- ‘ห้องเรียนใบใหญ่ในวิถีปากบาง’ เป็นการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับฐานทุนที่ชุมชนมี ใช้กระบวนการ ‘โครงงานฐานวิจัย’ ให้เด็กได้มีพื้นที่ฝึกคิด เรียนรู้การแก้ปัญหา วางแผน และลงมือทำ โดยมีครูและปราชญ์ชาวบ้านเป็นโค้ช
- ผอ.ศกลวรรณ สุขมี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปากบาง เชื่อว่าการที่เด็กได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ได้ลงมือปฏิบัติ และได้หาคำตอบด้วยตัวเขาเอง จะทำให้เด็กเกิดสมรรถนะการจัดการตนเอง (Self-Management) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต
- ในการเรียนรู้นี้ยังได้สร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’ ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และสร้างรายได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ด้วย ตัวอย่างเช่น อาชีพการปลดส๊อกแส่ก ที่สร้างมูลค่าจากขยะ หรือ ข้าวดอกราย เมนูพื้นถิ่นที่หากินยาก กลายเป็นเมนูฟิวชั่นที่ใครๆ ก็กินได้
ห้องเรียนไม่จำเป็นต้องจำกัดแค่เพียงห้องสี่เหลี่ยมที่มีครูยืนอยู่หน้าชั้น และนักเรียนนั่งเปิดหนังสือตามที่ครูผู้สอนบอกกล่าว เพราะการเรียนรู้ต้องเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและบริบทชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ด้วย เพื่อให้เด็กเรียนรู้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการเรียนรู้จากวิถีชุมชน
เช่นที่ โรงเรียนบ้านปากบาง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โรงเรียนประถมศึกษาเล็กๆ ในโอบล้อมธรรมชาติ บริเวณชายฝั่งของทะเลสะกอม ซึ่งมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้คนนับถือศาสนาอิสลามร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกผสมผสานเข้ากับการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างกลมกลืน เกิดเป็น ‘ห้องเรียนใบใหญ่ในวิถีปากบาง’ ที่นำวิถีชีวิตของคนในชุมชน ของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ที่เป็นผู้ปกครองของเด็กๆ มาออกแบบการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการ ‘โครงงานฐานวิจัย’ ให้เด็กได้มีพื้นที่ฝึกคิด เรียนรู้การแก้ปัญหา วางแผน และลงมือทำ โดยมีครูและปราชญ์ชาวบ้านเป็นเหมือนโค้ชที่คอยเติมเต็ม ทำให้ภาพหรือไอเดียที่อาจฟุ้งกระจายในหัวของเด็กๆ เกิดขึ้นได้จริง
The Potential คุยกับ ผอ.ศกลวรรณ สุขมี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปากบาง ที่มองเห็นโอกาสในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนจากต้นทุนที่มี เปิดประตูโรงเรียนให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ร่วมกับคุณครู ทลายห้องเรียนสี่เหลี่ยมที่ปิดกั้นความคิดของนักเรียน และพัฒนาให้เป็นนิเวศการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กๆ
“เพราะเราเชื่อว่า การที่เด็กได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ได้ลงมือปฏิบัติ และที่สำคัญคือได้หาคำตอบด้วยตัวเขาเอง จะเกิดความยั่งยืนให้กับตัวผู้เรียน”

โรงเรียน-ชุมชน ดูแลเด็กด้วยหัวใจ ด่านแรกของการช่วยเด็กไม่ให้หลุดจากระบบ
ผอ.ศกลวรรณ เล่าว่า จากบริบทของโรงเรียนบ้านปากบางที่เต็มไปด้วย ‘ฐานทุน’ ทั้งวิถีประมง ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน หรือทรัพยากรในชุมชน นี่คือมิติทางสังคมที่งดงาม แต่อีกมุมหนึ่งสิ่งเหล่านี้กลับเป็น ‘ข้อจำกัด’ ที่ทำให้เด็ก ‘ขาดโอกาส’ และเกิด ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ในการศึกษา เป็นความท้าทายในฐานะที่เป็นผู้บริหารของโรงเรียนบ้านปากบางว่า “เราจะทำยังไงที่จะทำให้โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้กลายเป็น ‘พื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้’ ให้กับนักเรียน โดยใช้ต้นทุนในสิ่งที่ชุมชนมี”
“ถ้าเรามองในแง่ของฐานทุนที่ชุมชนมี ค่อนข้างที่จะมีทรัพยากรที่สวยงาม แล้วก็อุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าเรามองในมิติของนักเรียน มันทำให้เห็นว่า วิถีการประกอบอาชีพของผู้ปกครองที่จะต้องออกเรือเนี่ย บางคนออกเรือกลางดึกแล้วก็กลับมาเช้า หรือบางทีก็ออกไป 1 เดือน 3 เดือน เพราะฉะนั้นเด็กจะขาดการดูแลจากผู้ปกครอง ต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย และด้วยความเป็นบริบทของชุมชนที่มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติตนตามวิถีอิสลาม แล้วก็มีอัตลักษณ์ของชุมชนที่ค่อนข้างเข้มข้น มันกลายเป็นโจทย์และความท้าทายว่า ในการที่จะจัดการการศึกษาให้กับนักเรียนในชุมชนบ้านปากบาง นอกเหนือจากให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแล้ว การเรียนรู้จะต้องสอดคล้องกับในบริบทที่ชุมชนเขามีอยู่ด้วย”
ในปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านปากบางจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง’ (TSQP) และต่อเนื่องมาสู่โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A) จนถึงปัจจุบัน
“เรามองว่านี่คือความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้น แล้วก็น่าจะตอบโจทย์ในสิ่งที่ชุมชนเขาคาดหวัง ว่าเราจะใช้ต้นทุนของเขาเนี่ยเข้ามาจัดการศึกษาให้กับเด็กๆ ได้ยังไง”
ด้วยบริบทชุมชนที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก และด้วยความจำเป็นที่เด็กอาจจะต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ทำให้มีเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคันอยู่ไม่น้อย ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ผอ.ศกลวรรณ จึงต้องเร่งระดมสมองกับบรรดาครูในโรงเรียน เพื่อดึงให้เด็กได้เรียนต่อจนจบในระบบการศึกษา พร้อมทั้งมีรายได้จากการนำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าได้
“ส่วนใหญ่เราจะมองว่าเด็กที่มีปัญหาหรือเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบกลางคันเนี่ย จะเป็นเด็กที่เกเรหรือไม่อยากมาโรงเรียน แต่ก็จะมีเด็กคนหนึ่ง น้องเป็นเด็กที่เรียนเก่งนะคะ แต่เมื่อเราได้ข้อมูลจากระบบ Q-info มันฟ้องขึ้นมาว่า น้องไม่มาโรงเรียน เมื่อคุณครูลงไปติดตามที่บ้าน ก็เจอว่าน้องไปช่วยแม่ทำงาน โดยการทำอาชีพปลดส๊อกแส่ก ก็คือปลดขยะที่ติดมากับอวน เมื่อชาวประมงไปออกเรือ
อย่างเช่นไปออกอวนปูนะคะ ก็จะมีคนที่ปลดปูออกไป สิ่งที่เหลือที่ติดมากับอวนปูนั่นคือขยะ เขาก็จะต้องปลดขยะพวกนี้ เพื่อให้อวนสามารถไปใช้ต่อได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติกหรือเศษหอย เศษปะการัง หรืออะไรก็แล้วแต่ คือมันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแล้ว ก็จะเกิดอาชีพตรงนี้ที่น้องไปช่วยแม่ทำ ในการทำงานของน้องตรงนี้มันทำให้เกิดรายได้ของครอบครัวก็จริง แต่ทำให้เด็กไม่ได้มาโรงเรียน ซึ่งน้องเขาเริ่มมีสัญญาณตรงนี้ตั้งแต่อยู่ป.5 คราวนี้เมื่อเจอโจทย์แบบนี้ คุณครูก็กลับมาพูดคุยกันว่า แล้วเราจะช่วยเหลือน้องได้ยังไง”
ผอ.ศกลวรรณ ใช้กระบวนการของ ‘โครงงานฐานวิจัย’ จับเอาปัญหาของเด็กและบริบทที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของตัวเด็ก นั่นก็คือ อาชีพปลดส๊อกแส่ก มาเป็นหนึ่งฐานการเรียนรู้
“เราให้นักเรียนได้ฝึกคิดต่อยอด แล้วก็สร้างเป็นชิ้นงานเป็นผลิตภัณฑ์ออกมา ก็จะเกิดเป็นกำไลบ้าง เป็นต่างหูบ้าง เป็นเข็มกลัดบ้าง ที่ทำจากขยะทะเลตรงนี้ แล้วก็สร้างช่องทางในการจำหน่ายให้กับน้อง น้องก็จะมีการไลฟ์ขายบ้าง แล้วก็ไปตามกิจกรรมอะไรต่างๆ บ้าง ก็ทำให้น้องเกิดรายได้ระหว่างเรียน ณ วันนี้ก็คือน้องกลับเข้าสู่ระบบของโรงเรียน เพราะน้องมีรายได้ แล้วอีกอันหนึ่งที่มันน่าสนใจก็คือว่า เราใช้สิ่งที่เป็นฐานทุนของชุมชนตรงนี้เข้ามาบูรณาการในการเรียนรู้ของน้อง”
“เพราะเวลาเรียนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่เวลาเรียนสามารถเกิดที่ไหนก็ได้ เพียงแต่โรงเรียนเนี่ย ออกแบบให้ตรงกับโจทย์หรือข้อจำกัดของเด็ก
เพราะฉะนั้นเด็กจะไม่มีภาวะที่เวลาเรียนไม่ครบ 80% แต่เขาสามารถใช้สิ่งที่เขาทำตรงนี้ มาใช้เป็นเวลาเรียนให้กับโรงเรียนได้ แล้วก็สามารถที่จะประเมินจากภาระงาน หรือชิ้นงานที่โรงเรียนได้ออกแบบให้น้องไปทำ กลับมาเป็นผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ให้กับน้องได้ด้วย”

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความเคร่งครัดในการปฎิบัติตามวิถีของศาสนาอิสลาม ที่ให้ความสำคัญกับการแยกเพศเมื่อเข้าสู่วัยบรรลุศาสนภาวะ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์และจริยธรรมตามหลักการ ซึ่งที่โรงเรียนบ้านปากบางมีหลักสูตรอิสลามศึกษาด้วยเช่นกัน โดยเป็นการเรียนการสอนศาสนาควบคู่ไปกับวิชาสามัญตามหลักสูตรแกนกลาง
“ด้วยความที่ชุมชนปากบางเคร่งครัดในการปฏิบัติตนตามวิถีอิสลาม เมื่อน้องถึงวัยมีประจำเดือน เขาก็ไม่สนับสนุนให้ลูกสาวให้เด็กผู้หญิงมาใช้ชีวิตร่วมกับเพศตรงข้าม จะพาน้องไปเรียนในโรงเรียนสถาบันศาสนาที่ไม่มีการรับรองวุฒิการศึกษา เราก็เลยมีการพูดคุยกับผู้ปกครอง แล้วก็สื่อสารไปที่น้องว่า ในเมื่อบ้านปากบางเรามีหลักสูตรของอิสลามศึกษาอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของอิสลามศึกษาคุณช่วยเอาเด็กไปดูแล แล้วก็ให้ผลการเรียนมากับน้อง ส่วนของวิชาสามัญ โรงเรียนจะให้ชิ้นงานไปกับน้องให้น้องได้ทำโดยผ่านทางผู้ปกครอง ก็เป็นการสร้างข้อตกลงร่วมกัน แล้ว ณ ตอนนี้น้องก็จบป.6 ได้วุฒิป.6 จากโรงเรียนบ้านปากบางไปแล้ว”
ผอ.ศกลวรรณ เล่าต่อว่า ในสร้างความร่วมมือกับชุมชน อันดับแรกต้อง ‘สร้างความไว้วางใจ’ ซึ่งกันและกัน จากนั้นการออกการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของเด็กให้สามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืนจึงจะเกิดขึ้น
“เรามองว่าชุมชนต้องช่วยกันจัดการตัวเองด้วย เพราะว่ายังไงก็แล้วแต่เนี่ย เด็กก็คือผลผลิตและลูกหลานของชุมชน แล้วชุมชนจะเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าแต่ละบ้านเด็กเป็นยังไง ในส่วนโรงเรียนก็มีหน้าที่ในการที่จะเสริมความรู้ แล้วก็สร้างเครื่องมือในการที่จะให้เด็กๆ เขาเกิดทักษะ เพราะฉะนั้นอันแรกก็คือ ‘สร้างความไว้วางใจ’ ซึ่งกันและกัน ระหว่างบ้านกับโรงเรียน ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ว่าเราจะต้องช่วยกันในการที่จะดูแลเด็กๆ แล้วก็ ‘เห็นคุณค่า’ ในสิ่งที่ชุมชนมี
ถ้าเรามองแค่ว่าชุมชนยากจน การศึกษาน้อย เราจะไม่ได้รับการหนุนเสริมอะไรมาจากชุมชนเลย ในพื้นที่บ้านปากบาง เราจึงมีการปรับแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่เป็นภูมิปัญญาหรือปราชญ์ชาวบ้าน ให้เป็นนิเวศการเรียนรู้ให้กับนักเรียน เมื่อเรามองเห็นคุณค่าเหล่านี้ มันก็จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน”
“เราต้องแสดงให้เขาเห็นว่า เราจริงใจนะ เราจริงใจกับเขา ถึงแม้ว่าเราจะต่างศาสนิก เราเป็นผู้บริหารผู้หญิงที่เป็นไทยพุทธ ที่ทำงานอยู่ท่ามกลางชุมชนที่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นการยอมรับในสิ่งเหล่านี้ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า เราไม่ได้มาเปลี่ยนวิถีชีวิต หรือมาเปลี่ยนในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ แต่เรานำสิ่งที่เขามีอยู่ตรงนี้ มาใช้เป็นกรอบในการที่จะทำให้ลูกหลานของเขาได้เรียนรู้ เมื่อชุมชนเห็นว่าเราจริงใจ แล้วก็ยินดีที่จะเดินในวิถีของเขา เขาก็จะให้ความไว้วางใจแล้วก็ให้ความร่วมมือกับโรงเรียน
แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เมื่อเราทำงานกับชุมชนเนี่ย ชุมชนเขาก็จะเกิดความภาคภูมิใจว่าเราได้เข้าไปช่วยต่อยอด แล้วสานต่อความฝันให้กับชุมชน เพราะฉะนั้นเมื่อโรงเรียนมีการออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องในสิ่งที่ชุมชนเขาเป็น แล้วเขามองว่า เราจะช่วยสานฝันให้กับเขาได้ เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือกับโรงเรียน”

สมรรถนะการจัดการตนเอง (Self-Management) หัวใจหลักของการเรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต
เป้าหมายหลักของการออกแบบการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงวิถีชุมชมกับชีวิตจริงของเด็กนั้น เน้นให้เด็กเกิด ‘สมรรถนะการจัดการตนเอง’ (Self-Management) และระบบการดูแลเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านแนวคิด 4 ตั้ง ได้แก่ ตั้งตน (การตระหนักรู้ในตนเองและเห็นคุณค่าในตนเอง) ตั้งเป้า (การตั้งเป้าหมายและการกำกับตนเอง) ตั้งใจ (การจัดการอารมณ์และความเครียด) และ ตั้งหลัก (ความสามารถในการฟื้นคืนและการปรับตัว)
สมรรถนะดังกล่าวถือเป็นฐานรากสำคัญที่ช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวและเติบโตในสังคมที่มีความเปราะบางได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งลำพังถ้าโรงเรียนทำฝ่ายเดียวคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน ภาคเครือข่าย และคนรอบตัวเด็ก มาร่วมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้เรียน – เห็นคุณค่าในตนเอง เติบโตอย่างมีเป้าหมาย
“แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปตามหลักสูตร ทุกโรงเรียนคาดหวังอยู่แล้วว่า เมื่อเด็กจบหรือการผ่านในแต่ละชั้น เด็กต้องมีผลลัพธ์ผ่านเกณฑ์ตามที่หลักสูตรของโรงเรียนกำหนด แต่ที่เราคาดหวังไปมากกว่านั้นก็คือ การที่เด็กมีสมรรถนะติดตัว ให้เขาสามารถที่จะจัดการตัวเองได้ แล้วสามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มันมีความล่อแหลม หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้เขามีภูมิที่จะคุ้มกันตัวเอง แล้วที่สำคัญก็คือเรามองว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมาประกอบอาชีพในชุมชนของเขา
เพราะว่าอย่างเราเองก็มีลูก ทุกคนที่เป็นพ่อแม่อยากให้ลูกกลับมาอยู่บ้าน แต่เด็กจะเกิดคำถามว่าให้เขากลับมาทำอะไร ไม่มีอะไรให้เขาทำ แต่ถ้าเขามองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ชุมชนมีตรงนี้ ว่าพร้อมที่จะกลับให้เขาได้มาต่อยอด ตรงนั้นคือภาพที่เรามองว่า เราไม่ได้แก้ปัญหาแค่เรื่องการศึกษา แต่เรามองไปถึงมิติของสังคมที่มันกำลังเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เรื่องของการดิ้นรน เรื่องของการแก่งแย่ง เรื่องของอะไรต่างๆ ถ้าวันนึงบ้านเกิดของเขา พร้อมที่จะรับให้เขากลับมา เรามองว่าทุกคนมีความสุข พ่อแม่ยินดีที่จะรอให้ลูกเขากลับมาสานต่อความฝันของเขาตรงนี้ อันนี้ก็คือสิ่งที่เราคาดหวัง”
ในส่วนของการสร้างสมรรถนะตามหลักสูตร ผอ.ศกลวรรณ มองว่าถ้าการเรียนรู้ช่วยให้เด็กจัดการตัวเองได้ กำกับตัวเองได้ ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ สมรรถนะด้านอื่นๆ สามารถเกิดขึ้นตามมาได้ไม่ยาก
“ในการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะเรื่องของสมรรถนะ โรงเรียนจะมีการบูรณาการโดยใช้นิเวศการเรียนรู้ชุมชนบ้านปากบางมาเป็นฐานทั้งหมด 10 ฐานการเรียนรู้ โดยดึงเอาสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือวิถีชาวบ้านมาพัฒนาให้เป็นนิเวศที่เด็กสามารถเข้าไปเรียนรู้ ทุกสัปดาห์ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตรงนี้จะถูกกำหนดเป็นคาบการเรียนรู้บูรณาการ โดยใช้กระบวนการของโครงงานฐานวิจัย ที่ทั้งครูและปราชญ์ชาวบ้านจะมาออกแบบร่วมกัน แล้วเราจะนำเด็กลงไปในชุมชน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ในสถานการณ์จริง แล้วก็หาคำตอบด้วยตัวเองค่ะ”
หลังจากนั้นเด็กๆ จะนำสิ่งที่เรียนรู้มาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานตามความสนใจ เป็นการสร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’ ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และยังสามารถสร้างรายได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น อาชีพการปลดส๊อกแส่ก ที่สร้างมูลค่าจากขยะ หรือ ข้าวดอกราย เมนูพื้นถิ่นที่หากินยาก กลายเป็นเมนูฟิวชั่นที่ใครๆ ก็กินได้
“อย่างเรื่องของส๊อกแส่ก เด็กก็จะได้ตัวผลิตภัณฑ์ออกมา แทนที่ขยะมันจะถูกทิ้งกลับไปในทะเล ก็สามารถเอามาต่อยอดแล้วก็สร้างรายได้ หรือเรื่องของข้าวดอกรายที่เป็นเมนูอาหารพื้นถิ่น คล้ายๆ ข้าวคลุกกะปิหรือข้าวยำอะไรประมาณนี้ สิ่งที่น่าดีใจก็คือว่า มันเป็นเมนูอาหารของคนแก่ที่เด็กๆ อาจจะไม่ชอบ แต่เมื่อเราใส่กระบวนการของโครงงานฐานวิจัยเข้าไป เขาก็มีการไปพัฒนาเมนูเปลี่ยนเป็นซูชิเข้าดอกรายอะไรอย่างนี้ เป็นเมนูที่เขาอยากจะทาน ตรงนี้อย่างน้อยข้าวดอกรายก็ไม่น่าจะหายไปจากชุมชน มันกลายเป็นว่าความสนใจของเด็กกลับไปช่วยแก้ปัญหาให้ชุมชนได้”

เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้ เห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว ภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่น่าภูมิใจ
“เด็กสามารถที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้มากขึ้น มีสติอยู่กับตัวเอง แล้วก็กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น” นี่คือสิ่งที่ผู้ปกครองสะท้อนกลับมายัง ผอ.ศกลวรรณ
“ผู้ปกครองเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกหลานว่า เด็กกลับมาสนใจในครอบครัวของตัวเองมากขึ้น กลับเข้ามาดูว่าพ่อแม่กำลังทำอะไร แล้วก็มาเห็นคุณค่าในสิ่งที่พ่อแม่ทำ เหมือนเรื่องส๊อกแส่กพอเขาลงไปเรียน เขารู้ว่ากว่ามันจะได้สักบาทเนี่ย มันยากนะ กับการที่ต้องอยู่กับของที่มาจากทะเล แล้วไม่ใช่สิ่งที่สะอาด มีกลิ่นของเน่าของเสีย สกปรก พอเขาได้ลงไปสัมผัส เด็กบางคนไม่เคยรู้แล้วไม่เคยลงไปทำเลย แต่พอเราพาเด็กให้เรียนรู้เรื่องแบบนี้ เขาจะเริ่มเห็นคุณค่า แล้วพ่อแม่ก็รู้สึกว่าเขาภูมิใจที่ลูกเขาได้กลับมาเห็นในสิ่งที่เขาทำ”
ในสายตาของผู้อำนวยการโรงเรียนที่พยายามขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ผอ.ศกลวรรณ มองเห็นว่านอกจากเรื่องของการเรียนรู้ที่ดีขึ้น เด็กๆ มีสติและสมาธิจดจ่อใส่ใจกับการเรียนมากขึ้น กล้าที่จะคิดและแสดงความคิดเห็น ที่สำคัญคือ เด็กมีความสุข และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ
“ในกระบวนการของการทำโครงงานฐานวิจัย ในขั้นแรกเราจะใช้ ‘จิตตปัญญา’ ให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่กับตัวเอง รู้ตนว่าตัวเองกำลังทำอะไร แล้วคุณครูเขาก็จะมีการบูรณาการโดยนำหลักของศาสนาอิสลามเข้ามาสอดแทรกให้กับนักเรียน นักเรียนก็จะอยู่นิ่งขึ้น รู้ตนว่ากำลังทำอะไร มีสติที่จะทำอะไร แล้วก็รู้จักที่จะอยู่ในกติกา เราจะมีการวางข้อตกลงก่อนเรียนว่า ลูกจะต้องมีกติกาในห้องเรียนนะ ถ้าลูกจะตอบลูกต้องยกมือ ลูกจะต้องไม่แย่งกันตอบ หรือถ้าเพื่อนพูดหรือครูพูด ลูกจะต้องฟัง อันนี้ก็คือภาพที่มันเห็นจากกระบวนการเรียนการสอน
หรือในเรื่องของหลักคิดที่เด็กสามารถนำหลักคิดที่คุณครูให้ไว้มาสร้างกระบวนการคิดของตัวเอง มีวิธีการของตัวเองที่จะเดินไปหาคำตอบ ตรงนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าการใช้กระบวนการหรือขั้นของการปฏิบัติ จนถึงขั้นของการถอดบทเรียน
เด็กเกิดทักษะในการคิดที่ดีขึ้น อยู่กับตัวเองมากขึ้น แล้วที่สำคัญก็คือ เขารู้สึกว่าเขามีพื้นที่ที่ปลอดภัย ครูจะไม่ตัดสินว่า นี่คือสิ่งที่ผิดนะ นั่นคือสิ่งที่ไม่ใช่นะ แต่ครูจะช่วยเติมในสิ่งที่เขาคิด”
“เมื่อเด็กมีความสุข และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ คุณครูเองก็เกิดความภาคภูมิใจที่เขาสามารถที่จะนำให้เด็กกลับมาเรียนได้ ให้เด็กสามารถที่จะเข้าสู่สังคมได้ หรือผู้ปกครองหันมาให้ความร่วมมือกับโรงเรียนมากขึ้นอย่างนี้ ในฐานะที่เราเป็นผู้บริหารเราก็ภูมิใจ แล้วเสียงสะท้อนอะไรต่างๆ ที่ผู้ปกครองให้กับเรามา และให้การยอมรับในสิ่งที่ราทำ มันเห็นจากสิ่งที่เขาปฏิบัติกับเรา”
ทั้งหมดนี้ ผอ.ศกลวรรณบอกว่า นอกจากความมุ่งมั่นของผู้บริหารโรงเรียน และความร่วมมือร่วมใจของครูผู้สอน รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องแล้ว การหนุนเสริมจากภาคีเครือข่ายที่มีเจตนารมย์เดียวกันในการพัฒนาสมรรถนะเด็กไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นลมใต้ปีกที่ทำให้โรงเรียนพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน
“การเข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-A) ของกสศ. ทำให้เราได้รับการหนุนเสริมเครื่องมือ หรือนวัตกรรมต่างๆ ในการทำงาน ซึ่งชื่อของโครงการ ‘พัฒนาตนเอง’ เป็นสิ่งที่ย้ำให้เราได้เห็นว่า การระเบิดจากข้างใน หรือการจัดการตนเองที่มีประสิทธิภาพมันสามารถทำให้โรงเรียนอยู่ได้อย่างยั่งยืน
บางทีถ้าเรารอที่จะรับการสนับสนุน หรือรอให้คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือ โดยที่ไม่มองศักยภาพตัวเอง ความยั่งยืนต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเราเอาคุณค่าในสิ่งที่เรามี แล้วมองให้ทุกอย่างเป็นมิติและเป็นพลังบวก เราก็สามารถที่จะขับเคลื่อนด้วยคำว่าโรงเรียนพัฒนาตนเองได้”
ที่สำคัญ เมื่อโรงเรียนยืนหยัดจัดการเรียนรู้และเป็นที่พึ่งให้กับผู้ปกครองและชุมชนได้ เด็กๆ ก็จะได้รับการพัฒนาสมรรถนะเพื่อให้เขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นหลักคิดสำคัญของโรงเรียนพัฒนาตนเอง
“การใช้ชีวิตของคนๆ หนึ่ง นอกเหนือจากความรู้แล้ว เขาต้องมีเกราะในการที่จะคุ้มกันตัวเอง ความรู้ในปัจจุบันหาที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าเขาไม่มีสมรรถนะในการที่จะแยกแยะ หรือสร้างภูมิให้กับตัวเอง ความรู้นั้นมันก็อาจจะถูกใช้ในทางที่ผิด หรือทำให้เขาไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ เพราะฉะนั้นการที่เราพยายามสร้างสมรรถนะให้กับนักเรียน มันน่าจะมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของเด็ก”
