Skip to content
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น

Month: April 2026

Climate Anxiety: อากาศว้าวุ่น วัยรุ่นก็วุ่นใจ เมื่อภาวะโลกรวนทำให้เราหวั่นวิตกถึงอนาคตข้างหน้า
How to enjoy lifeAdolescent Brain
30 April 2026

Climate Anxiety: อากาศว้าวุ่น วัยรุ่นก็วุ่นใจ เมื่อภาวะโลกรวนทำให้เราหวั่นวิตกถึงอนาคตข้างหน้า

เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ‘Climate Anxiety’ หรือ ‘Eco-Anxiety’ คือ ความกลัวเรื้อรังต่อหายนะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการตระหนักว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตที่อาจแก้ไขไม่ได้ และวิกฤตนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของเรา
  • ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงและการรับรู้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เกิดความเครียด วิตกกังวล และกระทบต่อการใช้ชีวิต ทั้งด้านอารมณ์ สมาธิ และความเป็นอยู่
  • Climate Anxiety อาจเป็นแผลใจที่เกิดจากโลกที่รวนเร แต่หากเรากล้าที่จะเผชิญหน้า และเปลี่ยนมันเป็นแรงขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง เราอาจพบว่าความว้าวุ่นในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันเพื่อรักษาทั้งโลกและรักษาทั้งใจไปพร้อมๆ กัน

โลกร้อน, มลพิษ, PM2.5, ไมโครพลาสติก, น้ำท่วม, ภัยแล้ง, คลื่นความร้อน ฯลฯ

เหล่านี้คือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ เรารับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้จากสื่อทุกช่องทาง รวมไปถึงการประสบพบเจอมากับตัวโดยตรง เราทราบดีว่าปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อร่างกาย ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และความสูญเสีย

แต่หารู้ไหมว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน นั่นคือทำให้เกิดความหดหู่ เศร้าใจ และวิตกกังวล ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นภาวะที่เรียกว่า ‘Climate Anxiety’ หรือ ‘ความวิตกกังวลต่อสภาพภูมิอากาศ’

เมื่อ ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ก่อให้เกิด ‘ปัญหาทางใจ’ ด้วยเช่นกัน

สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA) อธิบายว่า ‘Climate Anxiety’ หรือ ‘Eco-Anxiety’ คือ ความกลัวเรื้อรังต่อหายนะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการตระหนักว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตที่อาจแก้ไขไม่ได้ และวิกฤตนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของเรา

ทั้งนี้ ต้องเน้นย้ำว่า ‘Anxiety’ ไม่ใช่ ‘ความกลัว’ ธรรมดาที่เกิดขึ้นปุบปับแล้วก็หายไป แต่เป็นความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้นแล้วคงอยู่ได้ยาวนาน หาต้นตอที่ชัดเจนได้ยากว่าเรากำลังกลัวสิ่งใดอยู่ เป็นความรู้สึกกลัวอย่างกว้างๆ ความกลัวนี้มักเกี่ยวข้องกับเรื่องในอนาคต สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และความไม่แน่นอน

อาการลักษณะนี้พบได้ในกลุ่มคนหลายช่วงวัย แต่กลุ่มคนที่พบมากที่สุดคือ ‘เยาวชน’ หรือ ‘คนรุ่นใหม่’ เนื่องจากคนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมากับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม รายงานขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ในปี 2021 กล่าวว่า เกือบ 99% ของเด็กทั่วโลกล้วนเคยประสบกับภัยทางสภาพอากาศหรือสิ่งแวดล้อมอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงชีวิต เช่น คลื่นความร้อน พายุไซโคลน น้ำท่วม ขาดแคลนน้ำ โรคติดต่อ ฯลฯ 

เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ในร่างเล็ก เด็กเปราะบางกว่าผู้ใหญ่ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อเจอภัยพิบัติครั้งหนึ่ง เด็กอาจได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงกว่าผู้ใหญ่ และใช้เวลานานกว่าที่บาดแผลนั้นจะหายดี 

แล้วหากภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ผลกระทบที่ตามมาย่อมทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม และอาจเป็นในรูปแบบที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อนอย่าง Climate Anxiety ก็ว่าได้

จากการสำรวจเยาวชนจำนวน 10,000 คน ช่วงอายุ 16-24 ปี จาก 10 ประเทศทั่วโลก (ออสเตรเลีย, บราซิล, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, อินเดีย, ไนจีเรีย, ฟิลิปปินส์, โปรตุเกส, อังกฤษ, สหรัฐฯ) ในปี 2021 พบว่า 59% รู้สึกกังวลมากหรือมากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

ซึ่งความกังวลนี้ก่อให้เกิดอารมณ์ลบต่างๆ เช่น โกรธ เศร้า ไร้พลัง และกลัว โดยความรู้สึกเหล่านี้ส่งผลให้ความสามารถในการใช้ชีวิตในบางแง่มุมลดลง เช่น กิน นอนหลับ มีสมาธิ เรียน/ทำงาน ทำกิจกรรมพักผ่อน และรักษาความสัมพันธ์

ผศ.ดร.วัชรพงศ์ รติสุขพิมล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากความวิตกกังวลต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมมีมากจนเกินไป ก็จะส่งผลกระทบต่อเราได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไล่ตามระดับความรุนแรงจากน้อยไปมาก เช่น

  • เริ่มรู้สึกผิดต่อการกระทำที่ไม่รักษ์โลกของตัวเอง อาจนำไปสู่ปัญหาการนอนไม่หลับ 
  • ไม่มีสมาธิในการทำสิ่งต่างๆ เช่น ทำงาน เรียน หรือความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ แย่ลง
  • เมื่อเกิดความกังวลขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ บางกรณีอาจรุนแรงจนเกิดอาการตื่นตระหนก (Panic Attack) เมื่อเห็นสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย
  • สุดท้ายอาจนำไปสู่ความรู้สึกสิ้นหวังและเฉื่อยชา จนไม่อยากออกมาใช้ชีวิตในแต่ละวัน

แล้วเราจะจัดกับ ‘Climate Anxiety’ ได้อย่างไร?

ขั้นแรกที่สำคัญที่สุดคือ ‘การยอมรับว่าความรู้สึกนี้มีอยู่จริง’ จากการสำรวจเยาวชน 16,000 คนในสหรัฐฯ พบว่า เกือบ 62% ระบุว่าตัวเองเคยพยายามพูดคุยกับคนอื่นเกี่ยวกับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่กว่า 58% กลับรู้สึกถูกเพิกเฉยและไม่ได้รับความสนใจ โดย 66% ต้องการให้คนรุ่นพ่อแม่และรุ่นตายายเข้าใจความรู้สึกของพวกเขา

ผู้ใหญ่บางคนอาจไม่เข้าใจถึง Climate Anxiety เนื่องจากในตอนที่เขาเป็นเด็ก วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ร้ายแรงและเกิดขึ้นบ่อยเท่ากับในปัจจุบัน ลองนึกดูว่าระหว่างเด็กคนหนึ่งที่ต้องเจอกับมหาภัยพิบัติทุกๆ 1-2 ปี กับเด็กอีกคนที่เจอทุกๆ 10 ปี เด็กคนไหนจะบอบช้ำมากกว่ากัน 

แน่นอนว่าเป็นเด็กคนแรก เพราะสภาพร่างกายและจิตใจยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ก็ต้องเจอซัดเข้าไปอีกลูกแล้ว ดังนั้นประสบการณ์ภัยพิบัติในวัยเด็กของผู้ใหญ่ไม่อาจนำมาเทียบได้เลยกับสิ่งที่เด็กต้องพบเจอในปัจจุบัน ข้อมูลจาก UNICEF ชี้ชัดว่า เด็กเกือบทั้งโลกในปัจจุบันล้วนเคยประสบกับภัยพิบัติมาแล้ว ฉะนั้นเด็กทุกคนกำลังเติบโตขึ้นท่ามกลางคำถามที่ว่า โลกในอนาคตจะยังปลอดภัยสำหรับพวกเขาอยู่หรือไม่

ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตให้การยอมรับมากขึ้นว่าภาวะอารมณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ดร.คาร์เตอร์ โรบินสัน (Carter Robinson) นักจิตวิทยาคลินิกจากชุมชนนักวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ APA กล่าวว่า วัยรุ่นและคนวัยหนุ่มสาวที่เข้ามาปรึกษากับเธอ แสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศมากขึ้น และความรู้สึกนี้ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ในชีวิต เช่น การเลือกสถานที่อยู่อาศัย หรือแม้กระทั่งความคิดที่ว่าจะมีลูกหรือไม่

APA ซึ่งปกติเป็นผู้ออกคู่มือหรือแนวทางเกี่ยวกับจิตวิทยา ระบุว่า ตอนนี้ยังไม่มีคู่มือหรือเทคนิคเฉพาะเจาะจงสำหรับการช่วยเหลือเยาวชนให้ก้าวผ่านความทุกข์ใจเกี่ยวกับสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจากแขนงต่างๆ ก็มีการใช้เทคนิคที่แตกต่างหลากหลาย โดยเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดังต่อไปนี้

  • ระมัดระวัง ‘การรับข่าวสาร’ บนโลกออนไลน์

วิธีที่ง่ายและใกล้ตัวเรามากที่สุดคือ พิจารณาการใช้โซเชียลมีเดียของตัวเองว่ามากเกินไปหรือไม่ บางทีการที่รับข่าวสารมากๆ ไม่ได้ทำให้เรารู้เท่าทันความเป็นไปของโลก แต่มันยิ่งทำให้เราเครียดมากขึ้น เรียกว่าเป็นพฤติกรรม ‘Doomscolling’ การไถหน้าจอเพื่อเสพข่าวร้ายหรือเนื้อหาเชิงลบอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถหยุดได้

วิธีแก้ไขคือ ‘ลดการใช้หน้าจอ’ อาจเริ่มจากจัดตารางเวลาว่าจะอ่านข่าวเมื่อไร อาจจะอ่านครั้งละ 10 นาทีในตอนเช้า บ่าย และเย็น เพื่อให้ได้ข้อมูลต่อเนื่อง ส่วนเวลาอื่นก็ใช้สำหรับการพักใจและทำกิจวัตรอื่นๆ หรือจะใช้เทคนิคอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วยก็ได้ เช่น วางโทรศัพท์ให้ห่างจากเตียงนอน เปลี่ยนหน้าจอเป็นสีขาวดำ หรือเลือกติดตามข่าวที่เน้นการนำเสนอข้อเท็จจริงมากกว่าการขายดราม่า 

  • รับมือผ่านการหา ‘ความหมาย’ และ ‘ลงมือทำ’

เมื่อเราเกิดอารมณ์ลบ เรามักหาวิธีกำจัด หลีกหนี หรือเบี่ยงเบนความสนใจ วิธีเหล่านี้อาจไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะอารมณ์จะยังคงอยู่และสะสมไว้ในใจ เราต้องเข้าใจว่าอารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะควบคุมได้ เมื่อมีใครทำให้เราเสียใจ ถึงแม้เขาจะมีเหตุผลที่ดี อธิบายจนเราเข้าใจ แต่เราก็ไม่อาจทำให้ความเสียใจนั้นมลายหายไปได้

เราไม่อาจควบคุมอารมณ์ของเราได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะคิดและตอบสนองกับมันอย่างไร ในตอนแรกเราอาจไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ให้ลองสังเกตและตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ ต่ออารมณ์ของเรา เหตุใดเราถึงรู้สึกเช่นนี้ ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองไหลตามอารมณ์ไปเรื่อยๆ

เช่น เรารู้สึกเสียใจที่สถานการณ์สิ่งแวดล้อมเป็นเช่นนี้ แล้วทำไมเราถึงรู้สึกเสียใจ? เพราะเราแคร์ เราใส่ใจ อยากเห็นโลกที่สวยงาม เราให้ความหมายต่อความรู้สึกของเรา ความรู้สึกของเรามีคุณค่า ไม่ใช่เรื่องงี่เง่า ทั้งนี้ การตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ ก็มีข้อควรระวัง ไม่ควรมุ่งเน้นไปที่การโทษว่าตัวเองไม่ดี มิเช่นนั้นเราจะตกอยู่ในวังวนของ ‘การหมกมุ่นครุ่นคิด’ (Rumination) ที่ไม่ก่อให้เกิดวิธีการแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์

เมื่อเราหาความหมายได้แล้ว ให้นำสิ่งนั้นมาเป็นเป้าหมายและลงมือทำสิ่งที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายนั้น เพราะความหวังไม่ใช่การนั่งรอเฉยๆ ให้เกิดปาฏิหาริย์ แต่คือการ ‘ลงมือทำ’ หาวิถีทางให้เราเข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ทำสื่อขับเคลื่อนสังคม ลงชื่อสนับสนุนแคมเปญด้านสิ่งแวดล้อม หรือสนับสนุนมูลนิธิสิ่งแวดล้อม ฯลฯ 

  • หา ‘กลุ่มเพื่อน’ หรือ ‘ชุมชน’ ที่เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

การมีสังคม หาเพื่อนพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์แนวคิดร่วมกัน ก็ช่วยคลายความกังวลได้ในระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังเผชิญปัญหาเช่นนี้อยู่เพียงลำพัง เราอาจลองไปร่วมพูดคุยในวงสนทนาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยแก้ไขพัฒนาสิ่งแวดล้อม

ดร.อัมรูตา โนริ-ซาร์มา (Amruta Nori-Sarma) ผู้วิจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจิตจากคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยบอสตัน ศึกษาพบว่า ความผูกพันในชุมชนจะช่วยให้คนเราฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเมื่อพบเจอกับเหตุการณ์สภาพอากาศเลวร้าย เช่น ในวันที่อากาศร้อนจัด หากคนในหมู่บ้านหรือบ้านใกล้เรือนเคียงมีความเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ทุกคนจะหมั่นตรวจสอบความเป็นอยู่ซึ่งกันและกัน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนมีทรัพยากรต่างๆ ที่เพียงพอ หรือปกป้องให้กันและกันมีความเป็นอยู่ที่ดี

  • ‘ทุกภาคส่วน’ ต้องช่วยกัน

การแก้ไข Climate Anxiety ให้สำเร็จ ไม่ควรเป็นหน้าที่ของจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัวและโรงเรียน ไปจนถึงในภาพใหญ่อย่างรัฐบาล

เลสลี่ เดเวนพอร์ต (Leslie Davenport) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและผู้เขียนหนังสือให้กับ APA เกี่ยวกับการรับมือความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุว่า ทุกวันนี้โรงเรียนมีการสอนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนแล้ว แต่ยังขาดเรื่องการฝึกฝนในด้านการจัดการอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม

เดเวนพอร์ต ยกตัวอย่างว่า ครูหรือพ่อแม่อาจใช้เทคนิคการจัดการอารมณ์ที่เรียกว่า ‘Toggling’ (สลับสวิตช์) เป็นการฝึกความยืดหยุ่นทางจิตใจ โดยใช้การสลับการรับรู้ระหว่างเรื่องที่ยากลำบาก (อารมณ์ลบ) กับเรื่องที่สร้างพลัง (อารมณ์บวก) อย่างเป็นจังหวะ เพื่อไม่ให้จิตใจจมดิ่งอยู่กับฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนเกินไป

ตัวอย่างเช่น ครูสอนเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลายและผลกระทบต่อหมีขั้วโลก เด็กๆ จะเริ่มรู้สึกเศร้าและวิตกกังวล แต่ก่อนที่เด็กจะจมดิ่ง ครูทำการสลับอารมณ์กลับมาด้วยการใช้กิจกรรมที่สร้างความหวัง เช่น ให้เด็กๆ ลองวาดภาพโลกในฝันที่พวกเขาอยากเห็น หรือแชร์ไอเดียว่าเราจะช่วยหมีขั้วโลกได้อย่างไร

คณะของ ดร.ปานู ปิห์กาลา (Panu Pihkala) นักวิจัยเกี่ยวกับความวิตกกังวลต่อสิ่งแวดล้อมจาก University of Helsinki ประเทศฟินแลนด์ ได้นำเสนอเทคนิคจัดการอารมณ์ด้วย ‘วงล้ออารมณ์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Emotions Wheel) ซึ่งช่วยให้เราระบุอารมณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมได้ เพราะการเรียกชื่ออารมณ์ทำให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์สงบลงและทำให้เรากลับสู่สภาวะที่สมดุล ตามแนวคิดของจิตแพทย์ ดร.แดน ซีเกล (Dan Siegel) ที่เรียกว่า ‘Name it to Tame it’ (เรียกมันเพื่อทำให้มันเชื่อง)

‘วงล้ออารมณ์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Emotions Wheel)

ผล อย่างการฝึก ‘การมีสติ’ (Mindfulness) ทั้งนี้ เราไม่จำเป็นต้องให้เด็กนั่งนิ่งๆ แบบนั่งสมาธิก็ได้ แต่ให้ใช้กิจกรรมที่ช่วยให้เขาโฟกัสอยู่กับปัจจุบันขณะและพาจิตให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่น เล่นกีฬา หรือสร้างสรรค์งานศิลปะ

ส่วนการแก้ไขปัญหาในภาพใหญ่ ภาคส่วนที่สำคัญคือ ‘รัฐบาล’ และ ‘ผู้มีอำนาจ’ เนื่องจากในปี 2021 มีการสำรวจออกมาแล้วพบว่า การที่เยาวชนรู้สึกว่าผู้อำนาจทางการเมืองเพิกเฉย (Inaction) ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีความเชื่อมโยงกับ Climate Anxiety, ความทุกข์ใจ และการถูกทรยศ

ดังนั้นรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึงแผนการรับมือและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จริงจังและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่การกล่าวด้วยคำพูดลอยๆ ที่ไม่มีขั้นตอนชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เยาวชนและคนทุกกลุ่มทุกวัยคลายความวิตกกังวลถึงวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

Climate Anxiety อาจเป็นแผลใจที่เกิดจากโลกที่รวนเร แต่หากเรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกังวลนี้ ยอมรับมัน และเปลี่ยนมันเป็นแรงขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง เราอาจพบว่าความว้าวุ่นในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันเพื่อรักษาทั้งโลกและรักษาทั้งใจไปพร้อมๆ กันได้ด้วยเช่นกัน

อ้างอิง

กองบรรณาธิการไทยรัฐพลัส. (2567). Climate Anxiety เมื่อเราไม่อาจลบปัญหาสิ่งแวดล้อมออกจากใจ.

วัชรพงศ์ รติสุขพิมล. (13 กันยายน 2566). Eco-Anxiety เมื่อโลกป่วย ใจก็เลยป่วยตาม. ฐานเศรษฐกิจ, 5.

American Psychological Association. (2025). Helping youth move from climate anxiety to climate action. Monitor on Psychology, 56(4).

Avaaz. (2021). How Youth Climate Anxiety Is Linked to Government Inaction.

Climate Mental Health Network. (2026). Climate Emotions Wheel.

Divya Khosla. (2024). Fear vs. anxiety: How are they different?

Jeffrey Kluger. (2025). Climate Anxiety Is Taking Its Toll on Young People.

Tags:

สิ่งแวดล้อมอารมณ์Climate Anxietyสภาพภูมิอากาศ

Author:

illustrator

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • How to enjoy life
    Apathy Syndrome: วันที่โลกใจร้าย หัวใจจึงเลือกเฉยชา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • เดินสำรวจหอยขาวอ่าวท่าชนะ ในวันที่ธรรมชาติจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา

  • Education trend
    10 อันดับประเทศที่เหมาะต่อการเลี้ยงลูกมากที่สุดแห่งปี 2020

    เรื่อง ชลิตา สุนันทาภรณ์

  • Voice of New Gen
    #SCHOOLSTRIKE 4 เหตุผลที่คนรุ่นใหม่ไม่ทนกับโลกร้อน

    เรื่อง

  • Everyone can be an Educator
    กวิ๊: ดริปกาแฟ หมักเหล้าบ๊วยแบบโลกไม่สวยแต่ยั่งยืน

    เรื่องและภาพ ณัฐชานันท์ กล้าหาญ

Gen Z มองโลก กับ โลกมอง Gen Z – Digital Native รุ่นแรกที่จะกลายเป็นแรงงานหลักของโลก
How to get along with teenager
28 April 2026

Gen Z มองโลก กับ โลกมอง Gen Z – Digital Native รุ่นแรกที่จะกลายเป็นแรงงานหลักของโลก

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ปัจจุบันคน Gen Z เข้ามาเป็นกำลังหลักรุ่นหนึ่งในแรงงานของโลก คำถามสำคัญคือ คนรุ่นนี้มองโลกการทำงานอย่างไร? มองแตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้าในเรื่องใดบ้าง? และในทางกลับกัน เจ้านายหรือคนรุ่นก่อนหน้าที่เป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน มอง Gen Z ว่าเป็นคนอย่างไร? ทำความเข้าใจผ่านงานวิจัยทั้งสามชิ้น
  • Gen Z เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนทำงานไว แก้ปัญหาได้ เรียนรู้ด้วยตัวเองเป็น ใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว มีความมั่นใจในตัวเอง ยืดหยุ่น ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเก่ง และเป็นคนมีแนวคิดใหม่ๆ
  • เรื่องหนึ่งที่สำคัญกับการสื่อสารระหว่างกันก็คือ คนรุ่นนี้อยากให้คนระดับผู้จัดการรับฟังแนวคิดและช่วยประเมินคุณค่าของความคิดเห็นของตัวพวกเขา

เวลาพูดถึง Gen Z เพื่อให้จำได้ง่ายเข้า บ้างก็ระบุเป็นตัวเลขกลมๆ ว่า เป็นคนที่เกิดหลัง ค.ศ. 2000 [1] แต่ก็มีบ้างที่นิยามและระบุตัวเลขปีชัดเจนลงไปกว่านั้น เช่น เกิดตั้งแต่ ค.ศ. 1995 [2, 3] หรือเกิดตั้งแต่ ค.ศ. 1996 [4] และยาวไปจนถึงคนที่เกิดใน ค.ศ. 2006 [3] หรือไกลกว่านั้นคือ ค.ศ. 2010 [4] 

Gen Z และเจนรุ่นก่อนหน้าคือ มิลเลนเนียลส์ (Millennials) หรือ Gen Y ซึ่งนับอย่างคร่าวๆ ว่าเกิดระหว่าง ค.ศ. 1983-1994 ได้รับการประเมินว่าสองรุ่นนี้จะกลายเป็นแรงงานหลักของโลกใน ค.ศ. 2030 เพราะรวมกันแล้วมากถึง 74% (ราว 3 ใน 4) ของแรงงานทั้งโลกทีเดียว [3] 

อันที่จริงหากนับเฉพาะคน Gen Z ก็มีจำนวนมากถึง 1 ใน 4 ของประชากรในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิกนับตั้งแต่ ค.ศ. 2025 แล้ว [4] 

การทำความเข้าใจคน Gen Z จึงมีความจำเป็นมากเป็นพิเศษ ทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม เพราะคนรุ่นนี้เติบโตมากับประสบการณ์ที่ผิดแผกกว่ารุ่นอื่นในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการต้องเผชิญภาวะวิกฤตโลกจากการระบาดใหญ่ทั่วโลกของโรคโควิดและความจำเป็นต้องมีการล็อกดาวน์ที่ทำให้เกิดความเหินห่างทางสังคม การต้องเรียนจากระบบทางไกลที่ไม่อาจมองเห็นหน้าตาท่าทางกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

นอกจากนี้ ยังเป็นรุ่นที่ต้องเผชิญกับผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ชัดเจนยิ่งกว่ายุคไหนๆ ทำให้คนรุ่นนี้มีบุคลิกลักษณะเป็นนักอุดมคติ (Idealist) ทำตัวเป็นคลื่นลูกใหม่ของผู้บริโภคที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตนเองมีส่วนช่วยหยุดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่ให้เลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ได้ [4]  

ธรรมชาติอีกอย่างที่สำคัญคือ รุ่นนี้นับเป็น ‘รุ่นดิจิทัลแต่กำเนิด (Digital Native)’ รุ่นแรกของโลก เพราะเติบโตท่ามกลางความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับอินเทอร์เน็ต เรียกว่าเป็นรุ่นที่บางคนพ่อแม่ใช้แท็บเล็ตเลี้ยงแทนก็ไม่น่าจะผิด เพราะใช้เวลาอยู่กับแอป เกม ดนตรี เน็ตไอดอล อินฟลูเอนเซอร์ และโซเชียลมีเดีย มากเป็นอย่างยิ่ง คน Gen Z เป็นผู้ใช้งานแอป TikTok มากถึง 60% ของผู้ใช้งานทั้งหมด และมีจำนวนรวมกันมากกว่า 1,000 ล้านคน [4]   

แต่ที่น่าห่วงใยเป็นพิเศษคือ Gen Z เป็นพวกที่เผชิญกับแรงกดดันและวิกฤตการณ์ในหลายเรื่องมาก จนทำให้รายงานของแมกคินซีย์ระบุว่า เป็นคนในรุ่นที่มักมองโลกในแง่ร้ายมากกว่าคนรุ่นอื่นและมีแนวโน้มจะเผชิญกับปัญหาทางจิตมากกว่าคนรุ่นใดก็ตาม [4] 

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือภาพใหญ่ที่นักวิชาการมองว่าเป็นบุคลิกลักษณะของคน Gen Z 

ถึงวันนี้ คน Gen Z เข้ามาเป็นกำลังหลักรุ่นหนึ่งในแรงงานของโลก คำถามสำคัญคือ คนรุ่นนี้มองโลกการทำงานอย่างไร? มองแตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้าในเรื่องใดบ้าง? และในทางกลับกัน เจ้านายหรือคนรุ่นก่อนหน้าที่เป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน มอง Gen Z ว่าเป็นคนอย่างไร? อีกคำถามที่สำคัญคือ Gen Z ในประเทศต่างๆ มีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน? มีความเฉพาะตัวในเรื่องใดบ้างหรือไม่? 

งานวิจัยที่อยากนำมาเล่าเป็นชิ้นแรก จัดทำโดยคณะนักวิจัยคนไทย อาสาสมัครที่ตอบแบบสอบถามคือ นายจ้างจำนวน 13 คนที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่ในแวดวงการศึกษา การพิมพ์ ไอที ไปจนถึงเทคโนโลยีการเกษตร ฯลฯ ผลการวิจัยที่ได้คือบรรดานายจ้างสรุปว่า ลูกจ้างของตนที่เป็นคน Gen Z มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนทำงานไว แก้ปัญหาได้ เรียนรู้ด้วยตัวเองเป็น ใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่บุคลิกลักษณะส่วนตัวก็เป็นคนมีความมั่นใจในตัวเอง ยืดหยุ่น ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเก่ง และเป็นคนมีแนวคิดใหม่ๆ แจ๋วๆ [5]

ส่วนความท้าทายที่คนรุ่นนี้ต้องเผชิญ ซึ่งบางข้อก็ยังอาจปรับตัวได้ไม่ดีนัก มีตั้งแต่การปรับตัวให้เข้ากับข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ขององค์กรหรือหน่วยงาน การลังเลหรือไม่ก็ปฏิเสธว่าจะทำงานเกินกว่าชั่วโมงการทำงานปกติเพื่อรักษาสมดุลชีวิตกับการทำงาน การไม่ทุ่มเทเวลาให้กับงานมากเท่าคนรุ่นก่อนๆ นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องของความไม่ค่อยอดทนอดกลั้น ไม่ค่อยใส่ใจกับรายละเอียดบางอย่างในงาน และขาดทักษะพื้นฐานทางสังคมในสถานที่ทำงานบางอย่าง  

จะเห็นได้ว่า ‘จุดอ่อน’ บางเรื่องที่ผู้ว่าจ้างมอง สะท้อนอย่างสอดคล้องกับภาพรวมที่เอ่ยถึงไปข้างต้นแล้ว ซึ่งเป็นบุคลิกลักษณะจำเพาะของรุ่นนี้ทีเดียว 

นักวิจัยระบุว่าข้อมูลเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์ในการทำความเข้าใจกรอบแนวคิดของคน Gen Z และอาจช่วยให้ผู้ว่าจ้างตอบสนองต่อลูกจ้างรุ่นใหม่นี้ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ในอีกทางหนึ่งก็อาจมีประโยชน์กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่จะใช้วางแผนหรือออกหลักสูตรที่จะปิดช่องว่างเหล่านี้ให้กับนักศึกษาได้ 

จุดอ่อนสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้อาจจะเป็นเรื่องจำนวนตัวอย่างที่ใช้ศึกษา ซึ่งค่อนข้างมีอยู่จำกัดคือ มีนายจ้างเพียง 13 คนเท่านั้นที่เข้าร่วมการสำรวจนี้ จึงเกิดคำถามว่าหากทำในกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้น จะยังได้ผลเหมือนเดิมหรือไม่?

งานวิจัยชิ้นต่อไปทำในนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสองแห่งในประเทศโรมาเนียใน ค.ศ. 2021 โดยมีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามรวม 69 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง (71%) โดยเกือบครึ่งหนึ่ง (45%) ระบุว่า เคยมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 1 อย่าง (รวมทั้งที่ทำอยู่ตอนนี้) ขณะที่จำนวนเกือบเท่าๆ กัน (42%) ยังไม่เคยทำงาน และมีส่วนน้อยมากที่เป็นฟรีแลนซ์หรือเป็นผู้ประกอบการเอง [6] 

อาสาสมัครส่วนใหญ่ระบุว่า อยากได้งานที่มั่นคง ให้ผลตอบแทนดี และอยากทำงานกับบริษัทใหญ่มากกว่าบริษัทเล็กหรือการออกไปเป็นผู้ประกอบการเอง หากเลือกได้ คน Gen Z พวกนี้ก็อยากได้งานที่ตัวเองมีความสนใจ เรียกว่ามี ‘แพสชั่น’ ในงานนั้นก็คงได้ และอยากได้งานที่ไม่เป็นทางการมากนัก มีสิ่งแวดล้อมแบบสบายๆ มีพื้นที่ส่วนตัวในการทำงาน 

นอกจากนี้ ยังต้องการเมนเทอร์ที่จะช่วยแนะนำ และตระหนักดีว่าความสำเร็จในวิชาชีพจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้เวลา แม้จะถูกมองว่าเป็น Digital Native แต่พวกเขาก็รับรู้ได้ถึงความจำเป็นต้องสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และชื่นชอบการพูดตรงๆ ตามที่คิด ตัวเลขที่น่าสนใจในงานวิจัยนี้คือ คน Gen Z กลุ่มนี้ประเมินว่า ตัวเองน่าจะเปลี่ยนที่ทำงานราว 2-6 แห่งตลอดอายุการทำงาน

งานวิจัยที่จะขอยกมาเป็นตัวอย่างสุดท้ายทำในประเทศตุรกี โดยศึกษาในอาสาสมัครนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจำนวน 276 คน คณะนักวิจัยใช้แบบสอบถามและชุกตรวจวัดระดับความพึงพอใจที่เรียกว่า Minnesota job satisfaction scale กับ personality inventory scales และใช้วิธีวิเคราะห์ทางสถิติที่เรียกว่า chi-square test กับ ANOVA [7]

ผลสรุปที่นักวิจัยได้คือ สิ่งแวดล้อมในที่ทำงานสำคัญกับการปรับตัวของคน Gen Z โดยนายจ้างและเพื่อนร่วมงานที่อาวุโสกว่าต้องช่วยทำบางอย่างเพื่อเอื้อให้รุ่นใหม่พวกนี้ได้มีโอกาสพูดคุยมากขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องลำดับตำแหน่งสูงต่ำอยู่ก็ตาม เพราะหากคนรุ่นนี้หาความสุขในที่ทำงานไม่ได้ พวกเขาก็จะลาออกได้อย่างง่ายดาย 

พนักงานใหม่เหล่านี้ชื่นชอบอิสระในการทำงานและไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบหรืออำนาจหน้าที่ โดยเป็นทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่มีจุดแข็งที่ชดเชยจุดอ่อนนี้ก็คือ รุ่นนี้ชอบทำงานกับเทคโนโลยีและมีส่วนช่วยทีมได้ อีกประเด็นที่เด่นขึ้นมาคือ พวก Gen Z ชอบทำงานที่บ้านมากเป็นพิเศษ 

เรื่องหนึ่งที่สำคัญกับการสื่อสารระหว่างกันก็คือ คนรุ่นนี้อยากให้คนระดับผู้จัดการรับฟังแนวคิดและช่วยประเมินคุณค่าของความคิดเห็นของตัวพวกเขา 

จากงานวิจัยทั้งสามชิ้นจะเห็นชัดเจนเรื่องอุปนิสัยร่วมในรุ่น จุดอ่อนและจุดแข็งของ Gen Z ซึ่งหากคนรุ่นก่อนหน้าที่มีตำแหน่งสูงกว่าเปิดใจและจัดการอย่างเหมาะสม บรรดา Gen Z เหล่านี้ก็อาจใช้จุดแข็งความเป็น digital native ช่วยทีมทำงานใหญ่ได้ง่ายขึ้น ดีขึ้น โดยต่างคนก็ต่างมีความสุขมากขึ้นไปด้วยกันได้ 

เอกสารอ้างอิง

[1] Mustafa Ozkan, Betul Solmaz, The Changing Face of the Employees – Generation Z and Their Perceptions of Work (A Study Applied to University Students), Procedia Economics and Finance, Volume 26, 2015, Pages 476-483, ISSN 2212-5671, https://doi.org/10.1016/S2212-5671(15)00876-X.

[2] Mărginean Alina Elena, 2021. “Gen Z Perceptions and Expectations upon Entering the Workforce,” European Review of Applied Sociology, Sciendo, vol. 14(22), pages 20-30, June.

[3] 2025 Gen Z and Millennial Survey: Growth and the Pursuit of money, Meaning, and Well-being, Deloitte Global Survey, 2025  

[4] https://www.mckinsey.com/featured-insights/mckinsey-explainers/what-is-gen-z เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 เมษายน 2569

[5] Rachaniphorn Ngotngamwong and Supanya Suvannasing (2024) A Study of Employers’ Satisfaction With Generation Z in Thai Workplaces. Human Behavior, Development and Society. E-ISSN- 2651-1762, Vol. 25 No. 3, 21-32

[6] Alina Elena Mârginean (2021) Gen Z Perceptions and Expectations Upon Entering the Workforce, European Review of Applied Sociology, Vol. 14, No. 22, 20-30.   

[7] Mustafa Ozkana and Betul Solmaz (2015) The Changing Face Of The Employees- Generation Z And Their Perceptions Of Work (A Study Applied To University Students). Procedia Economics and Finance 26, 476–483. 

Tags:

การทำงานการปรับตัวGen ZDigital Nativeการสื่อสาร

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Social Issues
    Gen Z กับ แชทบอท: เพราะโลกเปลี่ยวเหงา เราจึงไขว่คว้าความสัมพันธ์เสมือนจริง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP4: การซึมซับและปรับตัว 

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • zoom-brainstorming-nologo
    Social Issues
    ‘ระดมสมองออนไลน์’ อาจไม่ตอบโจทย์เรื่องความคิดสร้างสรรค์?

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Online-Disinhibition-Effect-nologo
    Social Issues
    Online Disinhibition Effect: เมื่อโลกออนไลน์ทำให้คนเกรี้ยวกราด ไม่ยั้งคิด

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • 21st Century skills
    AI Literacy (2): ทักษะจำเป็นที่จะทำให้มนุษย์ไม่ถูกกลืนหายในโลกที่ AI ฉลาดขึ้นทุกที

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

‘ห้องเรียนระบบสอง’ งานคราฟท์จากหัวใจครูที่จัดการเรียนรู้โอบรับเด็กทุกเงื่อนไขชีวิต: ผอ.พิเศษ ถาแหล่ง โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ
Unique Teacher
27 April 2026

‘ห้องเรียนระบบสอง’ งานคราฟท์จากหัวใจครูที่จัดการเรียนรู้โอบรับเด็กทุกเงื่อนไขชีวิต: ผอ.พิเศษ ถาแหล่ง โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • หน้าที่หนึ่งของผู้จัดการศึกษาคือการสร้างระบบและพื้นที่เพื่อรองรับเด็กกลุ่มหนึ่งที่เขามีเงื่อนไขชีวิตที่ไม่สามารถที่จะเดินในลู่ของการจัดการศึกษาที่เป็นอยู่ได้
  • คุยกับ ผอ.พิเศษ ถาแหล่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มุ่งพัฒนาครู เพื่อดูแลเด็กให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยจัดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ที่เรียกว่า ‘ห้องเรียนระบบสอง’
  • ผอ.พิเศษ เชื่อว่า คุณภาพของการจัดการศึกษาไม่ได้อยู่ที่คะแนนสอบที่เด็กทำได้ แต่อยู่ที่เด็กนั้นสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง การศึกษาที่ดีจึงต้องทำให้ชีวิตของเด็กดีขึ้นได้จริง สอดคล้องกับสภาพวิถีชีวิตของเด็กเป็นหลัก และควรจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยในอนาคตได้ด้วย 

ด้วยเงื่อนไขชีวิตที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือข้อจำกัดด้านร่างกายจิตใจและอื่นๆ เด็กบางคนอาจไม่พร้อมที่จะเข้ามานั่งเรียนในห้องเรียนหรือทำตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้  เมื่อขาดเรียนบ่อยครั้งก็ส่งผลให้ติดศูนย์ ร. มส. และไม่มีสิทธิ์สอบ ในที่สุดก็หลุดออกจากระบบการศึกษา กลายเป็นเด็ก Drop Out 

คำถามก็คือ โรงเรียนซึ่งเป็นพื้นที่ในการจัดการศึกษาจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบและสามารถเรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมไปถึงช่วยให้เด็กที่หลุดจากระบบไปแล้วมีโอกาสกลับสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้ง 

The Potential ชวน ผอ.พิเศษ ถาแหล่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมราชมังคลาภิเษก จังหวัดเชียงราย พูดคุยถึงแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนรู้ที่ไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้กลางทาง หลังการเสวนา ‘การศึกษาใหม่ที่โอบกอดทุกเงื่อนไขชีวิต’ ในงานครูปล่อยแสง ปี 7 โดยเครือข่ายก่อการครู 

“ในฐานะที่เป็นผู้จัดการศึกษา เราควรที่จะสร้างระบบและพื้นที่เพื่อที่จะรองรับเด็กกลุ่มหนึ่งที่เขามีเงื่อนไขชีวิตที่ไม่สามารถที่จะเดินได้ในเส้นทางหรือลู่ของการจัดการศึกษาที่เป็นอยู่” 

จากครูปกครองที่เข้มงวด สู่ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มุ่งพัฒนาครู เพื่อดูแลเด็กให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ. 2547 ขณะนั้น ผอ.พิเศษ เป็นครูฝ่ายปกครองที่ค่อนข้างเข้มงวดกับเด็ก ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบระเบียบของโรงเรียนเท่านั้น จนลืมนึกถึงว่า เด็กแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตที่ต่างกัน อีกทั้งยังรู้สึกว่าความเข้มงวดที่มากเกินไปอาจกลายเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็กได้ เมื่อเกิดความคิดเช่นนั้น ผอ.พิเศษจึงเริ่มปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ตให้ยืดหยุ่นมากขึ้น มองเด็กเป็นตัวตั้ง และออกไปหาประสบการณ์การทำงานบริหารที่อื่น จนกระทั่งกลับมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ ในปีพ.ศ. 2556 

“หลังจากที่เรากลับมาเป็นผู้บริหารที่ห้วยซ้อ เราก็อยากให้ห้วยซ้อเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ และเป็นพื้นที่รองรับเด็กทุกคน เด็กบางคนเขาอาจจะไม่เหมาะกับวิธีการหรือระเบียบเดิมที่มันมีอยู่ เพราะบริบทมันเปลี่ยนไปมาก อยากให้พื้นที่ของห้วยซ้อเป็นพื้นที่ที่โอบรับทุกคนและทุกเงื่อนไขชีวิต” 

“พื้นที่ของโรงเรียนควรจะเป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง ให้เขาได้ลองผิดลองถูกในข้อจำกัดที่เหมาะสม อยากทำสิ่งนั้นลองทำดู ไม่ควรที่จะมีบล็อกเดียวที่จะเป็นตัวหลอมเด็ก ควรจะมีหลายๆ บล็อก หลายๆ กรอบที่จะให้เด็กอยู่ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ในกรอบของการเรียนรู้ การโอบอุ้ม การแนะนำ การดูแลกันไป

เราไม่สามารถที่จะบอกเขาได้ว่า เธอเรียนเก่งแล้วเธอจะต้องไปต่อมหาวิทยาลัยนะ คือเขาเรียนเก่ง แต่เขาอาจจะมีวิถีของเขา ดังนั้นหน้าที่ของเราคือหนุนเสริมประคับประคองและให้ข้อเสนอแนะ ให้กำลังใจเขาไป ไม่จำเป็นว่าเรียนเก่งแล้วต้องเรียนต่ออุดมศึกษา เรียนไม่เก่งต้องไปทำงาน”

ทั้งนี้ ด้วยบริบทของชุมชนรอบรั้วโรงเรียนเป็นชุมชนเกษตรกรรม พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทำไร่ ทำสวนยางพารา ซึ่งเด็กๆ ส่วนใหญ่ต้องช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองทำงานเหล่านี้เป็นวิถีปกติอยู่แล้ว ผอ.พิเศษจึงมองว่า หากโรงเรียนหนุนให้เด็กสามารถเรียนรู้จากนอกห้องเรียน เรียนจากวิถีชีวิตของเขา จากนั้นนำกลับมาเป็นผลการเรียนรู้ น่าจะช่วยแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้ จึงจัดการศึกษาให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับเด็กที่มีข้อจำกัด ให้กับเด็กที่ยังไม่พร้อมที่จะอยู่ในระบบของการศึกษาที่มีอยู่ 

“ที่โรงเรียนห้วยซ้อเราเรียกว่า ‘ห้องเรียนระบบสอง’ ณ วันที่พวกเราทำ เราไม่ทราบครับว่ามันคือการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เราไม่ทราบเลยครับว่ามันคือกระบวนการของ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ แต่สิ่งที่เราทราบและมีเจตจำนงตอนนั้นคือ ต้องการช่วยเหลือเด็ก”

ในวันที่เด็กไม่พร้อม ‘ห้องเรียนระบบสอง’ จะคอยโอบอุ้มพวกเขาจนถึงปลายทางคือวุฒิการศึกษา

‘ห้องเรียนระบบสอง’ ของโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ ก่อตัวขึ้นในปีพ.ศ. 2564 จากทีมครูเล็กๆ ในโรงเรียน โดยมีผอ.พิเศษ เป็นหัวเรือใหญ่ เริ่มจากเคสแรกๆ คือนักเรียนชายชั้นม.6 คนหนึ่ง 

“ในระหว่างที่ทำงานตามปกติ ทางคุณครูที่เกี่ยวข้อง คุณครูที่ดูแลนักเรียนได้รายงานข้อมูลให้ผมรับทราบว่า มีนักเรียนอยู่คนหนึ่ง ขอเรียกว่า วิศรุต มีโอกาสที่จะไม่จบชั้นม.6 ด้วยเหตุผลต่างๆ นานาครับ ในระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ ติดศูนย์ ร. มส. ไม่ยอมส่งงาน เสียงทุกเสียงของคุณครูสรุปตรงกันว่าคือเด็กที่มีปัญหาแน่ๆ”

คุณครูจึงลงไปเยี่ยมบ้าน เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กถึงไม่มาเรียน และได้ข้อมูลมาว่า เหตุที่เด็กคนนั้นไม่ไปโรงเรียน เพราะบางวันต้องไปกรีดยาง บางวันต้องไปเป็นกรรมกรรับจ้าง เพื่อที่จะจุนเจือครอบครัว 

“ผมพยายามสื่อสารกับพี่น้องครูว่า ทำยังไงก็ได้ช่วยให้วิศรุตจบม.6 สิ่งที่ผมคิดตอนนั้นอย่างเดียวครับ ต้องการให้เขาได้วุฒิม.6 เพื่อเป็นใบเบิกทางในการยกมาตรฐานคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นใบเบิกทางในการจุนเจือและช่วยเหลือครอบครัวให้ได้”

“เขาเป็นเด็กที่กำลังเผชิญกับปัญหาครอบครัว การเงิน ต้องหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แล้วเราจะซ้ำเติมครอบครัวที่เขากำลังเจอวิกฤต ด้วยการบอกว่า ลูกชายเขาจะไม่จบม.6 ที่เรียนมาสูญเปล่านะ โดยที่ไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่เราควรจะทำได้ให้เขาจบม.6 ด้วยวิธีใหม่ ก็เลยถอดแบบมาจากตอนสถานการณ์โควิด ให้เขาเรียนออนไลน์ ให้เขาเอาใบงานไปทำ ให้เขาเรียนในคลิป ให้เขาไปทำอะไรก็ได้ แล้วบันทึกคลิปมาส่ง วันสุดท้ายก็มานำเสนอ ครูก็ไปประเมิน เพื่อหาร่องรอยของการเรียนรู้เขา 

ตรงไหนที่ยังขาดอยู่ก็เติมให้เขาได้ไหม คิดว่าสิ่งนี้โรงเรียนควรจะทำ พอทำกับเคสวิศรุต ทำให้เขาจบม.6 แล้วเราก็เห็นผลของการที่เขาได้รับวุฒิการศึกษาจากวิธีการที่ครูควรต้องทำ ไม่ใช่วิธีการแบบเดียวที่มานั่งเรียนแล้วสอบแล้วผ่านแล้วจบ มันต้องมีวิธีการอื่นที่จะเกื้อหนุนให้เขาได้จบด้วย”

ผอ.พิเศษ ขยายความในส่วนของการเรียนว่า ในวิชาหลักวิชาพื้นฐานอย่างวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาต่างๆ ก็ยังคงเป็นวิชาที่เด็กต้องเรียนอยู่ เพียงแต่ว่าจะเป็นในรูปแบบของออนไลน์และมีออนไซต์ ออนดีมานด์ควบคู่ไปด้วย โดยครูจะจัดทำคลิปการสอนในตัวชี้วัดและในตัวรายวิชาพื้นฐานไว้ที่เว็บไซต์ของโรงเรียน พร้อมกับแบบทดสอบ แบบฝึกหัด ให้เด็กได้เข้าไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง และการออนไลน์จะถูกจัดขึ้นในวันจันทร์กับวันพุธด้วย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 มาจนถึงปัจจุบัน ห้องเรียนระบบสองนี้ขับเคลื่อนกันมาประมาณ 5 ปีกว่าแล้ว

นอกจากการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นในรูปแบบห้องเรียนระบบสองแล้ว สำหรับระบบปกติ หรือที่ผอ.พิเศษเรียกว่า ‘ห้องเรียนระบบหนึ่ง’ ก็ยังคงให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียม 

“เด็กระบบหนึ่งกับเด็กระบบสองสามารถอยู่ร่วมกันได้ดี มีทุกอย่างเหมือนกันในแง่ของการเป็นนักเรียน เพียงแต่ว่าพื้นที่ของการเรียนรู้อาจต่างกันตามบริบทของแต่ละคน วันหนึ่งที่เด็กระบบหนึ่งไม่พร้อมเรียนในระบบ เขาก็สามารถขอมาอยู่ระบบสองได้ แล้ววันหนึ่งเด็กระบบสองพร้อมเขาก็สามารถขอมาอยู่ระบบหนึ่งได้

สามารถเทียบโอนผลการเรียนได้ เพราะโครงสร้างเราก็เป็นเทอมๆ ตามหลักสูตร เช่นเทอมนี้เด็กชายเออยากอยู่ระบบสองด้วยเหตุผลอะไรก็ว่าไป พอสิ้นเทอมเราก็ประเมิน ทั้งระบบหนึ่งระบบสองก็จะประเมินช่วงปลายเทอมเหมือนกัน ออกมาเป็นผลการเรียน 

แต่ระบบสองครูต้องเพิ่มงานเข้าไป การทำงานของครูจึงต้องยากมากขึ้น ครูต้องใช้พลังเยอะ ใช้ความใส่ใจแล้วก็ความละเมียดละไม เพิ่มมากขึ้นในการทำงานคู่ขนาน”

คำถามมากมายถึงข้อกฎหมายและคุณภาพการศึกษา คำตอบอยู่ที่ชีวิตและอนาคตของเด็ก

ในช่วงแรกของการเริ่มเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างมักยากเสมอ ผอ.พิเศษ เล่าถึง ความยากและอุปสรรคในการเริ่มจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นนี้ว่า มายด์เซ็ตของคนทำงานสำคัญ

ผอ.พิเศษเล่าว่า ระหว่างทางการทำงานมีข้อคำถามมากมายจากพี่น้องครูเกี่ยวกับการจัดการศึกษาลักษณะนี้ว่า ทำแบบนี้ผิดกฎหมายไหม? ผิดจากหลักสูตรไหม? จะถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยไหม? 

“ผมในฐานะผู้บริหาร ในฐานะผู้ทำงานชิ้นนี้ ผมตัดสินใจตอบและจะยอมรับความรับผิดชอบในการตอบ ผมบอกว่าถ้าอะไรเกิดขึ้นผมรับผิดชอบเอง แต่ในขณะเดียวกันผมก็พยายามที่จะคลายความกังวลของพี่น้องครูด้วยข้อกฎหมาย ระเบียบที่มันเปิดช่อง 

พรบ.การศึกษาในมาตรา 15 เป็นตัวกำหนดไว้ชัดเจนว่า สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาได้ด้วยหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะในรูปแบบ ในระบบ นอกระบบ หรือการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กำหนดไว้ชัดเจน มีระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการของหน่วยงานต้นสังกัด ให้มีการเทียบความรู้ ประสบการณ์จากชีวิตจริง จากการทำงาน กลับเข้ามาหาหลักสูตร เพื่อเป็นผลการเรียนให้กับผู้เรียน สิ่งเหล่านี้พยายามที่จะสร้างความอุ่นใจ ความชัดเจนให้กับพี่น้องครูในการทำงานชิ้นนี้มาโดยตลอด”

“พอทำไปประมาณสักปีหรือสองปี สิ่งที่เราทำมันเริ่มเห็นผล เริ่มเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น เขาก็สื่อสารกันไปในหลายๆ ช่องทาง ทำให้ห้วยซ้อเป็นที่รู้จักในระบบการศึกษาแบบยืดหยุ่น แล้วครูที่ทำก็เริ่มมีพื้นที่ในการนำเสนอ มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นเพิ่มมากขึ้น หลายๆ หน่วยงานก็เข้ามาเรียนรู้ เข้ามาแลกเปลี่ยน เข้ามาดูงาน พอมีเหตุการณ์หรือปรากฎการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ครูที่ยังไม่เออออด้วย ยังนิ่ง ก็เริ่มเห็นว่ามันมีผลลัพธ์เกิดขึ้นในเชิงบวกและเป็นประโยขน์กับเด็ก  และเป็นประโยชน์กับโรงเรียน เป็นประโยชน์กับตัวครูที่ทำ 

ครูที่ทำแรกๆ ก็พูดได้เต็มปากว่า มีความภาคภูมิใจ มีความอิ่มใจ ในฐานะที่เป็นครู ที่นี้ก็เลยเริ่มชวนคนที่เริ่มมีแนวโน้มเข้ามาทำ หรือมอบให้ทำ คนนี้ดูเด็กระบบหนึ่งนะ คนนี้ดูแลเด็กระบบสอง แล้วก็เอาข้อมูลมาแชร์กัน ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่ยังอยู่กับอีกวิธีคิดหนึ่งอยู่นะ แต่เขาก็ไม่ได้ขัดขวางหรือต่อต้าน เราให้เขาทำเขาก็ช่วยทำให้ ทุกคนช่วยกันทำคลิปการสอนแล้วก็เอาขึ้นไปบนเว็บไซต์ให้โรงเรียน เพื่อให้เด็กระบบสองและเด็กระบบหนึ่งได้เข้าไปเรียน เวลาครูทำคลิปขึ้นไปคลิปตรงนั้นก็เป็นสื่อของครูไปด้วย เวลาถูกประเมิน เวลาถูกถามว่าคุณมีสื่ออะไรบ้าง ก็เอาตรงนี้ไปตอบได้”

ผอ.พิเศษ เล่าว่าใช้วิธีโน้มน้าวคุณครูด้วยการพาไปลงพื้นที่ พาไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กจริงๆ

“เวลาครูไปจัดการศึกษานอกห้องเรียน ก็มอบหมายให้ครูแกนนำคอร์ทีมไปสักคนสองคน แล้วก็ชวนครูที่มีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยกับเราเข้าไปช่วย ทำถี่เข้าๆ เขาก็เริ่มมาเป็นคอร์ทีม เป็นทีมเดียวกันเป็นทีมหลัก”

อย่างไรก็ตาม ความกลัว ความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของการทำงานค่อยๆ หายไปเมื่อได้เห็นว่า เด็กสามารถจบการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ มีทักษะอาชีพติดตัว มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ รวมไปถึงแววตาและคำขอบคุณของผู้ปกครอง

“บางทีเด็กนั่นแหละเป็นยาเพิ่มพลังให้กับครูให้กับตัวเรา เด็กที่เขากำลังจะหลุดจากระบบ หรือหลุดไปแล้วเขามีโอกาสได้กลับมา ได้รับวุฒิการศึกษา ได้มีโอกาส ได้มีพื้นที่ยืนเหมือนกับเพื่อนๆ นั่นก็คือความภาคภูมิใจของเรา เป็นกำลังใจในการทำงานต่อ”

ในฐานะบุคลากรทางการศึกษาที่เห็นช่องโหว่ของระบบ ผอ.พิเศษ กล่าวชวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยกันสร้างระบบการศึกษาที่ไม่มีเงื่อนไข สร้างระบบการศึกษาที่โอบกอดเด็กไว้ในทุกปัญหา เพื่อให้เขาได้มีที่ยืนในสังคม เพราะสุดท้ายแล้วคุณภาพไม่ได้อยู่ที่คะแนนสอบที่เด็กทำได้ แต่อยู่ที่เด็กนั้นสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง 

การศึกษาที่ดีจึงต้องทำให้ชีวิตของเด็กดีขึ้นได้จริง สอดคล้องกับสภาพวิถีชีวิตของเด็กเป็นหลัก นั่นก็คือใช้ชีวิตของเด็กเป็นฐาน และควรจะเป็นการศึกษาเพื่อให้เด็กได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยในอนาคตได้ด้วย 

“การเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมทั้งวันนี้และวันข้างหน้า เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาต้องเรียนรู้ ที่สำคัญคือ การศึกษาที่ดีก็ไม่ควรที่จะทิ้งแก่นแกนของชาติบ้านเมืองที่ควรจะเป็น เราต้องการให้ชาติบ้านเมืองเป็นอย่างไร เด็กก็ควรจะต้องได้เรียนรู้ อันนั้นคือนิยามของการศึกษาที่ดี ที่เรามองอยู่ 3 มิติ ตัวตนของเด็ก สิ่งจำเป็น และแก่นแกนที่ควรจะเป็นของชาติบ้านเมืองเรา” ผอ.พิเศษ ทิ้งท้าย

Tags:

การศึกษาที่ยืดหยุ่นโรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯห้องเรียนระบบสองเด็ก Dropoutผอ.พิเศษ ถาแหล่งการศึกษาใหม่ที่โอบกอดทุกเงื่อนไขชีวิต1 โรงเรียน 3 รูปแบบ

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Social Issues
    ครูต้องมีใจเมตตา ห้องเรียนต้องเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และโอบรับเด็กทุกโจทย์ชีวิต: ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ โรงเรียนเนกขัมวิทยา

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Everyone can be an Educator
    ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Social Issues
    ‘สวนมะพร้าวก็เป็นห้องเรียนได้’ การเรียนรูู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘คิก – สุธิชัย เป็นสุข’ ต่ออนาคตบนเส้นทางการศึกษาที่เกือบไม่ได้ไปต่อ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • flexible learning-1
    Social Issues
    ‘ห้องเรียนระบบสอง’ การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตจริง:  นวัตกรรมการศึกษาแก้ปัญหาเด็ก Drop Out โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • unique-teacher-outside-the-box-nologo
    Unique Teacher
    โรงเรียน 4 ตารางวา แต่ขนาดหัวใจของครูใหญ่กว่า: ‘ครูติ๊ก- ชัชวาลย์ บุตรทอง’ พาเด็ก Drop Out กลับสู่โลกการเรียนรู้ที่ไม่ลิดรอนความฝัน

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

วิมานคนยาก: ชีวิตที่ดีงาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความร่ำรวย ยากจน หรือชนชั้น
Book
25 April 2026

วิมานคนยาก: ชีวิตที่ดีงาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความร่ำรวย ยากจน หรือชนชั้น

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • วิมานคนยาก หรือ Cannery Row อีกหนึ่งผลงานอันลือลั่นของ จอห์น สไตน์เบ็ค (John Steinbeck) นักเขียนชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ที่เล่าเรื่องชีวิตผู้คนชนชั้นล่างในย่านโรงงานปลากระป๋อง ที่แม้ยากจนแต่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความสุข
  • เนื้อหาไม่มีพล็อตใหญ่ เน้นเหตุการณ์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันของตัวละคร เช่น ด็อค แม็ค ลี่จอง และดอร่า ที่สะท้อนน้ำใจ การให้อภัย และการอยู่ร่วมกัน
  • เรื่องราวเล็กๆ เหตุการณ์ที่ดูธรรมสามัญในแต่ละวันของชีวิต สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวตัดสินว่า ชีวิตของเราจะถูกใช้ไปอย่างมีความสุข ถูกใช้ไปอย่างงดงาม หรือมีความสง่างามแค่ไหน

นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต หนึ่งในคำถามที่หลายคนยังพยายามค้นหาคำตอบก็คือ ความหมายของชีวิตคืออะไร หรือจะระบุให้แคบลงไปอีกก็ได้ว่า ชีวิตที่ดีงามตามแบบที่ควรจะเป็น ควรจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

ย้อนไปราวสองพันปีก่อนหน้านี้ นักคิดนักปรัชญาจากหลายสำนัก ในดินแดนกรีกยุคโบราณ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ทุกคนก็คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ความสุขนั้น จะเป็นความสุขทางโลกย์ หรือความสุขทางธรรม ความสุขทางกาย หรือความสุขทางใจ นั่นก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องถกเถียงกันต่อไปอีก

ผมเกริ่นเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะไปเจอเรื่องน่าสนใจในหัวข้อนี้ จากหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยแง่มุมให้ขบคิดและถกเถียง

หนังสือเล่มที่ว่า มีชื่อว่า วิมานคนยาก หรือ Cannery Row อีกหนึ่งผลงานอันลือลั่นของ จอห์น สไตน์เบ็ค (John Steinbeck) นักเขียนชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ที่ผลงานหลายๆ เรื่องของเขา ยังเป็นอมตะอยู่จนถึงทุกวันนี้

Cannery Row แปลแบบตรงตัวว่า ‘ถนน’ หรือย่านที่ตั้งของโรงงานปลากระป๋อง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง ในเมืองมอนเทอเรย์ (Monterry) เมืองชายฝั่งทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอเมริกา จากถนนเลียบชายหาดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง รวมถึงการเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่านแคนเนอรี โรว์ มีสภาพไม่ต่างจากแหล่งชุมชนแออัด เพราะโรงงานปลากระป๋อง คือแหล่งดึงดูดแรงงานจากทั่วทุกสารทิศ พื้นที่รอบๆ โรงงานปลากระป๋อง จึงกลายเป็นเหมือนเมืองเล็กๆ ที่มีแต่ชนชั้นแรงงาน พ่อค้าหน้าเลือด สถานค้าประเวณีราคาถูก คนชายขอบที่ไม่มีใครอยากสุงสิงด้วย รวมถึงคนบางคนที่ไม่ต้องการให้คนอื่นล่วงรู้ที่มาที่ไป

น้อยคนนักจะเชื่อว่า พื้นที่แออัดสารพัดผู้คนชนชั้นล่างของสังคม จะอบอวลไปด้วยมิตรภาพ ความเห็นอกเห็นใจ-เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (ในแบบที่บางครั้งก็ออกจะแปลกๆ) ความดีงาม (ซึ่งไม่น่าจะตรงตามมาตรฐานสังคมทั่วไป) และความสุข ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

สไตน์เบ็ค ไม่ได้จินตนาการความสุขและความงดงามแบบโลกยูโทเปีย เวอร์ชั่นคนชายขอบขึ้นมาเอง หากแต่ทุกผู้คนและเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ ล้วนถูกกลั่นออกจากประสบการณ์จริงของตัวเขาและเพื่อนๆ ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ณ ช่วงเวลานั้นจริง

แล้วใครเป็นใครในหนังสือเล่มนี้กันบ้าง ผมจะเล่าให้ฟังครับ

ด็อค (Doc) ตัวละครหลักของเรื่อง เป็นนักชีววิทยาทางทะเล เป็นเหมือนปัญญาชนที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้เลยกับย่านมอซออย่าง แคนเนอรี โรว์ แต่กลับตรงกันข้าม เขาเป็นเหมือนศูนย์กลางของทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ด็อค ย้ายเข้ามาอยู่ในย่านนี้ เพื่อทำธุรกิจเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลส่งให้ห้องแล็บต่างๆ ทั่วประเทศ

ด้วยความที่เป็นผู้เฉลียวฉลาดรอบรู้ ด็อคจึงกลายเป็นที่พึ่งของทุกคนในละแวก เป็นทั้งหมอรักษาไข้ คอยทำแผลที่เกิดจากการทะเลาะเบาะแว้ง เป็นทั้งที่ปรึกษาในทุกๆ เรื่อง และเป็นนายจ้างผู้มีงานให้เสมอ ในยามที่คนแถวนั้นขัดสนเงินทอง

ด็อคเป็นคนอ่อนโยนในแบบของเขา เขามักจะเปิดหมวก ส่งยิ้มทักทายให้กับหมาทุกตัวที่เขาพบเจอ แต่เมื่อถึงเวลาจำเป็น อย่างเช่นตอนที่ต้องทำการศึกษาหัวข้อกายวิภาค ด็อคลงมือฆ่า ผ่าตัด ชำแหละสัตว์ได้อย่างไม่ลังเล แต่ขณะเดียวกัน เขาไม่เคยฆ่า หรือทำร้ายสิ่งมีชีวิตใด เพียงเพื่อความสนุกสนาน

แม้จะเป็นที่รักและเคารพของทุกคน แต่ด็อคกลับเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว แน่นอน รสนิยมเยี่ยงปัญญาชนของเขา ไม่ว่าจะการฟังเพลงคลาสสิก การชื่นชอบในหนังสือ ทำให้เขากลายเป็นคนนอกคอก ในสังคมที่อุดมไปด้วยคนนอกคอกของสังคม ตามมาตรฐานแบบฉบับ

กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ด็อคก็คือตัวแทนของคนๆ หนึ่ง ที่พยายามเรียนรู้ เข้าใจ และมองเห็นความงามที่มีอยู่รอบๆ ตัว โดยที่ตัวเองไม่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน ซึ่งก็ดูเข้ากันดีกับความเป็นนักชีววิทยาของเขา ที่ถนัดในการเฝ้าสังเกตการณ์ความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลแสนสวยงาม

ว่ากันว่า ด็อค ถูกสร้างขึ้นจากบุคลิกจริงของ เอ็ด ริคเก็ตส์ (Ed Ricketts) เพื่อนสนิทคนหนึ่งของสไตน์เบ็ค

แม็ค (Mack) ผู้นำแก๊ง The Boys หรือแก๊งคนจรจัด ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง หลายคนมองว่า แม็ค คือตัวแทนแห่งความขี้เกียจ ใช้ชีวิตอย่างเสเพล ลอยชายไปวันๆ แต่ถึงกระนั้น แม็คและเพื่อนๆ ผู้สุมหัวกันอยู่ที่บ้านที่เคยเป็นโกดังเก็บปลาป่นมาก่อน ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า พาเลศ ฟล็อพเฮาส์ กริลล์ กลับอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมิตรไมตรีนี้ ยังเผื่อแผ่ไปถึงหมาน้อยที่ชื่อ ดาร์ลิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวของบ้าน ที่ไม่เคยขาดแคลนอาหารและที่หลับนอนอุ่นๆ

หากมีการสอบวิชา ‘คุณธรรม’ ตามมาตรฐานสากล แม็คน่าจะสอบตกตั้งแต่ยังไม่เข้าห้องสอบ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ล้วนสัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจ หรือความเป็นคนดีในแบบของแม็ค แม้ว่าเกือบทุกครั้งที่ความมีน้ำใจของเขา มักจะลงเอยด้วยความพังพินาศก็ตาม

นอกเหนือจากความเป็นคนมีน้ำใจงามแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือ แม็คเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี และใช้ชีวิตอย่างสง่างามที่สุดคนหนึ่ง และคงไม่ผิดหากจะบอกว่า แม็คในเรื่องนี้ คือตัวแทนของคนที่ไม่ต้องให้ตัวเองถูกผูกมัดโดยกฎระเบียบของสังคม เขายอมเป็นคนจรจัด ที่ทำงานเฉพาะเมื่อเวลาที่ต้องการหาเงินจริงๆ แม้ว่าเงินที่ได้มาแต่ละครั้งจะไม่มาก แต่ก็ถูกใช้อย่างเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆ อยู่เสมอ

ลี่จ็อง (Lee Chong) พ่อค้าชาวจีน ผู้เปิดร้านของของชำในย่านแคนเนอรี โรว์ ซึ่งหากไม่นับด็อคแล้ว ลี่จ็องผู้นี้นี่แหละ ที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง เพราะที่ร้านของเขา คือแหล่งรวมสินค้าทุกอย่างที่ทุกคนต้องการ ตั้งแต่ข้าวปลาอาหาร เบียร์ วิสกี้ รองเท้าแตะ ยาสูบ และอีกสารพัด

มีคำกล่าวว่า ทุกอย่างที่คนจำเป็นต้องใช้ ล้วนหาได้ในร้านของลี่จ็อง แต่หากจะมีสิ่งเดียวที่คุณหาไม่ได้ในร้านของลี่จ็อง คุณก็น่าจะหาได้ในสถานค้าบริการของดอร่า ฟลัด

ถึงแม้จะเป็นพ่อค้า แต่ลี่จ็องก็มีความโอบอ้อมอารีในแบบของเขา เขายินดีให้ลูกค้าซื้อเชื่อได้เสมอ แถมยังไม่เคยเร่งรัดให้ลูกค้ามาชำระหนี้ที่ค้างไว้ แต่เขาจะใช้วิธีตัดการซื้อเชื่อรายนั้นเสีย และเนื่องจากร้านชำของลี่จ็องเป็นร้านค้าเพียงแห่งเดียวในละแวกนั้น ลูกค้าที่ถูกตัดการซื้อเชื่อ จะรีบหาเงินมาชำระหนี้ที่ค้างอยู่ในทันที

ดอร่า ฟลัด (Dora Flood) หญิงร่างท้วม เจ้าของสถานที่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ภัตตาคารธงหมี แม้คนอื่นจะเรียกลับหลังว่า นั่นคือสถานค้าบริการทางเพศนั่นเอง แต่สำหรับดอร่า สำนักของเธอ คือราตรีสโมสรที่เปี่ยมด้วยรสนิยมและคุณธรรม (ในแบบของเธอ)

ดอร่าไม่ขายวิสกี้ที่ร้อนแรงเกินไป เธอไม่ยอมให้มีการทะเลาะวิวาท หรือเมามายเสียงดังในสำนักของเธอ ไม่ยอมแม้แต่การพูดจาด้วยถ้อยคำลามก ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวที่ทำงานกับเธอล้วนได้รับการอบรมเรื่องมรรยาทเป็นอย่างดี พวกเธอจะไม่พูดจากับผู้ชายที่พบเจอบนท้องถนน แม้ว่าเมื่อคืน ผู้ชายคนนั้นจะร่วมห้องกับเธอในภัตตาคารธงหมีก็ตาม

เหล่าคนดีมีศีลธรรมในย่านแคนเนอรี โรว์ ต่างพูดลับหลังถึงดอร่าในทางเสื่อมเสีย แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องมีการเรี่ยไรเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ดอร่าถูกคาดหวังว่าจะต้องบริจาคเงินมากกว่าคนอื่นในเมืองอยู่เสมอ ซึ่งเธอไม่เคยอิดออด เพราะจริงๆ แล้ว เธอบริจาคเงินอย่างเงียบๆ ไม่บอกใครมากกว่านั้นนัก และยังไม่รวมการส่งเสียเลี้ยงดูผู้หญิงในสังกัดที่ไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงเด็กๆ ที่เกิดมาโดยไม่มีพ่อแม่เลี้ยงดูอีกหลายคน

ด็อค แม็ค ลี่จ็อง ดอร่า และอีกหลายๆ คน ต่างใช้ชีวิตในแบบของตน โดยไม่มีใครสนใจจะสืบเสาะค้นหาความหมายของชีวิต หรือแม้แต่จะหยุดคิดสักนิดว่า ความสุขของชีวิตคืออะไร แต่ก็ดูเหมือนว่า  ทุกคนแทบไม่เคยขาดแคลนสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’ หรือ ‘ความสุนทรีย์’ แม้ว่าบางคนอาจจะขาดแคลนเงินทองแทบจะตลอดเวลา

เพื่อให้เข้าใจวิธีการใช้ชีวิตของผู้คนเหล่านี้ ผมอยากยกตัวอย่างบางช่วงบางตอนของหนังสือมาเล่าให้ฟัง

หลังจากที่ลี่จ็อง ได้เป็นเจ้าของโกดังเก็บปลาป่นแห่งหนึ่ง แม็คและพวกพ้องก็รี่เข้ามาที่ร้านชำ พร้อมยื่นข้อเสนอที่เปี่ยมด้วยมิตรไมตรีว่า พวกเขาจะคอยดูแลโกดังที่ว่า ให้รอดพ้นจากกลุ่มอันธพาลที่แอบเข้าไปก่อเหตุน่ารำคาญ อย่างเช่น ขว้างหินปาใส่กระจก หรือร้ายแรงกว่านั้น ก็คือการจุดไฟเผา

ในฐานะพ่อค้า ลี่จ็องเชี่ยวชาญด้านคณิตคิดไว เขารู้ว่าหากเขาปฏิเสธน้ำใจของแม็ค โกดังแห่งนี้คงไม่รอดพ้นจากเหตุน่ารำคาญที่ว่าเป็นแน่ อย่างไรก็ดี เพื่อไม่ให้รู้สึกว่า เขาถูกข่มขู่จนยอมหงอ ลี่จ็องจึงประกาศกร้าวว่า แม็คและพวกต้องจ่ายค่าเช่าในอัตราสัปดาห์ละ 5 ดอลลาร์

แน่นอน พอถึงเวลาจริง ลี่จ็องแทบไม่เคยได้เงินค่าเช่าจากแม็คเลย แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องเสียเงินซ่อมกระจกหน้าต่างของโกดัง เขาสามารถนอนหลับได้เต็มอิ่ม โดยไม่ต้องกังวลว่า สักวันหนึ่งโกดังนั่นจะถูกไฟเผาเป็นเถ้าถ่าน

ยิ่งไปกว่านั้น แม็คและพวกพ้องได้กลายเป็นคนสนิทที่ลี่จ็องสามารถเรียกใช้ได้ในยามจำเป็น อย่างเช่น ตอนที่มีใครบางคน (นอกเหนือจากแม็คและพรรคพวก) มาลักขโมยสินค้าในร้าน

วิธีคิด หรือถ้าเป็นสมัยนี้คงใช้คำว่า Mindset ของลี่จ็อง ทำให้ตัวเขาเองมีความสุข แม็คและเพื่อนๆ ของเขาก็มีความสุข ในเมื่อทุกคนต่างมีความสุข มันก็ย่อมจะเป็นเรื่องดี มิใช่หรือ

หรืออย่างตอนที่แม็ควางแผนจะจัดงานเลี้ยงแบบเซอร์ไพรส์ เพื่อตอบแทนสิ่งดีๆ ที่ด็อคทำให้กับชาวเมือง แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด งานเลี้ยงที่สำนักงานของด็อค กลายเป็นเหตุเมามายทะเลาะวิวาท เมื่อตอนที่ด็อคเปิดประตูสำนักงานมาพบกับซากปรักหักพังและความเละเทะทั่วบ้าน แม็คที่ยังไม่สร่างเมาดี พยายามเดินเข้ามาขอโทษและอธิบาย แต่ด็อคจัดการมอบกำปั้นประเคนให้เขาเสียหลายหมัด

เมื่อความโกรธค่อยจางลง ด็อคบอกให้แม็คไปล้างหน้าล้างตา แล้วตัวเองจัดแจงรินเบียร์สองแก้ว แก้วหนึ่งสำหรับตัวเอง อีกแก้วสำหรับแม็ค ก่อนจะถามว่า เกิดอะไรขึ้น

หลังจากเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างจนหมด แม็คพูดขึ้นว่า

“ผมดีใจที่คุณต่อยผม” แม็คพูด “บางทีผมจะได้รู้จักจำเสียที”

แม็คสัญญาจะเก็บกวาดบ้าน รวมทั้งขอผ่อนชำระความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ด็อคไม่ยอมรับสักอย่าง เขายืนกรานจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ด็อคยังบอกกับแม็คว่า วิธีนี้เท่านั้นแหละที่จะทำให้แม็คจดจำเรื่องนี้ได้ไม่ลืม

นั่นคือ การให้อภัยในแบบของด็อค การให้อภัยที่มาพร้อมกับการหยิบยื่นบทเรียนที่อีกฝ่ายจะจดจำไปนานแสนนาน

เรื่องราวทั้งหมดในหนังสือ ‘วิมานคนยาก’ แท้ที่จริงก็คือการบอกเล่าถึงชีวิตของผู้คนในย่าน แคนเนอรี โรว์ แหล่งรวมผู้คนชนชั้นล่าง ผู้อัตคัตเงินทอง แต่ร่ำรวยความสุข

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ มีนักวิจารณ์บางคน โจมตีสไตน์เบ็คว่า กำลังทำให้ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องปกติ (Poverty Normalization) หรือแย่กว่านั้น กำลังทำให้ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องดีงามเกินจริง (Poverty Romanticize) จนมองข้ามปัญหาความยากจนในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวผมไม่คิดอย่างเช่นนั้น หากดูจากข้อเท็จจริงแล้ว ก่อนหน้าที่จะเขียนเรื่อง ‘วิมานคนยาก’ สไตน์เบ็คเคยเขียนนิยายเรื่องยิ่งใหญ่เรื่อง ‘ผลพวงแห่งความคับแค้น’ หรือ The Grapes of Wrath บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนชนชั้นล่าง ที่ชีวิตพังทลายเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ถือเป็นการใช้พลังวรรณกรรม วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรง

สำหรับผมแล้ว หนังสือสองเล่มของสไตน์เบ็ค มีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ในเรื่อง ‘ผลพวงแห่งความคับแค้น’ สไตน์เบ็ค ตั้งใจบอกเล่าถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชนชั้นล่างอย่างไร ขณะที่ ‘วิมานคนยาก’ คือการท้าทายกลับของชนชั้นล่าง เพื่อตั้งใจแสดงให้เห็นว่า ต่อให้พวกเขาอาจจะถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกพรากหลายสิ่งหลายอย่างไปจากชีวิต แต่อย่างน้อย พวกเขาก็ไม่ยอมให้ใครพราก ‘ความสุข’ ไปจากตนเองได้

เรื่องราวใน ‘วิมานคนยาก’ ซึ่งแทบจะไม่มีพล็อตเรื่องหลักเลย เป็นแค่เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละคน แต่จะว่าไปแล้ว เรื่องราวในชีวิตจริงของเราก็ไม่ต่างจากนั้น อาจจะไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ที่เป็นเหมือนพล็อตเรื่องหลัก มีแค่การใช้ชีวิตไปในแต่ละวัน

ทว่า เรื่องราวเล็กๆ เหตุการณ์ที่ดูธรรมสามัญในแต่ละวันของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการให้อภัยเพื่อน การหยิบยื่นน้ำใจให้แก่คนอื่น การมองโลกในแง่ดี หรือการยอมประนีประนอมในเรื่องที่สามารถทำได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่เป็นตัวตัดสินว่า ชีวิตของเราจะถูกใช้ไปอย่างมีความสุข ถูกใช้ไปอย่างงดงาม หรือมีความสง่างามแค่ไหน

Tags:

หนังสือวรรณกรรมวิมานคนยากCannery Row

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • BookPlayground
    ไม่ว่าจะมีนิสัยที่เป็นภัยหรือไม่ เราทุกคนต่างก็เป็นที่รักได้ : Things No One Taught Us About Love

    เรื่อง อัฒภาค

  • How to enjoy life
    อ่านอะไร อ่านเท่าไร อ่านอย่างไร: วิธีสะสมต้นทุนชีวิตด้วยหนังสือ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    แปดขุนเขา – คือขุนเขาลูกไหน…ในใจคุณ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    Human Walker : เป็นมนุษย์ อย่าหยุดเดิน

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • BookEarly childhood
    THE HAPPIEST KIDS IN THE WORLD: อิสรภาพจากการได้เล่นอิสระ เคล็ดลับเด็กดัตช์แฮปปี้สุดๆ

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี

Empty Nest Syndrome: ภาวะใจสลาย ในวันที่ลูกออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง
Family Psychology
23 April 2026

Empty Nest Syndrome: ภาวะใจสลาย ในวันที่ลูกออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

เรื่อง ยุรพร ยมนาค ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Empty Nest Syndrome (ภาวะรังว่างเปล่า) คือความท้าทายช่วงวัยกลางคนของพ่อแม่ เมื่อลูกๆ ต้องออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง โดยเปรียบเทียบกับการที่ลูกนกต้องโผบินจากรังเมื่อเติบโต ทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่า
  • พ่อแม่ที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้คุ้นเคยกับการไม่มีลูกอยู่ในบ้านได้ อาจแสดงออกในลักษณะผสมผสานระหว่าง ความเหงา โดดเดี่ยว วิตกกังวล โศกเศร้า โหยหา ว่างเปล่าและไร้คุณค่า ไปจนถึงการสูญเสียเป้าหมายในชีวิต
  • บทความนี้ชวนสำรวจความซับซ้อนทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น วิธีรับมือ และแนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาสมดุลชีวิตของพ่อแม่ รวมไปถึงการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตส่วนตัว และสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของครอบครัว

แน่นอนว่าพ่อแม่มีความปรารถนาให้ลูกทุกคนเจริญเติบโต พร้อมที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอกได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อช่วงชีวิตที่สำคัญช่วงหนึ่งของพ่อแม่ได้สิ้นสุดลงไปพร้อมกับการที่ลูกๆ เติบโตและออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การเรียน การทำงาน หรือการสร้างครอบครัวใหม่ พ่อแม่หลายคนกลับพบความยากลำบากในการปล่อยให้พวกเขาออกจากบ้านไป

ความรู้สึกกังวลใจ คิดถึง และเศร้าเสียใจเกิดขึ้นเมื่อบ้านเริ่มว่างเปล่าและเงียบงัน พ่อแม่หลายคนเหงาและโหยหาช่วงเวลาที่เคยอยู่ร่วมกัน ราวกับว่าพลังชีวิตได้หายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ถือเป็นอีกหนึ่งระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในวงจรชีวิตครอบครัว ที่ส่งผลต่อการปรับตัวของพ่อแม่ เป็นต้นว่า การเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันที่เคยใช้ร่วมกับลูก การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายส่วนตัวของพ่อแม่ รวมไปถึงการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และความความยากลำบากทางสังคม 

ภาวะเช่นนี้ถูกเรียกว่า ‘Empty Nest Syndrome’ แปลแบบตรงตัวว่า ‘ภาวะรังว่างเปล่า’ เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนในวันที่ลูกก้าวออกไปจากบ้าน ซึ่งหากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงโรคซึมเศร้าได้

Empty Nest Syndrome ปรากฏการณ์ทางอารมณ์ที่ไม่ควรมองข้าม

ในเชิงวิชาการ Empty Nest Syndrome ได้รับการจำกัดความว่า ‘เป็นปรากฏการณ์เชิงอัตวิสัยที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของพ่อแม่ต่อการออกจากบ้านไปของลูกๆ’ 

อธิบายถึงปฏิกิริยาการตอบสนองทางอารมณ์และพฤติกรรมของพ่อแม่แต่ละคนตามประสบการณ์และความรู้สึกส่วนตัว ประกอบไปด้วยความซับซ้อนทางอารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาหนึ่ง นับตั้งแต่ที่ลูกคนเดียวหรือลูกคนสุดท้ายได้ย้ายออกจากบ้านไป และอาจดำเนินต่อเนื่องยาวนานได้ถึง 2 ปี

คำว่า ‘Empty Nest’ ได้รับการกล่าวถึงครั้งแรกในหนังสือของ Dorothy Canfield ชื่อ Mothers and Children ในปี 1914  และแนวคิด ‘Empty Nest Syndrome’ ได้รับการนำเสนออย่างเป็นทางการโดยนักวิจัยในทศวรรษ 1930 

จากนั้นการศึกษาวิจัยในปี 1949 ‘Empty Nest’ ได้ถูกรวมเข้ามาเป็นขั้นตอนหนึ่งในวงจรชีวิตครอบครัว และในช่วงทศวรรษ 1970 แนวคิดนี้

มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปกลุ่มแม่ที่ลูกคนสุดท้ายเพิ่งออกจากบ้านไป Dr. Kyle Bradford Jones แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว จากมหาวิทยาลัยยูทาห์ ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์ของ Empty Nest Syndrome ว่า ‘เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากสำหรับพ่อแม่หลายคน และสามารถพัฒนารุนแรงไปสู่ภาวะซึมเศร้า และวิตกกังวล’

ที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์รังว่างเปล่าในสังคมตะวันตกและในประเทศแถบเอเชีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยืนยันโดยบทความของ Andree Hartanto และคณะ ในนาม Singapore Management University ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลทางประชากรศาสตร์ ปี 2024 

สำรวจความวุ่นวายทางอารมณ์ Empty Nest Syndrome

แม้ว่า Empty Nest จะเป็นปรากฏการณ์เปลี่ยนผ่านในชีวิตครอบครัวเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง และไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางการแพทย์ แต่ ‘ภาวะรังว่างเปล่า’  ได้สะท้อนถึงการสูญเสียบทบาทสำคัญของการเป็นพ่อแม่ และก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากต่อการปรับสภาพจิตใจ เนื่องจากเป็นครั้งแรกของผู้เป็นพ่อแม่ต้องเผชิญกับชีวิตที่ไม่มีลูกอยู่ด้วยในบ้าน หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาตลอดเกือบ 20 ปี 

โดยเฉพาะในกลุ่มของพ่อหรือแม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก รวมไปถึงบรรดาพ่อเลี้ยงเดี่ยว-แม่เลี้ยงเดี่ยวหลายๆ คน ซึ่งใช้เวลาอยู่กับลูกมาอย่างยาวนานมากกว่าสิบปี จึงมีความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศในบ้านที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อไม่มีลูกอยู่ด้วย ก่อให้เกิดความอ้างว้างเงียบเหงา และโหยหาปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันที่ผ่านมากับลูก

โดยพ่อแม่ที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้คุ้นเคยกับการไม่มีลูกอยู่ในบ้านได้ อาจแสดงออกในลักษณะผสมผสานระหว่าง ความเหงา โดดเดี่ยว วิตกกังวล โศกเศร้า โหยหา ว่างเปล่าและไร้คุณค่า ไปจนถึงการสูญเสียเป้าหมายในชีวิต

สูญเสียบทบาทสำคัญในชีวิตลูก

จากที่เคยรับรู้มาตลอดว่า ลูกทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน ลูกจะรู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ระดับการมีส่วนร่วมเหล่านี้ถูกลดลงไปอย่างฉับพลัน จนเกิดเป็นความรู้สึกที่ว่า ตนเองจะไม่สามารถปกป้องหรือจัดเตรียมทุกอย่างให้ลูกได้เต็มที่ รวมไปถึงการควบคุมดูแลชีวิตของลูกนั้น ถูกจำกัดให้แคบลงไปจนกลายเป็นไม่สามารถควบคุมได้เลย ราวกับว่าไม่มีอะไรที่สามารถทำได้อีกต่อไป 

ทุกข์ใจเมื่อมองตัวเองไร้ค่า

ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่อาจเกิดกับพ่อแม่ในช่วงเวลานี้ คือการที่พ่อแม่รับรู้ว่าลูกเริ่มพึ่งพาผู้อื่น เช่น การขอคำแนะนำ การปลอบโยน และสิ่งอื่นๆ ที่เคยเป็นขอบข่ายของพ่อแม่นั้น อาจนำไปสู่ความสิ้นหวังและรู้สึกไร้ความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างพ่อแม่กับลูก เกิดช่องว่างและระยะห่างออกไป  

พลังงานครอบครัวเริ่มจางหาย

ในบางกรณี มีแนวโน้มที่จะเกิดความห่างเหินในชีวิตคู่ เนื่องจากเป้าหมายร่วมกันในชีวิตพ่อแม่หายไป ตารางชีวิตว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเป็นเวลาหลายปีที่งานอดิเรกและความบันเทิงส่วนตัวที่เคยทำร่วมกันของพวกเขาในฐานะคู่สมรส ถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมของลูก ไม่ว่าจะเป็นการไปชมการแข่งขันและการแสดงของลูก หรือกิจกรรมนอกหลักสูตร 

ผลกระทบทางอารมณ์สังคม

ความตึงเครียดจากปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่กระทบต่อจิตใจของพวกเขา ยังกระทบต่อความสามารถในการปรับตัวและการดำเนินชีวิต เช่น อาจเกิดการตั้งคำถามกับเกี่ยวกับความรู้สึก ความเชื่อ และทัศนคติในบทบาทการเป็นพ่อแม่ ว่าตนเองอาจไม่ดีพอ หรือการขาดสมาธิจนไม่สามารถจัดการงานให้สำเร็จได้ บางคนอาจหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบทำร่วมกับกลุ่มเพื่อน

‘แม่’ ในรังที่ว่างเปล่า มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าอย่างมาก

แม้ว่าภาวะรังว่างเปล่าจะเกิดขึ้นได้ทั้งกับพ่อแม่และอาจรวมไปถึงผู้ดูแลที่มีความใกล้ชิดกับเด็ก แต่ผลการศึกษาชี้ว่า แม่มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภาวะนี้ได้มากกว่า และพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้มากกว่า เนื่องจากการปรับตัวที่ทำได้ไม่ดีนัก รวมไปถึงเงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรม ซึ่งบางงานวิจัยอ้างถึงค่านิยมทางสังคมแบบดั้งเดิม ที่มักวางบทบาท ‘การเป็นแม่’ ไว้เป็นศูนย์กลางของชีวิตผู้หญิง ทำให้เธอรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลลูกๆ เป็นหลัก ตั้งแต่แรกเกิดและทุกช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมองว่า ‘ความเป็นแม่’ คือบทบาทสำคัญที่สุดของตนเอง 

การที่ลูกๆ ย้ายออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองนั้น อาจทำให้แม่มองว่าเป็นการเกษียณตัวเองจากบทบาทสำคัญในชีวิต โดยที่ตัวเองไม่ได้ยินยอม รู้สึกว่างานที่สำคัญที่สุดของตนเองได้จบลงแล้ว ความภาคภูมิใจในตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าของเธอได้ถูกลดทอนลงไปในทันที เสมือนไร้ตัวตน เป้าหมายในชีวิตเลือนลาง ไม่แน่ใจว่าอนาคตของตนเองจะมีความหมายอย่างไร 

ราวกับว่าเธอได้ ‘สูญเสียความเป็นแม่’ ซึ่งเป็นความรู้สึกสูญเสียอย่างลึกซึ้งของผู้หญิงวัยกลางคน เมื่ออัตลักษณ์ของพวกเธอซึ่งหยั่งรากลึกในความเป็นแม่ ได้ถูกทำลายลง

5 ขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่าน จากวิกฤตสู่กระบวนการฟื้นฟู

ผลการวิเคราะห์ในรายงานการวิจัย ‘Empty nest syndrome: A concept analysis’ ปี 2024 โดย Khatir MA และคณะ แสดงให้เห็นว่า Empty Nest Syndrome เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตไปสู่การฟื้นฟูตนเองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน 5 ขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้

1) ระยะของความเศร้าโศก หรือปฏิเสธไม่ยอมรับ 

2) การรู้สึกถึงความสูญเสีย หรือแสดงพฤติกรรมเฉื่อยชา 

3) การระงับอารมณ์ หรือพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น  

4) การปรับตัว 

5) ความโล่งใจ

ระยะแรก เป็นช่วงของความเศร้าโศก (Mourning reaction) หรือ ปฏิกิริยาต่อต้าน (Resistance reaction) ซึ่งพ่อแม่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกิจวัตรประจำวันโดยปราศจากลูกๆ เนื่องจากเวลาและพลังงานที่พวกเขาทุ่มเทให้กับลูกๆ มาอย่างยาวนาน ได้หยุดชะงักลง

พ่อแม่บางคนอาจเข้าสู่ช่วงของปฏิกิริยาต่อต้าน เพื่อปกป้องจิตใจจากความวิตกกังวล ความกลัว หรือความไม่แน่นอน ด้วยการพยายามต่อต้านหรือไม่ยอมรับสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจหรือความจริงบางอย่าง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติในขณะที่เราพยายามจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ขั้นตอนที่สองของกระบวนการนี้คือ ภาวะสูญเสีย (Sense of loss) โดยรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างในชีวิตขาดหายไป ความรู้สึกสูญเสียเหมือนว่าลูกได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ พร้อมกับความรู้สึกว่างเปล่าในใจ ไม่สามารถเชื่อมโยงตนเองกับคนรอบข้างหรือโลกรอบตัวได้อีก จนกระทั่งหมดหนทางที่จะจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ  

หรืออาจเป็นไปในอีกลักษณะหนึ่งคือ พฤติกรรมเฉื่อยชา (Passive behaviors) แสดงออกด้วยการเพิกเฉย ไม่ต้องการรับรู้ และหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับกับเหตุการณ์สะเทือนใจ

ต่อมาในขั้นตอนที่สาม Sublimation behaviors เป็นการระงับความความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนา ที่เกิดจากความตึงเครียดทางอารมณ์หรือความวิตกกังวล โดยจัดการกับความรู้สึกด้านลบให้แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมเชิงบวก เช่น การเปลี่ยนพลังความโกรธไปกับการออกกำลังกาย หรือระบายความโศกเศร้าออกมาทางบทกวี ดนตรีหรือภาพวาด 

ในทางตรงกันข้าม พวกเขาอาจแสดงพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น (Impulsive behaviors) เช่น การกินหรือซื้อของมากเกินไป การพูดเกินจริงเกี่ยวกับปัญหา หรือโกรธและหงุดหงิดฉุนเฉียว และพยายามเบี่ยงเบนความสนใจตัวเองจากสถานการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้

ขั้นตอนที่สี่คือการปรับตัว (Adaptation) หมายถึง พ่อแม่ยอมรับได้ว่าการจากไปของลูกๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แม้ความรู้สึกบางอย่างยังคงอยู่ก็ตาม หากแต่พยายามเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะไม่ปฏิเสธหรือต่อสู้กับความเศร้าโศกอีกต่อไป มีความชัดเจนในการรับมือ เช่น เริ่มต้นจัดระเบียบชีวิตใหม่ กลับไปทำกิจวัตรประจำวัน ตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลตนเอง 

และท้ายที่สุดเข้าสู่ระยะโล่งใจ (Relief) เป็นขั้นแห่งการปลดปล่อยและเป็นอิสระจากสภาพอารมณ์และความรู้สึกที่ตึงเครียด อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความมั่นคงทางอารมณ์ พ่อแม่จะมีจิตใจที่สงบสุขุมมากขึ้น เห็นคุณค่าของความสุขและความสัมพันธ์ในความทรงจำที่เคยมีร่วมกัน และเห็นโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตข้างหน้า เริ่มวางแผนสำหรับก้าวต่อไป

อาจสังเกตได้ว่า ในระยะต้นของวิกฤต พ่อแม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความเศร้าโศก ความสูญเสีย และความเหงา อย่างกะทันหัน ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายทางความคิด พฤติกรรมและอารมณ์ การตอบสนองในช่วงต้นจึงเป็นไปในสองทิศทางหรืออาจตรงข้ามกัน

และเมื่อเข้าสู่ระยะของการฟื้นฟู พบว่าพ่อแม่ลดแรงต้านลง มองเห็นสถานการณ์ตามที่เป็นจริงมากขึ้น เป็นการโอบรับสถานการณ์เพื่อเยียวยาและเติบโต และอาจเป็นช่วงเวลาแห่งความปิติยินดี เห็นความเป็นอยู่ที่ดีชึ้นของลูก นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่จะประสบกับขั้นตอนเหล่านี้ในลักษณะเดียวกันหรือในลำดับเดียวกัน กล่าวคือ บุคคลหนึ่งอาจแสดงปฏิกิริยาทางอารมณ์และพฤติกรรมที่รุนแรง ตั้งแต่การแยกจากเกิดขึ้น ในขณะที่บางคนอาจยอมรับจากไปของลูกได้และปรับตัวได้ตั้งแต่ช่วงต้น โดยอาจก้าวข้ามไประยะที่สี่ หรือเข้าสู่ระยะสุดท้ายได้อย่างง่ายดาย เช่นในกรณีของกลุ่มพ่อแม่ที่เตรียมตัวรับมือกับการจากไปของลูกๆ ไว้ล่วงหน้า 

ทั้งนี้ ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกันของพ่อแม่และลูก ประกอบด้วยลักษณะทางกายภาพ สภาวะจิตใจ และลักษณะทางประชากรศาสตร์ (ลักษณะเฉพาะของกลุ่มประชากร) เช่น อายุ อาชีพ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ เชื้อชาติ และถิ่นที่อยู่ ล้วนมีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาของพวกเขาต่อการจากไปของลูกๆ รวมถึงสาเหตุของการจากไปของลูก ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก โรคเรื้อรัง และความเครียดร่วม เช่น การเกษียณอายุและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้จากงานวิจัยคือ Empty Nest Syndrome เป็นวิกฤตการณ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป การเรียนรู้กระบวนการดังกล่าวข้างต้น อาจช่วยให้พ่อแม่เข้าใจภาวะอารมณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ดียิ่งขึ้น และหาแนวทางรับมือต่อไป 

วิธีการรับมือและปรับตัว เพื่อรักษาสมดุลชีวิตของพ่อแม่ 

ในขณะที่ กระบวนการเปลี่ยนผ่านในชีวิตของพ่อแม่ไปสู่ภาวะรังว่างเปล่านั้นมีความซับซ้อน และผันผวนแปรปรวนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยอิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ หรือข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากผลการศึกษาได้นำเสนอการพัฒนาวิธีการรับมือ ปัจจัยที่ส่งเสริมการปรับตัว และแนวทางปฏิบัติ ซึ่งอาจเป็นตัวช่วยลดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากกลุ่มอาการนี้ เพื่อรักษาสมดุลคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี 

  • การวางแผนเตรียมตัวรับมือ 

พ่อแม่สามารถเสริมสร้างความผูกพันในครอบครัวให้แข็งแกร่ง ก่อนที่ลูกๆ จะแยกออกไป รวมถึงการปรับตัวเล็กๆ น้อยๆ ของพ่อแม่ ในช่วงเวลาที่ลูกคนอื่นๆ ยังอาศัยอยู่ เพื่อรองรับวันที่บ้านจะว่างเปล่าจากลูกๆ ทุกคน จะช่วยลดความตกใจเมื่อลูกคนสุดท้ายย้ายออกไป 

หน้าที่การงาน สามารถช่วยเบี่ยงเบนความเหนื่อยล้าทางจิตใจในช่วงเวลาที่ลูกๆ ออกจากบ้านไปแล้ว ทั้งในรูปแบบงานบ้านที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น จากที่เคยมีลูกเป็นผู้ช่วย หรือการกลับไปทำงานประจำอีกครั้ง โดยพบว่าพ่อแม่ที่ไม่ได้ทำงานได้รับผลกระทบจากภาวะรังว่างเปล่ามากกว่าพ่อแม่ที่ทำงาน 

การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยรักษากิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายเป็นประจำ การหันมาใส่ใจดูแลตัวเองทั้งด้านสุขอนามัยและรูปลักษณ์ภายนอก มีข้อมูลรองรับว่า สามารถลดฮอร์โมนความเครียด บรรเทาความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า ส่งผลโดยตรงต่อทัศนคติต่อตัวเองและประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต

ค้นหาความท้าทายใหม่ๆ โดยอาจพิจารณาเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมใหม่ๆ หรืองานอาสาสมัคร การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจะช่วยให้คุณค้นพบเป้าหมายใหม่ๆ และย้ำเตือนว่าตนเองมีความสามารถในการพัฒนาและเติบโต

  • ปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมการปรับตัว 

ในงานวิจัยฉบับ Preprints (Research Square) ปี 2025 หัวข้อ Transitioning to the Empty Nest Period: Parents’ ของ Mustafa Taha Şen และคณะ พบว่า การสนับสนุนทางสังคมและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เอื้ออำนวยให้การปรับตัวเป็นไปได้ง่ายขึ้น 

โดยงานวิจัยเน้นย้ำว่า “แท้จริงแล้ว การสนับสนุนทางสังคม มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประสบกับความยากลำบากทางอารมณ์”  

ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพที่ได้รับจากเพื่อนๆ และสมาชิกในครอบครัว เป็นแรงส่งเสริมให้เกิดการการรับรู้ว่าตนเองได้รับความรัก ความเอาใจใส่ ความผูกพัน ไม่ว่าจะเป็น การได้รับการตอบสนองอย่างเข้าอกเข้าใจ จากการพูดคุยกับคู่สมรส หรือจากการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวและให้กำลังใจซึ่งกันและกันในกลุ่มเพื่อน แฝงไว้ด้วยพื้นที่ปลอดภัยและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ท่ามกลางความยากลำบากของตัวเอง 

เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังเชื่อมโยงกับผู้คนรอบตัว เกิดการตื่นตัวที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างแข็งขัน เพื่อมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพหรือการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายและมีตัวตนสังคม เรียกได้ว่าทั้งมีประโยชน์และสนุกสนาน ทั้งการดูแลสุขภาพ การเรียนรู้ฝึกอบรม หรือกลุ่มงานอดิเรกทางสังคมวัฒนธรรม นอกจากจะช่วยให้การปรับตัวเป็นไปได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังส่งเสริมความรู้สึกมีคุณค่าและมีความภาคภูมิใจในตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการลดความรู้สึกว่างเปล่าอีกด้วย

  • แนวทางปฏิบัติ

จากผลการศึกษาวิจัยนี้ชี้ถึงหลักสำคัญที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวไว้ได้ ด้วยความตระหนักว่าวันที่ดียังรออยู่ข้างหน้า

ประเด็นที่สำคัญคือ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ถึงความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในการปรับตัว แต่อาจไม่ง่ายนักสำหรับพ่อแม่หลายคนในระหว่างช่วงเวลานี้ หากให้เวลาตัวเองในการปรับตัว ไม่เร่งรัดกดดันหรือคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป จะช่วยให้ประสบการณ์ทั้งหลายตกตะกอน เกิดความมั่นคงในความรู้สึก การยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น และเมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะค้นพบความสุขจากการที่ได้มองเห็นการมีชีวิตที่ดีของลูกๆ 

ผลการศึกษาพบว่า พ่อแม่หลายคน มีความรู้สึกทีดีต่อความเป็นอิสระของลูกๆ และมองว่าเป็นสัญญาณของความสำเร็จในการเลี้ยงดูลูก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองของพ่อแม่ 

อีกประการหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำก็คือ การพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกๆ ในฐานะผู้ใหญ่ ด้วยการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ โดยรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง หรือให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เฉพาะเจาะจง และนำไปปฏิบัติได้จริง และน้ำเสียงที่จริงใจ ภายใต้ความเคารพซึ่งกันและกัน คำนึงถึงพื้นที่ส่วนตัวของลูกโดยไม่เข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยวมากเกินไป 

สอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่า การให้ความเป็นอิสระส่วนบุคคลช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก เมื่อพ่อแม่ทำได้เช่นนั้น การติดต่อกับลูกๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งปรารถนาสูงสุดของพ่อแม่หลังจากที่ลูกๆ ย้ายออกไป ก็มีความเป็นไปได้

และเมื่อการสื่อสารไปในทิศทางบวก อาจเป็นโอกาสดีอีกก้าวหนึ่งของพ่อแม่ที่จะพัฒนาความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ด้วยการวางแผนกิจกรรมครอบครัวให้สอดคล้องกับกิจกรรมของลูก เพื่อใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ทำความรู้จักกับลูกในแง่มุมใหม่ๆ เรียนรู้ที่จะสนุกไปกับลูกๆ ที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว  

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ในช่วงเวลารังว่างเปล่า (Empty Nest Period) ไม่ควรมองข้ามก็คือ พวกลูกๆ ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของตัวเองเช่นกัน เขากำลังเรียนรู้ที่จะจัดการชีวิตด้วยตัวเอง ให้เวลาพวกเขาได้ปรับตัว การให้เวลาเป็นตัวประสานและการยอมรับความจริง ส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย

ปรับความรู้สึกว่างเปล่า เป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ที่มาพร้อมโอกาสใหม่ๆ 

จากบทความในวารสารวิชาการทางการแพทย์ Medecin de famille ประเทศแคนนาดา ชี้ให้เห็นอีกมุมมองหนึ่งว่า แม้ภาวะรังว่างเปล่าจะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความผิดปกติในการปรับตัวอย่างถาวร ในทางกลับกัน อาจเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับพ่อแม่บางคน 

ถึงแม้มุมมองของนักวิจัยต่อภาวะรังว่างเปล่าในยุคแรก อาจมองว่าเป็นปรากฎการณ์เชิงลบและกระทบกระเทือนจิตใจอย่างแท้จริง หากแต่การศึกษาวิจัยในระยะต่อมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นแง่มุมที่ต่างออกไปและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากขึ้น 

ดังจะเห็นได้จาก บางงานการวิจัยเผยให้เห็นทั้งความรู้สึกสูญเสียและความพึงพอใจในชีวิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตและการเติบโตส่วนบุคคล ในกลุ่มพ่อแม่ที่อยู่ในช่วงเวลารังว่างเปล่า 

เป็นต้นว่า หลังจากลูกๆ ออกจากบ้านไปแล้ว เปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้กลับมาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น เสริมสร้างความผูกพันทางอารมณ์ และการให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันที่เพิ่มขึ้น ความพึงพอใจในชีวิตสมรสที่เพิ่มขึ้น โดยการวางแผนร่วมกันสำหรับการเดินทาง กิจกรรม หรืออนาคต

ในขณะที่สถานการณ์ภาวะซึมเศร้าเป็นวิกฤตสุขภาพจิตทั่วโลก พยาบาลวิชาชีพ ศุภัชญา ชูทอง โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า “ความเศร้าทำให้ผู้ปกครองบางท่านเก็บตัว เก็บความรู้สึกไว้กับตัวเอง ซึ่งจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงไป แต่หากเราได้พูดคุยกันระหว่างพ่อแม่ลูกด้วยความคิดถึงและห่วงใย ก็ช่วยลดช่องว่างความห่างไกลได้”

อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่ยังไม่พร้อมพูดคุยกับลูกถึงความรู้สึกที่มี ก็สามารถพูดกับคนที่ไว้ใจ คนที่ยอมรับฟังและไม่ตัดสินเราทันทีได้ อย่างเช่น แพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่พ่อแม่จะได้ระบายความรู้สึกที่เก็บไว้ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคซึมเศร้าในอนาคต

อ้างอิง

Cultural contexts differentially shape parents’ loneliness and wellbeing during the empty nest period

The Dangers of Empty Nest Syndrome | University of Utah Health

Empty nest syndrome: A concept analysis

Empty Nest Syndrome | Psychology | Research Starters

Empty Nest Syndrome: When Your Unexpected Feelings of Loss Lead to the Very Real Symptoms of Depression and Grief

https://europepmc.org/article/pmc/pmc2306289

Family Life Cycle | HealthLink BC

https://psycnet.apa.org/record/1979-06475-001

https://www.manarom.com/blog/empty_nest_syndrome.html

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017

https://www.researchsquare.com/article/rs-7819738/v1

Tags:


Author:

illustrator

ยุรพร ยมนาค

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Family Psychology
    NET PAMA RESCUE ชวนเปลี่ยนความหวังดีที่ชวนทะเลาะ เป็นการสื่อสารที่โอบอุ้มหัวใจลูก

    เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์

  • Family Psychology
    เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ninaiscat

  • Early childhood
    เข้าใจการเติบโตของเด็ก ผ่านใจและจิต ผ่านพลังของ ‘ศิลปะ’: ครูมอส อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี

    เรื่อง The Potential ภาพ ปริสุทธิ์

  • อ่านความรู้จากบ้านอื่น
    เลี้ยงลูกอย่างมีเป้าหมาย สอนให้เขาแพ้เป็น เปลี่ยนเด็กไฮเปอร์เป็นนักกอล์ฟรุ่นจิ๋ว: คุยกับ ‘พ่อขงจื้อ-แม่น้อง’

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Dear Parents
    ปลดปล่อยตัวเองจากความคาดหวัง เพราะบางครั้งพ่อแม่ก็คือผู้ใหญ่ในร่างเด็กแปดขวบที่โตแต่ตัว

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

เตรียมเด็กปฐมวัยให้พร้อมสู่โลกอนาคต: ถอดรหัสการจัดการเรียนรู้ภายใต้บริบทพื้นที่ จังหวัดภูเก็ตและศรีสะเกษ
Social Issues
20 April 2026

เตรียมเด็กปฐมวัยให้พร้อมสู่โลกอนาคต: ถอดรหัสการจัดการเรียนรู้ภายใต้บริบทพื้นที่ จังหวัดภูเก็ตและศรีสะเกษ

เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์

  • หัวใจของการพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่ใช่การยัดเยียดความรู้ผ่านตำรา แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน การสร้างห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และอนุญาตให้เด็กได้ลองผิดลองถูกผ่านประสบการณ์จริง จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและพร้อมที่จะรับมือกับโลกแห่งอนาคต
  • จังหวัดภูเก็ตได้เริ่มพัฒนาการศึกษาให้มีความเหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ ภายใต้บริบทของจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม หล่อหลอมกลายเป็นคุณลักษณะของ ‘เด็กต่งห่อ’ หมายถึง คนดีรอบด้าน ประกอบด้วยความดี ความเก่ง และความสุข
  • ด้านพื้นที่ต้นแบบ จังหวัดศรีสะเกษได้ขับเคลื่อนงานด้านปฐมวัยโดยมุ่งเน้นไปที่การวางโครงสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อสร้าง ‘เด็กฮู้จักควม’ หรือเด็กที่มีสมรรถนะในการจัดการตนเองและมีจิตสำนึกความเป็นพลเมือง โดยใช้ ‘บ้านโกโมเดล’

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วและซับซ้อน คำถามสำคัญที่คนทำงานทางด้านการศึกษาต้องร่วมกันขบคิดไม่ใช่แค่เด็กควรเรียนรู้อะไร แต่คือเราจะสร้างสภาพแวดล้อมแบบไหน เพื่อให้เด็กคนหนึ่งสามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่ง และพร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

เวทีเสวนาออนไลน์ Together We Grow ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ ‘การเตรียมเด็กปฐมวัย สู่เป้าหมายการพัฒนาเด็กของจังหวัด’ เพราะรากฐานชีวิตเริ่มต้นที่ปฐมวัย ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจลและภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของการวางรากฐานเด็กปฐมวัย ในฐานะทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ ผ่านกลยุทธ์การขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ของสองจังหวัดต้นแบบ คือ ภูเก็ต และ ศรีสะเกษ ที่ปรับเปลี่ยนมุมมองจากการจัดการศึกษารูปแบบเดิม สู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต 

งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ‘ครูหวาน’ อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัย, ‘ครูหวาย’ ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย ร่วมด้วยตัวแทนจากจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ ผอ.รจนา ขอร่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโก สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 ‘ครูริน’ ธนกร โพธิ์งาม ครูแกนนำปฐมวัยโรงเรียนบ้านโก สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 พร้อมด้วยตัวแทนจากจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ ‘ครูกุ้ง’ เบญจวรรณ เต็มเปี่ยม ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต และ ‘ครูแอน’ กฤตยพร สกุลจันทร์ ครูแกนนำปฐมวัยโรงเรียนบ้านท่าเรือ สพป.ภูเก็ต

ภูเก็ตโมเดล: ‘เด็กต่งห่อ’ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในภูเก็ตเกิดจากแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ภูเก็ตที่เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และนับตั้งแต่นั้นมาจังหวัดภูเก็ตได้เริ่มพัฒนาการศึกษาให้มีความเหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ ภายใต้บริบทของจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทว่ายังคงไว้ซึ่งทิศทางเดียวกัน นั่นคือการหล่อหลอมคุณลักษณะของ ‘เด็กต่งห่อ’ ซึ่งมาจากภาษาฮกเกี้ยน หมายถึง คนดีรอบด้าน ประกอบด้วยความดี ความเก่ง และความสุข 

ดังนั้น แนวทางในการเตรียมเด็กปฐมวัยสู่เป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดภูเก็ต จึงมุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะ 7 ด้าน ได้แก่ 1.สมรรถนะการคิดและการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ 2.สมรรถนะทางวัฒนธรรม มีปฏิสัมพันธ์และการแสดงตัวตน 3.สมรรถนะการจัดการตนเองดูแลตนเองและผู้อื่น 4.ทักษะการสื่อสารรอบด้าน 5.สมรรถนะดิจิทัล 6.สมรรถนะการมีส่วนร่วม การมีบทบาท ผลักดัน และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน 7.ทักษะชีวิตการทำงาน และทักษะผู้ประกอบการ เพื่อให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น ริเริ่มลงมือทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน และสามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

ครูกุ้ง-เบญจวรรณ เต็มเปี่ยม ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงกลไกในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยของจังหวัดภูเก็ตไว้ว่า “เราต้องสร้างฐาน EF ในการพัฒนาทักษะสมองเด็กภูเก็ตขึ้นมา เพื่อให้เกิดทิศทางการขับเคลื่อนที่ชัดเจนอย่างแท้จริง โดย EF ของเด็กจังหวัดภูเก็ตก็คือต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเด็กต่งห่อ” โดยมีนวัตกรรมที่หลากหลายให้เลือกใช้ เช่น EF+Coding, Story-based Learning , Project Approach ฯลฯ 

‘ครูกุ้ง’ เบญจวรรณ เต็มเปี่ยม ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต

ครูแอน-กฤตยพร สกุลจันทร์ ครูแกนนำปฐมวัยจากโรงเรียนบ้านท่าเรือ ได้ยกตัวอย่างการเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นการผจญภัย ผ่านหน่วยการเรียนรู้ ‘เช็คอินภูเก็ต’ โดยใช้กิจกรรม Unplugged Coding เพื่อฝึกทักษะการคิดและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเด็กๆ จะไม่ได้อยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่จะได้ลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ โดยครูแอนเล่าว่า ใช้เทคโนโลยี ChatGPT ในการช่วยแต่งนิทานเกี่ยวกับตำนานเกาะภูเก็ต และประวัติศาสตร์ของย่าจันย่ามุก เพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็กๆ จากนั้นจะให้เด็กทำการบ้านร่วมกันกับผู้ปกครองเพื่อสืบค้นสถานที่สำคัญ และวางแผนการเดินทางว่าจะไปจุดไหนก่อน-หลัง เพื่อเป็นการฝึกทักษะการคิดในเรื่องตำแหน่งและทิศทาง

“ไฮไลต์สำคัญคือ เด็กได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรง ได้เห็นของจริง เด็กได้รู้ว่านี่ไงที่คุณครูเล่าให้ฟัง เด็กจะตื่นเต้น แล้วเด็กจะมีความสุขในการเรียนรู้ไปด้วย” ครูแอน กล่าว

ถัดมาในส่วนของการเรียนรู้อาหารท้องถิ่นผ่านเพลง ‘ของกินภูเก็ตหร่อยๆ’  ครูแอนแต่งขึ้นโดยการใช้ AI เป็นตัวช่วย เพื่อให้เด็กค่อยๆ ซึมซับ และไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อมากจนเกินไปนั้น มีเนื้อร้องว่า “เช้าตรู่ลมพัด โชยๆ ได้กิน อูแช่ เกี้ยมโก๊ย หรอยแท้ กลางวันหิว หิว กิน หมี่ผัดฮกเกี้ยน แสนหรอย ไม่แพ้ใคร บ่าย บ่าย มาทีละหน่อย กู้ปี้ หอมอร่อย กับหนมอาโป้ง กรอบนุ่มพอดี ตามด้วย หมี่ หุ้นป้าฉ่าง ดี๊ดี ปิดท้ายโอ๊ะเอ๋ว เย็นจี๊ บี้ถ่าย บัก หรอยได้ แรงอก” โดยครูแอนเล่าว่าถ้าร้องแบบธรรมดาเด็กก็จะจำไม่ได้ จึงได้มีการคิดท่าประกอบให้เด็กได้มีส่วนร่วม พอเด็กได้ทำตามแล้วรู้สึกสนุกสนานก็จะทำให้เด็กจำได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เพลงของกินภูเก็ตยังสามารถต่อยอดไปยังกิจกรรมถัดไปได้ นั่นคือการฝึกการสังเกตผ่านกิจกรรมถอดรหัสส่วนประกอบ โดยครูแอนจะให้ภาพส่วนประกอบของหมี่ผัดฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารท้องถิ่นที่ปรากฏอยู่ในเพลงมา แล้วให้เด็กช่วยกันแยกแยะว่าในจานมีวัตถุดิบอะไรบ้าง เช่น กุ้ง หมู ปลาหมึก หรือผักชนิดต่างๆ จากนั้นคุณครูจะให้แม่ครัวมาสาธิตวิธีการทำให้ดูจริงๆ เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องของลำดับขั้นตอนว่าต้องใส่อะไรก่อน-หลัง โดยมีการถามซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ใส่วัตถุดิบไปแล้ว เพื่อเป็นการรีเช็คว่าเด็กยังจำได้หรือไม่ อีกทั้งคุณครูยังเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เป็นผู้ออกแบบเมนู หมี่ผัดฮกเกี้ยนในสไตล์ของตัวเอง โดยกระบวนการนี้จะช่วยฝึกให้เด็กๆ กล้าตัดสินใจ มีความยืดหยุ่นทางความคิด และรู้สึกภูมิใจที่ได้ทานอาหารจานที่ตัวเองเป็นคนออกแบบเอง

‘ครูแอน’ กฤตยพร สกุลจันทร์ ครูแกนนำปฐมวัยจากโรงเรียนบ้านท่าเรือ

ศรีสะเกษโมเดล: เติบโตเป็น ‘เด็กฮู้จักควม’ พัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

สำหรับอีกหนึ่งพื้นที่ต้นแบบ จังหวัดศรีสะเกษได้ขับเคลื่อนงานด้านปฐมวัยโดยมุ่งเน้นไปที่การวางโครงสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อสร้าง ‘เด็กฮู้จักควม’ หรือเด็กที่มีสมรรถนะในการจัดการตนเองและมีจิตสำนึกความเป็นพลเมือง โดยใช้ ‘บ้านโกโมเดล’ ในการพลิกโฉมการศึกษาด้วยวาระศรีสะเกษ 10+1 ซึ่งมีการระบุเป้าหมายเรื่องทักษะทางสังคมอารมณ์ (Self) และทักษะสมอง (EF) ลงไปในวาระจังหวัด ด้วยมุ่งหวังให้การพัฒนาทักษะเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในจังหวัดศรีสะเกษ

ผอ.รจนา ขอร่ม โรงเรียนบ้านโก สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาเด็กปฐมวัยคือ การสร้างเด็กศรีสะเกษที่ ฮู้จักควม คำว่า เด็กฮู้จักควม หมายถึง เด็กที่รู้จักหน้าที่ มีมารยาทดี รู้กาลเทศะ ซึ่งมีสมรรถนะสำคัญ 6 ด้านที่มุ่งเน้น คือ 1.ความเป็นพลเมืองดี 2.ทักษะในการคิดขั้นสูง 3.ทักษะในการสื่อสาร 4.สุขภาวะดีทั้งกายและใจ 5.การเป็นนวัตกรและผู้ประกอบการที่ดี 6.ความฉลาดรู้ด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI ซึ่ง 

“คุณลักษณะของเด็กฮู้จักควม คือเป็นเด็กที่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร เป็นเหมือนอัตลักษณ์ มีคาแรคเตอร์ของตัวเอง การสร้างเสริม EF หรือ Self ของเด็กจะช่วยปลูกฝังการจัดการตนเองในความเป็นพลเมืองดี เป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเด็นอื่นๆ” ผอ.รจนา กล่าวเสริม

ผอ.รจนา ขอร่ม โรงเรียนบ้านโก

ในระดับห้องเรียน ครูริน-ธนกร โพธิ์งาม ครูแกนนำปฐมวัยโรงเรียนบ้านโก สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 ได้นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง โดยเริ่มจากในช่วงเช้าคุณครูและนักเรียนจะร่วมกันทำความสะอาดบริเวณด้านหน้าอาคาร ถนน สนามเด็กเล่น เพื่อให้เด็กเรียนรู้การหยิบจับไม้กวาด ฝึกทักษะการจดจ่อ และการมีจิตอาสา ถัดมาในส่วนของกิจกรรมหน้าเสาธง ครูรินเล่าว่า ทางโรงเรียนบ้านโกจะไม่มีเสียงกริ่ง หรือเครื่องเสียงในการให้สัญญาณเข้าแถว เนื่องจากทางโรงเรียนคิดว่ามันเป็นการรบกวนหรือเร่งเร้ามากจนเกินไป 

“ในส่วนของกิจกรรมหน้าเสาธง โรงเรียนบ้านโกเปลี่ยนจากการยืนอบรมมาเป็นการนั่งล้อมวงคุยกันในห้องเรียนแทน เพื่อให้คุณครูได้ใกล้ชิดกับเด็ก ได้รับฟังเด็กมากขึ้น แล้วการเข้าแถวของเราก็คือเข้าแถวรวมกับพี่ประถม ก็จะทำให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง เป็นนักเรียนคนหนึ่งในโรงเรียนบ้านโก ที่ไม่ใช่แค่เด็กอนุบาลเท่านั้น แล้วก็ยังมีกิจกรรมน้องไหว้พี่ พี่รับไหว้น้อง ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องของการเคารพซึ่งกันและกัน”

กิจกรรมจิตศึกษาพัฒนาปัญญาภายใน เป็นกิจกรรมที่คุณครูไม่ได้สอนด้วยการสอน แต่ใช้พลังบวกในการสร้างสถานที่ที่สงบ สถานที่ที่ปลอดภัย รวมถึงท่าทางของคุณครูที่แสดงออกจะต้องเป็นกัลยาณมิตรต่อเด็ก โดยครูรินได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “คุณครูจะสร้างสถานการณ์จากนิทาน เรื่องเล่า รูปภาพ หรือสื่อต่างๆ เพื่อให้เขาเกิดการคิด ฝึกการไตร่ตรอง แล้วก็ตัดสินใจในเชิงคุณธรรม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง Self-control หรือการกำกับตัวเอง อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของเด็กฮู้จักควม คือรู้จักว่าตนเองจะปฏิบัติตัวอย่างไรในสังคม”

จากนั้นเด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่าน ‘ห้าง’ ในชีวิตจริง ซึ่งประกอบด้วย งานครัว งานสวน งานบ้าน งานสำรวจ กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการฝึกให้เด็กมีการคิดวิเคราะห์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในช่วงวัยของตนเอง โดยครูรินได้ยกตัวอย่างกิจกรรมการสำรวจที่พาเด็กๆ ไปสำรวจดินในโรงเรียนว่า

“เขารู้จักดินชนิดไหนบ้าง พาเขาไปสังเกต พาเขาไปสัมผัสว่าดินแต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร ให้เขาได้คิดแล้วคุณครูก็ร่วมพูดคุยกับเขา ซึ่งกิจกรรมนี้สามารถนำไปเชื่อมโยงต่อได้ในเรื่องของกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ว่าการไหลซึมของน้ำผ่านดินร่วน ดินเหนียว ดินทรายเป็นอย่างไร แล้วคุณครูก็จะบันทึกผลการทดลองมาสรุปให้เด็กๆ ได้ฟัง”

ถัดมาเป็นการสำรวจร่างกายผ่านการอาบน้ำก่อนนอนพักผ่อน ซึ่งไม่ใช่แค่กิจวัตรประจำวัน ครูรินอธิบายว่า “การอาบน้ำเป็นการสร้าง Self-concept ให้กับเด็ก เด็กจะได้เรียนรู้ว่าร่างกายของเขามีลักษณะยังไง แตกต่างจากเพื่อนอย่างไร นำไปสู่การเคารพซึ่งกันและกัน และการเรียนรู้สิทธิหน้าที่ของตัวเอง” 

โดยหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว เด็กก็จะต้องจัดการกับตัวเอง ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็รับผิดชอบในการเก็บที่นอนของตัวเองให้เข้าที่ หลังจากนั้นคุณครูก็จะพาเด็กๆ มานั่งล้อมวงกัน เพื่อทบทวนและพูดคุยกันว่าวันนี้เราได้ทำอะไรไปบ้าง มีอะไรผิดพลาด และมีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข พรุ่งนี้เราจะทำอะไร หรือต้องเตรียมอะไรมาบ้าง โดยการกระทำเหล่านี้จะทำให้เด็กได้ฝึกทักษะในเรื่องของการจดจำ และพัฒนาทักษะในด้านความคิด

ทั้งนี้ความร่วมมือในการพัฒนาเด็กร่วมกันกับผู้ปกครองก็เป็นสิ่งที่สำคัญ มีบางครั้งหรือบางกรณีที่ผู้ปกครองทำชิ้นงานแทนลูก เพียงเพราะผู้ปกครองคิดว่าเด็กที่ทำสวยอาจจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนและคุณครูมากขึ้น คุณครูจึงได้อธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจว่า 

“เด็กอนุบาลเป็นช่วงสำคัญในการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก แล้วก็การสร้างความมั่นใจในตนเอง งานของเด็กที่ทำด้วยลายมือของตัวเองอาจจะไม่สวย อาจจะโยกเยกไปบ้าง หรือระบายสีออกนอกกรอบบ้าง แต่นี่คือความภูมิใจและเป็นพัฒนาการที่นำไปประเมินเด็ก เพื่อที่จะได้นำมาพัฒนาเด็กได้ตรงจุด ก็ขอความร่วมมือให้คุณพ่อคุณแม่เน้นให้กำลังใจ นั่งดูอยู่ข้างๆ เด็ก” พร้อมกันนี้ครูรินยังกล่าวเสริมอีกว่า 

“โรงเรียนบ้านโกมุ่งพัฒนาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้มั่นใจว่า เด็กปฐมวัยของเราเติบโตไปเป็นเด็กฮู้จักควม ที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีพัฒนาการสมองที่แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต”

‘ครูริน’ ธนกร โพธิ์งาม ครูแกนนำปฐมวัยโรงเรียนบ้านโก

‘ไม่ใช่แค่ครูได้สอน’ คำถามสำคัญในการจัดการเรียนรู้ คือ ‘เด็กได้อะไร’

หลังจากรับฟังแนวทางการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของทั้งสองจังหวัด ‘ครูหวาย’ ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย และ ‘ครูหวาน’ อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัย สองผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ร่วมให้กำลังใจและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยในแต่ละพื้นที่

เริ่มจาก ‘ครูหวาย’ ได้กล่าวถึงภาพรวมของทั้งสองจังหวัดว่า มีนโยบายและกลไกในการขับเคลื่อนที่ชัดเจน สามารถระบุเป้าหมายในการพัฒนาเด็กได้ตรงตามบริบทของพื้นที่ มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งยังมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ซึ่งทำให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริงเพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ครูหวายได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “ภูเก็ต นิทานน่าสนใจ แต่อาจจะต้องมองความเหมาะสมกับวัยของเด็กด้วย อย่าลืมว่าเราอยู่กับเด็กอนุบาล วัยนี้อาจจะห้าหรือหกขวบ พัฒนาการทางด้านภาษาเขาอาจจะไม่สามารถอ่านตัวหนังสือได้เยอะอย่างที่ครูเล่าไป อาจจะต้องไปดูพัฒนาการทางด้านภาษาให้เหมาะสมกับวัย เช่น เด็กอาจจะให้ดูตัวหนังสือน้อยหน่อย แล้วมีภาพประกอบให้เหมาะกับวัยนี้” 

“ส่วนทางด้านของศรีสะเกษ ที่ครูหวายอยากจะเสริมเพิ่มเติมก็คือ PLC ระหว่างครูอนุบาลกับครูป.1 จะได้รู้ว่าวันหนึ่งครูเขาต้องสอนอะไร แล้วเราจะต้องเตรียมเด็กอนุบาลของเราส่งต่อให้กับป.1 อย่างไร เพื่อเด็กจะได้พร้อม เพราะบางครั้งเด็กอาจจะช็อกในแง่ที่เขาไม่เคยทำ พอขึ้นป.1ก็ต้องถูกเขียนถูกอะไรเลย แต่ปรากฏว่าตอนปฐมวัยเด็กเคยเล่นมาตลอด”

‘ครูหวาย’ ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย

ด้าน ‘ครูหวาน’ ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญในการออกแบบการเรียนรู้ว่า “ให้เอาผลลัพธ์คือตัวเด็กเป็นตัวตั้ง” หมายถึง “สิ่งที่เราทำทั้งหมด มันสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กหรือเปล่า มันจะเอาไป apply ได้ไหม เพราะฉะนั้นต้องยึดตัวเด็กก่อน อย่าไปยึดตัวกิจกรรม ให้ยึดตัวเด็กเป็นหลักก่อน ไม่งั้นเราจะตื่นเต้นกับกิจกรรมต่างๆ แล้วเอามาใช้ คือครูได้สอนนะ แต่เด็กได้หรือเปล่า ขอให้ดูให้ชัดว่าเด็กเราต้องการอะไร บางครั้งกิจกรรมสอนเด็กแบ่งปัน สอนเด็กล้างมือกินข้าวให้ดีกลับได้ในหลายเรื่อง”

ครูหวานอธิบายเพิ่มเติมว่า “เวลาคุณครูทำงานเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึกว่าอยากสร้างจิตสำนึกอะไรให้กับเด็ก อย่าได้มองข้ามเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่ง คือ เมื่อจบกระบวนการ การพูดคุยกับเด็กในการทำกิจกรรมคือ คุณต้องกลับมาที่คุณค่า ต้องสะท้อนคิดเสมอว่า สิ่งที่ทำนั้นมันเกิดคุณค่าอะไร เช่นเด็กเขารู้สึกยังไง เด็กเขาเกิดคุณค่าอะไร มันต้องตั้งลึกตรงคุณค่าให้ชัด อย่างเช่นเราอยากให้เขารู้ว่าบรรพบุรุษมีความกล้าหาญ อย่าลืมย้อนกลับมาถามเด็ก เอาความคิดของเขาออกมา ไม่งั้นมันจะกลายเป็นสิ่งที่เราใส่ๆ เข้าไปในตัวเขา ให้เวลาเขานิดนึง ให้เขาได้ค่อยๆ สะท้อนความคิด เพราะฉะนั้นการสร้างเจตคติ การสร้าง Value เป็นสิ่งที่คุณครูต้องไม่ลืม ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ”

‘ครูหวาน’ อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัย

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งครูหวานได้กล่าวไว้ “ถ้าคุณครูไม่ได้สร้างสิ่งนี้ อย่าคาดหวังเลยว่ากิจกรรมนั้นๆ เนี่ย เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้ดี 

เพราะเวลาที่เราเข้มงวดกับเขา หรือเราไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสบายใจที่จะเรียนรู้ สมองของเด็กจะทำงานมีประสิทธิภาพลดลงทันที เด็กจะไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ไม่กล้าตัดสินใจ เพราะถูกครูตัดสินตลอดเวลา”

ทั้งนี้บทเรียนสำคัญจากการทำงานขับเคลื่อนด้านการศึกษาของจังหวัดภูเก็ตและศรีสะเกษ ได้สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจของการพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่ใช่การยัดเยียดความรู้ผ่านตำรา แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน การสร้างห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และอนุญาตให้เด็กได้ลองผิดลองถูกผ่านประสบการณ์จริงนั้น จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและพร้อมที่จะรับมือกับโลกแห่งอนาคต

Tags:

พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้เด็กฮู้จักควมเด็กตงห่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย

Author:

illustrator

ผ่องอำไพ รำพรรณ์

Related Posts

  • Transformative learningSocial Issues
    ขับเคลื่อนการศึกษาคุณภาพ ปั้นสมรรถนะ ‘เด็กตงห่อ’ สานต่ออนาคตของภูเก็ต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • ‘Transformative School Directive’ เปลี่ยนโรงเรียนทั้งระบบแบบกัลยาณมิตร : ผอ.วิชัย จันทร์ส่อง โรงเรียนวัดตาขัน

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Creative learning21st Century skills
    วิชาสตูดิโอและภาคสนามออนไลน์ : เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เด็กออกแบบเองได้ กับโรงเรียนมัธยมรุ่งอรุณ

    เรื่อง ปริสุทธิ์

  • Unique Teacher
    วนิดา ศิริวัฒน์: ครูที่ตั้งใจเป็น ‘ครูผู้ไม่รู้’ เพื่อเรียนรู้ไปพร้อมนักเรียน

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี ภาพ เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

  • Creative learning
    โรงเรียนบ้านควนเก จังหวัดสตูล ที่นี่พ่อแม่ โรงเรียน ชุมชน “ทุกคนเป็นครู”

    เรื่อง รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา

โกฮัง หัวใจโกโฮม: เมื่อหนึ่งชีวิตสี่ขา กลายเป็น ‘บ้าน’ และ ‘โลกทั้งใบ’ ของใครบางคน
Movie
16 April 2026

โกฮัง หัวใจโกโฮม: เมื่อหนึ่งชีวิตสี่ขา กลายเป็น ‘บ้าน’ และ ‘โลกทั้งใบ’ ของใครบางคน

เรื่อง นฤมล ทับปานกนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • ‘โกฮัง หัวใจโกโฮม’ เป็นภาพยนตร์จากค่าย GDH ที่เล่าเรื่องราวของสุนัขจรชื่อ ‘โกฮัง’ ซึ่งต้องผ่านเจ้าของหลายคนในแต่ละช่วงวัย โดยทุกความสัมพันธ์ต่างสะท้อนความเหงา ความรัก และความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
  • หนังพาเราไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ในมิติที่ลึกกว่าความเป็นเจ้าของ เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างกลายเป็น ‘ที่พักพิงของกันและกัน’ ในวันที่อ้างว้าง และกลายเป็นความรักที่เปรียบเสมือนเป็นคนในครอบครัว
  • เป็นภาพยนตร์อบอุ่นหัวใจที่ค่อยๆ พาเราไปรักตัวละครทีละนิด และย้ำให้เห็นว่าความรักอันบริสุทธิ์ของสัตว์เลี้ยงสามารถกลายเป็น ‘โลกทั้งใบ’ ของใครบางคนได้โดยไม่รู้ตัว

บ่อยครั้งที่ภาพยนตร์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมักทำให้เราเสียน้ำตาให้กับความซื่อสัตย์ แต่สำหรับ ‘โกฮัง หัวใจโกโฮม’ ภาพยนตร์อบอุ่นฮีลใจจาก GDH กลับทำงานกับความรู้สึกของเราในมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น หนังพาเราไปสำรวจชีวิตผ่านโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ร้อยเรียงชีวิตของสุนัขจรตัวขาวจมูกชมพูที่ชื่อว่า ‘โกฮัง’ ในสามช่วงวัย กับเหล่าเจ้าของที่โชคชะตาพาให้มาพบกันในแต่ละช่วงเวลา

บทความนี้ชวนทุกคนซาบซึ้งกับไปกับเรื่องราวความผูกพันระหว่างโกฮังกับเจ้าของสองคนแรก ซึ่งน่าจะบีบหัวใจและสะท้อนภาพความเหงาของมนุษย์ได้ชัดเจนที่สุด

[บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]

บ้านหลังแรก…การพบกันของ ‘สองชีวิตที่อ้างว้าง’ สู่ ‘หนึ่งครอบครัวที่สมบูรณ์’

ในพาร์ทแรก หนังเล่าเรื่อง ‘ฮิโระ’ วิศวกรชาวญี่ปุ่นวัยกว่า 60 ที่ใช้ชีวิตอยู่ในไทยด้วยลมหายใจที่ผูกติดอยู่กับงานและบริษัทมาตลอดชีวิต  แม้จะถึงวัยเกษียณแต่เขาก็ยังคงทำงานต่อไปด้วยความเคยชิน 

สำหรับฮิโระ ความหมายของชีวิตถูกนิยามผ่านการทำงาน แม้กระทั่งในสมาร์ตโฟนของเขาก็มีเพียงภาพถ่ายเครื่องยนต์และหน้างานที่สะท้อนถึงชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยงานเพียงอย่างเดียว

แต่แล้วโลกที่เคยหมุนด้วยความกิจวัตรเดิมๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สี่ขาตัวขาว ที่เขาตั้งชื่อให้ว่า ‘โกฮัง’ (เจ้าข้าวสวย) ก้าวเข้ามาในชีวิต

ความสวยงามของพาร์ทนี้คือการที่หนังค่อยๆ แสดงให้เราเห็นว่าโกฮังเข้าไป ‘ละลาย’ น้ำแข็งในหัวใจของฮิโระได้อย่างไร จากวิศวกรที่หายใจเข้าออกเป็นงาน เริ่มกลายเป็นคุณพ่อที่คอยดูแลเจ้าตัวเล็กด้วยความอ่อนโยน 

ฉากที่ดูแล้วอบอุ่นใจที่สุด คือวินาทีที่ฮิโระตัดสินใจลบรูปภาพงานที่เขาสะสมมาทั้งชีวิตทิ้งไปอย่างไม่ลังเล เพราะพื้นที่จัดเก็บเต็ม เพียงเพื่อเก็บภาพอิริยาบทสุดน่ารักของโกฮังเอาไว้แทน วินาทีนั้นเองที่เรารู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ในชีวิตของชายคนนี้ไม่ใช่งานอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งมีชีวิตสี่ขาที่มองเขาว่าเป็นบ้าน 

สายสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก้าวข้ามคำว่าเจ้าของไปไกล จนกลายเป็นความผูกพันลึกซึ้งราวกับกลายเป็น ‘พ่อลูก’ เราจะได้เห็นความอ่อนโยนที่แฝงอยู่ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกบ้านใหม่ให้โกฮังอย่างละเอียดยิบ ราวกับจะคัดกรองสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกชาย ความอบอุ่นที่เขามอบให้โกฮังมันท่วมท้นจนทำให้อดีตชายบ้างาน กลายเป็นคนที่อ่อนโยนและมีรอยยิ้มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ซึ่งสิ่งที่ทัชหัวใจคนดูที่สุด คือบทสรุปที่ฮิโระตัดสินใจเลือกโกฮังเหนือสิ่งอื่นใด เขาเลือกที่จะทิ้งแผนการกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดอย่างญี่ปุ่น เพื่อมาหาบ้านหลังใหม่ในไทยและใช้ชีวิตอยู่กับลูกสี่ขาตัวนี้ตลอดไป 

การพบเจอกันของฮิโระและโกฮังเหมือนโชคชะตาที่ทำให้ฮิโระได้ค้นพบ ‘ความหมายใหม่ของชีวิต’ นั่นคือการอยู่ดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่เป็นเหมือน ‘บ้าน’ ที่แท้จริงของเขา  บ้าน…ที่ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือการได้อยู่ร่วมกันกับสิ่งที่เรารักและรักเรา

พาร์ทนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ฟีลกู้ดและอบอวลไปด้วยความหวัง ความรักที่บริสุทธิ์ของ ‘โกฮัง’ สามารถเปลี่ยนชายคนหนึ่งให้กลายเป็นคุณพ่อที่อบอุ่นที่สุดในโลกได้จริงๆ 

บ้านหลังที่สอง…เมื่อชีวิตถึงจุดพลิกผัน ทั้งคนและสุนัขที่ไม่มีใคร ต่างได้พึ่งพิงกัน  

“…คุณไม่ต้องรักมันก็ได้ ขอแค่อย่าทำร้ายมัน ขอเพียงพื้นที่เล็กๆ บนโลกใบนี้ ให้มันได้ชีวิต…” 

ข้อความจาก ‘น้ำชา’ ที่เขียนใส่กระดาษใบเล็กๆ แผ่นหนึ่งพร้อมสวมสร้อยข้อมือซึ่งเป็นตัวแทนของแม่ที่ให้เธอมาสวมให้กับ ‘บราวนี่’ ชื่อใหม่ของ ‘โกฮัง’ เพื่อหวังส่งต่อให้กับคนที่อาจพบเจอกับเจ้าสุนัขมอมๆ ตัวนี้ เราจำเนื้อหาของข้อความได้ลางๆ แต่สิ่งที่ไม่จางไปจากความรู้สึกเลยจนถึงตอนนี้คือ เราสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยที่น้ำชามีต่อบราวนี่ได้อย่างเต็มเปี่ยม  

ชีวิตของโกฮังจากวัยเด็กสู่วัยหนุ่มต้องเผชิญกับความสูญเสียแบบไม่ทันได้ตั้งตัว กลายมาเป็นเครื่องมือหาเงินให้กับมูลนิธิจอมปลอมที่ฉากหน้าทำทีว่ารักสุนัข และรับอุปการะสุนัขจร เพื่อไลฟ์สดขอเงินบริจาค แต่ฉากหลังกลับทำทารุณกรรมสัตว์ และพร้อมที่จะกำจัดทิ้งเมื่อได้สุนัขตัวใหม่ที่น่าจะทำเงินได้มากกว่า เรียกได้ว่าเป็นหนังคนละม้วนกับพาร์ทแรกอย่างสิ้นเชิง 

ชีวิตของโกฮังในช่วงนี้ เราได้เห็นการเติบโต การเปลี่ยนแปลง ไปพร้อมๆ กับความโหดร้ายของมนุษย์(บางกลุ่ม) และการเอาชีวิตรอดจากนรกบนดินของทั้งคนและสุนัข แต่ในความเลวร้ายนั้น โกฮังก็ยังมีน้ำชาคอยดูแลอยู่ข้างๆ เสมอ แม้จะคุยกันคนละภาษาแต่กลับเข้าใจกันและส่งความรักมาถึงผู้ชมอย่างเราได้อย่างท่วมท้น ส่วนน้ำชาก็มีโกฮังเป็นความสุขเล็กๆ เติมเต็มความโดดเดี่ยวที่ต้องอดทนทำงานที่นี่เพื่อหวังได้บัตรสีชมพู (บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) และได้ทำงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย  

ฉากที่เป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่เป็นอันตรายจริงๆ ของโกฮังเกิดขึ้นหลังจากที่น้ำชาตัดสินใจปลดปล่อยสุนัขทุกตัวให้เป็นอิสระจากคนใจร้าย ซึ่งโกฮังเลือกที่จะตามน้ำชาคนที่คอยดูแลมันมาตลอด ซึ่งตลอดการหลบหนีเราได้เห็นถึงความรัก ความห่วงใยของน้ำชาที่มีต่อโกฮัง ลึกซึ้งประหนึ่งความรักที่ ‘แม่’ มีต่อ ‘ลูก’ ดังปรากฎในฉากที่น้ำชาใช้ทานาคาทาแก้มให้โกฮังด้วยใบหน้ายิ้มและน้ำตาที่คลอเบ้า ซึ่งตามวัฒนธรรมของประเทศเมียนมาแล้ว นี่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความห่วงใยที่แม่ส่งให้ลูก และตอนนั้นเอง โกฮังก็ได้ชื่อใหม่ว่า ‘บราวนี่’ 

แม้ทั้งคู่รอดพ้นจากน้ำมือคนใจร้าย ทว่ากลับต้องพลัดพรากจากกันไป น้ำชาตัดสินใจปล่อยบราวนี่ไป เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถเลี้ยงมันได้ ฉากที่ขบวนรถไปค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากชานชาลา น้ำชาปิดประตูขังโกฮังไว้ในห้องน้ำของรถไฟแล้ววิ่งลงมาทั้งน้ำตา บีบหัวใจเราอย่างมาก เราเข้าใจดีว่าการตัดสินใจของน้ำชามันไม่ง่ายเลย การต้องทิ้งทั้งๆ ที่รักและผูกพัน มันเจ็บแค่ไหน อยากช่วยให้ได้มากกว่านี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ด้วยเงื่อนไขของชีวิต ได้เพียงแต่ภาวนาให้มันได้เจอกับคนที่ไม่ใจร้ายอีก อย่างที่น้ำชาเขียนไว้ในกระดาษว่า 

“…คุณไม่ต้องรักมันก็ได้ ขอแค่อย่าทำร้ายมัน ขอเพียงพื้นที่เล็กๆ บนโลกใบนี้ ให้มันได้ชีวิต…” 

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น้ำชาหวังอาจไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด แต่อย่างน้อยบราวนี่ก็ได้เจอกับคนดีๆ ที่ไม่ทำร้ายมัน และได้มีช่วงเวลาดีๆ อีกครั้งในพาร์ทสุดท้ายชีวิตอย่างงดงามที่สุด 

Tags:

ภาพยนตร์ความรักสัตว์เลี้ยงโกฮังหัวใจโกโฮม

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    Green Book: มิตรภาพบนความต่าง คือบทสนทนาของหัวใจที่เปิดกว้างละวางอคติ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Book
    Normal People: จะรวยหรือจน…ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Movie
    Charlie and the Chocolate Factory: ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ต้นทางชีวิตและความฝันของเด็ก…เริ่มต้นที่บ้าน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Shoplifters : การรวมตัวกันของคนไม่รู้จัก สร้างหลุมหลบภัยที่ขออ้อมแขนจากคนไม่ทำร้ายกัน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Family Psychology
    การเข้าใจผิดเรื่องการเลี้ยงดู EP.3 ความรักที่ไม่เคยได้รับในวัยเยาว์ บาดแผลทางใจที่รอการเยียวยา

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

Z for Zacariah: แม้โลกจะล่มสลาย ไม่มีใครต้องทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ
Playground
10 April 2026

Z for Zacariah: แม้โลกจะล่มสลาย ไม่มีใครต้องทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • นิยาย ‘Z for Zachariah’ หรือ ‘สูญมนุษย์วันสิ้นโลก’ เขียนโดย Robert C. O’Brien และแปลโดย วิลา วศินสังวร ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ทั้งในแง่ของบรรยากาศในหนังสือที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยวเหงาและอ้างว้าง รวมถึงแง่คิดในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน
  • นิยายเล่าเรื่องโลกหลังหายนะนิวเคลียร์ ผ่านชีวิตของแอน เด็กสาวที่คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์คนสุดท้าย ก่อนจะพบชายอีกคนและเริ่มต้นความสัมพันธ์ร่วมกัน แต่สุดท้ายกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ
  • ต่อให้คุณอยู่ในโลกที่ทุกอย่างล่มสลาย แต่หากมนุษย์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ คือพิษร้ายที่ทำให้คุณตกอยู่ในความสัมพันธ์อันบั่นทอน จงก้าวออกมาอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข ดีกว่ามีคู่ที่คอยแพร่พิษร้าย บ่อนทำลายชีวิต

ในแวดวงหนังสือและวรรณกรรม จะมีการแบ่งหมวดหมู่ของนิยายออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น โรแมนซ์ ไซไฟ-แฟนตาซี หนังสือเด็ก วรรณกรรมคลาสสิก และอีกหลากหลายหมวดหมู่ที่อาจจะเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ตามยุคสมัยหรือเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนไป เช่น หมวดหมู่นิยายวาย หรือนิยายรักที่ตัวละครเป็นเพศเดียวกัน

หมวดหมู่หนึ่งซึ่งถูกจัดรวมอยู่ในประเภทนิยายไซไฟ-แฟนตาซี หากแต่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และเป็นหมวดหมู่หนังสือที่ได้รับความนิยมอยู่เสมอ รวมถึงถูกนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์อยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ หมวดหมู่นิยายวันสิ้นโลก หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Post-Apocalyptic ซึ่งหากแปลตรงตัว ก็คือ หลังจากโลกถึงกาลล่มสลาย

นวนิยายในหมวดหมู่นี้ จะบอกเล่าเรื่องราวตัวละคร ในโลกที่อารยธรรมล่มสลาย เนื่องด้วยสาเหตุนานัปการ เช่น หายนะภัยธรรมชาติ สงครามนิวเคลียร์ การรุกรานจากนอกโลก การเกิดโรคระบาด ซึ่งรวมถึงเชื้อโรคในจินตนาการที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้วรรณกรรมวันสิ้นโลก มีเสน่ห์จับใจและได้รับความนิยมอยู่เสมอ อาจเป็นเพราะเรื่องราวเหล่านี้ กระตุ้นให้เราหวนระลึกถึงสัญชาตญานในการเอาตัวรอด ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน อีกทั้งยังเป็นเหมือนคู่มือการใช้ชีวิตในฉากทัศน์อันเลวร้ายของโลกอนาคต

ในภาวะปกติสุข หลายคนอาจมองว่า เรื่องราวของวันสิ้นโลก เป็นแค่แฟนตาซีที่ห่างไกลความเป็นจริง แต่ในภาวะที่เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวสงคราม ที่ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง โลกที่อารยธรรมล่มสลาย ก็อาจเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คิด

นอกจากนี้ นิยายเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ยังเป็นเหมือนการรีเซ็ตโลกอีกครั้ง นำพาเรากลับคืนสู่ยุคที่ปราศจากเทคโนโลยี ไม่มีสัญญานอินเทอร์เน็ต ไม่มีโลกเสมือนจริง ไม่มีมีมหรือคลิปไวรัลให้ดู มีแต่โลกที่ดิบ กระด้างและจริงจัง โลกที่เราไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าปัจจัยสี่ เพียงแค่อาหารกระป๋องหนึ่งกระป๋อง ก็มีค่ายิ่งกว่าบิทคอยน์หนึ่งเหรียญ

และที่สำคัญ ในโลกที่ทุกอย่างล่มสลายนี้เอง คือโลกที่เราถูกโยนคำถามใส่หน้าตรงๆ ว่า ‘จริยธรรม’ คืออะไร การเข่นฆ่าเพื่อความอยู่รอด จะเป็นบาปมหันต์แค่ไหน และบาปมหันต์นั้น มีน้ำหนักมากหรือน้อยแค่ไหน หากเทียบกับการได้อยู่ต่อไปในโลกใบนี้อีกหนึ่งวัน

ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่วรรณกรรมวันสิ้นโลก หนังสือเล่มนี้ มีชื่อว่า Z for Zachariah หรือชื่อในภาษาไทยว่า สูญมนุษย์วันสิ้นโลก เขียนโดย Robert C. O’Brien และแปลโดย วิลา วศินสังวร ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ทั้งในแง่ของบรรยากาศในหนังสือที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยวเหงาและอ้างว้าง รวมถึงแง่คิดในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน

แน่นอนว่า มีหนังสือนับไม่ถ้วน ที่เคยตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคน แต่ ‘สูญมนุษย์วันสิ้นโลก’ อาจจะเป็นหนังสือเล่มเดียว ที่แตะประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) ในโลกที่หลงเหลือมนุษย์เพียงแค่สองคน

แอน เบอร์เด็น เด็กสาววัยสิบหก เชื่อว่าเธอคือมนุษย์คนสุดท้ายในโลกใบนี้ โลกที่อารยธรรมทุกอย่างเพิ่งถูกทำลายลงราบคาบด้วยอาวุธนิวเคลียร์  กัมมันตรังสียังปนเปื้อนพื้นที่ส่วนใหญ่ รวมถึงแหล่งน้ำจืด หลายสิ่งหลายอย่างกลายเป็นพิษ 

แต่แอนก็เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดในโลกอันโหดร้ายได้ เธอเรียนรู้ที่จะดื่มน้ำ ใช้น้ำ และตกปลา เฉพาะแต่ในลำธารที่ยังมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายอาศัยอยู่ เพราะนั่นแปลว่า ลำน้ำสายนั้นรอดพ้นจากการปนเปื้อนกันมันตรังสี เธอเรียนรู้ที่จะเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ เลี้ยงวัวไว้รีดนมสำหรับดื่ม รวมถึงพึ่งพาอาหารแห้ง และอาหารกระป๋อง ในร้านขายของชำใกล้บ้านอย่างประหยัด ซึ่งแน่นอนว่า อาหารเหล่านี้ คือทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัด หากหมดแล้วก็คือหมดเลย

ก่อนหน้านี้ หลังสงครามนิวเคลียร์สงบลง แอน ยังมีพ่อแม่และน้องชาย รวมถึงญาติและเพื่อนบ้านอีกหลายคน แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนค่อยๆ ล้มตายไป (น่าจะเป็นผลมาจากการปนเปื้อนกัมมันตรังสี) สุดท้าย พ่อและแม่ พร้อมเพื่อนบ้าน ขับรถออกไปสำรวจหมู่บ้านอื่น เพื่อดูว่าจะมีลู่ทางย้ายถิ่นฐานไปในที่ๆ ที่ปลอดภัยกว่านี้ มีอาหารการกินสมบูรณ์กว่านี้

แต่สุดท้าย ไม่มีใครกลับมา รวมถึงโจเซฟ น้องชายของแอน ซึ่งควรจะอยู่เป็นเพื่อนเธอในวันที่พ่อแม่ออกไปสำรวจหมู่บ้านอื่น เธอเชื่อว่าโจเซฟคงแอบตามขึ้นรถไปด้วย หรืออาจจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ แอน เด็กสาววัยสิบหก ต้องอยู่ลำพังคนเดียวในโลกที่ไม่หลงเหลือมนุษย์อีกแล้ว

แอนเขียนบันทึกประจำวัน เพื่อที่จะได้รู้สึกว่าตัวเองยังมีคนคุยด้วย ในโลกที่แสนจะเปลี่ยวร้าง อีกเหตุผลหนึ่ง ก็เพื่อจดจำรายละเอียดของเรื่องราวที่เกิดขึ้น เผื่อว่าในอนาคต เธออาจได้พบกับมนุษย์คนอื่น จะได้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้เขาหรือเธอฟัง

แต่นั่นก็เป็นความหวังที่แสนเลื่อนลอย เพราะแอน ไม่เคยพบเจอมนุษย์คนอื่นมานานมากแล้ว เธอเริ่มเชื่อว่า ตัวเอง คือมนุษย์คนสุดท้ายที่เหลือรอดในโลกใบนี้ โลกที่ถูกทำลายด้วยอาวุธนิวเคลียร์ อันเป็นผลจากการกระทำของคนบ้า เสียสติ และโง่เขลา (ประโยคสุดท้าย ในหนังสือไม่ได้บอกไว้หรอกครับ แต่ผมเพิ่มเข้าไปเอง)

จนกระทั่งวันหนึ่ง ในเดือนพฤษภาคม แอนมองเห็นควันลอยจากที่ไกลๆ นอกหมู่บ้าน ควันสายเล็กๆ บ่งบอกว่า ไม่ใช่ไฟป่า แต่มาจากคนจุดกองไฟ และนั่นแปลว่า เธอไม่ใช่มนุษย์คนเดียวในโลกนี้ ยังมีคนอื่นที่รอดชีวิตอยู่ แต่เธอไม่รู้เลยว่า คนๆ นั้นจะเป็นคนดี หรือคนร้าย เธอไม่รู้เลยว่า ควรจะพบเจอคนๆ นั้นหรือไม่ เพราะใครจะบอกได้ว่า สิ่งที่มนุษย์คนนั้นต้องการ คือ การผูกมิตรกับเด็กสาว หรือการแย่งชิงอาหารทั้งหมดเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

แอนตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำบนเขา เธอใช้กล้องส่องทางไกล คอยมองดูควันจากกองไฟ ที่ค่อยๆ ขยับมาใกล้บ้านเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นแปลว่า คนๆ นั้นกำลังเดินทางมุ่งตรงมาที่บ้านของเธอ

ในที่สุด แอนก็เห็นหน้าคนๆ นั้น เขาเป็นผู้ชาย อายุน่าจะสามสิบปี สวมชุดป้องกันกัมมันตรังสีทั้งตัว ไว้เคราครึ้ม แต่ก็ดูดีมีเสน่ห์ ถึงกระนั้น แอนยังไม่กล้าปรากฎตัวต่อหน้าเขา ได้แต่เฝ้าดูห่างๆ ผ่านกล้องส่องทางไกล

จนวันที่ชายหนุ่มคนนั้นลงไปว่ายน้ำในลำธารสายหนึ่ง ซึ่งแอนรู้ว่าลำน้ำนั้นเป็นพิษเพราะกัมมันตรังสี แต่ชายหนุ่มคนนั้นไม่รู้ เขาจึงล้มป่วยหนัก ตอนนั้นเอง แอนตัดสินใจออกจากที่ซ่อน และเปิดเผยตัวเพื่อช่วยพยาบาลชายหนุ่มคนนั้น

หลังจากนั้น ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ชายหนุ่มคนนั้น มีชื่อว่า จอห์น อาร์. ลูอิส เขาเป็นนักเคมีจากนิวยอร์ก เป็นหนึ่งในทีมพัฒนาชุดป้องกันกัมมันตรังสี ซึ่งก็คือชุดที่เขาใส่ ชุดนี้ช่วยให้เขารอดพ้นจากพิษกัมมันตรังสีระหว่างการเดินทางเพื่อเสาะหาเพื่อนมนุษย์ที่ยังหลงรอดชีวิต แต่ถึงแม้เขาจะเชี่ยวชาญด้านกัมมันตรังสี เขาก็ยังสะเพร่าเลินเล่อลงไปในน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี จนล้มป่วยอย่างหนัก

ชายหนุ่มและเด็กสาว ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์คู่สุดท้ายบนโลกใบนี้ ช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน แอนคอยพยาบาล ทำอาหาร รวมถึงปลูกผักเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นอาหารสำหรับคนสองคน ส่วนจอห์น ซึ่งร่างกายยังอ่อนแอ ก็สอนให้เด็กสาว เรียนรู้ที่จะซ่อมแซมอุปกรณ์หลายอย่าง เพื่อช่วยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

หากหนังสือเล่มนี้เป็นแค่เทพนิยายสำหรับเด็ก เรื่องราวคงจบลงด้วยประโยคที่ว่า “ในที่สุด แอนและจอห์นก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แม้ว่าโลกจะล่มสลายแล้ว แต่ทั้งคู่ก็จะช่วยกันฟื้นฟูและสร้างมันขึ้นมาใหม่”

น่าเสียดาย หนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็ก เรื่องราวจึงดำเนินต่อไปในทิศทางที่เลวร้ายลง จอห์นเริ่มแสดงตัวตนในด้านมืดออกมาให้เห็น เขาเคยสังหารเพื่อนร่วมงาน เพื่อแย่งชิงชุดป้องกันกัมมันตรังสี ซึ่งจะว่ากันจริงๆ ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า การกระทำของเขาเป็นสิ่งเลวร้าย เพราะหากจอห์นไม่ทำเช่นนั้น เขาก็จะเป็นฝ่ายที่ตายไป ขณะที่เพื่อนได้ชุดป้องกันกัมมันตรังสี ที่ช่วยให้รอดชีวิตต่อไปได้

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้น จอห์นเริ่มแสดงบทบาทผู้นำเผด็จการ เขาต้องการครอบครองและครอบงำทุกอย่าง คอยบงการให้แอนต้องทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูก โดยไม่ยอมรับฟังความเห็นต่างใดๆ

ดูเหมือนว่า พิษจากกัมมันตรังสีในลำธาร ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายของจอห์นล้มป่วย หัวใจของเขาก็ปนเปื้อนและกลายเป็นพิษเช่นกัน หรือมิเช่นนั้น หัวใจของจอห์นก็คงเป็นพิษอยู่แต่แรกแล้ว เพียงแต่กัมมันตรังสีทำให้ความเป็นพิษนั้น ถูกมองเห็นได้ง่ายขึ้น

หลังวันโลกล่มสลาย กัมมันตรังสีจากอาวุธนิวเคลียร์ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างปนเปื้อนและกลายเป็นพิษ ไม่เว้นแม้แต่ความสัมพันธ์ของคนสองคน ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์สองคนสุดท้ายบนโลกใบนี้

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ หรือ Toxic Relationship คือ หนึ่งในปัญหาที่อยู่คู่กับมนุษย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่สัตว์สันโดษที่อยู่ลำพังตัวคนเดียว หากแต่เป็นสัตว์สังคม ที่ความอยู่รอดของเรา ผูกติดอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับบุคคลอื่น

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ หรืออาจเรียกในชื่ออื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ที่บั่นทอน ความสัมพันธ์แบบฉุดรั้ง หรือความสัมพันธ์ที่ไร้ความสุข เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสัมพันธภาพทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ฉันคู่สามีภรรยา คู่รัก เพื่อน หรือกระทั่งเพื่อนร่วมงาน

ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อไหน และไม่ว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ คือสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ ด้วยถ้อยคำที่บั่นทอนความรู้สึก และท่าทีที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่ำต้อยกว่า มีแต่จะทำให้ผู้ตกอยู่ในภาวะความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ จะยิ่งมีสุขภาพจิตที่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ

บทความทางจิตวิทยาหลายชิ้น ชี้ว่า คนที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์เป็นพิษ มักจะเป็นคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตอยู่แล้ว เช่น อาจมีภาวะบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissism) หรืออาจมีระดับความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ (Low Self-esteem) หรือแม้แต่เคยมีบาดแผลทางใจในอดีต (Trauma) 

ถึงกระนั้น แม้ว่าผู้ตกเป็นเหยื่อความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ จะรู้ หรือไม่ว่า ต้นเหตุของปัญหาไม่ได้มาจากตัวเอง หากแต่มาจากความเป็นพิษที่มีแต่แรกของอีกฝ่าย แต่การก้าวออกจากความสัมพันธ์นั้น กลับทำได้ยากแสนยาก ซึ่งอาจเป็นเพราะความรู้สึกผูกพัน หรือเสียดายความสัมพันธ์ดีๆ ที่เคยมี

Tags:

ความสัมพันธ์Toxic relationshipนิยายหนังสือ

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    เพื่อนคนเก่ง: ในมิตรภาพอันแสนซับซ้อนนั้นมีทั้งความรักและความอิจฉา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ความฝันที่ล้มเหลวไม่เจ็บปวดเท่าความฝันที่ไม่ได้ลงมือทำ: คิริโกะกับคาเฟ่เยียวยาใจ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    Normal People: จะรวยหรือจน…ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ในโมงยามแห่งความรัก เราทุกคนล้วนบ้า…และมาจากดวงจันทร์

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ปิราเนซิ: โลกแสนงดงามเมื่อถูกสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

NET PAMA RESCUE ชวนเปลี่ยนความหวังดีที่ชวนทะเลาะ เป็นการสื่อสารที่โอบอุ้มหัวใจลูก
Family Psychology
7 April 2026

NET PAMA RESCUE ชวนเปลี่ยนความหวังดีที่ชวนทะเลาะ เป็นการสื่อสารที่โอบอุ้มหัวใจลูก

เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์

  • เปลี่ยนจากผู้ควบคุมมาเป็นผู้อยู่เคียงข้าง จากการบ่นเป็นการถาม และให้ความสำคัญกับความรู้สึกลูกก่อนตัดสินถูกผิด จะทำให้ความรักความหวังดีจากพ่อแม่ส่งถึงหัวใจของลูกในที่สุด
  • กรณีที่เด็กทะเลาะกัน พวกเขาติดอยู่ในโหมดอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ การที่พ่อแม่พยายามสื่อสารด้วยโหมดเหตุผลผ่านการตัดสินถูกผิด สำหรับลูก…อย่างไรก็ไม่ยุติธรรม
  • การเริ่มต้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี พ่อแม่ต้องหยุดวงจรความตกใจ พึงระลึกเสมอว่าการกระทบกระทั่งกันของเด็กเป็นเรื่องธรรมชาติ หากพ่อแม่ตกใจ อารมณ์ลบจะครอบงำคำพูดและพฤติกรรมทันที 

อยากคุยกับลูกดีๆ สักครั้ง แต่ทำไมถึงจบลงด้วยการทะเลาะกันทุกที?

เชื่อว่าพ่อแม่หลายๆ บ้านคงเคยพบเจอปัญหาลักษณะนี้อย่างแน่นอน ทั้งที่รักและห่วงใย แต่ทำไมความหวังดีที่ส่งออกไปจึงกลายเป็นอาวุธที่ทำร้ายจิตใจลูกแล้วย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง หลายครั้งบทสนทนาจบลงด้วยการใช้อารมณ์ หรือไม่ก็กลายเป็นความเงียบงันหันหลังให้กัน 

แล้วจะทำอย่างไรให้ความปรารถนาดีของพ่อแม่ส่งไปถึงลูกได้อย่างที่ตั้งใจ รายการ NET PAMA RESCUE โดย ผศ.ดร.พัชรินทร์ เสรี (ครูริน) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กพิเศษ และ ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร (ครูหม่อม) อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับ คุณณัฐเชษฐ เลิศคชลักษณ์ (พ่อป๊อก) เจ้าของ โรงเรียนดนตรีวรารัตน ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการเปลี่ยนพลังลบให้เป็นพลังบวก เพื่อสร้างการสื่อสารที่เข้าถึงใจลูกได้อย่างแท้จริง

คุณพ่อเปาบุ้นจิ้น เมื่อความยุติธรรมแบบผู้ใหญ่ทำร้ายใจเด็ก

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนภาพได้ชัดเจนที่สุดคือ กรณีพี่น้องทะเลาะกัน พ่อป๊อก-ณัฐเชษฐ เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองในอดีตที่เคยมั่นใจในบทบาทเปาบุ้นจิ้น ประจำครอบครัวว่า พยายามใช้ความยุติธรรมตามมาตรฐานผู้ใหญ่มาตัดสินความผิดของเด็ก โดยดูว่าใครเริ่มก่อน ใครแกล้งใคร แล้วก็จบลงด้วยการลงโทษคนผิดตามความเหมาะสม ซึ่งพอลงโทษลูกจบก็ได้ไปเล่าเรื่องราวให้ภรรยาฟังถึงความดีของเปาบุ้นจิ้น แต่กลับได้คำตอบจากภรรยามาว่า เด็กยังเล็กอยู่ทำไมไปทำอย่างนั้น แล้วก็โกรธไม่ยอมกินข้าวด้วย ลูกก็หนีไปอยู่กับแม่ ทิ้งให้พ่อป๊อกนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นี้พ่อป๊อกได้ย้อนกลับมาทบทวนอีกครั้ง 

“เราเคยภูมิใจว่าเราส่งเจตนาที่ดี เราเป็นพ่อที่ยุติธรรม…ถูกไหม แต่ว่าพอเราทำแบบนี้ เราก็รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเวย์ที่ผิดละ รู้สึกว่า เอ๊ะ มันไม่น่าจะใช่นะ ทำไมคนดีอย่างเราไม่มีที่ยืน” 

คุณณัฐเชษฐ เลิศคชลักษณ์ (พ่อป๊อก)

ในมุมของผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกเชิงบวก ครูหม่อม-ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อธิบายว่าในขณะที่เด็กทะเลาะกัน พวกเขาติดอยู่ในโหมดอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ การที่พ่อแม่พยายามสื่อสารด้วยโหมดเหตุผลผ่านการตัดสินถูกผิด สำหรับลูก…อย่างไรก็ไม่ยุติธรรม

“ไม่ว่าเราจะตัดสินให้ยุติธรรมยังไง ตามถูกตามผิด สำหรับลูกยังไงก็ไม่ยุติธรรม เนื่องจากว่าเด็กคนหนึ่งเวลาเราตัดสินคนนี้ถูก คนนี้ผิด คนที่ผิดก็จะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม และอย่างที่บอกว่าเราจะไม่ทะเลาะกันครั้งเดียว คนที่ถูกครั้งนี้ครั้งต่อไปก็อาจจะผิดได้ แล้วเมื่อไหร่ที่เราบอกว่าคนนี้ผิดเค้าก็จะมองว่าพ่อไม่ยุติธรรม เนื่องจากว่าความรู้สึกนึกคิดของเราไม่เท่ากัน”

สำหรับเด็ก ความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงการหาคนผิด แต่คือการที่ความรู้สึกของเขาได้รับการรับรอง การตัดสินในขณะที่เด็กอารมณ์ยังไม่สงบจะทำให้ฝ่ายที่ถูกระบุว่าผิดรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเสมอ 

ซึ่งครูหม่อมได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “เราอยู่ที่ความถูกผิด อยู่ที่เหตุและผล แต่ลูกของเรากำลังอยู่ที่ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกอยากเอาชนะ หรือความรู้สึกว่าอันนี้แหละมันถูกต้อง คือเราอยู่กันคนละโหมด เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะตัดสินยังไงก็จะไม่ยุติธรรม”

โดยสิ่งที่ครูหม่อมแนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กแสดงออกในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้คือ การเข้าไปกอดปลอบ เข้าไปโอบอุ้มความรู้สึกของเด็ก อย่าเพิ่งเข้าไปตัดสินถูกผิดด้วยบทบาทของเปาบุ้นจิ้น และหลังจากที่ลูกสงบสติอารมณ์ของตัวเองให้เย็นขึ้นได้แล้ว จึงค่อยๆ เข้าไปสั่งสอนด้วยเหตุและผล พร้อมทั้งร่วมกันหาทางออกไปด้วยกันกับลูก

“ถูกผิดไม่สำคัญเท่ากระบวนการในการแก้ไข ว่าครั้งนี้เราจะทำยังไงกัน แล้วครั้งหน้าจะทำอย่างไร ซึ่งเราอาจจะต้องบอกเจตนาของเราว่าไม่ชอบที่จะเห็นลูกมีพฤติกรรมแบบนี้เลยนะ หรือถ้าเกิดความขัดแย้งกันแล้วเราจะต้องทำยังไงกันต่อสำหรับบ้านเรา ซึ่งตรงนี้ต้องคุยกันตอนที่เขาอารมณ์ดีๆ ก็จะได้ผลอย่างที่บอก 

อีกอันหนึ่งคือในเรื่องของเหตุการณ์ที่มีอยู่ทุกวัน ถ้าสมมติว่าเราจัดการด้วยวิธีการเดิม เด็กจะเรียนรู้เลยว่าทะเลาะกันไปพ่อแม่ก็ไม่ได้เข้าข้างใคร เราควรจะทำยังไงกันต่อ เราควรจะตกลงกันเองไหม เพราะว่าไปฟ้องแล้วพ่อแม่ก็ไม่ได้เข้าข้างใคร มันก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าต้องเจรจาด้วยกันเองแล้วล่ะว่าเราจะทำอย่างไรดี” ครูหม่อม กล่าว

ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร (ครูหม่อม)

สภาวะหูดับ เมื่อการสื่อสารกลายเป็นมลพิษทางเสียง

เคยไหมที่พูดเท่าไหร่ลูกก็ไม่ฟัง? บางครั้งอาจไม่ใช่เพราะเด็กจงใจดื้อใส่ แต่มาจากสภาวะข้อมูลล้นเกิน ที่เกิดจากการที่พ่อแม่ส่งข้อมูลซ้ำซากหรือคำบ่นที่เด็กรู้อยู่แล้ว จนทำให้เด็กเกิดอาการปิดรับข้อมูลอัตโนมัติเมื่อได้รับคำสั่งหรือคำสอนที่เป็นชุดข้อมูลเดิมซ้ำๆ โดยสมองจะเรียนรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นพิษต่อความรู้สึกและปิดการรับรู้เพื่อปกป้องตนเอง 

ครูริน-ผศ.ดร.พัชรินทร์ เสรี อธิบายกลไกนี้ไว้ว่า “ทุกวัยหูดับได้ ไม่ใช่เฉพาะเด็ก ซึ่งจริงๆ แล้วก่อนที่หูจะดับเครื่องส่งน่าจะมีปัญหา อาจจะแบบว่าโอเวอร์โหลด ข้อมูลเยอะเกินไม่รู้จะฟังยังไง มันระคายเคืองหูเหลือเกินปิดเครื่องเลยดีกว่า” 

ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าระหว่างพ่อแม่กับลูก ชุดความคิดย่อมต่างกัน การพูดหรือบ่นซ้ำๆ จึงไม่ได้สร้างความเข้าใจอย่างที่คิด ทางที่ดีพ่อแม่ควรหันรับฟังให้มากขึ้น

“พ่อแม่บางคนบ่นจู้จี้จุกจิกตำหนิแล้วปากก็บอกว่ารัก เด็กก็งงมากเลยว่ารูปแบบที่พ่อแม่รักเป็นแบบนี้เหรอ คงเป็นแบบนี้มั้ง มันจะสับสนมาก แล้วเขาก็จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่สับสนเรื่องนี้ด้วย”

นอกจากพูดชุดข้อมูลเดิมๆ ซ้ำๆ แล้ว ยังมีกรณีตัวอย่างของคุณแม่รายหนึ่งที่มักแม้จะใช้การสื่อสารเชิงบวกกับลูก แต่ทุกครั้งจะต่อท้ายด้วยคำว่า ‘แต่’ เหมือนเป็นการชี้ข้อบกพร่อง สิ่งที่ควรปรับปรุง หรือกระตุ้นให้ลูกทำดีกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก จนทำให้ลูกแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ ว่า แทนที่จะดีใจ กลับต้องมาเสียใจกับคำว่า ‘แต่’ นี่เอง 

ครูหม่อมกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่ใช่ทุกบ้านทุกครอบครัวที่ลูกจะสามารถพูดคุยกับพ่อแม่ตรงๆ ได้ ดังนั้นการคัดกรองคำพูดที่จะใช้ในการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ 

“คำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นเชิงบวกอาจถูกทำลายได้ด้วยคำว่า แต่ เพียงคำเดียว ซึ่งสามารถลบล้างความภาคภูมิใจทั้งหมดที่มีของลูกให้พังลงได้”

เทคนิคการจีบลูกเพื่อส่งต่อเจตนาที่ดีให้ถูกจุด

แล้วจะสื่อสารอย่างไรถึงจะส่งต่อความรักและหวังดีให้ถึงลูกได้อย่างครบถ้วน?

พ่อป๊อกได้เปรียบเทียบวิธีการเลี้ยงลูกกับการจีบสาวไว้อย่างน่าสนใจว่า “การจีบสาวกับการเลี้ยงลูก คือลักษณะของการส่งต่อสิ่งดีๆ 

ทำไมเวลาเราจีบสาวเรามีจังหวะจะโคนในการที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้กับเขา..ถูกไหม แต่ถ้าเราส่งมอบเยอะเกินไป รุกหนักเกินไปสาวก็สามารถหนีได้ แต่ว่าในลักษณะของลูก คือลูกหนีไม่ได้ เพราะว่าลูกเป็นลูกเราตลอดไป พอคิดว่าลูกหนีไม่ได้ เราก็คิดว่าตัวเองที่เป็นพ่อแม่มีอำนาจเหนือลูก ก็จะเริ่มเพิ่มความกดดันให้กับเขา จนนำไปสู่เรื่องของการผิดใจทะเลาะกัน”

ครูหม่อมขยายความเพิ่มเติมมุมมองของพ่อป๊อกว่า “จริงๆ แล้วมันเหมือนการจีบสาว ต้องมีลูกล่อลูกชน มีลีลานิดนึง ต้องเริ่มต้นที่มายด์เซ็ตว่าลูกคือคนที่เราอยากได้ใจเขา ไม่ใช่ว่าคนที่จะไปควบคุม”

การเริ่มต้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี พ่อแม่ต้องหยุดวงจรความตกใจ พึงระลึกเสมอว่าการกระทบกระทั่งกันของเด็กเป็นเรื่องธรรมชาติ หากพ่อแม่ตกใจ อารมณ์ลบจะครอบงำคำพูดและพฤติกรรมทันที 

ครูรินอธิบายเพิ่มเติมว่า พ่อแม่ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตว่ายังไงเด็กก็ทะเลาะกัน “มันจะทำให้เหตุการณ์นั้นไม่กระตุ้นความรู้สึกของพ่อแม่ให้โกรธหรือโมโห เพราะว่าเรายอมรับได้ว่ายังไงเด็กก็ต้องทะเลาะกัน เขาเรียกว่าอนุญาตให้เด็กได้มีเหตุการณ์เป็นไปตามวัย”

ผศ.ดร.พัชรินทร์ เสรี (ครูริน)

นอกจากนี้ การใช้คำถามปลายเปิดแทนการสั่ง ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยฝึกทักษะการแก้ปัญหาให้กับลูก คุณพ่อป๊อกได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ลูกทะเลาะกัน แล้วเข้าไปกอดปลอบให้ใจเย็นลง ก่อนใช้วิธีการตั้งคำถามในการแก้ไขปัญหาว่า 

“หนูคิดว่าตัวหนูจะทำยังไงถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ พอเขาตอบกลับมาว่าคนพี่อาจจะต้องตีน้องก่อน เราก็จะบอกว่าถ้าเกิดหนูตีน้องหนูก็จะผิดด้วยนะ สิ่งที่ถูกต้องคือหนูอาจจะลองเอาของเล่นอื่นไปแลกกับของน้องไหม หรือถ้ามันเกินความควบคุมแล้วให้มาบอกคุณพ่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะจบลงด้วยดีถ้าเป็นในลักษณะแบบนี้” 

นอกจากการแก้ปัญหาโดยเน้นไปที่ความรู้สึกของลูกก่อน จากนั้นค่อยตั้งคำถามให้ลูกได้ฝึกคิด อีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ คือการที่พ่อแม่รู้จักอดทนรอ ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

คุณพ่อป๊อกเล่าว่า “ตัวเองเคยบอกให้ลูกทานผักอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังให้คนอื่นช่วยกันบอก แต่ลูกก็ไม่ยอมทานผักสักที จึงได้บอกกับลูกว่าถ้าไม่ทานผักจะทำให้ท้องผูกแล้วเจ็บก้น ซึ่งครั้งนี้คุณพ่อป๊อกไม่ได้คาดหวังให้ลูกทานผักอีกต่อไปเนื่องจากได้พูดย้ำไปหลายรอบแล้ว จนในที่สุดวันที่ลูกท้องผูกก็มาถึง เขาได้เข้ามาเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้มีอาการถ่ายยาก พ่อป๊อกจึงได้ใช้จังหวะที่ลูกต้องการความช่วยเหลือตั้งคำถามว่า “หนูคิดว่ารอบหน้าเราจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดี” พอเขาตอบกลับมาว่า “อาจจะต้องทานผักและผลไม้” นั่นแสดงว่าสมองของเด็กได้ทบทวนเหตุผล ทั้งยังจำคำพูดที่เราเคยบอกไปแล้วได้ และเลือกที่จะตัดสินใจทานผักด้วยตัวเอง”

พ่อแม่ต้องรู้จักจัดการสติของตัวเองให้เป็น

หัวใจสำคัญของการส่งมอบเจตนาที่ดีให้กับลูกคือ ‘สติ’ ของพ่อแม่ 

“พ่อแม่ต้องสะสมสติ การจัดการอารมณ์ของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องที่โตแล้วต้องจัดการได้ บางทีสิ่งแวดล้อมมันทำให้เราเหนื่อย ก็อาจจะทำให้เรามีแรงทนทานต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้น้อยลง” 

ครูรินกล่าว พร้อมให้คำแนะนำไว้ว่า การสะสมสติอาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น การฝึกรู้เท่าทันอารมณ์หงุดหงิดในชีวิตประจำวันของตัวเอง ก่อนจะไปรับมือกับสถานการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นกับลูก การดูแลใจตนเองเพื่อสร้างพลังงานสีเขียวไว้เป็นต้นทุนทางอารมณ์ เช่น การออกไปทำกิจกรรมส่วนตัว แต่งหน้า ทำผม ทำเล็บ ฯลฯ 

“แล้วถ้าหากวันไหนที่เราอารมณ์ไม่คงที่ หรือไม่โอเคจากโลกภายนอก ให้บอกลูกไปตรงๆ ว่าวันนี้พ่อแม่ยังไม่พร้อม การกระทำเหล่านี้จะช่วยให้ทุกฝ่ายมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ทั้งยังลดความเสี่ยงในการทะเลาะกัน” ซึ่งครูรินยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า 

“ทุกคนมีขอบเขตของตัวเอง ว่าจะให้ใครเข้ามาในเวลาไหน ถ้ายังไม่พร้อมก็บอกลูกได้ว่าตอนนี้พ่อแม่ยังไม่โอเค พ่อแม่ขอเวลา ซึ่งลูกเขาก็จะรู้และเคารพความรู้สึกของคนอื่นด้วยว่ายังไม่ถึงเวลา เพราะฉะนั้นให้รอ ลูกต้องฝึกรอ”

ท้ายที่สุดแล้ว เจตนาที่ดีจะส่งผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่มีสติ มีความเข้าใจ และมีการสื่อสารกับลูกอย่างถูกวิธี การปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ตเพียงเล็กน้อย จากการเป็นผู้ควบคุมมาเป็นผู้อยู่เคียงข้าง เปลี่ยนจากการบ่นมาเป็นการถาม และการให้ความสำคัญกับความรู้สึกลูกก่อนตัดสินถูกผิด จะทำให้กำแพงที่เคยขวางกั้นระหว่างกันค่อยๆ ทลายลง ความรักความหวังดีจากพ่อแม่ย่อมส่งถึงหัวใจของลูกได้ในที่สุด

Tags:

การเลี้ยงลูกเน็ตป๊าม้า (Net PAMA)ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกรคำพูดการสื่อสารเชิงบวกผศ.ดร.พัชรินทร์ เสรีณัฐเชษฐ เลิศคชลักษณ์บทบาทพ่อแม่

Author:

illustrator

ผ่องอำไพ รำพรรณ์

Related Posts

  • Online Parenting Theory-nologo (2)
    Family Psychology
    สารพัดทฤษฎีเลี้ยงลูกออนไลน์ พ่อแม่ควรทำอย่างไรท่ามกลางข้อมูลที่ท่วมท้น

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ‘ปลอบก่อน สอนที่หลัง ฟังให้มาก ชื่นชมให้บ่อย’ 4 เทคนิคสร้างวินัยเชิงบวก: ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Movie
    This is Paris : แผลในใจของ ‘ปารีส ฮิลตัน’ กับการเลือกคาแรกเตอร์ลูกคุณหนูสุดซ่าเพื่อปิดแผลนั้นกว่าสิบปี

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Early childhood
    “เด็กแต่ละคนปีนต้นไม้ไม่เหมือนกัน ถ้าเราไม่เชื่อ เราจะไม่เห็น” ชั้นหนึ่ง (First Grade)

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี

  • Family Psychology
    การเข้าใจผิดเรื่องการเลี้ยงดู EP.1 ชวนสำรวจว่าเรากำลังเป็นพ่อแม่เฮลิคอปเตอร์อยู่หรือเปล่า?

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

เมษาลาตะวัน: ชั่วขณะหนึ่ง ที่ซึ่งหัวใจได้เจอ ‘บ้าน’ ที่แท้จริง
Book
4 April 2026

เมษาลาตะวัน: ชั่วขณะหนึ่ง ที่ซึ่งหัวใจได้เจอ ‘บ้าน’ ที่แท้จริง

เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์

  • ‘เมษาลาตะวัน’ เป็นผลงานวรรณกรรมไทยร่วมสมัย ของ September’s Blue ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายสามคน เมษา ตะวัน และไนท์ ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นคนอื่นจากคนในครอบครัว
  • หนังสือสะท้อนความหมายของ ‘บ้าน’ ผ่านชีวิตของตัวละครที่เผชิญความเจ็บปวด ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ และการเติบโตท่ามกลางความโดดเดี่ยว จนค่อยๆ เรียนรู้คุณค่าของความรัก ความใส่ใจ และการมีที่พักพิงทางใจ
  • การที่เราจะรู้สึกโกรธหรือเสียใจที่ไม่ได้รับความรักอย่างที่คาดหวัง หรือถูกมองข้ามไป ก็คงไม่แปลกอะไร เพียงแต่อยากให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกเช่นนี้ รักตัวเอง โอบกอดและยอมรับในทุกความรู้สึก

‘บ้าน’ สำหรับคุณหมายถึงอะไร หลายคนอาจตอบว่าบ้านคือที่อยู่อาศัย บ้างตอบว่าบ้านคือห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่สำหรับบางคน บ้าน…แท้จริงแล้วก็คือ ‘ครอบครัว’ 

คำตอบของแต่ละคนนั้นไม่มีถูกไม่มีผิด ทั้งยังไม่แปลกเลยด้วยซ้ำที่หลายๆ คนจะให้ความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ แตกต่างกันออกไป เนื่องจากความคิด ทัศนคติ หรือประสบการณ์ที่แต่ละคนเคยได้รับมานั้นไม่เหมือนกัน แต่ถ้าจะให้นิยามคำว่าบ้านในอุดมคติแล้วล่ะก็…สำหรับเราคงจะหมายถึง สถานที่ที่อยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย สร้างความสบายใจ และก็มอบความอบอุ่นให้อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้าหากมันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว…จะยังสามารถเรียกสิ่งนี้ว่าบ้านได้อยู่หรือเปล่า

คำถามนี้ชวนให้เรานึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า เมษาลาตะวัน ผลงานวรรณกรรมไทยร่วมสมัย ของ September s Blue จากสำนักพิมพ์ P.S. Publishing ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายสามคน เมษา ตะวัน และ ไนท์ ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นคนอื่นจากคนในครอบครัว และโหยหาการมีบ้านให้กลับ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์อันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของแต่ละครอบครัวเอาไว้ ผ่านมุมมองของตัวละครหลักอย่าง ‘เมษา’

เพราะแต่ละคนย่อมมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ‘ตะวัน’ เด็กหนุ่มลูกครึ่งผมทองวัยสิบเจ็ดปี เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้านของเมษาได้ไม่นาน เขาอาศัยอยู่กับพ่อที่แต่งงานใหม่มาแล้วเจ็ดครั้ง ทำให้ตั้งแต่เด็กเขามักโดนแม่เลี้ยงทำร้ายร่างกายด้วยความรุนแรงอยู่เสมอ  กอปรกับการที่พ่อเองก็มัวแต่ทำงาน แถมยังรับไม่ได้กับการที่เขาชอบผู้ชาย จึงยิ่งทำให้พ่อไม่ได้ใส่ใจเขามากเท่าที่ควร ซ้ำยังโชคร้ายที่เขาจำหน้าหรือเรื่องราวเกี่ยวกับแม่แท้ๆ ของตัวเองไม่ได้เลย

        ‘ไนท์’ เป็นเพื่อนร่วมห้องเพียงคนเดียวของเมษา ในตอนแรกเขาก็ไม่ได้สนิทกันถึงขั้นรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอีกฝ่ายมากมายนัก แต่พอได้มีโอกาสพูดคุยกันบ่อยขึ้น จึงทำให้ได้รู้ว่า ครอบครัวของไนท์ทำธุรกิจเปิดร้านคาราโอเกะ ซึ่งในขณะที่ไนท์ช่วยงานที่ร้านก็มักจะถูกลูกค้าคุกคามทางเพศอยู่เป็นประจำ ทั้งโอบไหล่ ลูบไล้บริเวณสีข้าง สัมผัสตัว ฯลฯ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ครอบครัวของไนท์รับรู้และยินยอมให้เกิดขึ้น โดยไม่ได้ใส่ใจหรือคิดที่จะปกป้องไนท์เลยแม้แต่น้อย เพราะต้องการเพียงทิปจากลูกค้า ทั้งยังให้เหตุผลว่า…เป็นผู้ชายเหมือนกัน ไม่มีอะไรสึกหรอ

ส่วนตัวของเมษาเอง คือเด็กชายพูดน้อยวัยสิบห้าปี ที่เห็นเหตุการณ์ในวันที่พ่อกับแม่ทะเลาะกัน จนทำให้พ่อเก็บข้าวของแล้วจากไป เหลือไว้เพียงเขากับแม่ที่ยังคงถูกทิ้งไว้ในบ้านหลังเดิม แล้วหลังจากนั้นไม่นานแม่ก็ทิ้งเขาให้อยู่บ้านคนเดียวซ้ำๆ อีกหลายต่อหลายครั้ง จนบ้านไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นบ้านสำหรับเมษาอีกต่อไป

     หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจไปด้วย ก็คือฉากที่เมษาโดนฝนสาดขณะนั่งอยู่บนรถประจำทาง แล้วมีคุณยายคนหนึ่งยื่นผ้าขนหนูมาให้เมษาคลุมไหล่ พร้อมพูดบอกเขาว่า “เอาไปเถอะลูก” ซึ่งหลังจากคุณยายพูดคำนั้นจบลง ก็มีความคิดหนึ่งดังก้องเข้ามาในหัวของเมษาอย่างชัดเจนว่า “ยายเห็นผมเป็นลูกหลาน ชั่วขณะนั้น ที่นี่คือบ้านผม”

     หลังจากอ่านประโยคนี้จบ มันทำให้เราย้อนนึกถึงเรื่องราวของตัวเองในขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ดันโชคร้ายที่เรากลับป่วยและต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนานนับเดือน บวกกับได้รับคำพูดที่ทำลายกำลังใจเรามากๆ จากพ่อของตัวเอง สิ่งเดียวที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นได้ก็คือคำพูดและการดูแลเอาใจใส่ของคุณหมอเจ้าของไข้ เนื่องจากคุณหมอคอยมาถามไถ่อาการเราอยู่เสมอ ทั้งยังทำในสิ่งที่เราประทับใจมากๆ และจะไม่มีวันลืมเลยนั่นก็คือ การที่คุณหมอมาสระผมให้เพราะเราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทั้งยังสละเวลามาติวหนังสือให้ทุกวัน ชั่วขณะนั้นคุณหมอเองก็เปรียบเสมือนบ้านสำหรับเราเช่นเดียวกัน

นั่นอาจเป็นเพราะ สิ่งที่เรากับเมษาต้องการจริงๆ คือ ‘ความรัก ความใส่ใจ’ สิ่งที่เราไม่เคยได้รับจากพ่อ ส่วนเมษาเองก็ไม่ได้รับจากแม่ บ้านจึงไม่ใช่บ้านในความหมายของพื้นที่อันอบอุ่นปลอดภัยที่โอบอุ้มหัวใจเรา

หลังจากพ่อกับแม่เลิกกัน เมษาต้องดูแลตัวเองเพียงลำพัง เพราะแม่ของเขาที่เป็นพยาบาลเริ่มทำตัวห่างเหิน อ้างว่าต้องขึ้นเวรที่โรงพยาบาลติดต่อกันจนทำให้ไม่สามารถกลับบ้านได้ แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งแม่ก็กลับบ้านมากับผู้ชายที่คาดว่าน่าจะเป็นคนรักใหม่ของแม่ และเด็กหญิงวัยรุ่นราวคราวเดียวกันกับเมษา 

ผู้ชายคนนั้นชื่อ ‘คุณกร’ เป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกันกับแม่ ส่วนเด็กหญิงชื่อ ‘เพตรา’ ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่เมษายังไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ๆ เรื่องราวก็กลายเป็นแม่พาพ่อใหม่กับลูกติดเข้ามาในบ้านโดยไร้คำอธิบายเพิ่มเติม เช่นเดียวกับการที่แม่ไม่เคยพูดถึงสาเหตุที่ทำให้พ่อต้องทิ้งเมษาไป เขาไม่อยากมีพ่อใหม่ เขาอยากอยู่กับแม่ด้วยกันสองคนเหมือนที่ผ่านมา

แม่พาเพตรามาที่บ้านบ่อยขึ้น ทั้งยังสละวันหยุดที่มีเดือนละไม่กี่ครั้งให้เธอ เพื่อพากันทำกิจกรรมสานสัมพันธ์กันอยู่สองคน เมษารู้สึกว่าตัวเองถูกกั้นให้กลายเป็นส่วนเกินโดยสมบูรณ์ ความคิดในหัวตีรวนยุ่งเหยิงกันไปหมด ทั้งอิจฉาที่คนมาทีหลังอย่างเพตราได้สิ่งที่เขาต้องการมาตลอด ทั้งผิดหวังที่แม่ยกเวลาส่วนตัวที่เคยหวงแหนให้คนอื่น พลางนึกย้อนไปในวันที่เขาเล่นน้ำฝนจนป่วย ตอนนั้นเมษาได้แต่คิดว่า “ต่อให้จับไข้ เขาคงจะนอนซมไม่กี่วัน หาหยูกยากินกันเองตามอัตภาพ เขามีบ้าน แต่ในบ้านไม่มีใครใส่ใจพอจะพาเขาไปหาหมอ เพราะแม่ต้องรักษาลูกคนอื่น” แล้วก็เป็นจริงดังที่เมษาคิด สัปดาห์นั้นแม่กลับบ้านมาเจอเขานอนป่วย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจถามอะไรเขามากมาย

“ต้องเลิศเลอเพอร์เฟกต์ขนาดไหนถึงจะได้เป็นคนสำคัญ ต้องทำตัวแบบไหนกันถึงจะมีค่าพอให้ใส่ใจ” นี่เป็นคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเราขณะอ่านประโยคนี้ แล้วเราเองก็เชื่อว่า…ยังมีอีกหลายคนที่สงสัย แล้วก็ยังคงตั้งคำถามในแบบเดียวกันกับเรา ต้องเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม หรือว่าต้องฉลาดหลักแหลมเก่งกาจมากสักเท่าไหร่กัน ถึงจะได้รับความใส่ใจเป็นการตอบแทน

นี่คงเป็นคำถามแทนใจสำหรับใครหลายๆ คนที่อาจจะเคยพบเจอกับเรื่องราวเหตุการณ์คล้ายๆ กับเมษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พ่อแม่แยกทางกัน หรือการที่ถูกคนในครอบครัวเพิกเฉย ไม่ใส่ใจดูแล จนนำมาซึ่งความรู้สึกโดดเดี่ยว ความอิจฉาริษยา และความรู้สึกที่มองว่าตัวเองนั้นเป็นคนนอกสำหรับครอบครัว ซึ่งความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ แม้จะฟังดูไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่ก็อย่าได้โทษตัวเองมากมายนักเลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนล้วนเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการความรักความใส่ใจ โดยเฉพาะจากคนที่เรารัก 

การที่เราจะรู้สึกโกรธหรือเสียใจที่ไม่ได้รับความรักอย่างที่คาดหวัง หรือถูกมองข้ามไป…ก็คงไม่แปลกอะไร เพียงแต่อยากให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกเช่นนี้ รักตัวเอง โอบกอดและยอมรับในทุกความรู้สึก ไม่ว่าดีหรือร้าย แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจ หาทางเยียวยาหัวใจตัวเอง เพื่อที่ในสักวันหนึ่งเราจะได้ค้นพบกับความสุขที่แท้จริงในรูปแบบของตัวเอง

Tags:

วรรณกรรมเมษาลาตะวัน

Author:

illustrator

ผ่องอำไพ รำพรรณ์

Related Posts

  • Book
    เมตามอร์โฟซิส: เมื่อความเป็นคนถูกทำหล่นหาย จนกลายเป็น…

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Playground
    แฟรงเกนสไตน์: บางครั้ง การถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว ก็สามารถสร้างปีศาจร้ายขึ้นมาได้

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    เฟอร์มิน หนู / รัก / หนังสือ:  เรื่องเศร้าเมื่อเราอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Movie
    Charlie and the Chocolate Factory: ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ต้นทางชีวิตและความฝันของเด็ก…เริ่มต้นที่บ้าน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Book
    ข้างหลังภาพ – ไม่ได้มีแค่ความรักในภาพวาด

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

Recent Posts

  • The Fundamentals of Caring: หลักพื้นฐานของการดูแลคนอื่น เริ่มต้นที่การกลับมาโอบกอดและเยียวยาหัวใจตัวเอง
  • สูญสิ้นความเป็นคน: เพราะแหลกสลาย หัวใจแหว่งวิ่น จึงสิ้นสูญ..
  • เปลี่ยนศูนย์เด็กเล็ก จาก ‘ที่ฝากลูก’ เป็น ‘พื้นที่เรียนรู้’ …เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเริ่มต้นที่เด็ก: นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้ก่อตั้ง ICAP
  • Healing is the new high: ไม่มีใครโอบกอดเด็กน้อยในใจเราได้อบอุ่นเท่ากับตัวเราเองในวันนี้อีกแล้ว
  • จากครูผู้สอนสั่ง สู่ครูที่ ‘ฟังอย่างลึกซึ้ง’ และ ‘สื่อสารอย่างเข้าใจ’ ภารกิจติดปีกนางฟ้าให้ครูดูแลหัวใจเด็ก: แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel