโกจัดการศึกษาโดยใช้นวัตกรรมจิตศึกษา ที่มีต้นแบบคือโรงเรียนลำปลายมาศ ของครูใหญ่วิเชียร ไชยบังตั้งแต่ปี 2560 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่พบนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง
“โรงเรียนเรามีโอกาสได้ดูแลเด็กตั้งแต่อนุบาล 1 หรือประมาณ 3 ขวบนะคะ เราทำงานกับผู้ปกครองชัดเจน ให้ผู้ปกครองเห็นภาพเดียวกันกับโรงเรียนว่า โรงเรียนทำอะไรและผู้ปกครองควรทำอะไรที่บ้าน เพื่อดูแลเด็ก 1 คนร่วมกัน ดังนั้นปัญหาเรื่องพฤติกรรมของเด็กเลยไม่ค่อยมี
และเพราะเราเป็นโรงเรียนจิตศึกษาอยู่แล้ว เรามองเห็นเด็กทุกคนดีงามหมด เขาพัฒนาตัวเขาเองได้ เพียงแต่ว่าเขามีฐานทุนมาไม่เท่ากัน เราค่อยๆ ปรับจูนคนที่ฐานทุนอาจจะอยู่ต่ำกว่าเพื่อนสักนิดนึง ทำยังไงเราจะจูงมือเขาขึ้นมาให้เท่าเทียมกับเพื่อน มันเลยทำให้เราไม่ค่อยเห็นพฤติกรรมเด็กที่เกเร บูลลี่คนอื่นนะคะ”
ในด้านการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนที่จะช่วยเสริมสร้าง EF นั้น ผอ.รจนา แนะนำว่า ก้าวแรกของการเริ่มต้น คือ ‘การสร้างการรับรู้ร่วมกัน’ ระหว่างบ้านและโรงเรียน เพื่อให้เห็นถึงเป้าหมายสำคัญนั่นคือ ‘การพัฒนาเด็ก’ โดยก่อนที่จะไปถึงตัวผู้ปกครอง บุคลากรในโรงเรียนจำเป็นต้องรับรู้และทำความเข้าใจร่วมกันเสียก่อน
“ผู้บริหาร คุณครู เจ้าหน้าที่นักการภารโรง แม่ครัว จะต้องรู้ว่าเด็กต้องถูกบ่มเพาะ และ EF มีความสำคัญอย่างไร จะส่งผลต่อเด็กอย่างไร อันนี้ก็คือสร้างการรับรู้ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำอย่างไรเด็กถึงจะมี EF ทำอย่างไรจะสร้าง Self ให้เด็กได้ ทุกระนาบของในโรงเรียนจะต้องรับรู้ร่วมกัน
แล้วทีนี้ใน 6-8 ชั่วโมงที่โรงเรียนดูแลดี แต่ผู้ปกครองอยู่กับเด็กอีก 16 ชั่วโมง เราก็ต้องคอนแทคกับผู้ปกครองให้เข้าใจร่วมกัน ผ่านการ CoP (Community of Practice) คือให้ผู้ปกครองเข้าไปร่วมพูดคุยกับคุณครูประจำชั้น แต่เป็นความโชคดีนะคะที่เด็กปฐมวัยน่ะ พอตอนเย็นมาผู้ปกครองก็จะมารับมาส่งเด็กอยู่แล้ว ซึ่งคุณครูมีโอกาสได้สื่อสารข้อมูลองค์ความรู้ให้กับผู้ปกครอง”
โดย ผอ.รจนา เล่าว่าบทสนทนาระหว่างคุณครูกับผู้ปกครองจะเริ่มจากถามไถ่เรื่องราวของเด็กเมื่ออยู่ที่บ้าน กิจกรรมที่ทำ พร้อมทั้งแนะนำผู้ปกครองให้พูดคุยกับลูกหรือลงมือทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเน้นย้ำว่า ถ้าอยากให้เด็กทำอะไร พ่อแม่ต้องลงมือทำด้วยกัน
“อย่างเช่น ถ้าคุณแม่อยากให้เด็กหุงข้าว แม่ต้องทำให้ดูก่อนแล้วก็พาทำด้วยกัน แล้วค่อยให้เขาลองทำเอง ทำแบบนี้บ่อยๆ อันนี้เป็นขั้นตอนที่ผอ.พยายามพูดเพื่อให้คุณครูส่งสารนี้ไปให้ผู้ปกครอง สิ่งสำคัญคือเวลาคุณครูจะพูดอะไรกับผู้ปกครอง ขอให้ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเขา”

การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ‘ครู’ ต้องจัดการตัวเองก่อน
เมื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับบ้านแล้ว หัวใจสำคัญคือ แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่โรงเรียน โดยโรงเรียนจะต้องเป็นที่พึ่งให้เด็ก ทุกคนไม่ว่าเขาจะมีต้นทุนมาอย่างไร ดังที่ผอ.รจนา ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า ‘เราจะต้องสร้างความเสมอภาคให้เด็ก ทุกคนจะถูกปฏิบัติเหมือนกันที่โรงเรียน’
“คุณครูต้องสำรวจตัวเองเสมอๆ ว่าควรเพิ่มหรือลดพฤติกรรมอะไรที่จะทำลายหรือสร้าง Self เด็ก เริ่มต้นที่ตัวครู เริ่มต้นที่ตัวบุคคล ทุกคนจะต้องรับรู้ว่า แม้กระทั่งฉันมีปัญหาอะไรที่บ้านก็ช่าง แต่พอเข้ามาถึงประตูโรงเรียนแล้ว ปัญหานั้นจะต้องถูกวางไว้ที่หน้าประตู แล้วเข้ามาที่โรงเรียนด้วยใบหน้าที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเราทำงานเยอะๆ
แววตาที่เราส่งไปหาเด็ก ขออย่าเป็นแววตาที่ฉายรังสีอำมหิต แต่โปรดเป็นรังสีที่พร้อมจะดูแล เป็นแววตาที่อบอุ่น กอดเด็กได้สัมผัสเด็กได้ เรียกชื่อเด็กทุกคนได้
อย่าปล่อยให้เด็กคนหนึ่งที่เก่งถูกเรียกชื่อ แต่เด็กที่อยู่หลังห้องไม่เคยถูกเรียกชื่อเลย เพราะเด็กที่ถูกครูเรียกชื่อ Self เขาจะถูกสร้างอย่างแข็งแรง การที่ครูเรียกชื่อแต่เด็กที่เรียนเก่ง มันทำให้ความเสมอภาคในห้องเรียนไม่มี ซึ่งคุณครูจะต้องเพิ่มหรือลดพฤติกรรมตัวเอง ไปวางแผนการจัดการตัวเองว่า อะไรที่มันเป็นสถานการณ์ของโอกาสที่จะส่งเสริม Self กับ EF เด็กได้”
ทั้งนี้ ก่อนที่จะได้มาซึ่งแผนการสอนแต่ละแผนของโรงเรียนบ้านโก ผอ.รจนาเล่าว่า ต้องผ่านการวิพากษ์แผนที่เข้มข้น โดยให้เพื่อนครูช่วยกันเติมเต็ม เพื่อให้การจัดการเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด
“การวิพากษ์ก็จะมีเพื่อนครูช่วยเติม ตรงนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น สถานการณ์ของโอกาสมันได้ยังไง แล้วก็ให้คุณครูลองใช้ปากกาแดงเขียนดูสิว่า สถานการณ์ตรงนี้ มันจะสร้างตัวไหน Working Memory ไหม อะไรเป็น Point เพื่อให้คุณครูได้เฝ้าระวังตัวเอง อันที่หนึ่งเป็นเฝ้าระวังพฤติกรรมตัวเองด้วย แล้วก็สองให้ดูว่าแนวการจัดการเรียนรู้ในห้องควรจะเป็นไปในแนวทางไหน ให้มันชัดเจน”

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ทักษะ EF จะช่วยให้ทั้งเด็กและครูรู้เท่าทัน
ในโลกยุคปัจจุบันที่การห้ามหรือกีดกันไม่ให้เด็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีแทบเป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันการชักนำเด็กไปในทางที่ผิดก็กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในหลายช่องทาง วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้พวกเขาเติบโตแบบไม่เสียศูนย์ ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ โดยการเสริมสร้างทักษะ EF ตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ มีสติรู้ตัว รู้หน้าที่ และสามารถกำกับดูแลตัวเองได้ดีขึ้น
“อย่างเช่นที่โรงเรียนนะคะ เด็กเขาจะอยู่ในโหมดรู้ตัวว่าเขาต้องเรียนนะ ตอนพักเที่ยง โหมดเล่นเขาก็เจี๊ยวจ้าวๆ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ตัวเองว่า ฉันอยู่ตรงไหน ทำอะไรตอนนี้ เวลานี้ฉันควรทำอะไรมากกว่า”
ในส่วนของเทคโนโลยีโดยเฉพาะสมาร์ตโฟน ผอ.รจนา บอกว่าโรงเรียนไม่ได้ออกกฎห้าม แต่เด็กไม่ได้นำมาที่โรงเรียน
“ถึงนำมา เขาก็ใช้แบบมีวินัยของเขา ก็จะวางไว้บนโต๊ะครู แล้วโรงเรียนก็มีเครื่องมือเทคโนโลยีใช้เพียงพอ มีห้องคอมพิวเตอร์ มีโน้ตบุ๊กสำหรับค้นคว้าในห้องเรียน ห้องละ 3 เครื่อง แล้วผอ.ติดแอร์ทุกห้องถึงป.6 ทุกชั้นเรียน มันก็เลยทำให้เด็กมีความสุขในการมาโรงเรียน ในการที่จะทำกิจกรรม
ส่วนเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ผอ.จะชวนคุณครูมองให้เห็นว่า “มันดีนะที่มี แต่ทำอย่างไรมันจะเป็นเครื่องมือเรา ตอนนี้เด็กที่โรงเรียนก็ใช้ Chat GPT ค้นหาความรู้ เขาอาจจะทำบนคอมพิวเตอร์ บนแพลตฟอร์ม แต่ว่าผอ.จะชวนให้เขามาขีดเขียนมากกว่า เพราะการขีดเขียนมันทำให้เกิดสภาวะการจดจำได้ดีกว่า
ส่วนคุณครูเอง บางทีใช้เอไอมากเกินไปจนขาดการวิเคราะห์ หมายถึงว่าอะไรก็โยนเข้าเอไอให้มันทำ จากที่เฝ้ามองก็คือ ครูเองมี EF ไม่เต็มที่ ไม่พอที่จะยับยั้งตัวเองว่า ตรงนี้ฉันน่าจะวิเคราะห์เองได้นะ ความเป็นมนุษย์เราจะเสียไป ถ้าเราไปหลงใหลอยู่กับเอไอมากจนเกินไป ก็คือต้องเริ่มจากครูต้องทำให้เห็นเป็นแบบก่อน”

เด็กทุกคนควรได้เข้าถึงระบบปฐมวัยที่มีคุณภาพ
ทั้งจากข้อมูลเชิงวิชาการ ทั้งจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่โรงเรียนบ้านโก ผอ.รจนา ชวนทุกคนเชื่อมั่นในการเสริมสร้างทักษะ EF ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยสู่พลเมืองคุณภาพของสังคมไทยในอนาคต และร่วมกันสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัยโดยคำนึงถึงการส่งเสริม EF และ Self
“ตั้งแต่ผอ.เป็นครูมา 32 ปี สิ่งที่สัมผัสได้ตลอดก็คือ ระดับนโยบายของเราจะเอาผลลัพธ์กับเด็กเกินไป ทั้ง O-Net, A-Net, NT, RT ก็คือเด็กโตแล้วเราถึงไปบำรุงรักษา ฉะนั้นการส่งเสริมเด็ก เขาก็พอยต์ไปที่เด็กโตเยอะ ทีนี้ระดับฐานรากซึ่งเป็นการปูพื้นฐานเนี่ย เขาไม่ค่อยมองเห็น แต่ตอนนี้ก็เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นมาแล้วล่ะ ด้วยการผลักดัน EF เป็นวาระแห่งชาติ”
“ทีนี้ผู้บริหารทุกระดับต้องเข้าใจและเชื่อมั่นก่อนว่า EF มันนำพาประเทศ นำพาเด็กได้ ผู้บริหารต้องมองเห็นว่าอนุบาลก็สำคัญ สำคัญยิ่งกว่าทุกส่วนด้วยนะคะ แล้วก็มีหมุดหมายอันเดียวกันที่จะพัฒนาร่วมกัน
ถัดมาก็คงเป็นเรื่องการทำงานกับคุณครู ตอนนี้ที่ผอ.ทำ นอกจากให้ครูทั่วไปรับรู้แล้ว ผอ.ก็พยายามเอาตัวเองไปเป็นวิทยากร ผอ.ชอบไปพูดกับคุณครู ผอ.โรงเรียนไหนที่เขาสนใจเขาก็จะเชิญมา แล้วทำงานกับผู้ปกครอง อินพุตข้อมูลให้ชัดเจน แล้วก็ติดตามตรวจสอบถามไถ่ความเป็นไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
และอันสุดท้ายก็คงเรื่องการเชื่อมต่อ อนุบาลเราทำดีแล้ว แต่ทำอย่างไรให้ต่อเนื่องไปถึง ป.1, 2, 3 และต่อไปที่ ป.4, 5, 6 เพราะว่า Self กับ EF มันไม่ได้แข็งแรงเฉพาะกับ 3 ปีที่อยู่กับเราในช่วงปฐมวัย ประถมศึกษาก็สำคัญ เพราะว่าเมื่อไหร่ที่ประถมศึกษาเขาไม่สามารถมาเชื่อมต่อกับปฐมวัยได้แล้ว มันจะทำให้สิ่งที่เราบ่มเพาะมา 3 ปี 4 ปี 5 ปี เกิดความอ่อนแรงลง ในที่สุดเด็กก็ EF กับ Self ไม่แข็งแรง”
ผอ.รจนา ย้ำว่าถึงวันนี้บุคลากรทางการศึกษาจะตั้งรับต่อไปไม่ได้ “เราต้องรุกแล้วแหละ” ถ้ามองว่าการแก้ที่ปลายเหตุเหมือนที่ผ่านมาอาจไม่ได้ผล
“ถ้าเราทำอย่างเดิมก็ได้ผลเดิม ทำไมเราไม่ทำอย่างใหม่ เพื่อที่จะเอาผลใหม่บ้าง ก็อยากให้ลองทำดู ลองศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่า EF เป็นตัวเปลี่ยนเด็กไทยได้แน่นอน ทำไมเราไม่ฝังตัวนี้ให้ทุกคน ฮึบดูสิ สักครั้งเพื่อเด็กเรา
ผลมันอาจจะไม่ได้เกิดในปีสองปีนี้ เป็นอีกห้าปีสิบปีหรือเราตายไป แต่สิ่งนี้จะยังอยู่ ถ้าเราเชื่อมั่นว่ามันเป็นไปได้” ผอ.รจนา ทิ้งท้าย