- We Need To Talk About Kevin เป็นภาพยนตร์แนวจิตวิทยาระทึกขวัญที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Lionel Shriver บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ ‘อีวา’ แม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวด หลัง ‘เควิน’ ลูกชายของเธอก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการสังหารหมู่ในโรงเรียนอย่างเลือดเย็น
- ตัวหนังใช้การเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ตั้งแต่ช่วงเวลาที่อีวาตั้งท้องโดยไม่พร้อม พฤติกรรมอันผิดปกติของลูกชายที่ค่อยๆ ก่อตัว ไปจนถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนและกระอักกระอ่วนระหว่างแม่ลูกที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
- หัวใจของภาพยนตร์จึงไม่ใช่การหาเหตุผลว่า “ทำไมเควินถึงกลายเป็นฆาตกร” หากแต่เป็นการชำแหละความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวระหว่างแม่กับลูก และพาเราไปสัมผัสกับ ‘ตราบาป’ อันหนักอึ้งที่อีวาต้องแบกรับไปตลอดชีวิต
“มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมสัญชาตญาณความเป็นแม่จริงหรือ? หรือความจริงแล้ว…ความรักของแม่ไม่ใช่สิ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นพันธะหน้าที่ที่สังคมบังคับให้ต้องมี”
หนึ่งในคำถามที่ผุดขึ้นในใจระหว่างรับชม We Need To Talk About Kevin ภาพยนตร์จิตวิทยาระทึกขวัญ ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Lionel Shriver บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ ‘อีวา’ แม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวด หลัง ‘เควิน’ ลูกชายวัย 15 ปีของเธอก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการสังหารหมู่ในโรงเรียนอย่างเลือดเย็น
ต้องยอมรับว่านี่คือภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องในชีวิตที่ผมขอรับชมเพียงแค่ครั้งเดียว ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นหนังที่แย่ แต่มันสร้างความหดหู่และทำให้ผมถึงกับ ‘ซึม’ ไปหลายวัน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นก็ตาม
ตัวหนังเลือกเล่าเรื่องแบบตัดสลับไปมาระหว่าง ‘อดีต’ อันขมขื่น กับ ‘ปัจจุบัน’ ที่พังทลาย
ภาพของอีวาในปัจจุบันที่ต้องทาสีบ้านใหม่เพื่อลบสีแดงที่ถูกคนในชุมชนสาดใส่ คือภาพแทนของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับ ‘ตราบาป’ จากการเป็นแม่ของฆาตกร การถูกสังคมพิพากษาตราหน้าจนแทบไร้ที่ยืน และการต้องใช้ชีวิตแต่ละวันราวกับเป็นนักโทษนอกเรือนจำ เพราะไม่ว่าเธอจะถูกนินทา ก่นด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือถูกใช้กำลังต่อร่างกายและทรัพย์สิน อีวาก็จะก้มหน้ายอมรับ ไม่ปริปากบ่น พร้อมมองว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรแล้วกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น
เหมือนกับฉากสั้นๆ ที่เธอถูกผู้เผยแผ่ศาสนาถามว่า รู้ไหมว่าจะไปอยู่ที่ไหนในชีวิตหลังความตาย? ซึ่งอีวาตอบกลับแทบจะในทันทีว่า “รู้สิ แน่นอนอยู่แล้ว ฉันกำลังจะดิ่งตรงลงไปในนรก ถูกจองจำและหมกไหม้ไปชั่วกัลปวสาน ฉันต้องรับโทษทัณฑ์ทั้งหมดนั่นแหละ ขอบคุณที่ถามนะ…โอเคไหม?”
ความเจ็บปวดทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า ตราบาปที่อีวาต้องแบกรับเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่? ซึ่งผมขอออกตัวก่อนว่าเราไม่อาจชี้นิ้วไปที่เหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ว่าเป็นเพราะตัวเควินเป็นปีศาจมาเกิด เป็นเพราะการเลี้ยงดูของคนเป็นแม่ หรือเป็นเพราะสภาพแวดล้อมและสังคม เพราะสุดท้ายแล้วเควินก็คือส่วนผสมของทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด โดยเฉพาะส่วนผสมสำคัญที่เรียกว่า ‘ความรักของแม่’ ที่ผมอยากจะนำมาแลกเปลี่ยนกับทุกคน
ความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวและนรกในใจของอีวาไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เกิดเหตุสังหารหมู่ หากแต่มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่วันแรกที่เธอตั้งท้องโดยไม่พร้อม จากสาวนักเขียนชีพจรลงเท้าผู้หลงใหลในการเดินทาง การมีลูกจึงไม่ต่างจากการโดนยึดอิสรภาพ แถมยังต้องบอกลางานที่รักเพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ความเครียดและความรู้สึกปฏิเสธลึกๆ จึงเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งผมเชื่อว่าลูกในท้องก็สามารถสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของแม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก
สิ่งที่น่าเห็นใจอีวาอย่างที่สุด คือเควินเป็นเด็กเลี้ยงยากราวกับพระเจ้าตั้งใจจะลงโทษเธอ สมัยเป็นทารกเขามักจะแผดเสียงร้องไม่หยุดไม่หย่อนจนเธอแทบสติแตก ด้วยเหตุนี้ทำให้เธอแก้ปัญหาแบบผิดๆ ด้วยการเข็นรถลูกไปจอดข้างๆ ไซต์งานก่อสร้าง เพียงเพื่อให้เสียงเครื่องจักรกลบเสียงร้องนั้น ต่างกับเวลาที่อยู่ในอ้อมกอดพ่อ…เควินกลับสงบเรียบร้อยและไม่เคยอาละวาดเลยสักครั้ง
ผมชอบความเห็นของนักวิจารณ์ต่างประเทศท่านหนึ่งที่บอกว่า “We Need To Talk About Kevin เป็นเรื่องราวสยองขวัญของแม่ หรืออีกนัยหนึ่งคือเรื่องราวสยองขวัญเกี่ยวกับความเป็นแม่” เพราะหากการแผดร้องของทารกเป็นเรื่องปกติทั่วไปก็คงพอทำใจยอมรับได้ แต่หลังผ่านพ้นช่วงทารก เควินก็เริ่มตอกย้ำให้ผู้ชมเชื่อว่าเขาคนนี้คือฝันร้ายของคนเป็นแม่จริงๆ
ในวัยที่เด็กๆ เริ่มสื่อสารด้วยภาษา เควินกลับเงียบเฉยจนอีวาคิดกังวลไปต่างๆ นานา ว่าลูกมีปัญหาด้านการได้ยินหรืออาจเป็นออทิสติก ทว่าเมื่อพาไปพบแพทย์ ผลตรวจกลับชี้ชัดว่าเควินสมบูรณ์ปกติดีทุกประการ ทำให้หลังจากวันนั้น อีวายิ่งทวีความสงสัยในตัวลูก กระทั่งครั้งหนึ่งที่เธอเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้เป็นอย่างมาก ถึงขั้นพูดต่อหน้าลูกชัดๆ ว่า
“ก่อนจะมีเจ้าเควินตัวน้อยน่ะ แม่มีความสุขมากเลย รู้หรือเปล่า ตอนนี้ ทุกเช้าที่แม่ตื่นขึ้นมา แม่ก็อยากจะไปอยู่ที่ฝรั่งเศส”
ไม่ว่าเควินจะได้ยินแล้วจะแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ หรือฟังไม่ออกจริงๆ สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อคือ ‘สายตา’ ของอีวาได้ส่งตรงความรู้สึกนั้นไปยังก้นบึ้งของหัวใจลูกแล้วว่า…เขาคือความผิดหวังและไม่ได้เป็นที่ต้องการของแม่
พอเควินเริ่มพูดได้ อีวาก็พบว่าลูกชายกวนประสาทเธออย่างชาญฉลาดมากขึ้น ต่อหน้าพ่อทำตัวเป็นเด็กดี แต่ลับหลังเวลาอยู่กับเธอ เควินจะชอบทำให้บ้านเลอะเทอะไปด้วยคราบอาหาร การพ่นสีทำลายผนังห้องส่วนตัวของแม่ (ขณะที่พ่อมองว่าเป็นธรรมดาของเด็กผู้ชายหลายบ้าน) หรือแม้กระทั่งฉากชวนคิด อย่างการที่เควินจงใจขับถ่ายใส่ผ้าอ้อมที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่สดๆ พร้อมจ้องหน้าแม่ด้วยสายตาที่ท้าทาย จนทำให้อีวาฟิวส์ขาดและเหวี่ยงตัวเควินด้วยความโมโหจนเขาแขนหัก
ในฉากนี้ อาจมองได้ว่าเควินตั้งใจยั่วโมโหแม่ เรียกร้องความสนใจ หรือเขาอาจใช้อุจจาระเป็น ‘อาวุธเชิงอำนาจ’ ในการควบคุมแม่ เพราะสำหรับเด็กทั่วไป การหัดกลั้นหรือฝึกขับถ่ายอย่างเป็นที่เป็นทางคือการเรียนรู้ระเบียบ แต่สำหรับเควิน การขับถ่ายคล้ายเป็น ‘อาวุธเดียว’ ที่เขาสามารถใช้ควบคุมอารมณ์ของแม่ได้ ยิ่งเขารู้ว่าสิ่งนี้ทำให้แม่เสียสมาธิและหันมาสนใจเขาได้ทันที เขาจึงใช้มันเป็นเครื่องมือในสงครามประสาท ทั้งที่ตกดึกคืนนั้น เควินสามารถลุกไปเข้าห้องน้ำได้เองเป็นครั้งแรกโดยไม่มีใครสอนอีกด้วย
นอกจากนี้ผมยังอดสงสัยไม่ได้ในฉากที่พ่อถามเควินด้วยความตกใจที่เห็นลูกใส่เฝือก ทว่าเควินกลับโกหกพ่อเพื่อปกป้องแม่ในทำนองว่าเป็นเขาที่พลาดตกลงพื้นระหว่างเปลี่ยนผ้าอ้อม เพราะมุมหนึ่งจะมองว่าเควินปกป้องแม่ด้วยความรักก็ได้ หรือจะมองในมุมดาร์กๆ ก็ได้เช่นกันว่ามันคือการแบล็คเมลทางอารมณ์ระหว่างเขากับแม่ และเป็นสัญลักษณ์ของการถือไพ่เหนือกว่าของเควิน…ทำให้แม่ติดอยู่ในกับดักของความรู้สึกผิดตลอดไป
เพราะไม่ว่าหลังจากนั้นเขาจะกวนประสาทหรือทำร้ายจิตใจเธอแค่ไหน อีวาก็จะไม่กล้าตอบโต้ราวกับต้องการชดใช้หนี้บางอย่างให้กับเควิน…แม้กระทั่งฉากสลับที่ตัดมายังภาพของเควินในเรือนจำ เขาก็ยังคงเอานิ้วลูบไล้และชี้ไปยังแผลเป็นที่แขนและบอกกับแม่ว่า
“ความจริงใจที่สุดที่แม่มอบให้ผมยังไงล่ะ แม่รู้ไหมว่าเขาฝึกแมวอึยังไง เขาจะเอาจมูกของมันจิ้มไปที่อึของตัวมันเอง มันไม่ชอบ มันเลยต้องมีกระบะทราย”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ การถูกแม่มองด้วยสายตาเอือมระอา การถูกดุ ถูกทำร้ายร่างกาย และการถูกเมินเฉย ล้วนสั่นคลอนพัฒนาการรากฐานของเควินเป็นอย่างมาก เพราะในช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 7 ขวบ เด็กจะเรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส การลงมือทำ และการลอกเลียนแบบอารมณ์พฤติกรรมของผู้ใหญ่ มากกว่าการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล
ถึงตรงนี้ต้องย้ำอีกครั้งว่า เรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าผ่าน ‘มุมมองของอีวา’ ผมจึงไม่ได้เชื่อสิ่งที่เธอถ่ายทอดทั้งหมด เพราะมันอาจเป็นการตีความตามอคติในใจ พูดให้ง่ายขึ้นคือถ้าเรื่องนี้ถูกเล่าผ่านสายตาของคนเป็นพ่อ เราก็อาจได้เห็นหนังคนละม้วน
เมื่อความคิดว่า ‘ลูกคือภาระ’ ถูกฝังลงในใจตั้งแต่แรก สายตาที่อีวามองลูกจึงอาจบิดเบือนไปตามความเชื่อนั้น เพราะแม่ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง
ในหลายฉากผมยอมรับว่าแอบเห็นใจเควิน โดยเฉพาะการที่แม่คิดว่าเขามองเธอด้วยสายตากวนประสาทมาตลอดชีวิต อาจเพราะชีวิตจริงในวัยเด็กของผมเองก็ถูกพ่อแม่ตีบ่อยๆ ด้วยเรื่องนี้ ทั้งที่ในใจผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิด…ที่ผมมอง เพราะผมต้องการความรัก อยากเรียกร้องการยอมรับและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเหมือนกับที่พ่อแม่มีให้กับพี่น้องของผม และบางครั้งผมเพียงพยายามจะอ่านอารมณ์ของพวกเขาผ่านสายตาต่างหาก แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่มักไม่เคยรับฟังเหตุผลนั้น แถมยังหาว่าผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
การที่เควินไม่เข้าใจตัวเอง เขาจึงชอบสร้างปัญหาเพื่อเรียกร้องความสนใจ แม้รู้ทั้งรู้ว่าเขาจะถูกด่าหรืออาจถูกตี แต่อย่างน้อยที่สุด เวลาที่ก่อเรื่อง แม่ก็มักจะหันมามองเขา เพราะในเวลาอื่น แม่ก็มักจะหมกมุ่นอยู่กับงาน…หลังจากที่เธอมีโอกาสได้กลับมาทำอาชีพที่รักอีกครั้ง
ความสัมพันธ์อันน่าหวาดระแวงนี้ถูกท้าทายยิ่งขึ้น หลังอีวาตั้งท้องอีกครั้ง เธอพยายามโน้มน้าวให้เควินดีใจที่จะมีเพื่อนเล่น และบอกเขาว่าถ้าชินแล้วก็จะรู้สึกชอบน้องไปเอง แต่เควินกลับช็อตฟีลแม่อย่างเจ็บแสบว่า
“การที่เราคุ้นเคยกับอะไรสักอย่าง ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องชอบมันสักหน่อย เหมือนแม่ที่คุ้นเคยกับผมไง”
หลังจาก ‘ซีเลีย’ น้องสาวลืมตาดูโลก เควินก็แสดงความผิดปกติทางจิตอย่างชัดเจน โดยแฟนภาพยนตร์บางส่วนมองว่าเขามีอาการของ ‘โรคไซโคพาธ’ (Psychopath) หรือโรคบุคลิกภาพผิดปกติที่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ต่อต้านสังคม ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และยึดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง เขาไม่เคยแสดงความรักต่อน้องเลย แถมยังคอยด่าทอ กลั่นแกล้ง และเป็นต้นเหตุให้น้องสาวต้องสูญเสียดวงตาจนต้องใส่ตาเทียม พร้อมเอ่ยคำพูดสุดชิลหลังจากที่พ่อกับแม่บอกให้เขาช่วยดูแลน้องเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า
“ทำไมอ่ะ…นี่แปลว่าพ่อจำตอนเด็กไม่ได้สิเนี่ย ซีเลียแค่ต้องรับมันให้ได้น่ะ”
หากมองให้ลึกเข้าไปในกรณีนี้ ผมสังเกตถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า อีวาตั้งท้องเควินในขณะที่เธอไม่พร้อม ทั้งยังไม่เคยมีประสบการณ์ของการเป็นแม่มาก่อน เธอจึงเลี้ยงเควินราวกับภาระที่จำใจต้องแบกรับ ผ่านสายตาและท่าทีที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก ต่างจากน้องสาวที่ถือกำเนิดขึ้นในวันที่เธอ ‘พร้อม’ เป็นแม่เต็มตัว ทำให้เควินยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำว่ายังไงซะ…เขาก็เป็นลูกที่แม่ไม่รักและไม่เคยต้องการ
นอกจากนี้ สิ่งที่ผมแปลกใจมากๆ คือแม้อีวาจะออกอาการปกป้องลูกสาวจากเควินด้วยความหวาดระแวง แต่เธอกลับไม่เคยพาลูกชายไปพบจิตแพทย์เลยสักครั้ง ตรงนี้อาจจะมองได้ว่าเธอเคยปรึกษากับสามี แต่สามีกลับรู้สึกว่าเธอมีอคติและจับผิดเควินมาโดยตลอด เขาจึงเหน็บแนมภรรยาด้วยคำพูดว่า
“ตอนแรกก็ว่าลูกร้องมากไป แล้วก็ไม่ค่อยพูด แถมยังพูดแต่ภาษาตัวเองอีกต่างหาก มันน่ารำคาญมาก จากนั้นก็มีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำอีก เด็กคนอื่นไม่เห็นเป็นเลย เห็นไหม มันเหมือนเป็นความแค้นส่วนตัวเลย”
เมื่อพ่อกับแม่ต่างปล่อยผ่านในเรื่องดังกล่าว ท้ายที่สุดเหตุการณ์ก็นำพาเควินไปถึงจุดที่เขาก่อเหตุสะเทือนขวัญในลักษณะวางแผนเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยเควินไม่ได้เพียงก่อเหตุสังหารหมู่ในโรงเรียน เพราะก่อนจะเดินทางออกจากบ้าน เขาก็ได้ปลิดชีพพ่อและน้องสาวของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว
โศกนาฏกรรมครั้งนั้นพรากทุกอย่างไปจากอีวา ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ว่า ทั้งหมดนี้คือผลผลิตจากความผิดปกติทางจิตของเด็ก หรือบาดแผลจากความเย็นชาที่เขาได้รับจากคนเป็นแม่กันแน่?
ในมุมของผม ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม่คือ ‘จำเลยคนสำคัญ’ ที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อเหตุสะเทือนขวัญ การถือกำเนิดจากความไม่ต้องการ และการเติบโตผ่านสายตาที่ถูกมองเป็นภาระ ล้วนส่งผลกระทบต่อความคิด จิตใจ และบุคลิกภาพของเด็กได้เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ
ทว่าสิ่งที่สะเทือนใจที่สุด คือฉากสุดท้ายของเรื่อง เมื่ออีวาเดินทางไปเยี่ยมเควินที่เรือนจำเยาวชนในวาระครบรอบ 2 ปี ก่อนที่เขาจะถูกส่งย้ายไปขังยังคุกผู้ใหญ่ เธอถามลูกชายตรงๆ ว่าทำไมถึงทำแบบนั้น ทว่าเควินผู้เคยอวดดีกลับตอบด้วยสายตาอันสับสนว่า “ผมเคยคิดว่ารู้ครับแม่…แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจแล้ว” ซึ่งผมมองว่าคำตอบนี้สลัดภาพ ‘ปีศาจโดยกำเนิด’ ของเควินหลุดออกไปทันที เพราะหากเขาเป็นโรคจิตไร้หัวใจโดยสมบูรณ์ เขาจะไม่เกิดความสับสนหรือกลัวอนาคตเลย แต่ความสับสนนี้เผยให้เห็นว่า เกราะป้องกันตัวอันโหดร้ายที่เขาสร้างมาตลอดชีวิต กำลังพังทลายลงเมื่อเขาต้องก้าวเข้าสู่โลกผู้ใหญ่โดยไม่มี ‘แม่’ ให้เขายั่วโมโหอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น คำตอบของเควินทำให้เราได้เห็นว่า แท้จริงแล้วเขาก็อาจเป็นเพียงเด็กหลงทางที่ใช้ความรุนแรงเรียกร้องความรักจากแม่ และในวินาทีนั้นเอง อีวาไม่ได้แสดงท่าทีของการผลักไสไล่ส่งเขาอีกต่อไป เธอเพียงแค่อ้าแขนโอบกอดลูกชายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งผมรู้สึกว่า มันอาจเป็นสัญชาตญาณความเป็นแม่ของอีวาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น หรือไม่ก็อาจเป็นอ้อมกอดของแม่ที่ตั้งใจเยียวยาบาดแผลของกันและกัน…แม้ในวันที่ทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว