- Sheep in the box ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นผู้ขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์และนิยามของคำว่า “ครอบครัว” ซึ่งมักลงมือเขียนบท กำกับ และตัดต่อด้วยตัวเอง
- ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่สูญเสียลูกชายวัย 7 ขวบและไม่อาจทำใจได้ พวกเขาทดลองใช้บริการสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนด์นอยด์มาเป็นตัวแทน ซึ่งในที่สุดก็พบว่ามันไม่สามารถทดแทนลูกชายที่จากไปได้
- นอกเหนือจากการตั้งคำถามสำคัญถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว ในช่วงเวลาที่เอไอเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ภาพยนตร์ยังชวนทำความเข้าใจความทุกข์ของพ่อแม่ที่สูญเสียลูก และกระบวนการเยียวยาที่ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจริง
เกือบสิบปีที่แล้ว ผมได้ยินพ่อกับแม่คุยกันหลังกลับมาจากงานศพของลูกสาวเพื่อนสนิทว่า สำหรับพ่อแม่…ไม่มีอะไรเจ็บปวดมากไปกว่าการสูญเสียลูกอีกแล้ว
ความเจ็บปวดที่ผมเคยได้ยินในวันนั้น หวนกลับมาชวนให้ผมได้ขบคิดอีกครั้ง เมื่อได้ชม Sheep in the box ภาพยนตร์ดรามาไซไฟสัญชาติญี่ปุ่นเรื่องล่าสุดของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ผู้กำกับมือรางวัล ที่แม้เรื่องราวจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากคู่สามีภรรยาสูญเสีย ‘คาเครุ’ ลูกชายวัย 7 ขวบไปนานถึงสองปี ทว่าบาดแผลและความเจ็บปวดนั้นกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
วันหนึ่งพวกเขาได้รับข้อเสนอพิเศษจาก Rebirth บริษัทผลิตหุ่นยนต์เทคโนโลยีแอนดรอยด์ชั้นนำ ในการส่งตัวคาเครุกลับคืนสู่ครอบครัวอีกครั้งในรูปแบบของหุ่นยนต์ ‘ฮิวแมนนอยด์’ โดยหวังว่าวิศวกรรมอันล้ำสมัยจะช่วยเติมเต็มและเยียวยาหัวใจที่แตกสลายให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
ด้วยฉากหลังที่ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องว่าเป็นโลกในอนาคต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คาเครุในเวอร์ชันหุ่นยนต์จะมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับเด็กชายตัวจริงทุกประการ ทว่าสิ่งที่ขาดหายไปคือ ความซับซ้อนทางอารมณ์ และจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ที่เทคโนโลยียังไม่อาจลอกเลียนแบบได้
สำหรับผม ประเด็นที่กระทบใจมากที่สุดคือการถ่ายทอดความเจ็บปวดและการรับมือกับความสูญเสียของครอบครัวนี้ โดยเฉพาะ ‘พ่อ’ ที่เลือกจะสร้างระยะห่างกับหุ่นยนต์คาเครุในตอนแรก เพราะในมุมของเขา คาเครุที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ได้ต่างอะไรจากหุ่นยนต์ดูดฝุ่น หรือของเล่นยอดฮิตของคนเจน Y อย่างทามาก็อตจิที่ไร้ชีวิตจิตใจ
ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะออกคำสั่งให้หุ่นยนต์คาเครุเรียกเขาว่า ‘ลุง’ แทนที่จะเป็นคำว่า ‘พ่อ’ ผิดกับภรรยาที่อนุญาตให้เรียกว่า ‘แม่’ อย่างเต็มใจเพื่อหล่อเลี้ยงความหวังอันริบหรี่นั้นไว้
แน่นอนว่าการตายของลูกชายทิ้งบาดแผลและร่องรอยขนาดใหญ่ไว้ในใจของทั้งคู่ และความเจ็บปวดนั้นจะยังคงอยู่ตลอดไป แต่สาระสำคัญของภาพยนตร์ไม่ได้ต้องการจะมุ่งขยี้ความเจ็บปวดนั้นในลักษณะร้องไห้ฟูมฟาย หากแต่เป็นการค่อยๆ แงะปมที่ซ่อนอยู่ในหัวใจออกมาเพื่อทำการรักษาเยียวยา
เหมือนกับฉากที่ทั้งคู่ระเบิดอารมณ์ใส่กัน หลังจากที่คนเป็นสามีแอบนำหุ่นยนต์คาเครุไปยังจุดที่ลูกชายถูกลักพาตัว เพราะลึกๆ ในใจเขายังคงคาดหวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าหุ่นยนต์ตัวนี้อาจจะมีเศษเสี้ยวความทรงจำของคาเครุหลงเหลืออยู่ และจะพาเขาไปเจอกับคนร้ายที่พรากชีวิตลูกชายไป
การกระทำนี้สร้างความโกรธเกรี้ยวให้ภรรยาเป็นอย่างมาก เธอต่อว่าที่เขาพยายาม ‘ตามหาตัวคนร้าย’ เพื่อโยนความรู้สึกผิดบาปให้กับคนอื่น ทั้งที่ในวันเกิดเหตุ สามีคือคนรับปากภรรยาว่าจะไปรับลูกแทนเธอ แต่เพราะความเพลิดเพลินจากการเล่นปาจิงโกะ ทำให้เขาไปสายจนลูกชายถูกคนแปลกหน้าลักพาตัวไปบริเวณทางรถไฟ ความรู้สึกผิดอันท่วมท้นนี้เองทำให้เขาดิ้นรนหาแพะรับบาปเพื่อแบ่งเบาความเกลียดชังที่มีต่อตัวเอง
ไม่เพียงเท่านั้น สามีเองก็ตอกกลับเพื่อขยี้ปมในใจภรรยาเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเธอคอยโทษว่า สาเหตุที่ลูกหายตัวไปเป็นเพราะแม่ของเธอโผล่มาเยี่ยมโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำให้เธอไม่สามารถไปรับลูกตามปกติได้ เธอจึงปลอบใจตัวเองว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของแม่ตัวเอง
ผมรู้สึกว่าภาพยนตร์พยายามชวนให้เราคิดต่อว่า สิ่งที่ทำให้สามีภรรยาคู่นี้ไม่สามารถก้าวผ่านความสูญเสียไปได้ คือการไม่ยอมเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง ทั้งคู่เลือกใช้กลไกปกป้องตัวเองด้วยการโยนความผิดให้คนอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดที่แสนเจ็บปวด เนื่องจากคนเป็นพ่อแม่มักตระหนักดีว่า หน้าที่สำคัญที่สุดของตัวเองคือการปกป้องลูกจากอันตราย
นอกจากนี้พวกเขายังแสร้งใช้ชีวิตภายนอกราวกับว่ามูฟออนจากความโศกเศร้าได้แล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง มนุษย์เราไม่ได้มี ‘ปุ่มลบข้อมูล’ หรือ สามารถ ‘รีเซ็ตระบบ’ ได้ในพริบตาเหมือนอย่างหุ่นยนต์ สิ่งที่เราทำได้ไม่ใช่การลืม แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไปแม้ลูกจะจากไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังสะดุดใจกับตอนที่คนเป็นแม่อธิบายกับหุ่นยนต์คาเครุว่า สิ่งสำคัญของการเป็นมนุษย์คือการเติบโตขึ้นจากความผิดพลาด
“การได้กังวล ได้ปวดหัว และได้ลองผิดลองถูกไปกับมัน นั่นแหละคือความหมายของการมีชีวิตอยู่”
ผมคิดว่าประโยคนี้ช่างคมคายและตลกร้ายในคราวเดียวกัน เพราะในชีวิตจริง หลายคนมักเก่งกาจในการสอนคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับไม่สามารถสิ่งนั้นมาปลอบประโลมตัวเองได้ เช่นเดียวกับแม่ของคาเครุ ที่ตระหนักถึงความจริงนี้จากงานสถาปนิกที่เธอเชี่ยวชาญ แต่เมื่อต้องเผชิญกับความสูญเสีย เธอกลับจมดิ่งไปกับความรู้สึกผิด ขังตัวเองอยู่ในห้องมืด และปฏิเสธที่จะอยู่ร่วมกับความเจ็บปวด แล้วปล่อยให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเป็นธรรมชาติ
ผมเคยอ่านบทความจิตวิทยาที่บอกว่า การสูญเสียลูกเป็นหนึ่งในวิกฤตชีวิตที่รุนแรงและเจ็บปวดที่สุด พ่อแม่มักเผชิญกับความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง และภาวะความเศร้าโศกซับซ้อน ซึ่งการเยียวยาจิตใจต้องใช้เวลาและการมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้สามารถผ่านพ้นความรู้สึกนี้ไปได้
และไม่ว่าจะมาจากความตั้งใจของผู้กำกับหรือไม่ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์คาเครุ ที่ถูกออกแบบจากความทรงจำของพ่อแม่ ได้ทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้ทั้งสองคนได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ ผ่านการพูดคุยที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นในฉากที่พ่อกล่าวคำขอโทษลูกชายต่อหน้าหุ่นยนต์คาเครุ และการที่เขาได้ระบายความเจ็บปวดออกมาด้วยการร้องไห้ หรือการที่ผู้เป็นแม่ได้ปลดล็อกความรู้สึกผิดในใจ เมื่อหุ่นยนต์คาเครุบอกว่า การจากไปของลูกชายไม่ใช่ความผิดของเธอ
บางที การสร้างตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ นอกจากจะสื่อว่ามันไม่อาจทดแทนความเป็นมนุษย์ได้ หุ่นยนต์ยังเป็นตัวแทนของการไม่มีอคติ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน ซึ่งทำให้พวกเขากล้าเปิดใจพูดความรู้สึกที่แท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของเยียวยาบาดแผลทางใจที่ซุกซ่อนไว้
นอกจากนี้ อีกมุมหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือการที่ภาพยนตร์หยิบยกบางส่วนจากวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง ‘เจ้าชายน้อย’ (The Little Prince) มาสอดแทรกไว้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะฉากที่ผู้เขียนพยายามวาดแกะให้กับเจ้าชายน้อย แต่วาดอย่างไรก็ไม่ถูกใจเสียที จนกระทั่งเขาตัดสินใจวาด ‘กล่องเจาะรู’ ใบหนึ่งให้ แล้วบอกว่าแกะที่เจ้าชายน้อยต้องการนอนอยู่ข้างในกล่องใบนั้น ผลคือเจ้าชายน้อยถูกใจเป็นอย่างมาก นั่นเพราะจินตนาการได้เติมเต็มสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา
การนำกิมมิกเรื่องกล่องใส่แกะมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงอาจเป็นการสื่อสารกับเราทางอ้อมว่า แท้จริงแล้ว ‘คาเครุ’ ไม่ได้หายไปไหน เหตุการณ์อันงดงามและสายสัมพันธ์ทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเขากับพ่อแม่ยังคงเป็นเรื่องจริง เพียงแต่ตอนนี้เขาได้ย้ายจิตวิญญาณไปอยู่ในสถานที่สักแห่ง… อาจจะเป็นต้นไม้ที่พ่อกับแม่ปลูกใหม่หนึ่งต้นในทุกครั้งที่คนรู้จักจากไปหนึ่งคน อาจจะเป็นดวงดาว B612 หรืออาจจะสถิตอยู่ในใจของพ่อแม่และใครก็ตามที่ไม่เคยลืมเขา
ทว่า ปัญหาคือพ่อกับแม่จะมองเห็นแกะตัวนั้น (ลูกชาย) ในกล่องหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองและการเปิดใจยอมรับความจริงของพวกเขาเอง ซึ่งกระบวนการเยียวยาจิตใจผ่านความคิดอันละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนเหล่านี้ คือคุณสมบัติล้ำค่าของมนุษย์
ท้ายที่สุดแล้ว Sheep in the box อาจกำลังบอกเราว่า แม้เทคโนโลยีอาจสร้างตัวแทนของคนที่จากไปขึ้นมาใหม่ได้แนบเนียนเพียงใด แต่ตราบใดที่เรายังไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับความผิดพลาด และให้อภัยตัวเอง…
เราก็จะเป็นเพียงแค่ ‘มนุษย์’ ที่ขังตัวเองไว้ในกล่องแห่งความทุกข์ระทม โดยมีความจริงเสมือนคอยหล่อเลี้ยงความหวังล้มๆ แล้งๆ ไปวันๆ