Skip to content
วัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัย
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Family PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่น
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
วัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัย
Character building
9 July 2026

‘อ่านวนไป ดูวนไป ประโยชน์วนมา’ เพราะสมองต้องการเวลาเก็บรายละเอียด

เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • การอ่านหรือดูซ้ำช่วยให้สมองเก็บรายละเอียดได้มากขึ้น เพราะรอบแรกสมองโฟกัสกับการเข้าใจเนื้อเรื่อง ส่วนรอบถัดไปจึงมีพื้นที่สังเกตความหมายแฝง รายละเอียด และความเชื่อมโยงที่เคยมองข้าม
  • สำหรับเด็ก การอ่านหรือดูซ้ำคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เพราะเด็กต้องใช้เวลาหลายรอบกว่าจะเข้าใจเนื้อหาอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะภาษา การอ่าน และการเขียนได้ดีกว่าการเปลี่ยนสื่อใหม่ตลอด
  • การได้พบรูปแบบภาษาเดิมๆ หลายๆ ครั้งทำให้เราไม่เพียงจดจำ แต่ยังจะนำสิ่งที่ได้มาใช้เขียนในงานของเราเองโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เขียนเก่งคือ การอ่านงาน ไม่เพียงหลากหลายรูปแบบ แต่ต้องอ่านหลายรอบอีกด้วย

หากคุณเป็นคนเจนเนอเรชันวายหรือคนยุค 90 หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับประสบการณ์ที่มีสื่อให้อ่านหรือดูได้จำกัด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย หรือวิดีโอ แผ่นหนังหรือซีรีส์ต่างๆ ถึงจะไม่ใช่ของแพงจนซื้อไม่ไหว แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะซื้อใหม่ได้บ่อยๆ ดังนั้นตอนที่อยู่บ้านและมีเวลาว่าง การกลับมาอ่านนิยายเล่มเดิม หรือดูหนังและซีรีส์เดิมที่เรามีแผ่นอยู่ซ้ำๆ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ค่อยได้ 

แตกต่างจากยุคนี้ที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแพร่หลายในคนส่วนใหญ่ การอ่านและดูสื่อจึงเปลี่ยนไปในทางรูปแบบออนไลน์ เว็บไซต์วิดีโอหรือสื่อสตรีมมิงทำให้เราเข้าถึงหนัง ซีรีส์ สารคดี เกมโชว์ และอื่นๆ ที่อัปเดตทุกวัน หรือแม้แต่หนังสือในรูปแบบ Ebook หรือนิยายที่ลงเป็นตอนๆ ที่มีสารพัดแอปและเว็บไซต์ให้อ่าน ทั้งแบบฟรีหรือเสียเงิน พอคนเข้าถึงได้เยอะและได้ไว สื่อก็เลยถูกผลิตเยอะขึ้นและไวขึ้นจนออกเรื่องใหม่ๆ ในทุกวันเลยก็ว่าได้ คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าคนยุคนี้หากคิดจะหาอ่านหาดูสิ่งใหม่ จริงๆ ก็มีสื่อจำนวนมากพร้อมรอให้เสพจนทั้งชีวิตก็เสพไม่หมด เด็กสมัยใหม่เลยเกิดมาพร้อมกับสื่อมากมายที่ไม่จำเป็นต้องอ่านหรือดูซ้ำเลย  

หลายๆ คนโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่เคยเกิดทันในยุคที่อ่านหรือดูอะไรซ้ำอาจจะเคยสงสัยว่า ในเมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้ว ยุคที่มีทางเลือกมากมายแบบนี้เราก็น่าจะเน้นที่ความหลากหลายให้ลูกมากกว่า ‘การอ่านซ้ำ’ หรือ ‘ดูซ้ำ’ น่าจะเพียงป้อนข้อมูลเดิมๆ และไม่น่าจะมีประโยชน์เท่ากับการอ่านหรือดูสิ่งใหม่ๆ และก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่หายากเย็นด้วย เพราะแค่รายการหรือการ์ตูนสำหรับเด็กใน Youtube หรือใน Netflix ก็มีจนดูไม่หมดแล้ว หรือยิ่งพ่อแม่ที่มีฐานะหน่อย การให้หนังสือดีๆ ใหม่ๆ กับลูกแบบไม่อั้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มความหลากหลายของเนื้อหาที่เด็กได้อ่าน คำถามคือ การให้อ่านแต่สิ่งใหม่ๆ และไม่ต้องอ่านซ้ำของเก่าดีกว่าจริงหรือ 

ผมขอเฉลยคำตอบของคำถามนี้เลยแล้วกันว่า “ไม่จริงครับ” เพราะการอ่านซ้ำหรือดูสื่อเรื่องเดิมซ้ำ กลับมีประโยชน์มากกว่าการอ่านหรือดูเรื่องใหม่ๆ ตลอดเพียงรอบเดียว และมีงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนเรื่องนี้ เป็นคำตอบที่น่าแปลกใจจริงไหมครับ วันนี้ผมเลยจะมาชวนคุยเรื่องนี้กันว่าในเมื่อเรามีสื่อใหม่ๆ มากมายไม่ขาดมือ แล้วการอ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ จะให้ประโยชน์อะไรกับเรา

ก่อนที่เราจะพูดถึงเด็กและประโยชน์ในด้านการศึกษา ผมอยากอุ่นเครื่องด้วยการชวนมาสำรวจการอ่านซ้ำและดูซ้ำของคนใกล้ตัวก่อน แม้ว่าตอนนี้วงการสื่อจะผลิตเนื้อหาใหม่ๆ มารอคุณทุกวัน แต่คุณหรือคนรู้จักอาจจะเป็นหนึ่งในคนที่ชอบอ่านหรือดูเรื่องเดิมซ้ำอีกรอบ ไม่ว่าจะเป็นนิยาย หนัง ซีรีส์ โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องโปรด บางเรื่องอ่านหรือดูซ้ำจนแทบจะท่องบทพูดกันได้เลยก็มี นี่อาจจะเป็นความแตกต่างของยุคสมัยที่คุณเกิดทันการอ่านซ้ำในวัยเด็ก ก็เลยมีสิ่งนี้ติดตัวมาด้วย แต่การอ่านหรือดูซ้ำเรื่องเดิมกลับทำให้รู้สึกมีความสุขอย่างน่าประหลาดใจ นอกจากนี้เราก็ยังเห็นว่ามีการนำหนัง ละคร ซีรีส์เก่าๆ มาฉายซ้ำอยู่เสมอ แถมได้รับความนิยมอยู่ดีโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เคยดูเรื่องนั้นมาแล้ว เรามักจะคิดว่าของใหม่ดีเสมอ แต่ทำไมการอ่านหรือดูสิ่งเดิมๆ กลับยังทำให้หลายๆ คนพอใจ

คำตอบของความสุขในการดูหรืออ่านซ้ำนั้นซ่อนอยู่ในสมองของเราครับ เวลาที่เราอ่านหรือดูสิ่งใหม่ๆ เป็นครั้งแรก สมองของเราต้องทำงานหนัก เช่น หากเป็นการอ่านนิยาย เราต้องเริ่มจากการจำชื่อตัวละครที่สำคัญว่ามีใครบ้าง เกี่ยวข้องกันอย่างไร มีความสำคัญอะไรกับเรื่อง และฉากของเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร และทำความเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีปัญหาหรือปมขัดแย้งอะไรเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราอ่านหรือดูเรื่องราวทั้งเรื่องเข้าใจก่อน 

นอกจากนี้สมองของมนุษย์เราชอบทำนายว่าจะเกิดอะไรต่อไปในอนาคต คนเราเลยมักจะคาดการณ์ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรไปพร้อมๆ กับตอนอ่านหรือดูเรื่องใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้เรื่องราวมาก่อน แต่หลังจากเราดูรอบแรกจบ เราจำตัวละครหลักได้ เรารู้เรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าน พอเราย้อนกลับมาดูรอบที่สอง สมองของเราจะมีงานน้อยลงมาก นี่คือสาเหตุแรกของความพึงพอใจ นั่นก็คือการที่ดูหรืออ่านได้อย่างผ่อนคลาย เพราะสมองรู้ข้อมูลสำคัญกับเรื่องราวหมดแล้ว แต่หลายๆ คนอาจจะแย้งว่าแล้วการอ่านหรือดูเนื้อเรื่องที่เรารู้ครบถ้วนหมดแล้วมันจะไม่น่าเบื่อเกินไปหรือ รอบเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้วกับการเสพสื่อบันเทิงทั่วๆ ไป

จริงๆ แล้ว เวลาเราอ่านหรือดูอะไรในรอบแรกเราไม่ได้เก็บทุกอย่างได้ครบทั้งหมดครับ การที่คนเรามีแนวโน้มจะคิดไปก่อนว่าดูซ้ำก็ไม่น่าจะมีอะไรเพิ่มนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่เวลารับสื่อที่ดูผิวเผินแล้วไม่ใช่ซับซ้อนอย่างสื่อบันเทิง เรามักจะคิดว่าเรารู้ทุกอย่างที่อ่านหรือดูไปครบถ้วนแล้ว ทั้งๆ ที่จริงเรามองข้ามรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ไปหลายอย่าง (ในทางวิชาการเรียกว่าปรากฎการณ์ ‘Illusion of explanatory dept’ หรือ ภาพลวงตาของความลึกซึ้งด้านการอธิบาย) แต่ในความเป็นจริง สื่อบันเทิงต่างๆ อย่างภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่มีทั้งตัวละคร ฉาก บทพูด รวมถึงเสียงประกอบต่างๆ หรือแม้แต่กับการอ่าน เวลาเราอ่านรอบแรก เราใช้สมองไปกับการจินตนาการสิ่งหลักๆ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนั้นเราอ่านข้ามไปได้ง่ายๆ หรืออ่านผ่านๆ ไปแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญ 

สื่อบันเทิงเหล่านี้แม้จะไม่ได้ยากเหมือนบทเรียนวิชาการก็จริง แต่ก็มีรายละเอียดมากกว่าที่เราคิด และเมื่อมีโอกาสได้ดูหรืออ่านซ้ำ เราจะพบสิ่งใหม่ๆ ที่เรามองข้ามไปเพราะสมองของเราจะอยู่ในภาวะที่แตกต่างจากตอนอ่านรอบแรก สมองจะว่างพอที่จะทำให้เราสังเกตเห็นอะไรใหม่ๆ ที่ลงลึกขึ้น เราอาจจะเพิ่งเห็นสีหน้าตัวละครที่ทำให้เห็นว่ามีเจตนาแอบแฝง เราอาจจะเพิ่งเข้าใจคำพูดเสียดสีหรือมุกตลกที่แทรกอยู่ เราอาจจะเพิ่งรู้สึกว่าเพลงประกอบของช่วงไหนติดหูและเสริมบรรยากาศเรื่อง 

หรือการอ่านหนังสืออีกรอบ เราอาจจะเพิ่งสังเกตว่าคำพูดไหนที่แฝงถึงความนัยที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ในบทหลังๆ ยิ่งเรารู้เนื้อเรื่องแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น รายละเอียดต่างๆ อย่างสีหน้าท่าทางของตัวละคร การเลือกใช้คำพูด หรือคำอธิบายของท่าทีตัวละครที่ดูแล้วไม่น่าจะสลักสำคัญอะไรกลับมีความหมายอย่างเห็นได้ชัดขึ้นทันที 

เคยไหมครับที่รู้สึกว่าตอนดูหรืออ่านรอบแรกนั้นไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก แต่พอรอบถัดไปกลับรู้สึกชอบมาก เพราะเราเพิ่งสังเกตถึงความสมเหตุสมผลและความแยบยลของเนื้อเรื่องที่สอดคล้องกับรายละเอียดต่างๆ หรือความสวยงามทางศิลปะที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนในรอบแรกที่ต่างเพิ่มอรรถรสให้การอ่านหรือการดู สิ่งเหล่านี้มอบความรู้สึกเต็มอิ่มกว่าเดิมแม้จะเป็นเรื่องเดิมก็ตาม

เราย้อนกลับมาในคำถามเรื่องการอ่านและดูซ้ำในเด็กที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูหลายๆ คนน่าจะสนใจกัน สำหรับเด็กเล็กที่ยังจัดการข้อมูลได้ไม่เก่งเหมือนผู้ใหญ่ ในการอ่านและดูสื่อต่างๆ รอบแรกแม้แต่สื่อง่ายๆ อย่างเช่นนิทาน หรือรายการสำหรับเด็กก็ตาม สมองของเด็กต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการจัดการข้อมูลทั้งตัวละคร เนื้อเรื่อง และคำพูด และนำทั้งหมดนี้มารวมกันให้เข้าใจเรื่องราว แม้ว่าสื่อนั้นจะดูแล้วเข้าใจง่ายไม่มีความซับซ้อนเลยในสายตาผู้ใหญ่ 

คนที่มีลูกหรือเคยเลี้ยงเด็กคงจะชินที่เด็กขอให้อ่านนิทานเรื่องซ้ำๆ ดูการ์ตูนหรือรายการตอนเดิมๆ วนไปวนมาเหมือนไม่รู้เบื่อ นั่นก็เพราะว่าเด็กมีข้อจำกัดด้านกลไกความคิดที่อยู่ในวัยกำลังพัฒนา เด็กเลยเก็บรายละเอียดทั้งหมดได้ครบยากกว่าผู้ใหญ่ และเด็กยังขาดความชำนาญในการทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง แถมเด็กยังรู้จักสิ่งต่างๆ ในโลกน้อยกว่าผู้ใหญ่ เนื้อหาของสื่อส่วนมากเลยมีสิ่งแปลกใหม่ที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเต็มไปหมด กว่าจะเข้าใจอย่างเต็มที่ก็มักจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งรอบ และกว่าจะเริ่มสังเกตทุกอย่างครบและเริ่ม ‘เข้าที่’ หรือเริ่มได้รับความสนุกอย่างเต็มที่ก็ต้องกินเวลาอีกหลายรอบ 

มีงานวิจัยที่ลองให้เด็กดูรายการไขปริศนา พบว่าเด็กที่มีโอกาสได้ดูรายการเดียวหลายรอบจะมีส่วนร่วมและสนุกไปกับรายการมากกว่า ร่วมตอบคำถามที่พิธีกรช่วยขอให้ตอบบ่อยกว่าเด็กที่ดูหลายรายการเพียงรอบเดียว ดังนั้นไม่ต้องกังวลหากเด็กขออ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ มากกว่าสองรอบ เพราะเด็กจะยังได้รับสิ่งใหม่ๆ แม้ว่าจะมาจากสื่อเดียวกันก็ตาม 

การให้อ่านหรือดูอะไรเพียงรอบเดียวแล้วไม่มีโอกาสให้ดูหรืออ่านซ้ำอีกเลย เด็กอาจจะยังย่อยข้อมูลทั้งหมดไม่ทัน และทำให้ได้ทั้งความรู้และความบันเทิงไม่พอ

ไม่เพียงแต่เรื่องความสุขและความบันเทิง ที่จริงแล้วเทคนิคการอ่านสิ่งเดิมซ้ำ เป็นเทคนิคที่แวดวงการศึกษานั้นส่งเสริมและมีงานวิจัยรองรับมาเยอะและมีมานานแล้วครับโดยเฉพาะในเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาแรกหรือภาษาที่สอง การอ่านเรื่องราวเป็นหนึ่งในวิธีเรียนที่เห็นได้ทั่วไป แต่การวิจัยพบว่าการอ่านครั้งเดียวไม่เพียงพอสำหรับประโยชน์เพื่อฝึกทักษะด้านภาษา ตอนอ่านครั้งแรก สิ่งที่เราจะสนใจเป็นพิเศษคือคำศัพท์เพราะเราต้องรู้ว่าคำไหนหมายถึงอะไร จากนั้นสมองของเราจะมุ่งไปที่เนื้อหาว่ามีอะไรเกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง สิ่งที่ได้จากการอ่านรอบเดียวเลยมักจะมีเพียงคำศัพท์ใหม่ๆ เพราะสมองไม่มีเวลาดูเรื่องอื่นๆ มาก แต่เมื่ออ่านรอบที่สองเป็นต้นไป สมองที่รู้บริบทของเนื้อหาและคำต่าง ๆ แล้วจะมีเวลาพอในการสังเกตรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้นอื่นๆ เช่น โครงสร้างไวยากรณ์ที่ใช้ในแต่ละประโยค การเลือกใช้คำไหนในบริบทหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การเรียงลำดับคำแบบใดที่ทำให้เนื้อหาเป็นธรรมชาติ และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ใช่การอ่านประโยคแบบเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ 

นอกจากนี้การอ่านเรื่องหนึ่งซ้ำๆ จนชำนาญในคำศัพท์ โครงสร้างไวยากรณ์ และรูปแบบการใช้คำแล้ว เมื่อไปเจอกับสิ่งที่เรียนรู้แล้วกับเรื่องราวอื่นๆ ที่มีรูปแบบคล้ายกันในอนาคต สมองจะทำความเข้าใจเรื่องใหม่ได้รวดเร็วขึ้น งานวิจัยในผู้ใหญ่ที่เรียนภาษาที่สองก็สนับสนุนเรื่องการอ่านเรื่องราวเดิมๆ ซ้ำเช่นกัน และสำหรับคนที่ชอบดูหนังหรือซีรีส์ต่างประเทศเพื่อฝึกภาษาใหม่ๆ งานวิจัยก็ยังพบว่าการดูซ้ำเรื่องเดิมก็เป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าการดูเรื่องใหม่ไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเดียวกัน หลายคนคงรู้สึกได้ว่าเราไม่ค่อยได้สนใจสิ่งอื่นนอกจากเรื่องราวมากนักในการดูรอบแรก ดังนั้นหากจะต้องการดูเพื่อฝึกภาษาจริงๆ การดูหลายๆ รอบที่สมองเริ่มสนใจเนื้อเรื่องน้อยลง และมีเวลาไปใส่ใจรายละเอียดของภาษาแทนจะมีประโยชน์กว่า

ประโยชน์อีกอย่างในด้านการศึกษาคือเรื่องการเขียน การเขียนนั้นเป็นหนึ่งในทักษะที่เด็กๆ ไม่ชอบจนถึงขั้นกลัว โดยเฉพาะการบ้าน รายงาน หรือการสอบที่ต้องเขียนอะไรยาวๆ แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ชอบการเขียน (ยิ่งเป็นการเขียนภาษาต่างประเทศยิ่งแล้วใหญ่) ทักษะการอ่านและทักษะการเขียนนั้นเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด การเขียนที่ดีไม่ใช่เพียงแค่รู้คำศัพท์ แต่การเลือกใช้คำและไวยากรณ์ที่เป็นธรรมชาติ การเรียงลำดับสิ่งที่ต้องการสื่อ และอย่างที่เราคุยกันไปแล้วว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้จากการอ่านโดยเฉพาะจากการอ่านสิ่งเดิมซ้ำๆ ที่สมองมีเวลาพอจะได้สังเกตเห็นรูปแบบเหล่านี้ 

การได้พบรูปแบบภาษาเดิมๆ หลายๆ ครั้งทำให้เราไม่เพียงจดจำ แต่ยังจะนำสิ่งที่ได้มาใช้เขียนในงานของเราเองโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เขียนเก่งคือ การอ่านงาน ไม่เพียงหลากหลายรูปแบบ แต่ต้องอ่านหลายรอบอีกด้วย

นอกจากทักษะทางภาษาที่ได้ฝึกจากการอ่านซ้ำดูซ้ำแล้ว สมองของมนุษย์ชอบความครบถ้วนสมบูรณ์ การที่เรารู้รายละเอียดทั้งหมดของสิ่งที่เราอ่านหรือดู ทั้งสิ่งที่บอกตรงๆ สิ่งที่เห็นไม่ชัด หรือสิ่งที่บอกโดยนัย สิ่งเหล่านี้สร้างความพึงพอใจให้กับคนหลายๆ กลุ่มได้ เป็นความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าตัวเองเป็น ‘แฟนพันธุ์แท้’ ของนิยาย หนัง หรือซีรีส์สักเรื่อง ที่มั่นใจว่าตัวเอง ‘เก็บครบ’ เพราะดูมาหลายรอบ และถ้าหากดูหรืออ่านสื่อทางการศึกษา เช่น หนังสือเรียน หรือสื่อความรู้ต่างๆ ก็จะได้รับประโยชน์ด้วยหลักการเดียวกันในรูปแบบของความชำนาญ รอบแรกคือการทำความเข้าใจส่วนสำคัญหลักๆ แต่พออ่านรอบที่สองเป็นต้นไป นอกจากความคุ้นชินจะทำให้เรารู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนง่ายขึ้นแล้ว สมองเรายังมีพลังงานเหลือพอที่จะเก็บรายละเอียดที่เหลือ รวมถึงการวิเคราะห์เหตุผลเชิงลึกว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น วิเคราะห์สิ่งต่างๆ เพิ่มเติมว่าเนื้อหาส่วนนี้โยงกับเนื้อหาส่วนอื่นอย่างไร หรือแม้แต่จะนำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ ได้อย่างไร 

ส่งท้ายด้วยประโยชน์อีกด้านที่การอ่านซ้ำดูซ้ำมอบให้เราอย่างไม่น่าเชื่อคือความสุขในแง่ ‘การเข้าสังคม’ ฟังดูแปลกจริงไหมครับ เพราะกิจกรรมการอ่านนิยาย การดูหนัง หรือดูซีรีส์ต่างเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียว แต่ทุกครั้งที่เราอ่านหรือดูสื่อ คนที่เราจะเข้าสังคมด้วยในที่นี้คือตัวละครในเนื้อเรื่อง ผมไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไปนั่งคุยกับตัวละครนะครับ แต่การเรียนรู้เรื่องราวของคนแม้ว่าจะเป็นตัวละครในสื่อก็ตาม สมองจะทำงานในแบบเดียวกับการเข้าสังคมของจริง มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม และสมองของมนุษย์วิวัฒนาการมาซับซ้อนขนาดนี้ก็เพื่อเหตุผลหลักคือการทำความเข้าใจสังคมหรือคนรอบตัว (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ ทำไมรัฐบาลกับป้าข้างบ้านอยากให้เราแต่งงาน https://thepotential.org/social-issues/why-some-people-obsessed-getting-married) 

เวลาเข้าสังคม มนุษย์จะต้องการความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งได้มาจากการรู้จักนิสัยใจคอของคนหนึ่งดีพอ และคาดการณ์ได้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไป การอ่านหรือดูซ้ำในรอบที่สองก็คล้ายกันครับ รอบที่สองเป็นรอบที่เราสนิทกับตัวละครมากขึ้น และพอเรารู้แล้วว่าตัวละครนี้เป็นคนแบบไหน สมองของเราจึงให้ความรู้สึกพอใจ เหมือนได้อยู่กับคนที่เราคาดเดาใจได้ ต่างจากความอึดอัดตอนอยู่กับตัวละครที่เราเพิ่งดูหรืออ่านครั้งแรก ซึ่งเหมือนคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน การอ่านซ้ำดูซ้ำเลยเหมือนตอบสนองความรู้สึกดีในการเข้าสังคมในแบบสมมติ เหมือนได้กลับมาเจอคนที่คุ้นเคย

ยุคที่สื่อรวดเร็วและมีปริมาณมหาศาล ค่านิยมสมัยใหม่เลยอาจจะมุ่งเน้นว่าต้องอ่านให้รอบด้านและไล่ให้ทันทุกอย่าง คนเราเลยเร่งหาสิ่งใหม่ๆ กันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าการอ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ จะไม่มีประโยชน์ และที่จริงแล้วกลับมีประโยชน์มากด้วย ดังนั้นใครที่ชอบอ่านหรือดูอะไรซ้ำๆ แล้วยังไม่รู้สึกเบื่อ อย่ารู้สึกผิดที่ว่าควรจะเอาเวลาไปอ่านสิ่งใหม่ๆ ให้รู้กว้างแทน และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ โปรดอย่ากังวลหากเห็นลูกชอบอ่านหรือดูอะไรซ้ำไปซ้ำมา ทั้งๆ ที่ท่านทั้งซื้อทั้งเตรียมสิ่งใหม่ๆ ไว้ให้ลูก จำนวนมาก หรือหากท่านใดไม่มีทุนทรัพย์จะมอบหนังสือเล่มใหม่หรือสื่อการเรียนใหม่ๆ ให้ลูกสม่ำเสมอก็ไม่ต้องเครียด เพราะสื่อเดิมๆ นั้นใช้อ่านหรือดูได้หลายรอบ และแถมยังได้ประโยชน์มากขึ้นในรอบถัดไป 

ด้วยธรรมชาติของเด็ก กว่าสมองจะเข้าใจทุกอย่างหมดจนไปถึงขั้นเก็บรายละเอียดเชิงลึกต้องใช้การอ่านหรือดูซ้ำหลายรอบกว่าผู้ใหญ่มาก ดังนั้นการยัดเยียดสิ่งใหม่ตลอดกลับไม่ให้ผลดี 

สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้มีอยู่ในแค่สื่อใหม่ สื่อเดิมๆ ที่อ่านซ้ำนั้นมีทั้งรายละเอียดและความลุ่มลึกที่เป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าอย่างมาก เพราะข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกนั้นมักจะมอบข้อมูลที่ให้อรรถรสในการอ่านหรือการรับชม และให้ความชำนาญในแง่ของการเรียนรู้ เช่นเดียวกับหลายๆ สิ่งที่คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ แต่แน่นอนว่าผมไม่ได้หมายความว่าการอ่านสื่อใหม่ๆ ไม่มีประโยชน์ การอ่านแต่สื่อเดิมๆ ไปเรื่อยๆ แม้จะทำให้รู้เชิงลึกแต่ก็อาจจะไม่ทำให้รู้กว้างขวาง นอกจากนี้สื่อแต่ละแบบก็มีความเหมาะสมในการอ่านซ้ำต่างกัน เช่น หนังสือบางเล่มอาจอ่านได้หลายต่อหลายรอบ แต่บางเล่มการอ่านเพียงสองรอบก็อาจจะมอบอรรถรสและประโยชน์ของมันอย่างเต็มที่แล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองหรือบังคับให้ลูกตัวเองอ่านหรือดูในสิ่งที่รู้สึกว่าซ้ำหลายรอบจนน่าเบื่อเกินไป ‘ความพอดี’ ยังเป็นคำตอบของทุกสถานการณ์ครับ

รายการอ้างอิง

Barnett, J. E., & Seefeldt, R. W. (1989). Read something once, why read it again?: Repetitive reading and recall. Journal of Reading Behavior, 21(4), 351-360.

Celik, B. (2019). Developing writing skills through reading. International Journal of Social Sciences & Educational Studies, 6(1), 206-214.

Crawley, A. M., Anderson, D. R., Wilder, A., Williams, M., & Santomero, A. (1999). Effects of repeated exposures to a single episode of the television program Blue’s Clues on the viewing behaviors and comprehension of preschool children. Journal of educational psychology, 91(4), 630.

Jensen, E. D., & Vinther, T. (2003). Exact repetition as input enhancement in second language acquisition. Language learning, 53(3), 373-428.

Moore, K. L. (2019). Effects of a repeated writing intervention on writing fluency and writing quality. Louisiana State University and Agricultural & Mechanical College.

O’Brien, E. (2021). A mind stretched: The psychology of repeat consumption. Consumer Psychology Review, 4(1), 42-58.

Omura, M. (2021). Effects of Repeated Reading Instruction in Online EFL Classes for Japanese High School Students (Doctoral dissertation, Sophia University).

Shackleford, K. E., Whiteman, A., Cohen, J. D., Buttafuoco, J. L., & Reed, P. A. (2026). Choosing to Re‐Experience Movies and TV Episodes: Popularity, Motivations and Benefits of Volitional Reconsumption of Entertainment Media. Social and Personality Psychology Compass, 20(1), e70119.

Tags:

การอ่านเด็ก

Author:

illustrator

พงศ์มนัส บุศยประทีป

ตั้งแต่เรียนจบจิตวิทยา ก็ตั้งใจว่าอยากเป็นนักเขียน เพราะเราคิดความรู้หลายๆ อย่างที่เราได้จากอาจารย์ หนังสือเรียน หรืองานวิจัย มันมีประโยชน์กับคนทั่วไปจริงๆ และต้องมีคนที่เป็นสื่อที่ถ่ายทอดความรู้แบบหนักๆ ให้ดูง่ายขึ้น ให้คนทั่วไปสนใจ เข้าใจ และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่อยากให้มันอยู่แต่ในวงการการศึกษา เราเลยอยากทำหน้าที่นั้น แต่เพราะงานหลักก็เลยเว้นว่างจากงานเขียนไปพักใหญ่ๆ จนกระทั่ง The Potential ให้โอกาสมาทำงานเขียนในแบบที่เราอยากทำอีกครั้ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Family Psychology
    เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ninaiscat

  • Book
    เฟอร์มิน หนู / รัก / หนังสือ:  เรื่องเศร้าเมื่อเราอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Early childhoodFamily Psychology
    เติบโตไปด้วยกัน Alpha Generation EP.6  ‘ล้มแล้วลุก’ หัวใจที่แข็งแรงยืดหยุ่นพอ จึงไม่แหลกสลายระหว่างทาง

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

  • Education trend
    ความผิดพลาดของการสอนวิทยาศาสตร์ที่อาจพาประเทศชาติหลงทาง

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์

  • Character building
    ‘เด็กโกหก’ อาจไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เข้าใจธรรมชาติการโกหกจากงานวิจัย

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel