Skip to content
มายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูล
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
มายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูล

Month: July 2026

‘แม่พลอย’ Sex Educator ที่ชวนเด็กรักและเห็นคุณค่าในตัวเองก่อนเริ่มความสัมพันธ์
Everyone can be an EducatorLife classroom
7 July 2026

‘แม่พลอย’ Sex Educator ที่ชวนเด็กรักและเห็นคุณค่าในตัวเองก่อนเริ่มความสัมพันธ์

เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญนฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • ‘แม่พลอย’ พลอย ศิริอุดมเศรษฐ เป็นนักสื่อสารเรื่องเพศ Sex Educator, นักสร้างแรงบันดาลใจด้าน Body Positivity และนักแสดงผู้ถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านบท ‘ปุ้ย’ ในซีรีส์ทนายปีศาจ ที่เน้นย้ำว่าสิ่งเด็กๆ ควรเรียนรู้ก่อนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คือ ‘เพศศึกษา’
  • ‘เพศศึกษา’ ไม่ใช่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์ แต่คือการเห็นคุณค่าของตัวเอง และเห็นคุณค่าในความสัมพันธ์ ซึ่ง Healthy Body Image การรู้คุณค่าในรูปร่างตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของ ‘เพศศึกษา’ ด้วย
  • “ปัจจุบันเด็กเจอความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เขาโตมากับชีวิตที่ทุกอย่างมันเป็นเทคโนโลยี แล้วทุกอย่างมีดิจิทัลฟุตปรินต์ ทุกอย่างมีการเปรียบเทียบ เรายิ่งต้องสอนเรื่องคุณค่าในตัวเอง ขอบเขต การเคารพตัวเองและผู้อื่น”

สีหน้าแววตาที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่กลับโดนกระทำซ้ำโดยกระบวนการยุติธรรมและทัศนคติอันคับแคบของสังคม คือภาพที่ทำให้หลายคนรู้จัก ‘ปุ้ย’ จากซีรีส์ทนายปีศาจ ซึ่งรับบทโดย ‘แม่พลอย’ พลอย ศิริอุดมเศรษฐ 

ในโลกคู่ขนาน ‘แม่พลอย’ คือสาวเจนวายโพรไฟล์ดี มีบทบาทการทำงานในฐานะนักสื่อสารเรื่องเพศ Sex Educator, นักสร้างแรงบันดาลใจด้าน Body Positivity ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า แม้เธอเองจะเป็น Beauty Standard (มาตรฐานความงาม) ของผู้หญิงอ้วน ผิวขาว หน้าตาน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใจ แต่ก็ไม่วายถูกบูลลี่เช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าจะในบทบาทของ ‘ปุ้ย’ หรือ ‘แม่พลอย’ สิ่งที่เธออยากให้เด็กๆ เรียนรู้ก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็คือ ‘เพศศึกษา’

“เพราะว่าเพศศึกษามันไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘จู๋-จิ๋ม’ มันคือ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างกับตัวเอง การรู้คุณค่าในตัวเอง การรู้ความชอบตัวเองขอบเขตตัวเอง วิธีปกป้องตัวเอง การให้เกียรติผู้อื่น ซึ่ง Healthy Body Image การรู้คุณค่าในรูปร่างตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เพศศึกษา’ ด้วย”

ในบทบาทของ Sex Educator แม่พลอยจะสื่อสารเนื้อหาต่างๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งในชื่อของตัวเองและเพจ ‘ตัวหนูของหนู’ นอกจากนี้ยังจัดเวิร์กชอปสำหรับครอบครัวที่ต้องการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาร่วมกัน 

“ในปัจจุบันเด็กเจอความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เขาโตมากับชีวิตที่ทุกอย่างมันเป็นเทคโนโลยี แล้วทุกอย่างมีดิจิทัลฟุตปรินต์ ทุกอย่างมีการเปรียบเทียบ เขารู้ว่านี่คือไฮท์แรงค์หรือไม่ไฮท์แรงค์ เพราะว่าตัวเลขยอดไลค์มันบอกชัดเจนมาก มันน่ากลัวมากสำหรับการประกอบสร้างตัวเองของเขา เรายิ่งต้องสอนเรื่องคุณค่าในตัวเอง ขอบเขต การเคารพตัวเองและผู้อื่น”

‘การไม่รู้อะไรเลยมันน่ากลัว’ ก้าวแรกสู่การเป็น Sex Educator

แม่พลอยเล่าว่า เธอเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบค่อนข้างไข่ในหิน มีแพทเทิร์นชีวิตแบบชนชั้นกลาง คือเรียนมัธยมต้นที่สตรีวิทยา มัธยมปลายที่เตรียมอุดมศึกษา จบปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ เอกวาทวิทยา และวิชาโท ภาคสื่อสารการแสดง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

“พ่อแม่เขาพยายามส่งให้อยู่ในสังคมที่ดี แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า การที่ไม่ได้เข้าไปแบบยุ่งเกี่ยวกับด้านมืดอะไรเลย มันดีไปหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าสุดท้ายแล้วเราก็จะค้นพบแหละว่า การที่ไม่รู้อะไรเลย จริงๆ ก็น่ากลัว”

แม่พลอยเล่าว่า ตอนเรียนที่คณะนิเทศ เธอมีโอกาสทำละคร คลุกคลีอยู่กับแวดวงการแสดง ทำให้ได้เจอผู้คนมากมายที่มีประสบการณ์ชีวิตต่างออกไป และได้เจอกับเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นเหมือนสารตั้งต้นที่ทำให้อยากสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องเพศ 

“คือเพื่อนเขาโดนลวนลามอยู่เรื่อยๆ จนเกือบจะโดนข่มขืนแล้ว มันทำให้เรารู้สึกว่าแย่จังเลย แล้วเขาก็กลายเป็นคนที่ยินยอมให้คนเข้ามาในพื้นที่ของเขามากผิดปกติ ซึ่งมันคือกลไกการป้องกันตัวเองของเขา”

เรื่องนี้ทำให้แม่พลอยเกิดคำถามขึ้นในใจว่า อะไรที่ทำให้คนๆ หนึ่งยินยอมให้เรื่องเหล่านี้เกิดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ถ้าเราทุกคนได้รับการปลูกฝังเรื่องการเคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายตัวเองและผู้อื่น จะเป็นเกราะป้องกันการกระทำที่นำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศในสังคมได้ไหม?

ในโพรเจกต์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เธอจึงเลือกทำหัวข้อ ‘The Boundary’ การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อปกป้องสิทธิด้านร่างกาย โดยออกแบบเป็นโปรแกรมเวิร์กชอป Sexual Harassment Protection ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 

“เวิร์กชอปแบ่งเป็น 2 พาร์ต เช้าเป็นเลคเชอร์เรื่องสิทธิทางกฎหมาย ว่าเรามีสิทธิยังไง กฎหมายการคุกคามทางเพศปรับเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเด็กม.ปลายอะ …เบื่อ เราเองก็ผิดในฐานะที่เป็นคนดีไซน์คอร์ส แต่ว่าช่วงบ่ายก็คือเชิญอาจารย์อิ๊ก ณฐิณี เจียรกุล มาเป็นกระบวนกรนำเวิร์กชอปแบบ Drama-based ใช้การแสดงและการสวมบทบาท (Role-play) จำลองสถานการณ์ ซึ่งพอเป็นเวิร์กชอปแบบนี้เด็กก็สนุก แล้วก็ได้เรียนรู้ เราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย”

เติมเต็มความรู้เพศวิทยา ‘เพศศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์’ 

แม้จะค่อนข้างชัดเจนกับบทบาทการเป็นนักสื่อสารเรื่องเพศ และนักสร้างแรงบันดาลใจด้าน Body Positivity ที่สนับสนุนให้คนมีความมั่นใจในร่างกายตัวเอง แต่แม่พลอยก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่า Educator เพราะมองว่ายังขาดความรู้ในเชิงวิชาการ 

“เพื่อนชวนไปเรียนหลักสูตรเพศวิทยา เขาบอกว่ามันเวิร์ก ก็เลยได้ไปเรียน หลักสูตรเพศวิทยาคลินิกของคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก็ได้รู้เชิงชีววิทยา วงจรเสร็จเสียวของคนอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งมันสำคัญมากกับการทำความเข้าใจตัวเองและทำความเข้าใจคู่ และส่งผลต่อความสัมพันธ์มากๆ แต่ตอนแรกก็แอบรู้สึกว่าคนเป็นแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะค่อนข้างต่อยอดได้เยอะกว่า จนมาเจออาจารย์ท่านนึงชื่อ คุณหมอน้ำอ้อย-ขวัญชนก หอมแสงประดิษฐ ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องเพศเชิงบวกผ่านเฟซบุ๊กมาตั้งแต่แรกๆ ชื่อเพจน้องสาว อาจารย์มาสอนวิชา Sex Education สำหรับคนที่จะเป็นคนสอนด้านเพศว่าจะต้องมีความรู้อะไรยังไงบ้าง

คือ ณ ตอนนั้น เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันคืออะไร แต่เจอวิชานี้มันเหมือนมีคนมาให้กรอบประมาณนึงว่า ถ้าสมมติแม่พลอยสนใจด้านนี้ มันมีเวย์ที่จะไปต่อนะ เพราะว่า Educator ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นหมอ ก็ทำได้”

จากห้องเรียนเพศวิทยา แม่พลอยมีโอกาสนำความรู้มาออกแบบเวิร์กชอปเรื่อง ‘เพศศึกษา’ ให้กับชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำความรู้ไปใช้ในการดูแลเด็กๆ ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มชั่วโมงบินให้กับ Sex Educator หน้าใหม่

“จุดเปลี่ยนคือเจอคุณนุ่น-รัชดา ธราภาค เป็นบุคคลที่ให้ข้อมูลกับพลอยตั้งแต่ตอนทำเวิร์กชอป Sexual Harassment Protection ตอนปี 4 แล้วเขาก็ชวนไปทำงานสัมภาษณ์เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะเขาทำเรื่องท้องวัยรุ่น (โครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในระดับอำเภอ) โดยการสนับสนุนของสสส. แล้วก็เอาการ์ดการพูดคุยเรื่องเพศศึกษากับพ่อแม่ ไปจัดเวิร์กชอปตามชุมชน เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นตรงนั้นสามารถรันกระบวนกับคนในชุมชนได้ ว่าคุณจะสอนเพศศึกษาลูกๆ ยังไง ซึ่งก็เวิร์ก”

“พอได้ทำงานอยู่ในวงการจริงจัง แบบที่ได้ใช้ศักยภาพเราด้วย เราก็เริ่มมั่นใจขึ้นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ ฉันก็ทำงานนี้ได้ ฉันใช้ศักยภาพของฉัน ใช้สกิลการเป็นพิธีกร เป็นคนหน้ากล้อง มันก็มีเวย์ที่เราจะขับเคลื่อนได้”

เมื่อบทบาทของ Sex Educator เริ่มชัด นอกจากความสุขที่ได้รับจากการทำงาน โอกาสการเรียนรู้ก็ค่อยๆ เข้ามาให้ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อยอดไปเรื่อยๆ 

“สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) จะมีโควต้าส่งภาคีไปเรียนรู้เพิ่มเติม เราก็ได้ไปเรียนกับมะขามป้อม คราวนี้ก็เจอผู้คนเต็มเลย เจอคุณหมอชมพู่ เป็นกุมารแพทย์ที่สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เขาก็ชวนไปสอนเป็น Sex Education for Teacher แบบเพื่อคุณครูเลย ก็เลยได้ไปทำเวิร์กชอปสอนด้วย แล้วเราก็ยังได้ใช้ทักษะการแสดงด้วยนะ เพราะคลาสก่อนหน้าของเขามันเป็นทักษะการให้คำปรึกษา เราก็โรลเพลย์เลย เป็นเด็กท้องรอบนึง แล้วก็เป็นผู้ปกครองที่มาร้องเรียนโรงเรียนว่า ทำไมถึงสอนเพศศึกษาให้ลูกฉัน ยังเด็กอยู่เลยนะ”

‘ตัวหนูของหนู’ คอร์สเพศศึกษาที่พ่อแม่เรียนรู้ไปพร้อมกับลูก

หลังจากสะสมชั่วโมงบินในการถ่ายทอดความรู้เรื่องเพศศึกษารูปแบบต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่แล้ว ก็ถึงเวลาออกแบบเวิร์กชอปของตัวเอง ซึ่งแม่พลอยเลือกที่จะจัดคอร์สสำหรับครอบครัว ในชื่อ‘ตัวหนูของหนู’ เพื่อแก้เพนพอยต์ที่เคยพบ

“เพื่อนที่เป็นครูเคยเชิญเราไปสอนเพศศึกษาสำหรับพ่อแม่ มันก็จะมีแก๊ปว่า พ่อแม่ไม่รู้จะสื่อสารกับลูกยังไง หรือสมมติสอนแล้วลูกถามจะยังไงต่อ มันเขิน คือมันยังสลัดความเขินไม่ได้ 

แล้วสมมติครูสอนเด็กเรื่องคอนเซนต์ (Consent-ยินยอม) กลับบ้านไปพ่อแม่ก็บังคับอยู่ดี ไม่ฟังลูก ไม่ได้เคารพความคิดเด็กตามที่ครูสอนมา ดังนั้นที่สอนกันมันก็เกิดขึ้นในชีวิตจริงยากหน่อย เราเลยรวมกันเลย เด็กกับพ่อแม่เรียนพร้อมกันไปเลย ก็ทำเวิร์กชอป เล่านิทาน ‘ส่วนนี้หนูหวงที่สุด’ โดยขออนุญาตจากสำนักพิมพ์ SandClock Books แต่ว่าเล่าอย่างเดียวมันไม่รอดอยู่แล้ว ก็ต้องมีกิจกรรมมาเสริม เราก็ชวนเพื่อนที่เป็นกระบวนกรมืออาชีพเข้ามาด้วย ชื่อ กอฟแกฟ-กิตติภณ บุญลีชัย เขาจะเก่งด้านการออกแบบการเรียนรู้ แล้วก็สื่อสารกับเด็ก” 

ในส่วนของผู้ปกครอง แม่พลอยเล่าว่า จุดเน้นอยู่ที่การสื่อสารกับลูก เพื่อลดความเขินอาย ความไม่กล้าในการพูดคุยเรื่องเพศศึกษา

“เราก็จะให้คุณพ่อคุณแม่ลองดูตอนพวกเราพูดกับเด็ก พ่อแม่ก็จะมีคลังคำ คลังวิธีในการหลอกล่อ พูดคุยกับเด็ก วิธีทบทวนที่บ้าน เพราะว่าอยู่กับเรามันแค่ 2 ชั่วโมงเอง แต่ว่าเด็กต้องใช้ทั้งชีวิต คนที่สามารถช่วยได้ก็คือพ่อแม่ แล้วก็พูดเรื่องการขออนุญาต ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งมันช่วยมากๆ การที่ให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่มาเรียนรู้พร้อมกันกับเด็ก”

“อีกเซสชั่นหนึ่งเราจะสอนให้เด็กปกป้องตัวเองเวลาโดนคุกคาม โดยใช้หลักสูตร No-Go-Tell ตั้งแต่ให้ทำโรลเพลย์ ใส่ถุงมือเป็นพี่เพนกวินจะมาจับหน้าอก เราก็ต้องไม่เอา ไม่ได้ แล้วก็ต้องวิ่งหนี ไปหาใคร สมมติไปหาพ่อแม่ แล้วต้องพูดว่าอะไร ต้องพูดให้ถูกนะว่า ‘เขาจะมาจับหน้าอกหนู’ ‘จะมาจับนมหนู’ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องดุเพนกวินตัวนั้น เด็กก็จะรู้สึกได้รับการปกป้อง มันก็แบบฟีลเซฟแหละ 

แล้วเราก็บรีฟผู้ปกครองว่า เดี๋ยวจะต้องพูดแบบไม่ตัดสินนะ ให้ฟังเด็กก่อนนะ แล้วอย่างคำว่า Trusted Adult ก็มีกิจกรรมที่ให้ทำร่วมกันว่า Trusted Adult จริงๆ คือใคร ก็ลิสต์มา มีคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู หรือใครที่บอกได้อีก” 

สำหรับ No-Go-Tell คือแนวคิดสากลที่ใช้สอนเด็กเพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือความรุนแรง โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลักคือ

No (ไม่) สอนให้เด็กปฏิเสธให้ได้ 

Go (ไป) หนีออกจากสถานการณ์นั้นให้ได้ 

และ Tell (บอก) ให้เด็กนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ทันที(Trusted Adult) เช่น คุณพ่อ คุณแม่ คุณครู เพื่อขอความช่วยเหลือ 

‘หยุดตีตราเหยื่อด้วย Beauty standard’ เมื่อประเด็นเพศถูกสื่อสารผ่านซีรีส์ 

อีกหนึ่งบทบาทที่ทำให้แม่พลอยเป็นที่รู้จักมากขึ้น คือการเป็นนักแสดงที่รับบท ‘ปุ้ย’ ในซีรีส์ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer) ทาง Netflix ซึ่งเป็นเหยื่อจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยสูตินรีแพทย์ และตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อสู้เรียกร้องความถูกต้อง แต่นี่ไม่ใช่ก้าวแรกในเส้นทางนักแสดงของแม่พลอย เพราะกว่าจะมาเป็นปุ้ยที่สามารถถ่ายทอดความเจ็บปวดของเหยื่อที่ถูกกระทำซ้ำได้อย่างสมจริง แม่พลอยมีผลงานการแสดงมาก่อนแล้ว  

“จริงๆ ตั้งแต่ตอนเรียนก็อยู่คณะละคร ได้เล่นละครโรงเล็กอยู่บ้าง ได้พัฒนาการแสดงอยู่เรื่อยๆ  แล้วที่นิเทศจะมีบอร์ดงาน ถ้าคาแรกเตอร์ไหนตรงกับเราก็ไปแคสต์ งานแสดงแรกๆ เลยคือ เป็นนางเอก MV ‘รักเหอะ’ ของ Big Ass ซึ่งพี่ชายของพี่ไก่-ณัฐพล บุญประกอบ เป็นผู้กำกับ ทำให้เราได้ร่วมงานกับพี่ผู้กำกับสุดเท่ทั้ง 2 ท่านนี้

ในระหว่างนั้นก็มีงานโฆษณาบ้าง เป็นเพื่อนพระเอกเพื่อนนางเอกในซีรีส์บ้าง อย่าง ‘แปลรักฉันด้วยในใจเธอ 2’ เล่นเป็นเพื่อนเต๋ แล้วก็มี ‘คลับสะพานฟาย’ เล่นเป็นเพื่อนมิลลิ แล้วก็เรื่อง ‘CLAIREBELL คลั่ง/รัก/นักโทษ’ เป็นซีรีส์ Girls’ Love ของพี่เต๋อ-พี่ใหม่” 

สำหรับเรื่องล่าสุด ‘ทนายปีศาจ’ นอกจากจะเป็นผลงานที่แม่พลอยได้อวดฝีมือการแสดงแล้ว ยังเป็นบทที่ทำให้เธอได้สื่อสารเรื่องเพศศึกษาในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งทรงพลังและสร้างการรับรู้ได้ในวงกว้าง 

“บทมันดีมาก เราจะไม่สามารถฉายแสงได้เลย ถ้าบทมันไม่ดีมาตั้งแต่แรก เขารีเสิร์ช 6-7 ปี คือเรารู้ว่ามันจะดีตั้งแต่ที่เขาเรียกแคสต์ว่าอยากได้คนอ้วนๆ เพราะนั่นแปลว่าเขาต้องการเล่าเรื่องที่มันสื่อสารว่า คนรูปร่างหน้าตาแบบไหนก็สามารถโดนล่วงละเมิดได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนสวยถึงจะโดนเท่านั้น ตอนที่อ่านบทแคสต์คือ บทนี้ของฉัน!”

ในฐานะนักแสดง แม่พลอยมองว่า บท ‘ปุ้ย’ เป็นเหมือนตัวแทนของมายาคติที่ว่า คนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศต้องเป็นคนสวย รูปร่างหน้าตาตรงตาม Beauty Standard ของสังคม ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ใน Standard นั้น แล้วบอกว่าตัวเองโดนล่วงละเมิด ความคิดเห็นแรกๆ คือ “คิดไปเองหรือเปล่า”  “คิดมากไปไหม” ยิ่งถ้าเหตุการณ์ยังไปไม่ถึงขั้นการข่มขืน ความน่าเชื่อถือของเหยื่อจะลดลงทันที เพราะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ 

“พอเราได้พื้นที่สื่ออย่างงี้ ก็จะมีหลายคนที่ทักมาหรือคอมเมนต์ว่าเคยโดน  คือเขาอ้วนเหมือนเรา หลายๆ คนเลยนะที่แบบอ้วนหน่อยอะไรอย่างเงี้ย เขาบอกว่าไปเล่าให้บางคนฟัง ซึ่งมันเหมือนกับ Trusted Adult เนอะ ในการไปเล่าให้ฟังก็คาดหวังการเห็นใจ การช่วยเหลือกลับมา แต่เขาตัดสิน ไม่เชื่อ หรือว่าแบบ…ไม่น่าโดนหรอกมั้ง หรือบางคนแย่กว่านั้น คือบอกว่า ‘ควรจะดีใจนะ’ เฮ้ย! เขาโดนกระทำ เขาไม่ได้ยินยอม

แต่เราก็ดีใจนะที่เรื่องนี้ทำให้เกิดการรับรู้ เกิด Awearness (การตระหนัก) เราแฮปปี้มาก เพราะหลายคนเคยพูดว่า ตอนแรกดูบทนี้ ทำไมถึงเอาคนอ้วนๆ มาเป็นเคสที่โดนข่มขืน ดูไม่น่าเชื่อถือเลย แต่หลังจากดูซีรีส์แล้วเขาก็เริ่มรู้ว่า จริงๆ มันเกิดกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะหน้าตาแบบไหน คนแก่ก็โดน ศพยังโดนได้เลย มันไม่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา มันคือเรื่อง Power Dynamics ที่คนทำเขารู้สึกมีอำนาจเหนือกว่า เขามองว่าเขาทำได้

ซึ่ง ‘เพศศึกษา’ จะช่วยมากเลย ถ้าสมมติคนเหล่านี้ได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า จริงๆ ตัวเรากับตัวของคนอื่น มันสำคัญเหมือนกันนะ ไม่มีใครด้อยกว่าใคร เขาก็รักร่างกายเขาเหมือนกัน มันก็จะช่วยทำให้เขาหักห้ามใจไม่ไปทำร้ายคนอื่นได้ หรือทำให้อย่างน้อยก็รับรู้ว่า สิ่งนี้คือกำลังละเมิดคนอื่นอยู่นะ เพราะว่าบางทีก็ทำโดยไม่รู้ตัว”

Healthy Body Image ‘ทัศนคติเชิงบวกและการยอมรับในรูปร่างหน้าตาตัวเอง’

ไม่ใช่แค่ปุ้ย หรือแม่พลอย ที่ต้องเผชิญกับ Body Shaming หรือการวิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน เหยียดรูปร่างหน้าตา ยังมีคนในสังคมอีกไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับอคติและการเลือกปฏิบัติ เพียงเพราะพวกเขาต่างไปจากมาตรฐานที่สังคมตั้งไว้ ซึ่งจากประสบการณ์ของแม่พลอย นอกจากการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องกับสังคมแล้ว การปรับทัศนคติที่มีต่อตัวเองจะช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น

“เราก็มีช่วงที่พยายามต่อสู้กับแนวความคิดบิวตี้สแตนดาร์ด น่าจะตอนที่เรียนจบมาพักนึง คือเราเป็นคนที่ถูกเรียกว่า ‘อ้วน’ มาตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่มันโหดกว่า คือเราบอกตัวเองด้วยว่า ‘เราอ้วน เราไม่สวย’ แล้วเราก็ค่อยๆ สู้กับความคิดนี้ของตัวเอง สู้ด้วยการปฏิเสธว่าบิวตี้สแตนดาร์ดนั้นไม่มีอยู่จริง แต่สุดท้ายเรารู้ว่ามันมีอยู่จริง คุณไม่โดนเรียกแคสต์ในบางบท เพราะว่าคุณไม่ได้สวยตามบิวตี้สแตนดาร์ดไง หรือว่าเวลามีปฏิสัมพันธ์กัน คนเขาก็กรูเข้าไปหาคนที่สวยบิวตี้สแตนดาร์ด มันมีอยู่จริง”

“สิ่งที่รู้สึกว่าสามารถช่วยได้คือ เรารับรู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราจะไม่ยอมเป็นทาสของมัน คือไม่ต้องแบบว่าผลักตัวเองให้เจ็บปวดมากๆ หรือสู้ หรือไม่เป็นตัวเองสุดๆ คือรูปร่างแบบไหนก็สวยได้ แต่เรื่องความอ้วนก็มีเรื่องสุขภาพด้วย ถ้าอ้วนแบบที่น้ำหนักเกินแล้วมีปัญหา ก็เป็นสิ่งที่ควรลด แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่สวยอะ มันคนละเรื่องกันในความรู้สึกเรานะ มันไม่ได้หมายความว่าคุณอ้วนแล้วคุณค่าในตัวคุณมันลดน้อยลง” 

สำหรับใครที่กำลังรู้สึกนอยด์หรือกังวล ไม่มั่นใจในการเป็นตัวเอง แม่พลอยส่งกำลังใจให้ทุกคนว่า 

“มันโอเคที่เราจะมีรูปร่างในฝัน แต่แค่ไม่อยากให้ใจร้ายกับตัวเรา ณ ปัจจุบัน เราควรรักรูปร่างของตัวเองในทุกๆ สเตจ เพราะสุดท้ายมีแค่คุณนะที่เป็นเพื่อนกับร่างกายของตัวคุณได้ รู้ใจเขา และรักเขาดีที่สุด”

แต่ถ้าสังคมไหนทำให้คุณรู้สึกไม่ดีพอ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จนเกิดความเครียด วิตกกังวล เสียสุขภาพจิต แม่พลอยแนะนำว่าให้ตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ แต่ถ้ายังมีปัญหาอยู่ ให้เอาตัวเองออกมา 

“แล้วพาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่เป็นมิตรกับตัวคุณ เป็นมิตรกับการเทคแคร์คุณค่าในตัวเอง คือถ้าสมมติวันนี้ยังฟอลโลอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำให้เราไม่ชอบรูปร่างตัวเอง ก็ควรจะพิจารณาว่าเราควรจะฟอลต่อไหม เราเลือกกำหนดสังคมในฟีดของเราได้นะ” 

แม่พลอยเล่าว่าที่ผ่านมาเวลาทำคอนเทนท์เรื่องเพศศึกษา เรื่อง Body Positivity ลงในโซเชียลมีเดียของตัวเอง ก็จะมีฟีดแบ็กลบๆ ให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งวิธีรับมือก็คือ การกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนรอบข้างที่คอยซัพพอร์ตเรา

“สิ่งที่เราจัดการตัวเองได้คือต้องกลับมาอยู่กับตัวเอง ว่าตอนนี้รู้สึกอะไรอยู่ แล้วมันถึงขั้นที่ว่าเราต้องเทคแอคชั่นอะไรยังไงบ้าง หลายๆ ครั้งพลอยเลือกที่จะลบ คือถ้าสมมติโพสต์นั้น เป็นโพสต์ที่เราตั้งใจสื่อสารกับคนอีกกลุ่มนึง เราไม่ได้ตั้งใจสื่อสารกับเขา พลอยก็ลบ หรืออาจตอบประเด็นของคนนั้นนะ เพื่อที่จะปกป้องคนในคอมมูนิตี้ของเราด้วย เราจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเพื่อนของเรา หรือถ้าเจอเหตุการณ์ที่มีคนมาพูดบั่นทอนใจเราบ่อยๆ ก็สามารถบอกความรู้สึกของเรากลับไปด้วยความกล้าหาญได้เลยว่า ไม่โอเค” 

แม่พลอยขยายความว่า เราสามารถใช้การสื่อสารเพื่อสันติ Nonviolent Communication (NVC) ได้ โดยเริ่มที่ Observation (สังเกต) → Feeling (ความรู้สึก) → Needs (ความต้องการ) → Request (การร้องขอ หรือในแง่พฤติกรรม คือการบอกให้คนอื่นรู้ว่าเราอยากให้เขาทำอะไรนั่นเอง)

“อันดับแรกคือ Observation สังเกตว่าสิ่งที่เขาทำที่เขาพูดคืออะไร โดยไม่ตัดสินนะ สมมติพี่พูดว่า ‘หนูอ้วน’ ต่อมาคือตัวเรารู้สึกอะไร Feel เสียใจ น้อยใจ ก็บอกเขาไปว่า ‘หนูน้อยใจนะพี่พูดแบบนี้’ แล้วถัดไป Need เราอยากได้อะไรจากเขา ความต้องการของเราคืออะไร ก็คือหนูอยากได้ความเคารพจากพี่ หนูอยากให้บรรยากาศการทำงานของเราดี ดังนั้น Request แอคชั่นไปว่าเราอยากให้เขาทำอะไร มันอาจจะออกมาว่า ถ้างั้นขอให้พี่ไม่พูดแบบนี้แล้วได้ไหม จบ” 

การใช้การสื่อสารดังกล่าวในสถานการณ์ที่อึดอัด นอกจากจะได้ทบทวนความรู้สึกตัวเองแล้ว ยังได้สร้างขอบเขตให้ตัวเราด้วย และที่สำคัญได้ชี้ให้คนๆ นั้นเห็นว่า สิ่งที่เราอยากได้จากเขาคืออะไร 

เพศศึกษาในโรงเรียนไทย ‘ยิ่งสอนเร็วยิ่งดี ไม่ใช่การชี้โพรงให้กระรอก’

แม้การขับเคลื่อนเรื่องเพศศึกษาผ่านโซเชียลมีเดียและกิจกรรมต่างๆ จะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี แต่แม่พลอยมองว่ายังไม่ได้ในเชิงปริมาณ ซึ่งหากจะขยายผลในวงกว้างต้องผลักดันให้การเรียนรู้เพศศึกษาเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นจริงในระบบการศึกษา  

“อยากให้มีการสอนเต็มระบบอย่างยั่งยืน เพราะสถิติช่วงนี้ก็บอกว่าซิฟิลิสเพิ่มขึ้น แล้วท้องในอายุน้อยลง หมายถึงเด็กมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเร็วขึ้น นั่นแปลว่าเราต้องรีบสอนให้เร็วขึ้น เพื่อให้มันสอดรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการสอนแค่ใส่ถุงยาง มันไม่เวิร์ก มันเป็นปลายเหตุมากๆ แล้ว 

คือเพศศึกษามันไม่ได้มีแค่จู๋กับจิ๋ม มันคือคุณค่าในตัวคุณเอง การเห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ การมองมนุษย์เท่าๆ กัน ถ้าสมมติคุณไม่เห็นว่า ตัวคุณสำคัญ คุณจะไม่โพรเทกต์ตัวเอง ถ้าไม่เห็นว่าคู่นอนสำคัญ ก็จะไม่แคร์สวัสดิภาพของคู่ ก็ไม่แคร์หรอกว่าจะท้องหรือเปล่า และเด็กที่เกิดมามันก็ไม่ได้สำคัญ เกิดมาก็เลี้ยงๆ กันไป ก็กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งคือ โตอย่างไม่มีคุณภาพ ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เด็กคนหนึ่งเกิดมาแล้วก็ควรจะได้โตดีๆ” 

ท้ายที่สุดแล้ว แม่พลอยอยากเห็นการสนับสนุนให้มีการสอน ‘เพศศึกษา’ ในโรงเรียนอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นที่การสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเอง ให้เด็กๆ มีทักษะชีวิตพอที่จะปกป้องร่างกายจิตใจตัวเอง รู้ขอบเขต และไม่ละเมิดผู้อื่น เพื่อนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

“การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนทุกวันนี้มันก็พอมี แต่ปัญหาในระบบคือกฎหมายเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าควรจะต้องมีการเรียนการสอนกี่ชั่วโมงกี่ครั้ง เรื่องนี้ก็น่าเสียดาย 

จริงๆ มันมีกฎหมาย พรบ. ท้องวัยรุ่นนะ (พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559) ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว พรบ.ฉบับนี้เจตจำนงคือเพื่อปกป้องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของเด็กด้วย แต่พอเป็นการบูรณาการหลายๆ กระทรวง มันค่อนข้างยาก ถามว่าระบบสวัสดิการมีไหม มี หลักสูตรมีไหม มี แต่ว่าเด็กๆ เข้าถึงบริการเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน มันไม่มีตัวชี้วัดที่สะท้อนกลับมาว่า เด็กได้เรียนไหม แล้วเรียนแล้วนำไปใช้ได้ไหม” 

“เราถามน้องที่เพิ่งจบม.6 กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยว่า หนูรู้ไหมว่าจริงๆ เรามีสิทธิเรียนเพศศึกษานะ เขาบอก…ไม่รู้ ไม่เคยได้เรียนเหมือนกัน ทั้งที่จริงๆ อยู่ในพรบ.แล้วนะ ปัญหาคือเขาเข้าไม่ถึงสิทธินั้น แล้วก็โดนปัดตกด้วยความเชื่่อว่า ‘สอนแล้วมันชี้โพรงให้กระรอก’ แต่จริงๆ มันมีวิจัยที่ชี้ว่า การสอนเพศศึกษาเด็ก ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะนอกจากจะไม่ได้มีแค่เรื่องเพศสัมพันธ์  ในวัยที่เขาเริ่มอยากรู้อยากลอง จะได้ไม่ต้องไปหารู้หาลองเอง โดยที่มันอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ 

คือการสอนเพศศึกษา มันมีผลการวิจัยยืนยันว่าช่วยชะลอการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกออกไป ลดจำนวนคู่นอน เพราะเขารู้แล้วไงว่ามันเพิ่มความเสี่ยงอะไรบ้าง ลดความเสี่ยงการติดโรคทั้งเพศสัมพันธ์ต่างๆ ลดอัตราท้องวัยรุ่น คือมีแต่ผลดี ถ้าเราให้ความรู้เขาอย่างถูกต้อง” 

Tags:

Sex Educatorพลอย ศิริอุดมเศรษฐBody PositivityHealthy Body Imageการรักตัวเองเพศศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองการเคารพตนเอง

Author:

illustrator

ชุติมา ซุ้นเจริญ

ลูกครึ่งมานุษยวิทยาและนิเทศศาสตร์ รักการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร พอๆ กับการเดินทางข้ามพรมแดนทุกรูปแบบ เชื่อเสมอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่นิยมแบกโลกไว้บนบ่า

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Creative learning
    ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมที่เปลี่ยนความแตกต่างเป็นพลังแห่งการเรียนรู้: ครูเอ็กซ์-ธีรพล ชิณพันธ์ โรงเรียนวัดช่องนนทรี

    เรื่อง The Potential

  • Creative Leaning
    ‘ก้าวสู่รส ก้าวสู่ราก ก้าวสู่โลก’ ห้องเรียน Gastronomy ที่ชวนเด็กเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ชีวิตจริง: โรงเรียนวิชิตสงคราม ภูเก็ต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Unique School
    โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 บ้านหลังที่ 2 ที่โอบกอดเด็กเปราะบาง ด้วยหัวใจ ‘ครูนางฟ้า’: ผอ.พัทธยา ชนะพันธ์

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • How to enjoy life
    นางฟ้าที่มีอยู่จริง ‘Angel Energy’ ปรับจูนพลังงานดีที่จะทำให้คุณเปล่งประกายและมีความสุขในแบบของตัวเอง

    เรื่อง ยุรพร ยมนาค ภาพ ninaiscat

  • Movie
    OMG2: ‘เพศศึกษา’ เรื่องที่ครูไม่ได้สอน แต่กลับคอยซ้ำเติมความเชื่อผิดๆ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Toy Story 5: มากกว่า ‘ของเล่นที่ถูกลืม’ คือทักษะชีวิตที่หายไปพร้อมกับ ‘การเล่น’ ที่เทคโนโลยีแทนไม่ได้
Movie
3 July 2026

Toy Story 5: มากกว่า ‘ของเล่นที่ถูกลืม’ คือทักษะชีวิตที่หายไปพร้อมกับ ‘การเล่น’ ที่เทคโนโลยีแทนไม่ได้

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Toy Story 5 เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันของ Disney Pixar บอกเล่าเรื่องราวของบอนนี่ เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาในการปรับตัว พ่อกับแม่ของเธอจึงมอบแท็บเล็ตให้ ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยให้บอนนี่เชื่อมต่อกับเพื่อนได้ง่ายขึ้น
  • แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น บอนนี่หมกมุ่นอยู่กับหน้าจอทั้งวันจนแทบตัดขาดจากเหล่าของเล่นเพื่อนเก่า ที่ตอนนี้นำทีมโดยเจสซี่ และ บัซ ไลท์เยียร์ ขณะที่เพื่อนในโลกออนไลน์กลับบูลลี่บอนนี่ จนบรรดาของเล่นต้องหาทางช่วยเหลือ
  • “ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสำหรับเด็ก ซึ่งเราไม่เคยพูดถึงในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ มาก่อน นั่นคือช่วงเวลาที่คุณตัดสินใจที่จะขยายขอบเขตทางสังคมออกไปจากโลกเล็กๆ ที่ปลอดภัยของตัวเอง และพยายามที่จะหาเพื่อน ซึ่งเป็นเรื่องเสี่ยง”

“เล่นเหรอ นี่คือเกม ไม่ใช่การเล่นจริงๆ ไม่รู้เหรอการเล่นน่ะ …ล้อเล่นใช่ไหม”

คำพูดในฉากหนึ่งของ ‘เจสซี่’ ตุ๊กตาสาวคาวเกิร์ลใน Toy Story 5 ชวนให้ผมต้องกลับมาฉุกคิดและตั้งคำถามกับตัวเองว่า…แท้จริงแล้ว ‘การเล่นจริงๆ’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่?

ตัวของเจสซี่เองก็คงไม่ต่างอะไรกับผม ที่เติบโตมาในยุคที่อุปกรณ์สื่อสารและอินเทอร์เน็ตยังเป็นเรื่องไกลตัว เข้าถึงยาก และมีราคาแพง สำหรับผมแล้ว ความทรงจำเกี่ยวกับการเล่นที่แจ่มชัดที่สุด คือการชวนพี่ชายและญาติข้างบ้านมาจำลองศึก ‘เกราะเพชรเจ็ดสี’ ด้วยกัน  เริ่มจากการไปหากล่องลังกระดาษใบใหญ่ๆ มาตัดแปะและประดิษฐ์เป็นชุดเกราะตามมีตามเกิด ใครได้บทไหนก็ระบายสีชุดเกราะตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งบทที่ผมได้รับมักเป็น ‘นักรบเกราะเพชรสีเขียว’ เสมอ เพราะทุกคนขี้เกียจทำปีกวิเศษมาติดไว้ที่ข้อเท้า 

© Disney/Pixar

จากนั้นพวกเราก็จะแบ่งทีม วิ่งไล่จับ และยิงแสงเลเซอร์ที่มองไม่เห็นใส่กันอย่างสนุกสนานจนเหงื่อไหลไคลย้อยไปตามๆ กัน เรียกได้ว่าเป็นรสชาติของการเล่นที่ขับเคลื่อนด้วยจินตนาการและสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างแท้จริง 

ทว่า โลกของเด็กยุคนี้กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เหมือนกับเนื้อหาหลักใน Toy Story 5 ที่บอกเล่าถึงหนูน้อย ‘บอนนี่’ ในวัย 8 ขวบ (ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ห่างจากภาคที่แล้วประมาณสามปี) เธอกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาหนักใจในการปรับตัวเข้าสังคมและหาเพื่อนใหม่ พ่อกับแม่ของเธอจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการซื้อแท็บเล็ตอัจฉริยะอย่าง ‘ลิลลี่แพด’ ให้เป็นของขวัญ ด้วยความเชื่อว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้จะสามารถช่วยให้บอนนี่เชื่อมต่อและเข้าหาเพื่อนๆ ได้ง่ายขึ้น

แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร เมื่อลิลลี่แพดดึงดูดบอนนี่ให้เสพติดและหมกมุ่นอยู่กับหน้าจอทั้งวันทั้งคืนจนแทบตัดขาดจากสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะเหล่าของเล่นเพื่อนเก่าที่ตอนนี้นำทีมโดยเจสซี่ และขวัญใจของผมอย่าง ‘บัซ ไลท์เยียร์’

เดิมทีผมคิดว่าแอนิเมชันภาคต่อเรื่องนี้ คงจะมุ่งเน้นไปที่การปรับตัวของพวกของเล่น แต่เมื่อรับชมต่อไปเรื่อยๆ ผมกลับพบว่าแก่นแท้ที่หนังต้องการสื่อสาร คือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของผู้ปกครอง และครู เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ ในยุคดิจิทัลมากกว่า 

ในช่วงต้นเรื่อง จริงอยู่ที่ลิลลี่แพดจะสามารถพาบอนนี่ไปเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ โดยเฉพาะการนำเธอเข้าไปอยู่ในแชตกลุ่มของเพื่อนร่วมชั้นในคลาสเต้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาและเป็น ‘ภัยเงียบอันน่ากลัว’ คือลิลลี่แพดไม่ได้มีระบบคัดกรองหรือความสามารถในการปกป้องเด็กๆ จาก ‘สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ’ บนโซเชียลมีเดียได้เลย ซึ่งปมปัญหาในช่วงวัยนี้ แอนดรูว์ สแตนตัน ผู้กำกับ กล่าวผ่าน Polygon.com ว่า

“ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสำหรับเด็ก ซึ่งเราไม่เคยพูดถึงในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ มาก่อน นั่นคือช่วงเวลาที่คุณตัดสินใจที่จะขยายขอบเขตทางสังคมออกไปจากโลกเล็กๆ ที่ปลอดภัยของตัวเอง และพยายามที่จะหาเพื่อน ซึ่งเป็นเรื่องเสี่ยง เหมือนกับการชวนใครสักคนไปเดท ถ้าคุณถูกล้อเลียนหรือถูกปฏิเสธ มันอาจส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพของคุณไปตลอดชีวิต มันเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ 

เราทุกคนจำได้ว่าการพยายามหาเพื่อนนั้นมีความเสี่ยงสูงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ที่โรงเรียนใหม่ หรือในห้องเรียนใหม่ เมื่อคุณยังเด็กขนาดนั้น เมื่อคุณอายุแปดขวบ มันคือทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับของเล่นและอุปกรณ์ต่างๆ พวกมันก็เห็นพ้องต้องกันว่าความเสี่ยงนั้นสูงมากเช่นกัน” 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ตอนที่เพื่อนๆ ในกลุ่มรู้ว่าบอนนี่ยังเล่นของเล่นกับตุ๊กตาอยู่ แถมยังพยายามตามหาของเล่นที่หายไปจากบ้าน บอนนี่จึงตกเป็นเหยื่อของการถูกล้อเลียนในทันที เธอถูกตราหน้าว่าเป็นยัยทารกน้อยที่ไม่รู้จักโต ทำให้ความมั่นใจในตัวเองของบอนนี่พังทลายลง แต่ยังโชคดีที่แม่สังเกตเห็นความผิดปกติทางอารมณ์ของลูกสาว และก้าวเข้ามาสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อโอบอุ้มฮีลใจบอนนี่ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา   

“บอนนี่มีเรื่องอะไรกับเพื่อนๆ หรือเปล่าจ๊ะ? แม่ดูได้ไหม แม่ไม่ได้จะดุนะบอนนี่ แม่สัญญา 

โถ่ ลูกรัก ลูกรู้ใช่ไหมว่าลูกคุยกับพ่อแม่ได้เสมอนะ ได้ทุกเรื่อง เพราะว่าเรารักลูก…บอนนี่ รักมาก แม่จะไม่เปลี่ยนอะไรแม้แต่อย่างเดียวในตัวลูก และแม่ว่าเพื่อนแท้ก็จะคิดแบบนี้…ว่าไหม? 

แม่ว่าเราพักการคุยกรุ๊ปแชทไว้ก่อน โอเคนะ?”

ประเด็นถัดมาที่ผมสังเกตเห็นคือ การที่หนังจงใจฉายซ้ำๆ ย้ำๆ ถึงภาพของบอนนี่และเด็กคนอื่นๆ ที่นั่งนิ่งเป็นหิน จ้องมองหน้าจอแท็บเล็ตได้ทั้งวันทั้งคืนราวกับโดนสะกดจิต จนอดคิดไม่ได้ว่าผู้กำกับอาจต้องการทำให้พวกเราตระหนักถึงภาวะที่หลายคนเรียกว่า ‘Zombie Tablet’ ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยถึงเด็กที่เสพติดหน้าจออย่างรุนแรงจนเกิดอาการเหม่อลอย ตอบสนองช้า เซื่องซึม และแยกตัวจากสังคมคล้ายกับซอมบี้ แถมหากถูกขัดจังหวะหรือจับแยกจากหน้าจอ ก็มักจะมีอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว และก้าวร้าวได้ง่ายกว่าปกติ เนื่องจากสมองส่วนหน้าขาดการฝึกฝนทักษะด้านการควบคุมอารมณ์

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ผมหวนกลับมาทบทวนถึงประโยคของเจสซี่อีกครั้งว่า “เล่นเหรอ นี่คือเกม ไม่ใช่การเล่นจริงๆ” เพราะผมมองว่า ‘การเล่นจริงๆ’ ของเจสซี่น่าจะหมายถึง Active Play คือการที่เด็กได้ก้าวขาออกจากโลกเสมือน แล้วใช้ร่างกายและประสาทสัมผัสทำกิจกรรมหรือการละเล่นต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่น การเล่นของเล่นเป็นชิ้นๆ หรือการออกกำลังกาย 

เพราะการเล่นในโลกจริงจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการรอบด้านและเสริมสร้างทักษะสมองที่หน้าจอไม่มีวันให้ได้ 

ทั้งทักษะการเรียนรู้เพื่อปรับตัวเข้าหาผู้อื่น ทักษะทางความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการสร้างปฏิสัมพันธ์และการสื่อสาร รวมถึงการบ่มเพาะ Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจในความรู้สึกของคนที่อยู่ตรงหน้า ยังไม่นับรวมถึงพัฒนาการทางด้านร่างกายอย่างกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ และที่สำคัญที่สุดคือ มันช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้า รวมถึงอาการป่วยทางใจมากมายที่กำลังกัดกินใจของเด็กๆ มากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของ เคนนา แฮร์ริส ผู้กำกับร่วม ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับ Indiewire ว่า

“เราติดอยู่กับอุปกรณ์ต่างๆ ไม่มีทางเลี่ยงได้ และอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเด็กๆ ในตอนนี้ การใช้เทคโนโลยีมากเกินไปอาจส่งผลเสีย แต่ก็เป็นวิธีที่เด็กๆ ใช้เชื่อมต่อกัน เรียนรู้ และเล่นเกม แง่มุมของการเชื่อมต่อนี้เองที่ทำให้เราเข้าใจเนื้อหาของหนังได้ดียิ่งขึ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราคิดว่า “อ้อ คุณรู้ไหมว่าของเล่นก็ทำอะไรได้บ้าง และจินตนาการก็ทำอะไรได้บ้าง?” มันเชื่อมต่อเรากับความปรารถนาของมนุษย์ที่จะอยากรู้อยากเห็นและเล่นสนุก มันเชื่อมต่อเรากับคนอื่นๆ ในแบบที่แท้จริง”

และสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ฮีโร่ในความทรงจำวัยเด็กของผม อย่าง ‘บัซ ไลท์เยียร์’ ที่แม้ในภาคนี้เขาจะไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นเท่าเจสซี่ แต่ผมก็ยังประทับใจฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งเข้าอย่างจัง นั่นคือฉากที่ ‘กองทัพบัซ’ (รุ่นล่าสุด) ออกตามหาเพื่อนบัซตัวหนึ่งที่บังเอิญถูกเด็กในป่าจับตัวไปเล่น 

© Disney/Pixar

แต่เมื่อกองทัพบัซไปถึงจุดหมาย ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่เด็กที่กำลังจ้องจอ แต่เป็นภาพอันอบอุ่นของเด็กคนนั้นที่กำลังนอนฟังแม่ของเขาอ่านนิทานให้ฟังอย่างตั้งใจ วินาทีนั้น สายตาที่ดุดันและแข็งกร้าวของกองทัพบัซ กลับค่อยๆ อ่อนโยนลง และถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มละมุน ก่อนที่ทั้งหมดจะเลือกถอยทัพกลับไปเงียบๆ เพื่อปล่อยให้นิทานเรื่องนั้นได้ดำเนินหน้าที่ของมันต่อไปจนจบ 

ในมุมของผม ฉากนี้อาจเป็นความตั้งใจที่ผู้กำกับต้องการสื่อสารกับคนเป็นพ่อเป็นแม่ว่า การอ่านนิทานให้ลูกฟัง สร้างผลลัพธ์ที่หน้าจอแท็บเล็ตไม่มีวันทำได้ เพราะทุกน้ำเสียงที่พ่อแม่เปล่งออกมาขณะเล่านิทาน มันคือการกระตุ้นสมอง ฝึกการจับใจความ ขยายคลังคำศัพท์ จุดประกายจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด และสอนให้เด็กเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายผ่านตัวละคร ยิ่งไปกว่านั้น มันคือการถักทอสายใยความรักความผูกพันที่มั่นคงภายในครอบครัวไปพร้อมๆ กัน 

เมื่อพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่หนังสื่อสารออกมาอีกครั้ง ผมก็นึกถึงคำพูดของเจสซี่ในช่วงท้ายเรื่อง ที่ไม่เพียงปลอบประโลมพวกพ้องของเล่น แต่ยังส่งเสียงเตือนสติผู้ใหญ่อย่างพวกเราว่า

“บอนนี่เขาเริ่มโตแล้ว และเราเลือกไม่ได้ว่าจะให้มันเกิดเมื่อไหร่หรือยังไง ที่สำคัญคือเราอยู่ที่นั่นในเวลาที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้เธอเติบโต และฉันเชื่อว่าเราได้ทำแล้ว”

ดังนั้น หน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่และครูในยุคนี้ จึงไม่ใช่การปฏิเสธความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยี แต่คือการตระหนักรู้และเลือกที่จะ ‘ยืนอยู่ตรงนั้นในเวลาที่ใช่’ สนับสนุนการเล่นตามธรรมชาติ คอยประคับประคอง และพร้อมเป็นอ้อมกอดที่ปลอดภัยในวันที่โลกเสมือนจริงทำร้ายพวกเขา 

Tags:

ของเล่นเด็กToyStory5

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Movie
    Wonder: ความน่าหวาดกลัวอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา หากแต่เป็นความมืดบอดที่หัวใจไม่อาจสัมผัสถึง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Everyone can be an Educator
    ‘ครูอ้อย-สุธิวา บุญวัง’ ครูที่ไม่มีห้องเรียน แต่มี ‘ห้องสมุด’ ไว้ให้เด็กเปิดใจเลือกเส้นทางเดินใหม่โดยไม่ถูกตัดสิน

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Movie
    Instant family: ได้โปรดให้เวลาพวกเราหน่อยนะ 

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Book
    The Catcher in the Rye : ไม่ต้องมีใครโอบรับใคร ถ้าไม่มีผู้ใดร่วงหล่นจากท้องทุ่ง

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

  • Space
    ‘Miimo’ จับบทเรียนโค้ดดิ้งมาเป็นเกม แพลตฟอร์มที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ในรูปแบบที่สนุกและเข้าถึงง่าย

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

Posts navigation

Newer posts

Recent Posts

  • ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมที่เปลี่ยนความแตกต่างเป็นพลังแห่งการเรียนรู้: ครูเอ็กซ์-ธีรพล ชิณพันธ์ โรงเรียนวัดช่องนนทรี
  • Spider-Man Brand New Day: เมื่อฮีโร่บอกกับเราว่า ‘ความเป็นมนุษย์’ ต่างหาก คือพลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทุกคนมี
  • ‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด…’ พฤติกรรมของคนใกล้ตัวส่งผลกระทบต่อชีวิตเรามากน้อยเพียงใด
  • พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม
  • ‘ก้าวสู่รส ก้าวสู่ราก ก้าวสู่โลก’ ห้องเรียน Gastronomy ที่ชวนเด็กเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ชีวิตจริง: โรงเรียนวิชิตสงคราม ภูเก็ต

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • August 2026
  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel