- เมลวิลล์ ฟายน์แมน คุณพ่อของริชาร์ด ฟายน์แมน นักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบล สอนลูกชายให้มองโลกในแบบที่นักวิทยาศาสตร์มอง ผ่านการตั้งคำถาม การสังเกต และการปฏิเสธจะยอมรับว่าแค่ชื่อก็เป็นคำตอบแล้ว
- พ่อของฟายน์แมน สอนให้เขาเข้าใจเรื่องนกหนึ่งตัวในแบบที่มากกว่าชื่อเรียก หรือชนิดพันธุ์ แต่ชวนตั้งคำถาม ให้เห็นสายโซ่ชีวิตทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ได้ในแบบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
- ตำราให้คำตอบเพียงคำเดียว ไม่ได้ให้ความเข้าใจใดๆ ที่มากขึ้น แต่คุณพ่อของเขาให้ ‘การเดินทาง’ ที่สามารถร่วมเดินทางไปด้วยได้
พูดถึงชื่อ ‘ริชาร์ด ฟายน์แมน’ อาจมีบางคนพอจะคุ้นๆ ชื่ออยู่บ้าง แต่ก็อาจจะมีอีกจำนวนมากที่อาจไม่รู้จักเขามาก่อนเลย
ริชาร์ ฟายน์แมน เป็นนักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบลฟิสิกส์ ค.ศ. 1965 จากงานวิจัยเกี่ยวกับควอนตัม อิเล็กโตรไดนามิกส์ (ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญในที่นี้) และมีชื่อเสียงจากความเฉลียวฉลาดและความขี้เล่นของเขา เขาเป็นผู้ไขความลับต้นเหตุที่ทำให้ยานกระสวยอวกาศ ‘แชลเลนเจอร์’ ระเบิด หลังทะยานขึ้นจากฐานปล่อยเพียงไม่กี่นาที
บางคนก็รู้จักเขาในฐานะหนึ่งในนักบุกเบิกและผู้จุดประกายแนวคิดเกี่ยวกับ ‘นาโนเทคโนโลยี’ จากปาฐกถาเรื่อง There’s Plenty of Room at the Bottom: An Invitation to Enter a New Field of Physics ของเขา แต่สำหรับนักเรียนนักศึกษาและคนทั่วไปส่วนใหญ่แล้ว หนังสืออัตชีวประวัติอย่าง Surely You’re Joking, Mr. Feynman! (ค.ศ. 1985) and What Do You Care What Other People Think? (ค.ศ. 1988) และรวมปาฐกถาอย่าง The Feynman Lectures on Physics (ค.ศ. 1961-1964) กับอีกหลายเล่ม น่าจะเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางที่สุด [1]
น่าดีใจที่หลายเล่มก็มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว
ในหนังสือ What Do You Care What Other People Think? [2] เขาเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณพ่อไว้อย่างน่าสนใจ
ในตอนที่อายุราว 8-9 ขวบ ครั้งหนึ่งหนูน้อยริชาร์ด ฟายน์แมน ที่กำลังเล่นอยู่ในสนามเด็กเล่นกับเพื่อนๆ ถูกเพื่อนคนหนึ่งถามว่า นกที่เห็นเกาะอยู่แถวนั้นตัวหนึ่งคือนกอะไร? ริชาร์ดตอบว่าเขาไม่รู้ เพื่อนที่เหลือพากันหัวเราะ เด็กคนนั้นบอกว่า มันคือนกเดินดงคอน้ำตาล (Brown-throated Thrush) และว่า “พ่อแกไม่ได้สอนอะไรเลยเรอะ?” ความจริงพ่อของฟายน์แมนสอนเรื่องนกชนิดนี้ในแบบที่เด็กคนนั้นและครูของเด็กคนนั้นอาจไม่มีวันเข้าใจไว้แล้วก่อนหน้านั้น
หลายวันก่อนพ่อของเขาเคยชี้ให้ดูนกตัวเดียวกันนั้นและถามว่า ลูกรู้จักนกตัวนั้นไหม? มันคือ นกสเปนเซอร์วอร์เบลอร์ (Spencer’s Warbler) ริชาร์ดรู้ว่าพ่อตั้งชื่อนกตัวนั้นขึ้นมาเอง จากนั้นพ่อของเขายังพูดต่อไปอีก ชื่ออิตาเลียนของมันคือ ‘ชัตโต ลาพิททิดา’ ส่วนชื่อโปรตุเกสคือ ‘บอม ดา เพอิดา’ ถ้าชื่อจีนก็คือ ‘จังหลงต้า’ ส่วนชื่อญี่ปุ่นนั้นเรียกว่า ‘คาทาโนะ เทเคดะ’
จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า ลูกอาจจะรู้จักชื่อของนกตัวนี้ในทุกภาษาในโลกก็ได้ แต่เมื่อรู้แล้ว ลูกก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนกตัวนี้เลยอยู่นั่นเอง ลูกรู้แค่เพียงว่าคนในสถานที่แตกต่างกันเรียกมันว่ายังไงแค่นั้น
แต่ลองดูที่นกตัวนี้สิ ทำไมมันถึงไซ้ขนแบบนั้นล่ะ? เขาอธิบายว่ามีชิ้นส่วนเล็กจิ๋วที่หลุดออกมาจากขนนก มีเหากัดกินชิ้นส่วนเล็กๆ พวกนั้น ข้อต่อขาของเหาพวกนี้มีขี้ผึ้ง และยังมีตัวเห็บที่เล็กกว่าเหาคอยกัดกินขี้ผึ้งเหล่านี้ เห็บพวกนี้ย่อยขี้ผึ้งแล้วก็มีของเหลวหวานๆ หลุดออกมา และมีสิ่งมีชีวิตที่ตัวเล็กลงไปอีกที่อยู่ในของเหลวพวกนั้น ฟายน์แมนรู้ว่าเรื่องที่คุณพ่อของเขาพูดไว้ อาจจะไม่ถูกต้องสมบูรณ์แบบนัก
แต่หลักการของเรื่องยังคงถูกต้องอย่างไม่ผิดเพี้ยน
นกหนึ่งตัว คำถามหนึ่งคำถาม ทำให้เห็นสายโซ่ชีวิตทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ได้ในแบบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หากพวกเขาหยุดอยู่แค่เพียงชื่อที่สมมุติขึ้นเท่านั้น
เด็กคนนั้นที่รู้ชื่อนกอาจได้เกรด A ในห้องเรียน แต่ฟายน์แมนได้รางวัลโนเบล
เมลวิลล์ ฟายน์แมน คุณพ่อของริชาร์ดเป็นผู้อพยพมาประเทศสหรัฐอเมริกาในตอนต้นทศวรรษ 1900 เขาไม่มีทั้งเงิน เส้นสาย ปริญญาใดๆ และเริ่มทำธุรกิจขายเครื่องแบบเพื่อยังชีพ เขามีความตั้งใจและความทะเยอทะยานที่จะผลักดันให้ลูกชายเรียนวิทยาศาสตร์ เขาวางแผนจะสอนลูกชายให้มองโลกในแบบที่นักวิทยาศาสตร์มอง ผ่านการตั้งคำถาม การสังเกต และการปฏิเสธจะยอมรับว่าแค่ชื่อก็เป็นคำตอบแล้ว
เขาเริ่มให้คำแนะนำกับลูกชายก่อนที่เด็กน้อยจะพูดได้เสียอีก
เมื่อริชาร์ดน้อยเติบโตพอจะนั่งเก้าอี้หนุนสูงได้แล้ว คุณพ่อวางเศษกระเบื้องห้องน้ำหลากสีในถาด ในลักษณะคล้ายกับการต่อโดมิโน ริชาร์ดผลักตัวที่อยู่ปลายด้านหนึ่งและดูพวกมันล้มลงต่อกันก่อนหัวเราะเอิ๊กอ๊าก เขาทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้น เมลวิลล์เริ่มสร้างรูปแบบ (Pattern) ซ้ำๆ ของชิ้นส่วนกระเบื้องสีขาว 2 ชิ้น ต่อด้วยสีฟ้า 1 ชิ้นซ้ำกันไป แม่ของริชาร์ดมักพูดในทำนองว่า ให้ลูกเล่นตามใจไปเถอะ หากลูกอยากจะผลักกระเบื้องสีฟ้า ก็ปล่อยให้เขาทำไป
แต่เมลวิลล์ยืนยันว่าเขาต้องการทำเช่นนี้ เพราะอยากให้ริชาร์ดเข้าใจว่า รูปแบบที่เหมือนกันเป็นอย่างไรและน่าสนใจมากแค่ไหน
นี่คือการสอนคณิตศาสตร์เบื้องต้น แบบที่ไม่ต้องมีตัวเลขหรือสูตรคำนวณ และไม่ต้องมีกระดาษแบบฝึกหัด พ่อของเขามองทะลุปรุโปร่งในหลักการที่ว่า อันที่จริงแล้วคณิตศาสตร์ก็เป็นศิลปะของการสังเกตรูปแบบ มองให้เห็นว่าสิ่งใดเกิดขึ้นซ้ำๆ และวิธีการนี้ก็ใช้การได้จริงๆ เพราะเมื่อริชาร์ดเข้าเรียนระดับอนุบาล คุณครูถึงเขียนจดหมายพิเศษแจ้งกับผู้ปกครองว่า เด็กชายคนนี้สามารถทำนายรูปแบบที่ถักทอออกมาได้ก่อนจะลงมือทำจริงด้วยซ้ำไป
ไม่เพียงแค่นั้น ในปี ค.ศ. 1966 เมื่อฟายน์แมนได้ไปบรรยายที่สมาคมครูวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เขายกตำราวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กขึ้นมา ให้ดูรูปของสิ่งของ 4 อย่าง ประกอบด้วยของเล่นแบบไขลาน รถยนต์ เด็กผู้ชายที่ขี่จักรยานอยู่ และรถไฟ โดยใต้แต่ละภาพ มีคำถามอยู่ อะไรทำให้สิ่งนี้เคลื่อนที่ได้? สิ่งที่เขาคาดหวังก็คือ หนังสือจะอธิบายว่า สปริงทำงานอย่างไร เครื่องจักรเผาไหม้เชื้อเพลิงอย่างไร กล้ามเนื้อทำให้จักรยานเคลื่อนที่ได้อย่างไร เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่แท้จริง
แต่กลับเป็นเรื่องน่าผิดหวัง เพราะคำตอบเพียงคำเดียวของตำราเหล่านั้นคือ พลังงาน นี่ไม่ต่างอะไรกับการบอกชื่อของนกเลย นี่ไม่ได้ช่วยทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นเลย
ฟายน์แมนเชื่อว่า หากเป็นคุณพ่อของเขา ท่านคงทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ท่านคงตั้งคำถามว่า อะไรทำให้ของเล่นเคลื่อนที่ได้? คำตอบคือ สปริง แล้วจะทำให้สปริงทำงานได้อย่างไร? คำตอบคือ ก็ต้องไขสปริงนั้น แล้วถ้าเป็นตัวคุณเองล่ะ เคลื่อนที่ได้อย่างไร? ได้เพราะคุณกินอาหารไงล่ะ แล้วอาหารพวกนั้นมาจากไหน? มันก็เติบโตเองโดยอาศัยแสงแดดไง
ตำราให้คำตอบเพียงคำเดียว ไม่ได้ให้ความเข้าใจใดๆ ที่มากขึ้น แต่คุณพ่อของเขาให้ ‘การเดินทาง’ ที่สามารถร่วมเดินทางไปด้วยได้
แล้วฟายน์แมนก็ขอทดสอบกับกลุ่มผู้ฟัง เขากล่าวว่าหากไม่ใช้คำว่า ‘พลังงาน’ เลย ให้คุณลองพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจให้ได้ว่า สุนัขเคลื่อนที่ได้อย่างไร หากคุณทำไม่ได้ คุณก็แค่เรียนรู้ ‘ชื่อ’ แต่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องราวเลย
ยิ่งไปกว่านั้น เมลวิลล์ยังเลือกทำสิ่งตรงกันข้ามกับคนส่วนใหญ่ทำอยู่ทุกค่ำคืน ครอบครัวฟายน์แมนมีสารานุกรมบริแทนนิก้าที่เป็นสารานุกรมมาตรฐานที่เก่าแก่ที่สุดของโลกอยู่ชุดหนึ่ง เมลวิลล์จับริชาร์ดนั่งตักและอ่านสารานุกรมให้เขาฟัง เมื่อพวกเขาอ่านเกี่ยวกับไดโนเสาร์ เจ้าไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ หนังสือที่ว่าก็จะระบุทำนองว่า ไดโนเสาร์สูง 25 ฟุตและมีความกว้างของส่วนหัว 6 ฟุต
เมื่อคุณพ่อคนอื่นๆ อ่านถึงบรรทัดนี้ ก็คงเปิดผ่านไปยังหน้าถัดไปในทันที แต่เมลวิลล์หยุดอ่านเพื่ออธิบาย เขาจะพูดว่ามาทำความเข้าใจกันดีกว่า ว่านี่หมายความว่ายังไงแน่
หากไดโนเสาร์ตัวนี้มายืนอยู่ตรงสนามหญ้าหน้าบ้านของเรา มันก็จะสูงพอที่ส่วนหัวของมันจะอยู่ระดับเดียวกับหน้าต่างชั้นสองที่เป็นที่ตั้งของห้องนอนพวกเขา แต่ส่วนหัวของมันจะกว้างเกินกว่าจะลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องได้ ตัวเลข 25 ฟุตจึงไม่ได้เป็นแค่เพียงตัวเลขอีกต่อไป
แต่ได้มากลายเป็นไดโนเสาร์ที่จ้องมองมาที่ห้องนอนที่ริชาร์ดนั่งฟังอยู่ มันเป็นเรื่องจริงจนสามารถรับรู้ได้และแน่นอนว่า ย่อมช่วยให้จดจำได้ดียิ่งขึ้นด้วย
ฟายน์แมนกล่าวว่า เขาติดโรคเดียวกันนี้มา เมื่ออ่านเปเปอร์ฟิสิกส์ทุกฉบับ อ่านสมการทุกสมการ อ่านรายงานรัฐบาลทุกฉบับ ตลอดชั่วชีวิตที่เหลือ คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาเสมอคือ อันที่จริงแล้ว ไอ้นี่มันเป็นยังไงกันแน่? เขาเรียนรู้ขณะที่นั่งตักพ่อ ไม่ใช่จากในห้องเรียนใดๆ
ไม่แน่ว่าวิธีการเรียนการสอนที่ทำกันอยู่ในห้องเรียนของเรา อาจจะไม่มีประสิทธิภาพมากเท่ากับที่เมลวิลล์ ฟายน์แมน ทดลองทำกับลูกชาย…ก็เป็นได้ !
เอกสารอ้างอิง
[1] https://en.wikipedia.org/wiki/Richard_Feynman เข้าถึงข้อมูลวันที่ 12 พ.ค. 2569
[2] Richard Feynman. What Do You Care What Other People Think? 2007, Penguin Books.