Skip to content
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Education trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skills
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain

Month: May 2026

ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z
8 May 2026

ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ปรัชญาชีวิต (The Prophet) เขียนโดย คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) ถอดความเป็นภาษาไทยโดย ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิโล เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่กว่า 100 ปีที่แล้ว และถูกแปลเป็นภาษาอื่นมากกว่า 100 ภาษา ทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่มีการแปลเป็นภาษาอื่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์
  • หนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนงานกวีที่อัลมุสตาฟา (Almustafa) ถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส โดยที่บทกวีแต่ละบท คือ คำสอนว่าด้วยการใช้ชีวิตในหัวข้อต่างๆ เช่น ความรัก การแต่งงาน มิตรภาพ อิสรภาพ คุณธรรม ความชั่วร้าย เวลา ไปจนถึง ความตาย
  • แม้หนังสือเล่มนี้จะมีอายุกว่า 100 ปี แต่คำสอนจำนวนมากกลับเชื่อมโยงกับวิธีคิดของคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ ความเป็นตัวของตัวเอง และอิสรภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งล้วนเป็นคุณค่าที่คนรุ่นปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก

“บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ…

เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ”

ประโยคข้างบน เป็นหนึ่งในวรรคทองของหนังสือที่มีชื่อว่า ปรัชญาชีวิต หรือ The Prophet ซึ่งเขียนโดย คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) ถอดความเป็นภาษาไทยอย่างไพเราะโดย ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิโล ราชบัณฑิตแห่งราชบัณฑิตยสถาน

ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย เขาเคยพูดไว้ว่า นอกจากหนังสือเรียนแล้ว หนังสือที่สามารถตรึงให้เขาอ่านจนจบเล่มน่าจะมีอยู่ไม่เกิน 5 เล่ม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ปรัชญาชีวิต

และที่สำคัญ ไม่เพียงแค่อ่านจบเท่านั้น แต่เขายังจำหลายๆ ประโยคในหนังสือได้ขึ้นใจ รวมถึงประโยคข้างบน ที่เพียงเอ่ยยังไม่จบประโยค ก็บอกได้แล้วว่า ข้อความดังกล่าวมาจากหนังสือ ปรัชญาชีวิต ที่ผมกำลังจะเขียนถึงนี้ครับ

ปรัชญาชีวิต ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1923 โดยคาลิล ยิบราน ผู้เป็นทั้งกวี-นักเขียน และจิตรกรชาวเลบานอน หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลก ด้วยยอดขายมากกว่า 100 ล้านเล่ม และถูกแปลเป็นภาษาอื่นมากกว่า 100 ภาษา ซึ่งทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่มีการแปลเป็นภาษาอื่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ปรัชญาชีวิต คือหนังสือที่ไม่เคยหยุดการตีพิมพ์ นับตั้งแต่หนังสือเล่มนี้ปรากฎตัวต่อสายตานักอ่านทั่วโลก เมื่อกว่าหนึ่งร้อยปีที่แล้ว

อะไรทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นที่รักของนักอ่านทั่วโลก รวมถึงมีอิทธิพลต่อชีวิตของบุคคลสำคัญหลายๆ คน อาทิ อดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ของสหรัฐ, นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย, จอห์น เลนนอน, เอลวิส เพรสลีย์ และ ไมเคิล แจ็คสัน

ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนงานกวี 26 บท ซึ่งอัลมุสตาฟา (Almustafa) ถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส ในวันที่ท่านจะเดินทางหวนคืนสู่เกาะแห่งการเวียนว่ายตายเกิด โดยที่บทกวีแต่ละบท คือ คำสอนว่าด้วยการใช้ชีวิตในหัวข้อต่างๆ เช่น ความรัก การแต่งงาน มิตรภาพ อิสรภาพ คุณธรรม ความชั่วร้าย เวลา ไปจนถึง ความตาย

ถึงแม้ยิบราน จะยืนยันมาตลอดว่า เขาไม่ใช่นักปรัชญา ทว่า อัลมุสตาฟา ตัวละครเอกในหนังสือเล่มนี้ กลับได้รับการยกย่องให้เป็นนักปรัชญา หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ‘ศาสดา’ ผู้เผยแผ่สัจธรรม ผ่านถ้อยคำอันเรียบง่าย แต่เปี่ยมความหมายอย่างลึกซึ้ง

หลายครั้งที่ผมอ่านหนังสือปรัชญา หรือข้อคิดคำคมจากปราชญ์ยุคโบราณ ผมมักอดคิดไม่ได้ว่า ถ้อยคำเหล่านั้นยังสามารถใช้ได้ในโลกยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน เร่งรีบ และอุดมไปด้วยตัวช่วยที่ชาญฉลาดอย่างเอไอหรือไม่

หนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน ในระหว่างที่หยิบมาอ่านซ้ำอีกรอบเมื่อไม่นานมานี้ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า คนรุ่นใหม่ที่เราเรียกว่า ‘เจนซี’ (Gen Z) จะรู้สึกเข้าใจและเข้าถึงคำสอนของอัลมุสตาฟา เหมือนเช่นหนุ่มสาวในยุคแสวงหาเมื่อหลายสิบปีก่อนหรือไม่

ยิ่งค้นคว้าหาคำตอบในเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ผมกลับพบว่า คนรุ่นใหม่ไม่เพียงแต่เข้าใจในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น พวกเขายังรู้สึกว่า สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับคำสอนของอัลมุสตาฟาในหลายๆ หัวข้อ และดีไม่ดี อาจจะมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยซ้ำ

แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดเฉพาะเจาะจงว่า ยอดขายหนังสือเล่มนี้ แบ่งเป็นสัดส่วนผู้ซื้อที่เป็นคนรุ่นใหม่มากน้อยแค่ไหน แต่จากข้อมูลที่ชี้ว่า หนังสือเล่มนี้ ยังคงถูกตีพิมพ์ซ้ำไม่เคยขาดจากท้องตลาด แปลว่า ยังมีผู้สนใจซื้อหนังสือเล่มนี้อยู่ตลอด นั่นก็น่าจะรวมถึงนักอ่านที่เป็นคนรุ่นใหม่ด้วย

ยิ่งหากดูจากสื่อโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมจากกลุ่ม Gen Z อย่างเช่น Tiktok หรือ Instagram จะพบว่า มีการแนะนำหนังสือเล่มนี้ โดยอินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่ รวมถึงมีการแชร์ หรือโควตข้อความในหนังสือไปใช้ในสื่อโซเชียลอยู่เสมอ อาทิ 

“จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก…

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน…

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันและกันได้”

ประโยคข้างบน อยู่ในหัวข้อเรื่อง ‘ความรัก’ ที่อัลมุสตาฟาถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส (ผมคิดว่า หลายคนคงจำได้ว่า ถ้อยคำเหล่านี้ ถูกดัดแปลงเป็นเนื้อเพลง ‘ที่ว่าง’ ของวงพอส) โดยหัวใจสำคัญคือ ความรักที่แท้จริง ไม่ใช่การผูกมัดคนสองคนให้อยู่ด้วยกันไปชั่วกาลนาน หากแต่เป็นการที่คนสองคนยืนอยู่เคียงข้างกัน โดยที่ต่างคนต่างมีอิสระที่จะฝันไม่เหมือนกัน ชื่นชอบอะไรไม่เหมือนกัน และมีอิสระที่ใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

แนวคิดเรื่อง ‘รักแต่ไม่ครอบครอง’ เป็นอะไรที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับ Mindset หรือชุดความคิดของคนรุ่นใหม่ ซึ่งให้คุณค่ากับพื้นที่ส่วนตัว หรือโลกส่วนตัว มากกว่าจะยอมทิ้งตัวตน เพื่อมาสร้างโลกใบใหม่ภายใต้ชื่อ ‘สถาบันครอบครัว’

หลายคนน่าจะเคยได้อ่านผลการสำรวจความคิดเห็น ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรือในต่างประเทศที่ชี้ว่า คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ Gen Y ไล่ลงมาถึง Gen Z ต่างให้ความสำคัญกับการแต่งงานและมีการลูกน้อยลง หรือพูดอีกอย่างว่า พวกเขาศรัทธาในความรักที่ต้องผูกพันกันด้วยการสมรสน้อยกว่าคนรุ่นก่อน หลายคนยินดีใช้ชีวิตโสดตัวคนเดียว หากไม่พบเจอคนที่รักและเข้าใจกันจริงๆ ขณะที่อีกหลายคน เลือกที่จะครองคู่ในฐานะ ‘คนรัก’ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินหน้าไปสู่ประตูวิวาห์

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆ (ที่อาจทำให้คนรุ่นเก่าๆ ตกใจ) คนรุ่นใหม่จำนวนมาก พึงพอใจถึงขั้นการมีความสัมพันธ์ โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องความรัก

ในชั่วขณะนั้น ผมนึกถึงคำพูดของอัลมุสตาฟา

“ความรักไม่ได้ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง และไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง

ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง”

“บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ…

และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ”

ข้อความข้างบน ซึ่งอยู่ในหัวข้อเรื่อง ‘บุตร’ ที่อัลมุสตาฟาเผยสัจจะวจนะ สอดคล้องกับทัศนคติของคนรุ่นปัจจุบันจำนวนมาก หรืออาจจะส่วนใหญ่ก็ว่าได้ ที่มองว่าพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดลูก แต่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก

ย้อนไปเพียงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ค่านิยมของสังคม ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่ยังรวมถึงอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ให้ความสำคัญต่อความกตัญญูที่ลูกพึงกระทำต่อพ่อแม่ และอาจจะไม่ผิดหากจะกล่าวว่า พ่อแม่คือเจ้าของชีวิตลูก พ่อแม่สามารถขีดเส้นทางชีวิตให้ลูกต้องเดินตามอย่างเคร่งครัด และไม่สามารถปฏิเสธได้

แต่ในยุคสมัยปัจจุบัน ค่านิยมเกี่ยวกับสถาบันครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ความเป็นส่วนตัว ความเป็นปัจเจก รวมถึงอิสรภาพในการเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง คือค่านิยมใหม่ที่กำลังกลายเป็นขนบจารีตของสังคม

ไม่แปลกเลยครับ ที่คำสอนของอัลมุสตาฟาในหัวข้อ ‘บุตร’ จะกลายเป็นหนึ่งในโควตยอดนิยม ที่มีการนำมาใช้ในสื่อโซเชียลมีเดียตลอดทุกปี 

แน่นอนว่า ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไป ทำให้แนวคิดคำสอนบางหัวข้อในหนังสือเล่มนี้ กลายเป็นสิ่งที่ดูจะ ‘ตกยุค’ ไม่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป เช่น การมองว่า ความชั่วร้าย คืออีกด้านหนึ่งของคุณธรรม ที่ถูกทรมานโดยความหิวกระหาย

คำกล่าวในหัวข้อนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นการมองโลกในแง่ดีสุดโต่ง และพยายามทำให้ ความชั่วร้าย ถูกมองในแง่ดีเกินไป

เช่นเดียวกับหัวข้อเรื่อง อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ ซึ่งอัลมุสตาฟา กล่าวไว้ว่า ผู้ถูกฆ่า จะต้องรับผิดชอบในการที่ตัวเองถูกกระทำด้วย แน่นอนว่า คำสอนดังกล่าว ถูกโจมตีอย่างหนักว่า เป็นการลงโทษเหยื่อ (Victim Blaming) ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับค่านิยมในยุคปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าแง่คิดคำสอนหลายหัวข้อ จะเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่โดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่อัลมุสตาฟา ถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส (รวมถึงทุกคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้) ส่วนใหญ่แล้ว ยังเป็นอะไรที่สามารถปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

ยิ่งไปกว่านั้น การที่คำสอนของอัลมุสตาฟา ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปบทกวี ที่ประกอบด้วยข้อความสั้นๆ เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรสนิยมของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ชอบการบรรยายยืดยาว แต่พอใจกับประโยคคำคมสั้นๆ ที่สามารถตีความได้ลึกซึ้ง และสามารถนำไปแชร์ หรือนำไปตัดแปะประกอบรูปหรือคลิป เพื่อเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดียได้ง่าย

อาจกล่าวได้ว่า ยุคสมัยปัจจุบันที่ชื่นชอบความสั้นกระชับแต่โดนใจ เพื่อให้กลายเป็นไวรัลได้ง่าย ได้ทำให้หนังสือ ปรัชญาชีวิต หรือ The Prophet กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะคัมภีร์แห่งการใช้ชีวิต แต่เป็นคลังสมบัติแห่งคำคม ที่หนุ่มสาวเจนซีสามารถเลือกหยิบไปใช้งานได้ไม่รู้จบ

แต่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน ความหมายลึกซึ้งที่อยู่ภายใต้บทกวีข้อความสั้นๆ ของอัลมุสตาฟา จะยังคงอยู่ต่อไป และรอให้คนรุ่นปัจจุบัน รวมถึงรุ่นต่อจากรุ่นปัจจุบัน ขบคิดตีความความหมายเหล่านั้น

Tags:

ปรัชญาGen ZThe Prophetหนังสือความสัมพันธ์ความรัก

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Cover
    Book
    The Wild Robot: ชีวิตที่ลิขิตเอง ไม่ต้องรอโปรแกรมคำสั่ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    Normal People: จะรวยหรือจน…ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ในโมงยามแห่งความรัก เราทุกคนล้วนบ้า…และมาจากดวงจันทร์

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Relationship
    รักดีๆ อยู่ที่ไหน : ฟ้าลิขิตหรือความพยายาม?

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Book
    หนทางเดียวที่จะเป็นปรมาจารย์แห่งรัก คือ ฝึกรัก

    เรื่อง ภัทรอนงค์ สิรีพิพัฒน์ขนิษฐา ธรรมปัญญา ภาพ ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

‘คืนความเป็นมนุษย์สู่ระบบการศึกษา’ ทศวรรษแห่งการบ่มเพาะ และก้าวต่อไปของ ‘ก่อการครู’
Transformative learning
4 May 2026

‘คืนความเป็นมนุษย์สู่ระบบการศึกษา’ ทศวรรษแห่งการบ่มเพาะ และก้าวต่อไปของ ‘ก่อการครู’

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • จุดเริ่มต้นของก่อการครูเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ได้เริ่มจากนโยบายที่ถูกส่งลงมาจากหอคอยงาช้าง แต่เริ่มจากความต้องการที่จะเปลี่ยนการศึกษาบนฐานความเชื่อที่เน้น ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง 
  • สิ่งสำคัญคือการคืน ‘ความเป็นมนุษย์’ กลับไปสู่ระบบการศึกษา โดยมี ‘ครู’ เป็นตัวละครสำคัญของระบบ สร้างครูให้เป็น Change Agent เริ่มขยับจากครูหนึ่งคน ไปสู่การรวมตัวของครู
  • สิ่งที่ท้าทายที่สุดของคนทำงานเปลี่ยนแปลงคือ ‘การยืนระยะ’ หลายครั้งที่ครูเข้าอบรมแล้วกลับไป ‘เหี่ยว’ ในโรงเรียนเพราะความโดดเดี่ยว บทเรียนนี้ทำให้ก่อการครูเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการสร้าง ‘ฮีโร่รายบุคคล’ เป็นการสร้าง ‘พื้นที่พิงหลัง’ หรือที่เรียกว่า โหนด (Node) ซึ่งเกิดจาก Passion และ Pain ของคนหน้างาน คนที่รู้สึกว่า ‘อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว’

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ‘ก่อการครู’ ไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาครู หากแต่เป็นขบวนการภาคประชาชนที่ค่อยๆ บ่มเพาะผู้คน เครือข่าย และวิธีคิดใหม่ทางการศึกษา ผ่านความเชื่อร่วมกันว่า ‘ครู’ คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง

ในวาระครบรอบทศวรรษ จึงเกิดวงสนทนา ‘เวทีเสวนาครบรอบ 10 ปี การขับเคลื่อนก่อการครู’ ภายใต้งาน ครูปล่อยแสง ปี 7 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ณ Mixt Chatuchak เพื่อทบทวนเส้นทางที่ผ่านมาอย่างจริงจัง ทั้งความสำเร็จ ข้อจำกัด และบทเรียนจากการทำงานในพื้นที่จริง พร้อมทั้งชวนกันมองไปข้างหน้าว่า การศึกษาที่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงจะเป็นไปได้อย่างไรในบริบทสังคมไทย

ในการเสวนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ขับเคลื่อนตัวจริงที่ร่วมเดินทางกับโครงการมาอย่างยาวนาน ได้แก่ อาจารย์อ้อ- รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี  ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาโครงการ, ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งและแกนนำการขับเคลื่อน, และ ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2 โดยมี ครูนุ่น-ปฐมพร ปูรณัน รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษจากภาคนโยบายและวิชาการ อาทิ รองนายกฯ ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์, รมช. ศึกษาธิการ อัครนันท์ กัณกิตตินันท์, รองผู้ว่าฯ กทม. สานนท์ หวังสร้างบุญ, นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล และ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มาร่วมเติมเต็มทัศนะในมุมมองที่กว้างขึ้น

ในวงเสวนานี้จึงไม่ใช่แค่การบอกเล่าสิ่งที่ผ่านมา แต่เป็นการขุดลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหาการศึกษาไทยที่ถูกแช่แข็งมานาน ผ่านประสบการณ์ตรงของคนทำงานที่เชื่อมั่นในพลังของ ‘คนตัวเล็ก’ ที่ช่วยให้เราเห็นว่า เมื่อครูหนึ่งคนเริ่มขยับ แรงกระเพื่อมนั้นสามารถส่งต่อไปได้ไกลเพียงใด

ปลุกวิญญาณ Change Agent ทวงคืนมิติความเป็นมนุษย์สู่หัวใจคนสอน

จุดเริ่มต้นของก่อการครูเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ได้เริ่มจากนโยบายที่ถูกส่งลงมาจากหอคอยงาช้าง แต่เริ่มจากความต้องการที่จะเปลี่ยนการศึกษาบนฐานความเชื่อที่เน้น ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร ได้เล่าถึงวินาทีเริ่มต้นที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่นในตัวละครสำคัญอย่าง ‘ครู’ ว่าเป็นกุญแจที่จะไขประตูบานที่ติดล็อกมานาน

“ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เราเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า เราจะเปลี่ยนการศึกษาบนฐานความเชื่อของเราได้ยังไง ตอนนั้นเรามีกันน้อยมากนะครับ แต่เราคิดตรงกันว่า สิ่งสำคัญคือการคืน ‘ความเป็นมนุษย์’ กลับไปสู่ระบบการศึกษา แล้วคำถามต่อมาคือ เราจะสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงจากตรงไหน เราเห็นว่าการเปลี่ยนจากนโยบายบนลงล่างมันไม่ค่อยได้ผล เลยหันมามองครูในฐานะตัวละครสำคัญของระบบ ถ้าเราสร้างขบวนการของครูขึ้นมาได้ มันอาจจะค่อยๆ เปลี่ยนจากฐานราก แล้วขยับไปถึงระดับนโยบายได้ ตอนนั้นเราตั้งเป้าว่า ถ้ามีครูประมาณ 1% ของทั้งประเทศที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ ประมาณ 5,000 คน มันน่าจะสร้างแรงกระเพื่อมได้”

นอกจากเป้าหมายเรื่องจำนวนคนแล้ว ก๋วยยังได้ขยายความถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อครูหนึ่งคนเริ่มขยับ ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือคุณภาพชีวิตของเด็กจำนวนมหาศาล

“เราเริ่มชวนครูปีละประมาณร้อยคน สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ในเชิงอิมแพค เราเห็นการขยายผลจากครูหนึ่งรุ่นไปสู่อีกรุ่น ครูหนึ่งคนกระทบเด็กเป็นร้อย รวมแล้วตอนนี้แตะระดับแสนคนแล้ว และมันไม่ได้หยุดแค่ห้องเรียน สิ่งสำคัญคือเราพยายามสร้าง Teacher Agency ให้ครูเห็นว่าตัวเองเป็นผู้กระทำการ ไม่ใช่แค่คนที่รอรับนโยบาย”

ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งและแกนนำการขับเคลื่อน

ในขณะที่ อาจารย์อ้อ-รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี มองลึกลงไปถึงโครงสร้างการทำงานร่วมกันที่เรียกว่า Collective Organization ซึ่งเป็นสปิริตสำคัญที่ทำให้ก่อการครูแตกต่างจากการอบรมทั่วไป เพราะมันคือการรวมตัวของคนที่มีความเจ็บปวด (Pain Point) เดียวกันจนเกิดเป็นพลังกลุ่ม

“ตั้งแต่การก่อเกิดของก่อการครู เราไม่ได้เริ่มจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เราเริ่มจากคนหลายกลุ่ม หลายมุมมาก ที่มีเพนพอยต์ร่วมกัน ทุกคนอยากทำงานเพื่อเด็ก อยากทำเรื่องการศึกษา แต่ไปต่อในระบบไม่ได้ ไม่ทะลุ เราทุกคนมีแพสชัน แต่ถูกดีดออกไปอยู่นอกระบบหมด พอมีโอกาสตั้งคณะวิทยาการเรียนรู้ที่ธรรมศาสตร์ เราเลยใช้พื้นที่ตรงนั้นเป็นเหมือน Space สำหรับรองรับสิ่งที่เราจะทำ แล้วก่อการครูก็เกิดขึ้นจาก Spirit แบบนี้ เพราะฉะนั้น ความเป็น Collective Organization คือจุดแข็งสำคัญมาก”

นอกจากนี้ อาจารย์อ้อได้ย้ำถึงหมุดหมายสำคัญที่ก่อการครูพยายามทำมาตลอด 10 ปี คือการพิสูจน์ว่าปฏิบัติการภาคประชาชนสามารถสร้างองค์ความรู้ที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่กิจกรรมที่จัดแล้วจบไป

“เราไม่ได้ทำแค่ปฏิบัติการ แต่เราทำงานเชิงองค์ความรู้ควบคู่ไปด้วย เราเรียนรู้จากหน้างานจริง แล้วสกัดเป็นแนวคิด เรามียุทธศาสตร์ที่ค่อนข้างชัด 

เราเริ่มจากสมมติฐานว่า ครูคือกุญแจของการเปลี่ยนแปลงการศึกษา ถ้าเราสร้างครูให้เป็น Change Agent ได้ ครูหนึ่งคนมีลูกศิษย์ 30 คน มีอิทธิพลมหาศาล แล้วเราก็ขยับจากครูหนึ่งคน ไปสู่การรวมตัวของครู”

 อาจารย์อ้อ- รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี  ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาโครงการ

บทเรียนจาก ‘ไฟอ่อน’ และการผลิบานของเครือข่าย ‘โหนด’ ทั่วประเทศ

สิ่งที่ท้าทายที่สุดของคนทำงานเปลี่ยนแปลงคือ ‘การยืนระยะ’ หลายครั้งที่ครูเข้าอบรมแล้วกลับไป ‘เหี่ยว’ ในโรงเรียนเพราะความโดดเดี่ยว บทเรียนนี้ทำให้ก่อการครูเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการสร้าง ‘ฮีโร่รายบุคคล’ เป็นการสร้าง ‘พื้นที่พิงหลัง’ หรือที่เรียกว่า โหนด (Node) ซึ่ง ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นสอง ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงในระดับตัวตนที่สำคัญ คือการเรียนรู้ที่จะรอคอยและเข้าใจธรรมชาติของการเติบโต

“ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมว่าชัดที่สุดคือ ‘ผมใจเย็นขึ้นนะครับ’ ใจเย็นขึ้นมาก เพราะว่าช่วงแรกที่ผมทำงาน ผมเป็นคนขับเคลื่อนอะไรแบบเร็วมาก ผมเคยเสพติดความสำเร็จเร็วๆ แบบนั้น แต่พอเข้ามาในก่อการครู เจอคำว่า ‘ครูคือมนุษย์’ ตอนแรกผมงงนะครับ แต่พอได้กลับไปทำงานจริง มันค่อยๆ เปลี่ยนเรา ผมเรียกมันว่าเปลี่ยนจาก ‘ไฟแรง’ มาเป็น ‘ไฟอ่อน’ มันสุกเหมือนกันนะครับ แต่มันอยู่ได้นานกว่า การเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปมันยั่งยืนกว่า และเรามองเห็นสเต็ปของการพัฒนาได้ชัดกว่า”

นอกจากนี้ ครูกั๊กยังได้เล่าถึงอานุภาพของการมีเครือข่ายที่ช่วยให้การทำงานหน้างานง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบราชการปกติให้ไม่ได้

“เพราะเป็นก่อการครู เราโทรหากันได้เลย บอกพี่ทำแบบนี้ไหม เดี๋ยวผมช่วยงบตรงนี้ มันทำให้การทำงานง่ายขึ้นมาก ล่าสุดผมไปดูห้องเรียนระบบสอง ที่โรงเรียนห้วยซ้อ เห็นเขาทดลองตรวจสารพิษแบบง่ายๆ แล้วมันเจอจริง มันทำให้เรากลับมามองพื้นที่เราใหม่ ถ้าเขาไม่ทำ เราก็ไม่มีทางเห็น”

ในมุมของผู้วางโครงสร้างเครือข่าย ก๋วยยืนยันว่า ‘โหนด’ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้มีอายุยืนยาวมาถึง 10 ปี โดยโหนดแต่ละพื้นที่ไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งเชิงนโยบาย แต่เกิดจากความเจ็บปวดที่ผลักดันให้คนต้องมารวมตัวกัน

“โหนดคือหัวใจเลย ถ้าเราทำคนเดียว เราจะไปได้แค่ช่วงหนึ่ง เดี๋ยวก็หมดแรง แต่พอมีเพื่อน มีเครือข่าย มี Community ที่แลกเปลี่ยนกันได้ มันจะไปต่อได้ยาวกว่า 

ที่สำคัญคือโหนดไม่ได้เกิดจากนโยบาย แต่มันเกิดจาก Passion และ Pain ของคนหน้างาน คนที่รู้สึกว่า ‘อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว’ นั่นแหละคือพลังจริงๆ ของมัน พอมีวงคุย มีพื้นที่ให้ปรับทุกข์ปรับสุข มันทำให้เรายังไปต่อได้ บางทีเราเก่งเรื่องหนึ่ง เพื่อนเก่งอีกเรื่องหนึ่ง มันช่วยกันได้”

ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2

ก๋วยยังได้ฉายภาพความหลากหลายของโหนดที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งครอบคลุมทั้งประเด็นสังคมและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์

“ตอนนี้โหนดทำงานทั้งเชิงประเด็น เช่น เรื่องสุขภาพจิต บูลลี่ หรือ PLC และเชิงพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือ อีสาน กลาง ใต้ มีทั้งโหนดริเริ่ม โหนดเข้มแข็ง มีเยาวชนเป็นแกนนำ มีโรงเรียนที่เริ่มขยับทั้งระบบ ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในกระบวนการ ไม่ได้สำเร็จตายตัว แต่เรากำลังค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา”

เพื่อให้เครือข่ายเหล่านี้เข้มแข็งขึ้น อาจารย์อ้อได้เติมข้อมูลสำคัญถึงการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานกับครูรายคน ไปสู่การทำงานทั้งโรงเรียน (School-based) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนจนเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

“ช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา เราได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน เช่น TCP และธนาคารกรุงเทพ ทำให้เราได้ทำงานแบบ School-Based มันทำให้เราเห็นชัดว่า ต่อให้ครูเก่งแค่ไหน ถ้าระบบโรงเรียนไม่เอื้อ มันก็ขยับไม่ได้ นี่นำไปสู่ข้อค้นพบสำคัญ จากครูคนเดียว ขยับไปสู่การรวมตัวเป็นเครือข่าย เป็นโหนด เป็นชุมชนการเรียนรู้ แล้วมันค่อยๆ โตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ กลายเป็นก่อการครูกาฬสินธุ์ ก่อการครูภาคใต้ มันเติบโตเป็นลำดับขั้น”

ยุทธศาสตร์การเติบโตแบบออร์แกนิก (Organic Growth) นี้เองที่ทำให้นักก่อการครูสามารถสร้างรากฐานที่เหนียวแน่น จนสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างต่อเนื่องตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ทลายกำแพงอำนาจนิยม ปลดล็อกพันธนาการครูไทย

เมื่อขบวนการก่อการครูเริ่มขยับจากระดับบุคคลไปสู่ระดับโรงเรียน สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือโครงสร้างอำนาจนิยมที่ฝังรากลึก อาจารย์อ้อ วิเคราะห์ว่า หัวใจของปัญหาที่ทำให้ครูไทยไม่กล้าขยับ คือ ‘ความกลัว’ ที่ถูกหล่อเลี้ยงโดยระบบสั่งการจากส่วนกลางซึ่งลดทอนศักยภาพของมนุษย์อย่างรุนแรง

“อุปสรรคสำคัญคือ ‘ระบบอำนาจ’ ระบบของกระทรวงมันเป็นระบบสั่งการ ครูทำงานด้วยความกลัว กลัวตัวชี้วัดไม่ครบ กลัวสอนไม่ตรงกรอบ ความกลัวแบบนี้มันลดทอนศักยภาพของครูอย่างมาก และเมื่อถอยออกมามองผู้เรียน เราก็พบว่า เด็กไม่อยากไปโรงเรียน เพราะโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น เราเลยเสนอว่า โรงเรียนต้องเป็น Safe Space สำหรับทุกคน เมื่อเราปรับมุมมองตรงนี้ได้ จินตนาการในการทำงานมันขยายขึ้นมาก”

ความกลัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็ก แต่เกิดขึ้นกับครูที่พยายามจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วย ครูกั๊ก ได้ถ่ายทอดประสบการณ์อันขมขื่นเมื่อครั้งที่เขาถูกโดดเดี่ยวจากเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร เพียงเพราะเขาพยายามทำในสิ่งที่แตกต่าง จนกลายเป็น ‘คนนอก’ ในที่ทำงานของตัวเอง

“ช่วงหนึ่งผมย้ายโรงเรียนไป แล้วมีรองผอ.ไปเสิร์ชชื่อผมในกูเกิล แล้วเอาข่าวทั้งหมดไปแปะในไลน์โรงเรียน ผมเลยกลายเป็น ‘คนหัวรุนแรง’ ไปเลย ทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ สุดท้ายคืออยู่ในโรงเรียน ไม่มีใครคุยกับเราแบบเพื่อนจริงๆ ได้เลย สองเดือน ผมร้องไห้ครับ แล้วก็คิดจะลาออกไปเป็นศึกษานิเทศก์ แต่ศึกษานิเทศก์ทุกคนบอกว่า ‘อย่าออก อยู่ตรงนั้นดีแล้ว’ สุดท้ายผมเริ่มใหม่จากเล็กๆ เลย ใช้ PLC ผมประกาศว่า ใครอยากคุยก็มาคุยกัน สมัครใจ มีครูมา 16 คน”

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่ทำให้ครูกั๊กไปต่อได้ คือการค้นพบว่าอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการสู้กับระเบียบราชการที่แข็งตัว คือการยึดถือ ‘หน้าที่’ และ ‘ตัวเด็ก’ เป็นที่ตั้ง มากกว่าการทำตามคำสั่งที่ไร้ความหมาย และเขายังได้ลงลึกถึงการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อเปลี่ยนระบบการทำงานในโรงเรียนใหม่ทั้งหมด

“เราคุยกันจาก Pain จริงๆ ว่าครูไม่มีความสุขจากอะไรบ้าง สรุปออกมา 3 เรื่อง คือ พลังงาน หลักสูตร และพฤติกรรมเด็ก เราก็เริ่มแก้จากพลังงานก่อน รอบต่อมามีครูสมัครมา 45 คน จากทั้งหมด 60 คนในโรงเรียน มันเริ่มขยาย และมันนำไปสู่การเปลี่ยนระบบ เช่น การลดภาระงานครู การนิเทศแบบใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ตรวจ แต่เข้าไปดูแล้วคุยกัน”

บทเรียนสำคัญจากการทลายกำแพงอำนาจนิยม คือการที่ครูต้องค้นพบความกล้าในตัวเอง ซึ่ง ก๋วย ย้ำว่าความกล้านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครูรู้ว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง

“เรามุ่งสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้ครูได้กลับมาทบทวนตัวเอง ได้ร้องไห้ ได้กอดกัน และได้ค้นพบว่าหน้าที่ที่แท้จริงของเขาคืออะไร 

ก่อการครูได้สร้างต้นแบบในระดับพื้นที่แล้ว คำถามคือเราจะขยายโครงสร้างอย่างไรให้มันไปถึงระดับนโยบายได้ ผมคิดว่าอนาคตมันไปทางนั้นแน่นอนครับ”

นอกจากนี้ อาจารย์อ้อได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ก่อการครูพยายามสื่อสารกับภาคนโยบายมาตลอด แม้จะเป็นเรื่องยากเพราะไปกระทบกับโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ แต่เป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

“สิ่งที่เราทำได้ไม่ดีนักคือการเชื่อมกับภาครัฐหรือระดับนโยบาย เพราะสิ่งที่เราพูดมันไปชนกับโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ เช่น การให้ครูมีสิทธิ์ออกแบบการเรียนรู้ หรือการให้โรงเรียนมี Autonomy (สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง) มากขึ้น มันขัดกับระบบเดิม นี่คือโจทย์ที่เราต้องร่วมกันฝ่าต่อไป สิ่งที่เราทำในพื้นที่ต่างๆ ไม่ได้ต้องการให้คนเอาไปลอกเลียนแบบ แต่ต้องการสื่อสารวิธีคิด ให้เห็นว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน”

บทเรียนจาก 10 ปีที่ผ่านมาจึงสรุปได้ว่า การพังกำแพงอำนาจไม่ใช่การรื้อถอนด้วยความรุนแรง แต่คือการสร้างพื้นที่ที่มีอิสระทางความคิด ให้ผลิบานขึ้นท่ามกลางระเบียบราชการ 

เมื่อครูรู้สึกปลอดภัยและได้รับอำนาจในการจัดการตนเองกลับคืนมา พวกเขาก็จะกลายเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดให้แก่เด็กๆ ในห้องเรียนนั่นเอง

จินตนาการใหม่ในทศวรรษหน้า ให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และรัฐเป็นผู้หนุนเสริม

เมื่อมองไปสู่อนาคตข้างหน้า โจทย์ใหญ่ที่ก่อการครูพยายามตีโจทย์ให้แตกคือ เราจะข้ามกำแพงเดิมไปสู่การศึกษาที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อย่างไร 

อาจารย์อ้อได้เสนอภาพฝันที่เป็นการรื้อสร้างบทบาทของรัฐและหลักสูตรไทยใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับความหลากหลายของเด็กที่ระบบเดิมมองข้ามไป

“ระบบการศึกษาไทยต้องถูกคิดใหม่ทั้งหมด ผมมองว่าการศึกษาในอนาคตจะมีหลายรูปแบบ ส่วนหนึ่งอาจยังเป็นโรงเรียนคุณภาพสูงแบบเดิม แต่ต้องมีจำนวนมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่ไม่กี่แห่ง อีกส่วนหนึ่งเราต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆ ที่รองรับความหลากหลายของเด็ก เด็กต้องสามารถสร้างอาชีพของตัวเองได้ ไม่ใช่ให้อาชีพมากำหนดหลักสูตร 

ที่สำคัญ เราต้องทำให้การเรียนรู้ ‘ไร้รอยต่อ’ ระหว่างในระบบกับนอกระบบ ถ้าเราทำตรงนี้ได้จริง เราจะไม่มีเด็กหลุดจากระบบเลย เพราะทุกคนจะอยู่ในระบบการเรียนรู้ในแบบของตัวเอง”

อาจารย์อ้อยังย้ำถึงคุณสมบัติของครูในอนาคตที่ต้องเปลี่ยนจากผู้สอนตามตำรา เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ โดยไม่ยึดติดกับวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว

“ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องจบครุศาสตร์เสมอไป แต่ต้องทำ 3 อย่างได้ คือ ออกแบบการเรียนรู้ได้ จัดการเรียนรู้ได้ และประเมินผลได้ ถ้าทำได้ 3 อย่างนี้ ใครก็เป็นครูได้ ผู้เรียนต้องการแค่ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ พื้นที่ที่เขากล้าลอง กล้าผิด กล้าเป็นตัวเอง ถ้าเราสร้างสิ่งนี้ได้ ระบบการศึกษาจะเปลี่ยนเอง”

ในขณะที่ ก๋วยมองว่าความยั่งยืนของโครงการในอีก 10 ปีข้างหน้า คือการลดพรมแดนระหว่างสถาบันการศึกษากับสังคมภายนอก และการได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่นเพื่อไม่ให้ขบวนการนี้ต้องหยุดชะงัก

“การจัดการศึกษาไม่ควรอยู่แค่ในมือรัฐอย่างเดียว รัฐยังต้องมีบทบาท แต่ภาคสังคม ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ต้องเข้ามาร่วมด้วย ถ้าเราทำให้ ‘School’ กับ ‘Non-School’ ทำงานร่วมกันได้ มันจะเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความท้าทายคือเรื่องความยั่งยืน ผมคิดว่าถ้าเราทำให้สิ่งนี้เชื่อมกับท้องถิ่นได้ เช่น อบจ. อบต. มันจะยั่งยืนมากขึ้น และถ้ารัฐสามารถสนับสนุนพื้นที่แบบนี้ได้จริง มันจะสร้างอิมแพคได้มหาศาล” ก๋วย กล่าว

บทสรุปและเสียงสะท้อนจากผู้ร่วมทาง พลังแห่งการเชื่อมโยงเพื่อเขยื้อนการศึกษาไทย

เมื่อภาพการทำงานตลอด 10 ปีถูกคลี่ออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมบนเวที ประเด็นเหล่านี้ได้ถูกขยายผลต่อผ่านมุมมองของแขกรับเชิญพิเศษที่เข้ามาร่วมเติมเต็มภาพจิกซอว์ของการปฏิรูปการศึกษา โดยเริ่มจาก รองนายกฯ ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ที่ร่วมสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำและธรรมชาติของมนุษย์ที่ระบบมาตรวัดเดียวไม่เคยตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง และเน้นย้ำว่าการศึกษาควรเป็นเรื่องของ ‘หนึ่งต่อหนึ่ง’ เพราะศักยภาพของคนเรานั้นต่างกันเปรียบเสมือนเส้นทางคมนาคมที่ต้องเชื่อมโยงโอกาสไปให้ถึงตัวเด็ก

“คนเราจะไม่กล้าถ้าไม่มีเพื่อน บางทีมีคนแตกต่างเข้ามาแค่คนเดียว กล้ากันทั้งกลุ่มเลย ผมเชื่อว่าเรื่องการศึกษาคือเรื่องของ ‘การเชื่อมโยง’ เด็กคนหนึ่งอาจมีฝัน แต่ไม่มีโอกาสได้ไปเจอคนที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง หน้าที่ของเราในตอนนี้คือการรักษาของดีที่มีอยู่แล้วอย่างก่อการครู ให้เขาสามารถเดินทางต่อไปได้ เพื่อเป็นสปริงบอร์ดส่งต่อโอกาสเหล่านี้ให้ทั่วถึง”

ในมิติของผู้วางนโยบายอย่าง รมช. ศึกษาธิการ อัครนันท์ กัณกิตตินันท์ และ รองผู้ว่าฯ สานนท์ หวังสร้างบุญ ต่างแสดงเจตจำนงที่สอดคล้องกันในการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ จากผู้ควบคุมมาเป็นผู้หนุนเสริมเพื่อให้คนหน้างานมีอิสระในการสร้างสรรค์พื้นที่เรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดยรมช. อัครนันท์ ยืนยันว่าพร้อมจะเป็นฟันเฟืองที่นำความหวังกลับมาสู่ห้องเรียนเพื่อให้ครูมีแรงบันดาลใจในการสอนอีกครั้ง 

ขณะที่รองผู้ว่าฯ สานนท์ มองเห็นศักยภาพจากฐานรากที่จังหวัดอื่นควรได้รับโอกาสในการจัดการตนเองเฉกเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การศึกษาขยับได้จริงจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน

และมุมมองจากนักวิชาการอย่าง นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล และ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ได้ฝากข้อสังเกตสำคัญถึงทิศทางข้างหน้า โดยเฉพาะความท้าทายในการทำให้สิ่งที่ ‘ดีเกินไป’ กลายเป็น ‘ปฏิบัติการปกติ’ ที่คนทั่วไปสามารถทำตามได้ง่ายๆ ผ่านการสร้างวัฒนธรรมการสะท้อนความคิด (Reflection) ระหว่างครู ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุดในการพัฒนาวิชาชีพ โดยไม่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณเดิมไปเมื่อขยายตัวเข้าสู่ระดับนโยบาย

ท้ายที่สุด ครูกั๊กได้นิยามความหมายของ ‘ก่อการครู’ ที่เปรียบเสมือนบทสรุปของการเดินทางตลอดหนึ่งทศวรรษไว้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นคำตอบว่าทำไมขบวนการนี้จึงยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้แม้ในวันที่เหนื่อยล้าที่สุด

“สำหรับผม ก่อการครูเหมือน ‘ลมใต้ปีก’ ที่ทำให้เราบินได้ไกลขึ้น เป็น ‘สปริงบอร์ด’ ที่ให้ทั้งความรู้ ทักษะ และหัวใจ และในวันที่เราแทบจะยอมแพ้ ก่อการครูเป็นเหมือน ‘เท้า’ ที่คอยถีบเราไปข้างหน้า ให้เราไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะเราต่างรู้ดีว่าหน้าที่ที่แท้จริงของเราคือการพัฒนาเด็ก และนั่นคือเหตุผลที่เรายังคงอยู่ตรงนี้”

10 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อคนตัวเล็กๆ มารวมตัวกันด้วยอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในความเป็นมนุษย์ พวกเขาสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างระดับประเทศได้ และในอีก 10 ปีข้างหน้า แรงกระเพื่อมนี้จะยังคงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาไทยให้กลับมามีชีวิต และยึดโยงกับคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

Tags:

Teacher Agencyนโยบายรัฐการปฏิรูปการศึกษาความเป็นมนุษย์ครูการพัฒนาเด็กและเยาวชนระบบการศึกษาโรงเรียนก่อการครูพื้นที่ปลอดภัย

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Social Issues
    “คุณมาโรงเรียนทำไม?” คำถามจากครูขอสอน คำตอบอันดับ 1 ไม่ใช่ความรู้และวุฒิการศึกษา

    เรื่องและภาพ ณิชากร ศรีเพชรดี

  • Character building
    ฝันให้ ‘โรงเรียน’ เปลี่ยนจากโรงงานปลากระป๋อง สู่โรงสอนคิดและสร้างคาแรคเตอร์

    เรื่อง The Potential ภาพ PHAR

  • Creative learning
    โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง เปลี่ยนเด็กด้วยลานกว้างและดนตรี

    เรื่อง The Potential

  • Unique Teacher
    ครูสอญอ: ผู้อำนวยการสร้างเยาวชนแห่งโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี ภาพ พรภวิษย์ โพธิ์สว่าง

  • Creative learning
    ‘โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง’ ดินคือกระดาษ จอบคือปากกา วิชาอยู่กลางทุ่ง

    เรื่อง กนกอร แซ่เบ๊

Recent Posts

  • ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z
  • ‘คืนความเป็นมนุษย์สู่ระบบการศึกษา’ ทศวรรษแห่งการบ่มเพาะ และก้าวต่อไปของ ‘ก่อการครู’
  • Climate Anxiety: อากาศว้าวุ่น วัยรุ่นก็วุ่นใจ เมื่อภาวะโลกรวนทำให้เราหวั่นวิตกถึงอนาคตข้างหน้า
  • Gen Z มองโลก กับ โลกมอง Gen Z – Digital Native รุ่นแรกที่จะกลายเป็นแรงงานหลักของโลก
  • ‘ห้องเรียนระบบสอง’ งานคราฟท์จากหัวใจครูที่จัดการเรียนรู้โอบรับเด็กทุกเงื่อนไขชีวิต: ผอ.พิเศษ ถาแหล่ง โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel