- จากเด็ก 17 ปี ที่ต้องดรอปเรียนเนื่องจากปัญหาทางการเงินของครอบครัวในช่วงวิกฤตโควิด-19 วันนี้ ‘แฟน’ ได้เจอกับการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น Freeform School พื้นที่แห่งโอกาสที่ทำให้เธอได้กลับไปเรียนและได้วุฒิ ม.6 พร้อมกับประกาศนียบัตรบาริสต้าขั้นพื้นฐาน
- สำหรับหลักสูตรบาริสต้าที่แฟนได้ไปเรียนกับศูนย์ฝึกอาชีพคลองเตยนั้น นอกจากจะสอนทักษะต่างๆ ในทุกขั้นตอนของการทำกาแฟ ตั้งแต่วิธีการบด การใช้เครื่องบด การดมกลิ่นกาแฟ การคำนวณอัตราส่วนต่างๆ ในการชงกาแฟ หรือปรับแก้สูตร ยังช่วยให้เธอมีทักษะชีวิตมากขึ้นด้วย
- การเรียนสายอาชีพเปิดโอกาสให้ได้ฝึกปฏิบัติและทดลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมกับการเรียน ทำให้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรไม่ชอบอะไร ซึ่งช่วยให้มองเห็นเป้าหมายของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
“คิดเอาไว้อยู่แล้วว่ายังไงก็จะกลับมาเรียนต่อ” …เป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของ แฟน-กิติยากร นระพิมพ์ เด็กสาวที่ชีวิตเคยสะดุดเพราะปัญหาทางการเงินของครอบครัวในช่วงวิกฤตโควิด-19 ตอนนั้นอนาคตสดใสในรั้วโรงเรียนของเธอต้องดับวูบลง พร้อมการตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือการดรอปเรียนเพื่อออกไปทำงาน
แฟนเล่าว่า ย้อนกลับไปในปี 2563 เธออายุแค่ 17 ปี กำลังเรียนปวช. 2 ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี และอยู่ระหว่างการฝึกงานในจังหวัดชลบุรี เมื่อทราบว่าธุรกิจส่งออกขนมแปรรูปของที่บ้านต้องปิดตัวลงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว แฟนจึงได้ตัดสินใจคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะขอดรอปเรียนก่อน เพื่อช่วยที่บ้านประหยัดค่าใช้จ่าย
หลังจากเปลี่ยนเส้นทางชีวิต แฟนเริ่มต้นใหม่กับการทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านหมูกระทะในจังหวัดอุดรธานี จนกระทั่งอายุครบ 18 ปี เธอจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้า หิ้วกระเป๋าเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพียงลำพัง ด้วยความเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ คือพื้นที่ที่น่าจะมอบความหวังและโอกาสทางอาชีพมากกว่า

ก้าวผ่านมรสุมชีวิต และเริ่มต้นใหม่ด้วยการศึกษาที่ยืดหยุ่น
การเดินทางเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ของเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่ไม่มีต้นทุนอะไรเลย…ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
แฟนใช้วุฒิม.3 สมัครเข้าทำงานในร้าน 7-11 โดยงานที่เธอได้รับมอบหมายให้ทำนั้นจะอยู่ในส่วนของการทำเบเกอรี่และงานบาริสต้าในร้านคัดสรร โดยหลังจากทำงานมาระยะหนึ่ง เธอเริ่มรู้สึกว่าเงินเดือนที่ได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและไม่มีโอกาสเติบโตไปกว่านี้ เนื่องจากวุฒิการศึกษาในระดับชั้น ม.3 เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดค่าตอบแทนและอำนาจต่อรองในการจ้างงาน แฟนจึงตัดสินใจลาออกและมองหาโอกาสใหม่ๆ
หลังจากนั้นเธอได้สมัครเข้าทำงานที่คลินิกทันตกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้บริหารพิจารณาจากความสามารถมากกว่าวุฒิการศึกษา และนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงานของแฟนที่ได้พิสูจน์ว่า ทักษะหรือประสบการณ์นั้นสามารถเปิดประตูโอกาสทางอาชีพได้ และเป็นสิ่งที่ช่วยให้แฟนเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นว่า การดรอปเรียนไม่ได้ทำให้เธอหมดคุณค่า
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแฟนจะทิ้งการเรียนไป เพราะเธอตั้งใจไว้แต่แรกว่าถ้าเก็บเงินได้จะกลับมาเรียนต่อ
“ตอนที่ดรอปเรียนไว้ ก็คิดว่าถ้าหากวันหนึ่งเราอยากกลับมาเรียนในระบบต่อ ก็ยังสามารถที่จะเรียนได้ แต่ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ก็อาจจะไปต่อเป็น กศน. ซึ่งเราเองรู้สึกว่าการเรียน กศน. มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สังคมจะไม่ยอมรับขนาดนั้น เพราะผลสุดท้ายมันก็คือจบเหมือนกัน”
ในระหว่างที่ยังมองหาโอกาสที่จะกลับสู่เส้นทางการศึกษาอีกครั้ง ความบังเอิญได้นำพาให้แฟนรู้จักกับ Freeform School ผ่านเพื่อนที่เคยทำงานฟรีแลนซ์ด้วยกัน ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า ที่นี่ใช้การเรียนแบบออนไลน์ผ่าน zoom ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วแต่วิชาหรือแผนการเรียน โดยอาจมีกิจกรรมที่จะต้องไปพบปะกันบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนในเรื่องของค่าใช้จ่ายนั้นทางโรงเรียนซัพพอร์ตเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่ารถ ค่าอุปกรณ์การเรียน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาก็สามารถทำเรื่องเบิกกับทางโรงเรียนได้
“หลังจากฟังเพื่อนเล่าจบก็รู้สึกว่ามันคล้ายๆ กับการเรียน กศน. เหมือนกัน เนื่องจากเป็นการเรียนนอกระบบในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเราเองก็เพิ่งจะเคยได้ยิน เพราะในหัวเราก็จะรู้จักแค่การเรียนในระดับ ปวช. ปวส. สายสามัญ และก็ กศน. เท่านั้น ซึ่งพอฟังแล้วการเรียนในรูปแบบนี้มันค่อนข้างน่าสนใจแล้วก็ตอบโจทย์ชีวิตเราในระดับหนึ่ง ยิ่งพอเห็นเพื่อนเรียนด้วยก็รู้สึกว่าโอเค เรามีเพื่อนเรียนอยู่ แล้วเพื่อนก็การันตีว่ามันเรียนได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับวินัยของตัวเราเองด้วยว่าเรามีวินัยมากพอหรือเปล่า”

Freeform School พื้นที่การเรียนรู้ที่โอบรับชีวิตของคนสู้ชีวิต
หลังจากแฟนได้เข้าไปเรียนที่ Freeform School คลองเตย เธอก็พบว่าสิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการเรียนในระบบกับนอกระบบคือเรื่องของเวลา ที่นี่จะเข้าเรียนเพียง 1 วันต่อสัปดาห์ ตามที่ผู้เรียนสะดวกและสามารถยืดหยุ่นได้ตามโจทย์ชีวิตของแต่ละคน
“สำหรับคนที่อยากทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แล้วรู้สึกว่าเราไม่ได้มีเวลามากพอ ก็อาจจะไปเลือกเรียนที่ Freeform School แต่ถ้าบางคนรู้สึกว่าเรียนในระบบควบคู่ไปกับการทำงานแล้วไหวก็สามารถทำได้ ซึ่งตัวของแฟนเองก็เคยทำแล้วแต่ก็รู้สึกว่ามันหนักเกินไป เพราะว่าเราเรียน 5 วัน และถ้าสมมติว่าวันเสาร์เรามีกิจกรรมของวิทยาลัย หรือมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียน ก็อาจจะทำให้ออกไปทำงานได้ยาก ซึ่งถ้าถามว่าทำได้ไหมมันทำได้แต่ว่าเราต้องเหนื่อยมากๆ
ต่างจาก Freeform School ที่เข้าเรียนแค่ 1 วัน ต่อสัปดาห์ แล้วอีก 6 วัน ที่เหลือก็สามารถไปทำเป็นงานพาร์ทไทม์ ฟรีแลนซ์ หรือว่างานประจำได้หมดเลย แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องจัดการเวลาตัวเองให้ได้ …อย่าลืมว่าเราเองก็ต้องมีวินัยในระดับนึงที่จะพยายามเข้าไปเรียนแล้วก็เข้าไปตามงานที่ทางโรงเรียนมอบให้”
“Freeform School อาจจะไม่ต้องเข้าเรียนทุกวันก็จริง แต่ก็ต้องพยายามแบ่งเวลาไปเข้ากิจกรรมให้ได้บ้าง อย่างเช่น กิจกรรมเข้าค่าย Freeform Land ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน เราก็ต้องมีเวลาให้กับส่วนนี้ เพื่อที่เราจะได้มีโอกาสไปทำความรู้จักกับเพื่อนคนอื่นๆ แล้วก็เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโรงเรียนให้มากขึ้น”
แฟนมองว่าการจัดการเรียนรู้ของ Freeform School เป็นการเรียนนอกระบบในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีความคล้ายคลึงกับ กศน. แต่แตกต่างกันตรงที่ กศน. จะเรียนทุกวันอาทิตย์ ส่วน Freeform School จะมีการนัดวันเรียนที่ทุกคนว่างตรงกัน แล้วก็มีบางวิชาที่สามารถเรียนออนไลน์ได้
“ถ้าหากเราไม่สะดวกหรือติดธุระจริงๆ ก็สามารถส่งแบบฟอร์มลาได้ เพราะว่าที่ Freeform School ให้ความยืดหยุ่นทางด้านเวลากับนักเรียนมาก ไม่ได้ฟิกซ์ว่าเราต้องเป๊ะๆ ขนาดนั้น แต่ก็ยังคงมีพี่เลี้ยงที่คอยตามงาน ตามดูแลเราอยู่ตลอด”
สำหรับเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินหรือเก็บคะแนนก็คือ การสอบเทียบโอน 9 วิชา เป็นข้อสอบความรู้พื้นฐานแยกเป็น 2 ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย บวกกับคะแนนในส่วนของการเข้าร่วมกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ต้องมาพบปะกัน กิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น หรือแม้แต่กิจกรรมการเรียนออนไลน์ผ่าน zoom
“เรารู้สึกว่าเวลาเรียนก็โอเค พี่เลี้ยงก็น่ารัก อย่างเช่นตอนที่เราเลือกเรียนบาริสต้ากับทางศูนย์ฝึก พี่เขาก็มาถามว่าน้องๆ สะดวกวันไหนเวลาไหน ถามความเห็นของทุกคนที่จะเรียน เหมือนให้ทุกคนมาแชร์กันว่าตอนไหนว่างจะได้มาเรียนพร้อมกัน ไม่ได้ทิ้งหรือมาบอกให้เราเรียนวันโน้นหรือวันนี้ ก็คืออยากให้มาเรียนด้วยกัน เพื่อที่จะได้จบไปพร้อมๆ กัน
ในส่วนของกิจกรรมหรืองานอีเวนต์ที่ต้องไปออกบูธ พี่ๆ ก็จะมาชวนให้ไปทำแล้วก็มีเงินค่าตอบแทนด้วย ก็คือไม่ได้ไปฟรีมีค่าแรงให้ แล้วก็ยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับชุมชน เช่น การเก็บขยะ ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันเหมือนโรงเรียนปกติทั่วไปที่ยืดหยุ่น พี่เลี้ยงทุกคนรวมถึงผอ.ก็น่ารัก เพราะเขาจะคอยมาคุยคอยตามเด็กตลอดว่าเรายังขาดงานชิ้นไหน ต้องส่งงานอะไรเพิ่ม จะคอยช่วยเหลือเราตลอดเพื่อที่จะทำให้พวกเราเรียนจบกันได้มากที่สุด”

อนาคตบาริสต้า ก้าวต่อไปของ ‘แฟน’
จากประสบการณ์การทำงานที่ 7-11 และความชอบส่วนตัว ที่ Freeform School แฟนเลือกเรียนบาริสต้า เพราะรู้สึกว่าการได้เรียนในสิ่งที่ชอบจะทำให้ตัวเองมีความสุข
“บาริสต้าเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ แต่ที่หยุดทำไปในตอนนั้นก็เพราะสาเหตุในเรื่องของเงินเดือนที่มันไม่โอเค พอได้กลับมาเรียนก็รู้สึกแฮปปี้มาก การได้เห็นเครื่องทำกาแฟมันช่วยฮีลใจเรา อาจจะเป็นเพราะช่วงที่เราทำงานออฟฟิศเราดื่มทุกวันด้วย เลยทำให้เรารู้สึกว่าวันหนึ่งตัวฉันเองก็อยากที่จะไปยืนอยู่หลังบาร์บ้าง อยากรู้ว่าที่ข้างหลังบาร์นั้นมีอะไร”
สำหรับหลักสูตรบาริสต้าที่แฟนได้ไปเรียนกับศูนย์ฝึกอาชีพคลองเตยนั้น นอกจากจะสอนทักษะต่างๆ ในทุกขั้นตอนของการทำกาแฟ ตั้งแต่วิธีการบด การใช้เครื่องบด การดมกลิ่นกาแฟ การคำนวณอัตราส่วนต่างๆ ในการชงกาแฟ หรือปรับแก้สูตร ยังช่วยให้เธอมีทักษะชีวิตมากขึ้นด้วย
“การเป็นบาริสต้าช่วยฝึกให้เรานิ่งขึ้น เพราะว่าการทำกาแฟมันค่อนข้างที่จะใช้สมาธิ สมมติเวลาเปิดร้านก็ต้องเทสต์เครื่องก่อนว่าเราได้กาแฟที่เพอร์เฟคช็อตหรือยัง คือเราจะใจร้อนกับกาแฟไม่ได้เลย ถ้าเราใจร้อนปุ๊บมันอาจจะพัง รสชาติเพี้ยนหรือว่าขมเกินไป เลยรู้สึกว่าการทำกาแฟคือการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งเหมือนกัน”
นอกจากนี้ แฟนยังบอกอีกว่า Freeform School มอบทักษะการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร เพราะเวลาโรงเรียนพาไปออกบูธ ต้องเจอกับคนหลากหลาย ทั้งอายุและมุมมองที่แตกต่างกัน บางครั้งต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และพยายามพูดคุยเพื่อให้เข้าใจตรงกัน
“หลังจากจบงานก็มีการมานั่งรีแคปด้วยกันว่าทีมเราเป็นยังไงบ้าง มีการกระทบกระทั่งกันไหม แต่สุดท้ายเราก็รู้สึกว่า การทำงานเป็นทีมแบบนี้มันต้องลดอีโก้ของตัวเองลงมา เพราะแต่ละคนมันมีอีโก้ที่ต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งทุกคนในทีมที่เราเคยเจอมาน่ารักมาก พยายามปรับลดอีโก้ของตัวเองลงไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็คือพยายามฟังความคิดเห็นของคนอื่น”
อีกหนึ่งทักษะสำคัญที่แฟนได้รับจาก Freeform School ก็คือ ความกล้าแสดงออก “ปกติแล้วเราเป็นคนนิ่งๆ แต่พอได้มาทำงานเป็นบาริสต้าก็ต้องปรับตัว เนื่องจากเราจะได้เจอคนหลากหลายรูปแบบ บางครั้งก็ต้องมาทำหน้าที่รับออเดอร์หน้าบาร์ ซึ่งเวลาเจอลูกค้าต่อก็ต้องยิ้มแย้มตลอดเวลา ไม่สามารถทำหน้าไม่พอใจอะไรได้เลย เราต้องควบคุมอารมณ์ตรงนั้นของเราให้ได้เหมือนกัน
แต่เราโชคดีตรงที่เคยมีประสบการณ์ฝึกงานโรงแรมมาก่อน ก็เลยได้สกิลตรงนั้นมาต้อนรับลูกค้า เช่น ลูกค้าแบบนี้ เราจะต้องวางตัวประมาณไหน บวกกับช่วงที่เคยทำงาน 7-11 พี่ผู้จัดการก็สอนเราว่า เราทำงานบริการ เราต้องยิ้มแย้มนะ ถึงวันนั้นเราจะไม่มีความสุข แต่ถ้าเราอยู่ในหน้าที่การงานเราก็ต้องปรับตัวมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนเรื่องที่เราเครียดหรือว่าไม่สบายใจเก็บเอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยมาคุยกันข้างหลังดีกว่า”

แฟนมองว่า การเรียนสายอาชีพเปิดโอกาสให้ได้ฝึกปฏิบัติและทดลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมกับการเรียน ทำให้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรไม่ชอบอะไร ซึ่งช่วยให้มองเห็นเป้าหมายของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
“ถ้าเราเรียนตามหลักสูตรว่าต้องจบอันนี้เพื่อไปต่ออันนี้ บางทีเราก็อาจจะยังไม่ได้รู้ความชอบของตัวเองขนาดนั้น พอเราเรียนไปก็จะทำให้รู้สึกหมดไฟได้ จากนั้นเราก็จะดิ่งจนไม่อยากที่จะทำอะไรเลย เพราะรู้สึกว่าฉันไม่มีกำลังใจที่จะเรียนต่อแล้ว แต่ถ้าเป็นสายอาชีพที่เราได้ลองทำในสิ่งที่ชอบควบคู่ไปกับการเรียนด้วย มันจะทำให้เรามีไฟในการเรียนต่อไปจนจบได้ เช่น สมมติว่าเราชอบบาริสต้ามากก็เลยเลือกที่จะเรียนสิ่งนี้ อย่างน้อยมันก็จะมีเป้าหมายเป็นของตัวเองแล้วว่า ฉันจะเรียนบาริสต้าให้จบ เพื่อที่จะได้ไปทำงานในสายบาริสต้า อะไรประมาณนี้”
มากไปกว่านั้น ถ้าการศึกษาเปิดกว้างและยืดหยุ่นพอสำหรับคนที่มีโจทย์ชีวิตแตกต่างกัน ย่อมเปิดทางเลือกให้กับคนที่ไม่สามารถเรียนในระบบได้มีโอกาสมีอนาคตตามศักยภาพของตัวเอง ไม่ต้องติดกับข้อจำกัดเรื่องวุฒิการศึกษาเหมือนที่ผ่านมา
“การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทำให้คนเรียนแฮปปี้ แล้วคุณครูที่ได้สอนก็น่าจะแฮปปี้ด้วย เนื่องจากตัวคุณครูเองก็สอนสนุก เด็กก็ไม่ได้กดดันว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้จะต้องมาเรียน”
ในส่วนของเป้าหมายชีวิตต่อจากนี้ แฟนบอกว่ายังอยากกลับไปเรียนมหาวิทยาลัย ในสายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจควบคู่ไปกับการทำงานซึ่งเธอมุ่งมั่นว่าจะเรียนให้จบปริญญาตรีภายใน 3 ปี เพราะอยากทำงานดีๆ มีสังคมที่ดี และในอนาคตเมื่อเก็บเงินได้แล้วก็จะเปิดคาเฟ่เล็กๆ เป็นของตัวเอง
เมื่อถามถึงความพอใจในชีวิต ณ ตอนนี้ แฟนบอกว่าคือการได้กลับไปเรียนและได้วุฒิ ม.6 พร้อมกับประกาศนียบัตรบาริสต้าขั้นพื้นฐาน ซึ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จไปในระดับหนึ่ง พร้อมกันนี้เธอยังฝากกำลังใจไปถึงทุกคนที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคในชีวิต
“ตั้งสติ อยู่กับตัวเองให้ได้ก่อน เพราะว่าในวันที่เราล้มหรือไม่มีมีกำลังใจ มันจะทำให้ตัวเราเองค่อนข้างที่จะหงุดหงิด แล้วก็อารมณ์ขึ้นได้ง่าย อยากให้ตั้งสติก่อนแล้วค่อยๆ คิดหาทางแก้ ถ้าหากมีคนรอบข้างอยู่ด้วยก็ลองถามความคิดเห็นจากเขาดูก่อน หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการออกไปทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองมีความสุข สิ่งนี้จะช่วยให้สมองเราโล่ง แล้วก็ลืมเรื่องราวที่ทำให้เครียดไปได้ชั่วขณะ ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ฮีลใจเราได้ดีเหมือนกัน”
“สำหรับใครที่อยากจะกลับมาเรียนแต่ไม่ได้มีทุนเยอะ ก็อยากให้มาลองเรียนที่ Freeform School ย่านคลองเตยดู คุณครูและพี่เลี้ยงทุกคนน่ารัก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่จบ ถ้าเราทำงานตามที่ได้รับมอบหมายครบ และถ้าหากกังวลเรื่องเวลาจริงๆ ก็สามารถมาคุยกับพี่เลี้ยงได้เลยว่าเราติดปัญหาอะไร เพราะที่นี่เขามีทางออกให้เสมอ…” แฟน กล่าวเชิญชวนทุกคนที่ยังรักในการเรียนรู้และอยากสร้างเส้นทางไปสู่อนาคตแบบที่ฝันไว้