- ‘ผู้พิทักษ์ต้นการบูร’ นวนิยายของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ ที่เล่าเรื่องของ นาโออิ เรโตะ ชายหนุ่มผู้ได้รับหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ต้นการบูรศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ ‘ขอพร’ หากแต่เป็นสื่อกลางในการส่งต่อ ‘ความคิดคำนึง’ หรือความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ยออกมาตรงๆ ระหว่างคนในครอบครัว
- เรโตะได้ค้นพบเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางมาหาต้นการบูร ทั้งความรัก ความเสียใจ ความเข้าใจผิด และความรู้สึกผิดที่ถูกเก็บงำไว้ พร้อมทั้งค่อยๆ ไขปริศนาความลับของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับป้าผู้ช่วยเปลี่ยนชีวิตของเขา
- บางครั้ง ชีวิตคนเราก็ถูกทำให้มันซับซ้อนเกินไป จนหลงลืมไปว่า เรื่องบางเรื่องอาจไม่ต้องพึ่งพาปาฏิหาริย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เพียงแค่การหันหน้าคุยกันอย่างจริงใจ ก็สามารถถ่ายทอดความคิดคำนึงจากคนๆ หนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วงการวรรณกรรมโลกต้องตกตะลึงกับข่าวเศร้าที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อมีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการออกมาว่า ฮิงาชิโนะ เคโงะ หรือที่ในวงการหนังสือเรียกกันว่า อาจารย์เคโงะ นักเขียนนิยายที่ขายดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ถึงแก่กรรมด้วยวัย 68 ปี
การจากไปอย่างกะทันหันของอาจารย์เคโงะ ผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยยอดขายหนังสือกว่า 100 ล้านเล่มในญี่ปุ่น ยังถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของโลก เพราะผลงานของเขาได้รับความนิยมและมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 40 ภาษา รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งมีนักอ่านจำนวนมากที่ติดตามผลงานของเขาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว นักอ่านจะรู้จักอาจารย์เคโงะ ในฐานะเจ้าพ่อนิยายสืบสวนของญี่ปุ่น ด้วยพล็อตเรื่องที่สลับซับซ้อนจนยากจะเดาได้ว่า ตัวละครไหนคือผู้ร้ายของเรื่อง แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาเป็นนักเขียนที่โดดเด่นกว่าคนอื่น คือ การให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในแต่ละตัวละคร ซึ่งทำให้เรื่องราวในหนังสือแต่ละเล่ม ไม่ใช่แค่การไขคดีตามล่าตัวฆาตกร หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นคนที่ลงมือกระทำเรื่องเลวร้ายต่อเพื่อนมนุษย์อีกคนหนึ่งได้
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผลงานที่ได้รับความนิยมอีกหลายๆ เล่มของอาจารย์เคโงะ จะไม่ใช่แนวสืบสวน หากแต่เป็นเรื่องราวที่เน้นไปที่ความสัมพันธ์ของผู้คน ซึ่งเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและยากแก่การทำความเข้าใจ ไม่แพ้การไขปริศนาคดีฆาตกรรมเลย
และนั่นก็รวมไปถึงนิยายที่มีชื่อว่า ‘ผู้พิทักษ์ต้นการบูร’
[บทความมีการเปิดเผยส่วนสำคัญของหนังสือ]
ผลงานเรื่อง ผู้พิทักษ์ต้นการบูร ออกวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2020 และเป็นผลงานที่โด่งดังสุดขีดตั้งแต่ยังไม่วางจำหน่าย จนถึงขั้นต้องเปิดตัวพร้อมกันใน 3 พื้นที่ คือ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้
‘ต้นการบูร’ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตของเทพเจ้า (รวมถึง โตโตโร่ เทพผู้พิทักษ์ป่า ในเรื่อง My Neighbor Totoro อะนิเมชั่นในดวงใจใครหลายคน) โดยในปัจจุบันยังมีต้นการบูรศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนมักไปสักการะตามศาลเจ้าหลายแห่ง ทั้งในโตเกียวและโอซาก้า
สำหรับต้นการบูรในหนังสือเล่มนี้ มีความพิเศษแตกต่างจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เพราะคำอธิษฐานที่ผู้คนฝากฝังไว้กับต้นไม้ต้นนี้ เป็นคำอธิษฐานที่มาพร้อมกับเงื่อนไขข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งเรื่องราวในหนังสือ จะค่อยๆ เฉลยให้ผู้อ่านรับรู้ไปพร้อมกับตัวละครสำคัญของเรื่อง คือ ชายหนุ่มที่ชื่อ ‘นาโออิ เรโตะ’
เรโตะ คือชายหนุ่มที่เกิดมาพร้อมต้นทุนต่ำกว่ามาตรฐานสังคม แม่ของเขาเป็นผู้หญิงทำงานกลางคืน ส่วนพ่อคือลูกค้าที่มาเที่ยวที่ร้าน เรื่องราวหลังจากนั้นก็ไม่ต่างจากละครน้ำเน่าทั่วไป พ่อของเขามีครอบครัวอยู่แล้ว จึงไม่สามารถรับเรโตะเป็นลูกได้ สิ่งเดียวที่พอทำได้คือ ส่งเสียลูกนอกสมรสคนนี้ให้ดีที่สุด
หลังจากเรโตะลืมตาดูโลกได้ไม่นาน พ่อของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ แม่ของเขาต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ทำงานตั้งแต่ค่ำยันเช้าเพื่อเลี้ยงดูลูกชาย ทว่า เหมือนโชคชะตายังทำร้ายเขาไม่สาใจ แม่ของเขาต้องจากไปด้วยโรคร้ายตั้งแต่เขายังเด็ก เรโตะจึงเติบโตมาอย่างกระท่อนกระแท่นด้วยการเลี้ยงดูของยายเพียงคนเดียว
หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายสายอาชีพ เรโตะเริ่มออกหางานทำ เพื่อที่จะได้พึ่งพาตนเอง แต่ทำงานได้ไม่นาน เขาเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน จนที่สุดตัดสินใจลาออก และถึงแม้ได้งานใหม่ก็มีเหตุทำให้ต้องออกจากงานอีกหลายครั้ง
หากตัดเรื่องที่ว่า ทั้งหมดเป็นเพราะโชคชะตาทิ้งไปแล้ว การที่เรโตะต้องมีปัญหาในการทำงานอยู่เรื่อยๆ อาจเป็นเพราะเขาเป็นเด็กหนุ่มตัวคนเดียว ขาดการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องจากผู้ใหญ่ ไม่มีครอบครัวที่จะเป็นเซฟโซนให้ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ใจ บวกกับความคิดที่ยังขาดวุฒิภาวะ เรโตะพลั้งเผลอเดินทางบนเส้นทางผิด ด้วยการลักทรัพย์ของบริษัทเก่าที่ไล่เขาออกอย่างไม่เป็นธรรม
เส้นทางชีวิตที่ดูมืดมิดของเรโตะ พลับพบแสงสว่างอย่างไม่คาดคิด จู่ๆ เขาได้รับการช่วยเหลือจนพ้นจากโทษจำคุก ซึ่งผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเขาก็คือ ยางิซาวะ จิฟุเนะ นักธุรกิจหญิงวัยหกสิบปี โดยมีข้อแม้เพียงข้อเดียวว่า เขาจะต้องชดใช้ความช่วยเหลือครั้งนี้ ด้วยการทำงานเป็น ‘ผู้พิทักษ์ต้นการบูร’
ในการพบหน้ากันครั้งแรก เรโตะจึงได้รู้ว่า จิฟุเนะ คือญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งของเขา โดยมีศักดิ์เป็นป้า จิฟุเนะ คือพี่สาวของแม่ของเรโตะ แต่เป็นพี่สาวที่เกิดจากคนละแม่ ในใจของเรโตะอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบระหว่างจิฟุเนะกับแม่ของเขา ผู้หญิงคนหนึ่งดูเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คือหนึ่งในชนชั้นสูงของสังคม กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ทำงานกลางคืน และเผลอไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว อะไรทำให้ผู้หญิงสองคน ที่เป็นพี่น้องกัน มีเส้นทางชีวิตที่แสนจะแตกต่างกันเช่นนี้
นั่นคือปริศนาที่คนอ่านจะค่อยๆ ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเรโตะ รวมทั้งปริศนาสำคัญอีกเรื่อง ก็คือ ต้นการบูรในศาลเจ้าประจำตระกูลที่เขาต้องไปดูแล มีความศักดิ์สิทธิ์อะไร ซึ่งจิฟุเนะไม่ยอมให้รายละเอียดแก่เรโตะ โดยบอกแค่ว่า ให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ด้วยตนเอง
หน้าที่หลักของเรโตะคือ ดูแลศาลเจ้า และคอยอำนวยความสะดวก รวมถึงจัดลำดับคิวให้แก่ผู้เดินทางมาอธิษฐานขอพรจากต้นการบูร ซึ่งเชื่อกันว่า จะต้องทำในเวลากลางคืน โดยผู้อธิษฐานต้องเข้าไปอยู่ในโพรงของต้นการบูรแต่เพียงผู้เดียว โดยระยะเวลาจะยาวนานแค่ไหน ก็สุดแล้วแต่ความพอใจของผู้อธิษฐาน
ระหว่างทำงานเป็นผู้พิทักษ์ต้นการบูร เรโตะได้รู้จักกับหญิงสาวชื่อ ซาจิ ยูมิ หลังจับได้ว่าเธอแอบสะกดรอยตามผู้ชายคนหนึ่งที่เดินทางมาขอพรจากต้นการบูร ต่อมาเขาจึงได้รู้ว่า ยูมิ คือลูกสาวของผู้ชายที่มีชื่อว่า ซาจิ โทชิอากิ ชายวัยกลางคนผู้เดินทางมาขอพรจากต้นการบูรหลายครั้ง
ยูมิบอกกับเรโตะว่า เธอกำลังสงสัยว่าพ่อคิดนอกใจแม่ เพราะเคยเห็นพ่อแอบไปพบเจอผู้หญิงคนหนึ่งเป็นประจำ และไม่แน่ว่าการมาขอพรกับต้นการบูร อาจเป็นการอธิษฐานขอให้เขาสามารถแยกทางกับภรรยา เพื่อไปคบกับผู้หญิงคนนั้นก็ได้
เรโตะไม่อยากจะเชื่อเลย การอธิษฐานขอพรควรจะมีแต่เรื่องดีๆ ไม่ใช่หรือ แต่ใครจะกล้ายืนยันได้ล่ะ เพราะตัวเขาเองก็เพิ่งทำงานนี้ได้ไม่นาน ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์หรือปาฏิหาริย์ของต้นการบูรเลย เพราะคุณป้าไม่ยอมให้รายละเอียด บอกแค่ให้เขาเรียนรู้ไปเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างเรโตะและยูมิ ค่อยๆ สนิทสนมแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย จากการที่ทั้งคู่ช่วยกันค้นหาความจริงว่า โทชิอากิกำลังคิดนอกใจภรรยาหรือไม่ ซึ่งแน่นอน ไม่มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น เช่นเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างเรโตะกับจิฟุเนะก็พัฒนาไปเช่นกัน จากป้าและหลานที่แทบไม่รู้จักกัน กลายเป็นป้าและหลานที่รักใคร่ห่วงใยกันจริงๆ
สุดท้าย ปมปริศนาต่างๆ คลี่คลายลงในทางที่ดี ขณะเดียวกัน เรโตะได้ค้นพบคำตอบที่เขาสงสัยมานาน เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของต้นการบูร และคำอธิษฐานที่มาพร้อมเงื่อนไขข้อจำกัด
เรโตะค้นพบจากข้อมูลในสมุดจดบันทึกการจองคิวเพื่อขอพรจากต้นการบูรว่า ช่วงเวลาที่คนจะมาอธิษฐานขอพรจะกระจุกตัวในช่วงคืนเดือนเพ็ญและคืนเดือนดับของทุกเดือน และหลายครั้งยังพบว่า หลายคนที่เดินทางมาขอพร มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกัน เช่น เป็นพี่น้อง เป็นพ่อลูก หรือแม้แต่ป้ากับหลาน
สิ่งหนึ่งที่เรโตะสงสัยตั้งแต่ตอนแรกที่เข้าทำงานคือ การอธิษฐานขอพรจากต้นการบูร ใช้คำว่า ‘คิเน็ง’ แทนที่จะใช้คำว่า ‘คิงัง’ ซึ่งแม้ว่าทั้งสองคำจะแปลว่า การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ‘คิเน็ง’ ยังมีความหมายว่า ‘ความคิดคำนึง’ อีกด้วย
ในตอนกลางของเรื่อง เรโตะ (และคนอ่าน) จึงได้รู้ว่าการอธิษฐานกับต้นการบูร ไม่ใช่การขอพรให้ประสบความสำเร็จตามใจปรารถนา หากแต่เป็นการฝาก ‘ความคิดคำนึง’ หรือข้อความที่เราไม่สามารถเอ่ยปากออกไปตรงๆ ได้ ฝากไว้กับต้นการบูร โดยจะทำกันในช่วงคืนเดือนมืด หลังจากนั้น ในคืนเดือนเพ็ญ ผู้ที่สืบสายเลือดเดียวกันเท่านั้นจะเข้าไปในโพรงของต้นการบูร ตั้งจิตอธิษฐานอย่างแน่วแน่ เพื่อขอรับ ‘ความคิดคำนึง’ ที่ผู้ร่วมสายเลือดเดียวกับตนฝากฝังไว้
ความคิดคำนึงที่ไม่กล้าเอ่ยปากออกไปตรง มีตั้งแต่บทเพลงที่ ซาจิ คิคุโอะ ตั้งใจแต่งให้แม่ เพื่อแทนความในใจว่า ถึงแม้ความปรารถนาดีของแม่ จะกลายเป็นแรงกดดันทำลายชีวิตของเขา แต่สุดท้าย เขาก็ยังรับรู้ได้ถึงความรักความห่วงใยที่แม่มีให้เขาเสมอ แม้เส้นทางชีวิตจะทำให้ความเป็นแม่ลูกต้องแยกไปคนละทาง แต่คิคุโอะก็อยากฝาก ‘ความคิดคำนึง’ ในรูปของบทเพลง ให้ต้นการบูรศักดิ์สิทธิ์ ช่วยส่งต่อให้แม่เขาได้รับรู้
น่าเศร้าที่แม่ของคิคุโอะป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม เธอลืมเรื่องราวในชีวิตทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งลูกของตัวเอง เธอจึงไม่ได้ไปรับ ‘ความคิดคำนึง’ ที่ลูกชายผู้ล่วงลับฝากฝังไว้ แต่ยังดีที่ ซาจิ โทชิอากิ ลูกชายคนเล็ก ได้รับรู้เรื่องนี้และทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเธอ เข้าไปรับฟังบทเสียงดนตรีที่พี่ชายฝากให้กับแม่ รวมถึงพยายามให้ครูเปียโนถ่ายทอดเป็นบทเพลงออกมา โดยที่โทชิอากิไม่รู้เลยว่า การที่เขาไปพบกับครูเปียโนสาวบ่อยๆ จะเป็นชนวนให้ยูมิ ลูกสาวของเขา คิดไปเองว่าเขากำลังนอกใจภรรยา
หรือแม้แต่ความคิดคำนึงที่จิฟุเนะฝากฝังให้กับเรโตะ หลานชายเพียงคนเดียวของเธอ ผู้กลายเป็นทายาทสืบทอดทรัพย์สินต่างๆ ของเธอ ความคิดคำนึงที่เธอฝากไว้ มีตั้งแต่คำสอนในการใช้ชีวิต หลักการทำธุรกิจ รวมไปถึงคำขอโทษที่เคยทำตัวเหินห่างจากแม่ของเรโตะ ผู้เป็นน้องสาวคนละแม่ของจิฟุเนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอรู้สึกผิดอยู่ในใจมาตลอด
ถึงแม้ว่า ผู้พิทักษ์ต้นการบูรจะเป็นแค่เรื่องแฟนตาซีที่อาจารย์เคโงะแต่งขึ้น แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ในชีวิตจริงของคนเรา มีหลากหลายเรื่องราวที่เราไม่กล้าเอ่ยปากบอกออกไปตรงๆ
อาจจะด้วยความคับข้องใจ ความอับอาย ความรู้สึกผิด ความกลัวต่อผลที่จะตามมา หรือแม้แต่ปัญหาทางสุขภาพ ที่อาจทำให้คนสองคนไม่สามารถสื่อสารกันได้เหมือนแต่ก่อน ดังเช่นกรณีของจิฟุเนะ ที่พบว่า ตัวเองเริ่มมีอาการสมองเสื่อม จึงฝากฝัง ‘ความคิดคำนึง’ ทิ้งไว้ให้กับหลานชายเพียงคนเดียวของเธอ
ในตอนแรก จิฟุเนะตั้งใจจะให้เรโตะได้รับความคิดคำนึงที่ฝากไว้หลังจากเธอลาโลกไปแล้ว (ด้วยนิสัยหยิ่งทะนงไม่อยากให้ตัวเองเป็นภาระกับใคร จิฟุเนะตั้งใจจะฆ่าตัวตาย ก่อนที่อาการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมจะรุนแรงถึงขั้นที่จำใครไม่ได้) แต่เรโตะระแคะระคายเรื่องอาการป่วยของป้าอยู่แล้ว จึงได้มีโอกาสเข้าไปรับ ‘ความคิดคำนึง’ ที่ป้าฝากฝังไว้
ป้าหลานจึงได้มีโอกาสพูดคุยกันอย่างเปิดอกถึงแผนการชีวิตที่เหลืออยู่
“ขอบใจนะ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังของต้นการบูรหรอก ฉันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า แค่หันหน้าคุยกันก็บอกความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้ได้” จิฟุเนะ เอ่ยกับเรโตะ
ใช่ครับ เพียงแค่หันหน้าคุยกัน ย่อมสามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยากบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฝากฝังกับต้นไม้ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เลย แต่อย่าลืมนะครับ ในเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คน บางครั้ง ระยะทางที่ห่างกันแค่เอื้อมมือ กลับดูแสนไกลในความรู้สึก ไกลจนไม่สามารถส่งเสียงให้ไปถึงได้
นอกจากนี้แล้ว เรื่องบางเรื่องไม่ใช่ว่าผู้พูดไม่อยากพูด หากแต่สิ่งที่เขาต้องการคือ อีกฝ่ายต้องการจะรับ ‘ความคิดคำนึง’ นั้นหรือเปล่า
บางครั้ง ชีวิตคนเราก็ถูกทำให้มันซับซ้อนเกินไป จนหลงลืมไปว่า เรื่องบางเรื่องอาจไม่ต้องพึ่งพาปาฏิหาริย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เพียงแค่การหันหน้าคุยกันอย่างจริงใจ ก็สามารถถ่ายทอดความคิดคำนึง ความรู้สึกดีๆ คำขอบคุณ หรือคำขอโทษ จากคนๆ หนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้