- ‘ครูนางฟ้า’ ระบบดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นในโรงเรียน ที่เปลี่ยนบทบาทของ ‘ครู’ จากการเป็นผู้สอนหรือผู้คุมกฎเพียงอย่างเดียว มาเป็น ‘ที่พึ่งทางใจ’ และ ‘ผู้รับฟัง’ โดยใช้หลักจิตวิทยาสังคมและการสื่อสารเชิงบวกมาเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา
- แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล ผู้ขับเคลื่อนโครงการ ‘ครูนางฟ้า’ เริ่มต้นจากการแก้ปัญหายาเสพติดในเด็ก โดยมองเห็นถึงปัจจัยที่เด็กใช้สารเสพติด หลักๆ คือ ความเปราะบางทางความคิด อารมณ์และจิตใจ
- หลักการสำคัญของครูนางฟ้าคือ ‘รับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน’ โดยมีใบงานมากมายให้คุณครูทดลองทำกัน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเข้าใจตัวเอง ค้นหาตัวตน มองให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง สำรวจอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไปจนถึงเสริมสร้างพลังใจ เป็นต้น
การเฝ้ารอให้ผู้ปกครองจับมือเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต เดินตรงมาหาหมอที่โรงพยาบาลนั้น อาจดู ‘สายเกินไป’ เพราะเมื่อเด็กมาถึงมือหมอมักมีอาการรุนแรงเสียแล้ว ไม่ว่าจะทำร้ายตัวเองหรือกระทั่งทำร้ายผู้อื่น ไปจนถึงปัญหายาเสพติด ถึงครานั้นก็ต้องใช้ไม้แข็งจัดการขั้นเด็ดขาด ส่งไปบำบัดตามสถานพินิจ หรือศูนย์ฝึกและอบรมต่างๆ ทว่า จะดีกว่าไหมถ้าเรามีระบบดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นตั้งแต่ในโรงเรียน เปลี่ยนบทบาทของ ‘ครู’ จากการเป็นผู้สอนหรือผู้คุมกฎเพียงอย่างเดียว มาเป็น ‘ที่พึ่งทางใจ’ และ ‘ผู้รับฟัง’ โดยใช้หลักจิตวิทยาสังคมและการสื่อสารเชิงบวกเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา เสมือนครูแนะแนวที่คอย ‘รับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน’
แนวคิดดังกล่าวอยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนและพัฒนาครูทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ ‘ครูนางฟ้า’ (School Based Mental Health Project) ที่มี ‘หมอดวงดาว’ แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล รองเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการภารกิจด้านบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เป็นผู้วางรากฐานด้วยความหวังว่า อยากเห็นเด็กๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ ได้ถูกรดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ยอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาเติบโตได้แม้ต้องเจอมรสุมพายุ น้ำท่วม หรือภัยแล้ง มากไปกว่านั้นคือสามารถส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่เผชิญปัญหาเช่นเดียวกันอย่างเข้าใจ
จุดเริ่มต้นจากปัญหายาเสพติด สู่ความเข้าใจเชิงลึกถึงความเปราะบางในใจเด็ก
จากประสบการณ์กว่า 10 ปี ที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ หมอดวงดาวมีโอกาสทำงานร่วมกับศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศูนย์ยาจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาเด็กใช้สารเสพติด โดยใช้โรงพยาบาลเป็นศูนย์คัดกรอง ทำให้ได้สัมผัสกับเด็กที่ใช้สารเสพติด เด็กเปราะบาง เด็กที่มีภาวะซึมเศร้า และพบว่าเมื่อปัญหารุมเร้าจนในที่สุดเด็กๆ เหล่านี้ก็จะกลายเป็นเด็กนอกระบบ จึงเป็นที่มาของการออกแบบระบบดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นในโรงเรียน หรือ ‘ครูนางฟ้า’
“เราไปเจอว่ามีเด็กวัยรุ่นที่ใช้สารเสพติดเยอะกว่าที่เราคิด แล้วพวกนี้เขาไม่มาบำบัดอยู่แล้ว ถ้าไม่ไปตรวจเจอกันจริงๆ เราก็เลยเข้าไปจัดการร่วมกับคุณครู ซึ่งการทำงานกับคุณครูก็เป็นอะไรที่ดีกว่าสถานที่ข้างนอกโรงเรียน เพราะว่าพออยู่ในโรงเรียนมันมีความซอฟต์ลง ไม่ได้ทำโทษแบบเป็นคดีความเหมือนกับข้างนอก เพราะฉะนั้นเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าปลอดภัยขึ้นมาอีกหน่อย แล้วก็คุยกับผู้ปกครองได้ง่ายกว่าที่จะไปเป็นปัญหาข้างนอก ก็ทำงานร่วมกันกับคุณครูต่อเนื่องมา”
หมอดวงดาวบอกว่า ในการทำงานแรกๆ ยังไม่ได้มีการอบรมทักษะในการดูแลช่วยเหลือเด็กให้ครูอย่างจริงจัง การทำงานจึงหนักที่หมอเป็นส่วนใหญ่ จนเริ่มรู้สึกว่า “ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน” จึงมีการพูดคุยกับครู และแบ่งงานกันทำ มีการอบรมครู และอบรมเพื่อนคนที่ผ่านประสบการณ์การใช้สารเสพติดมาก่อน
“เราก็เห็นแล้วละว่าครูมีศักยภาพ โรงเรียนมีศักยภาพ แต่เพื่อนนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ตอนที่เปิดใจเขาบอกว่า หมอรู้ไหม หมอหาคนเสพไม่ค่อยเจอหรอก ผีมันเห็นผี…ต้องพวกผม เดี๋ยวโจรจะจับโจร โอเค เราก็ทำใจอยู่พักนึง ไหนลองไปจับมาให้ดูหน่อยสิ แล้วเราก็คิดนะ นี่เรากำลังจะคบโจรรึเปล่าเนี่ย แต่เขาก็พิสูจน์ตัวเอง เขาไปชวนเพื่อนที่ใช้สารเสพติด จะเล็กจะน้อยหรือทดลอง ก็เข้ามาอยู่กับเรา คือเวลาพวกเราชวนเนี่ย มันชวนแบบคำสั่ง แต่ของเขาชวนแบบด้วยความเป็นเพื่อนแล้วรู้กัน ดังนั้นเราก็เลยเห็นแล้วว่า วิธีการสื่อสารต้องไม่ใช้อำนาจ เพราะอำนาจไม่จบ”
หลังจากคลุกวงในปัญหายาเสพติดในเด็กมาพอสมควร หมอดวงดาวมองเห็นถึงปัจจัยในการที่เด็กใช้สารเสพติด หลักๆ คือ ความเปราะบางทางความคิด อารมณ์และจิตใจ จึงส่งผลให้เลือกหรือตัดสินใจพลาดไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
“ปัญหาของเด็กเหล่านี้ที่เขาไปใช้สารเสพติด จะมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นเหตุ เหตุแรกสุดคือ ความเปราะบางทางอารมณ์และจิตใจของเขา ไม่รู้จะไปพึ่งอะไร ก็เอาเรื่องอย่างนี้นี่แหละ เลยกลายเป็นปัญหา อีกเรื่องหนึ่งคือ วัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากลอง อยากเข้าร่วมในกลุ่ม บางคนดันไปเข้ากลุ่มผิด แล้วก็จะต้องอยู่ให้ได้ ก็ต้องใช้ด้วย แต่เปอร์เซ็นต์พวกนี้จะน้อยกว่ากลุ่มที่มีความเปราะบางทางจิตใจและอารมณ์ แล้วพอเราไปเจาะดู คนที่อยากรู้อยากลองจริงๆ พอถึงเวลามันมีตัวสะกิดทำให้เขาเข้าไปลองแบบนั้น จริงๆ เขาก็มีความเปราะบางทางความคิดอะไรบางอย่างอยู่
ดังนั้น ปัญหาคือเรื่องความคิดกับอารมณ์ความรู้สึก เราก็เลยจับกลุ่มที่ใหญ่กว่านั้น คือไปคัดส่วนที่เป็นคนที่มีความเปราะบางทางอารมณ์ ก็คือกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องซึมเศร้า ก็เลยกลายเป็นว่าครูนางฟ้ารุ่นหลังๆ มาทำเรื่องซึมเศร้า แล้วก็หาเรื่องอารมณ์ความรู้สึกที่เปราะบางเพื่อที่จะแก้ไข จริงๆ ก็ไม่เชิงแก้ไขนะ แต่จะเป็นลักษณะที่เสริมพลังให้เขารู้ว่า บางเรื่องอาจจะเป็นจุดอ่อนของชีวิต แต่ว่าถ้ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตจะดับสลาย มันก็ยังมีอย่างอื่นดีอยู่นะ ให้หันไปมองมุมที่ดีๆ แล้วก็พัฒนาจากมุมที่ดีนั้นให้กลายเป็นจุดแข็ง คนเราถ้าเปลี่ยนจุดอ่อนไม่ได้ ก็สร้างจุดแข็งซะเลยดีกว่า”

‘รับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน’ หลักการสำคัญของ ‘ครูนางฟ้า’
ในการดูแลประคับประคองจิตใจเด็กนั้น ครูจำเป็นต้องได้รับการเสริมทักษะสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางใจของเด็กๆ นั่นก็คือ การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และ สื่อสารอย่างเข้าใจ
“ในการเสริมทักษะให้ครู มันต้องเริ่มจากที่ครูต้องผ่านประสบการณ์ด้วยตัวเอง เพราะเรื่องนี้ต้องเข้าใจจากข้างใน ต้องรับรู้ก่อน อย่างหมอเองก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง จากที่ไม่เคยเชื่อว่าโจรจับโจร เราจะไปคบโจร เราจะวางใจได้ไหม อันดับแรกเราก็ต้องเปิดใจกว้างๆ เลย ดังนั้นคุณครูถ้าจะไปช่วยแก้ปัญหาให้เด็ก เขาก็ต้องเปิดใจเยอะๆ ที่จะฟัง แล้วก็มองให้เห็นลึกจริงๆ ว่าอะไรคือศักยภาพของเด็กที่เป็นจุดแข็ง แล้วอะไรที่เป็นจุดอ่อน รับรู้จุดอ่อน แต่มองข้ามไปก่อน เพื่อที่จะไปเสริมจุดแข็ง แล้วค่อยเอาจุดแข็งนั้นมาดันจุดอ่อนที่หลัง”
หมอดวงดาวย้ำในสิ่งที่ยึดถือเป็นสโลแกนของครูนางฟ้า ก็คือ ‘รับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน’ โดยมีใบงานมากมายให้คุณครูทดลองทำกัน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเข้าใจตัวเอง ค้นหาตัวตน มองให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง สำรวจอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไปจนถึงเสริมสร้างพลังใจ เป็นต้น
“หลังจากอบรมครูเขาก็จะเริ่มเข้าใจว่าเด็กต้องการการรับฟัง แล้วไม่ใช่ฟังเสร็จปุ๊บ ตัดสินเลย แล้วก็สอนๆๆ ซึ่งครูสอนมาทั้งชีวิต เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยากมากเลยนะ แต่ว่าให้ครูเขารู้ก่อนว่าต้องฟัง
แล้วถัดมาช่วงประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็จะฟังกันเป็นครั้งๆ ให้การบ้านครู ให้ครูทำจริง เช่น ครูไปคัดกรองตามนี้ แล้วครูเลือกเด็กกลุ่มที่ต้องดูแลตามสเต็ปแคร์ที่เขียนให้ ครูเลือกเอาง่ายๆ ก่อน ครูแค่ไปฟังเด็ก ใช้ใบงาน กราฟวัดลอยจม ให้เด็กบอกว่าอะไรของเด็กที่มันลอยขึ้น อะไรที่รู้สึกว่าเป็นมุมไม่ค่อยดี มันจมลง ให้เด็กเขาวัดด้วยตัวของเขาเอง ซึ่งระหว่างที่เด็กเขาวัดด้วยตัวของเขาเอง ครูก็นั่งเงียบๆ ไปก่อนนะ แล้วให้เขาเล่าว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น อันนี้คือการเปิดใจ แล้วครูก็ฟัง ทำไมหนูถึงคิดว่านี้คือบวก ทำไมหนูถึงคิดว่านี้คือลบ แล้วภาพรวมจริงๆ ในชีวิตไม่มีใครลบหมดนะ ก็มีดีนี่เห็นไหม ส่วนใหญ่เขาก็จะเห็นว่าจริงๆ เขามีดี แล้วค่อยหาจุดแข็ง”
หลังจากการอบรมครั้งแรกเสร็จสิ้น ครูจะได้การบ้านในการดูแลเด็กจริงๆ จากหมอดวงดาว และคุยอัพเดตกันในครั้งถัดไปผ่านช่องทางออนไลน์
“เราก็รีเฟล็กซ์ให้ครูรู้ว่า ครูใช้แล้ว ครูมีทักษะแล้ว เห็นไหมครูมีทักษะอันนี้ เก่งแล้ว ก็ไปสู่สเต็ปต่อไป”
สำหรับระบบดูแลช่วยเหลือเด็กนั้นจะเริ่มจากการคัดกรองเด็กด้วยเครื่องมือประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น ตามด้วยการสังเกตเชิงรุก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ โดยครูนางฟ้าจะต้องคอยมองหาเด็กที่แยกตัว พฤติกรรมเปลี่ยน หรือขาดเรียนบ่อย
เมื่อพบเด็กกลุ่มเสี่ยง ครูจะเริ่มให้การช่วยเหลือโดยใช้เครื่องมือ เช่น การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) การสื่อสารอย่างเข้าใจ รวมไปถึง อีกหนึ่งเครื่องมือที่ครูต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ นั่นก็คือ การใช้ Low-Intensity Cognitive Behavioral Therapy (LICBT) เพื่อช่วยเด็กปรับความคิดและพฤติกรรมในระดับเบื้องต้น ผ่านใบงาน ‘ปรับความคิดชีวิตเปลี่ยน’ แต่หากเคสไหนที่เกินกำลังครูจะรับไหว จะมีระบบส่งต่อไปยังจิตแพทย์หรือโรงพยาบาลเครือข่ายอย่างไร้รอยต่อและเร็วพอที่จะแก้ไขปัญหาให้เด็กๆ ได้
หมอดวงดาวยกตัวอย่างเคสเด็กคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ถามไถ่เรื่องราวชีวิต เขาเป็นเด็กที่ชอบประดิษฐ์มาก แล้วเขาประดิษฐ์ปืนขึ้นมา “หมอก็ถามเขาว่าไปเรียนรู้จากไหนมา เขาก็ตอบหมอว่าดูในยูทูบ แล้วทำไมหมอเปิดไม่เคยเจอ เขาก็บอกหมอไม่รู้จักช่องอย่างนี้หรอก ต้องผม เดี๋ยวผมเปิดให้ดูเอาไหม หรือหมอจะเอาสักอัน เราก็เห็นแล้วว่า เขามีจุดแข็งคือชอบประดิษฐ์ ใช้แรงงานเก่ง แล้วเขาก็มีจุดแข็งคือยาย ยายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต ดังนั้นเอาตรงนี้ยึดไว้เป็นที่ตั้งก่อน แล้วก็ตามด้วยว่าแล้วจริงๆ ตัวเองอยากเป็นอะไร เราไม่อยากให้ยายเสียใจก็ต้องอยู่ในร่องในรอยนั่นแหละ ก็ให้วางแผนชีวิตตัวเอง คิดจะเรียนอะไรต่อ ก็ช่วยไกด์กันไปตามขั้นตอน”
บันทึกความสำเร็จผ่านโรงเรียนต้นแบบ ‘เมื่อครูปรับ เด็กก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น’
หมอดวงดาวฉายภาพความสำเร็จผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในโรงเรียนต้นแบบ อย่างโรงเรียนเทศบาล 3 (ชาญวิทยา) จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มี ‘ครูโจ’ วิฑูลย์ แซมสีม่วง เป็นแกนนำ ซึ่งครูโจเคยเป็นครูปกครองสายโหดที่ครั้งหนึ่งเคยผลักเด็กออกจากระบบการศึกษา แต่เมื่อได้ติดปีกเป็นครูนางฟ้า ครูโจได้ใช้หลักจิตวิทยาสังคมเสริมศักยภาพครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างได้ผล (จากครูปกครองสุดเฮี้ยบที่ผลักเด็กจากระบบการศึกษา สู่ครูนางฟ้าที่สื่อสารด้วยหัวใจ: ครูโจ-วิฑูลย์ แซมสีม่วง)
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลตัวเลขที่ยืนยันผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่เด็ก เช่น เด็กที่มีความเปราะบาง มีภาวะซึมเศร้า ขาดเรียน มีความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเอง และใช้สารเสพติด จำนวน 30.48% ภายในระยะเวลา 3 เดือน หลังจากได้ฝึกและนำทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ควบคู่กับ MI และ Li-CBT ไปใช้จริงกับเด็ก ความเปลี่ยนแปลงก็ปรากฏให้เห็น โดยเด็กกลุ่มเปราะบางดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 7.32% และยังมีเด็กที่ทำร้ายตัวเอง มีความพยายามฆ่าตัวตาย และใช้สารเสพติด อีกจำนวน 13.41% ซึ่งปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 2.44% เป็นผลจากความพยายามของครูที่เห็นความสำคัญของระบบการดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียนและเด็กที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มี่คุณภาพในสังคมต่อไป

ดูแลหัวใจเด็กเป็นภารกิจสำคัญ แต่ครูก็อย่าลืมกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง
ในการทำงานด้านสุขภาพจิตวัยรุ่นที่ปัญหามีความซับซ้อน และมีระดับความยากง่ายต่างกันเป็นรายบุคคล ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ครูจะเกิดอาการเหนื่อย ท้อ หรือหมดไฟในการทำงานกันไปบ้าง หมอดวงดาวแสดงความเป็นห่วง พร้อมให้คำแนะนำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับบรรดาครูนางฟ้าทั้งหลายว่า
“หมอจะบอกเขาเลยว่า เหนื่อยก็พัก หมอเองก็ยังมีวันเหนื่อยเลย มันเป็นเรื่องธรรมชาติของคน คนเราไม่มีหรอกอะไรมันจะแรงดี แบตเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอด แบตอ่อนก็ชาร์จ แต่เราก็ต้องหาวิธีการชาร์จตัวเองให้เป็นนะ อีกอย่างไม่ต้องคาดหวังความเฟอร์เฟกต์ ไม่มีใครทำได้เฟอร์เฟกต์ทั้งหมด มันมีแค่ว่าถ้า ณ ตอนนั้นเราทำดีที่สุดแล้ว แล้วก็จากประสบการณ์หมอ แล้วก็เพื่อนครูทั้งหลาย แนวทางที่เราทำให้มันไม่ถึงกับเป็นการบำบัดรักษา ดังนั้นสิ่งที่ทำเรียกว่า ไม่ Harmful ต่อเด็ก ไม่ทำร้ายแน่ๆ
แค่ฟัง…ไม่ทำให้เด็กเสีย แค่พูดชมในสิ่งที่เขาเป็น แล้วก็ช่วยกันมองว่าอะไรคือคุณค่าและความดีงามของเขา สิ่งนี้ไม่ทำร้ายคนอยู่แล้ว ดังนั้นมั่นใจเถอะว่านี่คือสิ่งที่ดี ไม่ได้ทำร้ายใคร แถมช่วยเขาอีกต่างหาก”
“สิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันจะดีหรือไม่ดีมันขึ้นอยู่กับอีกหลายอย่าง ไปปลูกเอาตอนที่หน้าร้อนจัดแดด แล้วไม่มีคนรดน้ำพรวนดิน ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ไม่ได้โตร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกับอยู่ให้ห้องที่ลมดี น้ำดี ใส่ปุ๋ย พรวนดิน เมล็ดพันธุ์เดียวกันปลูกคนละที่ยังดีไม่เท่ากันเลย ดังนั้นคุณครูไม่ต้องกังวล วันนี้ที่ทำถ้าคุณครูมั่นใจในวิธีการว่านี่คือสิ่งที่ดีมีคุณค่าต่อผู้อื่นแล้ว คุณครูทำไปเถอะ วันนั้นเหตุและปัจจัยมันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่ได้ผลลัพธ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องที่ต้องทำใจนะ เพราะว่าครูไม่ได้ Control ได้ทุกอย่าง ขอแค่เวลาเด็กโดนน็อคมาจากบ้าน มาถึงโรงเรียน โรงเรียนเป็นเบาะให้เขาแล้วกัน โรงเรียนอย่าฟาดต่อ”
ปัจจุบันโครงการนี้กลายเป็นโมเดลที่หลายโรงเรียนทั่วประเทศนำไปปรับใช้ จนเกิดเป็นเครือข่าย ‘ครูนางฟ้า’ ที่เข้มแข็งและยั่งยืน
หมอดวงดาวฝากข้อความทิ้งท้ายถึงโรงเรียนหรือคุณครูที่มีความสนใจอยากจะนำโครงการครูนางฟ้าไปปรับใช้ในโรงเรียนว่า “ถ้าสามารถติดต่อสถาบันพัฒนาระบบบริการสุขภาพองค์รวม (สพบ.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติได้เลย ถ้าอยากเข้ามาเรียนรู้กัน มาลองเรียนรู้ดูสิว่า สิ่งที่เรามีอยู่มันตอบโจทย์ไหม ถ้าตอบโจทย์ก็ยินดี เราจะสนับสนุนเต็มที่”