Skip to content
ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Dear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily Psychology
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่

Month: September 2026

The mountain is you: ปฏิเสธชีวิตที่ไม่มีความสุข และออกเดินไปบนถนนแห่งการตระหนักรู้ในตัวเอง
Book
9 September 2026

The mountain is you: ปฏิเสธชีวิตที่ไม่มีความสุข และออกเดินไปบนถนนแห่งการตระหนักรู้ในตัวเอง

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • The mountain is you (ก้าวข้ามภูผาในใจคุณ) เขียนโดย บริอานนา วีสต์ แปลเป็นภาษาไทยโดย วุฒินันท์ ชุมภู สำนักพิมพ์แอร์โรว์
  • บริอานนา ชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งคอยยื้อยุดไม่ให้ชีวิตของเราก้าวหน้าไม่ใช่ปัจจัยภายนอก หากแต่เป็นตัวเราเองที่หวาดกลัว วิตกกังวล และติดอยู่ในกับดักของระบบความเชื่อที่ถูกหล่อหลอมมาตลอดชีวิต
  • การก้าวข้ามภูผาในใจ จำเป็นต้องแลกมาด้วยการรื้อถอนตัวตนเดิม เพื่อเปิดทางให้กับการสร้างภาพลักษณ์และระบบความคิดขึ้นมาใหม่ ทั้งความฉลาดและการฟื้นคืนสภาพทางอารมณ์ ให้พร้อมก้าวไปสู่ฟากฝั่งใหม่ของชีวิต ที่ซึ่งความสุข ตัวตนใหม่ และผู้คนที่คู่ควรกำลังรอคอยเราอยู่

“ไม่มีอะไรมายื้อยุดคุณไว้ไม่ให้ก้าวหน้าในชีวิตได้เท่าตัวคุณเอง” 

คำพูดสั้นๆ แต่บาดลึกจากหนังสือ The mountain is you ของ บริอานนา วีสต์ กำลังสะท้อนความจริงชวนคิดว่า อุปสรรคที่เปรียบเหมือน ‘ภูผาลูกใหญ่’ ซึ่งขวางกั้นเราจากความก้าวหน้าในชีวิต…แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกหรือโชคชะตาใดๆ เลย หากแต่เป็น ‘ตัวเราเอง’ ต่างหากที่กำลังเหนี่ยวรั้งตนเองเอาไว้

บริอานนาชี้ให้เห็นว่า ‘พฤติกรรมเหนี่ยวรั้งตัวเอง’ ต่างๆ มักมีจุดเริ่มต้นมาจากกลไกการป้องกันตัวเองที่บิดเบี้ยว ความกลัวที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน และอคติทางความคิดที่สมองสร้างขึ้นเพื่อจำกัดศักยภาพของเราโดยไม่รู้ตัว 

“บางครั้ง พฤติกรรมที่คอยเหนี่ยวรั้งตัวเองแบบสุดๆ ของเรา จะเป็นผลพวงมาจากความหวาดกลัวอย่างยาวนานและยังไม่ได้รับการตรวจสอบที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ในโลกและตัวเราเอง 

บางทีมันมาจากความคิดที่ว่าคุณยังไม่เฉลียวฉลาด ขาดเสน่ห์ และไม่มีคนชอบ บางครามันอาจมาจากความคิดเรื่องการตกงาน การต้องขึ้นลิฟต์ หรือการแสดงความรับผิดชอบระหว่างกำลังคบหากับใครสักคน 

ในบางกรณี มันก็อาจเป็นเรื่องนามธรรมมากกว่า อย่างเช่น ความคิดที่ว่าใครบางคนกำลังจ้องจะเล่นงานคุณ กำลังจะล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตของคุณ กำลังจะถูกจับได้ หรือกำลังถูกใส่ร้าย ยิ่งนานวัน ความเชื่อเหล่านี้ก็จะยิ่งโยงใยถึงกัน”

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ภาพจำที่เรามีต่อตัวเอง ซึ่งถูกก่อร่างขึ้นจากสายตาและคำตัดสินของคนรอบข้าง ยิ่งกลายเป็นกับดักทางความคิดชั้นดี ที่สมองของเรามักจะคอยหาเหตุผลมาขุดหลุมฝังและตอกย้ำให้เราเชื่อแบบนั้นอยู่เสมอ

“สิ่งที่นิยามชีวิตคุณไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่คุณคิดคำนึงถึงมันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสิ่งที่คุณมองตัวเองอีกต่างหาก ความคิดเรื่องตัวตนในหัวคุณ คือแนวคิดที่คุณใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาตลอดทั้งชีวิต คุณสร้างมันขึ้นมาจากการนำเอาข้อมูลนำเข้า และอิทธิพลจากคนรอบข้างมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน นั่นคือ สิ่งที่พ่อแม่คุณเชื่อ สิ่งที่เพื่อนๆ คุณคิด สิ่งที่คุณประจักษ์แจ้งด้วยตัวคุณเองจากการไปสัมผัสมาเป็นประสบการณ์จริง และอื่นๆ อีกมากมาย 

ภาพลักษณ์ของตัวคุณเองจะปรับแต่งได้ยาก เพราะอคติเพื่อใช้ยืนยันในสมองของคุณจะหาทางย้ำเตือนคุณถึงความเชื่อเรื่องตัวคุณเองที่มีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว”

ทว่า กลไกที่บริอานนาบอกว่าแนบเนียนและน่ากลัวที่สุดในการเหนี่ยวรั้งตัวเราไว้ คือธรรมชาติของมนุษย์ที่มักเสพติด ‘ความคุ้นเคย’ ซ้ำร้ายสมองของเรายังชอบตีความสิ่งแปลกใหม่ที่เราไม่รู้จักหรือยังไม่คุ้นชินกับมันว่าเป็น ‘อันตราย’ จนทำให้เกิดอาการต่อต้านขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งใหม่นั้นอาจหมายถึงโอกาสและชีวิตที่ดีกว่าก็ตาม

“การเหนี่ยวรั้งตัวเองจะมาจากสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย มนุษย์เราจะสัมผัสได้ถึงการต่อต้านอย่างเป็นธรรมชาติต่อสิ่งที่ยังไม่รู้จักมักคุ้น เพราะมันคือการสูญเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิงดีๆ นี่เอง นี่คือเรื่องจริง ต่อให้สิ่งที่เรายังไม่รู้จัก จะไม่เคยทำร้ายหรือกระทั่งเป็นประโยชน์ต่อเราก็ตาม

บ่อยครั้งเหลือเกินที่การเหนี่ยวรั้งตัวเองอาจเป็นแค่ผลผลิตจากความไม่คุ้นเคย และนั่นก็เป็นเพราะอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องแปลกใหม่ ไม่ว่าจะดีงามเพียงใด ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องอึดอัดใจ จนกว่าจะคุ้นเคยเสียก่อนนั่นแหละ เรื่องนี้มักชักนำให้คนเกิดความสับสนระหว่างความไม่สบายใจจากสิ่งที่ไม่คุ้นเคย กับการเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ หรือเลวร้าย หรือเป็นลางร้าย แต่ทั้งหมดนี่ก็จะเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนทางหลักจิตวิทยาเท่านั้นเอง” 

ผลลัพธ์ของการติดกับดักในกลไกนี้ ทำให้หลายคนยินยอมที่จะจมปลักอยู่กับระบบความเชื่อเดิมๆ ที่คุ้นเคย ดีกว่าการก้าวออกไปเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เราควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้เราต้องรู้สึกเปราะบาง ดังนั้น แม้เราจะรู้สึกไม่พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่สักแค่ไหน แต่เรากลับยังคงเลือกใช้ชีวิตต่อไปด้วย ‘ความเฉื่อยชา’ เพียงเพราะคิดไปตามสัญชาตญาณที่หลอกเราว่า ความคุ้นเคยคือความปลอดภัย สบายใจ และมั่นคงแล้วในชีวิต 

“คุณเชื่ออย่างไร คุณก็จะทำให้ชีวิตเป็นจริงตามนั้น…ความคิดที่คอยจำกัดคุณอยู่ก็อาจมาจากความต้องการที่จะให้ตัวเองมีความปลอดภัย บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณชื่นชอบความสบายใจจากสิ่งที่รู้จักมักคุ้น มากกว่าความไม่มั่นคงจากสิ่งที่ยังไม่รู้ เป็นเหตุให้คุณชื่นชอบความเฉื่อยชามากกว่าความตื่นเต้น ชอบคิดว่ายิ่งทุกข์ทนก็จะยิ่งมีค่ามากขึ้น หรือเชื่อว่า ในทุกๆ สิ่งที่เป็นเรื่องดีๆ ในชีวิตก็จะต้องมีเรื่องแย่ๆ เจือปนอยู่เสมอ

ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ นั้นคือเรื่องปกติในชีวิต พวกเราล้วนไม่สมบูรณ์แบบ แต่กำลังพยายามทำทุกอย่างกันอย่างสุดฝีมือ และความไม่สบายใจอันคลุมเครือนี้ก็จะผ่านพ้นไปในท้ายที่สุด 

ความสุขสบายจะคอยชี้นำมนุษย์เรา คนเหล่านั้นจะคอยเข้าหาสิ่งที่คุ้นเคยและออกห่างจากอะไรที่ไม่ใช่ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับพวกเขาก็ตาม”

หากเราปรารถนาที่จะสลัดพันธนาการเหล่านี้ทิ้งไป บริอานนาย้ำเตือนว่า จุดเริ่มต้นไม่ใช่การปลอบประโลมใจตัวเองไปวันๆ หรือการวิ่งหนีความจริง  แต่คือการเลิกปฏิเสธโอกาส เลิกผลักไสทุกความเป็นไปได้ใหม่ๆ แล้วกล้าก้าวออกมายอมรับความจริงในชีวิตอย่างตรงไปตรงมา

“ถ้าอยากเยียวยาให้ได้จริงๆ คุณจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ คุณควรต้องมีสติรู้ถึงความเชื่อแง่ลบและไม่ถูกต้อง และหันมาใช้หลักคิดที่จะช่วยคุณได้จริงๆ

ขั้นตอนแรกของการเยียวยาอะไรก็ตามแต่ คือการออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มตัว หมดเวลาที่จะเอาแต่ปฏิเสธความจริงแท้ในชีวิตและของตัวคุณเองแล้ว มันไม่สำคัญหรอกว่าชีวิตคุณจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อมองมาจากภายนอก แต่มันขึ้นอยู่กับว่าในใจคุณจะรู้สึกว่ามันเป็นอย่างไรต่างหากล่ะ 

มันไม่ใช่เรื่องปกติที่คุณจะเอาแต่เคร่งเครียด ตื่นกลัว และไม่มีความสุขอยู่ตลอดเวลา มันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องอยู่และยิ่งคุณพยายามที่จะรักตัวเอง โดยไม่ได้มองเห็นความจริงในเรื่องนี้ คุณก็จะต้องทุกข์ระทมไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว”

เพราะฉะนั้น แก่นแท้ของการรักตัวเอง จึงไม่ได้หมายถึงการตามใจหรือประคบประหงมตัวเองให้อยู่ในจุดเดิม หากแต่คือความเด็ดเดี่ยวที่จะปฏิเสธชีวิตที่เราไม่มีความสุข และกล้าหาญพอที่จะพุ่งชนกับต้นตอของปัญหาอย่างไม่หวาดหวั่น

“การกระทำอันยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงความรักตัวเองคือการเลิกยอมรับชีวิตที่คุณกำลังไม่มีความสุขกับมัน มันคือความสามารถในการออกมาพูดถึงปัญหาได้อย่างชัดเจนและทำอย่างตรงไปตรงมา

สิ่งสำคัญที่คุณต้องทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือ การดึงตัวเองให้หลุดพ้นมาจากการปฏิเสธ แล้วเดินหน้าไปหาความกระจ่างแจ้งให้ได้ว่าอะไรกันแน่ที่กำลังผิดพลาดอยู่ ณ จุดนี้ คุณจะมีทางให้เลือกเดินอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ อาจเลือกที่จะเลิกต่อล้อต่อเถียง หรือถือเอาการเปลี่ยนแปลงมาเป็นภาระหน้าที่ของตัวเอง ถ้ามัวอ้อยอิ่ง คุณก็จะยิ่งจมปลักอยู่อย่างนั้น”

หากเราตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิวัติตัวเอง บริอานนาแนะนำว่าเราจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการสำรวจและเยียวยาปมบาดแผลในจิตใจ เพื่อปลดปล่อยตะกอนทางอารมณ์ที่ค้างคา พร้อมทั้งเปลี่ยนความโกรธแค้นต่อโชคชะตาหรือผู้คน…ให้กลายเป็นเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ได้จริงๆ 

“ถ้าอยากก้าวข้ามเรื่องนี้ไปให้ได้ เราควรต้องดำเนินกระบวนการอย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการขุดหาปมลึกทางจิตวิทยาภายในใจ เราต้องระบุให้ได้ว่าอะไรคือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความบอบช้ำทางใจ ผ่อนคลายอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ได้รับการดำเนินการตามขั้นตอน มองหาหนทางที่ดีกว่าที่จะทำให้เราสมปรารถนา สร้างภาพลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ และพัฒนาหลักการพื้นฐานบางอย่างขึ้นมา เป็นต้นว่า ความฉลาดและการฟื้นคืนสภาพทางอารมณ์ให้ได้โดยเร็ว

ถ้าอยากให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปได้จริงๆ คุณก็จะต้องปล่อยให้ตัวเองหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับความโกรธแค้น ซึ่งไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนอื่น ไม่ใช่เป็นอันที่เกิดขึ้นกับสิ่งต่างๆ บนโลก แต่เป็นอันที่อยู่ภายในใจคุณเอง 

จงโกรธเกรี้ยว มุ่งมั่น และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ก่อร่างสร้างวิสัยทัศน์แบบไม่สนใจอย่างอื่นขึ้นมาจากสิ่งเดียว และเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ตรงปลายทาง นั่นคือ ความคิดที่ว่าคุณจะไม่มีวันใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่นี้อีกต่อไป”

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราตัดสินใจประกาศกร้าวอย่างเด็ดขาดกับตัวเองว่าจะไม่ขอย้อนกลับไปอยู่ ณ จุดเดิมที่เคยเหนี่ยวรั้งเราไว้ เราก็จะหลุดพ้นจากบ่วงพันธนาการในอดีตที่เคยฉุดรั้งเราอย่างแท้จริง เพราะเจตจำนงใหม่ในใจนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังเกินกว่าจะถูกทำลาย

“ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มีวันอยากรู้สึกเช่นนั้นอีก  คุณก็จะเริ่มออกเดินทางไปบนถนนแห่งการตระหนักรู้ตัวเอง การเรียนรู้ และการเติบโต ซึ่งคุณจะคิดสร้างตัวคุณขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยไม่ให้เหลือเค้าเดิมเลยสักนิด

ณ ช่วงเวลานั้น ความผิดพลาดจะกลายเป็นเรื่องนอกประเด็นไปเลย คุณจะเลิกครุ่นคิดว่าใครทำอะไรหรือคุณทำพลาดไปได้อย่างไร ขณะนั้น สิ่งเดียวที่จะคอยชี้แนะคุณอยู่เสมอเลยก็คือความคิดที่ว่า ไม่ว่าต้องแลกมาด้วยอะไร ฉันก็จะไม่มีวันยอมให้ชีวิตต้องกลับมาเป็นอย่างนี้อีกแล้ว”

ในท้ายที่สุด สิ่งที่เราต้องตระหนักคือ การจะก้าวข้ามภูผาในใจเพื่อทวงคืนชีวิตและต้อนรับตัวตนใหม่ ย่อมต้องแลกมาด้วยการรื้อถอนและละวางสิ่งเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมฟอร์ตโซน สายสัมพันธ์เดิม หรือความต้องการเป็นที่ชื่นชอบและยอมรับของผู้คน แต่นั่นคือ การถางพื้นที่เพื่อสร้างชีวิตใหม่ ที่ซึ่งตัวตนอันจริงแท้และความสุขที่คู่ควรกับเรากำลังรอคอยอยู่

“เราต้องเข้าใจกันให้ดีเสียก่อนว่า การยุติพฤติกรรมที่คอยเหนี่ยวรั้งตัวเองลงอย่างสิ้นเชิง จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในไม่ช้านี้ ชีวิตใหม่ของคุณจะต้องแลกมาด้วยชีวิตที่เคยมีมา มันจะต้องแลกมาด้วยการเคยอยู่ในพื้นที่สบาย และความเข้าใจเรื่องการกำหนดทิศทางที่คุณเคยมี มันจะแลกมาด้วยสายสัมพันธ์และเพื่อนฝูงคุณ มันจะแลกมาด้วยการเป็นที่ชื่นชอบและมีคนเข้าใจในตัวคุณ 

แต่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา ผู้คนที่เกิดมาเพื่อคุณ ก็กำลังมาพบเจอกับคุณในอีกทางฟากฝั่งหนึ่ง คุณกำลังสร้างพื้นที่สบายอันใหม่ขึ้นมาจากสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณก้าวเดินไปข้างหน้า แทนที่จะมีคนมาชื่นชอบ คุณจะเป็นที่รักของใครๆ แทนที่จะมีคนมาคอยเข้าใจ คุณก็จะอยู่ในสายตาของใครต่อใคร ทุกอย่างที่คุณต้องเสียไปคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับบุคคลที่คุณจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว 

การยังคงยึดติดอยู่กับชีวิตเดิมๆ คือการกระทำแรกและสุดท้ายของการเหนี่ยวรั้งตัวเองเอาไว้ และเราต้องเตรียมละวางมันให้หมด หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอันแท้จริงให้ได้อย่างเต็มตา”

แม้ภูผาตรงหน้าอาจดูสูงชันและน่าหวาดหวั่นเพียงใด แต่เหมือนอย่างที่บริอานนาบอกเรามาตลอด…ว่าก้าวแรกของการทลายมัน ไม่ใช่การพยายามไปเปลี่ยนโลกภายนอก หากแต่เป็นการที่เรากล้าถอดหน้ากากเพื่อยอมรับความจริง ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันอย่างมีวินัย และก้าวข้ามระบบความเชื่อของการเป็น ‘ตัวเราเองคนเดิม’ เพื่อเปิดทางให้ตัวตนใหม่ได้เติบโตงอกงามในแบบที่เราใฝ่ฝัน

Tags:

ชีวิตอุปสรรคThe mountain is youพฤติกรรมเหนี่ยวรั้งตัวเอง

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Myth/Life/Crisis
    ความตายขับเคลื่อนชีวิต (2): เมื่อการระลึกถึง ‘ความตาย’ ทำให้เข้าใจความหมายของ ‘ชีวิต’

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Book
    ระลอกคลื่นยามค่ำคืน : อยู่อย่างไรในวันที่ส่วนหนึ่งของชีวิตล้มตายจาก

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • How to enjoy life
    เปลี่ยนเรื่องร้ายๆ ในชีวิต(ที่เรารับมือได้)ให้กลายเป็นแรงขับดัน

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Gran Turismo: ล้มกี่ครั้งไม่สำคัญเท่าลุกอย่างไรให้ไปต่อได้

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • BookMyth/Life/Crisis
    ไม่ต้องแตกสลายเพื่อจะพบแสงสว่าง

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP2: เสียงพลิกโฉมระบบของนักเรียน (Transformative Student Voice – TSV) คืออะไร
Transformative learning
7 September 2026

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP2: เสียงพลิกโฉมระบบของนักเรียน (Transformative Student Voice – TSV) คืออะไร

เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ 2 ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดย Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado บทที่ 1 What Is Transformative Student Voice? ร่วมกับการเพิ่มเติมแนวคิดของผู้เขียน

โรงเรียนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ประกาศอุดมการณ์ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีนักเรียนที่หลุดออกจากสังคมในห้องเรียน หรือในโรงเรียน จากต้นเหตุปัจจัยทางสังคมของนักเรียนเอง เช่นเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว รวมทั้งต้นเหตุแนวคิดแบบเก่าในระบบการศึกษา และในสังคม ที่มีส่วนกดทับการเจริญเติบโตด้านความเป็นผู้ริเริ่ม (Agency) หรือภาวะผู้นำ (Leadership) ของเด็ก จากความคิดเก่าว่าผู้ใหญ่รู้ดีกว่าเด็กในทุกด้าน เด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่   

TSV คือเครื่องมือที่ทำให้นักเรียนไม่เพียงเป็นศูนย์กลางในห้องเรียนและโรงเรียนเท่านั้น ยังทำให้นักเรียนเป็นผู้นำ หรือผู้ร่วมนำ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง

การพลิกโฉมหรือการปฏิรูปโรงเรียน  

การพัฒนาโรงเรียนมี 2 แบบ คือแบบปรับปรุง (บางด้าน) (Improvement) กับแบบพลิกโฉม (Transformation หรือ Reform) เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า แบบแรกไม่ได้ผล เพราะระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ถูกต้องทั้งมิติ เหตุผล (Logic) เป้าหมาย (Purpose) และโครงสร้าง (Structure)

TSV จะนำสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จึงเป็นกลไกสู่การพลิกโฉมโรงเรียน

จากประสบการณ์ 20 ปี ของผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice เมื่อถามความเห็นนักเรียน ให้บอกประเด็นที่ตนคับข้องใจ มักจะได้คำตอบวนเวียนอยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียนและโรงเรียน (Belonging) การได้รับการยอมรับนับถือ (Respect) และการมีโอกาสแสดงความคิดเห็น (Voice) เป็นประเด็นที่ครูและผู้ใหญ่มักนึกไม่ถึง   

ข้อมูลจากกิจกรรม TSV ของโรงเรียนในเครือข่ายของผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice ในช่วง 3 ปี พบว่าร้อยละ 46 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมและความแตกต่างหลากหลาย (Equity & Diversity) ร้อยละ 30 เกี่ยวกับการมีสิทธิ์มีเสียง (Student Voice) ต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ร้อยละ 13 เป็นเรื่องสุขภาพ (Health & Wellness) ขอย้ำว่านี่คือข้อมูลของโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา ที่นักเรียนเป็นคนขาวกับคนผิวสีประมาณครึ่งต่อครึ่ง   

TSV มีที่มาอย่างไร

จุดเริ่มต้นของ TSV มาจากการดำเนินการปฏิรูปโรงเรียนแบบเน้นที่ความเสมอภาคหรือความเท่าเทียม (Equity-Focused School Reform) ใช้สำนึกรู้เชิงวิพากษ์ (Critical Consciousness) ในการพัฒนาภาวะผู้นำของนักเรียน และใช้เครื่องมือ Youth Participatory Action Research (YPAR) หรือการวิจัยปฏิบัติการร่วมกันของเยาวชน ในการนำความคิดสู่การปฏิบัติและเรียนรู้จากการปฏิบัติหรือประสบการณ์ ที่หนุนให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม (Student Engagement) ได้พัฒนาความเป็นผู้ริเริ่ม (Agency) และเกิดสำนึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Belonging)   

 สำนึกรู้เชิงวิพากษ์ (Critical Consciousness) เสนอโดย Paolo Freire ในหนังสือ Pedagogy of the Oppressed (1970) มีสาระสำคัญคือการศึกษาแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า “Banking Concept of Education” เป็นระบบที่ผู้สอนจะ “ฝาก” ความรู้เข้าไปในตัวผู้เรียน ซึ่งทำให้ผู้เรียนเป็นเพียงภาชนะที่รับข้อมูล ไม่ได้มีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์หรือสร้างความรู้ของตนเอง ระบบนี้กดทับศักยภาพของผู้เรียน และทำให้พวกเขาไม่สามารถมองเห็นความไม่ยุติธรรมหรือปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมได้ Freire เสนอว่าการศึกษาที่แท้จริงควรนำไปสู่การพัฒนา “สำนึกรู้เชิงวิพากษ์” ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้เรียน (ผู้ถูกกดขี่) ตระหนักรู้ถึงสภาพการณ์การถูกกดขี่ของตนเอง รวมถึงสาเหตุเชิงโครงสร้างทางสังคมของปัญหานั้นๆ การตระหนักรู้นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับรู้ปัญหา แต่รวมถึงการพัฒนาความสามารถในการคิดวิพากษ์ และลงมือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เพื่อปลดปล่อยตนเองและสังคม มีคำอธิบายแนวคิดของ Paolo Freire เรื่อง Critical Pedagogy (การเรียนการสอนเชิงวิพากษ์) ที่น่าสนใจมาก เข้าชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=rNZpTsZDIBo  

การศึกษาต้องไม่มีเป้าหมายเพียงเพื่อพัฒนาบุคคลหรือนักเรียนเป็นรายปัจเจกเท่านั้น ต้องครอบคลุมเป้าหมายเพื่อพัฒนาสังคมภาพรวมด้วย

ทีมผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice ริเริ่มหลักสูตรเชิงวิพากษ์ (Critical Pedagogy) ในปี ค.ศ. 2008 โดยคิดเครื่องมือ CCI (Critical Civic Inquiry) – ตั้งคำถามวิพากษ์สังคม ส่งเสริมให้นักเรียนกล้านำปัญหาที่นักเรียนประสบด้วยตัวเองขึ้นมาวิพากษ์ร่วมกัน เพื่อค้นหารากเหง้าของปัญหา ที่ซ่อนเร้นอยู่ในสังคม และร่วมกันหาทางแก้ไข    

นำสู่การค้นพบว่า ต้องเปลี่ยนโรงเรียนที่โครงสร้างในระดับพลิกโฉม (Structural Transformation) ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน โดยนักเรียนเป็นพลังร่วมพลิกโฉมโรงเรียน เป็นที่มาของคำว่า Transformative Student Voice (TSV)       

ทำไมต้องใช้ TSV

การเรียนรู้ในยุคปัจจุบันและอนาคตต้องไม่ใช่การเรียนรู้ในระดับจำและเข้าใจ ซึ่งเป็นระดับล่างสุดสองระดับใน Bloom’s Taxonomy of Learning ต้องไปให้ถึงการวิเคราะห์ (Analyze) และสร้างความรู้และสมรรถนะ (Create) ของตนเอง ที่เป็นการเรียนรู้ระดับสูงสุด    

การเรียนรู้ที่มีเป้าหมายระดับนี้ ต้องผ่านการเรียนรู้ในสถานการณ์จริง โดยการปฏิบัติร่วมกันของนักเรียน หนุน (Facilitate) โดยครู และประเด็นที่นำมาเรียนรู้ได้ดีที่สุดคือปัญหารอบตัวนักเรียน ที่ส่วนใหญ่ครูและผู้ใหญ่ไม่ตระหนักหรือมองข้าม เพราะไม่ใช่ปัญหาของตน (หรือในหลายกรณีตนคือตัวต้นเหตุของปัญหา โดยไม่รู้ตัว)

ปัญหาที่กดทับนักเรียนอยู่นี้ ส่งผลให้ผลการเรียนที่วัดโดยการสอบอยู่ในระดับต่ำ และการพัฒนานักเรียนด้านทักษะเชิงสังคมและอารมณ์ไม่ได้รับการดูแล TSV ที่พัฒนาขี้นโดยทีมผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ช่วยยกระดับการเรียนรู้ทั้งสองด้านดังกล่าวได้จริง คือผลการเรียนดีขึ้น และพฤติกรรมทางสังคมก็ดีขึ้นด้วย ผมได้เล่าข้อมูลหลักฐานผลงานของโรงเรียนวัดสลักเพชร อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ที่การจัดการเรียนรู้แนวจิตศึกษา ที่นำโดยครูใหญ่วิเชียร ไชยบัง แห่งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา หนุนให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างชัดเจน ไว้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/721165  

องค์ประกอบสำคัญของ TSV

TSV เป็นกระบวนการเชิงระบบที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในการเปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อร่วมกันหารากเหง้าของปัญหา ร่วมกันหาวิธีการแก้ไข และร่วมกับผู้ใหญ่ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหานั้น เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเรียนรู้ในโรงเรียน นำสู่การพลิกโฉม (Transformation) กระบวนทัศน์ด้านนโยบาย และแนวทางปฏิบัติ นำสู่การพัฒนาครบด้าน (Holistic Development) ของนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาตัวตน หรือความมั่นใจในตนเอง   

เป็นกระบวนการที่มีความร่วมมือเป็นภาคีหรือหุ้นส่วน (Partnership) ระหว่างนักเรียนกับครูและผู้ใหญ่อื่นๆ ในการจัดวงเสวนา นำเอาคำถามหรือข้อคิดเห็นของเด็กต่อสิ่งรอบตัว มาวิเคราะห์พิจารณาและตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ ผ่านการทำงานวิจัยหาข้อมูลหลักฐาน อย่างจริงจัง (YPAR – Youth Participatory Action Research) โดยมีนักเรียนเป็นแกนนำหรือแกนนำร่วมกับผู้ใหญ่ นำสู่กระบวนการทางสังคมและการเมือง ในการวางระบบใหม่เพื่อแก้ปัญหานั้นในระดับถอนรากถอนโคน สู่ระบบปฏิบัติใหม่ในโรงเรียน และในเขตพื้นที่การศึกษา   

องค์ประกอบ 5 ประการของ TSV   

  1. โอกาสเชิงระบบ ที่เปิดโอกาสต่อเนื่อง
  2. การตั้งคำถามที่รากเหง้าของปัญหา
  3. การลงมือดำเนินการแก้ไข
  4. การมีผู้ใหญ่เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ
  5. ร่วมกันลองประยุกต์นโยบาย และวิธีการใหม่                    

กระบวนทัศน์ TSV (TSV Mindset) 

กระบวนการ TSV จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้เกี่ยวข้องหลากหลายฝ่าย ที่นำสู่การเปลี่ยนวัฒนธรรมในโรงเรียน และสังคมโดยรอบ การเปลี่ยนแปลงนี้ นำสู่ปัจจัยความสำเร็จของ TSV คือ

  • การเป็นหุ้นส่วนระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่ ซึ่งขึ้นกับกระบวนทัศน์หุ้นส่วนภายใต้ปฏิสัมพันธ์แนวระนาบ ไม่ใช่ผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือ โดยผมขอเสริมว่า ในบริบทสังคมไทย เยาวชนต้องรู้จักแสดงความเคารพผู้ใหญ่ โดยไม่สูญเสียสภาพการเป็นหุ้นส่วนในระนาบเดียวกัน   
  • พัฒนาการด้านสังคม-การเมือง ตามแนวทาง Socio-Political Development – SPD 5 ระดับ ของ Roderick (Rod) Watts และคณะ อันได้แก่ (1) ระยะไม่ตระหนักรู้ (Acritical Stage) ยังไม่ตระหนักถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม มองเห็นปัญหาเป็นเรื่องปกติหรือเป็นธรรมชาติของสังคม (2) ระยะปรับตัว (Adaptive Stage) เริ่มตระหนักถึงความไม่เป็นธรรม แต่เลือกปรับตัวเข้ากับระบบ มักยอมรับสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (3) ระยะก่อนวิพากษ์ (Precritical Stage) เริ่มตั้งคำถามกับโครงสร้างหรือระบบที่กดทับ มีความรู้สึกไม่พอใจแต่ยังไม่ลงมือเปลี่ยนแปลง (4) ระยะวิพากษ์ (Critical Stage) (5) ระยะปลดปล่อย (Liberation Stage) ลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังทั้งในระดับตนเองและสังคม มีทักษะและความมั่นใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
  • การออกแบบระบบเพื่อการเปลี่ยนแปลงโรงเรียน: วางนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในระดับโรงเรียนจำเป็นต้องอาศัย “การออกแบบระบบ” (Systems Design) ซึ่งเป็นกรอบคิดที่ช่วยให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบเดิม กำหนดขอบเขตของการตั้งคำถาม และสร้างทางเลือกใหม่ๆ สำหรับอนาคตที่ปรารถนา ไม่ใช่เพียงปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย แต่ต้องตั้งต้นจากคำถามว่า “ระบบที่ดีควรเป็นอย่างไร” มากกว่ายอมรับสิ่งที่เป็นอยู่

การออกแบบระบบเพื่อความเสมอภาค มีความท้าทายทั้งในเชิงเทคนิค มาตรฐานทางสังคม และการเมือง เพราะทั้งมนุษย์และระบบต่างๆ มักต่อต้านการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นมุ่งเน้นความเป็นธรรมและการกระจายอำนาจ

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ คือ การวาง “นักเรียน” ไว้เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายหรือแนวปฏิบัติในโรงเรียนนักเรียนต้องมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและรูปแบบของการเรียนรู้

แนวคิดนี้ต่อยอดจากงานของ Charles Reigeluth และแนวทาง Human-Centered Design โดยเน้นการสร้าง “เจ้าของร่วม” ในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะนักเรียน พร้อมทั้งปลูกฝังให้โรงเรียนเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ที่มีวิธีคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ระบบการศึกษาควรเป็น และควรเปลี่ยนแปลง

องค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนแปลงระบบที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่

  • สร้างความเป็นเจ้าของร่วม: ทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักเรียน ต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
  • พัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้: โรงเรียนต้องเปิดรับการเรียนรู้ และปรับตัว อย่างต่อเนื่อง
  • เข้าใจและบริหารกระบวนการเปลี่ยนแปลง: ครูและผู้บริหารต้องเข้าใจหลักการออกแบบระบบ และจัดการการเปลี่ยนแปลงในบริบทของโรงเรียน
  • การออกแบบระบบเช่นนี้ เป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูปโรงเรียนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างอนาคตที่นักเรียนทุกคนมีบทบาทและศักยภาพสูงสุดในระบบการศึกษาที่เป็นธรรมและยั่งยืน
  • เยาวชนเป็นศูนย์กลาง ในกรอบการออกแบบระบบการศึกษาที่กว้างขึ้น แนวคิดที่โดดเด่นคือการวางเยาวชนเป็นศูนย์กลาง โดยยึดประสบการณ์ชีวิต ความฝัน และความซับซ้อนของเยาวชนเป็นแกนหลัก โรงเรียนต้องจัดสรรเวลาและพื้นที่ให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ทำวิจัย เสนอแนวทางนโยบาย และสื่อสารกับบุคลากรในโรงเรียนและเขตพื้นที่อย่างจริงจัง โดยคัดเลือกนักเรียนที่สะท้อนความหลากหลายและให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ด้อยโอกาสที่สุดในระบบ นอกจากนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายต้องพร้อมเปิดใจพูดคุยอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอำนาจ สิทธิพิเศษ อัตลักษณ์ และระบบที่กดขี่นักเรียน พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในสามด้านสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่ ความเสมอภาคทางการศึกษา และการวิจัยเชิงมีส่วนร่วม

อะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ TSV

TSV (Transformative Student Voice) ไม่ใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็นหรือการมีตัวแทนในกิจกรรมทั่วไป เช่น แบบสอบถามหรือกิจกรรมที่ผู้ใหญ่กำหนดหัวข้อ TSV ต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มนักเรียนแกนนำ ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในประเด็นที่ตนเองให้ความสำคัญ

ไม่ได้เพื่อสนับสนุนวาระ หรือเป้าหมายของผู้ใหญ่ แต่เพื่อการเปลี่ยนแปลงจากภายในของเยาวชนเอง เน้นการมีอำนาจร่วม และการสร้างพื้นที่ ที่ให้ความหมายต่อการเรียนรู้และการเติบโตทางสังคม   

TSV จึงเป็นมากกว่าการมีสิทธิเลือกหรือแสดงความคิดเห็น คือเป็นกระบวนการปลดปล่อยศักยภาพและเสียงของเยาวชนอย่างลึกซึ้งและเปลี่ยนแปลงระบบได้จริง

รู้ได้อย่างไร ว่า TSV ได้ผล

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทีมผู้เขียนได้ร่วมมือวิจัยกับเขตการศึกษาหลากหลายรูปแบบทั่วสหรัฐฯ เพื่อนำแนวคิด TSV ไปใช้จริงในโรงเรียน และศึกษาผลลัพธ์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยใช้วิธีสังเกตในชั้นเรียน สัมภาษณ์ กลุ่มสนทนา วิเคราะห์โครงการ YPAR และใช้แบบประเมินพฤติกรรมด้านจิตสำนึกทางสังคม (Critical Reflection), การมีส่วนร่วมทางการเมือง, ภาวะผู้นำ และการมีตัวตนทางชาติพันธุ์ พบว่า นักเรียนที่ร่วมใน TSV มีระดับการคิดวิเคราะห์และการมีส่วนร่วมทางสังคมสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วม และยิ่งเข้าร่วมหลายปี ยิ่งมีแนวโน้มลงมือทำเพื่อส่วนรวมมากขึ้น

หลักสูตร CCI ที่หนุน TSV ยังส่งผลดี ต่อความผูกพันกับโรงเรียน และพัฒนาการด้านอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของนักเรียน นักเรียนรู้สึกว่าโรงเรียนมีความหมายกับชีวิต และช่วยพัฒนาทักษะร่วมมือ รวมทั้งรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเพื่อความยุติธรรมทางสังคม ขณะเดียวกัน ครูที่ร่วมโครงการก็พัฒนาแนวคิดเรื่องอำนาจร่วม และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนมากขึ้น

แม้การเปลี่ยนแปลงระดับโรงเรียนจะเกิดยากกว่า แต่มีกรณีศึกษาที่แสดงว่า TSV ที่มีความต่อเนื่องสามารถเปลี่ยนวัฒนธรรมโรงเรียนให้ยุติธรรมและเข้าใจพัฒนาการของนักเรียนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามงานนี้ไม่เพียงเน้นผลลัพธ์ แต่ยังเปิดเผยความขัดแย้ง ความท้าทาย และข้อจำกัดของการปฏิรูปเชิงความเสมอภาคที่ขับเคลื่อนโดยนักเรียน ซึ่งมักท้าทายระบบอำนาจเดิมในโรงเรียน

กล่าวใหม่ได้ว่า ผลกระทบหรือผลสำเร็จของ TSV มี 2 แบบ คือผลสำเร็จในการพลิกโฉมระบบ กับผลสำเร็จด้านการเรียนรู้ความซับซ้อนของปัญหาสังคม     

บูรณาการสองแนว

งานด้าน TSV ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นที่ระดับชั้นเรียน แต่ผู้เขียนหนังสือ Transformative Student Voice ต้องการชวนผู้นำทางการศึกษาให้มองไกลกว่านั้น คือขับเคลื่อน “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ” ด้วยการ “บูรณาการ TSV ในแนวดิ่ง” (Vertical Integration) เพื่อให้เสียงของนักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของระบบในทุกระดับ ตั้งแต่ห้องเรียนไปถึง ระดับเขต และกระทรวง

การขยายแนวนอน (Horizontal Scaling) เช่น ขยายจำนวนครูที่ใช้ TSV หรือเพิ่มโครงการนักเรียน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การเปลี่ยนระบบจริง ต้องขยายแนวดิ่ง … ฝังคุณค่าของการมีส่วนร่วมของนักเรียนเข้าไปในโครงสร้างการบริหาร

เช่น ระดับคณะกรรมการเขต (Board) ควรมีตัวแทนนักเรียน ระดับผู้อำนวยการเขตการศึกษาควรมีการประชุมประจำกับนักเรียน ระดับฝ่ายวิชาการควรให้นักเรียนร่วมพัฒนาหลักสูตร มีส่วนในการจ้างครู ประเมินครู วางแผนพัฒนาวิชาชีพ และประเมินระดับของการมีอำนาจร่วมระหว่างครูกับนักเรียน

ในเขตขนาดใหญ่ อาจตั้ง “สำนักงานบริหารเสียงนักเรียน” (Student Voice Office) เขตขนาดกลางอาจมีผู้ประสานงาน TSV (Student Voice Coordinator) ส่วนเขตเล็ก ผู้นำโรงเรียนควรรับหน้าที่นี้เอง

เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ “เสียงของนักเรียน” กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างถาวรของระบบ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริม หรือแนวปฏิบัติของครูบางคน แต่เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของโรงเรียนและทั้งระบบการศึกษา

ความท้าทาย

ความท้าทายสำคัญของ TSV ไม่ใช่แค่เรื่องทรัพยากร เวลา หรือโครงสร้าง แต่คือ “ความไม่ไว้วางใจนักเรียน” ที่ฝังลึกในระบบการศึกษา ครูและผู้ใหญ่จำนวนมากยังเชื่อว่านักเรียนไม่พร้อม มีความกลัวว่าตนเองจะสูญเสียอำนาจหรือไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญอีกต่อไป ขณะที่ระบบโรงเรียนเองก็ออกแบบมาให้ควบคุมนักเรียนมากกว่าฟังเสียงนักเรียน

ในห้องเรียน TSV มักถูกขัดขวางโดยวิธีสอนแบบเดิมที่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง ไม่สอดคล้องกับการประเมินที่เน้นสอบเฉพาะด้านความรู้ และขาดการพัฒนาวิชาชีพที่สนับสนุนครู ส่วนระดับโรงเรียนและเขตมีปัญหาเรื่องเวลา ความต่อเนื่อง การเปลี่ยนนโยบายที่ช้า และความคิดแบบตัดสินนักเรียนจากมุมผู้ใหญ่ (Adultism) หรือมองว่านักเรียน “ขาด” ความสามารถมากกว่าเห็นศักยภาพ

จุดเปลี่ยนจึงอยู่ที่การ “เชื่อ” ในความเป็นมนุษย์และศักยภาพของนักเรียน

สรุปว่า TSV เป็น “เสียงพลิกโฉมระบบ” ของนักเรียน ที่ต้องผ่านกระบวนการหาข้อมูลหลักฐาน ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล และการตรวจสอบสะท้อนคิดหาความหมายร่วมกับภาคีที่หลากหลาย (ดังจะกล่าวถึงในบทต่อๆ ไป) ก่อนเอาไปนำเสนอต่อกลไกตัดสินใจ โดยเป็นที่ตระหนักว่า เป็นกิจกรรมที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องระยะยาว มีการรับงานต่อของนักเรียนรุ่นต่อรุ่น อาจผ่านภารกิจของนักเรียนหลายรุ่น กว่าจะส่งผลพลิกโฉมระบบตามเป้าหมาย โดยนักเรียน (และครู) ได้เรียนรู้และพัฒนาหลากหลายทักษะในเส้นทางของการฝึกปฏิบัติการ TSV ที่ส่งผลดีต้อการเรียนรู้ด้านวิชาการด้วย     

สามารถอ่านบทความ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1 ได้ที่นี่

พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม

Tags:

ระบบการศึกษาหนังสือศ.นพ.วิจารณ์ พานิชพลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษาTransformative Student Voice

Author:

illustrator

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และได้ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) ดำรงตำแหน่งกรรมการของหน่วยงานและมูลนิธิหลายแห่ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP5: การดำเนินการระดับเขตพื้นที่

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP4: แผนปฏิรูปโรงเรียน

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP3: เตรียมพร้อม

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP1: การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • BookEarly childhood
    พลังแห่งวัยเยาว์: ขอผู้ใหญ่ ‘อย่าเข้าไปยุ่ง’ เด็กเล็กควรเล่นอิสระมากกว่าฝึกฝน

    เรื่องและภาพ ณิชากร ศรีเพชรดี

‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ คุณธรรมที่เด็กออกแบบเองและพกกลับบ้านได้: โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)
Creative learning
7 September 2026

‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ คุณธรรมที่เด็กออกแบบเองและพกกลับบ้านได้: โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)

เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • จากโครงงานความดี สู่นวัตกรรม ‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ (CBK Good Bank) พื้นที่บันทึกความตั้งใจและการลงมือทำความดีในทุกๆ วัน ก่อนขยายผลจาก ‘โรงเรียน’ สู่ ‘บ้าน’ ด้วยแนวคิด ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’
  • ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนแต่ละห้อง สำรวจปัญหาใกล้ตัว หรือว่าความดีที่อยากทำ อีกทั้งเป็นพื้นที่ในการร่วมกันสร้างพฤติกรรมเชิงบวกที่มองเห็นได้ โดยเปลี่ยนจากคำสอนลอยๆ ให้กลายเป็น คุณธรรมอัตลักษณ์ (Identity Morals) และ พฤติกรรมบ่งชี้เชิงบวก (Key Behavior Indicators)
  • ‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ จึงไม่ได้เป็นเพียงสมุดบันทึกความดีธรรมดา แต่มีกระบวนการในการพัฒนาคุณธรรมให้กับเด็กๆ ทำให้เห็นถึงความตั้งใจ และเห็นการเปลี่ยนแปลงจากการทำความดีทีละเล็กทีละน้อย ท้ายที่สุดแล้วพฤติกรรมเชิงบวกที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นนิสัยติดตัวเด็กๆ ไปตลอด 

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนโลกไปอย่างรวดเร็ว บทบาทของสถานศึกษาหรือโรงเรียน นอกจากการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีทักษะความรู้รอบด้านแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรทำควบคู่กันไปก็คือ การพัฒนาจิตใจและจริยธรรม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อสิ่งยั่วยุ และเสริมคุณลักษณะของเด็กให้พร้อมที่จะเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคม

จากแนวคิดสู่แนวทางการสนับสนุนให้สถานศึกษาออกแบบการเรียนรู้เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้ ‘โครงการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม’ โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมกว่า 500 โรงเรียน และหนึ่งในต้นแบบสถานศึกษาที่พิสูจน์ว่าพลังความดีสามารถส่งต่อได้ ก็คือ โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี 

โรงเรียนแห่งนี้ได้ออกแบบการเรียนรู้ผ่านโครงงานความดี โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทั้งโรงเรียน จนได้นวัตกรรม ‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ (CBK Good Bank) พื้นที่บันทึกความตั้งใจและการลงมือทำความดีในทุกๆ วัน ก่อนขยายผลจาก ‘โรงเรียน’ สู่ ‘บ้าน’ ด้วยแนวคิด ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ เพื่อเป็นการหล่อหลอมให้เด็ก ครอบครัว และชุมชน ร่วมกันก้าวเดินบนวิถีแห่งโรงเรียนคุณธรรม ร่วมกันสร้างสังคมที่น่าอยู่และยั่งยืนอย่างแท้จริง

ครูอรรถพร ฟักแฟง และ ครูทองหลั่น เวียนนอก โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)

จุดเริ่มต้นจากปัญหาเล็กๆ สู่การลงมือทำจริง 

เส้นทางสู่โรงเรียนคุณธรรมของโรงเรียนชุมชนบ้านกลับ เริ่มจากการมองเห็นปัญหาที่เด็กยังขาดระเบียบวินัยและความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นของเล่นที่กระจัดกระจายหลังเลิกเล่น รองเท้าที่วางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ หรือเศษขยะที่บดบังความสะอาดในพื้นที่ส่วนรวม กลายมาเป็นโจทย์สำคัญที่คุณครูไม่ได้เลือกที่จะแก้ไขด้วยการออกคำสั่งหรือทำโทษ หากแต่ใช้ ‘โครงงานความดี’ เป็นเครื่องมือที่ชวนเด็กๆ คิด วิเคราะห์ และมองเห็นผลกระทบจากพฤติกรรมเหล่านั้นด้วยตนเอง จนนำมาสู่การลงมือแก้ปัญหา ที่ขับเคลื่อนโดยตัวนักเรียนเอง ควบคู่ไปกับการมี ‘สมุดธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ (CBK Good Bank) เป็นพื้นที่บันทึกความตั้งใจและการลงมือทำในทุกๆ วัน เปลี่ยนหน้าที่ที่น่าเบื่อให้กลายเป็นความภาคภูมิใจที่พวกเขาสามารถสัมผัสได้จริง

“จุดเริ่มต้นของเรานะคะ เราไม่ได้มองว่าเด็กนักเรียนเป็นเด็กไม่ดี แต่เรามองว่าจะพัฒนาเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างไร อย่างเด็กเล็กๆ น้องอนุบาลเราอยากจะฝึกให้เขาเก็บของเป็นระเบียบ ในระดับประถมเราต้องการให้เขาเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย ส่วนพี่ระดับมัธยมเราต้องการให้เขามีภาวะผู้นำ มีจิตอาสา มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และมีความตระหนัก รักท้องถิ่น โรงเรียนของเราต้องการพัฒนาส่งเสริมคุณธรรมให้กับนักเรียนทุกคน แต่ถ้าเราทำเฉพาะในโรงเรียนมันจะไม่เกิดความยั่งยืน เราอยากจะให้ทุกคนมีส่วนร่วมโดยโรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครองร่วมมือกันส่งเสริมการทำความดีของเด็กๆ เน้นย้ำว่าไปในทิศทางเดียวกันค่ะ”

ครูทองหลั่น เวียนนอก โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) หนึ่งในครูผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนคุณธรรม กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการบ่มเพาะคุณธรรมให้กับเด็กๆ

“เราเชื่อว่า การทำความดี ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมเพียงกิจกรรมเดียว หรือจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องร่วมมือกันทั้งผู้บริหาร คุณครู ตัวนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ที่จะส่งต่อความดีเล็กๆ ของเด็กไปในทิศทางเดียวกัน นำมาร้อยเรียงกันและเชื่อมโยงความดีเข้าด้วยกันค่ะ” 

ในการออกแบบการเรียนรู้ ‘โครงงานความดี’ โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) ใช้แนวทาง 4+6 โมเดล ของมูลนิธิยุวพัฒน์ เป็นกรอบในการพัฒนาคุณธรรมของโรงเรียนทั้งระบบ โดยปรับให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนกลายเป็น ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนแต่ละห้อง สำรวจปัญหาใกล้ตัว หรือว่าความดีที่อยากทำ อีกทั้งเป็นพื้นที่ในการร่วมกันสร้างพฤติกรรมเชิงบวกที่มองเห็นได้ โดยเปลี่ยนจากคำสอนลอยๆ ให้กลายเป็น คุณธรรมอัตลักษณ์ (Identity Morals) และ พฤติกรรมบ่งชี้เชิงบวก (Key Behavior Indicators) 

ทั้งนี้ คุณธรรมอัตลักษณ์ที่โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) กำหนดเป็นเป้าหมายในการส่งเสริมให้เด็กมี 6 อย่างด้วยกัน ได้แก่ วินัยดี มีความรับผิดชอบ รอบคอบจิตอาสา นำพาความซื่อสัตย์ ปฏิบัติความพอเพียง และคู่เคียงกตัญญู

ครูอรรถพร ฟักแฟง โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) หนึ่งในครูผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนคุณธรรม เล่าต่อว่า 

“นักเรียนแต่ละห้องเรียนของเราจะมีปัญหาและวิธีการแตกต่างกันไป อย่างเช่น ชั้นป.3 ก็ทำโครงงานเรื่องเดินดีชีวีปลอดภัยขึ้นมา ครูหลายๆ ท่านน่าจะเจอปัญหาคล้ายๆ กันใช่ไหมคะ นั่นคือ ลูกๆ เด็กๆ ของเราวิ่งบนอาคารเรียน พอจะเดากันได้ไหมคะว่า เหตุการณ์ต่อไปคืออะไรคะ ลื่น ล้ม ตกบันได และสุดท้ายโดนคุณครูดุด้วย เด็กๆ ก็เลยคิดแก้ปัญหาตรงนี้ขึ้นมา แล้วก็ผลลัพธ์ของเขาก็เป็นที่น่าพึงพอใจค่ะ”

อีกหนึ่งตัวอย่างโครงงานในระดับประถมศึกษาที่น่าสนใจ เช่น ‘นี่ของฉัน…นั่นของเธอ’ สร้างวินัยและคุณธรรมพื้นฐานผ่านการให้นักเรียนรู้จักแยกแยะของของตัวเองและของของผู้อื่น ไม่หยิบของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง 

ทั้งนี้ครูทองหลั่นกล่าวเสริมว่า “สิ่งสำคัญเลยนะคะ เราไม่ได้นับที่จำนวนโครงงานที่เกิดขึ้นหรือว่าชื่อกิจกรรมโครงงานที่สวยงาม แต่เราอยากให้นักเรียนได้เรียนรู้ว่า ปัญหาที่เขาพบ เขามีวิธีการแก้ไขอย่างไร และเมื่อแก้ไขแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง รวมไปถึงความดีที่เขาอยากทำเขาจะทำอะไร และทำอย่างไร”

ส่งต่อความดีจาก ‘โรงเรียน’ สู่ ‘บ้าน’ 

จากโจทย์ที่โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์) เห็นร่วมกันว่า ทำอย่างไรให้การทำความดี เกิดขึ้นได้ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน? เกิดเป็น ‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ (CBK Good Bank) ซึ่งเป็นตัวช่วยเชื่อมเรื่องราวการทำความดีของเด็กๆ ส่งต่อการทำความดีจากโรงเรียนสู่บ้าน และเปลี่ยนนามธรรมของคำว่า ‘ความดี’ ให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ผ่านสมุดความดีและโครงงานที่เด็กๆ ร่วมใจกันทำ 

ครูอรรถพร เล่าว่า “ถ้านักเรียนหยุดอยู่แค่ห้องเรียน ไม่ได้ส่งต่อกลับไปยังที่บ้าน พอกริ่งดังปุ๊บ ความดีที่เขาทำอาจจะหยุดลงแค่ที่โรงเรียน แต่ที่โรงเรียนเรามีวงจรความดี วิถีบ้านกลับ โดยนักเรียนก็จะเกิดความคิด คิดอะไร คิดที่จะแก้ไขปัญหา หรือคิดพัฒนาค่ะ ต่อไปเมื่อเจอปัญหาแล้ว คิดแล้วก็ลงมือทำค่ะ เมื่อลงมือทำเกิดการบันทึก รับรอง ชื่นชม สุดท้ายความดีนั้นก็จะส่งต่อให้คนอื่นรับรู้ และสร้างแรงบันดาลใจต่อไปค่ะ”

โดยสมุดบันทึกความดี เป็นการสร้างแรงจูงใจเชิงบวก เก็บสะสมดอกเบี้ยความดี สามารถถอนความดีออกมาแลกเป็นเกียรติบัตร หรือรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้นักเรียน และเมื่อกลับบ้านพ่อแม่ผู้ปกครองร่วมสังเกตและบันทึกการทำความดีที่บ้าน เช่น ช่วยทำงานบ้าน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ทุกการทำดีมีความหมายและมีคนมองเห็น และสนับสนุนการทำความดีของลูก เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น รวมถึงร่วมทำสิ่งนั้นไปพร้อมๆ กันกับลูก 

‘ธนาคารความดี วิถีบ้านกลับ’ จึงไม่ได้เป็นเพียงสมุดบันทึกความดีธรรมดา แต่มีกระบวนการในการพัฒนาคุณธรรมให้กับเด็กๆ ทำให้เห็นถึงความตั้งใจ และเห็นการเปลี่ยนแปลงจากการทำความดีทีละเล็กทีละน้อย ท้ายที่สุดแล้วพฤติกรรมเชิงบวกที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นนิสัยติดตัวเด็กๆ ไปตลอด 

“จากการทำงานผ่านวงจรความดี วิถีบ้านกลับ เด็กๆ ที่นี่ไม่ได้รอให้ครูบอกอย่างเดียว แต่เด็กๆ จะคอยสังเกตและเข้าไปช่วยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง นักเรียนของเราได้มีพื้นที่ในการคิด เลือก และลงมือทำความดีด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาบังคับเขาเลย ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจ แล้วก็ได้รับการยอมรับจากเพื่อน คุณครู แล้วก็ผู้ปกครอง เกิดเป็นวิถีในการทำความดี”

นอกจากนี้ คุณครูยังได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักเรียน โดยใช้การเสริมแรงเชิงบวก เพื่อสร้างบรรยาการที่ปลอดภัยและเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ เช่น การชื่นชมที่ความพยายาม เน้นชมความตั้งใจและวิธีการมากกว่าผลลัพธ์ รวมถึงไม่จับผิด แต่พยายามมองหาพฤติกรรมดีๆ เพื่อสร้างกำลังใจในการทำความดี 

“สำหรับคุณครู โรงเรียนของเรามีนวัตกรรมที่สามาถพัฒนานักเรียนได้อย่างเป็นระบบด้วย และเราก็พยายามปรับเปลี่ยนมายเซ็ตคุณครูให้มองที่พฤติกรรมเชิงบวก อย่างเช่น นักเรียนทำไมไม่ใส่รองเท้า นักเรียนคะทำไมวันนี้นักเรียนไม่ต่อคิวรับอาหารคะ เราก็จะเปลี่ยนมายเซ็ตคุณครูค่ะ เป็นพฤติกรรมเชิงบวกของนักเรียนแทน อย่างเช่น วันนี้น่ารักจังเลยค่ะ ใส่รองเท้าไม่เหยียบส้นด้วย วันนี้เดินต่อแถวเหมือนมดเลย อันนี้ก็จะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่จะช่วย เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาความดีของเด็กๆ ค่ะ”

เพราะทุกครั้งที่การทำความดีถูกมองเห็นและได้รับการชื่นชม เครือข่ายความดีจะถูกเชื่อมต่อและขยายออกไปเรื่อยๆ ตามแนวคิด ‘วงจรความดี วิถีบ้านกลับ’

บทความนี้ เรียบเรียงจากงาน Show & Share เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘บนเส้นทางสร้างคนดี สู่สังคมที่ยั่งยืน’ ห้องที่ 3: เพาะพันธุ์คนดี ‘การบูรณาการคุณธรรมสู่การเรียนรู้และวิถีชีวิตในสถานศึกษา’ นำเสนอโดย ครูทองหลั่น เวียนนอก และ ครูอรรถพร ฟักแฟง โรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)

Tags:

การปรับพฤติกรรมเด็กเชิงบวกความดีโรงเรียนชุมชนบ้านกลับ(สราญราษฎร์)โรงเรียนคุณธรรม

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Related Posts

  • positive-parenting-nologo
    Adolescent Brain
    Positive Parenting: เลี้ยงลูกด้วย ‘จิตวิทยาเชิงบวก’ เสริมสร้างสมองที่แข็งแกร่ง

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • School mental health-2
    Social Issue
    ‘รอคอยไม่ได้ เครียดเบื่อหน่าย กลั่นแกล้งกัน ไม่มีเพื่อน’ สัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพจิตของเด็กวัยว้าวุ่น: พญ.ศุทรา เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Creative learning
    ‘บอร์ดเกม’ เปลี่ยนห้องเรียนแสนน่าเบื่อให้กลายเป็นสนามสนุกคิด: โรงเรียนวัดวังเรือน จังหวัดพิจิตร

    เรื่อง The Potential

  •  The Road: ถึงโลกล่มสลาย…แสงสว่างยังอยู่ในใจเธอเสมอ

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Family Psychology
    เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก พ่อแม่จะการประคองอารมณ์ตัวเองและอารมณ์ลูกอย่างไร

    เรื่อง The Potential ภาพ PHAR

We Need To Talk About Kevin: บางที ‘ปีศาจ’ อาจเป็นเพียงเด็กหลงทางที่ใช้ความรุนแรงเรียกร้องความรักจากแม่
Playground
4 September 2026

We Need To Talk About Kevin: บางที ‘ปีศาจ’ อาจเป็นเพียงเด็กหลงทางที่ใช้ความรุนแรงเรียกร้องความรักจากแม่

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • We Need To Talk About Kevin เป็นภาพยนตร์แนวจิตวิทยาระทึกขวัญที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Lionel Shriver บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ ‘อีวา’ แม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวด หลัง ‘เควิน’ ลูกชายของเธอก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการสังหารหมู่ในโรงเรียนอย่างเลือดเย็น
  • ตัวหนังใช้การเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ตั้งแต่ช่วงเวลาที่อีวาตั้งท้องโดยไม่พร้อม พฤติกรรมอันผิดปกติของลูกชายที่ค่อยๆ ก่อตัว ไปจนถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนและกระอักกระอ่วนระหว่างแม่ลูกที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
  • หัวใจของภาพยนตร์จึงไม่ใช่การหาเหตุผลว่า “ทำไมเควินถึงกลายเป็นฆาตกร” หากแต่เป็นการชำแหละความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวระหว่างแม่กับลูก และพาเราไปสัมผัสกับ ‘ตราบาป’ อันหนักอึ้งที่อีวาต้องแบกรับไปตลอดชีวิต

“มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมสัญชาตญาณความเป็นแม่จริงหรือ? หรือความจริงแล้ว…ความรักของแม่ไม่ใช่สิ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นพันธะหน้าที่ที่สังคมบังคับให้ต้องมี”

หนึ่งในคำถามที่ผุดขึ้นในใจระหว่างรับชม We Need To Talk About Kevin ภาพยนตร์จิตวิทยาระทึกขวัญ ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ Lionel Shriver บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ ‘อีวา’ แม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวด หลัง ‘เควิน’ ลูกชายวัย 15 ปีของเธอก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการสังหารหมู่ในโรงเรียนอย่างเลือดเย็น

ต้องยอมรับว่านี่คือภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องในชีวิตที่ผมขอรับชมเพียงแค่ครั้งเดียว ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นหนังที่แย่ แต่มันสร้างความหดหู่และทำให้ผมถึงกับ ‘ซึม’ ไปหลายวัน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นก็ตาม

ตัวหนังเลือกเล่าเรื่องแบบตัดสลับไปมาระหว่าง ‘อดีต’ อันขมขื่น กับ ‘ปัจจุบัน’ ที่พังทลาย 

ภาพของอีวาในปัจจุบันที่ต้องทาสีบ้านใหม่เพื่อลบสีแดงที่ถูกคนในชุมชนสาดใส่ คือภาพแทนของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับ ‘ตราบาป’ จากการเป็นแม่ของฆาตกร การถูกสังคมพิพากษาตราหน้าจนแทบไร้ที่ยืน และการต้องใช้ชีวิตแต่ละวันราวกับเป็นนักโทษนอกเรือนจำ เพราะไม่ว่าเธอจะถูกนินทา ก่นด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือถูกใช้กำลังต่อร่างกายและทรัพย์สิน อีวาก็จะก้มหน้ายอมรับ ไม่ปริปากบ่น พร้อมมองว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรแล้วกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น 

เหมือนกับฉากสั้นๆ ที่เธอถูกผู้เผยแผ่ศาสนาถามว่า รู้ไหมว่าจะไปอยู่ที่ไหนในชีวิตหลังความตาย? ซึ่งอีวาตอบกลับแทบจะในทันทีว่า “รู้สิ แน่นอนอยู่แล้ว ฉันกำลังจะดิ่งตรงลงไปในนรก ถูกจองจำและหมกไหม้ไปชั่วกัลปวสาน ฉันต้องรับโทษทัณฑ์ทั้งหมดนั่นแหละ ขอบคุณที่ถามนะ…โอเคไหม?” 

ความเจ็บปวดทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า ตราบาปที่อีวาต้องแบกรับเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่? ซึ่งผมขอออกตัวก่อนว่าเราไม่อาจชี้นิ้วไปที่เหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ว่าเป็นเพราะตัวเควินเป็นปีศาจมาเกิด เป็นเพราะการเลี้ยงดูของคนเป็นแม่ หรือเป็นเพราะสภาพแวดล้อมและสังคม เพราะสุดท้ายแล้วเควินก็คือส่วนผสมของทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด โดยเฉพาะส่วนผสมสำคัญที่เรียกว่า ‘ความรักของแม่’ ที่ผมอยากจะนำมาแลกเปลี่ยนกับทุกคน 

ความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวและนรกในใจของอีวาไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เกิดเหตุสังหารหมู่ หากแต่มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่วันแรกที่เธอตั้งท้องโดยไม่พร้อม จากสาวนักเขียนชีพจรลงเท้าผู้หลงใหลในการเดินทาง การมีลูกจึงไม่ต่างจากการโดนยึดอิสรภาพ แถมยังต้องบอกลางานที่รักเพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ความเครียดและความรู้สึกปฏิเสธลึกๆ จึงเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งผมเชื่อว่าลูกในท้องก็สามารถสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของแม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก 

สิ่งที่น่าเห็นใจอีวาอย่างที่สุด คือเควินเป็นเด็กเลี้ยงยากราวกับพระเจ้าตั้งใจจะลงโทษเธอ สมัยเป็นทารกเขามักจะแผดเสียงร้องไม่หยุดไม่หย่อนจนเธอแทบสติแตก ด้วยเหตุนี้ทำให้เธอแก้ปัญหาแบบผิดๆ ด้วยการเข็นรถลูกไปจอดข้างๆ ไซต์งานก่อสร้าง เพียงเพื่อให้เสียงเครื่องจักรกลบเสียงร้องนั้น ต่างกับเวลาที่อยู่ในอ้อมกอดพ่อ…เควินกลับสงบเรียบร้อยและไม่เคยอาละวาดเลยสักครั้ง

ผมชอบความเห็นของนักวิจารณ์ต่างประเทศท่านหนึ่งที่บอกว่า “We Need To Talk About Kevin เป็นเรื่องราวสยองขวัญของแม่ หรืออีกนัยหนึ่งคือเรื่องราวสยองขวัญเกี่ยวกับความเป็นแม่” เพราะหากการแผดร้องของทารกเป็นเรื่องปกติทั่วไปก็คงพอทำใจยอมรับได้ แต่หลังผ่านพ้นช่วงทารก เควินก็เริ่มตอกย้ำให้ผู้ชมเชื่อว่าเขาคนนี้คือฝันร้ายของคนเป็นแม่จริงๆ

ในวัยที่เด็กๆ เริ่มสื่อสารด้วยภาษา เควินกลับเงียบเฉยจนอีวาคิดกังวลไปต่างๆ นานา ว่าลูกมีปัญหาด้านการได้ยินหรืออาจเป็นออทิสติก ทว่าเมื่อพาไปพบแพทย์ ผลตรวจกลับชี้ชัดว่าเควินสมบูรณ์ปกติดีทุกประการ ทำให้หลังจากวันนั้น อีวายิ่งทวีความสงสัยในตัวลูก กระทั่งครั้งหนึ่งที่เธอเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้เป็นอย่างมาก ถึงขั้นพูดต่อหน้าลูกชัดๆ ว่า 

“ก่อนจะมีเจ้าเควินตัวน้อยน่ะ แม่มีความสุขมากเลย รู้หรือเปล่า ตอนนี้ ทุกเช้าที่แม่ตื่นขึ้นมา แม่ก็อยากจะไปอยู่ที่ฝรั่งเศส” 

ไม่ว่าเควินจะได้ยินแล้วจะแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ หรือฟังไม่ออกจริงๆ สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อคือ ‘สายตา’ ของอีวาได้ส่งตรงความรู้สึกนั้นไปยังก้นบึ้งของหัวใจลูกแล้วว่า…เขาคือความผิดหวังและไม่ได้เป็นที่ต้องการของแม่ 

พอเควินเริ่มพูดได้ อีวาก็พบว่าลูกชายกวนประสาทเธออย่างชาญฉลาดมากขึ้น ต่อหน้าพ่อทำตัวเป็นเด็กดี แต่ลับหลังเวลาอยู่กับเธอ เควินจะชอบทำให้บ้านเลอะเทอะไปด้วยคราบอาหาร การพ่นสีทำลายผนังห้องส่วนตัวของแม่ (ขณะที่พ่อมองว่าเป็นธรรมดาของเด็กผู้ชายหลายบ้าน) หรือแม้กระทั่งฉากชวนคิด อย่างการที่เควินจงใจขับถ่ายใส่ผ้าอ้อมที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่สดๆ พร้อมจ้องหน้าแม่ด้วยสายตาที่ท้าทาย จนทำให้อีวาฟิวส์ขาดและเหวี่ยงตัวเควินด้วยความโมโหจนเขาแขนหัก 

ในฉากนี้ อาจมองได้ว่าเควินตั้งใจยั่วโมโหแม่ เรียกร้องความสนใจ หรือเขาอาจใช้อุจจาระเป็น ‘อาวุธเชิงอำนาจ’ ในการควบคุมแม่ เพราะสำหรับเด็กทั่วไป การหัดกลั้นหรือฝึกขับถ่ายอย่างเป็นที่เป็นทางคือการเรียนรู้ระเบียบ แต่สำหรับเควิน การขับถ่ายคล้ายเป็น ‘อาวุธเดียว’ ที่เขาสามารถใช้ควบคุมอารมณ์ของแม่ได้ ยิ่งเขารู้ว่าสิ่งนี้ทำให้แม่เสียสมาธิและหันมาสนใจเขาได้ทันที เขาจึงใช้มันเป็นเครื่องมือในสงครามประสาท ทั้งที่ตกดึกคืนนั้น เควินสามารถลุกไปเข้าห้องน้ำได้เองเป็นครั้งแรกโดยไม่มีใครสอนอีกด้วย

นอกจากนี้ผมยังอดสงสัยไม่ได้ในฉากที่พ่อถามเควินด้วยความตกใจที่เห็นลูกใส่เฝือก ทว่าเควินกลับโกหกพ่อเพื่อปกป้องแม่ในทำนองว่าเป็นเขาที่พลาดตกลงพื้นระหว่างเปลี่ยนผ้าอ้อม เพราะมุมหนึ่งจะมองว่าเควินปกป้องแม่ด้วยความรักก็ได้ หรือจะมองในมุมดาร์กๆ ก็ได้เช่นกันว่ามันคือการแบล็คเมลทางอารมณ์ระหว่างเขากับแม่ และเป็นสัญลักษณ์ของการถือไพ่เหนือกว่าของเควิน…ทำให้แม่ติดอยู่ในกับดักของความรู้สึกผิดตลอดไป 

เพราะไม่ว่าหลังจากนั้นเขาจะกวนประสาทหรือทำร้ายจิตใจเธอแค่ไหน อีวาก็จะไม่กล้าตอบโต้ราวกับต้องการชดใช้หนี้บางอย่างให้กับเควิน…แม้กระทั่งฉากสลับที่ตัดมายังภาพของเควินในเรือนจำ เขาก็ยังคงเอานิ้วลูบไล้และชี้ไปยังแผลเป็นที่แขนและบอกกับแม่ว่า 

“ความจริงใจที่สุดที่แม่มอบให้ผมยังไงล่ะ แม่รู้ไหมว่าเขาฝึกแมวอึยังไง เขาจะเอาจมูกของมันจิ้มไปที่อึของตัวมันเอง มันไม่ชอบ มันเลยต้องมีกระบะทราย”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ การถูกแม่มองด้วยสายตาเอือมระอา การถูกดุ ถูกทำร้ายร่างกาย และการถูกเมินเฉย ล้วนสั่นคลอนพัฒนาการรากฐานของเควินเป็นอย่างมาก เพราะในช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 7 ขวบ เด็กจะเรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส การลงมือทำ และการลอกเลียนแบบอารมณ์พฤติกรรมของผู้ใหญ่ มากกว่าการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล 

ถึงตรงนี้ต้องย้ำอีกครั้งว่า เรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าผ่าน ‘มุมมองของอีวา’ ผมจึงไม่ได้เชื่อสิ่งที่เธอถ่ายทอดทั้งหมด เพราะมันอาจเป็นการตีความตามอคติในใจ พูดให้ง่ายขึ้นคือถ้าเรื่องนี้ถูกเล่าผ่านสายตาของคนเป็นพ่อ เราก็อาจได้เห็นหนังคนละม้วน 

เมื่อความคิดว่า ‘ลูกคือภาระ’ ถูกฝังลงในใจตั้งแต่แรก สายตาที่อีวามองลูกจึงอาจบิดเบือนไปตามความเชื่อนั้น เพราะแม่ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง 

ในหลายฉากผมยอมรับว่าแอบเห็นใจเควิน โดยเฉพาะการที่แม่คิดว่าเขามองเธอด้วยสายตากวนประสาทมาตลอดชีวิต อาจเพราะชีวิตจริงในวัยเด็กของผมเองก็ถูกพ่อแม่ตีบ่อยๆ ด้วยเรื่องนี้ ทั้งที่ในใจผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิด…ที่ผมมอง เพราะผมต้องการความรัก อยากเรียกร้องการยอมรับและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเหมือนกับที่พ่อแม่มีให้กับพี่น้องของผม และบางครั้งผมเพียงพยายามจะอ่านอารมณ์ของพวกเขาผ่านสายตาต่างหาก แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่มักไม่เคยรับฟังเหตุผลนั้น แถมยังหาว่าผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

การที่เควินไม่เข้าใจตัวเอง เขาจึงชอบสร้างปัญหาเพื่อเรียกร้องความสนใจ แม้รู้ทั้งรู้ว่าเขาจะถูกด่าหรืออาจถูกตี แต่อย่างน้อยที่สุด เวลาที่ก่อเรื่อง แม่ก็มักจะหันมามองเขา เพราะในเวลาอื่น แม่ก็มักจะหมกมุ่นอยู่กับงาน…หลังจากที่เธอมีโอกาสได้กลับมาทำอาชีพที่รักอีกครั้ง 

ความสัมพันธ์อันน่าหวาดระแวงนี้ถูกท้าทายยิ่งขึ้น หลังอีวาตั้งท้องอีกครั้ง เธอพยายามโน้มน้าวให้เควินดีใจที่จะมีเพื่อนเล่น และบอกเขาว่าถ้าชินแล้วก็จะรู้สึกชอบน้องไปเอง แต่เควินกลับช็อตฟีลแม่อย่างเจ็บแสบว่า

“การที่เราคุ้นเคยกับอะไรสักอย่าง ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องชอบมันสักหน่อย เหมือนแม่ที่คุ้นเคยกับผมไง” 

หลังจาก ‘ซีเลีย’ น้องสาวลืมตาดูโลก เควินก็แสดงความผิดปกติทางจิตอย่างชัดเจน โดยแฟนภาพยนตร์บางส่วนมองว่าเขามีอาการของ ‘โรคไซโคพาธ’ (Psychopath) หรือโรคบุคลิกภาพผิดปกติที่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ต่อต้านสังคม ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และยึดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง เขาไม่เคยแสดงความรักต่อน้องเลย แถมยังคอยด่าทอ กลั่นแกล้ง และเป็นต้นเหตุให้น้องสาวต้องสูญเสียดวงตาจนต้องใส่ตาเทียม พร้อมเอ่ยคำพูดสุดชิลหลังจากที่พ่อกับแม่บอกให้เขาช่วยดูแลน้องเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า 

“ทำไมอ่ะ…นี่แปลว่าพ่อจำตอนเด็กไม่ได้สิเนี่ย ซีเลียแค่ต้องรับมันให้ได้น่ะ”

หากมองให้ลึกเข้าไปในกรณีนี้ ผมสังเกตถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า อีวาตั้งท้องเควินในขณะที่เธอไม่พร้อม ทั้งยังไม่เคยมีประสบการณ์ของการเป็นแม่มาก่อน เธอจึงเลี้ยงเควินราวกับภาระที่จำใจต้องแบกรับ ผ่านสายตาและท่าทีที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก ต่างจากน้องสาวที่ถือกำเนิดขึ้นในวันที่เธอ ‘พร้อม’ เป็นแม่เต็มตัว ทำให้เควินยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำว่ายังไงซะ…เขาก็เป็นลูกที่แม่ไม่รักและไม่เคยต้องการ

นอกจากนี้ สิ่งที่ผมแปลกใจมากๆ คือแม้อีวาจะออกอาการปกป้องลูกสาวจากเควินด้วยความหวาดระแวง แต่เธอกลับไม่เคยพาลูกชายไปพบจิตแพทย์เลยสักครั้ง ตรงนี้อาจจะมองได้ว่าเธอเคยปรึกษากับสามี แต่สามีกลับรู้สึกว่าเธอมีอคติและจับผิดเควินมาโดยตลอด เขาจึงเหน็บแนมภรรยาด้วยคำพูดว่า

“ตอนแรกก็ว่าลูกร้องมากไป แล้วก็ไม่ค่อยพูด แถมยังพูดแต่ภาษาตัวเองอีกต่างหาก มันน่ารำคาญมาก จากนั้นก็มีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำอีก เด็กคนอื่นไม่เห็นเป็นเลย เห็นไหม มันเหมือนเป็นความแค้นส่วนตัวเลย”

เมื่อพ่อกับแม่ต่างปล่อยผ่านในเรื่องดังกล่าว ท้ายที่สุดเหตุการณ์ก็นำพาเควินไปถึงจุดที่เขาก่อเหตุสะเทือนขวัญในลักษณะวางแผนเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยเควินไม่ได้เพียงก่อเหตุสังหารหมู่ในโรงเรียน เพราะก่อนจะเดินทางออกจากบ้าน เขาก็ได้ปลิดชีพพ่อและน้องสาวของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

โศกนาฏกรรมครั้งนั้นพรากทุกอย่างไปจากอีวา ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ว่า ทั้งหมดนี้คือผลผลิตจากความผิดปกติทางจิตของเด็ก หรือบาดแผลจากความเย็นชาที่เขาได้รับจากคนเป็นแม่กันแน่? 

ในมุมของผม ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม่คือ ‘จำเลยคนสำคัญ’ ที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อเหตุสะเทือนขวัญ การถือกำเนิดจากความไม่ต้องการ และการเติบโตผ่านสายตาที่ถูกมองเป็นภาระ ล้วนส่งผลกระทบต่อความคิด จิตใจ และบุคลิกภาพของเด็กได้เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ 

ทว่าสิ่งที่สะเทือนใจที่สุด คือฉากสุดท้ายของเรื่อง เมื่ออีวาเดินทางไปเยี่ยมเควินที่เรือนจำเยาวชนในวาระครบรอบ 2 ปี ก่อนที่เขาจะถูกส่งย้ายไปขังยังคุกผู้ใหญ่ เธอถามลูกชายตรงๆ ว่าทำไมถึงทำแบบนั้น ทว่าเควินผู้เคยอวดดีกลับตอบด้วยสายตาอันสับสนว่า “ผมเคยคิดว่ารู้ครับแม่…แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจแล้ว” ซึ่งผมมองว่าคำตอบนี้สลัดภาพ ‘ปีศาจโดยกำเนิด’ ของเควินหลุดออกไปทันที เพราะหากเขาเป็นโรคจิตไร้หัวใจโดยสมบูรณ์ เขาจะไม่เกิดความสับสนหรือกลัวอนาคตเลย แต่ความสับสนนี้เผยให้เห็นว่า เกราะป้องกันตัวอันโหดร้ายที่เขาสร้างมาตลอดชีวิต กำลังพังทลายลงเมื่อเขาต้องก้าวเข้าสู่โลกผู้ใหญ่โดยไม่มี ‘แม่’ ให้เขายั่วโมโหอีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น คำตอบของเควินทำให้เราได้เห็นว่า แท้จริงแล้วเขาก็อาจเป็นเพียงเด็กหลงทางที่ใช้ความรุนแรงเรียกร้องความรักจากแม่ และในวินาทีนั้นเอง อีวาไม่ได้แสดงท่าทีของการผลักไสไล่ส่งเขาอีกต่อไป เธอเพียงแค่อ้าแขนโอบกอดลูกชายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งผมรู้สึกว่า มันอาจเป็นสัญชาตญาณความเป็นแม่ของอีวาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น หรือไม่ก็อาจเป็นอ้อมกอดของแม่ที่ตั้งใจเยียวยาบาดแผลของกันและกัน…แม้ในวันที่ทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว

Tags:

ความสัมพันธ์ครอบครัวwe need to talk about kevinความรุนแรง

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • love-hate-relationship-nologo
    Relationship
    Love-Hate Relationship: จะอยู่อย่างไรให้ไหว เมื่อคนในครอบครัวคือคนที่ทั้งรักและเกลียด?

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Ghostlight: การสูญเสียจะตามหลอกหลอนจนกว่าจะถึงเวลาเผชิญหน้ากับมัน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Modern love : ไม่จำเป็นต้องลืมคนเก่า-ถูกแทน หัวใจเรารักได้มากกว่านั้น

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Relationship
    Asexual ชีวิตที่อยู่นอกกรอบเรื่องรักใคร่

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Movie
    Yes Day: ขอให้มีสักวันที่แม่จะไว้ใจและให้พื้นที่อิสระพอที่เราจะใช้ชีวิตในแบบของตนเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

‘ครูพลอย พิชัยยา’ ครูที่มีอยู่จริงของเด็กปฐมวัย ผู้เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้กลายเป็นฐานทุนชีวิต
Creative learningUnique Teacher
2 September 2026

‘ครูพลอย พิชัยยา’ ครูที่มีอยู่จริงของเด็กปฐมวัย ผู้เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้กลายเป็นฐานทุนชีวิต

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • ครูพลอย พิชัยยา แห่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 จ.เชียงราย ใช้ประสบการณ์กว่า 30 ปี เปลี่ยนกิจวัตรธรรมดาอย่างการกิน นอน เล่น กอด เล่า และช่วยเหลือตัวเอง ให้กลายเป็นพื้นที่ฝึก EF และทักษะชีวิตของเด็กปฐมวัย
  • สำหรับครูพลอย การพัฒนาเด็กไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเพิ่มกิจกรรม แต่คือการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เด็กทำอยู่ทุกวัน แล้วค่อยๆ ออกแบบกิจวัตรเหล่านั้นให้กลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กได้คิด ลงมือทำ และฝึกจัดการตัวเอง
  • เพราะเด็กหนึ่งคนไม่ได้เติบโตด้วยคนคนเดียว ครูพลอยเชื่อว่าเด็กต้องมีทั้ง ‘แม่ที่มีอยู่จริง’ และ ‘ครูที่มีอยู่จริง’ พร้อมครอบครัว ครู และชุมชนที่ร่วมกันวางรากฐานชีวิตให้แข็งแรงตั้งแต่ปฐมวัย

หลายคนอาจมองว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องอาศัยหลักสูตรที่ดี ห้องเรียนที่มีคุณภาพ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบมาอย่างดี แต่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดกลับเริ่มจาก ‘ครูที่มีอยู่จริง’ และ ‘พ่อแม่ที่มีอยู่จริง’

เบื้องหลังแนวคิดนี้กลั่นกรองจากประสบการณ์กว่า 30 ปีของ ‘ครูพลอย’ พลอย พิชัยยา ครูชำนาญการพิเศษ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 ผู้เกิดและเติบโตในอำเภอเชียงของ ครูพลอยเริ่มทำงานที่ศูนย์แห่งนี้ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี หลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และอยู่กับงานนี้มาตลอด ด้วยความรักเด็ก เธอไม่เคยหยุดเรียนรู้ และพยายามพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรียนต่อด้านการบริหารรัฐกิจ การศึกษาปฐมวัย รวมถึงการมองหากระบวนการใหม่ๆ ที่จะทำให้การดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็ก ไม่ใช่แค่การรับฝากเลี้ยง แต่เป็นการวางรากฐานชีวิตที่แข็งแรงให้กับพวกเขา

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน ครูพลอยมองว่า การเรียนรู้ของเด็กไม่จำเป็นต้องเกิดจากกิจกรรมที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่เสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่เด็กทำอยู่ทุกวัน หากผู้ใหญ่มองเห็นคุณค่าของกระบวนการเหล่านั้น

การกินข้าว การเก็บรองเท้า การรอคิว การกอด การเล่น หรือการเล่านิทาน ล้วนเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้ฝึกคิด วางแผน ยับยั้งชั่งใจ เรียนรู้ที่จะรอคอย และค่อยๆ ดูแลตัวเอง โดยไม่ต้องมีบทเรียนพิเศษหรือแบบฝึกหัดเพิ่มเติม

เพราะสำหรับเด็กปฐมวัย สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ‘เรียนอะไร’ หากคือ กระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งค่อยๆ วางรากฐานของทักษะสมอง (Executive Functions: EF) และทักษะที่จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครูพลอยจึงค่อยๆ ทดลองและพัฒนาวิธีนำกิจวัตรเหล่านี้มาใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็ก ก่อนจะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย หรือ  ICAP (Integrated Child – Centered Active Learning project) ซึ่งเข้ามาเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและต่อยอดสิ่งที่เธอทำมาให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

ปัจจุบันแนวทางการจัดการเรียนรู้ของศูนย์เด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 ได้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และเป็นแรงบันดาลใจให้ครูจากศูนย์อื่นเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้

เมื่อโลกของเด็กเปลี่ยน วิธีดูแลก็ต้องเปลี่ยนตาม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าหลักการพื้นฐานของการดูแลเด็กปฐมวัยจะยังเหมือนเดิม แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่แตกต่างออกไปคือพฤติกรรมของเด็กที่เข้ามายังศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งครูพลอยเริ่มเห็นอาการน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ

“เมื่อก่อนตั้งแต่ครูเริ่มทำงาน เด็กไม่เหมือนปัจจุบันนะคะ สมัยก่อนเด็ก 40 กว่าคน บางที 45 คน มีครู 1 คน พี่เลี้ยง 1 คน เรายังอยู่กันได้ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วค่ะ ครูเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดๆ ตั้งแต่ประมาณปี 2564 หลังโควิดมา รู้สึกเลยว่าครู 1 ต่อเด็ก 10 คน บางทียังแทบจะดูแลไม่ไหว เพราะพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไป มีหลายๆ พฤติกรรมที่เราไม่ค่อยเจอในเด็กสมัยก่อน เราก็มาวิเคราะห์กันว่า น่าจะมาจากช่วงโควิดที่เด็กต้องอยู่กับครอบครัว และเด็กอยู่กับโทรศัพท์มากขึ้นค่ะ

พ่อแม่อาจจะเข้าใจว่าเด็กอยู่กับโทรศัพท์แล้วนิ่ง อยู่กับจอทีวีแล้วสบาย แต่พอเด็กมาอยู่กับเราที่ศูนย์ เขาอยู่ไม่ได้ บางคนมีพฤติกรรมสมาธิสั้น ที่เราเรียกกันว่า ‘ออ(ทิสติก)เทียม’ บางคนก็เหม่อลอย แล้วบางส่วนที่เราเจอคือ พูดไม่ได้ เพราะการอยู่กับจอมันเป็นการสื่อสารทางเดียวค่ะ”

และไม่ใช่แค่การสังเกตของครูพลอยเท่านั้น ผลการประเมินพัฒนาการของเด็กในศูนย์ ซึ่งพิจารณาจากพัฒนาการ 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ก็พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน ปัจจุบันทางศูนย์จึงมีการนำ DSPM คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย มาใช้ร่วมด้วยเพื่อให้ได้ข้อมูลให้ละเอียดมากขึ้น โดยในช่วงปี 2567–2568 พบว่าปัญหาด้านพฤติกรรมและพัฒนาการเริ่มชัดเจน เด็กบางคนไม่พูด พูดช้า หรือพูดไม่ชัด ขณะที่การทำงานร่วมกับศูนย์เด็กเล็กอื่นๆ ในอำเภอเชียงของ ก็สะท้อนภาพเดียวกันว่า ปัญหาที่พบมากเป็นลำดับต้นๆ คือด้านภาษาและสติปัญญา

ทว่าการมองเห็นปัญหาเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ครูพลอยมองว่าในการดูแลเด็กเล็ก ผู้ดูแลต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับเด็กและสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งนอกจากครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลักของเด็กต้องเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เพราะพื้นที่ในการเติบโตของเด็กปฐมวัย ไม่ใช่แค่ในศูนย์เด็กเล็ก หากแต่คือ ‘บ้าน’ พื้นที่ที่เด็กใช้เวลามากที่สุด นั่นทำให้โจทย์ยากอยู่ที่การทำงานกับผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็ก 

“บางคนเราจะเจอว่า หลานเขาเก่งมากเลยนะ ลูกเขาเก่งมากเลยนะ ขวบกว่า สองขวบ เริ่มเขี่ยโทรศัพท์ ทำโน่นทำนี่ได้หมดแล้ว ซึ่งมันขัดกับสิ่งที่เราเห็นค่ะ บางทีผู้ปกครองก็สะท้อนกลับมาว่า อยู่บ้านเขาอยู่ได้เป็นชั่วโมงนะ ทำไมมาอยู่โรงเรียนแล้วคุณครูบอกว่าลูกเขาไม่นิ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาให้ความรู้กับผู้ปกครองว่า สิ่งที่เขาเห็นว่าเด็กนั่งอยู่กับโทรศัพท์ได้นานๆ มันไม่ได้หมายความว่าเด็กมีสมาธิ

เราก็เลยเสนอเรื่องนี้เข้าไป ทางเทศบาลก็ตั้งงบประมาณไว้ในเทศบัญญัติเลยว่า ต้องมีการอบรมผู้ปกครอง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็ชี้ให้เห็นว่าผู้ปกครองต้องมาทุกคน เราจะบอกเขาว่า เราไม่ได้มาเพื่อลูกของเราคนเดียว แต่ต้องมองไปถึงลูกข้างบ้านด้วย 

ต้องมองไปถึงอนาคตว่า ต่อให้ลูกเราเป็นเด็กดี แต่ถ้าลูกข้างบ้านกลายเป็นเด็กแว้น สุดท้ายเขาก็มาชวนลูกเราอยู่ดี เพราะฉะนั้นสภาพสังคมทั้งหมดต้องร่วมมือกัน อย่างที่บอกค่ะว่า เด็ก 1 คน ต้องช่วยกันดูแลทั้งตำบล ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง”

เมื่อโลกของเด็กเปลี่ยนไป ครูพลอยเชื่อว่า คำตอบไม่ได้อยู่ที่การทำให้เด็กกลับไปเป็นเหมือนเดิม หากอยู่ที่การปรับวิธีดูแลให้สอดคล้องกับโลกที่พวกเขากำลังเติบโต

‘กิน นอน กอด เล่น เล่า’ เปลี่ยนกิจวัตรธรรมดาเป็นทักษะชีวิต

ครูพลอยเริ่มศึกษาและทดลองเรื่องการส่งเสริมทักษะสมอง EF อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2562 ในช่วงที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมลงมือปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะสมอง EF แต่เมื่อนำมาใช้กับเด็กวัย 2–3 ขวบ เธอกลับพบว่า กิจกรรมที่ผู้ใหญ่มองว่าเหมาะกับการเรียนรู้ อาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความพร้อมของเด็กทุกวัยเสมอไป

แต่แทนที่จะคิดว่าจะต้อง ‘เพิ่ม’ กิจกรรมใหม่เข้าไปในหนึ่งวันของเด็ก ครูพลอยจึงเริ่มมองในสิ่งที่เด็กทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน และต่อยอดแนวคิดดังกล่าวจนกลายมาเป็น 7 วิธีง่ายๆ ที่ใช้กิจวัตรประจำวันเป็นพื้นที่ฝึกทักษะสมอง EF

“ครูเอาวิธีเสริมสร้าง EF 7 วิธีมาใช้ค่ะ ก่อนหน้านี้ครูเคยเอา EF ในเรื่องของการลงมือปฏิบัติมาใช้กับเด็ก ซึ่งมันเป็นกระบวนการ แล้วเราก็เห็นว่าเด็กเรียนรู้ได้นะ พอมาคิดต่อว่าเด็กของเราอายุแค่ 2–3 ขวบ จะทำอย่างไรให้เด็กได้ใช้ทักษะสมองส่วนหน้าให้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่ยาก ก็เลยออกมาเป็น 7 วิธีง่ายๆ ที่อยู่ในทักษะชีวิตประจำวันเลย คือ กิน, นอน, กอด, เล่น, เล่า, ช่วยเหลือตัวเอง และทำงานบ้าน

อย่างเรื่อง ‘กิน’ เราก็ออกแบบให้กินเป็นที่ กินเป็นเวลา ให้เด็กกินเอง พอกินเสร็จก็ล้างเอง เราเริ่มจากแบบนี้ค่ะ ส่วน ‘นอน’ เด็กต้องปูที่นอนเอง แล้วก็ต้องเก็บเอง ก่อนนอนจะมีการสวดมนต์ ทำสมาธิ และเล่านิทานให้เด็กฟัง”

หากมองจากสายตาของผู้ใหญ่ การกินข้าวหรือปูที่นอนอาจเป็นเพียงกิจวัตรที่ต้องทำให้เสร็จ แต่สำหรับเด็กเล็ก กระบวนการระหว่างทางนั้นสำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์ เพราะทุกครั้งที่เด็กได้ลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ก็คือการเรียนรู้ไปพร้อมกัน

แต่ชีวิตในศูนย์เด็กเล็กไม่ได้มีเพียงการฝึกให้เด็ก ‘ทำด้วยตัวเอง’ สำหรับครูพลอย ความสัมพันธ์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และนั่นคือเหตุผลที่คำว่า ‘กอด’ ถูกวางไว้ท่ามกลางกิจวัตรทั้ง 7 อย่าง

“ส่วนเรื่อง ‘กอด’ เราก็มีวิธีการกอดหลายๆ แบบ อย่างเวลาผู้ปกครองมาส่งเด็ก ถ้าเป็นคุณพ่อคุณแม่โดยตรง ไม่ใช่ญาติ เราก็ให้กอดเด็กก่อนที่จะส่งให้คุณครู พอกอดกับผู้ปกครองเสร็จ ก็มากอดกับคุณครู หลังจากนั้นเด็กต้องเริ่มช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่มาถึงศูนย์เลยค่ะ ต้องเก็บรองเท้าเอง เก็บกระเป๋าเอง ช่วงเช้าเราก็จะมีเพลง มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ให้เด็กได้กอดกับเพื่อน เป็นการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างเด็กกับเพื่อน และระหว่างเด็กกับคุณครู”

จากอ้อมกอดของคนในครอบครัวสู่อ้อมกอดของครูและเพื่อน การเดินเข้าศูนย์ในแต่ละเช้าจึงไม่ใช่การตัดเด็กออกจากบ้าน หากเป็นการค่อยๆ เชื่อมให้เด็กก้าวเข้าสู่การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และเมื่อกิจวัตรดำเนินต่อไป เด็กก็เริ่มรับผิดชอบมากกว่าข้าวของของตัวเอง ทั้งการผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ใน ‘กลุ่มบริการ’ และกิจวัตรประจำวันอย่างการเข้าห้องน้ำ ล้างมือ หรือดื่มน้ำ ซึ่งถูกออกแบบให้เด็กเรียนรู้และทำซ้ำได้ด้วยตัวเอง “…เพราะ EF จะเกิดขึ้นได้ ต้องทำอย่างต่อเนื่องและทำซ้ำๆ ค่ะ” ครูพลอย กล่าว

“ส่วนเรื่องช่วยเหลืองานบ้าน เราเริ่มจากกิจกรรมในศูนย์ อย่างกลุ่มบริการ หลังจากทุกคนลงไปทานอาหาร กลุ่มบริการจะเป็นคนบีบยาสีฟันให้เพื่อน หรือก่อนลงไปก็ต้องช่วยคุณครูเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย พอเราฝึกเด็กอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เด็กจะรู้หน้าที่ของตัวเอง แล้วเขาก็ทำได้ วินัยมันก็อยู่ในตรงนี้ค่ะ”

และแม้แต่เรื่องคุณธรรมอย่างการขอบคุณ การรอคอย หรือการคำนึงถึงผู้อื่น ก็ไม่ได้ถูกแยกออกมาเป็นบทเรียนต่างหาก

“เรื่องคุณธรรมจริยธรรม เราไม่ได้ไปสอนเด็กตรงๆ ว่า ‘หนูจะต้องไหว้นะ ต้องขอบคุณ ต้องขอโทษนะ’ แต่เราเอาไปสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมค่ะ อย่างช่วงที่เราให้ใบงาน ที่นี่จะไม่ใช่ว่าให้เด็กเดินไปหยิบเอง หรือคุณครูเอาไปแจกให้ทุกคน แต่เราจะบูรณาการเข้าไปในกระบวนการ เช่น วันนั้นกลุ่มไหนเป็นกลุ่มหลัก กลุ่มนั้นก็จะเป็นคนนำใบงานไปส่งต่อให้เพื่อน เด็กก็จะส่งต่อกันไป คนที่จะรับใบงานต่อก็ต้องยกมือไหว้และขอบคุณเพื่อนก่อน แล้วค่อยรับใบงานของตัวเองไว้”

สิ่งที่เกิดขึ้นในศูนย์เด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘เวลาเรียน’ กับ ‘ชีวิตประจำวัน’ ค่อยๆ จางลง เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ในทุกกิจวัตร และในบรรดากิจวัตรทั้ง 7 อย่าง ‘การเล่น’ คือช่วงเวลาที่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้ใช้ทักษะหลายด้านพร้อมกัน

จาก ‘เล่นตามมุม’ สู่กระบวนการ Plan-Do-Review

เดิมทีการเล่นตามมุมอาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่เด็กเลือกของเล่นตามความสนใจ แต่หลังจากครูพลอยได้ร่วมเรียนรู้จากโครงการ ICAP เธอได้นำแนวคิด HighScope และ Plan–Do–Review มาใช้ร่วมกับมุมการเล่นที่มีอยู่เดิม และพบว่ากระบวนการเล่นของเด็กเปลี่ยนไป เขาไม่ได้เพียงเลือกว่าจะเล่นอะไร แต่ยังต้องวางแผนก่อนเล่น และทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำเมื่อเล่นเสร็จ

“ปีที่ผ่านมาโครงการ ICAP เข้ามา ยิ่งทำให้พัฒนาการของเด็กเราก้าวกระโดดเลยค่ะ เพราะเด็กเราฝึก EF มาล่วงหน้าอยู่แล้ว แล้ว ICAP ก็เข้ามาตอบโจทย์ว่า เราจะทำให้กระบวนการเหล่านี้ชัดขึ้นได้อย่างไร

สิ่งที่ครูเจอตอนที่ทำล้มลุกคลุกคลานมาคนเดียวคือ เรารู้ว่า วินัยเชิงบวกและการสื่อสารเชิงบวก เป็นสิ่งสำคัญที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ แล้วพอ ICAP เข้ามา เราก็ได้เห็น Plan–Do–Review ของ HighScope แล้วรู้สึกว่า ‘เฮ้ย EF 9 ด้านมันอยู่ตรงนี้เลย’”

Plan-Do-Review ไม่ได้เปลี่ยนการเล่นให้กลายเป็นบทเรียน แต่คือการเพิ่มช่วงเวลาที่เด็กได้วางแผน ลงมือทำ และทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำ

“พอ ICAP เข้ามา เรามีเรื่องของ Plan-Do-Review ในกิจกรรมเสรีค่ะ ปกติกิจกรรมเสรีที่ผ่านมา คุณครูก็อาจจะให้เด็กเล่นตามมุม เด็กคนนี้อยากเล่นมุมไหนก็ไปเล่น แล้วคุณครูก็ไปทำงานของคุณครู แต่พอ ICAP เข้ามา มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เด็กต้องมาวางแผนก่อน และกลุ่มที่จะได้มาวางแผนเป็นกลุ่มแรกก็คือกลุ่มหลัก

ในห้องเรียนเราจะมีมุมประสบการณ์อยู่ 5 มุม แล้วใน 1 มุมจะเล่นได้ 3 คน สมมติว่ามุมวิทยาศาสตร์กับมุมบล็อกเป็นมุมที่เต็มทุกรอบ เพราะเด็กชอบมาก ซึ่งเด็กที่เป็นกลุ่มหลักเขาจะมีโอกาสเลือกก่อนว่าอยากเล่นอะไรมากที่สุด ชอบมุมไหนมากที่สุด แต่พอครบ 3 คน มุมนั้นก็เต็มแล้วค่ะ กลุ่มที่มาวางแผนทีหลังอาจจะไม่มีสิทธิ์เลือกมุมที่ตัวเองอยากเล่น

ตรงนี้เองเด็กจะได้รู้จักยืดหยุ่นและยับยั้งตัวเองว่า วันนี้มุมที่เราอยากเล่นเต็มแล้ว เราก็ต้องไปเล่นมุมอื่นก่อน พอพรุ่งนี้ถึงรอบที่กลุ่มของเขาได้เป็นกลุ่มแรก เขาถึงจะมีโอกาสมาวางแผนและเลือกก่อน นี่คือสิ่งที่พอเราฝึกเด็กแบบนี้ หลังจากนั้นครูสบายค่ะ เพราะเด็กรู้แล้วว่าเขาต้องทำอะไร รู้หน้าที่ รู้จักรอ แล้วก็จัดการตัวเองได้”

‘มุมที่เต็ม’ อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็ก มันคือโอกาสในการฝึกความคิดยืดหยุ่น เมื่อสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่เป็นไปตามแผน เด็กต้องเลือกใหม่ รอคอย และยอมรับว่าบางครั้งสิ่งที่ต้องการอาจยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ สิ่งที่เด็กเรียนรู้จึงไม่ใช่การทำตามคำสั่ง แต่คือการค่อยๆ จัดการกับความผิดหวังและเดินหน้าต่อด้วยตัวเอง 

เมื่อการเล่นจบลง กระบวนการจึงยังไม่จบตามไปด้วย เพราะเด็กต้องกลับมาสู่ขั้น ‘Review’ เพื่อหันกลับไปมองประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ตรงนี้ทำให้กิจกรรมที่เด็กเคยทำอยู่แล้วกลายเป็นกระบวนการมากขึ้น และไปช่วยส่งเสริมให้ EF ของเด็กแน่นขึ้นค่ะ เพราะเด็กไม่ได้แค่เล่น แต่เขาต้องคิดก่อนว่าจะทำอะไร ลงมือทำตามสิ่งที่ตัวเองวางแผนไว้ แล้วกลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำ”

จากภายนอก ห้องเรียนอาจยังดูไม่ต่างจากศูนย์เด็กเล็กทั่วไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เด็กมีพื้นที่ในการคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น ครูไม่จำเป็นต้องมีคำตอบหรือรีบแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง เพราะบางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นโอกาสให้ได้คิด ลองเลือก ผิดหวัง และเรียนรู้ที่จะจัดการด้วยตัวเอง ซึ่งพื้นที่เช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้ใหญ่ยังเชื่อว่าหน้าที่ของครูคือการควบคุมทุกอย่าง ดังนั้น ก่อนที่ Plan–Do–Review จะเปลี่ยนวิธีเล่นของเด็ก สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนอาจเป็นวิธีคิดของครูเอง

เมื่อครูเปลี่ยน เด็กก็เปลี่ยนตาม

แม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่า การเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เลือก คิด และตัดสินใจด้วยตัวเอง คือพื้นฐานในการเสริมสร้างทักษะ EF แต่ในทางปฏิบัติ ครูพลอยบอกว่า การเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นไปในแนวทางนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนคนที่ยืนอยู่หน้าห้องเสียก่อน

“การที่จะฝึกเด็กให้มาถึงตรงนี้ได้ สิ่งสำคัญคือ คุณครูต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตของตัวเองก่อนนะคะ คุณครูต้องเปลี่ยนวิธีคิด รวมถึงคำพูดและวิธีสื่อสารกับเด็กให้เป็นการสื่อสารในเชิงบวก บทบาทของเราก็เปลี่ยนจากครูที่คอยสั่ง มาเป็นโค้ช เป็นคนคอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และกระตุ้นอยู่ข้างหลังค่ะ การสื่อสารเชิงบวกช่วยตรงนี้ได้เยอะมาก

การจะทำให้เด็กมี EF ที่ดี เราไม่ใช่คนที่ไปตอบโจทย์ให้เด็กทุกอย่าง แต่ต้องให้เด็กเป็นคนค้นหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง เขาจะเกิดความภูมิใจว่า เราทำได้นะ เราตอบได้นะ ไม่ใช่ต้องรอให้คุณครูเป็นคนบอกทุกอย่าง”

แต่การเปลี่ยนจาก ‘ผู้สั่ง’ มาเป็น ‘โค้ช’ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะครูจำนวนไม่น้อยกังวลว่าบทบาทใหม่นี้จะเพิ่มภาระงาน และเด็กเล็กจะทำได้จริงหรือไม่

“ก่อนที่เราจะขยายไปทุกศูนย์ เราพบว่าจริงๆ คุณครูมีความรู้อยู่แล้ว แต่บางทีเขายังเข้าไม่ถึง พอเราประสบความสำเร็จในตำบล ทางกองการศึกษาก็ให้คุณครูจากทุกศูนย์มาสังเกตการณ์ที่ศูนย์เรา มาดูตั้งแต่ตอนรับเด็กเลยว่าเรารับเด็กอย่างไร ทำกิจกรรมอะไรบ้าง ให้นั่งอยู่ในห้องกับเด็ก ดูได้ครึ่งวันจนกระทั่งเราพาเด็กนอน แล้วเราก็ให้คุณครูเป็นคนเลือกเองว่า กิจกรรมไหนที่เขาสามารถเอากลับไปเริ่มทำได้เลย เราไม่ได้บังคับค่ะ 

บางคนมาดูแล้วบอก ‘อันนี้เราทำอยู่แล้ว’ แต่พอเขาเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ถ้าปรับแบบนี้แล้วมันได้ EF ด้วย เขาก็เอากลับไปปรับใช้กับศูนย์ของตัวเอง และพอเขาเข้าใจก็จะค่อยๆ เปลี่ยนมายด์เซ็ตของตัวเองโดยที่เราไม่ต้องไปบังคับ”

ปัจจุบันแนวทางดังกล่าวถูกขยายไปครบทั้ง 8 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอเชียของแล้ว แม้ระดับการนำไปใช้จริงของแต่ละศูนย์จะแตกต่างกันไปตามความพร้อมและการปรับใช้ของครูแต่ละแห่ง

“จริงๆ แล้วพอครูไปฝึกเด็ก ตัวครูเองก็เปลี่ยนไปด้วยนะคะ ครูจะใจเย็นลง กลายเป็นคนที่สื่อสารเชิงบวกกับเด็กมากขึ้น สุดท้ายเราจะเห็นว่า ความมุ่งมั่นของเราไปเปลี่ยนตัวเด็กก็จริง แต่ในเวลาเดียวกัน ตัวครูเองก็เปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน”

การเรียนรู้ไม่ควรจบลง เมื่อเด็กกลับถึงบ้าน

การที่เด็กคนหนึ่งจะมีพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม การเรียนรู้ที่ศูนย์เด็กเล็กเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเขาต้องใช้ร่วมกับครอบครัว ดังนั้น การฝึกฝนจะเกิดผลต่อเนื่องได้ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่ที่บ้านเข้าใจและช่วยส่งเสริมเด็กไปในทิศทางเดียวกัน

หนึ่งในเครื่องมือที่ครูพลอยเลือกใช้เพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนกับบ้าน ก็คือ ‘หนังสือนิทาน’ เพราะการเปิดหนังสือหนึ่งเล่มไม่ได้มีเพียงเด็กกับเรื่องราวตรงหน้า แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ใหญ่ได้นั่ง พูดคุย และใช้เวลาร่วมกับเด็ก

“ปีที่ผ่านมาเราเอาเรื่องของนิทานเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเด็กที่ติดโทรศัพท์ค่ะ ซึ่งตอนอบรมผู้ปกครอง เราจะเริ่มตั้งแต่ว่า การติดโทรศัพท์เป็นอย่างไร เราจะสังเกตลูกของเราได้อย่างไรว่าลูกติดหรือไม่ติด พอผู้ปกครองเข้ามาปรึกษาเป็นรายบุคคล เราก็ใช้เรื่องนิทานเข้าไปช่วย เพื่อลดเวลาการใช้โทรศัพท์ของเด็ก สุดท้ายกลายเป็นว่าลูกเขา ‘ติดนิทาน’ แทนค่ะ”

อย่างไรก็ตาม หนังสือนิทานเพียงเล่มเดียวไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเอง สิ่งที่อยู่รอบหนังสือเล่มนั้นต่างหากที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ผู้ใหญ่แบ่งมาให้เด็ก ความสม่ำเสมอ หรือความพร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของตัวเองไปพร้อมกับลูก

“สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องเอาด้วย ช่วงแรกๆ ผู้ปกครองก็มาบอกเราว่า ‘ครู หนูจะทำยังไงดี แฟนก็ว่าหนูแล้วว่าหนูเอานิทานมา แล้วจะได้ผลไหม’ เพราะตัวคุณแม่เองก็ยอมรับว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน ส่วนคุณพ่อช่วงแรกก็ยังไม่ค่อยเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยลูกได้จริงหรือเปล่า

แต่พอทำไปแล้วเด็กเริ่มเห็นผล สุดท้ายก็กลายเป็นว่าทั้งคุณพ่อคุณแม่พอใจ เจอเราที่ไหนก็จะเข้ามาคุย เหมือนกับว่าเราช่วยให้ลูกเขาผ่านวิกฤตตรงนี้มาได้ มันก็เป็นความภูมิใจของเขา แล้วเราก็ดีใจที่ได้ช่วยเด็กค่ะ”

ทว่า ‘ครอบครัว’ ของเด็กในเชียงของไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียวกันทั้งหมด เด็กบางคนอยู่กับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งเติบโตกับปู่ย่าตายาย บางครอบครัวอยู่บนดอย และผู้ใหญ่บางคนอ่านหนังสือไม่ออก ครูจึงปรับวิธีให้เข้ากับชีวิตของแต่ละครอบครัว หากผู้ใหญ่อ่านนิทานไม่ได้ เด็กก็เป็นฝ่ายนำเรื่องราวกลับไปเล่าให้ปู่ย่าตายายฟังแทน เพราะเป้าหมายของนิทานไม่ใช่การอ่านให้จบ หากคือการสร้างช่วงเวลาที่เด็กได้เชื่อมโยงกับใครสักคน

“เราจะให้ความรู้ผู้ปกครองเสมอว่า เด็กหนึ่งคนต้องมี ‘แม่มีอยู่จริง’ ซึ่งคำว่า แม่ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแม่แท้ๆ ของเขา แต่เป็นใครก็ได้ที่เด็กไว้วางใจและมีความผูกพันด้วย

ขณะเดียวกันก็ต้องมี ‘ครูมีอยู่จริง’ เด็กสร้างตรงนี้ได้จากการกอด จากความผูกพันระหว่างเรากับเขา เมื่อเด็กรู้ว่า ‘อ๋อ ครูก็มีอยู่จริง’ เขาก็จะไว้วางใจ กล้าพูดคุยกับเรา และกล้าที่จะอยู่กับเราค่ะ”

ในความหมายนี้ สิ่งที่ครูพลอยเรียกว่า ‘แม่มีอยู่จริง’ และ ‘ครูมีอยู่จริง’ จึงไม่ใช่เพียงการมีผู้ใหญ่คอยดูแลเด็ก หากคือการมีใครสักคนที่เด็กไว้วางใจและรู้สึกปลอดภัยพอจะกลับไปหาได้ ความผูกพันเช่นนี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับชีวิตของเด็กในวันนี้ แต่เป็นรากฐานที่แข็งแรงในวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ 

การสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในทุกวัน

หากความรักความผูกพันคือเบาะนุ่มๆ ที่โอบอุ้มเด็กไว้ การเรียนรู้ผ่านกิจวัตรประจำวันที่ช่วยส่งเสริม EF ก็เปรียบได้กับ ‘ภูมิคุ้มกัน’ ที่ทำให้เขามีความยับยั้งชั่งใจต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านพฤติกรรมรุนแรง ปัญหายาเสพติด หรืออื่นๆ การวางคุณลักษณะบางอย่างไว้ในตัวเด็กจึงดีกว่าต้องมาแก้ไขเยียวยาทีหลัง

“ตอนที่ ป.ป.ส. จัดอบรมเรื่อง EF ครูเป็นผู้นำเครือข่ายของจังหวัด ตอนนั้นก็งงว่า ทำไมต้องให้ครูปฐมวัยอย่างเรามาอบรมเรื่องยาเสพติด แต่สุดท้ายเราถึงได้คำตอบว่า สิ่งที่ ป.ป.ส. ต้องการทำคือ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

เราได้เรียนรู้ว่า ถ้าเด็กได้รับการฝึกทักษะ EF ตั้งแต่ก่อน 6 ขวบ ซึ่งมี 3 กลุ่มทักษะ 9 ด้าน ทั้งเรื่องการยับยั้งชั่งใจ การยืดหยุ่นความคิด การแก้ปัญหา ทักษะเหล่านี้จะกลับไปตอบโจทย์เด็กอีกครั้งตอนที่เขาเข้าสู่วัยรุ่น

เพราะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น เขาอาจไปลองยา ลองสูบบุหรี่ หรือเจอกับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ตามวัย แต่ถ้าเขามีพื้นฐานที่ดีตั้งแต่ช่วง 3–6 ขวบ ทั้งการยับยั้งชั่งใจ ยืดหยุ่นความคิด และแก้ปัญหา เขาก็อาจจะหยุดตัวเองแล้วคิดได้ว่า ‘เฮ้ย มันมีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นนะ’

ส่วนที่เราบอกว่าต้องมี ‘กอด’ ในวัยนี้ เพราะมันคือเรื่องของความผูกพันค่ะ เด็กต้องมีใครสักคนที่เขารู้สึกผูกพันและไว้วางใจ เมื่อวันหนึ่งเขาโตขึ้นแล้วเจอกับปัญหาหนักๆ ความผูกพันตรงนี้อาจทำให้เขานึกถึงใครสักคนขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่เราพูดว่า แม่มีอยู่จริง หรือครูมีอยู่จริง เขารู้ว่ายังมีคนที่เขาไว้วางใจและกลับไปหาได้ นี่คือโจทย์หนึ่งที่ครูได้เรียนรู้ แล้วก็เอากลับไปถ่ายทอดให้ผู้ปกครองฟังว่า นี่แหละคือการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเด็ก”

ทั้งหมดนี้ทำให้ครูพลอยมองว่า ช่วงปฐมวัยไม่ใช่ช่วงเวลาที่ควรปล่อยผ่านด้วยความคิดว่า ‘เดี๋ยวโตค่อยเรียน’ เพราะก่อนที่เด็กจะต้องเรียนรู้เนื้อหาที่ซับซ้อน ยังมีฐานบางอย่างที่ต้องค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นเสียก่อน

“มันเหมือนกับ ‘นั่งร้าน’ หรือฐานที่เราต้องสร้างให้แข็งแรง ถ้าฐานไม่แข็งแรง รากไม่ลงลึก เวลาจะยึดอะไรไว้ มันก็โอนเอนได้ง่าย เพราะฉะนั้นวัยนี้คือการสร้างฐานค่ะ 

อย่างที่เราฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเองและทำงานบ้าน เด็กวัยนี้เขายังไม่ได้รู้สึกว่า ผู้ใหญ่กำลังใช้ให้ฉันทำงาน เพราะเด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น สิ่งที่เขาทำจากการเล่น หรือบทบาทสมมุติต่างๆ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่ แต่จริงๆ แล้วทักษะเหล่านั้นมันกำลังถูกฝังอยู่ในตัวเขา เหมือนกับเราฝังชิปเอาไว้ พอถึงเวลาที่ต้องใช้ เขาก็สามารถดึงออกมาใช้ได้”

เมื่อเด็กคนหนึ่งเติบโต สังคมทั้งสังคมก็เติบโตไปด้วย

ในมุมครูพลอย ศูนย์เด็กเล็กจึงมีความหมายมากกว่าสถานที่รับฝากเด็ก เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เด็กซึ่งมีภูมิหลังและเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน ได้เรียนรู้และฝึกฝนร่วมกันอย่างเท่าเทียม 

“ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะค่ะ แต่เราจะทำอย่างไรให้เด็กของเราเติบโตจากภาวะตรงนี้ได้ สิ่งสำคัญอย่างแรกคือฐานครอบครัวต้องแข็งแรง ครูอยากฝากไปถึงผู้ปกครองว่า สำหรับเด็กวัยนี้ ครอบครัวสำคัญมาก

ขณะเดียวกัน ในส่วนของครู ก็ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตตัวเองให้ได้ว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว วิธีที่เราเคยใช้ดูแลเด็กเมื่อก่อน อาจใช้กับเด็กในวันนี้ไม่ได้เหมือนเดิม คุณครูต้องเปิดใจและปรับเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมและวิธีการดูแลเด็กให้เหมาะกับโลกที่เปลี่ยนไป

สิ่งสำคัญคือเราต้องเห็นความสำคัญของเด็ก ให้โอกาสเด็กอย่างเดียวไม่พอ คุณครูต้องเป็นผู้สร้างโอกาสให้เด็กได้รับการฝึกฝนด้วย เพราะเด็กจะทำได้หรือไม่ได้ บางครั้งมันขึ้นอยู่กับว่าเราเคยเปิดพื้นที่ให้เขาได้ลองทำหรือยัง”

ซึ่งครูพลอยฝากถึงทุกคนว่า คำว่า ‘เด็กคืออนาคต’ ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่คือความจริงที่ผู้ใหญ่ต้องตระหนักและวางรากฐานตั้งแต่วันนี้

“อีก 20 ปีข้างหน้า ครูอย่างเราก็จะกลายเป็นผู้สูงอายุ เป็นผู้สูงวัย แล้วเด็กที่เราเลี้ยงดูอยู่ในวันนี้นี่แหละที่เราจะต้องพึ่งเขาในวันข้างหน้า เขาอาจจะเป็นคนที่ทำหน้าที่ต่างๆ และกลับมาดูแลสังคมที่เราอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องเด็กไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่หน้าที่ของศูนย์เด็กเล็กเพียงอย่างเดียว

ครูจึงอยากฝากไปถึงทั้งครอบครัว คุณครู หน่วยงานเครือข่าย และหน่วยงานต้นสังกัดทั้งหมด ว่าเราต้องให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัยตั้งแต่วันนี้ เพราะเด็กที่เราให้โอกาส ฝึกฝน และวางรากฐานให้เขาในวันนี้ ก็คืออนาคตของสังคมที่เราทุกคนจะต้องอยู่ร่วมกันค่ะ”

Tags:

EFCreative Learningเด็กเด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กICAPทักษะสมองEF

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • EF (executive function)
    เติม EF ตั้งแต่ปฐมวัย สร้างภูมิคุ้มกันใจให้เด็กในสังคมที่เปราะบาง: ผอ.รจนา ขอร่ม โรงเรียนบ้านโก จ.ศรีสะเกษ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issues
    เปลี่ยนศูนย์เด็กเล็ก จาก ‘ที่ฝากลูก’ เป็น ‘พื้นที่เรียนรู้’ …เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเริ่มต้นที่เด็ก: นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้ก่อตั้ง ICAP

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Education trend
    ห้องเรียน AI EP4: เด็กจะเข้าใจ ‘จริยธรรม AI’ ต้องสอนด้วยการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและการลงมือทำ

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • EF (executive function)
    ‘Process Art’ ศิลปะที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลงานชิ้นโบว์แดง เสริมทักษะ EF ในเด็กปฐมวัย: ครูบุญทิพา คุ้มเนตร โรงเรียนวัดเชิงเลน (นครใจราษฏร์)

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Creative learning
    ‘ไก่ไข่อารมณ์ดี’ โรงเรือนการเรียนรู้ที่สอนเด็กเรื่องความรับผิดชอบ และช่วยลดต้นทุนอาหารกลางวัน

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา

Posts navigation

Newer posts

Recent Posts

  • พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา EP5: การดำเนินการระดับเขตพื้นที่
  • “วิชาการจะก้าวไกลแค่ไหน อย่าลืมวิชาทางใจ” ดีเจอ้อย – นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ชวนทุกเจนรับฟังให้มาก ตัดสินให้น้อยลง
  • รักลูกให้ตี? ความเชื่อผิดๆ ที่งานวิจัยยืนยันว่าผลดีไม่มี แต่ผลเสียอาจรุนแรงระดับสมอง
  • ‘โรงเรียนที่เด็ก (รู้สึก) ไว้ใจ’  พื้นที่ปลอดภัยสร้างจากหัวใจครู การเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กรับมือกับเรื่องยากๆ ไหว
  • Navillera: ตราบที่ยังมีชีวิต เพียงขอโบยบินตามความฝันอย่างสุดใจสักครั้ง

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • November 2026
  • October 2026
  • September 2026
  • August 2026
  • July 2026
  • June 2026
  • May 2026
  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel