Skip to content
เทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิก
  • Creative Learning
    Unique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long LearningEveryone can be an Educator
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
เทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิก

Month: May 2026

ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ การศึกษาก็เช่นกัน: ‘แฟน-กิติยากร นระพิมพ์’ สาวน้อยบาริสต้า แห่ง Freeform School
Voice of New Gen
25 May 2026

ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ การศึกษาก็เช่นกัน: ‘แฟน-กิติยากร นระพิมพ์’ สาวน้อยบาริสต้า แห่ง Freeform School

เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • จากเด็ก 17 ปี ที่ต้องดรอปเรียนเนื่องจากปัญหาทางการเงินของครอบครัวในช่วงวิกฤตโควิด-19 วันนี้ ‘แฟน’ ได้เจอกับการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น Freeform School พื้นที่แห่งโอกาสที่ทำให้เธอได้กลับไปเรียนและได้วุฒิ ม.6 พร้อมกับประกาศนียบัตรบาริสต้าขั้นพื้นฐาน
  • สำหรับหลักสูตรบาริสต้าที่แฟนได้ไปเรียนกับศูนย์ฝึกอาชีพคลองเตยนั้น นอกจากจะสอนทักษะต่างๆ ในทุกขั้นตอนของการทำกาแฟ ตั้งแต่วิธีการบด การใช้เครื่องบด การดมกลิ่นกาแฟ การคำนวณอัตราส่วนต่างๆ ในการชงกาแฟ หรือปรับแก้สูตร ยังช่วยให้เธอมีทักษะชีวิตมากขึ้นด้วย
  • การเรียนสายอาชีพเปิดโอกาสให้ได้ฝึกปฏิบัติและทดลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมกับการเรียน ทำให้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรไม่ชอบอะไร ซึ่งช่วยให้มองเห็นเป้าหมายของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น

“คิดเอาไว้อยู่แล้วว่ายังไงก็จะกลับมาเรียนต่อ” …เป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของ แฟน-กิติยากร นระพิมพ์ เด็กสาวที่ชีวิตเคยสะดุดเพราะปัญหาทางการเงินของครอบครัวในช่วงวิกฤตโควิด-19  ตอนนั้นอนาคตสดใสในรั้วโรงเรียนของเธอต้องดับวูบลง พร้อมการตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือการดรอปเรียนเพื่อออกไปทำงาน

แฟนเล่าว่า ย้อนกลับไปในปี 2563 เธออายุแค่ 17 ปี กำลังเรียนปวช. 2 ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี และอยู่ระหว่างการฝึกงานในจังหวัดชลบุรี เมื่อทราบว่าธุรกิจส่งออกขนมแปรรูปของที่บ้านต้องปิดตัวลงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว แฟนจึงได้ตัดสินใจคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะขอดรอปเรียนก่อน เพื่อช่วยที่บ้านประหยัดค่าใช้จ่าย 

หลังจากเปลี่ยนเส้นทางชีวิต แฟนเริ่มต้นใหม่กับการทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านหมูกระทะในจังหวัดอุดรธานี จนกระทั่งอายุครบ 18 ปี เธอจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้า หิ้วกระเป๋าเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพียงลำพัง ด้วยความเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ คือพื้นที่ที่น่าจะมอบความหวังและโอกาสทางอาชีพมากกว่า 

ก้าวผ่านมรสุมชีวิต และเริ่มต้นใหม่ด้วยการศึกษาที่ยืดหยุ่น

การเดินทางเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ของเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่ไม่มีต้นทุนอะไรเลย…ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

แฟนใช้วุฒิม.3 สมัครเข้าทำงานในร้าน 7-11 โดยงานที่เธอได้รับมอบหมายให้ทำนั้นจะอยู่ในส่วนของการทำเบเกอรี่และงานบาริสต้าในร้านคัดสรร โดยหลังจากทำงานมาระยะหนึ่ง เธอเริ่มรู้สึกว่าเงินเดือนที่ได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและไม่มีโอกาสเติบโตไปกว่านี้ เนื่องจากวุฒิการศึกษาในระดับชั้น ม.3 เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดค่าตอบแทนและอำนาจต่อรองในการจ้างงาน แฟนจึงตัดสินใจลาออกและมองหาโอกาสใหม่ๆ

หลังจากนั้นเธอได้สมัครเข้าทำงานที่คลินิกทันตกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้บริหารพิจารณาจากความสามารถมากกว่าวุฒิการศึกษา และนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงานของแฟนที่ได้พิสูจน์ว่า ทักษะหรือประสบการณ์นั้นสามารถเปิดประตูโอกาสทางอาชีพได้ และเป็นสิ่งที่ช่วยให้แฟนเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นว่า การดรอปเรียนไม่ได้ทำให้เธอหมดคุณค่า 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแฟนจะทิ้งการเรียนไป เพราะเธอตั้งใจไว้แต่แรกว่าถ้าเก็บเงินได้จะกลับมาเรียนต่อ  

“ตอนที่ดรอปเรียนไว้ ก็คิดว่าถ้าหากวันหนึ่งเราอยากกลับมาเรียนในระบบต่อ ก็ยังสามารถที่จะเรียนได้ แต่ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ก็อาจจะไปต่อเป็น กศน. ซึ่งเราเองรู้สึกว่าการเรียน กศน. มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สังคมจะไม่ยอมรับขนาดนั้น เพราะผลสุดท้ายมันก็คือจบเหมือนกัน”

ในระหว่างที่ยังมองหาโอกาสที่จะกลับสู่เส้นทางการศึกษาอีกครั้ง ความบังเอิญได้นำพาให้แฟนรู้จักกับ Freeform School ผ่านเพื่อนที่เคยทำงานฟรีแลนซ์ด้วยกัน ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า ที่นี่ใช้การเรียนแบบออนไลน์ผ่าน zoom ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วแต่วิชาหรือแผนการเรียน โดยอาจมีกิจกรรมที่จะต้องไปพบปะกันบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนในเรื่องของค่าใช้จ่ายนั้นทางโรงเรียนซัพพอร์ตเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่ารถ ค่าอุปกรณ์การเรียน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาก็สามารถทำเรื่องเบิกกับทางโรงเรียนได้

“หลังจากฟังเพื่อนเล่าจบก็รู้สึกว่ามันคล้ายๆ กับการเรียน กศน. เหมือนกัน เนื่องจากเป็นการเรียนนอกระบบในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเราเองก็เพิ่งจะเคยได้ยิน เพราะในหัวเราก็จะรู้จักแค่การเรียนในระดับ ปวช. ปวส. สายสามัญ และก็ กศน. เท่านั้น ซึ่งพอฟังแล้วการเรียนในรูปแบบนี้มันค่อนข้างน่าสนใจแล้วก็ตอบโจทย์ชีวิตเราในระดับหนึ่ง ยิ่งพอเห็นเพื่อนเรียนด้วยก็รู้สึกว่าโอเค เรามีเพื่อนเรียนอยู่ แล้วเพื่อนก็การันตีว่ามันเรียนได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับวินัยของตัวเราเองด้วยว่าเรามีวินัยมากพอหรือเปล่า” 

Freeform School พื้นที่การเรียนรู้ที่โอบรับชีวิตของคนสู้ชีวิต

หลังจากแฟนได้เข้าไปเรียนที่ Freeform School คลองเตย เธอก็พบว่าสิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการเรียนในระบบกับนอกระบบคือเรื่องของเวลา ที่นี่จะเข้าเรียนเพียง 1 วันต่อสัปดาห์ ตามที่ผู้เรียนสะดวกและสามารถยืดหยุ่นได้ตามโจทย์ชีวิตของแต่ละคน 

“สำหรับคนที่อยากทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แล้วรู้สึกว่าเราไม่ได้มีเวลามากพอ ก็อาจจะไปเลือกเรียนที่ Freeform School แต่ถ้าบางคนรู้สึกว่าเรียนในระบบควบคู่ไปกับการทำงานแล้วไหวก็สามารถทำได้ ซึ่งตัวของแฟนเองก็เคยทำแล้วแต่ก็รู้สึกว่ามันหนักเกินไป เพราะว่าเราเรียน 5 วัน และถ้าสมมติว่าวันเสาร์เรามีกิจกรรมของวิทยาลัย หรือมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียน ก็อาจจะทำให้ออกไปทำงานได้ยาก ซึ่งถ้าถามว่าทำได้ไหมมันทำได้แต่ว่าเราต้องเหนื่อยมากๆ 

ต่างจาก Freeform School ที่เข้าเรียนแค่ 1 วัน ต่อสัปดาห์ แล้วอีก 6 วัน ที่เหลือก็สามารถไปทำเป็นงานพาร์ทไทม์ ฟรีแลนซ์ หรือว่างานประจำได้หมดเลย แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องจัดการเวลาตัวเองให้ได้ …อย่าลืมว่าเราเองก็ต้องมีวินัยในระดับนึงที่จะพยายามเข้าไปเรียนแล้วก็เข้าไปตามงานที่ทางโรงเรียนมอบให้”

“Freeform School อาจจะไม่ต้องเข้าเรียนทุกวันก็จริง แต่ก็ต้องพยายามแบ่งเวลาไปเข้ากิจกรรมให้ได้บ้าง อย่างเช่น กิจกรรมเข้าค่าย Freeform Land ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน เราก็ต้องมีเวลาให้กับส่วนนี้ เพื่อที่เราจะได้มีโอกาสไปทำความรู้จักกับเพื่อนคนอื่นๆ แล้วก็เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโรงเรียนให้มากขึ้น”

แฟนมองว่าการจัดการเรียนรู้ของ Freeform School เป็นการเรียนนอกระบบในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีความคล้ายคลึงกับ กศน. แต่แตกต่างกันตรงที่ กศน. จะเรียนทุกวันอาทิตย์ ส่วน Freeform School จะมีการนัดวันเรียนที่ทุกคนว่างตรงกัน แล้วก็มีบางวิชาที่สามารถเรียนออนไลน์ได้ 

“ถ้าหากเราไม่สะดวกหรือติดธุระจริงๆ ก็สามารถส่งแบบฟอร์มลาได้ เพราะว่าที่ Freeform School ให้ความยืดหยุ่นทางด้านเวลากับนักเรียนมาก ไม่ได้ฟิกซ์ว่าเราต้องเป๊ะๆ ขนาดนั้น แต่ก็ยังคงมีพี่เลี้ยงที่คอยตามงาน ตามดูแลเราอยู่ตลอด” 

สำหรับเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินหรือเก็บคะแนนก็คือ การสอบเทียบโอน 9 วิชา เป็นข้อสอบความรู้พื้นฐานแยกเป็น 2 ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย บวกกับคะแนนในส่วนของการเข้าร่วมกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ต้องมาพบปะกัน กิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น หรือแม้แต่กิจกรรมการเรียนออนไลน์ผ่าน zoom 

“เรารู้สึกว่าเวลาเรียนก็โอเค พี่เลี้ยงก็น่ารัก อย่างเช่นตอนที่เราเลือกเรียนบาริสต้ากับทางศูนย์ฝึก พี่เขาก็มาถามว่าน้องๆ สะดวกวันไหนเวลาไหน ถามความเห็นของทุกคนที่จะเรียน เหมือนให้ทุกคนมาแชร์กันว่าตอนไหนว่างจะได้มาเรียนพร้อมกัน ไม่ได้ทิ้งหรือมาบอกให้เราเรียนวันโน้นหรือวันนี้ ก็คืออยากให้มาเรียนด้วยกัน เพื่อที่จะได้จบไปพร้อมๆ กัน 

ในส่วนของกิจกรรมหรืองานอีเวนต์ที่ต้องไปออกบูธ พี่ๆ ก็จะมาชวนให้ไปทำแล้วก็มีเงินค่าตอบแทนด้วย ก็คือไม่ได้ไปฟรีมีค่าแรงให้ แล้วก็ยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับชุมชน เช่น การเก็บขยะ ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันเหมือนโรงเรียนปกติทั่วไปที่ยืดหยุ่น พี่เลี้ยงทุกคนรวมถึงผอ.ก็น่ารัก เพราะเขาจะคอยมาคุยคอยตามเด็กตลอดว่าเรายังขาดงานชิ้นไหน ต้องส่งงานอะไรเพิ่ม จะคอยช่วยเหลือเราตลอดเพื่อที่จะทำให้พวกเราเรียนจบกันได้มากที่สุด”

อนาคตบาริสต้า ก้าวต่อไปของ ‘แฟน’

จากประสบการณ์การทำงานที่ 7-11 และความชอบส่วนตัว ที่ Freeform School แฟนเลือกเรียนบาริสต้า เพราะรู้สึกว่าการได้เรียนในสิ่งที่ชอบจะทำให้ตัวเองมีความสุข

“บาริสต้าเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ แต่ที่หยุดทำไปในตอนนั้นก็เพราะสาเหตุในเรื่องของเงินเดือนที่มันไม่โอเค พอได้กลับมาเรียนก็รู้สึกแฮปปี้มาก การได้เห็นเครื่องทำกาแฟมันช่วยฮีลใจเรา อาจจะเป็นเพราะช่วงที่เราทำงานออฟฟิศเราดื่มทุกวันด้วย เลยทำให้เรารู้สึกว่าวันหนึ่งตัวฉันเองก็อยากที่จะไปยืนอยู่หลังบาร์บ้าง อยากรู้ว่าที่ข้างหลังบาร์นั้นมีอะไร”

สำหรับหลักสูตรบาริสต้าที่แฟนได้ไปเรียนกับศูนย์ฝึกอาชีพคลองเตยนั้น นอกจากจะสอนทักษะต่างๆ ในทุกขั้นตอนของการทำกาแฟ ตั้งแต่วิธีการบด การใช้เครื่องบด การดมกลิ่นกาแฟ การคำนวณอัตราส่วนต่างๆ ในการชงกาแฟ หรือปรับแก้สูตร ยังช่วยให้เธอมีทักษะชีวิตมากขึ้นด้วย

“การเป็นบาริสต้าช่วยฝึกให้เรานิ่งขึ้น เพราะว่าการทำกาแฟมันค่อนข้างที่จะใช้สมาธิ สมมติเวลาเปิดร้านก็ต้องเทสต์เครื่องก่อนว่าเราได้กาแฟที่เพอร์เฟคช็อตหรือยัง คือเราจะใจร้อนกับกาแฟไม่ได้เลย ถ้าเราใจร้อนปุ๊บมันอาจจะพัง รสชาติเพี้ยนหรือว่าขมเกินไป เลยรู้สึกว่าการทำกาแฟคือการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งเหมือนกัน”

นอกจากนี้ แฟนยังบอกอีกว่า Freeform School มอบทักษะการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร เพราะเวลาโรงเรียนพาไปออกบูธ ต้องเจอกับคนหลากหลาย ทั้งอายุและมุมมองที่แตกต่างกัน บางครั้งต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และพยายามพูดคุยเพื่อให้เข้าใจตรงกัน

“หลังจากจบงานก็มีการมานั่งรีแคปด้วยกันว่าทีมเราเป็นยังไงบ้าง มีการกระทบกระทั่งกันไหม แต่สุดท้ายเราก็รู้สึกว่า การทำงานเป็นทีมแบบนี้มันต้องลดอีโก้ของตัวเองลงมา เพราะแต่ละคนมันมีอีโก้ที่ต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งทุกคนในทีมที่เราเคยเจอมาน่ารักมาก พยายามปรับลดอีโก้ของตัวเองลงไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็คือพยายามฟังความคิดเห็นของคนอื่น”

อีกหนึ่งทักษะสำคัญที่แฟนได้รับจาก  Freeform School  ก็คือ ความกล้าแสดงออก “ปกติแล้วเราเป็นคนนิ่งๆ แต่พอได้มาทำงานเป็นบาริสต้าก็ต้องปรับตัว เนื่องจากเราจะได้เจอคนหลากหลายรูปแบบ บางครั้งก็ต้องมาทำหน้าที่รับออเดอร์หน้าบาร์ ซึ่งเวลาเจอลูกค้าต่อก็ต้องยิ้มแย้มตลอดเวลา ไม่สามารถทำหน้าไม่พอใจอะไรได้เลย เราต้องควบคุมอารมณ์ตรงนั้นของเราให้ได้เหมือนกัน 

แต่เราโชคดีตรงที่เคยมีประสบการณ์ฝึกงานโรงแรมมาก่อน ก็เลยได้สกิลตรงนั้นมาต้อนรับลูกค้า เช่น ลูกค้าแบบนี้ เราจะต้องวางตัวประมาณไหน บวกกับช่วงที่เคยทำงาน 7-11 พี่ผู้จัดการก็สอนเราว่า เราทำงานบริการ เราต้องยิ้มแย้มนะ ถึงวันนั้นเราจะไม่มีความสุข แต่ถ้าเราอยู่ในหน้าที่การงานเราก็ต้องปรับตัวมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนเรื่องที่เราเครียดหรือว่าไม่สบายใจเก็บเอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยมาคุยกันข้างหลังดีกว่า”

แฟนมองว่า การเรียนสายอาชีพเปิดโอกาสให้ได้ฝึกปฏิบัติและทดลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมกับการเรียน ทำให้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรไม่ชอบอะไร ซึ่งช่วยให้มองเห็นเป้าหมายของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น

“ถ้าเราเรียนตามหลักสูตรว่าต้องจบอันนี้เพื่อไปต่ออันนี้ บางทีเราก็อาจจะยังไม่ได้รู้ความชอบของตัวเองขนาดนั้น พอเราเรียนไปก็จะทำให้รู้สึกหมดไฟได้ จากนั้นเราก็จะดิ่งจนไม่อยากที่จะทำอะไรเลย เพราะรู้สึกว่าฉันไม่มีกำลังใจที่จะเรียนต่อแล้ว แต่ถ้าเป็นสายอาชีพที่เราได้ลองทำในสิ่งที่ชอบควบคู่ไปกับการเรียนด้วย มันจะทำให้เรามีไฟในการเรียนต่อไปจนจบได้ เช่น สมมติว่าเราชอบบาริสต้ามากก็เลยเลือกที่จะเรียนสิ่งนี้ อย่างน้อยมันก็จะมีเป้าหมายเป็นของตัวเองแล้วว่า ฉันจะเรียนบาริสต้าให้จบ เพื่อที่จะได้ไปทำงานในสายบาริสต้า อะไรประมาณนี้”

มากไปกว่านั้น ถ้าการศึกษาเปิดกว้างและยืดหยุ่นพอสำหรับคนที่มีโจทย์ชีวิตแตกต่างกัน ย่อมเปิดทางเลือกให้กับคนที่ไม่สามารถเรียนในระบบได้มีโอกาสมีอนาคตตามศักยภาพของตัวเอง ไม่ต้องติดกับข้อจำกัดเรื่องวุฒิการศึกษาเหมือนที่ผ่านมา

“การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทำให้คนเรียนแฮปปี้ แล้วคุณครูที่ได้สอนก็น่าจะแฮปปี้ด้วย เนื่องจากตัวคุณครูเองก็สอนสนุก เด็กก็ไม่ได้กดดันว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้จะต้องมาเรียน”

ในส่วนของเป้าหมายชีวิตต่อจากนี้ แฟนบอกว่ายังอยากกลับไปเรียนมหาวิทยาลัย ในสายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจควบคู่ไปกับการทำงานซึ่งเธอมุ่งมั่นว่าจะเรียนให้จบปริญญาตรีภายใน 3 ปี เพราะอยากทำงานดีๆ มีสังคมที่ดี และในอนาคตเมื่อเก็บเงินได้แล้วก็จะเปิดคาเฟ่เล็กๆ เป็นของตัวเอง

เมื่อถามถึงความพอใจในชีวิต ณ ตอนนี้ แฟนบอกว่าคือการได้กลับไปเรียนและได้วุฒิ ม.6 พร้อมกับประกาศนียบัตรบาริสต้าขั้นพื้นฐาน ซึ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จไปในระดับหนึ่ง พร้อมกันนี้เธอยังฝากกำลังใจไปถึงทุกคนที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคในชีวิต 

“ตั้งสติ อยู่กับตัวเองให้ได้ก่อน เพราะว่าในวันที่เราล้มหรือไม่มีมีกำลังใจ มันจะทำให้ตัวเราเองค่อนข้างที่จะหงุดหงิด แล้วก็อารมณ์ขึ้นได้ง่าย อยากให้ตั้งสติก่อนแล้วค่อยๆ คิดหาทางแก้ ถ้าหากมีคนรอบข้างอยู่ด้วยก็ลองถามความคิดเห็นจากเขาดูก่อน หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการออกไปทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองมีความสุข สิ่งนี้จะช่วยให้สมองเราโล่ง แล้วก็ลืมเรื่องราวที่ทำให้เครียดไปได้ชั่วขณะ ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ฮีลใจเราได้ดีเหมือนกัน”

“สำหรับใครที่อยากจะกลับมาเรียนแต่ไม่ได้มีทุนเยอะ ก็อยากให้มาลองเรียนที่ Freeform School ย่านคลองเตยดู คุณครูและพี่เลี้ยงทุกคนน่ารัก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่จบ ถ้าเราทำงานตามที่ได้รับมอบหมายครบ และถ้าหากกังวลเรื่องเวลาจริงๆ ก็สามารถมาคุยกับพี่เลี้ยงได้เลยว่าเราติดปัญหาอะไร เพราะที่นี่เขามีทางออกให้เสมอ…” แฟน กล่าวเชิญชวนทุกคนที่ยังรักในการเรียนรู้และอยากสร้างเส้นทางไปสู่อนาคตแบบที่ฝันไว้

Tags:

บาริสต้าการศึกษาที่ยืดหยุ่นFree Form Schoolแฟน-กิติยากร นระพิมพ์การเรียนสายอาชีพเป้าหมายชีวิต

Author:

illustrator

ผ่องอำไพ รำพรรณ์

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • How to enjoy life
    ‘ยึดมั่นกับความจริงของชีวิต อย่าไปยึดติดกับภาพลวงตา’ คาถาแก้คำสาปคนชอบเปรียบเทียบ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • flexible learning-1
    Social Issues
    ‘ห้องเรียนระบบสอง’ การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตจริง:  นวัตกรรมการศึกษาแก้ปัญหาเด็ก Drop Out โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • unique-teacher-outside-the-box-nologo
    Unique Teacher
    โรงเรียน 4 ตารางวา แต่ขนาดหัวใจของครูใหญ่กว่า: ‘ครูติ๊ก- ชัชวาลย์ บุตรทอง’ พาเด็ก Drop Out กลับสู่โลกการเรียนรู้ที่ไม่ลิดรอนความฝัน

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • non-cover (1)
    Voice of New GenSocial Issues
    การศึกษานอกกรอบที่ตอบโจทย์ชีวิต เสียงสะท้อนจากเด็กนอกระบบ ‘นนท์’ – นนทวัฒน์ โตมา 

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • ห้องเรียน ‘บาริสต้าน้อย’ โรงเรียนสินแร่สยาม : ทักษะและการเรียนรู้ที่เด็กๆ ร่วมกันออกแบบ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

The Fundamentals of Caring: หลักพื้นฐานของการดูแลคนอื่น เริ่มต้นที่การกลับมาโอบกอดและเยียวยาหัวใจตัวเอง
Movie
23 May 2026

The Fundamentals of Caring: หลักพื้นฐานของการดูแลคนอื่น เริ่มต้นที่การกลับมาโอบกอดและเยียวยาหัวใจตัวเอง

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • The Fundamentals of Caring คือภาพยนตร์โรดทริปในปี 2016 ที่พาเราไปสำรวจหัวใจพังๆ ของ เบน ผู้ดูแลผู้ป่วยที่แบกบาดแผลฉกรรจ์จากการสูญเสียลูกชาย และ เทรเวอร์ เด็กหนุ่มวัย 20 ปีที่ป่วยเป็น ‘โรคกล้ามเนื้อลีบดูเชน’ (DMD)
  • สองชีวิตที่แตกต่างทว่าแตกสลายไม่ต่างกัน ตัดสินใจก้าวขึ้นรถตู้เพื่อออกเดินทางร่วมกัน โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการพาเทรเวอร์ไปเผชิญหน้ากับพ่อแท้ๆ ที่ทิ้งเขาไป รวมถึงการไปเยือนสถานที่ที่เขาอยากเห็นด้วยตาสักครั้งก่อนที่ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรง
  • ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อดัง The Revised Fundamentals Of Caring ของโจนาธาน อีวิสัน และได้รับเกียรติให้เป็นภาพยนตร์ฉายปิดในเทศกาล Sundance Film Festival ซึ่งได้รับกระแสชื่นชมอย่างล้นหลามจากทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ โดยเฉพาะการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของพอล รัดด์ หรือ Ant-Man แห่งจักรวาลมาร์เวล ผู้ถ่ายทอดความรู้สึกของ เบน ได้อย่างทรงพลัง

“การใช้ชีวิตคือสิ่งที่ยากที่สุดในโลก เพราะคนส่วนใหญ่แค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เท่านั้น”

ประโยคอันคมกริบจาก ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) นักเขียนดังชาวไอริช ดังสะท้อนขึ้นมาในหัวของผมทันทีหลังชมภาพยนตร์โรดทริปสัญชาติอเมริกันเรื่อง The Fundamentals of Caring (2016) ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายของ โจนาธาน อีวิสัน (Jonathan Evison) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยให้นิยามถึงผลงานของตัวเองไว้ว่า 

“มันเกี่ยวกับการที่คุณต้องขึ้นรถตู้คันนั้น เพราะคุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องผลักดันตัวเองและขับต่อไปเรื่อยๆ แม้จะเผชิญกับเรื่องไม่คาดฝันที่เลวร้ายในชีวิต มันจึงเกี่ยวข้องกับผู้คนและสิ่งต่างๆ ที่คุณได้ประสบพบเจอระหว่างทางที่ขรุขระนั้นเพื่อกลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์”

ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของ ‘เบน’ อดีตนักเขียนดาวรุ่งที่ชีวิตพังทลายจากบาดแผลทางใจในอดีต…อุบัติเหตุที่คร่าชีวิตของลูกชายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้เขากลายเป็นคนไร้จุดหมาย หมดสิ้นแรงบันดาลใจ และกำลังถูกภรรยาบีบให้เซ็นใบหย่า 

ในความพยายามที่จะตะเกียกตะกายหาทางก้าวข้ามความเจ็บปวด เบนตัดสินใจลงเรียนหลักสูตรเร่งด่วน 6 สัปดาห์สำหรับการเป็นผู้ดูแลผู้ป่วย (Caregiver) และงานแรกของเขาคือการต้องมาดูแล ‘เทรเวอร์’ เด็กหนุ่มปากร้ายวัย 20 ปีที่ป่วยเป็น ‘โรคกล้ามเนื้อลีบดูเชน’ (DMD) ผู้ขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านกับกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ 

วันหนึ่ง คนพังๆ สองคนตัดสินใจก้าวขึ้นรถตู้และออกเดินทางร่วมกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยมีหมุดหมายคือการพาเทรเวอร์ไปเผชิญหน้ากับพ่อแท้ๆ ที่ทิ้งเขาไป และไปเยือนสถานที่พิลึกพิลั่นที่เขาอยากเห็นด้วยตาสักครั้งในชีวิต

ปกติเวลาดูภาพยนตร์ ผมมักจะตกหลุมรักฉากจบหรือบทสรุปมากที่สุด แต่สำหรับ The Fundamentals of Caring ผมกลับสะดุดใจกับรายละเอียดใน ‘ฉากแรก’ ที่เบนนั่งฟังวิทยากรบรรยายถึงหลักการพื้นฐานของการเป็นผู้ดูแล ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การป้อนอาหาร ช่วยแต่งตัว หรือการทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนระหว่างผู้ให้การดูแลและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ผ่านหลักเตือนใจห้าข้อสั้นๆ ที่เรียกว่า ‘ALOHA’ 

“หลักการพื้นฐานของการดูแลคือให้การดูแลเอาใจใส่ แต่อย่าใส่ใจมากเกินไป หากคุณอยากทำงานนี้ให้ได้นาน คุณต้องปรับตัวเข้ากับกฎบัญญัติของผู้ดูแล จดลงไปค่ะ สำคัญมาก 

‘ฉันจะดูแลคนอื่นไม่ได้ หากไม่ดูแลตัวเองให้ดีก่อน’ 

‘ความต้องการของฉันก็สำคัญเท่าเทียมกับความต้องการของผู้ที่ฉันดูแล’ 

‘การดูแลผู้อื่นนั้นยาก เท่าที่ทำได้คือพยายามอย่างดีที่สุด’ 

และ ‘คงทัศนคติเชิงบวกไว้’ 

จงจำไว้เสมอ ALOHA คือการถาม (ASK) รับฟัง (LISTEN) สังเกต (OBSERVE) ช่วยเหลือ (HELP) และถามอีกครั้ง (ASK AGAIN) ไม่น้อยไปกว่านี้ ไม่มากไปกว่านี้” 

สำหรับผม สิ่งที่ยากที่สุดในหลักการนี้คือประโยคที่ว่า “ฉันจะดูแลคนอื่นไม่ได้ หากไม่ดูแลตัวเองให้ดีก่อน” เพราะในความเป็นจริง การทายาให้บาดแผลของคนอื่น…มักจะง่ายกว่าการทายาให้บาดแผลตัวเองเสมอ

ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยที่เบนมักคะยั้นคะยอชวนให้เทรเวอร์ออกเดินทางไปยังสถานที่โปรดที่ตัวเด็กหนุ่มลิสต์ไว้ในแผนที่ส่วนตัว เช่น การไปดูวัวที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก การไปดูหลุมที่ลึกที่สุดในโลก และการพยายามเกลี้ยกล่อมให้เทรเวอร์ให้อภัยพ่อที่ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเล็กด้วยการไปเคลียร์ใจกับพ่อ (ผู้อาศัยอยู่ในเมืองที่เป็นทางผ่านไปสู่หลุมที่ลึกที่สุดในโลก) เพียงเพราะเบนสังเกตเห็นกองจดหมายที่พ่อส่งมาซ้ำๆ แต่เทรเวอร์กลับไม่ยอมเปิดอ่านแล้วกองรวมกันไว้อยู่อย่างนั้น

“เขาทิ้งไปตอนผมสามขวบ ตอนหมอตรวจเจอโรค คงแค่เรื่องบังเอิญมั้ง…ถามจริง นี่ยังจะคุยเรื่องนี้เหรอ ผมเคยอ่านแล้วมันน้ำเน่า…เขาเลือกเองตอนผมสามขวบ เขาเป็นคนเลือก…ไม่ใช่ผม เขาต้องรับผลเองสิ พอแค่นี้เหอะ เขาไม่ใช่พ่อผมแล้วเข้าใจไหม? คนเป็นพ่อต้องคอยดูแลลูก คอยปกป้องลูก นั่นล่ะหน้าที่เดียวของพ่อ” เทรเวอร์กล่าวด้วยความเจ็บปวด

หากมองด้วยสายตาของผม ความหวังดีของเบนในตอนแรกนั้นไม่ใช่เป็นการทำเพื่อเทรเวอร์ทั้งหมด แต่ลึกๆ มันคือความต้องการ ‘ไถ่บาป’ ให้กับตัวเอง เบนอาจจะคิดตื้นๆ ว่าหากเขาสามารถปกป้องและมอบความสุขให้เด็กหนุ่มบนรถเข็นคนนี้ได้ มันอาจจะช่วยลบล้างตราบาปในอดีตที่เขาไม่สามารถปกป้องรักษาชีวิตลูกชายแท้ๆ ของตัวเองไว้ได้ ดังนั้นเมื่อเทรเวอร์ปฏิเสธความหวังดีนั้นพร้อมกับเอ่ยถึงความลับของเบนในเรื่องลูกชาย เบนจึงระเบิดอารมณ์อย่างควบคุมไม่อยู่ 

“นายคิดว่าแค่เพราะนั่งรถเข็นเลยทำให้นายมีสิทธิ์จะพูดจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบงั้นเหรอ…ไปตายซะ ทั้งนายทั้งรถเข็นเลย ช่างหัววาฟเฟิลปัญญาอ่อน กับแผนที่สถานที่ท่องเที่ยวที่นายไม่มีวันได้ไปเห็น ช่างหัวจดหมายที่นายไม่เคยคิดตอบกลับ เพราะนายมันคิดถึงแต่เรื่องตัวเอง…นายนั่นแหละที่ปล่อยให้ตัวเองเสียเวลาชีวิต ด้วยการนั่งอยู่บ้านดูทีวีไปวันๆ” เบนตะคอกอย่างเหลืออด…เขาอาจไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าคำด่าทอที่รุนแรงนี้ อาจเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนสภาวะของใจที่สิ้นหวังในตัวเขาเองด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เทรเวอร์กลับเซอร์ไพรส์เบนด้วยการยอมออกไปโรดทริปด้วยกัน อาจเพราะเขารู้สึกผิดที่ตัวเองก็ได้ไปกล่าวแซะเบนในเรื่องลูกชาย…และนั่นเองที่ทำให้มิตรภาพบนรถตู้คันเก่าค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างงดงามผ่านบทเรียนชีวิตของคนสองวัย

เทรเวอร์ที่เป็นตัวแทนของคนที่ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยบาดแผลจากการถูกทอดทิ้ง เขาสร้างกลไกป้องกันตัวด้วยการควบคุมทุกอย่างให้คาดเดาได้ และจะแพนิกอย่างรุนแรงหากกิจวัตรเดิมเปลี่ยนไป เช่น เวลากินข้าวเขาจะกินแต่วาฟเฟิลกับไส้กรอก หรือการออกไปสวนสาธารณะทุกวันพฤหัส หากไม่เป็นไปตามนั้น เขาก็จะแพนิกและอาละวาดอย่างรุนแรง ฯลฯ 

แต่การเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับ ‘ด๊อท’ (เซลีนา โกเมซ) เด็กสาวหนีออกจากบ้านที่เข้ามาสอนให้เขารู้จักความรัก และเรียนรู้ที่จะทำอะไรนอกกรอบ โดยเฉพาะการยอมกินอาหารชนิดอื่นที่ไม่ใช่วาฟเฟิล ซึ่งผมไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่เรื่องการกินเท่านั้น แต่มันคือสัญลักษณ์ของการที่เทรเวอร์กล้าเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ๆ โดยรื้อถอนกำแพงความกลัวของตัวเอง 

ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของเบนและเทรเวอร์ก็แน่นแฟ้นขึ้นในฉากที่ทั้งคู่ไปดู ‘วัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ ซึ่งไม่มีทางลาดสำหรับรถเข็น แม้เทรเวอร์จะทำใจยอมรับ แต่เบนก็ไม่ยอมแพ้และต่อรองจนเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาช่วยกันแบกเทรเวอร์ขึ้นไปดูในที่สุด 

หรือในฉากท้ายเรื่องที่เบน ‘สานฝัน’ ของเทรเวอร์ด้วยการทำให้เขาสัมผัสถึงอารมณ์ของการยืนปัสสาวะด้วยตัวเองอย่างยิ่งใหญ่บนจุดชมวิวของหลุมที่ลึกที่สุดในโลก วินาทีนั้นเอง…เทรเวอร์ได้รับรู้ถึงความจริงใจของเบน และเมื่อมนุษย์สัมผัสได้ว่าตัวเอง ‘ถูกให้ความสำคัญ’ เทรเวอร์จึงค่อยๆ มองเห็นคุณค่าในตัวเอง 

“นี่ คุณน่าจะเขียนเรื่องผมนะ เรื่องผมน่าสนใจนะ ถ้าคุณเขียนเรื่องผมเมื่อไร ต้องบรรยายว่าผมทั้งหล่อทั้งเจ๋งนะ งานดีๆ ต้องถ่ายทอดความจริง” เทรเวอร์ กล่าว

และจุดพลิกผันก็มาถึง เมื่อพวกเขาไปหาพ่อของเทรเวอร์ ก่อนพบความจริงว่า พ่อของเขาคือพ่อที่ล้มเหลวไร้ความรับผิดชอบคนเดิม โดยเฉพาะจดหมายขอโทษทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องโกหกที่แม่ของเทรเวอร์เขียนขึ้นมาเองเพื่อปลอบใจลูก แม้เทรเวอร์จะรู้สึกไร้ค่าและอับอายขายหน้า แต่เขาก็ยอมรับพร้อมกับก้าวผ่านมันไป ส่วนเบนเองก็ได้ตระหนักถึงนิยาม ‘ความล้มเหลวที่แท้จริง’ ในฐานะพ่อ

เบนได้เรียนรู้ว่า ความล้มเหลวที่แท้จริงไม่ใช่การที่เขาไม่สามารถช่วยชีวิตลูกชายจากอุบัติเหตุได้ เพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ แต่ความล้มเหลวในฐานะพ่อที่แท้จริงคือการละทิ้งและไม่เคยรักลูกเลยต่างหาก 

ในกรณีของเทรเวอร์ แม้เบนจะเป็นแค่คนแปลกหน้า แต่เขากลับเข้าใจ ใส่ใจ และยืนหยัดอยู่เคียงข้างเทรเวอร์ในวันที่แย่ที่สุด เบนจึงค้นพบว่า ‘หัวใจความเป็นพ่อ’ ในตัวเขายังไม่จากไปไหน 

และคำว่า ‘พ่อ’ ไม่ได้แปลว่าเราต้องปกป้องลูกให้พ้นจากทุกความผิดพลาด แต่คือการตัดสินใจว่าจะเยียวยา ฟื้นฟู และโอบกอดกันอย่างไรต่อไป…หลังจากที่ความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นแล้ว

เมื่อภาพยนตร์จบลงด้วยฉากที่เบนกล้าเซ็นใบหย่าให้กับภรรยาหลังจากพยายามหลีกเลี่ยงมาเกือบสามปี มันจึงเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาเองได้ยอมรับความจริงด้วยการปล่อยวางอดีตที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้ แล้วกลับมาใช้ชีวิตเป็นนักเขียนที่เขารัก พร้อมกับเขียนถึงเทรเวอร์ในเวอร์ชันที่หล่อและเจ๋งตามคำขอ

“เทรเวอร์ คอนกลิน ทั้งหล่อและเจ๋ง หลังจบทริปนั้น ผมลาออกจากงานผู้ดูแล แต่ยังคงเป็นเพื่อนกัน สองสัปดาห์ก่อน ผมไปเยี่ยมเทรเวอร์เนื่องในวันเกิดครบรอบ 21 ปี ผมเจอเขานอนอยู่ที่พื้นห้องนอน ไปสู่สุคติแล้ว ผู้ดูแลคนใหม่ คุณป้าใจดีวัย 60 กว่า ชื่อแอนนา นั่งสะอื้นอยู่ เธอก็เหมือนกับผม เรารู้ว่าเขาพิเศษแค่ไหน…แน่ล่ะ ว่าเขาแกล้งตาย วันต่อมาแอนนาก็ลาออก” เบนเขียนในหนังสือเล่มใหม่ของเขา

ดังนั้น บทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดที่ The Fundamentals of Caring มอบให้ นอกเหนือจากคำคมของออสการ์ ไวลด์ แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำให้ผมสะท้อนคิดว่า สิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต คือการได้รักใครสักคนอย่างจริงใจ และได้ความรักแบบเดียวกันนั้นตอบกลับมา 

เพราะการได้รักและถูกรักในแบบที่ตัวเราเองเป็นจริงๆ นั้น นอกจากจะมอบความมั่นคงทางอารมณ์ให้เราแล้ว มันยังสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’ ที่แข็งแกร่งที่สุด…ทำให้เราตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการฟื้นตัวจากบาดแผลในอดีตที่สร้างความเจ็บปวดให้เรามาอย่างยาวนาน…เพื่อที่เราจะได้เลิกมีชีวิตอยู่ไปวันๆ…แต่เริ่ม ‘ใช้ชีวิต’ อย่างแท้จริงสักที

Tags:

The Fundamentals of Caring

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    Wonder: ความน่าหวาดกลัวอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา หากแต่เป็นความมืดบอดที่หัวใจไม่อาจสัมผัสถึง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    ความจำที่สาบสูญ:  คือตัวตนที่สิ้นสูญ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Playground
    สูญสิ้นความเป็นคน: เพราะแหลกสลาย หัวใจแหว่งวิ่น จึงสิ้นสูญ..

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    Healing is the new high: ไม่มีใครโอบกอดเด็กน้อยในใจเราได้อบอุ่นเท่ากับตัวเราเองในวันนี้อีกแล้ว

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

สูญสิ้นความเป็นคน: เพราะแหลกสลาย หัวใจแหว่งวิ่น จึงสิ้นสูญ..
Playground
22 May 2026

สูญสิ้นความเป็นคน: เพราะแหลกสลาย หัวใจแหว่งวิ่น จึงสิ้นสูญ..

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘สูญสิ้นความเป็นคน’ (No Longer Human) ผลงานของ ดะไซ โอซามุ เป็นวรรณกรรมญี่ปุ่นคลาสสิกที่สำรวจความแปลกแยก ความทุกข์ทางใจ และคำถามว่าอะไรคือ ‘ความเป็นมนุษย์
  • หนังสือเล่าเรื่องราวของ โอบะ โยโซ ชายหนุ่มที่รู้สึกว่าตนเองไม่เข้ากับผู้คน จึงสวมหน้ากากเป็นคนตลกเพื่อให้ได้รับการยอมรับ แต่ภายในเต็มไปด้วยบาดแผลจากวัยเด็ก
  • ความเป็นคนอาจเกี่ยวข้องกับการมีความสัมพันธ์ การได้รับการยอมรับ และการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เมื่อใครสักคนข้างในแหลกสลาย ไม่อาจรับรู้ได้ถึงสายใยความสัมพันธ์ หัวใจที่ค่อย ๆ แหว่งวิ่นอาจนำไปสู่การสูญสิ้นความเป็นคนในที่สุด

ในแวดวงวรรณกรรม มีงานเขียนหลายชิ้นที่บอกเล่าเรื่องราวด้านมืดของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า สัตว์ประเสริฐ แต่หลายต่อหลายครั้ง กลับแสดงพฤติกรรมที่เลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการนึกภาพได้ จนมีคำพูดกันว่า “ทำแบบนี้เหมือนไม่ใช่คน” หรือ “ทำแบบนี้ยังมีความเป็นคนหลงเหลืออีกเหรอ”

บางครั้ง ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วอะไรที่บ่งชี้วัด ‘ความเป็นคน’ และอะไรที่ทำให้ ‘ความเป็นคน’ นั้น สิ้นสูญสลายไป

กระทั่งวันหนึ่ง ผมได้อ่านงานเขียนที่มีชื่อว่า สูญสิ้นความเป็นคน ผลงานชั้นครูในแวดวงวรรณกรรมญี่ปุ่น และเป็นงานเขียนที่โด่งดังที่สุดของ ดะไซ โอซามุ นักเขียนชาวญี่ปุ่น ผู้ซึ่งมีเรื่องราวชีวิตรวดร้าวรันทดไม่แพ้งานเขียนของเขา

สูญสิ้นความเป็นคน หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่นต้นฉบับว่า นิงเง็น ชิคาคุ ที่แปลได้ว่า ‘ไร้คุณสมบัติที่จะเป็นมนุษย์’ หรือในภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า No Longer Human ซึ่งแปลว่า ‘ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป’ แต่ไม่ว่าจะเป็นชื่อในภาษาใด ก็ล้วนให้ความหมายตรงกันว่า นี่คือเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์อีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ บทความของผมเคยเขียนถึงงานวรรณกรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้ชาย ที่ตื่นมาแล้วพบว่า ตัวเองไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นแมลงร่างยักษ์น่าขยะแขยง แน่นอนว่า พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงจำได้ว่า นั่นคืองานวรรณกรรมคลาสสิกสุดพิลึกเรื่อง Metamorphosis (หรือ ‘กลาย’ ในชื่อภาษาไทย) ผลงานของ ฟรันซ์ คาฟคา

งานเขียนของคาฟา บอกกับเราว่า เมื่อมนุษย์คนหนึ่ง ถูกระบอบหรือโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมกดทับย่ำยี จนท้ายสุด ทำให้เขาถูกลดทอนคุณค่า ไม่ได้หลงเหลือสถานะเป็นมนุษย์ในสายตาคนอื่น หากเป็นแมลงน่าเกลียดตัวหนึ่ง โลกของเขาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่าทีของผู้คนที่เคยปฏิบัติต่อเขาอย่างรักใคร่สนิทสนม จะกลายเป็นรังเกียจเดียดฉันท์ และท้ายสุด ต่อให้เขาเสียชีวิตไปก็ไม่ได้รับความสนใจจากใคร ไม่จากแมลงสาบตัวหนึ่งที่นอนตายอยู่บนทางเท้าโดยไร้ผู้คนเหลียวมอง

ที่ผมอ้างถึงงานเขียน Metamorphosis เพราะผลงานเรื่อง สูญสิ้นความเป็นคน กับงานเขียนของคาฟคา ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีบางจุดที่คล้ายกัน แต่ก็มีหลายจุดที่แตกต่างกัน

หากจะให้สรุปสั้นๆ ก็คือ งานเขียนของคาฟคา คือการตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่ง โลกมองว่าฉันไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น

แต่งานเขียนของดะไซ คือการตั้งคำถามว่า ถ้าวันหนึ่ง ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าพวกกับมนุษย์คนอื่นเลย ฉันจะยังคงเป็นคนอีกหรือไม่ และอะไรจะเกิดกับฉัน

เพื่อให้ได้คำตอบต่อคำถามของดะไซ ผมจึงหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้ง

งานเขียนเล่มขนาดสั้นเล่มนี้ กึ่งๆ จะเป็นอัตชีวประวัติของ ดะไซ โอซามุ โดยตัวเอกของเรื่อง ชื่อ โอบะ โยโซ เกิดมาในครอบครัวใหญ่ที่ประกอบด้วยสมาชิกร่วมสิบคน โยโซเป็นลูกคนสุดท้าย เขาเป็นเด็กหน้าตาดี ช่างสังเกตและชอบขบคิดในเรื่องต่างๆ และมักจะมีทัศนคติที่แตกต่างจากคนอื่นอยู่เสมอ

ตั้งแต่วัยเด็ก โยโซ ค้นพบว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีนิสัยหลอกลวง ต่อหน้าเอ่ยปากชื่นชม ลับหลังนินทาว่าร้าย มักพูดจาในสิ่งที่ไม่ตรงกับใจคิด สิ่งเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องบั่นทอนจิตใจของโยโซ และยิ่งทำให้เขาครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดว่า ตัวเองจะสามารถใช้ชีวิตอย่างเสแสร้งหลอกลวงเหมือนคนอื่นๆ ได้หรือไม่

ในที่สุด โยโซ ก็ค้นพบทางออก ด้วยการสวมบทบาท เด็กตัวตลก ทำตัวเปิ่นๆ ซุ่มซ่าม พูดจาแบบคนโง่เขลาให้คนอื่นหัวเราะขำ เพื่อแลกกับสิ่งตอบแทนที่ได้รับมาคือ การยอมรับจากคนอื่น

โยโซ อาจเติบโตกลายเป็นชายหนุ่มขี้เล่น ชอบพูดจาตลก กลบเกลื่อนความเป็นคนแปลกแยกที่อยู่ข้างในลึกๆ โดยไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านั้น แต่ที่น่าเศร้าก็คือ โยโซ ต้องเติบโตกลายเป็นชายหนุ่มที่ถูกสาปให้วนเวียนอยู่แต่ในโศกนาฏรรมแห่งความสัมพันธ์ ซึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากเหตุการณ์ในวัยเด็ก ไม่มากก็น้อย

ในช่วงต้นของหนังสือบอกกับเราว่า ครั้งหนึ่ง หรือหลายๆ ครั้งในช่วงชีวิตวัยเด็ก โยโซถูกคนงานในบ้าน ทั้งชายและหญิง กระทำบางสิ่งที่น่าจะเป็นการล่วงละเมิด

ในหนังสือบอกเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเรียบๆ ปราศจากการขยายความชัดเจนว่า

“ในตอนนั้น ผมถูกคนงานหญิงชายในบ้านกระทำชำเราด้วยการสอนให้ลิ้มรสเรื่องน่าเศร้า… ช่างเป็นอาชญากรรมอันต่ำช้าน่าบัดสีและโหดร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้ แต่ผมเลือกที่จะทนเก็บไว้ แค่นหัวเราะทั้งที่หมดเรี่ยวแรง… ในเมื่อรู้เต็มอกว่าโลกนี้หนีไม่พ้นความอยุติธรรม แค่ฟ้องใครสักคนคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ตัวเองไม่มีทางอื่นนอกจากเก็บเงียบไว้ อดทน และสวมบทตัวตลกต่อไป”

สิ่งที่น่าสลดหดหู่ที่สุด คือ โยโซ (หรืออาจจะเป็นดะไซ โอซามุ) เลือกที่จะเก็บงำเหตุการณ์อัปยศนี้ไว้กับตัว พยายามกลบเกลื่อนมันไว้ ไม่ต่างจากที่เรื่องราวในหนังสือ พูดถึงเหตุการณ์อัปยศนั้นอย่างผิวเผิน ราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ และนั่นยิ่งทำให้หัวใจของเขา ค่อยๆ แหลกสลายลงเรื่อยๆ

นักวิจารณ์หลายคนเชื่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวในหนังสือ เคยเกิดขึ้นจริงกับดะไซ แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ นอกจากเล่าว่า ตอนเด็กๆ เขาอาศัยอยู่ในบ้านที่มีแต่คนรับใช้เป็นส่วนใหญ่

และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ หนังสือเล่มนี้ เป็นงานชิ้นสุดท้ายที่ดะไซเขียน ก่อนจะฆ่าตัวตาย (หลังจากเคยพยายามทำเช่นนั้นมาแล้วถึง 4 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ) ในวันที่ 13 มิ.ย. 1948 ก่อนหน้าวันเกิดครบรอบ 39 ปี เพียงไม่กี่วัน

เรื่องราวในหนังสือ ซึ่งไม่ต่างจากคำสารภาพครั้งสุดท้าย ตรงกับเรื่องราวชีวิตจริงของดะไซเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกเปลือกนอกเป็นคนตลกขบขัน แต่ภายในกลับเคร่งเครียดและเปราะบาง รวมถึงการเป็นผู้ชายเจ้าเสน่ห์ที่มีผู้หญิงเข้ามาพัวพันมากมาย และการใช้ชีวิตเสเพล ในช่วงวัยหนุ่ม

สิ่งเหล่านี้เอง ทำให้หลายคนยิ่งเชื่อว่า ดะไซ โอซามุในวัยเด็กน่าจะเคยเป็นเหยื่อการกระทำรุนแรง จนกลายเป็นบาดแผลในใจ และทำให้เขาเติบโตกลายเป็นคนที่มีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ หรือพูดอีกอย่างว่า เขากลายเป็นคนที่กลัวจะต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่น หวาดกลัวเกินกว่าจะไว้ใจคนอื่น ด้วยภาพจำอันเลวร้ายในวัยเด็ก

โยโซ ตัวเอกของเรื่อง สูญสิ้นความเป็นคน หรืออีกหนึ่งอัตลักษณ์ของดะไซ เติบโตขึ้นมากลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม ที่มีแต่คนรักใคร่ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ด้วยบุคลิกขี้เล่น ชอบพูดจาตลก ไม่มีเคยรู้เลยว่า จริงๆ แล้ว เปลือกนอกเหล่านั้น เป็นแค่การกลบเกลื่อนความหวาดกลัว ไม่ไว้ใจที่จะผูกสัมพันธ์ชิดใกล้กับคนอื่น

หนึ่งเหตุการณ์สำคัญในชีวิตโยโซ คือความพยายามฆ่าตัวตายครั้งแรก เมื่อครั้งที่เขาคบหาอยู่กับซึเนโกะ หญิงสาวที่แต่งงานแล้ว แต่สามีติดคุก ทำให้ตัวเธอต้องทำงานในสถานบันเทิงยามราตรี ชีวิตที่หนักหนาสาหัส (ในความคิดของซึเนโกะ) และชีวิตที่จอมปลอมยากจะทำความเข้าใจ (ในความคิดของโยโซ) ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกัน ทว่า สุดท้ายโยโซกลับรอดชีวิตมาได้คนเดียว

เหตุการณ์ครั้งนั้น ยิ่งทำให้โยโซเกลียดชังตัวเองมากขึ้น เขารู้สึกเหมือนถูกสังคมประณาม ยิ่งใช้ชีวิตเหลวแหลกมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่ชีวิตตกต่ำจนใกล้พังทลาย มักจะมีผู้หญิงที่ถูกดึงดูดด้วยเสน่ห์ (หรือคำสาป) เข้ามาพยายามฉุดดึงโยโซขึ้นจากปลักอันมืดมิด และทำให้ชีวิตเขาค่อยๆ ดีขึ้น

ทว่า วัฏจักรแห่งความเปราะบางของโยโซ พาชีวิตเขาวนเวียนกลับมาสู่จุดเลวร้ายทุกครั้ง โยโซตัดสินใจเดินออกจากชีวิตผู้หญิงเหล่านั้น เพราะไม่สามารถพอใจกับความสุขแบบปลอมๆ (ในความคิดของเขา) และพยายามฆ่าตัวตายอีกหลายครั้ง

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ จบลงโดยที่โยโซ ถูกส่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลบ้า แต่หลังจากนั้น พี่ชายของเขาได้พาตัวเขาออกมา และให้พักฟื้นที่บ้านพักซอมซ่อห่างไกลจากผู้คน มีเพียงหญิงชราที่คอยรับใช้ (เพื่อตัดปัญหาหญิงสาวเข้ามาพัวพันในชีวิตโยโซ)

โยโซ ยังไม่ละทิ้งความพยายามหลบหนีจากชีวิตระทมทุกข์ เขาวานให้หญิงชราไปซื้อยานอนหลับ และกินเข้าไปจำนวนมากเพื่อหวังจบชีวิตตัวเอง แต่กลับพบว่า ต้องลุกขึ้นมาถ่ายหลายครั้งกลางดึก เพราะยาที่กินเข้าไปไม่ใช่ยานอนหลับ แต่เป็นยาถ่าย

“ชีวิตผมในตอนนี้ไม่สุข แต่ก็ไม่ทุกข์เช่นกัน” โยโซ กล่าวทิ้งท้าย

ทว่า ในโลกของความเป็นจริง หลังจากเขียนบทสรุปเรื่องราวชีวิตของโยโซแล้ว ดะไซ โอซามุ ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง พร้อมกับหญิงสาวคู่ชีวิตคนสุดท้าย

แม้ว่าเรื่องราวของโยโซ (และดะไซ) จะเต็มไปด้วยความหม่นมืด เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและความตาย แต่หนังสือเล่มนี้ กลับกลายเป็นวรรณกรรมที่ได้รับความนิยม ทั้งในญี่ปุ่นและในหลายประเทศทั่วโลก

ที่เป็นเช่นนั้น อาจเพราะว่า มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากผู้คนในสังคม เรื่องราวของโยโซ จึงสร้างความรู้สึกอบอุ่นราวกับได้พบเจอเพื่อนเก่าให้แก่นักอ่านเหล่านั้น

ขณะเดียวกัน หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ ยังเตือนให้เราฉุกใจคิดว่า เราไม่มีทางรู้จริงๆ ว่า คนที่ใบหน้ายิ้มแย้ม พูดจาตลกโปกฮา ลึกๆ ข้างในตัวเขา ซุกซ่อนบาดแผลและหัวใจที่แสนเปราะบางแค่ไหน

ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ ยังช่วยให้เรามองเห็นโลกภายในของคนที่กำลังแตกสลาย ซึ่งเชื่อมโยงกับความรู้ทางวิชาการใหม่ๆ ในหัวข้อ ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่า รวมถึงผลกระทบจากบาดแผลในใจตั้งแต่วัยเด็ก

ท้ายสุด ผมนึกถึงคำถามที่ถามไว้ในตอนต้นของบทความ อะไรคือความเป็นคน และอะไรทำให้มันสูญสิ้นหมดไป

สำหรับผมแล้ว คำถามเหล่านี้ อาจไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูป แต่ผมเชื่อว่า เนื่องจากคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่รวมกันเป็นสังคม ความเป็นคนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น การได้ยอมรับ ได้รับความไว้ใจ ซึ่งจะโยงใยไปสู่การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง

อะไรจะเกิดขึ้น หากใครสักคน ไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้

ใครสักคนที่ข้างในแหลกสลาย ไม่อาจรับรู้ได้ถึงสายใย-ความสัมพันธ์

ทุกคืนวัน หัวใจค่อยๆ แหว่งวิ่น สุดท้าย จึง..สูญสิ้น ความเป็นคน

Tags:

หนังสือสูญสิ้นความเป็นคน

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • BookPlayground
    ไม่ว่าจะมีนิสัยที่เป็นภัยหรือไม่ เราทุกคนต่างก็เป็นที่รักได้ : Things No One Taught Us About Love

    เรื่อง อัฒภาค

  • How to enjoy life
    อ่านอะไร อ่านเท่าไร อ่านอย่างไร: วิธีสะสมต้นทุนชีวิตด้วยหนังสือ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    แปดขุนเขา – คือขุนเขาลูกไหน…ในใจคุณ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    Human Walker : เป็นมนุษย์ อย่าหยุดเดิน

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • BookEarly childhood
    THE HAPPIEST KIDS IN THE WORLD: อิสรภาพจากการได้เล่นอิสระ เคล็ดลับเด็กดัตช์แฮปปี้สุดๆ

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี

เปลี่ยนศูนย์เด็กเล็ก จาก ‘ที่ฝากลูก’ เป็น ‘พื้นที่เรียนรู้’ …เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเริ่มต้นที่เด็ก: นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้ก่อตั้ง ICAP
Social Issues
14 May 2026

เปลี่ยนศูนย์เด็กเล็ก จาก ‘ที่ฝากลูก’ เป็น ‘พื้นที่เรียนรู้’ …เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเริ่มต้นที่เด็ก: นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้ก่อตั้ง ICAP

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • ‘ICAP’ หรือ โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย กำลังชวนสังคมไทยมอง ‘ศูนย์เด็กเล็ก’ ใหม่ จากสถานที่ฝากลูกระหว่างวันที่พ่อแม่ออกไปทำงาน ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างศักยภาพมนุษย์ ที่เด็กสามารถเรียนรู้ ผ่านการเล่น การคิด และการลงมือทำจริง เพื่อวางรากฐานสำคัญของชีวิตตั้งแต่วัยแรกเริ่ม
  • นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้ก่อตั้งและผู้ผลักดันโครงการ ICAP เชื่อว่าการลงทุนเพื่อสังคมที่คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายทางของชีวิต แต่คือการลงทุนกับเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองและทักษะต่างๆ
  • หัวใจสำคัญของ ICAP คือการสร้าง ‘ฐานชีวิต’ ที่แข็งแรงให้เด็ก ผ่านการเรียนรู้แบบยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เปิดพื้นที่ให้เด็กได้เลือก ได้เล่น และพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับการเรียนรู้ ซึ่งวันนี้แนวคิดนี้กำลังค่อยๆ ขยายไปยังศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ

หลายปีที่ผ่านมา ‘ศูนย์เด็กเล็ก’ ในสายตาของคนไทยจำนวนไม่น้อย อาจเป็นเพียงสถานที่ฝากลูกไว้ระหว่างวันที่พ่อแม่ออกไปทำงาน ขอแค่เด็กกินอิ่ม นอนหลับ และปลอดภัย ก็ดูเหมือนจะเพียงพอแล้ว แต่สำหรับ นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เขามองว่าพื้นที่เล็กๆ เหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ ‘สร้างอนาคตประเทศ’ ได้เช่นกัน

จากประสบการณ์ทำงานกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง หมอสันติเริ่มตั้งคำถามว่า หากจะลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบต่อสังคมในระยะยาวที่สุด ควรเริ่มต้นจากตรงไหน ก่อนจะพบคำตอบจากงานวิจัยทั่วโลกที่ชี้ตรงกันว่า ช่วงวัยแรกเกิดถึง 6 ปี คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์ โดยเฉพาะทักษะด้านการคิด การควบคุมอารมณ์ และการจัดการตัวเอง หรือ Executive Function (EF) ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตในอนาคต

แนวคิดนี้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ICAP’ (Integrated Child-Centered Active Learning Project) โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่พยายามเปลี่ยนศูนย์เด็กเล็กจาก ‘ที่ฝากลูก’ ให้กลายเป็น ‘พื้นที่สร้างศักยภาพมนุษย์’ ผ่านการเรียนรู้ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กได้เล่น ได้คิด และได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง

จากห้องเรียนเล็กๆ ในอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี วันนี้ ICAP ค่อยๆ ขยายผลไปยังศูนย์เด็กเล็กหลายแห่งทั่วประเทศ พร้อมกับคำถามสำคัญที่โครงการพยายามชวนสังคมกลับมาคิดร่วมกันว่า หากการพัฒนาเด็กปฐมวัยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เรากำลังให้ความสำคัญกับ ‘ต้นทางของชีวิต’ มากพอแล้วหรือยัง?

จากคำถามเรื่อง ‘การลงทุนเพื่อสังคม’ สู่จุดเริ่มต้นของ ICAP 

ก่อนที่ ICAP จะขยายผลเป็นโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากแวดวงการศึกษา แต่มาจากการทำงานด้านผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงของหมอสันติ ซึ่งทำให้เขาตั้งคำถามว่า “การลงทุนเพื่อสังคมแบบใดจะสร้างผลกระทบระยะยาวได้มากที่สุด?”

จากประสบการณ์ในระบบสาธารณสุข เขาเห็นทั้งความเปราะบางของผู้คน ภาระของครอบครัว และปัญหาที่ปลายทางของชีวิต จนได้คำตอบว่า หากต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาจต้องย้อนกลับไปที่ ‘ต้นทาง’ ของชีวิตมนุษย์แทน

© ICAP

“ผมทำเรื่องเด็กเล็กมาประมาณ 10 ปีแล้วครับ ปีแรกที่ทำคือที่อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี โดยเริ่มที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเขาน้อย เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างไกลที่สุดแห่งหนึ่งของลพบุรีเลย ตอนนั้นก็ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่เราเข้าไปทำเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน

เหตุผลที่สนใจเรื่องเด็ก จริงๆ ก่อนหน้านั้นผมทำเรื่องผู้สูงอายุมาก่อน และทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ งานผู้ป่วยติดเตียงถือเป็นงานแรกๆ ที่มีโอกาสได้ทำอย่างจริงจัง ทั้งในเชิงพื้นที่และการขยายผลในภาพใหญ่

พอทำเรื่องนี้ไป เราก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วมันคือเรื่องของมนุษยธรรม เราควรดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะคนที่ติดเตียงหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราก็มองต่อว่า ถ้าพูดในเชิง ‘การลงทุนเพื่อสังคม’ มีประเด็นไหนบ้างที่ถ้าทำแล้วจะคุ้มค่าที่สุด ในแง่ของการสร้างผลกระทบต่อสังคมในระยะยาว สุดท้ายก็พบว่า ‘การพัฒนาเด็กปฐมวัย’ คือเรื่องที่คุ้มที่สุด”

เมื่อได้ศึกษาเรื่องพัฒนาการเด็กอย่างจริงจัง หมอสันติพบว่า งานวิจัยจำนวนมากทั่วโลกต่างพูดตรงกันว่า ช่วงอายุแรกเกิดถึงประมาณ 6 ปี คือ Golden Period ของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์ในระยะยาว

“ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่สามารถทำนายได้เลยว่า เด็กคนหนึ่งเมื่อโตขึ้นไปจนเป็นผู้ใหญ่ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จหรือมีคุณภาพชีวิตแบบไหน รวมถึงมันก็จะสะท้อนกลับไปสู่ชุมชนที่เด็กคนนั้นเติบโตอยู่ และท้ายที่สุดก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศด้วย 

พอเราเห็นข้อมูลตรงนี้ เราก็เลยเริ่มสนใจเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของ ‘สมองมนุษย์’ โดยเฉพาะสมองบางส่วนที่สามารถทำนายความสำเร็จของคนคนนั้นในอนาคตได้

ช่วงหลังคนพูดถึงกันเยอะคือเรื่อง Executive Function หรือ EF ครับ ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับการวางแผน การยับยั้งชั่งใจหรือ Self-regulation ความสามารถในการอดทนรอคอย การยืดหยุ่น รวมถึงการเอาความรู้หรือประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยเจอ มาประมวลและต่อยอดเป็นเรื่องราวหรือวิธีคิดใหม่ๆ ได้ ทั้งหมดนี้คือการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งถ้าเด็กคนไหนพัฒนาสมองส่วนนี้ได้ดี โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตก็มีสูง”

เมื่อมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็ก คำถามสำคัญต่อมาจึงกลายเป็น จะเริ่มต้นจากตรงไหน? เพื่อให้เกิดผลในวงกว้างที่สุด และคำตอบที่หมอสันติเลือก คือ ‘ศูนย์เด็กเล็ก’

“ประเทศไทยถือว่าโชคดีมาก เพราะเรามีศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยที่อยู่ในสังกัดท้องถิ่นกระจายอยู่ทั่วประเทศ แทบทุกตำบลมีหมด บางตำบลมีมากกว่าหนึ่งแห่งด้วยซ้ำ รวมถึงมีโรงเรียนอนุบาลของกระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลเด็กตั้งแต่อายุประมาณ 2-3 ขวบ กระจายอยู่ทั่วประเทศอยู่แล้ว มีทั้งครู มีงบประมาณประจำปี มีโครงสร้างพื้นฐานครบ เด็กก็รวมตัวกันอยู่ตรงนั้น เราก็เลยมองว่า ถ้าสามารถพัฒนาศูนย์เด็กเล็กสักแห่งให้เป็นต้นแบบได้ แล้วมันได้ผลจริง มันก็มีโอกาสที่จะขยายผลไปทั่วประเทศได้เลย”

เปลี่ยนศูนย์เด็กเล็ก จาก ‘ที่ฝากลูก’ เป็น ‘พื้นที่สร้างศักยภาพมนุษย์’

แม้ประเทศไทยจะมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกระจายอยู่แทบทุกตำบล แต่ในความเป็นจริง ศูนย์เด็กเล็กจำนวนไม่น้อยกลับถูกมองเป็นเพียง ‘พื้นที่รับฝากเด็ก’ มากกว่าจะเป็นพื้นที่พัฒนาการเรียนรู้ เด็กจำนวนมากใช้เวลาในห้องเรียนกับการนั่งฟัง นั่งรอ หรือทำกิจกรรมซ้ำๆ ขณะที่ครูเองก็ต้องทำงานภายใต้ความเชื่อแบบเดิมของระบบการศึกษาไทย ที่ให้ความสำคัญกับระเบียบและการควบคุม มากกว่าการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง

สำหรับ ICAP การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้เริ่มจากการเพิ่มอุปกรณ์หรือของเล่น แต่เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดต่อเด็กปฐมวัยทั้งหมด ว่าเด็กวัยนี้ไม่ใช่เพียงผู้รับการดูแล แต่คือมนุษย์ที่กำลังสร้างรากฐานสำคัญของชีวิต

“ศูนย์เด็กเล็กจำนวนมากถูกมองว่าเป็นที่ฝากเลี้ยงเด็ก เวลาพ่อแม่ไปทำงาน เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องมี Content หรือกระบวนการพัฒนาอะไรที่จริงจังมากนัก ขอแค่เด็กกินอิ่ม นอนหลับ ปลอดภัย ก็ถือว่าโอเคแล้ว

แต่พอเราเริ่มชวนกันเปลี่ยนมายด์เซ็ตใหม่ ว่าจริงๆ แล้วเด็กกลุ่มนี้สามารถเติบโตไปเป็นคนที่มีคุณภาพได้ อาจจะเรียนสูงขึ้น กลับมาพัฒนาชุมชนของตัวเองได้ หรือมีศักยภาพในการเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ ถ้าอย่างนั้นเราจะลงทุนกับเรื่องนี้กันไหม”

เมื่อเริ่มต้นทำงานจริง ทีม ICAP เข้าไปปรับตั้งแต่สภาพแวดล้อมในห้องเรียน ไปจนถึงรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยโต๊ะเรียงแถว ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการเล่น การทดลอง และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ขณะเดียวกัน ครูเองก็ต้องปรับบทบาทใหม่ จากผู้ควบคุมห้องเรียน มาเป็น Facilitator หรือ ผู้ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก

© ICAP

กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายตั้งแต่วันแรก เพราะในหลายพื้นที่ ครูและผู้ดูแลเด็กเองก็เติบโตมากับระบบเดิมเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้ ICAP แตกต่าง คือการไม่เข้าไป ‘สั่ง’ ให้เปลี่ยน หากค่อยๆ ชวนให้เห็นผลลัพธ์ผ่านการลงมือทำจริง

“พูดง่ายๆ คือเราเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างห้องเรียนใหม่เลยครับ แล้วก็ออกแบบใหม่ทั้งหมด พอเปลี่ยนวิธีคิด เราก็พบว่าหลายอย่างก่อนหน้านั้นไม่ได้ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ ของเล่น กระบวนการดูแลเด็ก หรือกิจกรรมต่างๆ หลายอย่างทำแบบข้ามไปข้ามมา เพราะเดิมทีคนยังไม่ได้สนใจคุณภาพของ Content มากนัก เนื่องจากมองว่าเป็นแค่พื้นที่ฝากเด็กระหว่างที่พ่อแม่ไปทำงาน

แต่ถ้ามองในเชิงปัญหาใหญ่ วันนี้มันชัดมากครับว่า ตัวเลขพัฒนาการเด็กปฐมวัยของไทย ทั้งเรื่องพัฒนาการโดยรวม หรือเรื่องสมองส่วนหน้าและ EF หลายอย่างยังไม่ดีนัก”

หัวใจสำคัญของ ICAP คือแนวคิด Child-Centered Active Learning หรือการเรียนรู้ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เด็กจะไม่ได้เรียนรู้ผ่านการนั่งฟังหรือท่องจำเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้ผ่านการเล่น การวางแผน การลงมือทำ และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ไม่ใช่การเร่งให้เด็กอ่านออกเขียนได้เร็วที่สุด แต่เป็นการสร้างฐานของการเรียนรู้และการใช้ชีวิตให้แข็งแรงตั้งแต่ต้น

“ที่จริงวัยนี้ยังไม่จำเป็นต้องรีบสร้าง ‘นักวิชาการตัวจิ๋ว’ สิ่งสำคัญกว่าคือการสร้าง ‘ฐาน’ ที่แข็งแรง เพราะงานวิจัยจำนวนมากบอกตรงกันว่า ถ้าฐานพวกนี้ดี เด็กมีโอกาสเติบโตไปสู่ความสำเร็จในระยะยาวได้ครับ”

ห้องเรียนแนวคิดใหม่ที่เด็กได้เลือก ได้เล่น ได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้

หนึ่งในภาพที่ทีม ICAP จดจำได้เสมอ คือวันแรกที่เด็กๆ กลับเข้าศูนย์เด็กเล็ก หลังจากห้องเรียนถูกปรับใหม่ทั้งหมด ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน พื้นที่เดิมที่เคยเป็นห้องเรียนแบบทั่วไป ค่อยๆ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น ได้เลือก และได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจ

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ได้มีแค่การนำของเล่นหรือสื่อใหม่เข้าไปวาง แต่เป็นการออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ใหม่ ตั้งแต่มุมเล่น การจัดพื้นที่ การร้อยเรียงกิจกรรม ไปจนถึงวิธีที่ครูจะมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กในแต่ละวัน

“เงื่อนไขของเราคือ ช่วง 5 วันแรก เราจะขอให้ผู้ปกครองพาเด็กกลับบ้านก่อน เพราะเราต้องเข้าไปจัดสภาพแวดล้อมใหม่ทั้งหมด แล้วก็ใช้ช่วงเวลานั้นเอาครูมานั่งเรียนรู้กระบวนการไปพร้อมกัน

บางทีศูนย์หนึ่งมีหลายห้อง เราอาจเริ่มทำห้องต้นแบบแค่ห้องเดียวก่อน แต่ครูจากห้องอื่นๆ ก็จะเข้ามานั่งดู มานั่งเรียนรู้ไปด้วยกัน พอถึงวันจันทร์หลังจากปิดไป 5 วัน เด็กกลับมา สิ่งแรกที่เห็นคือห้องเรียนเปลี่ยนไปหมด มีของเล่น มีสื่อ มีมุมการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบและร้อยเรียงไว้อย่างเป็นระบบ น่าเล่นมาก

ตอนแรกเราจะเอาผ้าคลุมไว้ก่อน เด็กก็จะงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วครูก็จะค่อยๆ พาเข้าสู่กิจกรรม ร้องเพลง เล่นอะไรนิดหน่อย ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าออก ทันทีที่เปิด เด็กส่วนใหญ่จะร้องว้าวเลยครับ ดีใจกันมาก”

© ICAP

สำหรับ ICAP การเปลี่ยนแปลงสำคัญไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่อยู่ที่บทบาทของเด็กและครูที่เปลี่ยนไปพร้อมกัน จากเดิมที่โรงเรียนเป็นพื้นที่ของ ‘กฎ’ และ ‘คำสั่ง’ ห้องเรียนเริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น ขณะที่ครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม มาเป็นผู้สนับสนุนอยู่ข้างๆ

“ที่ผ่านมา โรงเรียนไทยจำนวนมากเป็น ‘โรงเรียนของครู’ คือครูเป็นคนกำหนดทุกอย่าง เด็กต้องฟัง ต้องนั่ง ต้องอยู่ในระบบ แต่สิ่งที่เราพยายามทำคือเปลี่ยนให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เด็กได้ออกแบบการเล่น ได้วางแผน ได้เลือก ได้คิดเอง ส่วนครูเปลี่ยนบทบาทมาเป็น Facilitator หรือ Play Partner มากกว่า เป็นคนคอยดูภาพรวมและสนับสนุน และพอบรรยากาศเปลี่ยน ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนตาม”

เมื่อห้องเรียนต้นแบบ ค่อยๆ ขยายออกไปไกลกว่าเดิม

จากจุดเริ่มต้นที่แทบไม่มีต้นแบบให้ศึกษา ICAP ค่อยๆ พัฒนาเป็นโมเดลการทำงานที่ชัดเจนขึ้น ผ่านการลองผิดลองถูก การปรับกระบวนการ และการเรียนรู้ร่วมกับคนทำงานในพื้นที่จริง จนท้ายที่สุด แนวทางนี้เริ่มขยายผลออกไปยังศูนย์เด็กเล็กในจังหวัดอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

“พอเริ่มทำที่แรก ปรากฏว่าผลมัน ‘ใช่’ อย่างที่เราคิด เราเห็นเด็กเปลี่ยนแปลงจริง เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้น แล้วกระบวนการเองก็ไม่ได้ซับซ้อนจนทำไม่ได้ พอเริ่มมีผลลัพธ์ คนก็เริ่มสนใจ มีคนเข้ามาดูงานมากขึ้น ตรงนั้นเลยกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจว่า แนวทางแบบนี้เป็นสิ่งที่คนต้องการ และเมื่อคนเห็นผล เขาก็อยากเอาไปทำต่อ เราเองก็เริ่มคิดต่อเหมือนกันว่า ถ้าอย่างนั้นจะขยายผลออกไปได้ยังไง”

แม้ผลลัพธ์จะชัดเจน แต่ความท้าทายสำคัญของ ICAP ในช่วงแรกกลับไม่ใช่เรื่องงบประมาณหรือเครื่องมือ หากเป็นการสร้างโมเดลที่สามารถทำซ้ำได้จริงในบริบทที่แตกต่างกัน 

“ช่วงแรกที่สุดของความท้าทาย คือการสร้างโมเดลขึ้นมาก่อน ตอนเริ่มต้น เราแทบไม่มีต้นแบบเลย ก็ต้องค่อยๆ สร้างขึ้นมาทั้งหมด ต้องลอง ต้องปรับ ต้องชวนคนทำ จนกระทั่งเริ่มได้รับการยอมรับ แล้วเริ่มเห็นว่าเด็กเปลี่ยนจริง กิจกรรมต่างๆ มันเริ่มตอบโจทย์ เพราะฉะนั้น ช่วงแรกมันเหมือนเวลาเราเข็นอะไรสักอย่าง ล้อช่วงแรกมันก็ฝืดที่สุด ต้องออกแรงเยอะหน่อย แต่พอเริ่มเคลื่อนไปได้แล้ว หลังๆ มันก็จะง่ายขึ้นเอง”

© ICAP

เมื่อมีพื้นที่ต้นแบบที่เห็นผลจริง ICAP จึงเริ่มพัฒนาระบบการขยายผลอย่างจริงจัง ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิยุวพัฒน์ ซึ่งปัจจุบัน ICAP ใช้การทำงานหลักอยู่ 2 รูปแบบ คือ โมเดล A และ โมเดล B เพื่อให้การขยายผลสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ

“โมเดล A เป็นโมเดลมาตรฐานเต็มรูปแบบ เราจะระดมทุน แล้วส่งโค้ชลงพื้นที่ประมาณ 2 คน อยู่หน้างานราว 10 วัน มีทั้งชุดสื่อการเรียนรู้ ของเล่น และอุปกรณ์ประมาณ 300 กว่าชิ้น ใส่ลังใหญ่ส่งไปที่ศูนย์

ช่วง 5 วันแรก จะเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สำหรับเด็ก แล้วอีกประมาณ 5 วันหลังคือการเข้าไปเปลี่ยนระบบเดิม ทำให้ครูเห็นตั้งแต่ต้นจนจบว่า กระบวนการใหม่ทำยังไง

ส่วนโมเดล B คือเป็นการที่พื้นที่เรียนรู้จากต้นแบบแล้วไปทำต่อเอง โดยทีม ICAP จะคอย Support อยู่เบื้องหลัง มี Supervisor ออนไลน์ มีคู่มือ มีวิดีโอ มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ ให้”

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการขยายผล คือ ‘เครือข่าย’ โดยเฉพาะเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชนและบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ ซึ่งกลายเป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่าง ICAP กับศูนย์เด็กเล็กในแต่ละอำเภอ

สำหรับหมอสันติ สิ่งสำคัญที่สุดในการเริ่มทำงานกับพื้นที่ใหม่ ไม่ใช่เรื่องงบประมาณหรือทรัพยากร แต่คือความพร้อมที่จะเปลี่ยนของคนในพื้นที่

“สำหรับเรา หัวใจสำคัญที่สุดคือเรื่อง ‘Commitment’ กับ ‘Engagement’ ครับ เวลาเราอยากขยายงานไปพื้นที่ไหน เราก็จะเริ่มจากการชวนผู้อำนวยการโรงพยาบาลก่อน ว่าอยากทำเรื่องนี้ไหม ส่วนใหญ่ก็อยากทำ เพราะเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แล้วพอเขาเชื่อ เขาก็จะช่วยชวนศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่มาคุยต่ออีกที”

ปัจจุบัน ICAP มีศูนย์เด็กเล็กที่เข้าสู่กระบวนการแล้วมากกว่า 1,000 แห่ง และยังคงตั้งเป้าขยายผลต่อไปอีกในอนาคต โดยเป้าหมายระยะยาวคือการพัฒนาเครือข่ายศูนย์เด็กเล็กประมาณ 10,000 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับทีม ICAP การเติบโตครั้งนี้ มากกว่าตัวเลขของศูนย์เด็กเล็กที่เพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างระบบการเรียนรู้ที่สามารถเติบโตและส่งต่อผลลัพธ์ไปยังเด็กจำนวนมากขึ้นในทุกปี

“ตอนนี้เด็กประมาณ 30,000 คนต่อปี ได้รับประโยชน์จากระบบนี้ แล้วพอปีถัดไป เด็กชุดใหม่ก็เข้ามาอีก มันก็เกิดผลสะสมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป้าหมายคืออยากให้ภาคนโยบายเข้ามาช่วย Catalyze หรือเร่งให้โมเดลขยายผลได้เร็วขึ้น แต่จะไม่ใช่การสั่งแบบ Top-down ว่าให้ทุกคนทำตามทันที เราอยากทำในลักษณะ ‘ร่วมพัฒนา’ มากกว่า”

เด็กเล็กในวันนี้ คือความหวังของสังคมในวันข้างหน้า

ตลอดการทำงานของ ICAP สิ่งที่หมอสันติพยายามสื่อสารมาตลอด คือการพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่ใช่เพียงเรื่องของโรงเรียน ครอบครัว หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศในระยะยาว เพราะเด็กที่กำลังเติบโตอยู่วันนี้ คือคนที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญของสังคมในวันข้างหน้า

“ผมคิดว่า ถ้ามองในภาพใหญ่ เด็กปฐมวัยคือ ‘ความหวัง’ ของประเทศ ของสังคม และของพวกเราทุกคนเลยนะครับ วันหนึ่งพวกเราก็ต้องแก่ คนที่จะมาดูแลประเทศ ดูแลชุมชน หรือแม้แต่ดูแลพวกเราเอง ก็คือเด็กกลุ่มนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ”

แม้หลายคนอาจมองว่าการยกระดับคุณภาพศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศเป็นเรื่องยาก เพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร หรือโครงสร้างในพื้นที่ แต่ประสบการณ์ของ ICAP กลับทำให้หมอสันติเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ทรัพยากร หากคือความตั้งใจของคนทำงานในพื้นที่มากกว่า

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเห็นศูนย์เด็กเล็กจำนวนมากค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ภายใต้งบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่เดิม เพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เติบโตอย่างเหมาะสมกับวัย

“หลายคนอาจคิดว่าศูนย์เด็กเล็กของประเทศไทยไม่มีงบ ไม่มีทรัพยากร แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถสร้าง ‘คุณภาพสูง’ ได้ ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ และภายใต้โครงสร้างที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว มันทำได้จริงครับ ไม่ใช่อุปสรรคเลย

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความตั้งใจ’ ถ้าผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นนายก อบต. ปลัด ผอ.กองการศึกษา หรือคุณครู มีความตั้งใจอยากพัฒนาต้นทุนมนุษย์ของชุมชนตัวเองให้ดีขึ้นในระยะยาว แค่นั้นก็เริ่มต้นได้แล้ว

แล้วก็อยากฝากไปถึงคนที่มีอำนาจตัดสินใจในระดับประเทศด้วยว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่คุ้มค่า ทำได้จริง มีต้นแบบความสำเร็จให้เห็นแล้ว และที่สำคัญ มันไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งทางนโยบายอะไรเลย สุดท้ายแล้ว นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศครับ”

Tags:

เด็กเล็กเด็กปฐมวัยICAPการพัฒนาเด็ก

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Related Posts

  • Unique TeacherSocial Issue
    การศึกษาไม่ควรมีคำว่า ‘ชายขอบ’ พัฒนาเด็กปฐมวัยในพื้นที่ชายแดนด้วย ICAP: ครูมื่อ-ประทิม สายชลคีรี 

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issues
    ‘ทักษะที่ขาดหาย’ ความ(ไม่)พร้อมของเด็กปฐมวัย จากการสำรวจ School Readiness Survey: รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง

    เรื่อง The Potential ภาพ ปริสุทธิ์

  • EF (executive function)
    ‘Process Art’ ศิลปะที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลงานชิ้นโบว์แดง เสริมทักษะ EF ในเด็กปฐมวัย: ครูบุญทิพา คุ้มเนตร โรงเรียนวัดเชิงเลน (นครใจราษฏร์)

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Early childhoodFamily Psychology
    เข้าใจลูกในวันที่เขาเปลี่ยนไป EP.2 ‘6 วิธี เปลี่ยนวิกฤตวัยทอง 2 ขวบ (Terrible 2) ให้เป็นช่วงเวลาทองแห่งการเติบโตของพ่อแม่ลูก’

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

  • Early childhoodFamily Psychology
    เข้าใจลูกในวันที่เขาเปลี่ยนไป EP.1 ‘วัยทอง 2 ขวบ’ (Terrible 2) มีจริงหรือ?

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

Healing is the new high: ไม่มีใครโอบกอดเด็กน้อยในใจเราได้อบอุ่นเท่ากับตัวเราเองในวันนี้อีกแล้ว
Book
14 May 2026

Healing is the new high: ไม่มีใครโอบกอดเด็กน้อยในใจเราได้อบอุ่นเท่ากับตัวเราเองในวันนี้อีกแล้ว

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Healing is the new high พลังแห่งการเยียวยาที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต เขียนโดย เว็กซ์ คิง (Vex King) นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย แปลไทยโดย กิษรา รัตนาภิรัต คุโด สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to
  • ในบทที่ว่าด้วย ‘พลังของการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเราในวัยเด็ก’ คิงกล่าวว่า บาดแผลทางใจในอดีตส่งผลลึกถึงระดับโครงสร้างสมองและกลายเป็นเงื่อนไขที่คอยบงการชีวิตเราในฐานะผู้ใหญ่ หากเราไม่หันกลับไปเผชิญหน้าและเยียวยาเด็กน้อยที่แตกสลายในใจ เราก็จะยังคงติดอยู่ในชุดความเชื่อที่จำกัดและใช้ชีวิตผ่านเลนส์แห่งความกลัวไปตลอดชีวิต
  • คำแนะนำของคิงคือ การฝึกเป็นพ่อแม่คนใหม่ให้ตัวเอง ผ่านการกลับไปสบตาและรับฟังเด็กน้อยในใจด้วยความเมตตา เพื่อสร้างวิถีประสาทชุดใหม่ที่ช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าในตัวเองและนำพาความสุขที่แท้จริงมาสู่จิตใจ

บ่อยครั้งที่คนรอบตัวถามผมว่าบาดแผลทางใจที่เจ็บปวดที่สุดของผมคือเรื่องอะไร ผมมักตอบกลับไปทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดว่า “บาดแผลที่เกิดตอนเป็นเด็กไง” 

เพียงสิ้นคำ ภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายเก่าๆ ก็มักจะวนกลับมาฉายซ้ำราวกับปีศาจที่คอยหลอกหลอน…ก่อนลงเอยด้วยรอยน้ำตาของผมเสมอ

ถึงอย่างนั้น ผมก็เข้าใจดีว่ามันคืออดีตที่ผ่านไปแล้ว และก้าวถัดไปที่ควรโฟกัสคือ การเยียวยาตัวเอง ผมจึงเริ่มศึกษาหาความรู้จากหนังสือจิตวิทยาหลายเล่ม โดยเฉพาะการฝึกสติด้วยการนั่งสมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจเพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ ทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบพาราซิมพาติก (Parasympathetic) ให้ร่างกายรู้สึกโล่งสบายและผ่อนคลาย ทำให้ผมปล่อยวางอดีตได้ง่ายขึ้น 

แต่ในวันที่บาดแผลในวัยเด็กถูกกระตุ้นขึ้นอย่างรุนแรง ผมก็พบว่าตัวเองยังต้องการเครื่องมือเพิ่มเติมที่เหมาะกับสภาพจิตใจในวันที่การทำสมาธิอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด จนได้มาพบกับแนวคิด ‘Reparenting’ หรือการเป็นพ่อแม่ให้กับตัวเองในวัยเด็ก

ในหนังสือ Healing is the new high ของ Vex King (ผู้เขียน Good Vibes, Good Life) ได้ตอกย้ำความจริงที่เจ็บปวดว่า หากเราปรารถนาจะเยียวยาจิตใจ เราไม่อาจข้ามผ่านบาดแผลในวัยเด็กไปได้เลย เพราะตัวตนของเราในวันนี้ ถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์และผู้คนในวันวาน ซึ่งมันส่งผลลึกถึงขั้น ‘เปลี่ยนโครงสร้างสมอง’ และกลายเป็นแว่นตาที่เราใช้มองโลกในปัจจุบัน

แต่ก่อนจะไปถึงกระบวนการเยียวยา สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจคือวิธีที่หนังสือชวนให้แยกแยะว่าปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ ของเราที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจาก ‘สัญชาตญาณหยั่งรู้’ หรือ ‘บาดแผลทางใจ’ กันแน่    

  • ถ้าเราตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ: เราจะรู้สึกถึงอิสระ ไม่ต้องดิ้นรนหาเหตุผลมาพิสูจน์ตัวเอง น้ำเสียงที่ดังในหัวจะเป็นการชี้แนะและให้กำลังใจ พร้อมจะก้าวไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ด้วยความเต็มใจ
  • แต่ถ้าเราตอบสนองด้วยบาดแผล: เราจะรู้สึกถูกจำกัด ต้องขุดตรรกะต่างๆ มาอ้างความชอบธรรมให้การกระทำนั้นๆ น้ำเสียงที่ดังในหัวจะเต็มไปด้วยการออกคำสั่ง การต่อต้านสิ่งใหม่ที่ไม่รู้ และการพยายามควบคุมทุกอย่างให้ได้ดั่งใจ

“พอคุณเริ่มตระหนักว่าชั่วขณะเหล่านี้กำลังถูกชักจูงโดยบาดแผลทางใจและความกลัว คุณก็ได้ก้าวไปหนึ่งก้าวใหญ่ สู่การปลดปล่อยความเชื่อที่จำกัดของตัวเองแล้ว คุณจะเริ่มยอมรับว่าการมองโลกของตัวคุณสมัยเด็กไม่เป็นความจริงเสมอไป และนั่นละคือความรู้สึกอิสระที่แท้จริง 

เราเรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้สร้างรอยประทับระดับลึกในใจเราได้ รอยประทับเหล่านี้บางอย่างก็เป็นด้านดีและมีประโยชน์ แต่บางอย่างตรงกันข้าม รอยประทับที่ไม่เป็นประโยชน์จะสร้างรูปแบบความคิด อารมณ์ความรู้สึก และพฤติกรรมที่ทำให้เราไม่ก้าวไปข้างหน้า ไม่ให้พลังกับเรา หรือไม่ช่วยให้เราค้นพบความสุข แต่ทำให้เรากลัว รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย และเศร้าเสียใจ เราจึงทุกข์ทรมาน

คุณไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่สร้างเงื่อนไขให้กับตัวคุณในวัยเด็ก แต่ต้องรับผิดชอบที่จะเปลี่ยนแปลงมันตอนนี้ในฐานะผู้ใหญ่ 

การโทษอดีตว่าสิ่งนั้นทำให้คุณมีความเชื่อที่จำกัดไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา คุณต้องหาวิธีคิดใหม่และเป็นคนใหม่ จากนั้นก็ฝึกใช้แนวทางใหม่ๆ เหล่านั้นจนกระทั่งเชื่อว่านั่นเป็นความจริงมากกว่าความเชื่อเดิมของคุณ”

คิงแนะนำให้เรากลับไปเผชิญหน้ากับความทรงจำอันเลวร้าย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเคลือบฉาบไปด้วยความอับอาย ความโกรธ หรือความกลัวการถูกทอดทิ้งที่ติดอยู่ในใจเป็นเวลานาน โดยเริ่มจากการค้นหาความเจ็บปวดที่มีอยู่ พิจารณาว่ามันมาจากประสบการณ์ใดในวัยเด็ก รับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้น ผละจากมัน และค่อยๆ ปล่อยให้มันจากไป เพื่อเอาความรู้สึกเบิกบานใจในวัยเด็กกลับมาอีกครั้ง

“เราทุกคนสามารถได้ประโยชน์จากการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเราในวัยเด็ก ลองนึกภาพว่าคุณนั่งลงตรงหน้าตัวเองที่เป็นเด็ก ตัวคุณเป็นผู้ใหญ่และกำลังจ้องตากับตัวเองในวัยเด็ก คุณรู้ว่าเด็กคนนี้เรียนรู้อะไรมาบ้าง รู้ว่าอะไรจะทำให้พวกเขาเจ็บและขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของเขาเมื่อโตขึ้น จากนั้นคุณก็บอกเขาว่า ‘นี่ สิ่งที่เธอเรียนรู้มามันไม่ใช่เรื่องจริงหรอกนะ ฉันเข้าใจว่าทำไมเธอถึงปักอกปักใจเชื่อมันนัก แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าการปล่อยมันไปเป็นเรื่องยาก ถ้าเธออยากจะร้องไห้ ตะโกน หรือกรีดร้องก็ไม่เป็นไรนะ แต่นั่นไม่ใช่ความจริง ความจริงก็คือเธอมีค่าคู่ควรที่จะได้รับความรัก ได้รู้ว่าตัวเองปลอดภัย และได้รู้ว่าเธอเป็นเด็กดี’”

แม้ทฤษฎีที่คิงเอ่ยถึง…จะฟังเหมือนง่าย แต่เมื่อผมลงมือทำจริง ผมกลับพบว่าเด็กน้อยในตัวผมคนนั้นช่างฟูมฟาย โวยวาย และปิดใจต่อถ้อยคำปรารถนาดีของผม ทันใดนั้นเอง ผมก็ตระหนักได้ว่า ผมกำลังทำตัวเป็นเหมือนผู้ใหญ่ใจร้ายในอดีตที่เอาแต่ ‘ยัดเยียดคำสอน’ แทนที่จะ ‘รับฟังอย่างตั้งใจ’ ผมจึงหยุดพูดกับเด็กน้อย แล้วปล่อยให้เขาร้องไห้จนสุดเสียง กระทั่งเมื่อมวลความเศร้าจางลง ผมจึงค่อยๆ กล่าวขอบคุณเขาที่อดทนและเก่งมากขนาดไหนที่ผ่านวันเวลาร้ายๆ เหล่านั้นมาได้ พร้อมกับยืนยันให้เขาฟังอย่างช้าๆ ว่าสิ่งที่เขาเป็นในวันนั้นมันไม่ผิดอะไรเลย

นอกจากนี้ผมยังถูกใจที่คิงไม่เพียงแนะนำให้เรากลับมาโอบกอดและเยียวยาตัวเอง แต่เขายังชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่เองก็ทำผิดพลาดได้ เพราะพ่อแม่เองก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ มีข้อจำกัด และมีบาดแผลของตัวเองเช่นกัน ดังนั้นการกลับมาทำความเข้าใจและเยียวยาตัวเองจึงไม่ใช่การหาแพะมาเชือด แต่เป็นการยุติวงจรความเจ็บปวดที่กัดกินความสุขของเรามาอย่างยาวนาน 

ยิ่งไปกว่านั้น คิงยังยืนยันว่าการเป็นพ่อแม่ใหม่ให้ตัวเองไม่ใช่เพียงจินตนาการเพื่อการปลอบประโลมใจ เพราะในโลกของความเป็นจริง ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยมากมายที่ช่วยการันตีผลลัพธ์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

“มีการค้นพบแล้วว่าการเป็นพ่อแม่ใหม่ให้ตัวเราในวัยเด็กสามารถบำบัดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีบาดแผลทางใจรุนแรงได้ผลจริง หลักฐานด้านประสาทวิทยาศาสตร์ก็สนับสนุนเทคนิคนี้ โดยการศึกษาภาพสแกนสมองชี้ให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังมีความยืดหยุ่นแบบสมองเด็ก แม้ว่าจะน้อยกว่าเดิมก็ตาม นั่นหมายความว่าเรายังมีศักยภาพที่จะสร้างวิถีประสาทหรือการเชื่อมต่อใหม่ๆ ในสมอง วิถีประสาทคือการเชื่อมโยงระหว่างระบบประสาทส่วนหนึ่งกับอีกส่วน พวกมันต่างก็มี ‘ความยืดหยุ่น’ ซึ่งหมายความว่ามันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความคิด และอารมณ์ความรู้สึกของเรา 

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณบอกตัวเองว่าไร้ค่าทุกครั้งที่ทำผิดพลาด คุณก็อาจสร้างวิถีประสาทที่ผลิตปฏิกิริยาตอบสนองมันขึ้นมา รวมทั้งอารมณ์ความรู้สึกและประสาทสัมผัสทางกายที่เกิดร่วมกันอย่างเป็นอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นคุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าง่ายขึ้นและเร็วขึ้น แต่ถ้าคุณเปลี่ยนมัน โดยเริ่มบอกตัวเองทุกครั้งที่ทำพลาดว่า คุณกำลังเรียนรู้และพัฒนา ก็จะเริ่มสร้างวิถีประสาทที่มุ่งไปสู่การเติบโต การตอบสนองเช่นนี้ซ้ำๆ จะยิ่งทำให้นี่กลายเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับคุณมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องคิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ

ระบบความเข้าใจใหม่ที่เราสร้างขึ้นผ่านเทคนิคการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเราในวัยเด็ก สามารถทำให้การเชื่อมต่อแง่ลบที่เราสร้างไว้ตอนเด็กเสื่อมลง และสร้างวิถีประสาทใหม่ที่แข็งแรงซึ่งทำให้เรามองสิ่งต่างๆ ในแง่บวกได้มากขึ้น วิถีประสาทใหม่เหล่านี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความรู้ของเราในวัยผู้ใหญ่ มากกว่าความเชื่อผิดๆ ที่เราซึมซับจากผู้ใหญ่ที่อยู่กับเราตอนเป็นเด็ก”

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือผมเริ่มรู้เท่าทันตัวเองมากขึ้นและมองโลกในแบบที่มันเป็น โดยเฉพาะเมื่อทำอะไรผิดพลาด แทนที่จะก่นด่าตัวเองว่า “ห่วย” หรือ “ไม่ได้เรื่อง” เหมือนที่คนอื่นบอก มาเป็นการบอกว่า “เรากำลังเรียนรู้” เพื่อสร้างวิถีประสาทชุดใหม่ควบคู่ไปกับการทำสมาธิ เพราะยิ่งทำซ้ำๆ วิถีแห่งการเติบโตเหล่านี้จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่นำพาความสุขที่แท้จริงมาสู่จิตใจ

“การเยียวยาจิตใจเป็นการปล่อยวางเงื่อนไขในอดีต สร้างระบบความเชื่อใหม่อันทรงพลังให้ตัวเราเอง และยอมรับสิ่งที่เรายังไม่รู้ซึ่งรออยู่ในอนาคต ด้วยความมั่นใจว่าเราเข้มแข็งและมีศักยภาพ ไม่ว่าจะมีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตก็ตาม” คิงกล่าว

เพราะสุดท้ายแล้ว อดีตอาจเป็นสิ่งที่สร้างเงื่อนไขให้เรา แต่ในฐานะผู้ใหญ่ เรามีสิทธิเต็มที่ที่จะรื้อถอนเงื่อนไขเหล่านั้นทิ้งไป เพราะไม่มีใครโอบกอดเด็กน้อยในใจเราได้อบอุ่นเท่ากับตัวเราเองในวันนี้อีกแล้ว

Tags:

หนังสือHealing is the new highบาดแผลในวัยเด็กReparenting

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • BookPlayground
    ไม่ว่าจะมีนิสัยที่เป็นภัยหรือไม่ เราทุกคนต่างก็เป็นที่รักได้ : Things No One Taught Us About Love

    เรื่อง อัฒภาค

  • How to enjoy life
    อ่านอะไร อ่านเท่าไร อ่านอย่างไร: วิธีสะสมต้นทุนชีวิตด้วยหนังสือ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    แปดขุนเขา – คือขุนเขาลูกไหน…ในใจคุณ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    Human Walker : เป็นมนุษย์ อย่าหยุดเดิน

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • BookEarly childhood
    THE HAPPIEST KIDS IN THE WORLD: อิสรภาพจากการได้เล่นอิสระ เคล็ดลับเด็กดัตช์แฮปปี้สุดๆ

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี

จากครูผู้สอนสั่ง สู่ครูที่ ‘ฟังอย่างลึกซึ้ง’ และ ‘สื่อสารอย่างเข้าใจ’ ภารกิจติดปีกนางฟ้าให้ครูดูแลหัวใจเด็ก: แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล
Social Issues
11 May 2026

จากครูผู้สอนสั่ง สู่ครูที่ ‘ฟังอย่างลึกซึ้ง’ และ ‘สื่อสารอย่างเข้าใจ’ ภารกิจติดปีกนางฟ้าให้ครูดูแลหัวใจเด็ก: แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล

เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • ‘ครูนางฟ้า’ ระบบดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นในโรงเรียน ที่เปลี่ยนบทบาทของ ‘ครู’ จากการเป็นผู้สอนหรือผู้คุมกฎเพียงอย่างเดียว มาเป็น ‘ที่พึ่งทางใจ’ และ ‘ผู้รับฟัง’ โดยใช้หลักจิตวิทยาสังคมและการสื่อสารเชิงบวกมาเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา
  • แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล ผู้ขับเคลื่อนโครงการ ‘ครูนางฟ้า’ เริ่มต้นจากการแก้ปัญหายาเสพติดในเด็ก โดยมองเห็นถึงปัจจัยที่เด็กใช้สารเสพติด หลักๆ คือ ความเปราะบางทางความคิด อารมณ์และจิตใจ
  • หลักการสำคัญของครูนางฟ้าคือ ‘รับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน’ โดยมีใบงานมากมายให้คุณครูทดลองทำกัน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเข้าใจตัวเอง ค้นหาตัวตน มองให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง สำรวจอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไปจนถึงเสริมสร้างพลังใจ เป็นต้น

การเฝ้ารอให้ผู้ปกครองจับมือเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต เดินตรงมาหาหมอที่โรงพยาบาลนั้น อาจดู ‘สายเกินไป’ เพราะเมื่อเด็กมาถึงมือหมอมักมีอาการรุนแรงเสียแล้ว ไม่ว่าจะทำร้ายตัวเองหรือกระทั่งทำร้ายผู้อื่น ไปจนถึงปัญหายาเสพติด ถึงครานั้นก็ต้องใช้ไม้แข็งจัดการขั้นเด็ดขาด ส่งไปบำบัดตามสถานพินิจ หรือศูนย์ฝึกและอบรมต่างๆ ทว่า จะดีกว่าไหมถ้าเรามีระบบดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นตั้งแต่ในโรงเรียน เปลี่ยนบทบาทของ ‘ครู’ จากการเป็นผู้สอนหรือผู้คุมกฎเพียงอย่างเดียว มาเป็น ‘ที่พึ่งทางใจ’ และ ‘ผู้รับฟัง’ โดยใช้หลักจิตวิทยาสังคมและการสื่อสารเชิงบวกเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา เสมือนครูแนะแนวที่คอย ‘รับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน’  

แนวคิดดังกล่าวอยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนและพัฒนาครูทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ ‘ครูนางฟ้า’ (School Based Mental Health Project) ที่มี ‘หมอดวงดาว’ แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล รองเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการภารกิจด้านบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เป็นผู้วางรากฐานด้วยความหวังว่า อยากเห็นเด็กๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ ได้ถูกรดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ยอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาเติบโตได้แม้ต้องเจอมรสุมพายุ น้ำท่วม หรือภัยแล้ง มากไปกว่านั้นคือสามารถส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่เผชิญปัญหาเช่นเดียวกันอย่างเข้าใจ 

จุดเริ่มต้นจากปัญหายาเสพติด สู่ความเข้าใจเชิงลึกถึงความเปราะบางในใจเด็ก

จากประสบการณ์กว่า 10 ปี ที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ หมอดวงดาวมีโอกาสทำงานร่วมกับศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศูนย์ยาจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาเด็กใช้สารเสพติด โดยใช้โรงพยาบาลเป็นศูนย์คัดกรอง ทำให้ได้สัมผัสกับเด็กที่ใช้สารเสพติด เด็กเปราะบาง เด็กที่มีภาวะซึมเศร้า และพบว่าเมื่อปัญหารุมเร้าจนในที่สุดเด็กๆ เหล่านี้ก็จะกลายเป็นเด็กนอกระบบ จึงเป็นที่มาของการออกแบบระบบดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นในโรงเรียน หรือ ‘ครูนางฟ้า’ 

“เราไปเจอว่ามีเด็กวัยรุ่นที่ใช้สารเสพติดเยอะกว่าที่เราคิด แล้วพวกนี้เขาไม่มาบำบัดอยู่แล้ว ถ้าไม่ไปตรวจเจอกันจริงๆ เราก็เลยเข้าไปจัดการร่วมกับคุณครู ซึ่งการทำงานกับคุณครูก็เป็นอะไรที่ดีกว่าสถานที่ข้างนอกโรงเรียน เพราะว่าพออยู่ในโรงเรียนมันมีความซอฟต์ลง ไม่ได้ทำโทษแบบเป็นคดีความเหมือนกับข้างนอก เพราะฉะนั้นเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าปลอดภัยขึ้นมาอีกหน่อย แล้วก็คุยกับผู้ปกครองได้ง่ายกว่าที่จะไปเป็นปัญหาข้างนอก ก็ทำงานร่วมกันกับคุณครูต่อเนื่องมา” 

หมอดวงดาวบอกว่า ในการทำงานแรกๆ ยังไม่ได้มีการอบรมทักษะในการดูแลช่วยเหลือเด็กให้ครูอย่างจริงจัง การทำงานจึงหนักที่หมอเป็นส่วนใหญ่ จนเริ่มรู้สึกว่า “ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน” จึงมีการพูดคุยกับครู และแบ่งงานกันทำ มีการอบรมครู และอบรมเพื่อนคนที่ผ่านประสบการณ์การใช้สารเสพติดมาก่อน

“เราก็เห็นแล้วละว่าครูมีศักยภาพ โรงเรียนมีศักยภาพ แต่เพื่อนนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ตอนที่เปิดใจเขาบอกว่า หมอรู้ไหม หมอหาคนเสพไม่ค่อยเจอหรอก ผีมันเห็นผี…ต้องพวกผม เดี๋ยวโจรจะจับโจร โอเค เราก็ทำใจอยู่พักนึง ไหนลองไปจับมาให้ดูหน่อยสิ แล้วเราก็คิดนะ นี่เรากำลังจะคบโจรรึเปล่าเนี่ย แต่เขาก็พิสูจน์ตัวเอง เขาไปชวนเพื่อนที่ใช้สารเสพติด จะเล็กจะน้อยหรือทดลอง ก็เข้ามาอยู่กับเรา คือเวลาพวกเราชวนเนี่ย มันชวนแบบคำสั่ง แต่ของเขาชวนแบบด้วยความเป็นเพื่อนแล้วรู้กัน ดังนั้นเราก็เลยเห็นแล้วว่า วิธีการสื่อสารต้องไม่ใช้อำนาจ เพราะอำนาจไม่จบ” 

หลังจากคลุกวงในปัญหายาเสพติดในเด็กมาพอสมควร หมอดวงดาวมองเห็นถึงปัจจัยในการที่เด็กใช้สารเสพติด หลักๆ คือ ความเปราะบางทางความคิด อารมณ์และจิตใจ จึงส่งผลให้เลือกหรือตัดสินใจพลาดไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด  

“ปัญหาของเด็กเหล่านี้ที่เขาไปใช้สารเสพติด จะมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นเหตุ เหตุแรกสุดคือ ความเปราะบางทางอารมณ์และจิตใจของเขา ไม่รู้จะไปพึ่งอะไร ก็เอาเรื่องอย่างนี้นี่แหละ เลยกลายเป็นปัญหา อีกเรื่องหนึ่งคือ วัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากลอง อยากเข้าร่วมในกลุ่ม บางคนดันไปเข้ากลุ่มผิด แล้วก็จะต้องอยู่ให้ได้ ก็ต้องใช้ด้วย แต่เปอร์เซ็นต์พวกนี้จะน้อยกว่ากลุ่มที่มีความเปราะบางทางจิตใจและอารมณ์ แล้วพอเราไปเจาะดู คนที่อยากรู้อยากลองจริงๆ พอถึงเวลามันมีตัวสะกิดทำให้เขาเข้าไปลองแบบนั้น จริงๆ เขาก็มีความเปราะบางทางความคิดอะไรบางอย่างอยู่ 

ดังนั้น ปัญหาคือเรื่องความคิดกับอารมณ์ความรู้สึก เราก็เลยจับกลุ่มที่ใหญ่กว่านั้น คือไปคัดส่วนที่เป็นคนที่มีความเปราะบางทางอารมณ์ ก็คือกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องซึมเศร้า ก็เลยกลายเป็นว่าครูนางฟ้ารุ่นหลังๆ มาทำเรื่องซึมเศร้า แล้วก็หาเรื่องอารมณ์ความรู้สึกที่เปราะบางเพื่อที่จะแก้ไข จริงๆ ก็ไม่เชิงแก้ไขนะ แต่จะเป็นลักษณะที่เสริมพลังให้เขารู้ว่า บางเรื่องอาจจะเป็นจุดอ่อนของชีวิต แต่ว่าถ้ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตจะดับสลาย มันก็ยังมีอย่างอื่นดีอยู่นะ ให้หันไปมองมุมที่ดีๆ แล้วก็พัฒนาจากมุมที่ดีนั้นให้กลายเป็นจุดแข็ง คนเราถ้าเปลี่ยนจุดอ่อนไม่ได้ ก็สร้างจุดแข็งซะเลยดีกว่า”

‘หมอดวงดาว’ แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล

‘รับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน’ หลักการสำคัญของ ‘ครูนางฟ้า’ 

ในการดูแลประคับประคองจิตใจเด็กนั้น ครูจำเป็นต้องได้รับการเสริมทักษะสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางใจของเด็กๆ นั่นก็คือ การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และ สื่อสารอย่างเข้าใจ 

“ในการเสริมทักษะให้ครู มันต้องเริ่มจากที่ครูต้องผ่านประสบการณ์ด้วยตัวเอง เพราะเรื่องนี้ต้องเข้าใจจากข้างใน ต้องรับรู้ก่อน อย่างหมอเองก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง จากที่ไม่เคยเชื่อว่าโจรจับโจร เราจะไปคบโจร เราจะวางใจได้ไหม อันดับแรกเราก็ต้องเปิดใจกว้างๆ เลย ดังนั้นคุณครูถ้าจะไปช่วยแก้ปัญหาให้เด็ก เขาก็ต้องเปิดใจเยอะๆ ที่จะฟัง แล้วก็มองให้เห็นลึกจริงๆ ว่าอะไรคือศักยภาพของเด็กที่เป็นจุดแข็ง แล้วอะไรที่เป็นจุดอ่อน รับรู้จุดอ่อน แต่มองข้ามไปก่อน เพื่อที่จะไปเสริมจุดแข็ง แล้วค่อยเอาจุดแข็งนั้นมาดันจุดอ่อนที่หลัง” 

หมอดวงดาวย้ำในสิ่งที่ยึดถือเป็นสโลแกนของครูนางฟ้า ก็คือ ‘รับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน’ โดยมีใบงานมากมายให้คุณครูทดลองทำกัน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเข้าใจตัวเอง ค้นหาตัวตน มองให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง สำรวจอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไปจนถึงเสริมสร้างพลังใจ เป็นต้น 

“หลังจากอบรมครูเขาก็จะเริ่มเข้าใจว่าเด็กต้องการการรับฟัง แล้วไม่ใช่ฟังเสร็จปุ๊บ ตัดสินเลย แล้วก็สอนๆๆ ซึ่งครูสอนมาทั้งชีวิต เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยากมากเลยนะ แต่ว่าให้ครูเขารู้ก่อนว่าต้องฟัง 

แล้วถัดมาช่วงประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็จะฟังกันเป็นครั้งๆ ให้การบ้านครู ให้ครูทำจริง เช่น ครูไปคัดกรองตามนี้ แล้วครูเลือกเด็กกลุ่มที่ต้องดูแลตามสเต็ปแคร์ที่เขียนให้ ครูเลือกเอาง่ายๆ ก่อน ครูแค่ไปฟังเด็ก ใช้ใบงาน กราฟวัดลอยจม ให้เด็กบอกว่าอะไรของเด็กที่มันลอยขึ้น อะไรที่รู้สึกว่าเป็นมุมไม่ค่อยดี มันจมลง ให้เด็กเขาวัดด้วยตัวของเขาเอง ซึ่งระหว่างที่เด็กเขาวัดด้วยตัวของเขาเอง ครูก็นั่งเงียบๆ ไปก่อนนะ แล้วให้เขาเล่าว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น อันนี้คือการเปิดใจ แล้วครูก็ฟัง ทำไมหนูถึงคิดว่านี้คือบวก ทำไมหนูถึงคิดว่านี้คือลบ แล้วภาพรวมจริงๆ ในชีวิตไม่มีใครลบหมดนะ ก็มีดีนี่เห็นไหม ส่วนใหญ่เขาก็จะเห็นว่าจริงๆ เขามีดี แล้วค่อยหาจุดแข็ง”

หลังจากการอบรมครั้งแรกเสร็จสิ้น ครูจะได้การบ้านในการดูแลเด็กจริงๆ จากหมอดวงดาว และคุยอัพเดตกันในครั้งถัดไปผ่านช่องทางออนไลน์ 

“เราก็รีเฟล็กซ์ให้ครูรู้ว่า ครูใช้แล้ว ครูมีทักษะแล้ว เห็นไหมครูมีทักษะอันนี้ เก่งแล้ว ก็ไปสู่สเต็ปต่อไป” 

สำหรับระบบดูแลช่วยเหลือเด็กนั้นจะเริ่มจากการคัดกรองเด็กด้วยเครื่องมือประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น ตามด้วยการสังเกตเชิงรุก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ โดยครูนางฟ้าจะต้องคอยมองหาเด็กที่แยกตัว พฤติกรรมเปลี่ยน หรือขาดเรียนบ่อย

เมื่อพบเด็กกลุ่มเสี่ยง ครูจะเริ่มให้การช่วยเหลือโดยใช้เครื่องมือ เช่น การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) การสื่อสารอย่างเข้าใจ รวมไปถึง อีกหนึ่งเครื่องมือที่ครูต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ นั่นก็คือ การใช้ Low-Intensity Cognitive Behavioral Therapy (LICBT) เพื่อช่วยเด็กปรับความคิดและพฤติกรรมในระดับเบื้องต้น ผ่านใบงาน ‘ปรับความคิดชีวิตเปลี่ยน’ แต่หากเคสไหนที่เกินกำลังครูจะรับไหว จะมีระบบส่งต่อไปยังจิตแพทย์หรือโรงพยาบาลเครือข่ายอย่างไร้รอยต่อและเร็วพอที่จะแก้ไขปัญหาให้เด็กๆ ได้

หมอดวงดาวยกตัวอย่างเคสเด็กคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ถามไถ่เรื่องราวชีวิต เขาเป็นเด็กที่ชอบประดิษฐ์มาก แล้วเขาประดิษฐ์ปืนขึ้นมา “หมอก็ถามเขาว่าไปเรียนรู้จากไหนมา เขาก็ตอบหมอว่าดูในยูทูบ แล้วทำไมหมอเปิดไม่เคยเจอ เขาก็บอกหมอไม่รู้จักช่องอย่างนี้หรอก ต้องผม เดี๋ยวผมเปิดให้ดูเอาไหม หรือหมอจะเอาสักอัน เราก็เห็นแล้วว่า เขามีจุดแข็งคือชอบประดิษฐ์ ใช้แรงงานเก่ง แล้วเขาก็มีจุดแข็งคือยาย ยายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต ดังนั้นเอาตรงนี้ยึดไว้เป็นที่ตั้งก่อน แล้วก็ตามด้วยว่าแล้วจริงๆ ตัวเองอยากเป็นอะไร เราไม่อยากให้ยายเสียใจก็ต้องอยู่ในร่องในรอยนั่นแหละ ก็ให้วางแผนชีวิตตัวเอง คิดจะเรียนอะไรต่อ ก็ช่วยไกด์กันไปตามขั้นตอน”

บันทึกความสำเร็จผ่านโรงเรียนต้นแบบ ‘เมื่อครูปรับ เด็กก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น’

หมอดวงดาวฉายภาพความสำเร็จผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในโรงเรียนต้นแบบ อย่างโรงเรียนเทศบาล 3 (ชาญวิทยา) จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มี ‘ครูโจ’ วิฑูลย์ แซมสีม่วง เป็นแกนนำ ซึ่งครูโจเคยเป็นครูปกครองสายโหดที่ครั้งหนึ่งเคยผลักเด็กออกจากระบบการศึกษา แต่เมื่อได้ติดปีกเป็นครูนางฟ้า ครูโจได้ใช้หลักจิตวิทยาสังคมเสริมศักยภาพครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างได้ผล (จากครูปกครองสุดเฮี้ยบที่ผลักเด็กจากระบบการศึกษา สู่ครูนางฟ้าที่สื่อสารด้วยหัวใจ: ครูโจ-วิฑูลย์ แซมสีม่วง)

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลตัวเลขที่ยืนยันผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่เด็ก เช่น เด็กที่มีความเปราะบาง มีภาวะซึมเศร้า ขาดเรียน มีความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเอง และใช้สารเสพติด จำนวน 30.48% ภายในระยะเวลา 3 เดือน หลังจากได้ฝึกและนำทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ควบคู่กับ MI และ Li-CBT ไปใช้จริงกับเด็ก ความเปลี่ยนแปลงก็ปรากฏให้เห็น โดยเด็กกลุ่มเปราะบางดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 7.32% และยังมีเด็กที่ทำร้ายตัวเอง มีความพยายามฆ่าตัวตาย และใช้สารเสพติด อีกจำนวน 13.41% ซึ่งปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 2.44% เป็นผลจากความพยายามของครูที่เห็นความสำคัญของระบบการดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียนและเด็กที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มี่คุณภาพในสังคมต่อไป

‘หมอดวงดาว’ แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล และ ‘ครูโจ’ วิฑูลย์ แซมสีม่วง

​ดูแลหัวใจเด็กเป็นภารกิจสำคัญ แต่ครูก็อย่าลืมกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง

ในการทำงานด้านสุขภาพจิตวัยรุ่นที่ปัญหามีความซับซ้อน และมีระดับความยากง่ายต่างกันเป็นรายบุคคล ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ครูจะเกิดอาการเหนื่อย ท้อ หรือหมดไฟในการทำงานกันไปบ้าง หมอดวงดาวแสดงความเป็นห่วง พร้อมให้คำแนะนำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับบรรดาครูนางฟ้าทั้งหลายว่า 

“หมอจะบอกเขาเลยว่า เหนื่อยก็พัก หมอเองก็ยังมีวันเหนื่อยเลย มันเป็นเรื่องธรรมชาติของคน คนเราไม่มีหรอกอะไรมันจะแรงดี แบตเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอด แบตอ่อนก็ชาร์จ แต่เราก็ต้องหาวิธีการชาร์จตัวเองให้เป็นนะ อีกอย่างไม่ต้องคาดหวังความเฟอร์เฟกต์ ไม่มีใครทำได้เฟอร์เฟกต์ทั้งหมด มันมีแค่ว่าถ้า ณ ตอนนั้นเราทำดีที่สุดแล้ว แล้วก็จากประสบการณ์หมอ แล้วก็เพื่อนครูทั้งหลาย แนวทางที่เราทำให้มันไม่ถึงกับเป็นการบำบัดรักษา ดังนั้นสิ่งที่ทำเรียกว่า ไม่ Harmful ต่อเด็ก ไม่ทำร้ายแน่ๆ

แค่ฟัง…ไม่ทำให้เด็กเสีย แค่พูดชมในสิ่งที่เขาเป็น แล้วก็ช่วยกันมองว่าอะไรคือคุณค่าและความดีงามของเขา สิ่งนี้ไม่ทำร้ายคนอยู่แล้ว ดังนั้นมั่นใจเถอะว่านี่คือสิ่งที่ดี ไม่ได้ทำร้ายใคร แถมช่วยเขาอีกต่างหาก” 

“สิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันจะดีหรือไม่ดีมันขึ้นอยู่กับอีกหลายอย่าง ไปปลูกเอาตอนที่หน้าร้อนจัดแดด แล้วไม่มีคนรดน้ำพรวนดิน ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ไม่ได้โตร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกับอยู่ให้ห้องที่ลมดี น้ำดี ใส่ปุ๋ย พรวนดิน เมล็ดพันธุ์เดียวกันปลูกคนละที่ยังดีไม่เท่ากันเลย ดังนั้นคุณครูไม่ต้องกังวล วันนี้ที่ทำถ้าคุณครูมั่นใจในวิธีการว่านี่คือสิ่งที่ดีมีคุณค่าต่อผู้อื่นแล้ว คุณครูทำไปเถอะ วันนั้นเหตุและปัจจัยมันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่ได้ผลลัพธ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องที่ต้องทำใจนะ เพราะว่าครูไม่ได้ Control ได้ทุกอย่าง ขอแค่เวลาเด็กโดนน็อคมาจากบ้าน มาถึงโรงเรียน โรงเรียนเป็นเบาะให้เขาแล้วกัน โรงเรียนอย่าฟาดต่อ”

ปัจจุบันโครงการนี้กลายเป็นโมเดลที่หลายโรงเรียนทั่วประเทศนำไปปรับใช้ จนเกิดเป็นเครือข่าย ‘ครูนางฟ้า’ ที่เข้มแข็งและยั่งยืน 

หมอดวงดาวฝากข้อความทิ้งท้ายถึงโรงเรียนหรือคุณครูที่มีความสนใจอยากจะนำโครงการครูนางฟ้าไปปรับใช้ในโรงเรียนว่า “ถ้าสามารถติดต่อสถาบันพัฒนาระบบบริการสุขภาพองค์รวม (สพบ.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติได้เลย ถ้าอยากเข้ามาเรียนรู้กัน มาลองเรียนรู้ดูสิว่า สิ่งที่เรามีอยู่มันตอบโจทย์ไหม ถ้าตอบโจทย์ก็ยินดี เราจะสนับสนุนเต็มที่” 

Tags:

การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)ครูนางฟ้าการสื่อสารด้วยหัวใจแพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูลระบบดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นในโรงเรียน

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Related Posts

  • Early childhoodFamily Psychology
    เติบโตไปด้วยกัน Alpha Generation EP.7 ‘การสื่อสารที่ส่งไปถึงใจลูก’

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

  • Kru Jo
    Social Issues
    จากครูปกครองสุดเฮี้ยบที่ผลักเด็กจากระบบการศึกษา สู่ครูนางฟ้าที่สื่อสารด้วยหัวใจ: ครูโจ-วิฑูลย์ แซมสีม่วง

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Kru Lisa
    Social Issues
    “การเป็นครูแปลว่าต้องดูแลเด็กตั้งแต่จิตใจ” ครูลีซ่า-นูริทรา แปแนะ ครูนางฟ้าที่ใช้การสื่อสารเชิงบวก รับฟังและอยู่เคียงข้าง

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Deep Listening-nologo
    Character building
    ‘การฟังเป็น’ ไม่ใช่แค่ได้ยินเสียง แต่ต้องให้ดังไปถึงใจ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    เปิด ‘ไพ่มูดูชีวิต’ เข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งและค้นหาวิธีดูแลใจ กับ ‘อั๊ท – ณอัญญา สาวิกาชยะกูร’ เพจวารีแห่งใจ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z
8 May 2026

ปรัชญาชีวิต: คำคมที่ยังต่อติดกับ Gen Z

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ปรัชญาชีวิต (The Prophet) เขียนโดย คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) ถอดความเป็นภาษาไทยโดย ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิโล เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่กว่า 100 ปีที่แล้ว และถูกแปลเป็นภาษาอื่นมากกว่า 100 ภาษา ทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่มีการแปลเป็นภาษาอื่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์
  • หนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนงานกวีที่อัลมุสตาฟา (Almustafa) ถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส โดยที่บทกวีแต่ละบท คือ คำสอนว่าด้วยการใช้ชีวิตในหัวข้อต่างๆ เช่น ความรัก การแต่งงาน มิตรภาพ อิสรภาพ คุณธรรม ความชั่วร้าย เวลา ไปจนถึง ความตาย
  • แม้หนังสือเล่มนี้จะมีอายุกว่า 100 ปี แต่คำสอนจำนวนมากกลับเชื่อมโยงกับวิธีคิดของคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ ความเป็นตัวของตัวเอง และอิสรภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งล้วนเป็นคุณค่าที่คนรุ่นปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก

“บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ…

เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ”

ประโยคข้างบน เป็นหนึ่งในวรรคทองของหนังสือที่มีชื่อว่า ปรัชญาชีวิต หรือ The Prophet ซึ่งเขียนโดย คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) ถอดความเป็นภาษาไทยอย่างไพเราะโดย ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิโล ราชบัณฑิตแห่งราชบัณฑิตยสถาน

ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย เขาเคยพูดไว้ว่า นอกจากหนังสือเรียนแล้ว หนังสือที่สามารถตรึงให้เขาอ่านจนจบเล่มน่าจะมีอยู่ไม่เกิน 5 เล่ม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ปรัชญาชีวิต

และที่สำคัญ ไม่เพียงแค่อ่านจบเท่านั้น แต่เขายังจำหลายๆ ประโยคในหนังสือได้ขึ้นใจ รวมถึงประโยคข้างบน ที่เพียงเอ่ยยังไม่จบประโยค ก็บอกได้แล้วว่า ข้อความดังกล่าวมาจากหนังสือ ปรัชญาชีวิต ที่ผมกำลังจะเขียนถึงนี้ครับ

ปรัชญาชีวิต ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1923 โดยคาลิล ยิบราน ผู้เป็นทั้งกวี-นักเขียน และจิตรกรชาวเลบานอน หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลก ด้วยยอดขายมากกว่า 100 ล้านเล่ม และถูกแปลเป็นภาษาอื่นมากกว่า 100 ภาษา ซึ่งทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่มีการแปลเป็นภาษาอื่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ปรัชญาชีวิต คือหนังสือที่ไม่เคยหยุดการตีพิมพ์ นับตั้งแต่หนังสือเล่มนี้ปรากฎตัวต่อสายตานักอ่านทั่วโลก เมื่อกว่าหนึ่งร้อยปีที่แล้ว

อะไรทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นที่รักของนักอ่านทั่วโลก รวมถึงมีอิทธิพลต่อชีวิตของบุคคลสำคัญหลายๆ คน อาทิ อดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ของสหรัฐ, นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย, จอห์น เลนนอน, เอลวิส เพรสลีย์ และ ไมเคิล แจ็คสัน

ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนงานกวี 26 บท ซึ่งอัลมุสตาฟา (Almustafa) ถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส ในวันที่ท่านจะเดินทางหวนคืนสู่เกาะแห่งการเวียนว่ายตายเกิด โดยที่บทกวีแต่ละบท คือ คำสอนว่าด้วยการใช้ชีวิตในหัวข้อต่างๆ เช่น ความรัก การแต่งงาน มิตรภาพ อิสรภาพ คุณธรรม ความชั่วร้าย เวลา ไปจนถึง ความตาย

ถึงแม้ยิบราน จะยืนยันมาตลอดว่า เขาไม่ใช่นักปรัชญา ทว่า อัลมุสตาฟา ตัวละครเอกในหนังสือเล่มนี้ กลับได้รับการยกย่องให้เป็นนักปรัชญา หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ‘ศาสดา’ ผู้เผยแผ่สัจธรรม ผ่านถ้อยคำอันเรียบง่าย แต่เปี่ยมความหมายอย่างลึกซึ้ง

หลายครั้งที่ผมอ่านหนังสือปรัชญา หรือข้อคิดคำคมจากปราชญ์ยุคโบราณ ผมมักอดคิดไม่ได้ว่า ถ้อยคำเหล่านั้นยังสามารถใช้ได้ในโลกยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน เร่งรีบ และอุดมไปด้วยตัวช่วยที่ชาญฉลาดอย่างเอไอหรือไม่

หนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน ในระหว่างที่หยิบมาอ่านซ้ำอีกรอบเมื่อไม่นานมานี้ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า คนรุ่นใหม่ที่เราเรียกว่า ‘เจนซี’ (Gen Z) จะรู้สึกเข้าใจและเข้าถึงคำสอนของอัลมุสตาฟา เหมือนเช่นหนุ่มสาวในยุคแสวงหาเมื่อหลายสิบปีก่อนหรือไม่

ยิ่งค้นคว้าหาคำตอบในเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ผมกลับพบว่า คนรุ่นใหม่ไม่เพียงแต่เข้าใจในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น พวกเขายังรู้สึกว่า สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับคำสอนของอัลมุสตาฟาในหลายๆ หัวข้อ และดีไม่ดี อาจจะมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยซ้ำ

แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดเฉพาะเจาะจงว่า ยอดขายหนังสือเล่มนี้ แบ่งเป็นสัดส่วนผู้ซื้อที่เป็นคนรุ่นใหม่มากน้อยแค่ไหน แต่จากข้อมูลที่ชี้ว่า หนังสือเล่มนี้ ยังคงถูกตีพิมพ์ซ้ำไม่เคยขาดจากท้องตลาด แปลว่า ยังมีผู้สนใจซื้อหนังสือเล่มนี้อยู่ตลอด นั่นก็น่าจะรวมถึงนักอ่านที่เป็นคนรุ่นใหม่ด้วย

ยิ่งหากดูจากสื่อโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมจากกลุ่ม Gen Z อย่างเช่น Tiktok หรือ Instagram จะพบว่า มีการแนะนำหนังสือเล่มนี้ โดยอินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่ รวมถึงมีการแชร์ หรือโควตข้อความในหนังสือไปใช้ในสื่อโซเชียลอยู่เสมอ อาทิ 

“จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก…

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน…

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันและกันได้”

ประโยคข้างบน อยู่ในหัวข้อเรื่อง ‘การแต่งงาน’ ที่อัลมุสตาฟาถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส (ผมคิดว่า หลายคนคงจำได้ว่า ถ้อยคำเหล่านี้ ถูกดัดแปลงเป็นเนื้อเพลง ‘ที่ว่าง’ ของวงพอส) โดยหัวใจสำคัญคือ ความรักที่แท้จริง ไม่ใช่การผูกมัดคนสองคนให้อยู่ด้วยกันไปชั่วกาลนาน หากแต่เป็นการที่คนสองคนยืนอยู่เคียงข้างกัน โดยที่ต่างคนต่างมีอิสระที่จะฝันไม่เหมือนกัน ชื่นชอบอะไรไม่เหมือนกัน และมีอิสระที่ใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

แนวคิดเรื่อง ‘รักแต่ไม่ครอบครอง’ เป็นอะไรที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับ Mindset หรือชุดความคิดของคนรุ่นใหม่ ซึ่งให้คุณค่ากับพื้นที่ส่วนตัว หรือโลกส่วนตัว มากกว่าจะยอมทิ้งตัวตน เพื่อมาสร้างโลกใบใหม่ภายใต้ชื่อ ‘สถาบันครอบครัว’

หลายคนน่าจะเคยได้อ่านผลการสำรวจความคิดเห็น ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรือในต่างประเทศที่ชี้ว่า คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ Gen Y ไล่ลงมาถึง Gen Z ต่างให้ความสำคัญกับการแต่งงานและมีการลูกน้อยลง หรือพูดอีกอย่างว่า พวกเขาศรัทธาในความรักที่ต้องผูกพันกันด้วยการสมรสน้อยกว่าคนรุ่นก่อน หลายคนยินดีใช้ชีวิตโสดตัวคนเดียว หากไม่พบเจอคนที่รักและเข้าใจกันจริงๆ ขณะที่อีกหลายคน เลือกที่จะครองคู่ในฐานะ ‘คนรัก’ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินหน้าไปสู่ประตูวิวาห์

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆ (ที่อาจทำให้คนรุ่นเก่าๆ ตกใจ) คนรุ่นใหม่จำนวนมาก พึงพอใจถึงขั้นการมีความสัมพันธ์ โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องความรัก

ในชั่วขณะนั้น ผมนึกถึงคำพูดของอัลมุสตาฟา

“ความรักไม่ได้ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง และไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง

ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง”

“บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ…

และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ”

ข้อความข้างบน ซึ่งอยู่ในหัวข้อเรื่อง ‘บุตร’ ที่อัลมุสตาฟาเผยสัจจะวจนะ สอดคล้องกับทัศนคติของคนรุ่นปัจจุบันจำนวนมาก หรืออาจจะส่วนใหญ่ก็ว่าได้ ที่มองว่าพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดลูก แต่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก

ย้อนไปเพียงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ค่านิยมของสังคม ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่ยังรวมถึงอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ให้ความสำคัญต่อความกตัญญูที่ลูกพึงกระทำต่อพ่อแม่ และอาจจะไม่ผิดหากจะกล่าวว่า พ่อแม่คือเจ้าของชีวิตลูก พ่อแม่สามารถขีดเส้นทางชีวิตให้ลูกต้องเดินตามอย่างเคร่งครัด และไม่สามารถปฏิเสธได้

แต่ในยุคสมัยปัจจุบัน ค่านิยมเกี่ยวกับสถาบันครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ความเป็นส่วนตัว ความเป็นปัจเจก รวมถึงอิสรภาพในการเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง คือค่านิยมใหม่ที่กำลังกลายเป็นขนบจารีตของสังคม

ไม่แปลกเลยครับ ที่คำสอนของอัลมุสตาฟาในหัวข้อ ‘บุตร’ จะกลายเป็นหนึ่งในโควตยอดนิยม ที่มีการนำมาใช้ในสื่อโซเชียลมีเดียตลอดทุกปี 

แน่นอนว่า ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไป ทำให้แนวคิดคำสอนบางหัวข้อในหนังสือเล่มนี้ กลายเป็นสิ่งที่ดูจะ ‘ตกยุค’ ไม่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป เช่น การมองว่า ความชั่วร้าย คืออีกด้านหนึ่งของคุณธรรม ที่ถูกทรมานโดยความหิวกระหาย

คำกล่าวในหัวข้อนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นการมองโลกในแง่ดีสุดโต่ง และพยายามทำให้ ความชั่วร้าย ถูกมองในแง่ดีเกินไป

เช่นเดียวกับหัวข้อเรื่อง อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ ซึ่งอัลมุสตาฟา กล่าวไว้ว่า ผู้ถูกฆ่า จะต้องรับผิดชอบในการที่ตัวเองถูกกระทำด้วย แน่นอนว่า คำสอนดังกล่าว ถูกโจมตีอย่างหนักว่า เป็นการลงโทษเหยื่อ (Victim Blaming) ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับค่านิยมในยุคปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าแง่คิดคำสอนหลายหัวข้อ จะเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่โดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่อัลมุสตาฟา ถ่ายทอดให้แก่ชาวเมืองออร์ฟาลีส (รวมถึงทุกคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้) ส่วนใหญ่แล้ว ยังเป็นอะไรที่สามารถปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

ยิ่งไปกว่านั้น การที่คำสอนของอัลมุสตาฟา ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปบทกวี ที่ประกอบด้วยข้อความสั้นๆ เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรสนิยมของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ชอบการบรรยายยืดยาว แต่พอใจกับประโยคคำคมสั้นๆ ที่สามารถตีความได้ลึกซึ้ง และสามารถนำไปแชร์ หรือนำไปตัดแปะประกอบรูปหรือคลิป เพื่อเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดียได้ง่าย

อาจกล่าวได้ว่า ยุคสมัยปัจจุบันที่ชื่นชอบความสั้นกระชับแต่โดนใจ เพื่อให้กลายเป็นไวรัลได้ง่าย ได้ทำให้หนังสือ ปรัชญาชีวิต หรือ The Prophet กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะคัมภีร์แห่งการใช้ชีวิต แต่เป็นคลังสมบัติแห่งคำคม ที่หนุ่มสาวเจนซีสามารถเลือกหยิบไปใช้งานได้ไม่รู้จบ

แต่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน ความหมายลึกซึ้งที่อยู่ภายใต้บทกวีข้อความสั้นๆ ของอัลมุสตาฟา จะยังคงอยู่ต่อไป และรอให้คนรุ่นปัจจุบัน รวมถึงรุ่นต่อจากรุ่นปัจจุบัน ขบคิดตีความความหมายเหล่านั้น

Tags:

ปรัชญาGen ZThe Prophetหนังสือความสัมพันธ์ความรัก

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    Normal People: จะรวยหรือจน…ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ในโมงยามแห่งความรัก เราทุกคนล้วนบ้า…และมาจากดวงจันทร์

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Character building
    ‘นิสัยรักการอ่าน’ มรดกจากพ่อแม่ที่ช่วยให้เด็กเติบโตและมีชีวิตที่ดี

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Relationship
    รักดีๆ อยู่ที่ไหน : ฟ้าลิขิตหรือความพยายาม?

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Indian Matchmaking เมื่อการเลือกคู่ไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นเรื่องของสองครอบครัว

    เรื่อง เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

‘คืนความเป็นมนุษย์สู่ระบบการศึกษา’ ทศวรรษแห่งการบ่มเพาะ และก้าวต่อไปของ ‘ก่อการครู’
Transformative learning
4 May 2026

‘คืนความเป็นมนุษย์สู่ระบบการศึกษา’ ทศวรรษแห่งการบ่มเพาะ และก้าวต่อไปของ ‘ก่อการครู’

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • จุดเริ่มต้นของก่อการครูเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ได้เริ่มจากนโยบายที่ถูกส่งลงมาจากหอคอยงาช้าง แต่เริ่มจากความต้องการที่จะเปลี่ยนการศึกษาบนฐานความเชื่อที่เน้น ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง 
  • สิ่งสำคัญคือการคืน ‘ความเป็นมนุษย์’ กลับไปสู่ระบบการศึกษา โดยมี ‘ครู’ เป็นตัวละครสำคัญของระบบ สร้างครูให้เป็น Change Agent เริ่มขยับจากครูหนึ่งคน ไปสู่การรวมตัวของครู
  • สิ่งที่ท้าทายที่สุดของคนทำงานเปลี่ยนแปลงคือ ‘การยืนระยะ’ หลายครั้งที่ครูเข้าอบรมแล้วกลับไป ‘เหี่ยว’ ในโรงเรียนเพราะความโดดเดี่ยว บทเรียนนี้ทำให้ก่อการครูเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการสร้าง ‘ฮีโร่รายบุคคล’ เป็นการสร้าง ‘พื้นที่พิงหลัง’ หรือที่เรียกว่า โหนด (Node) ซึ่งเกิดจาก Passion และ Pain ของคนหน้างาน คนที่รู้สึกว่า ‘อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว’

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ‘ก่อการครู’ ไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาครู หากแต่เป็นขบวนการภาคประชาชนที่ค่อยๆ บ่มเพาะผู้คน เครือข่าย และวิธีคิดใหม่ทางการศึกษา ผ่านความเชื่อร่วมกันว่า ‘ครู’ คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง

ในวาระครบรอบทศวรรษ จึงเกิดวงสนทนา ‘เวทีเสวนาครบรอบ 10 ปี การขับเคลื่อนก่อการครู’ ภายใต้งาน ครูปล่อยแสง ปี 7 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ณ Mixt Chatuchak เพื่อทบทวนเส้นทางที่ผ่านมาอย่างจริงจัง ทั้งความสำเร็จ ข้อจำกัด และบทเรียนจากการทำงานในพื้นที่จริง พร้อมทั้งชวนกันมองไปข้างหน้าว่า การศึกษาที่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงจะเป็นไปได้อย่างไรในบริบทสังคมไทย

ในการเสวนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ขับเคลื่อนตัวจริงที่ร่วมเดินทางกับโครงการมาอย่างยาวนาน ได้แก่ อาจารย์อ้อ- รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี  ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาโครงการ, ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งและแกนนำการขับเคลื่อน, และ ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2 โดยมี ครูนุ่น-ปฐมพร ปูรณัน รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษจากภาคนโยบายและวิชาการ อาทิ รองนายกฯ ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์, รมช. ศึกษาธิการ อัครนันท์ กัณกิตตินันท์, รองผู้ว่าฯ กทม. สานนท์ หวังสร้างบุญ, นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล และ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มาร่วมเติมเต็มทัศนะในมุมมองที่กว้างขึ้น

ในวงเสวนานี้จึงไม่ใช่แค่การบอกเล่าสิ่งที่ผ่านมา แต่เป็นการขุดลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหาการศึกษาไทยที่ถูกแช่แข็งมานาน ผ่านประสบการณ์ตรงของคนทำงานที่เชื่อมั่นในพลังของ ‘คนตัวเล็ก’ ที่ช่วยให้เราเห็นว่า เมื่อครูหนึ่งคนเริ่มขยับ แรงกระเพื่อมนั้นสามารถส่งต่อไปได้ไกลเพียงใด

ปลุกวิญญาณ Change Agent ทวงคืนมิติความเป็นมนุษย์สู่หัวใจคนสอน

จุดเริ่มต้นของก่อการครูเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ได้เริ่มจากนโยบายที่ถูกส่งลงมาจากหอคอยงาช้าง แต่เริ่มจากความต้องการที่จะเปลี่ยนการศึกษาบนฐานความเชื่อที่เน้น ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร ได้เล่าถึงวินาทีเริ่มต้นที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่นในตัวละครสำคัญอย่าง ‘ครู’ ว่าเป็นกุญแจที่จะไขประตูบานที่ติดล็อกมานาน

“ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เราเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า เราจะเปลี่ยนการศึกษาบนฐานความเชื่อของเราได้ยังไง ตอนนั้นเรามีกันน้อยมากนะครับ แต่เราคิดตรงกันว่า สิ่งสำคัญคือการคืน ‘ความเป็นมนุษย์’ กลับไปสู่ระบบการศึกษา แล้วคำถามต่อมาคือ เราจะสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงจากตรงไหน เราเห็นว่าการเปลี่ยนจากนโยบายบนลงล่างมันไม่ค่อยได้ผล เลยหันมามองครูในฐานะตัวละครสำคัญของระบบ ถ้าเราสร้างขบวนการของครูขึ้นมาได้ มันอาจจะค่อยๆ เปลี่ยนจากฐานราก แล้วขยับไปถึงระดับนโยบายได้ ตอนนั้นเราตั้งเป้าว่า ถ้ามีครูประมาณ 1% ของทั้งประเทศที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ ประมาณ 5,000 คน มันน่าจะสร้างแรงกระเพื่อมได้”

นอกจากเป้าหมายเรื่องจำนวนคนแล้ว ก๋วยยังได้ขยายความถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อครูหนึ่งคนเริ่มขยับ ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือคุณภาพชีวิตของเด็กจำนวนมหาศาล

“เราเริ่มชวนครูปีละประมาณร้อยคน สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ในเชิงอิมแพค เราเห็นการขยายผลจากครูหนึ่งรุ่นไปสู่อีกรุ่น ครูหนึ่งคนกระทบเด็กเป็นร้อย รวมแล้วตอนนี้แตะระดับแสนคนแล้ว และมันไม่ได้หยุดแค่ห้องเรียน สิ่งสำคัญคือเราพยายามสร้าง Teacher Agency ให้ครูเห็นว่าตัวเองเป็นผู้กระทำการ ไม่ใช่แค่คนที่รอรับนโยบาย”

ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งและแกนนำการขับเคลื่อน

ในขณะที่ อาจารย์อ้อ-รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี มองลึกลงไปถึงโครงสร้างการทำงานร่วมกันที่เรียกว่า Collective Organization ซึ่งเป็นสปิริตสำคัญที่ทำให้ก่อการครูแตกต่างจากการอบรมทั่วไป เพราะมันคือการรวมตัวของคนที่มีความเจ็บปวด (Pain Point) เดียวกันจนเกิดเป็นพลังกลุ่ม

“ตั้งแต่การก่อเกิดของก่อการครู เราไม่ได้เริ่มจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เราเริ่มจากคนหลายกลุ่ม หลายมุมมาก ที่มีเพนพอยต์ร่วมกัน ทุกคนอยากทำงานเพื่อเด็ก อยากทำเรื่องการศึกษา แต่ไปต่อในระบบไม่ได้ ไม่ทะลุ เราทุกคนมีแพสชัน แต่ถูกดีดออกไปอยู่นอกระบบหมด พอมีโอกาสตั้งคณะวิทยาการเรียนรู้ที่ธรรมศาสตร์ เราเลยใช้พื้นที่ตรงนั้นเป็นเหมือน Space สำหรับรองรับสิ่งที่เราจะทำ แล้วก่อการครูก็เกิดขึ้นจาก Spirit แบบนี้ เพราะฉะนั้น ความเป็น Collective Organization คือจุดแข็งสำคัญมาก”

นอกจากนี้ อาจารย์อ้อได้ย้ำถึงหมุดหมายสำคัญที่ก่อการครูพยายามทำมาตลอด 10 ปี คือการพิสูจน์ว่าปฏิบัติการภาคประชาชนสามารถสร้างองค์ความรู้ที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่กิจกรรมที่จัดแล้วจบไป

“เราไม่ได้ทำแค่ปฏิบัติการ แต่เราทำงานเชิงองค์ความรู้ควบคู่ไปด้วย เราเรียนรู้จากหน้างานจริง แล้วสกัดเป็นแนวคิด เรามียุทธศาสตร์ที่ค่อนข้างชัด 

เราเริ่มจากสมมติฐานว่า ครูคือกุญแจของการเปลี่ยนแปลงการศึกษา ถ้าเราสร้างครูให้เป็น Change Agent ได้ ครูหนึ่งคนมีลูกศิษย์ 30 คน มีอิทธิพลมหาศาล แล้วเราก็ขยับจากครูหนึ่งคน ไปสู่การรวมตัวของครู”

 อาจารย์อ้อ- รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี  ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาโครงการ

บทเรียนจาก ‘ไฟอ่อน’ และการผลิบานของเครือข่าย ‘โหนด’ ทั่วประเทศ

สิ่งที่ท้าทายที่สุดของคนทำงานเปลี่ยนแปลงคือ ‘การยืนระยะ’ หลายครั้งที่ครูเข้าอบรมแล้วกลับไป ‘เหี่ยว’ ในโรงเรียนเพราะความโดดเดี่ยว บทเรียนนี้ทำให้ก่อการครูเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการสร้าง ‘ฮีโร่รายบุคคล’ เป็นการสร้าง ‘พื้นที่พิงหลัง’ หรือที่เรียกว่า โหนด (Node) ซึ่ง ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นสอง ได้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงในระดับตัวตนที่สำคัญ คือการเรียนรู้ที่จะรอคอยและเข้าใจธรรมชาติของการเติบโต

“ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมว่าชัดที่สุดคือ ‘ผมใจเย็นขึ้นนะครับ’ ใจเย็นขึ้นมาก เพราะว่าช่วงแรกที่ผมทำงาน ผมเป็นคนขับเคลื่อนอะไรแบบเร็วมาก ผมเคยเสพติดความสำเร็จเร็วๆ แบบนั้น แต่พอเข้ามาในก่อการครู เจอคำว่า ‘ครูคือมนุษย์’ ตอนแรกผมงงนะครับ แต่พอได้กลับไปทำงานจริง มันค่อยๆ เปลี่ยนเรา ผมเรียกมันว่าเปลี่ยนจาก ‘ไฟแรง’ มาเป็น ‘ไฟอ่อน’ มันสุกเหมือนกันนะครับ แต่มันอยู่ได้นานกว่า การเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปมันยั่งยืนกว่า และเรามองเห็นสเต็ปของการพัฒนาได้ชัดกว่า”

นอกจากนี้ ครูกั๊กยังได้เล่าถึงอานุภาพของการมีเครือข่ายที่ช่วยให้การทำงานหน้างานง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบราชการปกติให้ไม่ได้

“เพราะเป็นก่อการครู เราโทรหากันได้เลย บอกพี่ทำแบบนี้ไหม เดี๋ยวผมช่วยงบตรงนี้ มันทำให้การทำงานง่ายขึ้นมาก ล่าสุดผมไปดูห้องเรียนระบบสอง ที่โรงเรียนห้วยซ้อ เห็นเขาทดลองตรวจสารพิษแบบง่ายๆ แล้วมันเจอจริง มันทำให้เรากลับมามองพื้นที่เราใหม่ ถ้าเขาไม่ทำ เราก็ไม่มีทางเห็น”

ในมุมของผู้วางโครงสร้างเครือข่าย ก๋วยยืนยันว่า ‘โหนด’ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้มีอายุยืนยาวมาถึง 10 ปี โดยโหนดแต่ละพื้นที่ไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งเชิงนโยบาย แต่เกิดจากความเจ็บปวดที่ผลักดันให้คนต้องมารวมตัวกัน

“โหนดคือหัวใจเลย ถ้าเราทำคนเดียว เราจะไปได้แค่ช่วงหนึ่ง เดี๋ยวก็หมดแรง แต่พอมีเพื่อน มีเครือข่าย มี Community ที่แลกเปลี่ยนกันได้ มันจะไปต่อได้ยาวกว่า 

ที่สำคัญคือโหนดไม่ได้เกิดจากนโยบาย แต่มันเกิดจาก Passion และ Pain ของคนหน้างาน คนที่รู้สึกว่า ‘อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว’ นั่นแหละคือพลังจริงๆ ของมัน พอมีวงคุย มีพื้นที่ให้ปรับทุกข์ปรับสุข มันทำให้เรายังไปต่อได้ บางทีเราเก่งเรื่องหนึ่ง เพื่อนเก่งอีกเรื่องหนึ่ง มันช่วยกันได้”

ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 2

ก๋วยยังได้ฉายภาพความหลากหลายของโหนดที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งครอบคลุมทั้งประเด็นสังคมและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์

“ตอนนี้โหนดทำงานทั้งเชิงประเด็น เช่น เรื่องสุขภาพจิต บูลลี่ หรือ PLC และเชิงพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือ อีสาน กลาง ใต้ มีทั้งโหนดริเริ่ม โหนดเข้มแข็ง มีเยาวชนเป็นแกนนำ มีโรงเรียนที่เริ่มขยับทั้งระบบ ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในกระบวนการ ไม่ได้สำเร็จตายตัว แต่เรากำลังค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา”

เพื่อให้เครือข่ายเหล่านี้เข้มแข็งขึ้น อาจารย์อ้อได้เติมข้อมูลสำคัญถึงการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานกับครูรายคน ไปสู่การทำงานทั้งโรงเรียน (School-based) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนจนเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

“ช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา เราได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน เช่น TCP และธนาคารกรุงเทพ ทำให้เราได้ทำงานแบบ School-Based มันทำให้เราเห็นชัดว่า ต่อให้ครูเก่งแค่ไหน ถ้าระบบโรงเรียนไม่เอื้อ มันก็ขยับไม่ได้ นี่นำไปสู่ข้อค้นพบสำคัญ จากครูคนเดียว ขยับไปสู่การรวมตัวเป็นเครือข่าย เป็นโหนด เป็นชุมชนการเรียนรู้ แล้วมันค่อยๆ โตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ กลายเป็นก่อการครูกาฬสินธุ์ ก่อการครูภาคใต้ มันเติบโตเป็นลำดับขั้น”

ยุทธศาสตร์การเติบโตแบบออร์แกนิก (Organic Growth) นี้เองที่ทำให้นักก่อการครูสามารถสร้างรากฐานที่เหนียวแน่น จนสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างต่อเนื่องตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ทลายกำแพงอำนาจนิยม ปลดล็อกพันธนาการครูไทย

เมื่อขบวนการก่อการครูเริ่มขยับจากระดับบุคคลไปสู่ระดับโรงเรียน สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือโครงสร้างอำนาจนิยมที่ฝังรากลึก อาจารย์อ้อ วิเคราะห์ว่า หัวใจของปัญหาที่ทำให้ครูไทยไม่กล้าขยับ คือ ‘ความกลัว’ ที่ถูกหล่อเลี้ยงโดยระบบสั่งการจากส่วนกลางซึ่งลดทอนศักยภาพของมนุษย์อย่างรุนแรง

“อุปสรรคสำคัญคือ ‘ระบบอำนาจ’ ระบบของกระทรวงมันเป็นระบบสั่งการ ครูทำงานด้วยความกลัว กลัวตัวชี้วัดไม่ครบ กลัวสอนไม่ตรงกรอบ ความกลัวแบบนี้มันลดทอนศักยภาพของครูอย่างมาก และเมื่อถอยออกมามองผู้เรียน เราก็พบว่า เด็กไม่อยากไปโรงเรียน เพราะโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น เราเลยเสนอว่า โรงเรียนต้องเป็น Safe Space สำหรับทุกคน เมื่อเราปรับมุมมองตรงนี้ได้ จินตนาการในการทำงานมันขยายขึ้นมาก”

ความกลัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็ก แต่เกิดขึ้นกับครูที่พยายามจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วย ครูกั๊ก ได้ถ่ายทอดประสบการณ์อันขมขื่นเมื่อครั้งที่เขาถูกโดดเดี่ยวจากเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร เพียงเพราะเขาพยายามทำในสิ่งที่แตกต่าง จนกลายเป็น ‘คนนอก’ ในที่ทำงานของตัวเอง

“ช่วงหนึ่งผมย้ายโรงเรียนไป แล้วมีรองผอ.ไปเสิร์ชชื่อผมในกูเกิล แล้วเอาข่าวทั้งหมดไปแปะในไลน์โรงเรียน ผมเลยกลายเป็น ‘คนหัวรุนแรง’ ไปเลย ทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ สุดท้ายคืออยู่ในโรงเรียน ไม่มีใครคุยกับเราแบบเพื่อนจริงๆ ได้เลย สองเดือน ผมร้องไห้ครับ แล้วก็คิดจะลาออกไปเป็นศึกษานิเทศก์ แต่ศึกษานิเทศก์ทุกคนบอกว่า ‘อย่าออก อยู่ตรงนั้นดีแล้ว’ สุดท้ายผมเริ่มใหม่จากเล็กๆ เลย ใช้ PLC ผมประกาศว่า ใครอยากคุยก็มาคุยกัน สมัครใจ มีครูมา 16 คน”

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่ทำให้ครูกั๊กไปต่อได้ คือการค้นพบว่าอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการสู้กับระเบียบราชการที่แข็งตัว คือการยึดถือ ‘หน้าที่’ และ ‘ตัวเด็ก’ เป็นที่ตั้ง มากกว่าการทำตามคำสั่งที่ไร้ความหมาย และเขายังได้ลงลึกถึงการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อเปลี่ยนระบบการทำงานในโรงเรียนใหม่ทั้งหมด

“เราคุยกันจาก Pain จริงๆ ว่าครูไม่มีความสุขจากอะไรบ้าง สรุปออกมา 3 เรื่อง คือ พลังงาน หลักสูตร และพฤติกรรมเด็ก เราก็เริ่มแก้จากพลังงานก่อน รอบต่อมามีครูสมัครมา 45 คน จากทั้งหมด 60 คนในโรงเรียน มันเริ่มขยาย และมันนำไปสู่การเปลี่ยนระบบ เช่น การลดภาระงานครู การนิเทศแบบใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ตรวจ แต่เข้าไปดูแล้วคุยกัน”

บทเรียนสำคัญจากการทลายกำแพงอำนาจนิยม คือการที่ครูต้องค้นพบความกล้าในตัวเอง ซึ่ง ก๋วย ย้ำว่าความกล้านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครูรู้ว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง

“เรามุ่งสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้ครูได้กลับมาทบทวนตัวเอง ได้ร้องไห้ ได้กอดกัน และได้ค้นพบว่าหน้าที่ที่แท้จริงของเขาคืออะไร 

ก่อการครูได้สร้างต้นแบบในระดับพื้นที่แล้ว คำถามคือเราจะขยายโครงสร้างอย่างไรให้มันไปถึงระดับนโยบายได้ ผมคิดว่าอนาคตมันไปทางนั้นแน่นอนครับ”

นอกจากนี้ อาจารย์อ้อได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ก่อการครูพยายามสื่อสารกับภาคนโยบายมาตลอด แม้จะเป็นเรื่องยากเพราะไปกระทบกับโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ แต่เป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

“สิ่งที่เราทำได้ไม่ดีนักคือการเชื่อมกับภาครัฐหรือระดับนโยบาย เพราะสิ่งที่เราพูดมันไปชนกับโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ เช่น การให้ครูมีสิทธิ์ออกแบบการเรียนรู้ หรือการให้โรงเรียนมี Autonomy (สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง) มากขึ้น มันขัดกับระบบเดิม นี่คือโจทย์ที่เราต้องร่วมกันฝ่าต่อไป สิ่งที่เราทำในพื้นที่ต่างๆ ไม่ได้ต้องการให้คนเอาไปลอกเลียนแบบ แต่ต้องการสื่อสารวิธีคิด ให้เห็นว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน”

บทเรียนจาก 10 ปีที่ผ่านมาจึงสรุปได้ว่า การพังกำแพงอำนาจไม่ใช่การรื้อถอนด้วยความรุนแรง แต่คือการสร้างพื้นที่ที่มีอิสระทางความคิด ให้ผลิบานขึ้นท่ามกลางระเบียบราชการ 

เมื่อครูรู้สึกปลอดภัยและได้รับอำนาจในการจัดการตนเองกลับคืนมา พวกเขาก็จะกลายเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดให้แก่เด็กๆ ในห้องเรียนนั่นเอง

จินตนาการใหม่ในทศวรรษหน้า ให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และรัฐเป็นผู้หนุนเสริม

เมื่อมองไปสู่อนาคตข้างหน้า โจทย์ใหญ่ที่ก่อการครูพยายามตีโจทย์ให้แตกคือ เราจะข้ามกำแพงเดิมไปสู่การศึกษาที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อย่างไร 

อาจารย์อ้อได้เสนอภาพฝันที่เป็นการรื้อสร้างบทบาทของรัฐและหลักสูตรไทยใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับความหลากหลายของเด็กที่ระบบเดิมมองข้ามไป

“ระบบการศึกษาไทยต้องถูกคิดใหม่ทั้งหมด ผมมองว่าการศึกษาในอนาคตจะมีหลายรูปแบบ ส่วนหนึ่งอาจยังเป็นโรงเรียนคุณภาพสูงแบบเดิม แต่ต้องมีจำนวนมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่ไม่กี่แห่ง อีกส่วนหนึ่งเราต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆ ที่รองรับความหลากหลายของเด็ก เด็กต้องสามารถสร้างอาชีพของตัวเองได้ ไม่ใช่ให้อาชีพมากำหนดหลักสูตร 

ที่สำคัญ เราต้องทำให้การเรียนรู้ ‘ไร้รอยต่อ’ ระหว่างในระบบกับนอกระบบ ถ้าเราทำตรงนี้ได้จริง เราจะไม่มีเด็กหลุดจากระบบเลย เพราะทุกคนจะอยู่ในระบบการเรียนรู้ในแบบของตัวเอง”

อาจารย์อ้อยังย้ำถึงคุณสมบัติของครูในอนาคตที่ต้องเปลี่ยนจากผู้สอนตามตำรา เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ โดยไม่ยึดติดกับวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว

“ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องจบครุศาสตร์เสมอไป แต่ต้องทำ 3 อย่างได้ คือ ออกแบบการเรียนรู้ได้ จัดการเรียนรู้ได้ และประเมินผลได้ ถ้าทำได้ 3 อย่างนี้ ใครก็เป็นครูได้ ผู้เรียนต้องการแค่ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ พื้นที่ที่เขากล้าลอง กล้าผิด กล้าเป็นตัวเอง ถ้าเราสร้างสิ่งนี้ได้ ระบบการศึกษาจะเปลี่ยนเอง”

ในขณะที่ ก๋วยมองว่าความยั่งยืนของโครงการในอีก 10 ปีข้างหน้า คือการลดพรมแดนระหว่างสถาบันการศึกษากับสังคมภายนอก และการได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่นเพื่อไม่ให้ขบวนการนี้ต้องหยุดชะงัก

“การจัดการศึกษาไม่ควรอยู่แค่ในมือรัฐอย่างเดียว รัฐยังต้องมีบทบาท แต่ภาคสังคม ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ต้องเข้ามาร่วมด้วย ถ้าเราทำให้ ‘School’ กับ ‘Non-School’ ทำงานร่วมกันได้ มันจะเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความท้าทายคือเรื่องความยั่งยืน ผมคิดว่าถ้าเราทำให้สิ่งนี้เชื่อมกับท้องถิ่นได้ เช่น อบจ. อบต. มันจะยั่งยืนมากขึ้น และถ้ารัฐสามารถสนับสนุนพื้นที่แบบนี้ได้จริง มันจะสร้างอิมแพคได้มหาศาล” ก๋วย กล่าว

บทสรุปและเสียงสะท้อนจากผู้ร่วมทาง พลังแห่งการเชื่อมโยงเพื่อเขยื้อนการศึกษาไทย

เมื่อภาพการทำงานตลอด 10 ปีถูกคลี่ออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมบนเวที ประเด็นเหล่านี้ได้ถูกขยายผลต่อผ่านมุมมองของแขกรับเชิญพิเศษที่เข้ามาร่วมเติมเต็มภาพจิกซอว์ของการปฏิรูปการศึกษา โดยเริ่มจาก รองนายกฯ ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ที่ร่วมสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำและธรรมชาติของมนุษย์ที่ระบบมาตรวัดเดียวไม่เคยตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง และเน้นย้ำว่าการศึกษาควรเป็นเรื่องของ ‘หนึ่งต่อหนึ่ง’ เพราะศักยภาพของคนเรานั้นต่างกันเปรียบเสมือนเส้นทางคมนาคมที่ต้องเชื่อมโยงโอกาสไปให้ถึงตัวเด็ก

“คนเราจะไม่กล้าถ้าไม่มีเพื่อน บางทีมีคนแตกต่างเข้ามาแค่คนเดียว กล้ากันทั้งกลุ่มเลย ผมเชื่อว่าเรื่องการศึกษาคือเรื่องของ ‘การเชื่อมโยง’ เด็กคนหนึ่งอาจมีฝัน แต่ไม่มีโอกาสได้ไปเจอคนที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง หน้าที่ของเราในตอนนี้คือการรักษาของดีที่มีอยู่แล้วอย่างก่อการครู ให้เขาสามารถเดินทางต่อไปได้ เพื่อเป็นสปริงบอร์ดส่งต่อโอกาสเหล่านี้ให้ทั่วถึง”

ในมิติของผู้วางนโยบายอย่าง รมช. ศึกษาธิการ อัครนันท์ กัณกิตตินันท์ และ รองผู้ว่าฯ สานนท์ หวังสร้างบุญ ต่างแสดงเจตจำนงที่สอดคล้องกันในการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ จากผู้ควบคุมมาเป็นผู้หนุนเสริมเพื่อให้คนหน้างานมีอิสระในการสร้างสรรค์พื้นที่เรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดยรมช. อัครนันท์ ยืนยันว่าพร้อมจะเป็นฟันเฟืองที่นำความหวังกลับมาสู่ห้องเรียนเพื่อให้ครูมีแรงบันดาลใจในการสอนอีกครั้ง 

ขณะที่รองผู้ว่าฯ สานนท์ มองเห็นศักยภาพจากฐานรากที่จังหวัดอื่นควรได้รับโอกาสในการจัดการตนเองเฉกเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การศึกษาขยับได้จริงจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน

และมุมมองจากนักวิชาการอย่าง นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล และ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ได้ฝากข้อสังเกตสำคัญถึงทิศทางข้างหน้า โดยเฉพาะความท้าทายในการทำให้สิ่งที่ ‘ดีเกินไป’ กลายเป็น ‘ปฏิบัติการปกติ’ ที่คนทั่วไปสามารถทำตามได้ง่ายๆ ผ่านการสร้างวัฒนธรรมการสะท้อนความคิด (Reflection) ระหว่างครู ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุดในการพัฒนาวิชาชีพ โดยไม่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณเดิมไปเมื่อขยายตัวเข้าสู่ระดับนโยบาย

ท้ายที่สุด ครูกั๊กได้นิยามความหมายของ ‘ก่อการครู’ ที่เปรียบเสมือนบทสรุปของการเดินทางตลอดหนึ่งทศวรรษไว้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นคำตอบว่าทำไมขบวนการนี้จึงยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้แม้ในวันที่เหนื่อยล้าที่สุด

“สำหรับผม ก่อการครูเหมือน ‘ลมใต้ปีก’ ที่ทำให้เราบินได้ไกลขึ้น เป็น ‘สปริงบอร์ด’ ที่ให้ทั้งความรู้ ทักษะ และหัวใจ และในวันที่เราแทบจะยอมแพ้ ก่อการครูเป็นเหมือน ‘เท้า’ ที่คอยถีบเราไปข้างหน้า ให้เราไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะเราต่างรู้ดีว่าหน้าที่ที่แท้จริงของเราคือการพัฒนาเด็ก และนั่นคือเหตุผลที่เรายังคงอยู่ตรงนี้”

10 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อคนตัวเล็กๆ มารวมตัวกันด้วยอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในความเป็นมนุษย์ พวกเขาสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างระดับประเทศได้ และในอีก 10 ปีข้างหน้า แรงกระเพื่อมนี้จะยังคงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาไทยให้กลับมามีชีวิต และยึดโยงกับคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

Tags:

Teacher Agencyนโยบายรัฐการปฏิรูปการศึกษาความเป็นมนุษย์ครูการพัฒนาเด็กและเยาวชนระบบการศึกษาโรงเรียนก่อการครูพื้นที่ปลอดภัย

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Social Issues
    “คุณมาโรงเรียนทำไม?” คำถามจากครูขอสอน คำตอบอันดับ 1 ไม่ใช่ความรู้และวุฒิการศึกษา

    เรื่องและภาพ ณิชากร ศรีเพชรดี

  • Character building
    ฝันให้ ‘โรงเรียน’ เปลี่ยนจากโรงงานปลากระป๋อง สู่โรงสอนคิดและสร้างคาแรคเตอร์

    เรื่อง The Potential ภาพ PHAR

  • Creative learning
    โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง เปลี่ยนเด็กด้วยลานกว้างและดนตรี

    เรื่อง The Potential

  • Unique Teacher
    ครูสอญอ: ผู้อำนวยการสร้างเยาวชนแห่งโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี ภาพ พรภวิษย์ โพธิ์สว่าง

  • Creative learning
    ‘โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง’ ดินคือกระดาษ จอบคือปากกา วิชาอยู่กลางทุ่ง

    เรื่อง กนกอร แซ่เบ๊

Recent Posts

  • เปิดแผล ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ ความเจ็บปวดที่ยากจะเยียวยา: นพ.วรตม์ โชติทิทยสุนนท์
  • ‘ยึดมั่นกับความจริงของชีวิต อย่าไปยึดติดกับภาพลวงตา’ คาถาแก้คำสาปคนชอบเปรียบเทียบ
  • Why we talk? ทำไมเราควร ‘คุย’ กับมนุษย์ด้วยกัน Ep1 ‘Small talk’ บทสนทนาสั้นๆ ที่ถักทอความสัมพันธ์ในโลกอันโดดเดี่ยว
  • Wonder: ความน่าหวาดกลัวอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา หากแต่เป็นความมืดบอดที่หัวใจไม่อาจสัมผัสถึง
  • เอาใจให้รอดในโลกวุ่นวาย ด้วยการตระหนักรู้ในตนเอง และฝึกเป็นผู้สังเกตการณ์: รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Uncategorized
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel