- Healing is the new high พลังแห่งการเยียวยาที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต เขียนโดย เว็กซ์ คิง (Vex King) นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย แปลไทยโดย กิษรา รัตนาภิรัต คุโด สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to
- ในบทที่ว่าด้วย ‘พลังของการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเราในวัยเด็ก’ คิงกล่าวว่า บาดแผลทางใจในอดีตส่งผลลึกถึงระดับโครงสร้างสมองและกลายเป็นเงื่อนไขที่คอยบงการชีวิตเราในฐานะผู้ใหญ่ หากเราไม่หันกลับไปเผชิญหน้าและเยียวยาเด็กน้อยที่แตกสลายในใจ เราก็จะยังคงติดอยู่ในชุดความเชื่อที่จำกัดและใช้ชีวิตผ่านเลนส์แห่งความกลัวไปตลอดชีวิต
- คำแนะนำของคิงคือ การฝึกเป็นพ่อแม่คนใหม่ให้ตัวเอง ผ่านการกลับไปสบตาและรับฟังเด็กน้อยในใจด้วยความเมตตา เพื่อสร้างวิถีประสาทชุดใหม่ที่ช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าในตัวเองและนำพาความสุขที่แท้จริงมาสู่จิตใจ
บ่อยครั้งที่คนรอบตัวถามผมว่าบาดแผลทางใจที่เจ็บปวดที่สุดของผมคือเรื่องอะไร ผมมักตอบกลับไปทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดว่า “บาดแผลที่เกิดตอนเป็นเด็กไง”
เพียงสิ้นคำ ภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายเก่าๆ ก็มักจะวนกลับมาฉายซ้ำราวกับปีศาจที่คอยหลอกหลอน…ก่อนลงเอยด้วยรอยน้ำตาของผมเสมอ
ถึงอย่างนั้น ผมก็เข้าใจดีว่ามันคืออดีตที่ผ่านไปแล้ว และก้าวถัดไปที่ควรโฟกัสคือ การเยียวยาตัวเอง ผมจึงเริ่มศึกษาหาความรู้จากหนังสือจิตวิทยาหลายเล่ม โดยเฉพาะการฝึกสติด้วยการนั่งสมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจเพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ ทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบพาราซิมพาติก (Parasympathetic) ให้ร่างกายรู้สึกโล่งสบายและผ่อนคลาย ทำให้ผมปล่อยวางอดีตได้ง่ายขึ้น
แต่ในวันที่บาดแผลในวัยเด็กถูกกระตุ้นขึ้นอย่างรุนแรง ผมก็พบว่าตัวเองยังต้องการเครื่องมือเพิ่มเติมที่เหมาะกับสภาพจิตใจในวันที่การทำสมาธิอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด จนได้มาพบกับแนวคิด ‘Reparenting’ หรือการเป็นพ่อแม่ให้กับตัวเองในวัยเด็ก
ในหนังสือ Healing is the new high ของ Vex King (ผู้เขียน Good Vibes, Good Life) ได้ตอกย้ำความจริงที่เจ็บปวดว่า หากเราปรารถนาจะเยียวยาจิตใจ เราไม่อาจข้ามผ่านบาดแผลในวัยเด็กไปได้เลย เพราะตัวตนของเราในวันนี้ ถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์และผู้คนในวันวาน ซึ่งมันส่งผลลึกถึงขั้น ‘เปลี่ยนโครงสร้างสมอง’ และกลายเป็นแว่นตาที่เราใช้มองโลกในปัจจุบัน
แต่ก่อนจะไปถึงกระบวนการเยียวยา สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจคือวิธีที่หนังสือชวนให้แยกแยะว่าปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ ของเราที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจาก ‘สัญชาตญาณหยั่งรู้’ หรือ ‘บาดแผลทางใจ’ กันแน่
- ถ้าเราตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ: เราจะรู้สึกถึงอิสระ ไม่ต้องดิ้นรนหาเหตุผลมาพิสูจน์ตัวเอง น้ำเสียงที่ดังในหัวจะเป็นการชี้แนะและให้กำลังใจ พร้อมจะก้าวไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ด้วยความเต็มใจ
- แต่ถ้าเราตอบสนองด้วยบาดแผล: เราจะรู้สึกถูกจำกัด ต้องขุดตรรกะต่างๆ มาอ้างความชอบธรรมให้การกระทำนั้นๆ น้ำเสียงที่ดังในหัวจะเต็มไปด้วยการออกคำสั่ง การต่อต้านสิ่งใหม่ที่ไม่รู้ และการพยายามควบคุมทุกอย่างให้ได้ดั่งใจ
“พอคุณเริ่มตระหนักว่าชั่วขณะเหล่านี้กำลังถูกชักจูงโดยบาดแผลทางใจและความกลัว คุณก็ได้ก้าวไปหนึ่งก้าวใหญ่ สู่การปลดปล่อยความเชื่อที่จำกัดของตัวเองแล้ว คุณจะเริ่มยอมรับว่าการมองโลกของตัวคุณสมัยเด็กไม่เป็นความจริงเสมอไป และนั่นละคือความรู้สึกอิสระที่แท้จริง
เราเรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้สร้างรอยประทับระดับลึกในใจเราได้ รอยประทับเหล่านี้บางอย่างก็เป็นด้านดีและมีประโยชน์ แต่บางอย่างตรงกันข้าม รอยประทับที่ไม่เป็นประโยชน์จะสร้างรูปแบบความคิด อารมณ์ความรู้สึก และพฤติกรรมที่ทำให้เราไม่ก้าวไปข้างหน้า ไม่ให้พลังกับเรา หรือไม่ช่วยให้เราค้นพบความสุข แต่ทำให้เรากลัว รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย และเศร้าเสียใจ เราจึงทุกข์ทรมาน
คุณไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่สร้างเงื่อนไขให้กับตัวคุณในวัยเด็ก แต่ต้องรับผิดชอบที่จะเปลี่ยนแปลงมันตอนนี้ในฐานะผู้ใหญ่
การโทษอดีตว่าสิ่งนั้นทำให้คุณมีความเชื่อที่จำกัดไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา คุณต้องหาวิธีคิดใหม่และเป็นคนใหม่ จากนั้นก็ฝึกใช้แนวทางใหม่ๆ เหล่านั้นจนกระทั่งเชื่อว่านั่นเป็นความจริงมากกว่าความเชื่อเดิมของคุณ”
คิงแนะนำให้เรากลับไปเผชิญหน้ากับความทรงจำอันเลวร้าย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเคลือบฉาบไปด้วยความอับอาย ความโกรธ หรือความกลัวการถูกทอดทิ้งที่ติดอยู่ในใจเป็นเวลานาน โดยเริ่มจากการค้นหาความเจ็บปวดที่มีอยู่ พิจารณาว่ามันมาจากประสบการณ์ใดในวัยเด็ก รับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้น ผละจากมัน และค่อยๆ ปล่อยให้มันจากไป เพื่อเอาความรู้สึกเบิกบานใจในวัยเด็กกลับมาอีกครั้ง
“เราทุกคนสามารถได้ประโยชน์จากการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเราในวัยเด็ก ลองนึกภาพว่าคุณนั่งลงตรงหน้าตัวเองที่เป็นเด็ก ตัวคุณเป็นผู้ใหญ่และกำลังจ้องตากับตัวเองในวัยเด็ก คุณรู้ว่าเด็กคนนี้เรียนรู้อะไรมาบ้าง รู้ว่าอะไรจะทำให้พวกเขาเจ็บและขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของเขาเมื่อโตขึ้น จากนั้นคุณก็บอกเขาว่า ‘นี่ สิ่งที่เธอเรียนรู้มามันไม่ใช่เรื่องจริงหรอกนะ ฉันเข้าใจว่าทำไมเธอถึงปักอกปักใจเชื่อมันนัก แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าการปล่อยมันไปเป็นเรื่องยาก ถ้าเธออยากจะร้องไห้ ตะโกน หรือกรีดร้องก็ไม่เป็นไรนะ แต่นั่นไม่ใช่ความจริง ความจริงก็คือเธอมีค่าคู่ควรที่จะได้รับความรัก ได้รู้ว่าตัวเองปลอดภัย และได้รู้ว่าเธอเป็นเด็กดี’”
แม้ทฤษฎีที่คิงเอ่ยถึง…จะฟังเหมือนง่าย แต่เมื่อผมลงมือทำจริง ผมกลับพบว่าเด็กน้อยในตัวผมคนนั้นช่างฟูมฟาย โวยวาย และปิดใจต่อถ้อยคำปรารถนาดีของผม ทันใดนั้นเอง ผมก็ตระหนักได้ว่า ผมกำลังทำตัวเป็นเหมือนผู้ใหญ่ใจร้ายในอดีตที่เอาแต่ ‘ยัดเยียดคำสอน’ แทนที่จะ ‘รับฟังอย่างตั้งใจ’ ผมจึงหยุดพูดกับเด็กน้อย แล้วปล่อยให้เขาร้องไห้จนสุดเสียง กระทั่งเมื่อมวลความเศร้าจางลง ผมจึงค่อยๆ กล่าวขอบคุณเขาที่อดทนและเก่งมากขนาดไหนที่ผ่านวันเวลาร้ายๆ เหล่านั้นมาได้ พร้อมกับยืนยันให้เขาฟังอย่างช้าๆ ว่าสิ่งที่เขาเป็นในวันนั้นมันไม่ผิดอะไรเลย
นอกจากนี้ผมยังถูกใจที่คิงไม่เพียงแนะนำให้เรากลับมาโอบกอดและเยียวยาตัวเอง แต่เขายังชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่เองก็ทำผิดพลาดได้ เพราะพ่อแม่เองก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ มีข้อจำกัด และมีบาดแผลของตัวเองเช่นกัน ดังนั้นการกลับมาทำความเข้าใจและเยียวยาตัวเองจึงไม่ใช่การหาแพะมาเชือด แต่เป็นการยุติวงจรความเจ็บปวดที่กัดกินความสุขของเรามาอย่างยาวนาน
ยิ่งไปกว่านั้น คิงยังยืนยันว่าการเป็นพ่อแม่ใหม่ให้ตัวเองไม่ใช่เพียงจินตนาการเพื่อการปลอบประโลมใจ เพราะในโลกของความเป็นจริง ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยมากมายที่ช่วยการันตีผลลัพธ์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้
“มีการค้นพบแล้วว่าการเป็นพ่อแม่ใหม่ให้ตัวเราในวัยเด็กสามารถบำบัดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีบาดแผลทางใจรุนแรงได้ผลจริง หลักฐานด้านประสาทวิทยาศาสตร์ก็สนับสนุนเทคนิคนี้ โดยการศึกษาภาพสแกนสมองชี้ให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังมีความยืดหยุ่นแบบสมองเด็ก แม้ว่าจะน้อยกว่าเดิมก็ตาม นั่นหมายความว่าเรายังมีศักยภาพที่จะสร้างวิถีประสาทหรือการเชื่อมต่อใหม่ๆ ในสมอง วิถีประสาทคือการเชื่อมโยงระหว่างระบบประสาทส่วนหนึ่งกับอีกส่วน พวกมันต่างก็มี ‘ความยืดหยุ่น’ ซึ่งหมายความว่ามันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความคิด และอารมณ์ความรู้สึกของเรา
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณบอกตัวเองว่าไร้ค่าทุกครั้งที่ทำผิดพลาด คุณก็อาจสร้างวิถีประสาทที่ผลิตปฏิกิริยาตอบสนองมันขึ้นมา รวมทั้งอารมณ์ความรู้สึกและประสาทสัมผัสทางกายที่เกิดร่วมกันอย่างเป็นอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นคุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าง่ายขึ้นและเร็วขึ้น แต่ถ้าคุณเปลี่ยนมัน โดยเริ่มบอกตัวเองทุกครั้งที่ทำพลาดว่า คุณกำลังเรียนรู้และพัฒนา ก็จะเริ่มสร้างวิถีประสาทที่มุ่งไปสู่การเติบโต การตอบสนองเช่นนี้ซ้ำๆ จะยิ่งทำให้นี่กลายเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับคุณมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องคิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ
ระบบความเข้าใจใหม่ที่เราสร้างขึ้นผ่านเทคนิคการเป็นพ่อแม่ให้ตัวเราในวัยเด็ก สามารถทำให้การเชื่อมต่อแง่ลบที่เราสร้างไว้ตอนเด็กเสื่อมลง และสร้างวิถีประสาทใหม่ที่แข็งแรงซึ่งทำให้เรามองสิ่งต่างๆ ในแง่บวกได้มากขึ้น วิถีประสาทใหม่เหล่านี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความรู้ของเราในวัยผู้ใหญ่ มากกว่าความเชื่อผิดๆ ที่เราซึมซับจากผู้ใหญ่ที่อยู่กับเราตอนเป็นเด็ก”
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือผมเริ่มรู้เท่าทันตัวเองมากขึ้นและมองโลกในแบบที่มันเป็น โดยเฉพาะเมื่อทำอะไรผิดพลาด แทนที่จะก่นด่าตัวเองว่า “ห่วย” หรือ “ไม่ได้เรื่อง” เหมือนที่คนอื่นบอก มาเป็นการบอกว่า “เรากำลังเรียนรู้” เพื่อสร้างวิถีประสาทชุดใหม่ควบคู่ไปกับการทำสมาธิ เพราะยิ่งทำซ้ำๆ วิถีแห่งการเติบโตเหล่านี้จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่นำพาความสุขที่แท้จริงมาสู่จิตใจ
“การเยียวยาจิตใจเป็นการปล่อยวางเงื่อนไขในอดีต สร้างระบบความเชื่อใหม่อันทรงพลังให้ตัวเราเอง และยอมรับสิ่งที่เรายังไม่รู้ซึ่งรออยู่ในอนาคต ด้วยความมั่นใจว่าเราเข้มแข็งและมีศักยภาพ ไม่ว่าจะมีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตก็ตาม” คิงกล่าว
เพราะสุดท้ายแล้ว อดีตอาจเป็นสิ่งที่สร้างเงื่อนไขให้เรา แต่ในฐานะผู้ใหญ่ เรามีสิทธิเต็มที่ที่จะรื้อถอนเงื่อนไขเหล่านั้นทิ้งไป เพราะไม่มีใครโอบกอดเด็กน้อยในใจเราได้อบอุ่นเท่ากับตัวเราเองในวันนี้อีกแล้ว