Skip to content
วัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัย
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Family PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่น
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
วัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัย
Movie
17 July 2026

Big World: ศักดิ์ศรีของนกน้อยในกรงทอง กับความรักความหวังดีของแม่ที่เกือบกลายเป็นยาพิษ

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Big World คือภาพยนตร์ดราม่าสัญชาติจีนในปี 2024 บอกเล่าเรื่องราวของหลิวชุนเหอ ชายหนุ่มวัย 20 ปีที่มีภาวะสมองพิการมาตั้งแต่เกิด แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้และพยายามปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าวเพื่อลบคำสบประมาทของคนรอบตัว
  • สารสำคัญที่ภาพยนตร์ต้องการสื่อคือคนพิการไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในสังคม นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ มุมมองเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างแม่กับยาย
  • “ผมยังพยายามที่จะยอมรับมันอยู่ แต่แม่ก็คอยย้ำเตือนผมอยู่ตลอด…เพราะแบบนี้คนอื่นๆ เลยหลีกเลี่ยงผม พวกเขากลัวผมแล้วก็ล้อเลียนผม แม่นี่แหละคือคนที่เกลียดชังผมจริงๆ และดูถูกดูแคลนผม”

“ที่ที่ผมไปได้ไกลสุดคือกระโดดลงจากตรงนี้” 

หลิวชุนเหอ ตัดพ้อกับยายบนดาดฟ้าหลังจากที่เขามีปากเสียงกับแม่อย่างรุนแรง เพียงเพราะแม่ไม่พอใจที่ ‘คนพิการ’ อย่างเขาไม่ยอมอ่านหนังสืออยู่บ้าน ทว่าแอบไปทำงานพาร์ทไทม์ แถมยังฝ่าฝืนคำสั่งเรื่องการสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยต่างเมือง ทั้งๆ ที่แม่คือคนที่รักและหวังดีกับเขาที่สุด

ฉากสะเทือนใจดังกล่าวเกิดขึ้นใน Big World ภาพยนตร์จีนที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘หลิวชุนเหอ’ ชายหนุ่มวัย 20 ปีที่มีภาวะสมองพิการมาตั้งแต่กำเนิด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมแพ้และพยายามปลดล็อกข้อจำกัดทางร่างกายเพื่อลบคำสบประมาทของคนรอบตัว โดยเฉพาะจากแม่ที่เลี้ยงดูเขาประดุจ ‘นกน้อยในกรงทอง’  ทว่าโชคดีที่เขามียายที่ปฏิบัติกับเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ พร้อมสนับสนุนให้เขาออกไปเผชิญโลกภายนอกตามความเป็นจริง ด้วยความเชื่อว่าหลานควรได้รับประสบการณ์ชีวิตไม่ว่าจะดีหรือร้าย…ประหนึ่งคนปกติทั่วไปคนหนึ่ง 

แค่เพียงฉากเปิดเรื่อง หนังก็พาให้ผมใจหายเมื่อเห็นหลิวชุนเหอยืนเขียนพินัยกรรมอยู่เพียงลำพังบนดาดฟ้าด้วยมือที่สั่นระริก แต่จู่ๆ คุณยายที่เปรียบเหมือนแสงสว่างในชีวิตก็แวะมาเยี่ยมและโผล่ขึ้นมาทักทายได้ทันท่วงที ก่อนที่เหตุการณ์น่าสลดใจจะเกิดขึ้น 

จากนั้น Big world ก็ค่อยๆ นำผมดิ่งลึกเข้าไปสู่โลกของหลิวชุนเหอ โลกที่มีข้อจำกัดทางกายภาพมากมาย จะเดินทีนึงก็ตัวบิดงอ ยืนนานๆ ก็ไม่ไหว เหยียดนิ้วก็ไม่ได้ หรือกระทั่งเวลากินข้าว…อาหารก็มักจะติดคอของเขาจนคนรอบข้างคิดว่าเขากำลังจะสำลักอาหารตาย ซึ่งสารภาพตรงๆ ว่าผมอดสงสารเขาไม่ได้และเอาใจช่วยให้เขาผ่านแต่ละวันไปได้อย่างราบรื่นที่สุด

แต่สาระสำคัญที่ผมอยากนำมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน ไม่ใช่เรื่องความเวทนา หากแต่เป็นประเด็นเรื่อง ‘ผู้ปกครอง’ และมุมมองเรื่อง ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’

มอสในที่มืด และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หลิวชุนเหอเป็นเหมือนกระบอกเสียงที่ป่าวประกาศให้โลกรับรู้ว่า สิ่งที่ผู้พิการต้องการจริงๆ ไม่ใช่เงินทอง สิทธิพิเศษ หรือความเวทนาสงสารใดๆ หากแต่เป็น ‘ศักดิ์ศรี’ ของความเป็นมนุษย์ ที่เขาควรได้รับเหมือนกับคนทั่วไปในสังคม ซึ่งหลิวชุนเหอเองพยายามก้าวข้ามข้อจำกัดนี้อย่างสุดกำลัง เพื่อพิสูจน์ว่าแม้ร่างกายจะแตกต่าง แต่เขาก็มีศักยภาพพอที่จะพึ่งพาตัวเองและยืนหยัดอยู่ในสังคมปกติได้ 

ถ้าตัดเรื่องสายตา ภาษากาย และคำพูดที่คอยดูถูกเหยียดหยามจากคนรอบตัวออกไป ผมชื่นชมและเคารพในความอดทนมุ่งมั่นของหลิวชุนเหอมาก ไม่ว่าจะเป็นการไปสมัครงานเป็นครูสอนพิเศษที่แม้จะถูกเด็กๆ หัวเราะเยาะ แต่เขาก็ไว้ลายตัวเองด้วยการให้ข้อคิดกับเด็กๆ และคณะครูที่เข้ามาประเมินการสอน ผ่านการเปรียบเปรยตนเองเป็น ‘มอส’ พืชต้นเล็กๆ ที่ใครหลายคนมักมองข้าม 

“แม้แต่ในที่มืดมิดที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง มอสก็ยังดิ้นรนที่จะเติบโต มันอาจจะเล็กเท่าเมล็ดข้าว แต่มันไม่ยอมแพ้ มันไม่ยอมแพ้ต่อตัวเอง มันใช้พลังของมัน เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเหมือนดอกโบตั๋น”

ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังชอบคำพูดของหลิวชุนเหอที่อธิบายให้ยายฟังสั้นๆ ถึงสาเหตุที่เขาต้องดิ้นรนหางาน แม้รู้ทั้งรู้ว่าอาจแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มว่า “มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรอก ผมมีงานทำแปลว่ามีศักดิ์ศรี มันคือศักดิ์ศรี” 

หรือจะเป็นการพยายามช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม เช่น การลุกให้ผู้หญิงและเด็กนั่งบนรถเมล์ หรือการช่วยสอนวิธีใช้สมาร์ทโฟนให้กับเพื่อนๆ ของยาย ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนมายด์เซ็ตของเขาได้เป็นอย่างดี ผ่านความในใจตอนหนึ่งที่เขาเผยออกมาว่า

“แม้ว่าผมจะสำลักอาหารทุกอย่างที่กิน แต่คุณคงจินตนาการไม่ออก ว่านั่นรู้สึกยังไง ผมไม่ได้โมโห หรือว่าเจ็บปวด เพราะผมชินแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกกลัวนิดหน่อย ผมกลัวว่าจะทำแม้แต่งานง่ายๆ ไม่ได้ และผมกลัวว่าถ้าคนที่ทำงานเหล่านั้นแทนผมต้องจากไปสักวันหนึ่ง ผมอาจมีชีวิตต่อไม่ได้ 

ผมเคยถามคุณยาย ผมเคยถามพ่อแม่ และผมเคยถามหมอว่า ทำไมถึงต้องเป็นผม แต่ผมก็ไม่ได้คำตอบ ผมจะไม่มีวันได้คำตอบ ท่ามกลางผู้คน มีคนจ้องผมด้วยสายตาแบบต่างๆ ทั้งสายตาสงสาร สายตาหวาดกลัว แม้กระทั่งสายตาของความรังเกียจ 

แต่น้อยครั้งที่ผมจะเห็นสายตาที่กล้าจองมองมาที่ผมและบอกว่าผมเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา ผมเห็นสายตาแบบนั้นจากคนแก่พวกนี้ พอผมเห็นว่า พวกเขาไม่รู้วิธีโอนเงินผ่านมือถือ หรือวิธียืนยันตัวตน ผมรู้สึกเหมือนได้เจอพวกเดียวกันแล้ว 

พวกคุณรู้จักทฤษฎีถังน้ำไหม? ปริมาตรของถัง ระบุได้จากแผ่นไม้ที่สั้นที่สุดของมัน สำหรับโลกนี้ พวกเราคือไม้แผ่นสั้น 

ผมแค่อยากให้พวกคุณเห็นว่า ไม่ว่าผมจะตัวเล็ก หรือผุพังแค่ไหน ผมก็เป็นของผมแบบนี้ นิยามของความสุขควรจะรวมถึงเราทุกคน”

แม่ผู้ชอบคิดแทน กับความหวังดีที่เผลอใจร้ายโดยไม่รู้ตัว

ในมิติของครอบครัว หนังนำเสนอตัวอย่างของการเลี้ยงดูเด็กที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่าง ‘แม่’ กับ ‘ยาย’

เริ่มจากแม่ที่เป็นตัวแทนของความรักที่ ‘กุมบังเหียน’ คอยคิดแทนลูกทุกเรื่อง ทั้งยังเอาบรรทัดฐานค่านิยมของสังคมมาเป็นตัวตัดสิน ส่งผลให้ตลอดทั้งเรื่อง…หลิวชุนเหอต้องบอบช้ำและเจ็บปวดจากผู้เป็นแม่มากที่สุด 

ชนวนเหตุสำคัญมาจากทัศนคติที่เต็มไปด้วยความกลัวของแม่ จริงอยู่ที่เธอรักและหวังดีกับลูก แต่ความหวังดีที่เจือด้วยความเวทนาและตัดสินลูกผ่านกรอบความเชื่อของตัวเอง ความหวังดีที่ยัดเยียดโปรแกรมชีวิตว่าตั้งแต่ตื่นยันนอนลูกจะต้องทำอะไรบ้าง โดยไม่เคยเอ่ยปากถามลูกว่าต้องการมันหรือเปล่า พฤติกรรมเหล่านี้จึงแปรเปลี่ยน ‘ความหวังดีประสงค์รัก’ ให้กลายเป็น ‘ความประสงค์ร้าย’ โดยไม่ตั้งใจ ซ้ำร้ายกำแพงหนาที่ยากจะทลายที่สุดคือ การปักใจเชื่อว่าลูกเป็นคนน่าสงสาร ไม่ปกติ และควรเลี้ยงลูกให้อยู่รอดปลอดภัยไปวันๆ ตามยถากรรม ผมจึงไม่แปลกใจนักที่ครั้งหนึ่งหลิวชุนเหอจะหลุดปากพูดกับเพื่อนสาวของเขาว่า

“บางคนคิดว่า พวกเราไม่ต้องการอะไรนอกจากกินแล้วก็ขับถ่าย เช่น คนแบบแม่ฉันไง”

หรือจะเป็นฉากบีบหัวใจผู้ชม เมื่อแม่ต่อว่าหลิวชุนเหออย่างรุนแรง หลังจับได้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแอบนอกลู่นอกทาง ไปทำงานที่ร้านคาเฟ่และแอบส่งใบสมัครเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ในต่างเมือง ซึ่งล้วนแต่ผิดไปจากแผนที่ชีวิตที่เธอกำหนดไว้ให้

“ถึงพวกเขาจะรับแก แล้วยังไงต่อ แกจะไปเป็นครูเหรอ ครูจะต้องยืนสอน แล้วก็พูดกับนักเรียน พูดกับผู้ปกครอง แกทำได้ไหม ขนาดคนปกติพวกเขายังไม่รับทั้งหมดเลย ทำไมถึงต้องรับแกด้วย” แม่ของเขากล่าว 

ผมรู้สึกแหลกสลายแทนหลิวชุนเหอที่ต้องมาฟังคำพูดแทงใจดำจากปากแม่ เพราะสำหรับผม คำพูดของ ‘พ่อแม่’ มักมีอิทธิพลและดังก้องในใจลูกยาวนานกว่าเสียงของคนอื่นเสมอ คำพูดนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการจุดไม้ขีดไฟโยนใส่ถังน้ำมันแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมาทั้งชีวิตของหลิวชุนเหอให้ระเบิดออกมาในที่สุด

“ถ้างั้น ใครคลอดผมมาเหรอ ความผิดใครกันที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ แม่กล้าพูดหรือเปล่า แม่นั่นแหละที่ทำหน้าที่แม่ไม่เต็มที่พอ เป็นความผิดของแม่ แต่ผมกลับต้องมาชดใช้ 

ผมค่อยๆ ยอมรับมันได้ ผมยังพยายามที่จะยอมรับมันอยู่ แต่แม่ก็คอยย้ำเตือนผมอยู่ตลอด …ชุนเหอ แกเหมือนกอริลลาที่ควรจะอยู่แต่ในกรงที่สวนสัตว์ อย่าแม้แต่จะคิดที่จะออกมา อย่าให้ใครเห็นตอนกลางวันแสกๆ  คนที่ให้อาหารแกจะอับอายเปล่าๆ เพราะแบบนี้คนอื่นๆ เลยหลีกเลี่ยงผม พวกเขากลัวผมแล้วก็ล้อเลียนผม แม่นี่แหละคือคนที่เกลียดชังผมจริงๆ และดูถูกดูแคลนผม 

ผมรู้ว่าผมเป็นภาระของครอบครัว ผมรู้มาตลอด แล้วทำไมต้องเสแสร้งว่าเป็นห่วงเป็นใยผมด้วย แม่ทำให้ผมขยะแขยง แม่เป็นคนปากว่าตาขยิบ…ผมไม่เคยขอให้มีชีวิตแบบนี้เลย” หลิวชุนเหอกล่าว

ผมเชื่อว่าถ้าพ่อแม่ไม่เชื่อมั่นในตัวลูก มันก็ยากเหลือเกินที่ลูกจะสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วนับประสาอะไรกับหลิวชุนเหอที่พยายามสู้ยิบตาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่สุดท้ายกลับถูกคนใกล้ตัวที่บอกว่ารักที่สุดทิ้งบอมบ์ใส่ ราวกับตอกย้ำว่าเขาเป็นบุคคลไร้ความสามารถ ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเปล่งเสียงอย่างหมดอาลัยตายอยากกับยายบนดาดฟ้าในวันนั้นว่า “ที่ผมไปได้ไกลสุดคือกระโดดลงจากตรงนี้” 

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ Big World ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับสังคม หนังจึงหาทางอธิบายและคลี่คลายปมของแม่…ผ่านฉากที่ยายปลอบใจหลิวชุนเหอให้เห็นว่า ชีวิตวัยเด็กของแม่ก็น่าสงสารไม่แพ้กัน เนื่องจากถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ทำให้เธอเองเติบโตมาพร้อมกับบาดแผลทางใจ และการไม่มีโอกาสได้เรียนรู้การเป็นแม่จากแม่ของตัวเอง

“บางทีแกอาจจะคิดว่า เขาเป็นแม่ที่ไม่ดีเพราะทัศนคติของเขา แต่แกก็โทษแม่แกไม่ได้หรอก ไม่มีใครสอนเขาว่าแม่ที่ดีควรเป็นยังไง ยายท้องเขาตอนอายุ 21 หลังจากนั้นหนึ่งเดือน พ่อเขาก็ทิ้งยายไปหาคนอื่น ยายไปทิเบตคนเดียวเพื่อหาเงินให้แม่แก และยายก็จากไปเป็นสิบปี ตอนยายกลับมาแม่แกก็อายุ 15 แล้ว ตลอดหลายปีมานี้ เขาไม่เคยเรียกยายว่าแม่สักครั้ง ยายไม่โทษแม่แกหรอก เป็นความผิดยายเอง ตอนที่แม่แกต้องการยายที่สุด…” ยายกล่าวกับหลิวชุนเหอ

ประโยคนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความโกรธในใจหลิวชุนเหอ แต่ยังดึงอารมณ์ที่กำลังขุ่นมัวของผมให้กลับมาสะท้อนคิด เพราะอีกมุมหนึ่ง แม้ผมจะยังไม่มีลูก แต่ในฐานะของ ‘อา’ ผมเริ่มเข้าใจและเห็นใจแม่ของหลิวชุนเหอขึ้นมาทันที นั่นเพราะเวลาที่พี่ชายเอาหลานวัยขวบกว่าๆ มาฝากผมเลี้ยงชั่วคราว ผมเองก็เป็นอาประเภท ‘ห่วงใยเกินขอบเขต’ ไม่กล้าปล่อยให้หลานหลานเดินไปเดินมาตามลำพัง ผมต้องคอยเอามือของผมสอดไว้ใต้รักแร้แล้วเดินตามติดทุกฝีก้าว คอยเบรกคอยคว้าตัวทุกครั้งเมื่อเห็นว่าหลานกำลังจะล้ม ทั้งที่ในความเป็นจริง การปล่อยให้เขาหัดเดินด้วยตัวเอง และอดทนเฝ้ามองดูเขาล้มลุกคลุกคลานบ้างต่างหาก…คือทักษะสำคัญที่ผู้ปกครองพึงมีเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เติบโต

ศิลปะของการปล่อยให้เติบโตด้วยตัวเองจากยายสายซัพพอร์ต

เมื่อข้ามมาพิจารณาฝั่งของคุณยาย นอกจากคุณลักษณะที่เกริ่นไว้ในตอนต้น ยายคือตัวละครประเภท Show, don’t tell ที่อาจไม่ได้พ่นคำคมสำเร็จรูปออกมาบ่อยนัก ทว่าการกระทำของเธอกลับเป็นตัวแทนอันทรงคุณค่าของผู้ปกครองสายซัพพอร์ตอย่างแท้จริง 

ยายเลี้ยงหลิวชุนเหอเฉกเช่นคนปกติ บนพื้นฐานของการยอมรับและเข้าใจ ไม่ปล่อยให้มายาคติของความพิการมาปิดกั้นโอกาสในการลองผิดลองถูก เธอเป็นผู้ปกครองประเภท หลานอยากทำอะไร…ให้ลงมือทำเลย หากก้าวพลาดก็ปล่อยให้เรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น แล้วเธอจึงค่อยทำหน้าที่เยียวยาปลอบใจอย่างถูกที่ถูกเวลา สิ่งนี้เองที่ทำให้หลิวชุนเหอเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self Esteem) และเห็นคุณค่าของตัวเอง

เมื่อเรื่องราวทั้งหมดดำเนินมาถึงบทสรุปแบบ Happy Ending ยายไปส่งหลิวชุนเหอเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง ภาพความรักของคุณยายที่คอยมอบพลังแห่งความเชื่อมั่นก็ฉายวนในใจผมซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นการชวนให้หลานฝึกตีกลองเพื่อเป็นมือกลองให้กับวงดนตรีของผู้สูงอายุ การปล่อยให้หลานลองจีบสาวแม้รู้ว่าเขาอาจต้องอกหัก การแอบไปดูหลานสมัครงาน หรือการพาหลานไปดื่มเหล้าครั้งแรกจนเมาพับลงไปกองกับพื้น ซึ่งแม้บางเรื่องจะดูไม่เหมาะสมในสายตาคนนอก แต่ยายก็ทำเพื่อให้หลานได้สัมผัสรสชาติและประสบการณ์ชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไป

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมขอยกตำแหน่ง MVP ของเรื่องนี้ให้กับคุณยาย พร้อมกับข้อคิดทิ้งท้ายว่า…แท้จริงแล้วหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของผู้ปกครอง คือการทำให้เด็กคนหนึ่งตระหนักว่าตนเองมีคุณค่า เป็นที่รัก และไม่ใช่ภาระของใคร พร้อมทั้งคอยประคับประคองให้เขาเติบโตอย่างมีศักยภาพในแบบที่เขาเป็น

Tags:

ภาพยนตร์Big World

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    Lilo & Stitch: ‘โอฮาน่า’ ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่หมายถึงใครสักคนที่เห็นคุณค่าและยอมรับตัวตนในแบบที่เราเป็น

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Movie
    Ghostlight: การสูญเสียจะตามหลอกหลอนจนกว่าจะถึงเวลาเผชิญหน้ากับมัน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Matilda The Musical: เมื่อโลกไม่เข้าข้าง เราต้องยืนหยัดเพื่อตัวเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Love, Simon: สักกี่บ้านที่ลูกรู้สึกไม่โดดเดี่ยว สักกี่ครอบครัวที่ไม่คาดหวังให้ลูกเป็นอะไรเลย

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    รีวิวตัวละครเเม่ในหนังหลากสัญชาติที่บอกว่า ไม่ว่าหนังหรือชีวิตจริง แม่ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง

    เรื่อง The Potentialณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel