Skip to content
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    EF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGrit
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
Creative Leaning
24 August 2026

‘ก้าวสู่รส ก้าวสู่ราก ก้าวสู่โลก’ ห้องเรียน Gastronomy ที่ชวนเด็กเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ชีวิตจริง: โรงเรียนวิชิตสงคราม ภูเก็ต

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • อาหารหนึ่งจานสามารถพาเด็กมองเห็นทั้งผู้คน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลัง
  • ห้องเรียน Gastronomy ไม่ได้หมายถึงเพียงรสชาติหรือการทำอาหาร แต่เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชีวิตและพื้นที่ของผู้เรียน ทั้งผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ต่อยอดสู่โจทย์ ‘อัตลักษณ์บนจานอาหารจังหวัดภูเก็ต’
  • กระบวนการเรียนรู้นี้พาเด็กไปไกลกว่าการเรียนรู้เพื่อตัวเอง เพราะเมื่อพวกเขาเข้าใจพื้นที่และเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัว การนำความรู้นั้นไปสื่อสารและสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

ถ้าเด็กคนหนึ่งมอง ‘หมูฮ้อง’ แล้วไม่ได้เห็นเพียงอาหารจานหนึ่ง หากแต่เห็นเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางเข้ามาสู่ภูเก็ต เห็นวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเริ่มตั้งคำถามว่า ‘ทำไมอาหารจานนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเรา?’ นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ที่พาเขาไปไกลกว่าเรื่องอาหาร

ในห้องเรียนของโรงเรียนวิชิตสงคราม จังหวัดภูเก็ต อาหารจานหนึ่งจึงไม่ได้จบลงที่คำถามว่า ‘อร่อยไหม’ แต่กลายเป็นโจทย์ให้เด็กได้สืบค้น ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และออกไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ผ่านการออกแบบการเรียนรู้ที่เปิดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง และเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตัวเอง

ในเวที ‘The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน’ ตัวแทนโรงเรียนวิชิตสงคราม หนึ่งในโรงเรียนภายใต้โครงการ TSQM-A ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้แก่ นัฐพล หัสนี และ ณัฐนรี มะลิชู รองผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วย วิภาภรณ์ มาลาเวช ครู คศ.2 และ ณิชกุล มหิมา ครู คศ.1 ได้ร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการเรียนรู้ผ่าน Gastronomy หรือวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งเป็นการหยิบสิ่งที่เด็กคุ้นเคยมาออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่พาพวกเขาออกไปพบผู้คน เรื่องราว และบริบทจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะในเมืองอย่างภูเก็ต ที่อาหารแต่ละจานสะท้อนเรื่องราวความเป็นมาและการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้เด็กเห็นคุณค่าของตนเองและการมีส่วนร่วมในชุมชนสังคม

ครูวิภาภรณ์ มาลาเวช, ครูณิชกุล มหิมา, รองผู้อำนวยการ ณัฐนรี มะลิชู และ รองผู้อำนวยการ นัฐพล หัสนี

เมื่อ ‘ภูเก็ต’ อาจไม่ใช่บ้านของเด็กทุกคน 

โรงเรียนวิชิตสงครามตั้งอยู่ใจกลางเมืองภูเก็ต จังหวัดที่มีภาพจำทั้งชายหาด โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยว แต่ภายใต้บริบทดังกล่าว โรงเรียนกลับพบปัญหาสำคัญคือ การที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ย้ายตามผู้ปกครองมาอยู่ภูเก็ต ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับพื้นที่หรือชุมชน

โจทย์ของโรงเรียนจึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้เด็กเรียนตามหลักสูตรและผ่านการประเมิน แต่คือ ‘จะทำอย่างไรให้สิ่งที่เรียนมีความหมายกับชีวิตของพวกเขา?’ ซึ่งเป็นคำถามที่ รองผู้อำนวยการ นัฐพล หัสนี ย้อนกลับไปตั้งกับการเรียนรู้ในห้องเรียนว่า แค่เด็กมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์นั้นเพียงพอแล้วหรือไม่

“เชื่อว่าทุกโรงเรียนในประเทศไทยพยายามออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยึดหลักสูตร มาตรฐาน ตัวชี้วัด รวมถึงหลักสูตรระหว่างทางและปลายทาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ นักเรียนสอบได้ ผลสัมฤทธิ์ผ่านการประเมิน ผ่านตามเกณฑ์ทุกอย่าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ครูสอน แต่เด็กไม่เรียนรู้

เพราะสิ่งที่เรียนอยู่ เด็กไม่เข้าใจว่าเอาไปใช้อะไร เอาไปทำอะไร แล้วเกี่ยวโยงกับชีวิตของเขายังไง เพราะเรายังคงห่างไกลระหว่างเนื้อหาที่เด็กเรียนกับความเป็นจริงของเด็ก 

ปัญหาที่เกิดขึ้นของโรงเรียนวิชิตสงครามคือ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นเด็กที่ไม่ใช่คนในภูเก็ต เป็นเด็กที่ย้ายตามผู้ปกครองมาเรียนที่ภูเก็ต ทำให้เขาไม่ได้เรียนรู้ทั้งหมดว่าภูเก็ตเป็นอย่างไร สิ่งที่ตามมาก็คือ เขาไม่ได้เกิดการเชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเองเลย เขาไม่เห็นคุณค่าว่าสิ่งที่เรียนอยู่มีคุณค่าอย่างไรกับตัวเอง และมีคุณค่าอย่างไรต่อการดำเนินชีวิต”

รองผู้อำนวยการ นัฐพล หัสนี

โจทย์ของโรงเรียนจึงไม่ใช่การเติมเนื้อหาใหม่ แต่คือการมองหาต้นทุนรอบตัวเด็กแล้วนำมาออกแบบเป็นพื้นที่การเรียนรู้ ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารของภูเก็ต ประกอบกับการค้นพบว่าเด็กมีความสุขเมื่อได้ลงมือทำ ทั้งหมดจึงนำไปสู่การเลือก Gastronomy เป็นเครื่องมือในการเชื่อมการเรียนรู้เข้ากับชีวิตและพื้นที่ของผู้เรียน

“ถึงแม้เรามีอุปสรรค แต่เรามีต้นทุนที่ดีทางด้านวัฒนธรรม ภูเก็ตเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว นั่นหมายความว่าเป็นต้นทุนที่ดีของจังหวัดภูเก็ต และเป็นต้นทุนที่ดีของโรงเรียนวิชิตสงคราม

ถ้าทุกท่านติดตามเกี่ยวกับจังหวัดภูเก็ต จะรู้ดีว่า UNESCO ให้ภูเก็ตเป็นเมืองแห่ง Gastronomy แล้วทำไม Gastronomy ถึงเข้ามาที่โรงเรียนวิชิตสงคราม? คำตอบอยู่ที่สายตาของผู้เรียนครับ

เมื่อผมได้มีโอกาสสัมผัสสายตาของผู้เรียน สิ่งที่นักเรียนมีความสุขที่สุดระหว่างการเรียนในหนึ่งรายวิชาคือ การได้ลงมือทำและลงมือปฏิบัติ นั่นคือสิ่งที่เราค้นพบจากสายตาของผู้เรียน ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นจุดเด่น เป็นสิ่งที่นักเรียนอยากเรียน เราก็มีต้นทุนที่ดีเกี่ยวกับวัฒนธรรม Gastronomy อยู่แล้ว”

แต่การเลือก Gastronomy ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะนำเรื่องอาหารมาเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการ เพราะสำหรับวิชิตสงคราม กระบวนการออกแบบการเรียนรู้สำคัญไม่แพ้สิ่งที่เลือกมาใช้ โรงเรียนจึงเริ่มต้นผ่านกระบวนการ PLC ร่วมกันวางกรอบ Gastronomy

“เราก็เลยมาเล่น วิชิต 3R Gastronomy ครับ 3R คือ อาคาร อาภรณ์ แล้วก็อาหาร นี่คือ 3R ของ Gastronomy แต่ถ้าเราให้ทีเดียว โยนตูมทีเดียวให้กับคุณครูโรงเรียนวิชิตสงคราม โดยบอกว่า ‘เธอเล่นเลย 3R’ นั่นหมายความว่าผู้บริหารเป็นผู้สั่งการ ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบการจัดการเรียนรู้กับครู ถูกไหมครับ

เราอยากเห็นรอยยิ้มของครู เราอยากเห็นรอยยิ้มของนักเรียนเช่นเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่จะขับเคลื่อนได้คืออะไรครับ กระบวนการ PLC ที่เราจะต้องมาออกแบบร่วมกันระหว่างครูผู้สอน ผู้บริหารเองต้องลงมาออกแบบร่วมกันว่า ไทม์ไลน์ของเราในการขับเคลื่อนนำ Gastronomy ตัวนี้มาสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอน เราทำอย่างไร ฉะนั้น โรงเรียนวิชิตสงครามในปีการศึกษาที่ผ่านมา เราเล่น R เดียวครับ นั่นคืออาหาร”

ก้าวแรกของกระบวนการจึงเริ่มจากการ ‘มองอาหารให้มากกว่ารสชาติ’ ว่าอาหารหนึ่งจานบอกอะไรเกี่ยวกับผู้คน วัฒนธรรม และพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ก่อนเข้าสู่ ก้าวสู่รส ผ่านการเรียนรู้ของนักเรียนในห้องเรียน

ภาพกิจกรรม โดยโรงเรียนวิชิตสงคราม
ภาพกิจกรรม โดยโรงเรียนวิชิตสงคราม

‘ก้าวสู่รส’ เปิดประตูสู่อัตลักษณ์ ถอดรหัสเรื่องราวบนจานอาหาร

ก้าวสู่รสเริ่มจากการเปิดโลกให้นักเรียนเข้าใจว่า Gastronomy ไม่ได้หมายถึงเพียงรสชาติหรือการทำอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ก่อนต่อยอดสู่โจทย์ ‘อัตลักษณ์บนจานอาหารจังหวัดภูเก็ต’ โดย ครูวิภาภรณ์ มาลาเวช เล่าถึงกระบวนการในห้องเรียนว่า

“ถ้าถามว่าทำไมเราจะต้องนำ Gastronomy มาลงสู่ห้องเรียน อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญเลยก็คือ ภาพจำของจังหวัดภูเก็ตค่ะ เพราะถ้าพูดถึงจังหวัดภูเก็ต ภาพจำของเราอาจจะเป็นหาดทรายสวย โรงแรมหรู รวมไปถึงแสงสีเสียงยามค่ำคืนที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมและความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นตัวตนของจังหวัดภูเก็ตของเราเริ่มห่างหายไปนะคะ นักเรียน เด็กๆ รุ่นใหม่เริ่มไม่รู้จักความเป็นบ้านของตัวเอง

เพราะฉะนั้น การนำสิ่งเหล่านี้ลงสู่ห้องเรียนและปลูกฝังนักเรียนรุ่นใหม่ ให้เขารู้จักตัวเอง รู้จักอัตลักษณ์ของตัวเองให้ได้ดีที่สุด ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการที่จะปลูกฝังนักเรียนให้ได้อย่างยั่งยืน เราจะต้องค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวนะคะ เริ่มจากก้าวแรกก็คือ ก้าวสู่รส

ก้าวสู่รสไม่ใช่เป็นเพียงแค่รสชาติ แต่เป็นการเปิดโลกของ Gastronomy ให้กับนักเรียนก่อน เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ตรงกันว่าสิ่งที่เราพูดถึงกันอยู่เนี่ย หมายถึงอะไร มีความเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง”

เมื่อพื้นฐานความเข้าใจตรงกันแล้ว นักเรียนจึงเริ่มสำรวจอาหารพื้นเมืองของภูเก็ต ผ่านโจทย์ ‘อัตลักษณ์บนจานอาหารจังหวัดภูเก็ต’

“อัตลักษณ์บนจานอาหารจังหวัดภูเก็ต เราจะให้นักเรียนในแต่ละกลุ่มเลือกอาหารพื้นเมืองที่เขาสนใจ อาหารพื้นบ้านของภูเก็ตมีเยอะแยะมากมายเลยค่ะ มีทั้งของคาว ของหวาน ของทานเล่น ตอนเช้า ตอนบ่าย ตอนเย็นนะคะ

เพราะฉะนั้น เขาสามารถเลือกเมนูอาหารที่สนใจ แล้วนำเมนูนั้นมาศึกษาใน 5 มิติ ที่เขาอยากจะรู้ ผ่านกระบวนการสืบค้นข้อมูล เขาไม่ได้เพียงแค่ค้นคว้าแล้วมาเขียนเลยค่ะ เพราะสมาชิกในกลุ่มจะมีการแบ่งหน้าที่กัน ว่าแต่ละคนจะต้องไปสืบค้นข้อมูลในประเด็นอะไร เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว ก็จะมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพราะฉะนั้น สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะมีส่วนร่วมกันทุกคนค่ะ

ภายใต้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ก็จะต้องมีการพูดคุยถึงจุดสำคัญของกลุ่มว่า ตกลงแล้วใน 5 มิติของเมนูอาหารนี้คืออะไร สิ่งเหล่านี้จะต้องใช้เหตุผลในการตัดสินใจนะคะ ว่ามิติของเราคืออะไร”

จากนั้นข้อมูลที่กระจัดกระจายจึงถูกนำมาสังเคราะห์เป็น แผนผังความรู้ ก่อนที่แต่ละกลุ่มจะนำเสนอให้เพื่อนฟัง และเปิดให้กลุ่มอื่นช่วยเติมเต็ม สิ่งที่ครูเห็นจากกระบวนการนี้จึงไม่ใช่เพียงความรู้เรื่องอาหารที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงของวิธีที่เด็กมองอาหาร

“จากที่เมื่อก่อน ถ้ามีคนพูดถึงอาหาร เราก็แค่คิดว่า ‘หมูฮ้องอร่อยจังเลย’ ‘เนื้อนุ่มจังเลย’ ‘หวานจังเลย’ ‘เค็มจังเลย’ ถูกไหมคะ แต่หากนักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Gastronomy บทสนทนาของเขาจะเริ่มเปลี่ยนไป จากที่ถามว่าอร่อยไม่อร่อย รสชาติเป็นยังไง ก็จะเริ่มว่า

‘เมนูนี้มีเรื่องราวนะ มีที่มาจากชาวฮกเกี้ยน ชาวจีนฮกเกี้ยนเข้ามา นำเมนู นำวัฒนธรรมเหล่านี้เข้ามาในจังหวัดภูเก็ตนะ’ ‘ทำไมจะต้องทำขนมเต่าแดง ก็จะสอดคล้องกับประเพณีของจังหวัดภูเก็ตอีก’

เพราะฉะนั้น สุดท้ายแล้วเรากำลังทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนผ่าน จากผู้บริโภคไปยังผู้สื่อสารวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเรา มีความเป็นตัวตนของเราที่แท้จริงและยั่งยืนค่ะ”

เมื่ออาหารหนึ่งจานเริ่มพาเด็กมองเห็นผู้คน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ต้องทำต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการค้นข้อมูลให้มากขึ้น แต่คือการพาเด็กออกไปพบกับรากของเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตัวเอง และนั่นคือก้าวต่อไปของวิชิตสงครามใน ‘ก้าวสู่ราก’

ครูวิภาภรณ์ มาลาเวช

‘ก้าวสู่ราก’ ออกเดินทางค้นหาเรื่องราว และวิถีชีวิตในชุมชน

เมื่อเด็กเริ่มเห็นเรื่องราวเบื้องหลังอาหาร ขั้นต่อไปคือการพาพวกเขาออกจากข้อมูลในห้องเรียนไปพบคนในชุมชนจริง ผ่าน ‘ก้าวสู่ราก’ โดย ครูณิชกุล มหิมา อธิบายว่า กระบวนการเริ่มจากการให้นักเรียนเลือก ‘อาหารประจำห้อง’ ด้วยตัวเอง พร้อมใช้เหตุผล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาข้อสรุปร่วมกัน

“กระบวนการนี้จะลึกลงมาจากก้าวสู่รสนะคะ เพราะเด็กจะมีกระบวนการที่ต่อยอดจากเดิม ขั้นตอนแรก อาหารประจำห้อง ก็คือหนึ่งห้องเรียน หนึ่ง Gastronomy ซึ่งตามที่เราได้แจ้งไปข้างต้นว่า เมนูจะไม่ได้ให้ครูเป็นคนคิดให้ แต่เด็กจะต้องเป็นคนเลือกเอง ผ่านการฝึกฝนในการก้าวสู่รสของเขามาก่อน

ทีนี้เขาก็จะมีการตกตะกอน ทั้งการวางแผนการทำงานกลุ่ม หรือการระดมความคิดภายในกลุ่ม ภายในห้องของเขา หลังจากนั้นก็จะได้เป็นเมนูของเขานะคะ ซึ่งเมนูนี้ได้มาจากการที่เขาได้แชร์ความคิดเห็นร่วมกัน เราก็จะใช้กระบวนการของประชาธิปไตยมาช่วย เพราะในห้องเรียนของเรามีเด็กจำนวนเยอะ ความแตกต่างของแต่ละคนก็ทำให้การเลือกเมนูอาจไม่ลงตัว

ฉะนั้นในกระบวนการนี้คุณครูก็จะคอยสังเกตการณ์ว่าเขาจะจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร เขาก็จะคุยกันด้วยเหตุผล แล้วก็ประนีประนอมกันว่า ‘ที่ฉันเลือกเหตุผลคืออย่างนี้ เพราะฉันคิดว่าเมนูนี้มันหายาก’ ‘เมนูนี้ ฉันคิดว่ามันน่าสนใจตรงนี้’ ทุกคนก็จะหาข้อสรุป แล้วก็หามติร่วมกันภายในห้อง”

เมื่อได้เมนูประจำห้องแล้ว เด็กๆ จะต้องออกไปค้นหาคำตอบจากคนที่มีเรื่องราวเหล่านั้นอยู่ในชีวิตจริง และก่อนลงพื้นที่ พวกเขาต้องเตรียมตัวให้พร้อมว่า สิ่งที่อยากรู้และยังหาคำตอบไม่ได้คืออะไร

“ก่อนที่เขาจะลงพื้นที่ เขาจะต้องวางแผนก่อนว่า จะเตรียมคำถามอะไรไปสำหรับถามปราชญ์ชาวบ้าน เขาก็จะต้องคิดว่าคำถามที่เขาอยากจะรู้เกี่ยวกับเมนู หรือเรื่องเล่านั้นๆ ความเป็นมาของเมนูอาหาร เขาอยากจะรู้อะไรเพิ่มเติมจากสิ่งที่เขาไปสืบค้นจากอินเทอร์เน็ต หรือจากที่เขาไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในห้อง 

มันก็จะมีจุดบางจุดที่เขามีความรู้สึกว่า ‘เอ๊ะ วันนั้นที่เราถกเถียงกัน เราอยากถามปราชญ์เพื่อยุติด้วยข้อเท็จจริง’ เขาก็เลยเอาประเด็นนี้ไปพูดคุย เพื่อที่จะได้เป็นเรื่องเล่า หรือข้อสรุปว่า ‘อ๋อ สรุปแล้ว เรื่องเล่าที่เราฟังมา มันเป็นประมาณนี้ มันคลาดเคลื่อนกันประมาณนี้’ จนได้ข้อมูลที่ค่อนข้างสมบูรณ์”

การลงพื้นที่ทำให้ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงแหล่งข้อมูลของนักเรียน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ เด็กได้พบกับเรื่องราวที่มีชีวิต ได้ฟังความทรงจำและประสบการณ์จากผู้คน ก่อนนำสิ่งที่ค้นพบกลับมาตีความและเรียบเรียงในมุมมองของตัวเอง

“หลังจากที่เขาได้ลงพื้นที่แล้ว เขาก็จะต้องเอาข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาจากการสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งข้อมูลที่ก่อนหน้านี้เขาได้ทำเป็นผังความรู้ มารวมกันและสร้างเป็นองค์ความรู้ของเขาเอง จากการที่เขาไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนมา เขาก็จะได้เป็นสตอรี่ของเขาค่ะ ซึ่งสตอรี่นี้จะเอาไปใช้ในกระบวนการของก้าวสู่โลก ที่เด็กจะต้องเตรียมตัวในการนำเสนอนะคะ”

แต่ก่อนจะไปถึงโลก เด็กต้องได้ลงมือทำจริง และตรงนี้เองที่ห้องเรียนของวิชิตสงครามเปลี่ยนสถานะจากพื้นที่สำหรับรับความรู้ ไปสู่พื้นที่สำหรับทดลอง ลงมือทำ และเผชิญกับปัญหาจริง

“เราจะเปลี่ยนจากห้องเรียนเป็นห้องปฏิบัติการเรียนรู้ เพราะเด็กจะได้ลงมือปฏิบัติ ทำอาหารประจำห้อง ทุกคนจะรู้หน้าที่ของตัวเองโดยอัตโนมัติ มีการแบ่งหน้าที่กันชัด เช่น ฉันถนัดจัดจานก็ไปจัดจาน ฉันอยากทำอาหารคนนี้ก็จะไปทำอาหาร

หลังจากที่เขาได้ลงมือปฏิบัติ มันอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น อาจจะใช้ไฟแรงเกินไป รสชาติหรือวัตถุดิบอาจจะมีปัญหา เพราะฉะนั้น เด็กจะช่วยกันแก้ไขปัญหาที่ไม่คาดคิดร่วมกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของใคร ทุกคนก็จะช่วยเหลือกัน ผลัดกันเป็นผู้นำ แล้วก็เป็นผู้ตามที่ดีนะคะ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นค่ะ”

เมื่อผ่านทั้งการสืบค้น ลงพื้นที่ และลงมือปฏิบัติ นักเรียนจึงพร้อมนำสิ่งที่ค้นพบออกไปสื่อสารในก้าวถัดไป นั่นคือ ‘ก้าวสู่โลก’

ภาพกิจกรรม โดยโรงเรียนวิชิตสงคราม
ภาพกิจกรรม โดยโรงเรียนวิชิตสงคราม

‘ก้าวสู่โลก’ ส่งต่อคุณค่าท้องถิ่น ต่อยอดแรงบันดาลใจสู่อนาคต

เมื่อเดินทางมาถึงก้าวสุดท้ายคือ ‘ก้าวสู่โลก’ สิ่งที่โรงเรียนเริ่มมองเห็นจึงไม่ใช่เพียงความรู้ที่เพิ่มขึ้น แต่คือสายตาของเด็กที่มีต่ออาหารและพื้นที่รอบตัวที่เปลี่ยนไป จากสิ่งใกล้ตัวที่เคยมองข้าม กลายเป็นเรื่องที่พวกเขาอยากรู้ อยากเล่า และอยากส่งต่อให้คนอื่นรับรู้ โดย ครูวิภาภรณ์ มาลาเวช อธิบายว่า

“นอกจากองค์ความรู้ของนักเรียนที่ได้มาตั้งแต่ก้าวสู่รส อาหาร อาภรณ์ อาคาร มาถึงก้าวสู่ราก ลงสู่วัตถุดิบที่เป็นท้องถิ่นของเรา แล้วไปถึงก้าวสู่โลก ไม่ได้มีเพียงองค์ความรู้ที่นักเรียนได้รับนะคะ แต่ว่าความสนใจทางด้านอาหารของนักเรียนเริ่มเปลี่ยนไป การเป็นยุวทูตทางด้านอาหารของนักเรียนเริ่มมีความเข้มข้นขึ้นค่ะ”

การมาถึงก้าวสู่โลกจึงเปิดพื้นที่ให้เด็กนำต้นทุนและความถนัดของตัวเอง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความสามารถด้านการสื่อสาร หรือประสบการณ์เดิมที่มีอยู่

“นักเรียนกลุ่มนี้เป็นห้องเรียนจีนค่ะ เนื่องจากวิชิตสงครามของเรา ม.ปลาย จะมีสายคณิตกับสายจีน เพราะฉะนั้น เวลาก้าวสู่โลก นักเรียนก็ได้หยิบยกความรู้ที่เรียนในห้องเรียนของตัวเองมาบูรณาการกับการนำเสนอด้วย มีการใช้ภาษาจีนในการนำเสนอ และหยิบยกภาษาถิ่นมาใช้ เพื่อให้มีความน่าสนใจนะคะ”

จากนั้นองค์ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดจะถูกนำมาเรียบเรียงเป็น Storyboard ก่อนพัฒนาไปสู่การ Storytelling เพื่อให้เด็กไม่ได้เพียงรู้เรื่องอาหารของตัวเอง แต่สามารถเล่าเรื่องนั้นให้คนอื่นรับรู้ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาของกิจกรรม แต่เริ่มสะท้อนออกไปในมุมมองที่นักเรียนมีต่ออนาคตของตัวเอง เมื่อสิ่งที่ได้เรียนรู้เปิดให้พวกเขาเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากขึ้น

“สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพียงทำให้นักเรียนเป็นยุวทูตทางด้านอาหาร แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจด้วยค่ะ เนื่องจากเรามีทั้งนักเรียน ม.ต้น และ ม.ปลาย แรงบันดาลใจเหล่านี้สังเกตได้จากอะไร สังเกตได้จากการเรียนต่อค่ะ นักเรียนมีความสนใจที่จะเรียนต่อในด้านอาหารเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น นอกจากองค์ความรู้แล้ว สมรรถนะเหล่านี้ยังเป็นจุดที่สร้างแรงบันดาลใจทางด้านอาหารให้กับนักเรียนได้ดียิ่งขึ้นด้วยค่ะ”

มากกว่าอาหาร คือการสร้างสมรรถนะและคนที่เห็นคุณค่าของบ้านตัวเอง

เมื่อมองตลอดกระบวนการ สิ่งที่โรงเรียนวิชิตสงครามให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงผลงานปลายทาง แต่คือ การเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนระหว่างทาง โดย รองผู้อำนวยการณัฐนรี มะลิชู ชวนมองผ่านเลนส์ของ ‘สมรรถนะ’ ที่ถูกพัฒนาไปพร้อมกันตลอดกระบวนการเรียนรู้

“กระบวนการต่างๆ ที่คุณครูได้เล่ามา โรงเรียนไม่ได้อยากจะสื่อสารเพียงแค่ว่านักเรียนทำกิจกรรมอะไร แต่โรงเรียนอยากให้คุณครูทุกท่านได้ชวนคิด ชวนมองค่ะว่า กระบวนการทั้งหมดเหล่านี้ส่งผลให้นักเรียนของเราเปลี่ยนแปลงเป็นคนแบบไหน

ถ้าเรามองที่ผลงานปลายทาง เราอาจมองแค่ว่านักเรียนได้เล่าเรื่อง รู้และเข้าใจอาหารพื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ต ทำอาหารเป็น และสามารถนำเสนอผลงานได้อย่างสร้างสรรค์เพียงเท่านั้น แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกนิด มันสำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะระหว่างทางนั้น ความเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนเกิดขึ้นแล้ว อย่างแรกเลยก็คือ ผู้เรียนของเราได้เข้าใจ ได้รู้ถึงรากเหง้าและเข้าใจชุมชน ผ่านการสอบถามจากปากชาวบ้าน และการรู้จักพื้นที่จริงนะคะ

ไม่ใช่เพียงแค่ว่าในห้องเรียนเราโหวตเมนูอาหารเมนูหนึ่งมาแล้วรู้ว่าเราจะทำอะไร แต่เมนูนั้นจะพานักเรียนของเราลงไปถึงวิถีชีวิตของชุมชน ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ

ต่อไปค่ะ นักเรียนของเราได้ฝึกคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา ผ่านการตั้งคำถาม การเปรียบเทียบข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่เขาได้รับมา และการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม เพื่อคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ของตัวเองต่อไป

ผู้เรียนได้พัฒนาในเรื่องของการสื่อสารและการทำงานร่วมกันค่ะ จากที่คุณครูสองท่านได้เล่ามา จะเห็นได้เลยว่าไม่มีผู้เรียนคนไหนที่ทำงานเพียงลำพัง”

กระบวนการเดียวกันยังพาเด็กไปไกลกว่าการเรียนรู้เพื่อตัวเอง เพราะเมื่อพวกเขาเข้าใจพื้นที่และเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัว การนำความรู้นั้นไปสื่อสารและสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

“สุดท้ายค่ะ ผู้เรียนของเราเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่น แล้วก็ตั้งใจที่จะพัฒนาสังคม เขาเข้าใจถึงรากเหง้าของชุมชนแล้วเห็นคุณค่า และมีความรู้สึกว่า เราเองเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารและพัฒนาสิ่งดีๆ ของชุมชน หรือบ้านของเราเองได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นเด็กที่เกิดในจังหวัดภูเก็ต แต่ภูเก็ตก็คือบ้านของเขา”

สำหรับโรงเรียนวิชิตสงคราม Gastronomy จึงไม่ได้พาเด็กไปรู้จักเพียงอาหาร แต่พาไปทำความรู้จัก พื้นที่ ผู้คน รากเหง้า และตัวตนของตัวเอง ก่อนที่ รองผู้อำนวยการ นัฐพล หัสนี จะทิ้งท้ายถึงความหมายของ Gastronomy ในฐานะเครื่องมือพัฒนาผู้เรียนว่า

“Gastronomy ไม่ได้เป็นเพียงโครงการที่พัฒนาด้านอาหาร หรือมุ่งหมายแค่ว่านักเรียนรู้จักอาหารท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เรากำลังใช้ Gastronomy เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนทุกด้าน ทั้งด้านการคิด การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม หรือการเป็นพลเมืองที่มีคุณค่า

เราลองใช้ Gastronomy ตรงนี้ ทำอย่างไรให้นักเรียนเห็นกระบวนการต่างๆ ทั้งหมด ผ่านกระบวนการ PLC เพื่อในอนาคตนักเรียนจะกลายเป็นบุคคลที่มีคุณค่า เกิดการเชื่อมโยงการเรียนรู้ รู้ว่าเรากำลังเรียนอะไร รู้ว่าเรากำลังทำอะไร แล้วรู้ว่าที่ที่เราอยู่ ณ ตรงนี้มีคุณค่าอย่างไร นั่นคือการสร้างให้พื้นที่มีคุณภาพ มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความเป็นวัฒนธรรม แล้วก็สร้างคุณค่าต่อไปให้กับพื้นที่นั้นในอนาคตครับ”

เรียงเรียงจากเวิร์กช็อปกรณีศึกษาการจัดการเรียนรู้ชุมชนเป็นฐานจากโรงเรียนต้นแบ ในเวที The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระหว่างวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569  ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ แจ้งวัฒนะ

Tags:

วัฒนธรรมอาหารการเรียนรู้ห้องเรียน Gastronomyโรงเรียนวิชิตสงคราม

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Education trendLearning Theory
    Overjustification Effect: เมื่อการศึกษาสนใจที่รางวัลภายนอกมากเกินไป จนทำลายความรักในการเรียนรู้ของเด็ก

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Creative learningSocial Issues
    ‘อยู่รอดปลอดภัย’ วิชาที่ช่วยให้เด็กคิดได้-ทำเป็น เพราะภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Everyone can be an Educator
    เรียนรู้นอกกรอบ กับอดีตครูนอกคอก: อาจารย์จำลอง บัวสุวรรณ์ ผู้ก่อตั้ง ‘กลุ่มลูกหว้า’ เยาวชนก่อการดีแห่งเมืองเพชร

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ สิริเชษฐ์ พรมรอด

  • Everyone can be an Educator
    ‘เข้าใจ ไม่ตัดสิน ให้โอกาส’ สร้างการเรียนรู้ เปิดประตูอนาคตพ่อแม่วัยรุ่น: สุดาพร นาคฟัก กลุ่มฅนวัยใส เชียงใหม่

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Adolescent Brain
    กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นในตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel