Skip to content
Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    RelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the trauma
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)
Movie
24 October 2026

Navillera: ตราบที่ยังมีชีวิต เพียงขอโบยบินตามความฝันอย่างสุดใจสักครั้ง

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Navillera บอกเล่าเรื่องราวของคุณปู่วัย 70 ปีที่ฟื้นคืนชีพความฝันในวัยเยาว์ด้วยการเรียนบัลเลต์ โดยมีนักเต้นดาวรุ่งวัย 23 ปีที่กำลังสับสนในชีวิตมาเป็นครูผู้สอนและเพื่อนร่วมทาง
  • การเดินทางร่วมกันของคนต่างวัยที่มีความฝันเดียวกัน กลายเป็นการเติมเต็มในส่วนที่อีกคนหนึ่งขาดไป เพื่อที่ทั้งคู่จะได้โบยบินก้าวข้ามข้อจำกัด สายตาของคนรอบข้าง และบาดแผลในใจ
  • หลังชมซีรีส์จบ ผมมองว่าความฝันที่ล้มเหลวไม่เจ็บปวดเท่ากับความฝันที่ไม่ได้ลงมือทำ อีกทั้งเมื่อคนๆ หนึ่งตั้งใจทำบางสิ่งอย่างสุดหัวใจ คนๆ นั้นจะสามารถเปล่งประกายได้ในแบบของตัวเอง

เวลาอ่านบทความหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ‘ความเสียดายในอดีต’ สถิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ คนวัยทำงานมักรู้สึกเสียดายในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปแล้วผิดพลาด แต่สำหรับผู้สูงวัย บาดแผลลึกๆ ในใจกลับเป็นความเสียดายในสิ่งที่อยากทำ…แต่ไม่ได้ทำ 

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนอธิบายว่า สมองของมนุษย์เรามีกลไกเยียวยาความรู้สึกที่มหัศจรรย์มาก เพราะหากเราลงมือทำแล้วผิดพลาด สมองจะรีบพยายามหาสารพัดเหตุผลมาปลอบใจตัวเอง เช่น “ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยมันก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เราโตขึ้น” 

แต่ในกรณีของการไม่ได้ทำในสิ่งที่ใจปรารถนานั้น สมองย่อมไม่อาจหาเหตุผลใดๆ มาปลอบประโลมเราได้เลย จะมีก็เพียงความรู้สึกค้างคาที่คอยหลอกหลอนใจไปตลอดว่า “ถ้าตอนนั้นฉันกล้าทำมันล่ะ…ชีวิตตอนนี้จะเป็นยังไงนะ?” ซึ่งคำถามที่ไร้คำตอบนี้เอง คือปัจจัยสำคัญที่คอยกัดกินและส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของใครหลายคนในระยะยาว

และเพราะความจริงอันเจ็บปวดนี้เองที่ทำให้ผมรู้สึกอ่อนไหว ทั้งยิ้ม หัวเราะ และหลั่งน้ำตาไปพร้อมๆ กับเรื่องราวของ ‘ด็อกชุล’ คุณปู่วัย 70 ปี จากซีรีส์ Navillera ผู้ลุกขึ้นมาท้าทายความฝันในการเรียนบัลเลต์ ท่ามกลางอุปสรรคจากครอบครัว คนรู้จัก และขีดจำกัดทางด้านร่างกาย

ด็อกชุล เป็นอดีตบุรุษไปรษณีย์ที่อุทิศและทุ่มเททั้งชีวิตทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวเพื่อภรรยาและลูก ๆ ทั้งสามคนอย่างดีที่สุด แต่น่าเสียดายที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขากลับไม่เคยมีโอกาสได้ทำตามเสียงเรียกร้องในใจของตัวเอง…นั่นคือความฝันในการเป็นนักเต้นบัลเลต์ที่ได้ขึ้นแสดงบนเวทีต่อหน้าผู้ชม 

แน่นอนว่าตัวซีรีส์ก็ไม่รอช้าที่จะขยี้ประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ตอนแรก โดยเฉพาะฉากที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งระบายความในใจกับเขาว่า พอยิ่งแก่ตัวลงกลับยิ่งรู้สึกเสียดายที่ขายเรือให้คนอื่นมาทั้งชีวิต แต่ตัวเองกลับไม่เคยได้ลองขับเรือออกไปผจญภัยในท้องทะเลตามความฝันสักครั้ง

“นายล่ะ…นายมีอะไรที่ติดค้างอยู่ในใจบ้างไหม ตอนนี้นี่แหละด็อกชุล ยังไม่สายเกินไปสำหรับนายหรอก ในตอนที่ขานายยังมีแรงและสตินายยังครบถ้วน ถ้ามีอะไรที่อยากทำก็ลุยเลย” 

ทว่าการดิ้นรนเพื่อฟื้นคืนชีพความฝันในวัย 70 ปีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบัลเลต์ที่ขนาดคนเป็นนักบัลเลต์อาชีพส่วนมากยังต้องยอมรีไทร์เมื่ออายุขึ้นเลขสาม เนื่องจากปัญหาสุขภาพด้านกล้ามเนื้อและข้อต่อ ไม่นับรวมสายตาของคนรอบตัวที่พร้อมจะตัดสินบัลเลต์ด้วยอคติไว้ก่อนว่าเป็นงานอดิเรกของผู้หญิง

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ด็อกชุลบังเอิญเห็นการฝึกซ้อมบัลเลต์ในโรงละครแห่งหนึ่ง วินาทีนั้นเขาสัมผัสได้ถึงความงดงามและสง่างามของศาสตร์แห่งการร่ายรำที่อ่อนพลิ้ว ราวกับว่าร่างกายนั้นกำลังโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างอิสระ ทว่าเมื่อเขารวบรวมความกล้าเพื่อบอกเล่าความปรารถนาในใจให้พ่อฟัง พ่อกลับต่อว่าเขาด้วยอคติ สุดท้ายด็อกชุลในวัยเยาว์จึงทำได้เพียงปิดตายกล่องความฝัน แล้วหันกลับมาใช้ชีวิตตามค่านิยมของสังคมอย่างจำนน 

“วันนี้ผมไปดูการแสดงบัลเลต์มา คนหนุ่มสาวแสดงกันได้ดีมากจริงๆ แต่บนเวทีหรือผู้ชมไม่มีคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมเลย มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าผมคาดหวังอะไรอยู่ ผมอิจฉาพวกเขามาก พ่อที่เอาแต่ห้ามไม่ให้ผมเต้นก็ไม่อยู่แล้ว แต่ผมกลับไม่กล้าคิดที่จะลองอีกครั้ง พอใช้ชีวิตแบบนั้น อายุก็ปาเข้าไป 70 แล้ว ผมรู้ว่ามันสายไปแล้ว ตอนนี้คงต้องตัดใจแล้วล่ะ” 

สิ่งที่ด็อกชุลทำเพื่อชดเชยความฝัน อย่างมากที่สุดก็มีเพียงการซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงบัลเลต์ การดูบัลเลต์ผ่านหน้าจอ และการติดตามข่าวสารต่างๆ ในวงการบัลเลต์ ซึ่งผมลองคิดเล่นๆ ว่าต่อให้ผมเป็นเขา…ผมก็คงต้องเจียมสังขารและวัยวุฒิของตัวเอง พร้อมกับก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตไปตามอัตภาพ

อย่างไรก็ตาม ‘ฮันดงฮวา’ ผู้กำกับซีรีส์บอกว่าเขาต้องการให้ผู้ชมสัมผัสถึงความปรารถนาและการดิ้นรนเพื่อฟื้นคืนชีพให้กับความฝันที่สูญหาย โดยเฉพาะการก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ผ่านตัวละครวัย 70 ปี

“ผมคิดว่าทุกคนต่างขึ้นไปบนเวทีที่เรียกว่า ‘ชีวิต’ บนเวทีนั้นจะมีองก์แรก องก์ที่สอง และองก์ที่สาม ผมหวังว่าผู้ชมจะไม่สิ้นหวัง แต่จะท้าทายตัวเองและก้าวไปข้างหน้าผ่านช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต”

แม้จะบอกตัวเองให้ตัดใจจากความปรารถนาส่วนลึก แต่ด็อกชุลยังคงติดตามบัลเลต์เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเขามักแอบไปยืนดูการซ้อมบัลเลต์ของ ‘แชรก’…ดาวรุ่งแห่งวงการที่สตูดิโอบัลเลต์ชื่อดัง และด้วยลูกตื๊อสไตล์ดื้อตาใส ประกอบกับการแสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ที่สุดแล้วเจ้าของสตูดิโอจึงเสนอเงื่อนไขให้คุณปู่ด็อกชุลมาเป็นทั้งลูกศิษย์และผู้จัดการส่วนตัวให้กับแชรกที่อายุห่างกันเกือบ 50 ปี   

แชรกทั้งช็อกและไม่พอใจที่ถูกเจ้าของสตูดิโอมัดมือชก เขาจึงคอยแกล้งให้คุณปู่ทำท่ายากๆ เป็นเวลานานๆ เพื่อหวังให้ท่านยอมแพ้ ทว่าคุณปู่กลับเอาชนะโจทย์ที่เขาตั้งไว้ได้ทุกครั้ง แถมแชรกยังรู้สึกใจอ่อนยิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าคุณปู่ต้องแบกรับแรงกดดันจากครอบครัวที่คอยบั่นทอนและต่อต้านความฝันนี้อย่างหนักหน่วง

“ก่อนที่จะตาย ฉันเองก็อยากจะโบยบินดูสักครั้ง ฉันก็ต้องแอบทำไงล่ะ พอได้ใช้ชีวิตดูก็ได้รู้ว่าชีวิตมีหนเดียวไม่มีครั้งที่สอง ตอนฉันอายุเก้าขวบ พ่อของฉันก็คัดค้าน มาตอนนี้ภรรยาฉันก็ไม่ชอบมัน ความจริงฉันไม่ค่อยกลัวการคัดค้านหรอกนะ สิ่งที่ฉันกลัวจริงๆ คือการต้องอยู่ในสภาพที่ต่อให้ฉันอยากทำแต่ก็ทำมันไม่ได้แล้ว ไม่ก็อยู่ในสภาพที่ฉันนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเคยอยากทำอะไร เพราะงั้นช่วงเวลานี้มีค่ากับฉันมาก ถ้ายังทำได้ ฉันก็จะไม่ลังเล ฉันจะลองทำให้ถึงที่สุดดูสักตั้ง” 

คำพูดของคุณปู่ด็อกชุลไม่เพียงบอกถึงแรงปรารถนาของตัวเอง แต่ยังช่วยจุดไฟให้แชรกกลับมาตั้งใจฝึกซ้อมอย่างเต็มที่เพื่อลงแข่งในรายการระดับนานาชาติ ทั้งยังเป็นฝ่ายให้คำแนะนำกับคุณปู่ด้วยเช่นกัน

“ต้องเผชิญหน้าครับ…เวลาเปิดตัวว่าเต้นบัลเลต์ แถมเรายังเป็นผู้ชายอีก ปฏิกิริยาของครอบครัวส่วนใหญ่จะเหมือน 5 ระยะของการสูญเสียเลยครับ ปฏิเสธ โกรธ ต่อรอง เศร้า ยอมรับ ตอนนี้คุณย่าผ่านระยะปฏิเสธมาอยู่ในระยะโกรธครับ อดทนต่อไปนะครับ เดี๋ยวก็ดีขึ้นแหละครับ”

คำพูดของแชรกทำให้ผมนึกถึงคำพูดของนักจิตวิทยาหลายคนที่บอกว่า Expert ของตัวเราก็คือตัวเราเอง ดังนั้นเราต้องเป็นคนกำหนดเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง ต่อให้สิ่งนั้นมันจะขัดใจคนที่รักเรา แต่เราก็ต้องปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายเรียนรู้และยอมรับความผิดหวังนั้นด้วยเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตที่ถูกบงการย่อมไม่อาจนับว่าเป็นชีวิตอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ซีรีส์ค่อยๆ บอกใบ้ทางอ้อมให้ผู้ชมพอจะเดาได้ว่าด็อกชุลเริ่มมีอาการของโรคอัลไซเมอร์ ดังนั้นหลายครั้งคุณปู่จึงดู ‘ใจร้อน’ ขอให้แชรกสอนท่าเต้นยากๆ ที่ใช้บนเวที ทั้งที่พื้นฐานของตัวเองยังไม่แน่นพอ แม้ว่ามันอาจทำให้เขาถูกต่อว่าอยู่บ่อยครั้ง แต่เขาก็พร้อมท้าทายตัวเองขึ้นในทุกครั้งที่เข้าเรียน

“ถึงฉันจะไปแข่งเหมือนนายไม่ได้ ความจริงนี่เป็นสิ่งที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะฝันด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่อยากทำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป ฉันไม่ได้ทำมันเป็นงานอดิเรก ฉันเองก็มีเป้าหมายของฉัน ฉันขอโทษจริงๆ ที่ฉันตื๊อนายเพราะฉันใจร้อน แต่ว่านะ ถึงนายจะดูถูกฉันว่าฉันทำไม่ได้และทำได้แค่นั้น แต่ฉันหวังว่านายจะไม่ดูถูกไปถึงความตั้งใจของฉันนะ ถ้าฉันกวนใจนายล่ะก็ ขอโทษด้วยจริงๆ”

หลังฟังประโยคนี้ ผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าของสตูดิโอถึงรับชายวัย 70 ปีมาเรียนบัลเลต์และเป็นผู้จัดการส่วนตัวของแชรก เพราะทั้งคู่ต่างสามารถเติมเต็มกันและกันในส่วนที่ขาดได้ ไม่ว่าจะเป็นการที่แชรกถ่ายทอดศาสตร์บัลเลต์ให้ด็อกชุล ส่วนด็อกชุลก็เสริมเรื่องทักษะการจัดการตัวเองและมายด์เซ็ตในการพัฒนาตนเองอย่างเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต

แชรกรู้สึกผิดที่บางครั้งก็เอาความหงุดหงิดจากการซ้อมของตัวเองไปลงกับคุณปู่ด็อกชุล ที่สุดแล้วเขาจึงขอโทษคุณปู่ และพยายามชดเชยสอนคุณปู่อย่างเต็มที่ แต่ไม่นานเขาก็รู้ว่าคุณปู่เป็นโรคอัลไซเมอร์ เขาจึงไปปรึกษาเพื่อนสนิทที่เป็นนักฟุตบอลตำแหน่งผู้รักษาประตู ก่อนได้รับคำตอบชวนคิดว่า

“วันนี้ฉันทำประตูได้ด้วยล่ะ ก็ใช่ไง มันเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ แต่นั่นคือสิ่งที่นายกำลังทำอยู่ตอนนี้ไงล่ะ เป็นผู้รักษาประตูก็ต้องคอยเฝ้าประตูเอาไว้สิ นายจะทำประตูไปทำไม กองหน้าคือคุณปู่ต่างหาก ถึงจะหอบหรือมีคนเข้ามาสกัด เขาก็จะต้องฝ่าไป คนที่ต้องเตะบอลเข้าประตูก็คือคุณปู่ต่างหาก นายจะมาคิดหาวิธีเตะเข้าประตูทำไม คอยมองคุณปู่อยู่ข้างหลังแล้วรอไปก่อนเถอะ นายไม่สบายใจจนแทบบ้าใช่ไหมล่ะ งั้นก็ตะโกนให้กำลังใจเขาสิ ปรบมือให้ด้วย เขาจะได้เตะลูกบอลเข้าประตูได้ไง หัดเชื่อใจกองหน้าหน่อยสิ”

ฝั่งของคุณปู่ พอตระหนักว่าตัวเองใจร้อนเกินไป เขาก็เริ่มมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก่อนจะค้นพบว่าที่สุดแล้ว แม้เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านร่างกาย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเต้นตามใคร แค่เต้นบัลเลต์ออกมาในแบบฉบับของตัวเองให้ดีที่สุด ซึ่งหลังจากคิดได้แบบนั้น ฝีมือของคุณปู่ก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว ก่อนถูกรับเชิญให้เข้าร่วมการออดิชันในที่สุด  

“ฉันเริ่มสนุกกับบัลเลต์ทีละนิดแล้ว พอเริ่มเต้นท่าที่เคยเต้นไม่ได้ทีละท่า ฉันก็ภูมิใจในความสำเร็จ ฉันจะตั้งใจเพื่อจะได้เต้นท่าอื่นๆ ให้ได้มากขึ้นอีก…ต่อให้ใครจะว่าอะไร ฉันก็ไม่สน ฉันจะไม่ยอมแพ้ด้วย ฉันไม่ใช่คนอ่อนแอแบบนั้น ฉันอยากเต้นบัลเลต์ที่ฉันรักออกมาให้ดีจริงๆ นะ”

นอกจากผมจะได้รับฟังคำพูดดีๆ มากมายที่คุณปู่ด็อกชุลบอกกับแชรก ผมพบว่าคุณสมบัติที่น่าชื่นชมอย่างหนึ่งคือ การเป็นคนรับฟัง ไม่ว่าในยามที่เขาอยู่เคียงข้างเพื่อปลอบใจหลานสาวที่ฝึกงานไม่ผ่านเพราะถูกระบบเส้นสายพวกพ้องเข้าเล่นงาน  หรือในยามที่ถูกเพื่อนคู่ปรับของแชรกกวนประสาท ด็อกชุลก็ยังคงรับฟังอย่างสงบนิ่งและตอบโต้ด้วยความเมตตาอยู่เสมอ 

“แล้วทุกอย่างจะผ่านไปนะ ชีวิตที่ผ่านมาของปู่มันสอนว่าอย่างนั้น มีเรื่องราวเกิดขึ้นตั้งมากมาย แต่ตอนนี้กลับจำอะไรไม่ได้เลย มันกลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว

แน่นอนว่าถ้าเราใช้ชีวิตโดยไม่ล้มเลยมันก็ดีอยู่หรอก เส้นทางที่ไร้อุปสรรคมันดีจะตายไป แต่ว่านะ ล้มบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก หัวเข่าถลอกหน่อยจะเป็นไรไป ไม่ใช่ความผิดหลานหรอก รู้ใช่ไหม หลานอดทนมาได้ดีแล้ว และดีแล้วที่ตะโกนออกมา”

“นายเองก็มีพรสวรรค์และโบยบินได้เหมือนแชรก…ถ้าจะกลับมาเตะฟุตบอลอีก นายก็ต้องทดสอบก่อนใช่ไหม อย่ารอจนกว่าจะพร้อมเลย พอฉันได้ลองใช้ชีวิตดู ช่วงเวลาที่เพียบพร้อมอย่างไร้ที่ติไม่เคยมาถึงหรอก แค่เริ่มซะตั้งแต่ตอนนี้แล้วค่อยเติมเอา รู้จักคำว่า “ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน” ใช่ไหม ถึงจะสุ่มสี่สุ่มห้า ถึงจะบกพร่องอยู่ แต่ก็พุ่งชนไปเลย”

หลังชมซีรีส์จบ ผมมองว่าความฝันที่ล้มเหลวไม่เจ็บปวดเท่ากับความฝันที่ไม่ได้ลงมือทำ อีกทั้งเมื่อคนๆ หนึ่งตั้งใจทำบางสิ่งอย่างสุดหัวใจโดยสลัดตัวเลขหรือข้อจำกัดต่างๆ ทิ้งไป ที่สุดแล้วคนๆ นั้นจะสามารถเปล่งประกายได้ในแบบของตัวเอง 

เหมือนอย่างที่ ‘พัคอินฮวาน’ ผู้รับบทคุณปู่ด็อกชุล ให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเขาเองก็นำความรู้สึกจากชีวิตจริงมาถ่ายทอดผ่านการแสดง เพราะตลอดเส้นทางอาชีพนักแสดงกว่า 60 ปี ตัวเขาเองก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้เขายังคงก้าวเดินต่อไปได้คือชุดความคิดแบบเดียวกับที่ด็อกชุลมี โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “ฉันอยากจะโบยบินสักครั้งก่อนตาย”

“ผมไม่เคยได้ที่หนึ่งในชีวิตเลย ผมไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด และผมก็ไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด แต่ผมอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ผมจึงคิดว่าถ้าผมพยายามต่อไปในวันนี้และพรุ่งนี้ ผมก็จะประสบความสำเร็จได้สักวันหนึ่ง เหมือนกับนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ถ้าคุณมีทุกอย่างแล้ว คุณก็สามารถยอมแพ้ได้ ถ้าผมมีเงินและชื่อเสียง ผมอาจจะพูดได้ว่าการแสดงไม่ใช่เรื่องอะไรเลย แต่ผมไม่เคยมีสิ่งเหล่านั้นเลย นั่นทำให้ผมอยากบินให้สูงขึ้น และนั่นทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น” พัคอินฮวาน กล่าวกับ Korea JoongAng Daily

Tags:

ภาพยนตร์ความฝันชีวิตnavillera

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    Flash Dance: เอาชนะความกลัวด้วยความเชื่อที่ว่า ถึงจะล้มเหลวก็ยังดีกว่าการไม่ได้เริ่มต้นในสิ่งที่ใจปรารถนา

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Book
    ความฝันที่ล้มเหลวไม่เจ็บปวดเท่าความฝันที่ไม่ได้ลงมือทำ: คิริโกะกับคาเฟ่เยียวยาใจ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Movie
    Perfect Days: เพราะวันที่ดีคือวันที่ได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง 

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Gran Turismo: ล้มกี่ครั้งไม่สำคัญเท่าลุกอย่างไรให้ไปต่อได้

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Billy Elliot: ความฝันนอกกรอบ และความรักของพ่อผู้ยอมหักหลังตัวเองเพื่อลูกชาย

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel