Skip to content
มายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูล
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
มายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูล
How to enjoy life
27 August 2026

‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด…’ พฤติกรรมของคนใกล้ตัวส่งผลกระทบต่อชีวิตเรามากน้อยเพียงใด

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • พฤติกรรมของคนรอบตัวส่งผลต่อเราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือพฤติกรรมทางสังคม เช่น งานวิจัยพบว่า หากมีเพื่อนคนหนึ่งอ้วน โอกาสที่เพื่อนจะอ้วนตามเพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
  • ความไม่ซื่อสัตย์ก็ติดต่อกันได้ผ่านสังคม การรับรู้ว่าคนอื่นจ่ายสินบนหรือโกง ทำให้เรามองว่าพฤติกรรมนั้นยอมรับได้มากขึ้น และมีแนวโน้มทำตาม โดยเฉพาะเมื่อคนที่ทำเป็นคนในกลุ่มเดียวกัน
  • สิ่งแวดล้อมและการเลือกคบคนจึงสำคัญมาก เพราะบรรทัดฐานของกลุ่มสามารถเปลี่ยนความคิดและการตัดสินใจของเราได้ สอดคล้องกับสุภาษิต ‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล’

มีสุภาษิตไทยว่า ‘คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล’ หากไม่มองเฉพาะเรื่องความรู้ การคบคนส่งผลกระทบกับชีวิตเรามากน้อยเพียงใด มีงานวิจัยบอกอะไรเราบ้างหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ บทความนี้จะพาไปดูรายละเอียดในบางแง่มุมกัน ซึ่งอาจจะทำให้เห็นได้ว่า การเลือกคบคนสำคัญมากเพียงใดในการทำให้เราบรรลุสิ่งดีๆ ในชีวิตได้ 

รายงานจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า หากนับจนถึง ค.ศ. 2022 มีประชากรโลกราว 1 ใน 8 ที่มีภาวะอ้วน พูดอีกอย่างคือมีคนอยู่มากกว่า 1,000 ล้านคนในโลกนี้ที่อ้วน ซึ่งมากขึ้นเป็น 2 เท่าหากเทียบกับ ค.ศ. 1990 โดยหากดูเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น พบว่าเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าทีเดียว

ในจำนวนนี้หากนับว่ามีคนที่ ‘น้ำหนักเกินมาตรฐาน’ (นับเฉพาะอายุ 18 ปีขึ้นไป) ก็จะมีมากถึง 2,500 ล้านคน ตัวเลขอัปเดตมากขึ้นไปอีกคือ ใน ค.ศ. 2024 มีเด็กอายุไม่ถึง 5 ปีมากถึง 35 ล้านคนที่น้ำหนักเกิน เรียกว่ามีน้ำหนักเกินกันตั้งแต่อายุยังน้อยทีเดียว [1]  

มีงานวิจัยที่ทำโดยทีมที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่าราว 35% ของผู้หญิงที่ร่วมการทดลองนี้  รู้สึกว่าเพื่อนๆ สนับสนุนน้อยมากหรือไม่สนับสนุนกับความพยายามลดน้ำหนักของพวกเธอเลย  

การศึกษาดังกล่าวที่ทำในคน 12,067 คน โดยติดตามข้อมูลความเกี่ยวข้องทางสังคมและครอบครัวรวม 38,611 ความสัมพันธ์ โดยดูทั้งอิทธิพลของเพศสภาพ การสูบบุหรี่ สถานทางสังคม และระยะห่างระหว่างกันทางภูมิศาสตร์ ทำให้พบว่า หากว่ามีใครสักคนในสายสัมพันธ์ที่อ้วน ก็มี ‘โอกาส’ ที่เพื่อนคนอื่นจะอ้วนตามไปด้วย ‘เพิ่มขึ้น’ ราว 57% 

ในกรณีของญาติพี่น้องจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 40% และหากเป็นคู่สมรสก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันคือราว 37% แต่อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ หากเป็นเพื่อนบ้านของคนนั้น แต่ไม่อยู่ ‘เครือข่ายสังคม’ ของคนที่อ้วนนั้น ก็จะไม่มีผลใดๆ ช่วยยืนยันว่าเป็นผลจากการเข้าสังคมระหว่างกันจริงๆ [2]     

กรณีของเพศหญิงชายส่งผลอย่างไรบ้าง?

พบว่าหากเป็นเพศเดียวกัน เมื่อคนหนึ่งอ้วนก็จะมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้น 71% ที่เพื่อนคนอื่นๆ จะอ้วนตาม โดยพบแนวโน้มดังกล่าวในพี่น้องด้วย แต่ผลแบบหลังเห็นชัดในพี่น้องผู้หญิงมากกว่าพี่น้องผู้ชาย (67% เทียบกับ 44%) 

ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ผลกระทบดังกล่าวไม่ส่งผลกับเพื่อนหรือพี่น้องต่างเพศ 

ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจมีผลทางชีววิทยาหรือกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องได้ แต่รูปแบบที่พบในกลุ่มเพื่อนแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ส่งผลมากกว่าปัจจัยทางชีววิทยา [2]  

มีงานวิจัยอื่นที่ชี้ให้เห็นได้ว่า คนที่ลดน้ำหนักได้อย่างจริงจังเป็นระยะเวลานาน ล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ต้องเปลี่ยนเวลาในการใช้ชีวิตกับคนกลุ่มใหม่ๆ เช่น พวกที่หย่าหรือต้องย้ายที่อยู่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ใช้ศึกษายังมีขนาดเล็ก และยังจำกัดอยู่ในวงของคนที่ไปออกกำลังตามฟิตเนตเซ็นเตอร์ทั้งหลาย จึงยังต้องการข้อมูลยืนยันเพิ่มเติมอีก [3] 

คราวนี้มาดูพฤติกรรมการโกงกันบ้างว่า มีผลกระทบจากคนรอบตัวมากน้อยเพียงใดกันแน่ 

ก่อนอื่นมาดูพฤติกรรมการคอร์รัปชันกันก่อนว่า แพร่หลายมากน้อยเพียงใด 

ธนาคารโลกเคยประเมินไว้ว่า ธุรกรรมทั่วโลกน่าจะมีส่วนที่ปะปนไปด้วยการติดสินบนมากถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในแต่ละปี [4] 

หน่วยงานความโปร่งใสสากล (Transparency International) รายงานว่าใน ค.ศ. 2025 ปัญหาการคอร์รัปชันยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของทุกพื้นที่ในโลกนี้ ดังนั้น คอร์รัปชันไม่ได้จำกัดอยู่กับประเทศกำลังพัฒนาแค่นั้น แม้ว่าอาจจะพบได้บ่อยกว่าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากกว่าก็ตาม 

ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index, CPI) ของ 182 ประเทศและอาณาเขตทั่วโลกที่ได้รับการสำรวจ หากตั้งสเกลคอร์รัปชันสูงสุด (0) ส่วนไม่มีคอร์รัปชันเลย (100) พบว่ามีอยู่เพียง 31 ประเทศที่ระดับการคอร์รัปชันลดลงนับตั้งแต่ ค.ศ. 2012 นอกนั้นที่เหลือหากไม่ย่ำอยู่กับที่ก็แย่ลงกว่าเดิม  [5]    

โดยค่าเฉลี่ยทั่วโลกตกลงมาถึงระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เคยทำกันมาคือ ได้ค่าแค่ 42 และมีประเทศอยู่มากถึง 2 ใน 3 ที่ได้คะแนนต่ำกว่า 50 ที่น่าตกใจก็คือ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 116 และได้เพียง 33 คะแนนเท่านั้น ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยจึงหนักหนาทีเดียว !!! 

รายงานสรุปว่าผลกระทบในวงกว้างที่คนในประเทศต่างๆ ได้รับคือ มีเงินไปสู่ระบบสาธารณสุข (ซึ่งก็รวมทั้งโรงพยาบาลด้วย) น้อยกว่าที่ควรจะเป็น มีเงินเหลือไปจัดการป้องกันและฟื้นฟูภาวะน้ำท่วมน้อยกว่าที่ควร และทำให้คนวัยรุ่นสาวรู้สึกสิ้นหวังกับประเทศของตน

ประเทศไทยก็ดูจะเป็นตามที่ว่ามานั้นทุกประการ

เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ พอสรุปภาพรวมได้ว่า แนวโน้มที่คนแต่ละคนจะแสดงพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์นั้นจะมีระดับเท่าๆ กัน ดังนั้นระดับดัชนีคอร์รัปชันของประเทศจึงพอกล่าวได้ว่าขึ้นกับสภาวะแวดล้อมต่างๆ เช่น การบังคับใช้กฎหมายและบรรทัดฐานสังคมต่างๆ ฯลฯ [6]

คราวนี้กลับมาดูที่หัวข้อของเรา คนรอบข้างส่งผลกระทบกับเราในเรื่องของการคอร์รัปชันมากน้อยเพียงใด? และผู้คนในฐานะสิ่งแวดล้อมทางสังคมส่งผลกระทบในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?  

มีชุดการทดลองจำนวนมากที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ โดยหลักๆ ก็คือใช้การเล่นบทบาทสมมุติหรือการเล่นเกมและรายงานผลด้วยตัวเอง เพื่อใช้สถิติมาจับว่าแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มโกงมากน้อยเพียงใด 

ภาพรวมสิ่งที่ค้นพบก็คือ การรับรู้ว่าคนอื่นๆ จ่ายสินบนเพื่อให้ได้เปรียบทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า การติดสินบนเป็นเรื่องที่ ‘ยอมรับได้มากขึ้น’ และมีแนวโน้มจะทำให้ ‘ยอมจ่ายสินบนมากขึ้น’ [6]

อีกเรื่องหนึ่งที่ค้นพบและค่อนข้างสอดคล้องกันก็คือ การคิดว่าคนอื่นเชื่อว่าการจ่ายสินบนเป็นเรื่องที่ยอมรับได้นั้น ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสะดวกใจที่จะยอมรับเมื่อมีคนเรียกร้องสินบน รวมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันก็พอจะพูดได้ว่า การติดสินบนได้กลายมาเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ส่งผลต่อความคิดอ่านและค่านิยมในเชิงศีลธรรมของคนในสังคมนั้นๆ

คราวนี้เจาะลงไปที่กลุ่มคนใกล้ตัวมากขึ้นไปอีก

ผลการวิจัยชี้ชัดเจนว่า คนในกลุ่มเดียวกันส่งผลอย่างมากต่อความคิดอ่านและการตัดสินใจของเรา หากใครสักคนพบว่ามีคนในกลุ่มเดียวกันที่ทำตัวไม่ซื่อสัตย์ (ในการทดลองให้เด็กนักศึกษาใส่เสื้อยืดของมหาวิทยาลัยเดียวกันและโกงข้อสอบ) ก็มีแนวโน้มที่เขาหรือเธอจะทำพฤติกรรมแบบเดียวกันนั้นด้วย ในทางกลับกัน หากคนที่ทำตัวไม่ซื่อสัตย์เป็นคนนอกกลุ่มหรือคนกลุ่มอื่น (เช่น นักศึกษาที่ใส่เสื้อยืดจากมหาวิทยาลัยที่เป็นคู่แข่งกัน) เขาหรือเธอก็จะทำตัวซื่อสัตย์มากขึ้น [6] 

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่นักวิจัยรุ่นน้องท่านหนึ่งเล่าให้ฟังคือ เพื่อนของน้องคนนี้เรียนจบได้เป็นตำรวจไปประจำสถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่ง เช้าวันทำงานวันแรกก็พบว่ามีเงินจำนวนหนึ่งอยู่ในลิ้นชักของตัวเอง เมื่อสอบถามเพื่อนตำรวจร่วมสถานี ก็ไม่มีใครตอบอะไรให้เข้าใจได้ จะนำไปคืนก็ทำไม่ได้ และมีแต่คนบอกว่ารับๆ ไปเถอะ อย่าคิดมาก และเงินก็มีมาทุกเดือน ดูจะเป็นจุดตั้งต้นของความไม่ชอบมาพากลชัดๆ

น่าสนใจว่าพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การบูลลี่กันในโรงเรียนจะ ‘ติดต่อ’ กันได้หรือไม่นะครับ? 

พฤติกรรมของคนรอบตัวจึงอาจส่งผลกับเราได้มาก ตั้งแต่เรื่องความอ้วนไปจนถึงการคอร์รัปชันทีเดียว สมกับสุภาษิตที่ว่ามาข้างต้นทีเดียว      

เอกสารอ้างอิง

[1] https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/obesity-and-overweight เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 ส.ค. 2569

[2] https://hms.harvard.edu/news/obesity-spreads-through-social-networks เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 ส.ค. 2569 

[3] Healthy Habits are Most Contagious Among Similar Friends. Understanding Habits Discover How to Stop Your Worst Habits. 2023 (4th Edition), p.15  

[4] https://www.newstalk.com/news/1tn-of-transactions-worldwide-tainted-by-bribery-world-bank-says-560160 เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. 2569

[5] https://www.transparency.org/en/cpi/2025?gad_source=1&gad_campaignid=23552156524&gbraid=0AAAAADud0D8pvkvdWQ0LB5LlOL9QTMqqL&gclid=CjwKCAjwhZDUBhBGEiwAbi5bjk9wP4GbEaGfN_NciuPeLFLqTM9YE9oDKAl1meoSiSeJGQy71Lo3cxoCJFkQAvD_BwE เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. 2569 

[6] Dan Ariely and Ximena Garcia-Rada (2022) Contagious Dishonesty. Scientific American, Special Collector’s Edition, Fall 2022, pp. 94-97

Tags:

จิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์สุขภาพจิต

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • How to enjoy lifeLife classroom
    เปลี่ยนที่ทำงานเป็นพื้นที่ฮีลใจ ‘โศรยา ทองดี’ ฮีลเลอร์แห่งโบว์เบเกอรี่เฮ้าส์

    เรื่อง The Potential

  • Book
    วิชาสำคัญที่คุณควรรู้ก่อนที่ชีวิตจะสอนคุณ: สุขภาพจิตก็ไม่ต่างจากสุขภาพกาย…ไม่มีใครมีภูมิคุ้มกันมาตั้งแต่เกิด 

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Healing the trauma
    จิตวิทยาของการกราดยิง (mass shooting): บาดแผลทางใจและการรับมือกับเหตุการณ์เลวร้าย

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    มองโลกแบบไหนถึงเรียกว่าในแง่ร้าย

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    ‘คนเดียวที่จะทำให้เรามีความสุขได้ คือ ตัวเรา’ 5 สถานการณ์ที่ทำให้เราไม่เชื่อในเรื่องความสุขอีกต่อไป และวิธีดึงความสุขกลับมาที่ตัวเรา

    เรื่อง The Potential

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel