Skip to content
Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    GritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed Mindset
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)
Social Issues
26 October 2026

‘โรงเรียนที่เด็ก (รู้สึก) ไว้ใจ’  พื้นที่ปลอดภัยสร้างจากหัวใจครู การเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กรับมือกับเรื่องยากๆ ไหว

เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ

  • ความรู้สึกเชื่อใจหรือไว้วางใจ (Trust) คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนเกิดภาวะปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ทำให้รู้สึกมั่นคงว่าตนเองจะไม่ถูกตัดสิน กล้าตั้งคำถาม และเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ
  • โรงเรียนที่เด็กไว้ใจจึง ต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเปิดกว้างมากพอให้เด็กๆ ได้เติบโตในแบบของตัวเอง ออกแบบการเรียนรู้ที่เสริมสร้างทักษะชีวิต เพื่อให้เขาพร้อมรับมือกับปัญหาและตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ
  • แม้คุณครูจะมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความปลอดภัยทางใจของนักเรียน แต่การทำงานร่วมกันของหน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหารสถานศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชน จะช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

“คุณไม่สามารถให้การศึกษากับเด็กที่กำลังรู้สึกไม่ปลอดภัยได้”

(You can’t educate a child who feels unsafe.) 

ดร. แซนดร้า บลูม (Dr. Sandra Bloom) นักจิตเวชศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาบาดแผลทางใจ อธิบายว่า กระบวนการเรียนรู้ปกติของเด็กจะไม่สามารถดำเนินต่อได้เลยจนกว่า ‘ความรู้สึกปลอดภัยทางกายภาพและทางจิตใจ’ จะถูกสร้างขึ้นในโรงเรียนเสียก่อน 

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโรงเรียน จึงไม่ใช่แค่อาคาร หลักสูตร หรือระบบการบริหารจัดการ แต่เป็นการสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในการเรียนรู้และอยู่ร่วมกันในทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น นักเรียนกับนักเรียน ครูกับนักเรียน ครูกับครู ครูกับผู้บริหาร เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งความไว้วางใจอย่างแท้จริง 

ในเวทีเสวนาออนไลน์ Together We Grow by TSQM-A ครั้งที่ 6 ประเด็นความปลอดภัยในโรงเรียน ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้หัวข้อ ‘โรงเรียนที่เด็ก[รู้สึก]ไว้ใจ – School of Trust’ โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ ครูพนิตานันท์ ลีราช โรงเรียนบ้านหญ้าปล้อง จ.ศรีสะเกษ และ ครูณัฎฐ์ภรณ์ วงษ์กัญจนาพัน โรงเรียนบ้านบึงมะลู จ.ศรีสะเกษ โรงเรียนเครือข่าย TSQM-A หรือ โครงการขับเคลื่อนขบวนการโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ ซึ่งสนับสนุนโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มาพร้อมกับแนวทางการออกแบบพื้นที่ปลอดภัยของโรงเรียน

ศน. ดวงหทัย อุ่นใจ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สพป. ศรีสะเกษเขต 1 และ เสนีย์ เรืองฤทธิ์ราวี อดีตผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ศรีสะเกษ กับข้อคิดดีๆ จากประสบการณ์การทำงาน พร้อมด้วย ดร.อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์  ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาเชิงบวก ที่ชวนทุกคนทำความเข้าใจว่าความรู้สึกปลอดภัยมีผลต่อการเรียนรู้อย่างไร พร้อมแนะนำวิธีหรือเครื่องมือที่จะช่วยครูสร้างบรรยากาศเชิงบวกในโรงเรียน

ครูต้องเป็น ‘พื้นที่แห่งความรัก’ ที่เด็กรู้สึกไว้วางใจ

“พื้นที่ความปลอดภัยในความคิดของครู จะต้องเป็นพื้นที่ที่เด็กสามารถแสดงตัวตนของเขาออกมาได้ แล้วก็เป็นพื้นที่ที่เปิดให้เขาได้แสดงความคิดเห็น บอกความต้องการได้ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง แล้วการที่เด็กจะแสดงสิ่งเหล่านี้มาได้ เด็กจะต้องได้รับความอบอุ่นและมีความเชื่อใจในตัวของครู หรือว่าในบริบทของโรงเรียน” 

‘ครูเกม’ พนิตานันท์ ลีราช โรงเรียนบ้านหญ้าปล้อง ย้ำว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ไม่ใช่แค่เรื่องทางร่างกาย แต่ต้องให้ความสำคัญกับจิตใจของเด็กด้วย “…คือเป็นพื้นที่สีชมพูให้กับเด็ก แสดงถึงความรักให้เขาเห็นค่ะ” 

ครูเกม บอกว่าในบทบาทของครูที่ต้องดูแลนักเรียน 8 ชั่วโมง 5 วัน เธออยากทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย และโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่เขาสามารถอยู่อย่างมีความสุข 

“เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเด็กคนหนึ่งมีความไว้ใจให้กับครู กล้าเปิดใจให้กับครู ที่ครูเกมเห็นกับตัวเอง มันจะเป็นคำถามหนึ่งจากเด็กคือ ‘คุณครูรู้ไหมว่า…’ ถ้าเมื่อไหร่ที่เด็กถามคำถามนี้กับเรา แสดงว่าเขาอยากเล่า เขาไว้ใจเรา ซึ่งเป็นคำถามที่ธรรมดามาก แต่ ‘คุณครูรู้ไหมว่า’ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า โอเค…เขาพร้อม เขาเปิดใจให้กับเรา

ทีนี้การที่เด็กจะกล้าเดินเข้ามาถามคำถามนี้  คุณครูต้องมีพื้นที่ความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับเขา ซึ่งเราไม่ต้องเป็นครูที่เดินไปยิ้มไปก็ได้ บางทีหลายคนอาจจะมองว่าครูต้องยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ซึ่งบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เด็กสามารถรับรู้ได้จะเป็นในเรื่องของน้ำเสียง สีหน้าท่าทางที่อบอุ่น รับฟังเวลาที่เราอยู่กับเขา”

สำหรับโรงเรียนบ้านหญ้าปล้อง จ.ศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งใช้นวัตกรรมจิตศึกษา และ PBL ในการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นนอกเหนือจากทัศนคติและบุคลิกภาพของครูที่จะสามารถเปิดใจให้เด็กไว้วางใจได้แล้ว กิจกรรมที่ถูกออกแบบภายใต้กระบวนทัศน์จิตศึกษา ก็เป็นเครื่องมือสำคัญ

“ด้วยความที่โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ในทุกๆ เช้าเราจะมีกิจกรรมจิตศึกษาวันละ 20 นาที โดยจะเป็นขั้นตอนของการชง-เชื่อม-ใช้ ซึ่งครูมองว่าเป็นพื้นที่ที่ดีมาก เราสามารถจำลองสถานการณ์ต่างๆ ผ่านตัวชง ให้นักเรียนได้เห็นว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น นักเรียนจะมองปัญหานี้แบบไหน แก้ไขปัญหานี้ยังไง นี่คือกระบวนการจิตศึกษา เป็นการพัฒนาปัญญาภายในของนักเรียน เมื่อเขาตกอยู่ในสถานการณ์จริงเขาจะสามารถประวิงตัวเอง สร้างความเข้มแข็งในจิตใจของเขาเองได้ ซึ่งเมื่อนักเรียนแต่ละคนแชร์คำถามคำตอบของตัวเอง ทุกคนก็จะมีโอกาสรับฟังสิ่งที่เพื่อนคิดว่าเป็นอย่างไร อ๋อ… ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์นี้ เพื่อนฉันเลือกทำแบบนี้ ก็เหมือนกับเป็นการเพิ่มทางเลือกในการตัดสินใจให้เขาด้วยค่ะ”

สำหรับครูเกม หากโรงเรียนต้องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กไว้ใจ สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ มายด์เซ็ตของตัวครูเอง

“เริ่มต้นที่ตัวเรานี่แหละค่ะสำคัญมาก ในการที่จะเปลี่ยนแปลงเด็กคนหนึ่ง เราต้องเริ่มต้นศึกษาวิธีการด้วยตัวเราเอง แล้วก็เปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเอง ระบบความคิดเราเอง การแสดงสีหน้าท่าทาง แม้กระทั่งการสอนในคาบรายวิชา หรืองานต่างๆ ที่เรารับผิดชอบ”

โดยเฉพาะในการจัดกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน ครูเกมเน้นว่าต้องปลอดภัยสำหรับเด็ก ไม่เฉพาะทางด้านร่างกาย แต่รวมถึงความปลอดภัยทางจิตใจด้วย ซึ่งกิริยาท่าทางและคำพูดของครูก็เป็นส่วนหนึ่ง 

“แค่บางคำพูดหรือบางการกระทำของเราเนี่ยจะสามารถสร้างปมในจิตใจให้เด็กได้ เด็กจะเกิดคำถามในตัวเขาว่า ทำไมฉันถึงต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้” 

ซึ่งครูเกมมองว่าการที่ครูคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีจะส่งพลังบวกไปถึงคนรอบข้าง ที่สำคัญคือตัวนักเรียนที่จะได้เรียนรู้ ซึมซับ และนำไปใช้กับเพื่อนของเขาต่อไป 

“ในที่สุด พื้นที่ปลอดภัยจะไม่ใช่แค่ครูเท่านั้นเป็นคนสร้าง แต่นักเรียนก็สร้างความปลอดภัยให้กับตัวเองและเพื่อนๆ ได้ค่ะ” 

ทั้งโรงเรียนต้องทำงานเป็นทีม ติดตั้งทักษะการคิดและการแก้ปัญหาให้นักเรียน

ในบริบทของโรงเรียน นอกจากคุณครูใจดีแล้ว ยังมีคนอีกหลายรูปแบบที่เด็กๆ ต้องพบเจอ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยจึงมีอีกหนึ่งคำตอบอยู่ที่การออกแบบระบบและมาตรการเพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสม

‘ครูปุย’ ณัฎฐ์ภรณ์ วงษ์กัญจนาพัน คุณครูวิชาการ โรงเรียนบ้านบึงมะลู กล่าวถึงความคาดหวังว่า “เราอยากให้ลูกๆ นักเรียนได้มาโรงเรียนอย่างมีความสุข แล้วก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการดูแลจากครู จากชุมชน เพื่อให้เขาได้เติบโตไปในสังคมที่ปลอดภัยนะคะ”

แน่นอนว่า สำหรับคุณครู ภารกิจสำคัญคือการสร้างห้องเรียนที่ปลอดภัย แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น การทำงานร่วมกันด้วยความใส่ใจและเป็นไปในทิศทางเดียวกันของทั้งโรงเรียน จะช่วยให้สามารถดูแลแก้ปัญหาได้อย่างทั่วถึง

“ที่โรงเรียนเราเน้นการทำงานเป็นทีม ทั้งครูแล้วก็นักเรียน ถ้าเกิดเหตุอะไรก็ตามเราจะคุยกับเด็กเลย แต่เราไม่คุยกับเด็กคนเดียว จะพูดถึงในภาพรวมว่ามันไม่ควรเกิดขึ้น คุยให้รับรู้เท่ากัน รับรู้ไปพร้อมกันทั้งโรงเรียน อาจจะเป็นเรื่องเล็กเล่นใหญ่นิดนึง เพื่อให้เด็กได้ตระหนักร่วมกันทั้งโรงเรียนว่าพี่อยู่ร่วมกัน พี่อยู่ด้วยกัน ถึงแม้พี่จะอยู่คนละระดับชั้น แต่พี่คือนักเรียนโรงเรียนบ้านบึงมะลู ก็คือให้เห็นภาพรวมของการอยู่ร่วมกัน”

“เพราะโรงเรียนคือการจำลองชีวิตจริงของนักเรียนในอนาคต เขาอาจต้องเจอสิ่งนี้ในอนาคต เราต้องสอนให้เขารับมือกับมันให้ได้ แก้ปัญหานั้นให้ได้ แล้วก็ต้องปรับใจตัวเองให้ก้าวข้ามผ่านเรื่องนั้นๆ ไปให้ได้” 

แนวทางของโรงเรียนบ้านบึงมะลูคือ ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดจากห้องไหน หรือครูคนไหนเป็นคนรับเรื่องรับฟ้อง ครูต้องไม่เพิกเฉย ไม่มองว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย โดยเบื้องต้นครูจะพูดคุยปรึกษาหารือกันก่อน จากนั้นจึงจะเรียกเด็กทั้งโรงเรียนมารับทราบปัญหาร่วมกัน

“ทั้งหมดนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากเพื่อนครูด้วยกัน เพราะว่าการที่จะเรียกเด็กทั้งสายชั้นลงมา มันไม่ใช่แค่เด็กห้องเรา แต่มันคือเด็กห้องอื่นด้วย บางทีครูเขาอาจจะกำลังสอนอยู่ ก็ต้องขอความร่วมมือว่ามันมีเรื่องนี้นะ มันไม่ควรเกิดขึ้นนะ เด็กได้รับผลกระทบนะ …ก็คือต้องขอบคุณคุณครูร่วมวิชาชีพที่โรงเรียนเลย เราไปด้วยกันเป็นทีมจริงๆ และมันแก้ปัญหาได้จริงๆ ค่ะ”

สำหรับแนวทางการสร้างความปลอดภัยทางใจ โรงเรียนบ้านบึงมะลูเน้นการออกแบบให้เด็กสามารถรับมือได้ โดยการสร้างแบบจำลองให้เห็นว่าแต่ละการเลือกหรือการตัดสินใจของเขาจะส่งผลกระทบอย่างไรได้บ้าง  

“ให้เขารู้ว่าถ้าเขาเลือกทางที่ถูก เขาจะไปต่อยังไง ถ้าเขาเลือกทางที่ผิดเขาจะไปต่อยังไง เขาจะได้รับผลกระทบยังไง ทุกๆ การเลือกของเขามีผลกระทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเชิงบวกหรือเชิงลบก็ตาม และถึงแม้สิ่งที่เขาเลือกในวันนี้ที่คิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ถ้าเดินไปอีกสักพัก เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว เขาจะรับมือกับมันยังไง แล้วเขาจะปรับยังไงให้เขาสามารถไปต่อได้” 

ครูปุยบอกว่าที่ออกแบบในลักษณะนี้ เพราะมองว่าในโลกที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนนั้น ครูไม่สามารถเลือกให้เด็กได้ แต่สามารถนำตัวอย่างจากข้างนอกมาให้ฝึกคิดฝึกตั้งคำถามได้ 

“เราอาจจะทำในห้องเรียนก็ได้นะคะ ออกแบบสถานการณ์แล้วให้เด็กเลือกตอบ แล้วก็ต้องบอกเขาด้วยว่า ไม่ว่าพี่จะเลือกทางไหนก็ตาม มันเป็นการตัดสินใจของพี่ เราจะไม่บอกเด็กว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี จนกว่าเขาจะให้เหตุผลกับเรา บางทีเหตุผลของเขามันคือดีที่สุดสำหรับเขาในบริบทของเขา เราต้องไม่ไปตัดสิน แต่ให้เขาตั้งคำถามและตั้งความหวังกับตัวเองก่อน ให้เขารับมือได้ในอนาคต”

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ครูปุยพบว่าเด็กที่ถูกฟ้องส่วนใหญ่จะเป็นเด็กสมาธิสั้น ดังนั้นนอกจากการแก้ปัญหาตามที่กล่าวมาแล้ว ครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมของเด็กๆ กลุ่มนี้ซึ่งมีความละเอียดอ่อนมากขึ้นด้วย 

“ถ้าเริ่มได้ตั้งแต่กระบวนการสร้างครู มีวิชาที่สอนมาเลย มีพื้นฐานแล้วพอไปเจอสถานการณ์จริงในโรงเรียนก็จะได้ไม่ต้องมาพูดว่า ฉันไม่เคยเจอเลยนะเด็กประเภทนี้ ทำไมเราไม่สร้างตั้งแต่กระบวนการแรกเลยว่า ครูที่ออกไปต้องรู้จักประเภทของนักเรียนแล้ว ถือว่าเป็นการสร้างความตระหนักรู้ก่อน ก่อนจะตระหนักใช้ เพราะว่าจะได้ไปใช้จริงที่โรงเรียนแน่นอน เพราะในอนาคตเราอาจจะเจอเด็กสัดส่วนนี้ในจำนวนที่มากขึ้น 

สำหรับที่โรงเรียน ไม่ว่าเด็กจะมารูปแบบไหนเราไม่ปล่อยผ่าน แต่ว่าจะรับมือและอยู่ร่วมกันทั้งครูและนักเรียนได้ยังไง เราจะเดินไปด้วยกันแบบไหน ที่ทั้งเด็กปกติ เด็กเก่ง เด็กกลาง เด็กอ่อน ได้เรียนรู้อย่างปลอดภัยที่สุด”

ครูปุยฝากถึงเพื่อนครูว่า ไม่อยากให้มองเด็กนักเรียนเป็นแค่ชิ้นงาน ที่อาจจะแค่สอนแล้วก็จบไป “ถ้าเรามองเขาเป็นเด็ก คนๆ หนึ่งที่มีความรู้สึกรับรู้ได้ แล้วหันมาฟังเขามากขึ้น ดูแลใจไปพร้อมกับการเรียน ก็จะทำให้เราได้เด็กอีกหลายคนที่พร้อมออกไปเรียนรู้แล้วก็เติบโตข้างนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ”

ศึกษานิเทศก์ต้องเชื่อมโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และต้นสังกัด

ในบทบาทของศึกษานิเทศก์ซึ่งต้องลงพื้นที่ไปพบกับคุณครูและนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ดวงหทัย อุ่นใจ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สพป. ศรีสะเกษเขต 1 บอกว่าสิ่งที่อยากเห็นคือ บรรยากาศในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยความรัก 

“โรงเรียนไหนเป็นโรงเรียนที่ปลอดภัย สังเกตได้จากสีหน้าคุณครูแล้วก็เด็กๆ รวมถึงบรรยากาศในห้องเรียน เด็กๆ ที่มีความสุข สีหน้าเขาจะแสดงออกมาค่ะ เราอยากเห็นบรรยากาศแบบนั้น ครูกล้าที่จะพูดกับเด็ก เด็กกล้าที่จะพูดกับคุณครู กล้าแสดงออกในสิ่งที่เขาภูมิใจ หรือแม้กระทั่งกล้าแสดงความคิดเห็น และที่สำคัญก็คือ ‘ไว้ใจ’ 

แต่จะมีครูสักกี่คนที่เด็กไว้ใจพูดในเรื่องส่วนตัวคะ ถ้าคุณครูคนไหนได้รับความไว้วางใจ มีเด็กมาเล่าเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวที่น้อยคนนักที่เขาจะเล่าให้ฟัง เรียกว่ากล้าเปิดใจดีกว่านะคะ อันนั้นคือบรรยากาศที่เราอยากเห็นโรงเรียนเป็นแบบนั้น”

ศน.ดวงหทัย กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเวลาคุณครูพบเด็กที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียน พฤติกรรมหรืออารมณ์ ศึกษานิเทศก์จะนำเรื่องนี้มาหาแนวทางในการที่จะช่วยคุณครูอีกทางหนึ่ง 

“ในส่วนของต้นสังกัดหรือว่าสำนักงานเขตเอง ปกติเราจะมีนักจิตวิทยาประจำเขต 1 คนนะคะ ถามว่าเพียงพอไหม ไม่เพียงพอแน่นอน เพราะอย่างศรีสะเกษเขต 1 จำนวน 258 โรงเรียน มีนักจิตวิทยาเพียง 1 คนแน่นอนเลยว่าแต่ละโรงเรียนมีเคสไม่เว้นแต่ละวัน 

ดังนั้น เราจึงมองว่าจะมีวิธีการไหนที่ช่วยคุณครูหรือผลักดันคุณครูให้มีความรู้ความสามารถในเรื่องการให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือเด็ก อันนี้รวมไปถึงผู้บริหารด้วยนะคะ ผู้บริหารก็จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ และไม่ว่าจะเป็นต้นสังกัดเองหรือว่าผู้บริหารโรงเรียนจะต้องเห็นความสำคัญตรงนี้”

ที่สำคัญ ศน.ดวงหทัย อยากให้คุณครูเข้าใจตรงกันว่า ‘พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องกายภาพ แต่เป็นเรื่องทางจิตใจที่คุณครูต้องรู้ว่าพฤติกรรม การแสดงออก หรือการสื่อสารแบบไหนที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย

“บางทีครูหลายท่านอาจจะไม่ได้ตระหนักในเรื่องนี้ คำพูดที่สื่อสารออกไป  คนพูดอาจไม่ได้คิดหรอก แต่แค่คำเดียวมันอาจจะฝังในใจเด็กคนนั้นไปตลอดชีวิตก็ได้” 

“ดังนั้นก็อยากให้คุณครูทุกท่านได้หันกลับมามองในเรื่องนี้ให้ให้มากขึ้นว่า คำว่าพื้นที่ปลอดภัยเราจะต้องช่วยกันเริ่ม เริ่มจากตัวคุณครูเองก่อนนี่แหละ ค่อยๆ เรียนรู้และฝึกฝนไปเรื่อยๆ ถ้าทำได้เหมือนกับครูเกมหรือครูปุยก็จะดีมากนะคะ สร้างสถานการณ์ให้เด็กพร้อมที่จะเรียนรู้ โดยทุกการตัดสินใจของเด็กคือการฝึกให้เขามีเหตุผล เราจะไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เขาเลือกมันผิดหรือถูก แล้วเขาก็ได้เรียนรู้จากแนวคิดของเพื่อน เพื่อที่จะเป็นต้นทุนทางจิตใจให้นำไปใช้ในอนาคตต่อไปค่ะ”

ทั้งนี้ จากประสบการณ์ของศึกษานิเทศก์ นอกจากต้องสนับสนุนองค์ความรู้และวิธีดูแลช่วยเหลือเด็กให้กับคุณครูแล้ว ความรู้ความเข้าใจของพ่อแม่ผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ปัญหาของเด็กได้รับการแก้ไข

“ตอนนี้เหมือนยังมีช่องว่างอยู่ว่าจะทำอย่างไรเราถึงจะประสานทั้งสามส่วนนี้ ทั้งต้นสังกัดเอง โรงเรียนเอง แล้วก็ผู้ปกครองชุมชน ให้มีส่วนช่วยให้เด็กเกิดความไว้ใจ เกิดความปลอดภัยในโรงเรียน อันนี้คือสิ่งที่มองว่าเราน่าจะช่วยกันทำตรงนี้ให้มันเกิดความจริงจังนะคะ”

เพราะจากข้อมูลที่ศน.ดวงหทัยได้รับทราบจากโรงเรียนในพื้นที่ เธอบอกว่าสถานการณ์ค่อนข้างน่าตกใจ เนื่องจากในภาคเรียนที่ผ่านมาพบเด็กประถมปลายมีอาการซึมเศร้าแล้ว

“เมื่อ 1- 2 ปีที่แล้ว เราเจอเคสเด็กมัธยม ทีนี้พอมาได้ยินว่า ป.5 ป.6 มีอาการซึมเศร้า  และเหมือนจะมีเรื่องพฤติกรรมความรุนแรงเข้ามาด้วย ทำให้เรามองว่าน่าเป็นห่วงมากนะคะ และเป็นข้อกังวลว่าเราจะมีวิธีการช่วยได้อย่างไร” 

“ในเรื่องของการพัฒนาฐานใจของผู้เรียน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาโฟกัสกันอย่างจริงจัง เพราะว่าความรุนแรงของปัญหามันเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเราแล้วนะคะ” 

สุดท้ายเธอยืนยันว่า การทำงานเรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและฝากความหวังไว้ที่คุณครูค่อนข้างมาก แต่ครูจะไม่โดดเดี่ยว หน่วยงานต้นสังกัดพร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ครูต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคำว่า ‘ความรุนแรง’ ‘ความปลอดภัย’ เพื่อให้เด็กได้การเรียนรู้อย่างมีความสุข

หากครอบครัวและโรงเรียนไม่สามารถโอบอุ้มเด็กให้เดินไปในเส้นทางที่ถูกต้องได้ ปลายทางอาจไปหยุดอยู่ที่คดีความหรือสถานพินิจฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ เสนีย์ เรืองฤทธิ์ราวี ประธานอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของ สพป. ศรีสะเกษเขต 2 (อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษเขต 4 และอดีตผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดศรีสะเกษ) บอกว่า ไม่อยากเห็นอนาคตของเด็กคนไหนต้องจบลงเช่นนั้นเลย

“ในการทำงานที่ศาล ผู้พิพากษาก็คุยกันได้ข้อสรุปว่า เรามาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุทั้งนั้นกว่าจะมาถึงศาล ถ้ามองย้อนกลับไปว่าเด็กมาถึงขนาดนี้มันน่าจะมีปัจจัยอะไร เราก็มองว่าโรงเรียนอาจจะไม่เห็นความสำคัญของปัญหาเบื้องต้น เช่น กรณีเด็กเกิดความรุนแรง ครูก็รับฟังแต่ว่าปล่อยให้มันผ่านไป เหตุการณ์เหล่านั้นเด็กที่ถูกกระทำก็ฝังใจ ถ้าถูกกระทำได้หนึ่งครั้ง ผู้กระทำก็อาจจะมีการกระทำครั้งต่อไป มันก็สะสมความไม่พอใจที่ต่อสู้ไม่ได้ นานวันเข้าก็อาจจะระเบิดออกมา หรือไปรวมกลุ่มกลับมาเอาคืน” 

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์เสนีย์จึงมองว่าโรงเรียนควรร่วมเผชิญเหตุไปพร้อมกับนักเรียน ด้วยการรับฟัง เอาใจใส่ดูแล และจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

“ผมว่าถ้าจะให้เด็กรู้สึกปลอดภัย สิ่งที่เขาควรจะได้รู้สึกก็คือ ความปลอดโปร่งโล่งสบายใจ ไม่มีอะไรต้องกังวล นั่นต้องย้อนไปดูอีกประเด็นหนึ่งคือ ความ(ไม่)ปลอดภัยในห้องเรียน อาจจะไม่ใช่จากการดุด่าว่ากล่าวของครู อาจจะไม่เพียงแต่การล้อเลียนของเพื่อน แต่เด็กที่เขาเรียนไม่เก่ง เขาเรียนไม่ทันเพื่อน ครูให้ทำอะไรก็ทำไม่ค่อยได้ แล้วครูก็หลงลืมไปที่จะดูแลเขา อันนี้เป็นมุมที่คนไม่ค่อยมอง ก็คือ ความปลอดภัยในการที่จะได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ถ้าเด็กคนไหนเจอเหตุการณ์แบบนี้ เขาก็จะจิตใจว้าวุ่นหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา ไหนจะถูกเพื่อนมอง ถูกเพื่อนล้อ หรือครูก็อาจจะดุในบางครั้ง 

มุมนี้โรงเรียนต้องไม่ลืมว่า ความปลอดภัยในการที่เขาจะได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ต้องทำให้เด็กสบายใจที่จะอยู่ที่จะเล่นที่จะทำกิจกรรมกับเพื่อน” 

ดังนั้น โรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศในการอยู่ร่วมกันด้วยความสบายใจ ในทุกพื้นที่ ทุกกิจกรรม และทุกระดับความสัมพันธ์ ไม่เฉพาะแค่ครูกับนักเรียนเท่านั้น

“ในกลุ่มเพื่อนก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าเพื่อนยังมีทัศนคติว่า หยอกเพื่อนเล่นๆ แต่คนที่ถูกกระทำอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เพราะมันคือชีวิตจริงเขา เขาทุกข์ทรมานกับเรื่องนั้นมาก มันก็กลายเป็นความไม่ปลอดภัย” 

ความปลอดภัยในโรงเรียนในมุมมองของอาจารย์เสนีย์ จึงต้องปรับมุมมองให้รอบด้านและทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความปลอดภัยในการเรียนรู้ของเด็ก ครูต้องมีความเข้าใจ ใส่ใจและทำงานร่วมกัน โดยยึดผลประโยชน์ของเด็กเป็นตัวตั้ง 

“ถ้าครูมีพื้นนิสัยส่วนตัวอารมณ์อัตตาความเป็นครูว่าฉันต้องมีอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ตัดสินได้ จบไม่จบอยู่ที่ฉัน ได้เกรด 0 หรือได้เกรดเท่าไรก็อยู่ที่ฉันนี่ อันนี้ก็อันตราย อาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ทั้งตัวเด็กและก็ความรู้สึกของครูไม่ปลอดภัย คำว่า ‘ไม่ปลอดภัย’ ก็คือ เกรงว่ามันจะมีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน”

ในส่วนของกระบวนการสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน อาจารย์เสนีย์เสนอ 3 ขั้นตอน คือ 1) ต้องมีกระบวนการที่รับผิดชอบและร่วมกันเรียนรู้แก้ปัญหาไปด้วยกันทั้งระบบ 2) ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนต้องเข้มแข็ง เพราะว่าระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะทำให้ครูรู้จักเด็ก 3) ใช้จิตวิทยาเชิงบวกและไม่ผลักภาระไปให้ครูแนะแนวและครูที่ปรึกษา 

“มีมุมมองอีกอันนึงที่อยากจะแลกเปลี่ยนก็คือ ครูส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดไม่ได้จบจิตวิทยา แต่คิดว่าครูเกือบทั้งหมดก็มีจิตใจที่อยากจะดูแลช่วยเหลือเด็ก แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาอาจจะไม่ได้ทำสิ่งนั้นอย่างเพียงพอ เช่น อาจจะไม่ได้รับฟังเด็กอย่างลึกซึ้งอย่างตั้งใจอย่างใส่ใจ สิ่งที่ทำให้ครูเป็นแบบนั้นผมคิดว่าเขายังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในความหมายของคำว่า ‘ความรุนแรง’ ความหมายของ ‘ความปลอดภัย’ 

เรายังอยู่ในสังคมโรงเรียนแบบวิถีไทยหรือวัฒนธรรมไทย เช่น การเขกหัวกันบ้าง อะไรบ้าง หยอกล้อกันบ้าง ก็ยังถือว่ารับได้ ด่าพ่อด่าแม่กันบ้าง ถือว่ารับได้ แตะก้นกันบ้าง ถือว่ารับได้ แต่สังคมสมัยใหม่มันไม่ได้แล้ว”

สำคัญที่สุดจึงเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับครู ในความละเอียดอ่อนของคำว่า ความปลอดภัย ความรุนแรง รวมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น หากยังปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ผมจึงเสนอว่า เราน่าจะต้องสร้างองค์ความรู้ให้ครูอย่างลุ่มลึก แต่รูปแบบอาจจะต้องปรับไป มาร่วมแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น ต่างคนต่างเอาประสบการณ์ที่สำเร็จหรือปัญหามาแชร์กันแล้วเรียนรู้ร่วมกัน เริ่มจากวงเล็กๆ แล้วก็ทำบ่อยๆ อาจจะขยายวงมากขึ้นจนกระทั่งกลายเป็น PLC  ขยายองค์ความรู้ทีละน้อยๆ จะช่วยให้เรามีพลังในการทำงานที่มากขึ้น ไม่รู้สึกว่าทำอยู่คนเดียว มันจะสำเร็จได้มากกว่าการที่หน่วยงานต้นสังกัดจัดการอบรมแล้วก็หายไปเลย” 

อาจารย์เสนีย์ยืนยันว่าถ้าช่วยให้ครูเข้าใจถึงสภาพปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ครูส่วนใหญ่จะไม่เพิกเฉย ไม่ละเลยต่อปัญหา หรือปล่อยผ่านเหมือนที่ผ่านๆ มา

“แต่จะทำอย่างไรให้ครูตระหนักถึงระดับความรุนแรง ถ้าหากว่าเราไม่เข้าไปแก้ปัญหานั้น อย่ามองว่ามันก็เป็นอย่างนี้แหละ เด็กรุ่นนั้นก็เป็น เด็กรุ่นนี้ก็เป็น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เดี่ยวก็จบไป แต่ลืมไปว่าจบไปก็จริง แต่บาดแผลในใจมันฝังตัวเด็กออกไปด้วย เราไม่ได้แก้ให้เขา ไม่ได้ใส่ยาให้เขา ไม่ได้ดูแผลเป็นให้เขาตั้งแต่ตอนนี้ ให้มันลบมันเลือนมันหายไป อันนี้ผมคิดว่าถ้าหาวิธีที่สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มันน่าจะสามารถขยายองค์ความรู้และเกิดผลสำเร็จได้จริงครับ”

โรงเรียนควรสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้เด็กรู้สึกว่า ‘ฉันสามารถเรียนรู้และเติบโตที่นี่ได้’

เมื่อเอ่ยถึงการเป็น ‘โรงเรียนที่เด็ก(รู้สึก)ไว้ใจ’ คำว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ กลายเป็นคีย์เวิร์ดที่ทุกคนให้ความสำคัญ แต่ถ้าถามถึงเงื่อนไขปัจจัยที่จะทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ดร.อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ หรือ ‘สมิทธ’ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก ชวนตั้งคำถามใหม่ว่า 

“ปัจจัยอะไรที่จะช่วยให้เด็กคนหนึ่งและครู รวมไปถึงครอบครัวของเด็ก รู้สึกไม่อึดอัดกับการเป็นตัวเองในพื้นที่ของโรงเรียน รู้สึกไม่กังวลกับการลองผิดลองถูกในพื้นที่ของโรงเรียนมากจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าขอบเขตการแสดงออกของแต่ละคนที่ควรจะเป็น หน้าตายังไง ซึ่งการรับรู้เหล่านี้เป็นการรับรู้ที่จำเป็นต้องถูกนำเสนอ พูดคุย แล้วก็ทำให้กลายเป็นวัฒนธรรม (Culture) ของการอยู่ร่วมกันในโรงเรียนนะครับ” 

“ความปลอดภัยในโรงเรียนจึงไม่ได้หมายถึงแค่ว่ามีกล้องวงจรปิด หรือต้องไม่มีใครบาดเจ็บ แต่หมายถึงโรงเรียนที่เด็กทุกคนรู้สึกว่าที่นี่ไม่มีใครทำร้ายเขา ที่นี่ไม่มีใครอยากตัดสินเขามากจนเกินขอบเขต และเมื่อเขาพลาดหรือว่าทุกข์ เขาสามารถที่จะเรียนรู้และเติบโตที่นี่ได้”

สมิทธย้ำว่า “โรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ที่จะบอกว่าใครถูกใครผิด ใครเก่งใครไม่เก่ง แต่โรงเรียนคือพื้นที่เรียนรู้ เพราะฉะนั้นในด้านของจิตใจ ก็ต้องมีพื้นที่ที่โอบรับเพียงพอให้คนรู้สึกว่าฉันสามารถเติบโตที่นี่ได้นะครับ” 

โดยองค์ประกอบของความปลอดภัยในการเรียนรู้ ประกอบด้วย ความปลอดภัยทางกาย ความปลอดภัยทางสังคม ความปลอดภัยทางอารมณ์ และความปลอดภัยทางใจ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่สามารถออกแบบได้

“เด็กไม่สามารถเลือกสถานการณ์ในชีวิตได้ แต่โรงเรียนสามารถจำลองสถานการณ์ที่ดีกับชีวิตเด็กได้ เพราะฉะนั้นโรงเรียนจำเป็นที่จะต้องถูกออกแบบบรรยากาศให้เป็นสถานการณ์ที่ดีต่อการเติบโตของชีวิตเด็ก เพราะถ้าโรงเรียนออกแบบได้ดีแล้ว สถานการณ์เหล่านั้นมันก็จะช่วยให้การทำงานของตัวเด็กนั้นมันไปในทิศทางที่ดีขึ้น” 

การสร้างบรรยากาศเชิงบวกในโรงเรียนจึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครองและชุมชน ต้องร่วมกันออกแบบ เพราะความปลอดภัยทางจิตใจ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เด็กสามารถรับมือกับความท้าทายของชีวิตได้

“เด็กต้องรู้สึกว่าเขาสามารถที่จะพูดคุยในเรื่องใหม่ๆ ที่เขาค้นหาคำตอบอยู่ได้ โดยเฉพาะยุคนี้เป็นยุคที่เราต้องพูดว่า การตั้งคำถามของเด็กคือหัวใจของการเรียนรู้นะครับ”

เมื่อความปลอดภัยทางจิตใจสำคัญต่อการเรียนรู้ สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ ทัศนคติและความรู้ความเข้าใจของครู เพราะ ‘ครู’ คือสภาพแวดล้อมที่ใกล้ตัวเด็กที่สุด 

“ผมคิดว่าหากเรามองว่าพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กที่แสดงออกมาในลักษณะที่เป็นปัญหาแล้ว เหมือนเป็นก้อนภัยพิบัติก้อนหนึ่ง ครูจำเป็นต้องมีทักษะให้ครบ เหมือนเวลาเราจัดการภัยพิบัติทั้งก้อนให้ได้นะครับ”

ซึ่งทักษะสำคัญที่ครูควรจะมี ได้แก่ 1. ทักษะในการเผชิญหน้ากับปัญหาเฉพาะหน้า และ 2. ทักษะในการฟื้นฟูเยียวยา เป็นสองทักษะที่จะทำงานหลังจากเจอกรณีปัญหาแล้ว และจากการประเมินของ WHO พบว่ามีต้นทุนสูงกว่าการป้องกันถึง 5 เท่า ดังนั้น สมิทธเสนอให้มีการทำงานในเชิงป้องกันและเฝ้าระวัง ซึ่งลงทุนน้อยกว่าและได้ผลดีกว่า

“เรามักจะคุ้นชินว่าในโรงเรียนมีวิชาที่เรียกว่าโฮมรูม มีวิชาที่เรียกว่าแนะแนว มีวิชาสังคม ภาษาไทย อะไรก็ตาม คำถามก็คือว่า มันมีวิชาไหนที่สอนให้เด็กสามารถรับมือเรื่องยากๆ ในชีวิตได้บ้าง หากยังไม่มี เราจะปรับเปลี่ยนวิชาเหล่านั้นให้มาเป็นวิชากลุ่มนี้ได้อย่างไร”

นอกจากการออกแบบการเรียนรู้เพื่อให้เด็กสามารถรับมือกับปัญหาท้าทายในชีวิตได้ เขาแนะนำเครื่องมือที่เรียกว่า Growth and Resilience Interventions  หรือ GRIs ที่พัฒนาร่วมกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยในกล่องนี้จะมีเครื่องมืออยู่ 26 กิจกรรมที่ช่วยครูดูแลสุขภาพจิตนักเรียน

“โจทย์แรกที่สร้างเครื่องมือกล่องนี้มาจากการที่เราอยากได้ชุดเครื่องมือที่สามารถเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่ไม่มีนักจิตวิทยาได้ และเป็นการทำงานที่ต่อเนื่องด้วยนะครับ อย่างที่หลายท่านพูดถึงว่าการทำงานมันไม่ใช่แบบจบที่ห้องอบรม แต่การที่ครูมีเครื่องมือที่มา Hands on เข้าไปในห้องเรียนได้แล้วก็ทำเป็นระยะๆ โดยที่ไม่ต้องไปปรับพื้นฐานทางด้านจิตวิทยา แบบที่ต้องจบ Certificate ก็จะทำให้ครูสามารถที่เล่นต่อเนื่องได้ทั้งเทอมนะครับ ซึ่งตอนนี้เรากำลังพยายามจะทำให้มันกลายเป็น  วิชาเตรียมตัวสำหรับวัยรุ่น” 

นอกจากนี้ ยังมีชุดเครื่องมือที่ทำงานร่วมกับครอบครัว เรียกว่า Empower Family Tool Kit ซึ่งเป็นนวัตกรรมของบ้านกาญจนาภิเษก ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับห้องเรียนได้ด้วย เป้าหมายก็คือการทำให้ระเบิดเวลาในทางจิตใจของวัยรุ่นที่มีกับครอบครัวถูกดึงออกได้ง่ายขึ้น 

“ส่วนวัยประถมลงมาจะมีเครื่องมือ Growth Mindset Journal มีการ์ดที่ช่วยให้มองเห็นข้อดีของเด็ก หรือ Character Strength เวอร์ชั่นออนไลน์จะอยู่ในเว็บไซต์ famskool.com เครื่องมือเหล่านี้คือกระบวนการทำงานกับเด็กในช่วงก่อนที่จะเกิดปัญหาภัยพิบัติทางพฤติกรรมขึ้นมานะครับ”

สำหรับหลักการป้องกันและเฝ้าระวัง สมิทธบอกว่าจะใช้สมการที่ชื่อว่า ‘ความสัมพันธ์ที่จับต้องได้’ (Visible Relationship) ประกอบด้วย 3 ตัวแปรหลักๆ คือ เปิดใจ เชื่อมใจ ปรับใจ ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยให้ครูหรือคนทำงานรู้ว่าอะไรที่ทำไปแล้ว อะไรที่ยังไม่ได้ทำ และจะเติมเต็มได้อย่างไร

“ตัวแปรแรกก็คือเรื่องของการเปิดใจ การเปิดใจคือการทำให้คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ครู ครอบครัว สามารถที่จะมองเห็นข้อดีของกันและกันได้ มีคำศัพท์ชุดเดียวกันที่เมื่อสื่อสารไปแล้วจากคนที่ 1 ไปสู่คนที่ 2 แปลความหมายของคำศัพท์ที่พูดถึงคุณค่าในทิศทางเดียวกันและเข้าใจตรงกัน 

เมื่อคนเรามองเห็นคุณค่ากัน โอกาสที่เราจะเปิดใจให้กันและกันมันก็จะมากขึ้น บรรยากาศเชิงบวกก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น

เราลองจินตนาการภาพตาม มีครูสักท่านหนึ่งเข้ามาในห้องเรียนแล้วบอกว่า ‘เด็กคนนี้หาดีไม่ได้เลย’ โอกาสที่เขาจะสามารถทำงานเชิงบวกกับเด็กคนจะเกิดขึ้นได้ไหม คำตอบชัดเจนเลย…ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นหากมีจุดตั้งต้นที่สามารถทำให้คนคนหนึ่งหาข้อดีของอีกคนหนึ่งให้ได้ก่อนที่จะเริ่มทำงานอะไรก็ตาม เป็นจุดที่สำคัญที่สุดนะครับ 

เมื่อเราเห็นคุณค่าของคนที่อยู่ตรงหน้าแล้ว การปฏิบัติของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย และคนที่อยู่ตรงหน้าเราเขาก็จะรับรู้สิ่งนั้นได้ด้วยเช่นกัน ว่าเราเห็นคุณค่าของเขา แล้วมันจะต้องถูกแสดงออกมาในเชิงปฏิบัติด้วย ไม่ใช่แค่คำพูดอย่างเดียว อาจจะมีการเขียน การทำ Report แล้วก็อื่นๆ นะครับ”

สำหรับส่วนที่ 2 การเชื่อมใจ คือการทำให้บทสนทนาเกิดขึ้นด้วยความใส่ใจกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องที่ต้องการการแลกเปลี่ยน ทำอย่างไรให้ทุกการสนทนาเป็นรูปแบบเชิงบวกมากขึ้น

“ฉะนั้นการเปิดใจกับเชื่อมใจ เมื่อบวกกันแล้วมันคือกระบวนการที่เราเรียกว่าเป็นกระบวนการป้องกัน ควรทำก่อนแล้วก็ทำให้สม่ำเสมอด้วยนะครับ”

ตัวแปรต่อมาคือ การปรับใจ คือการทำให้เกิดการจำลองสถานการณ์ก่อนวันที่จะเกิดปัญหา และหาวิธีการในการที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดแล้วเพิ่มทักษะทางความคิด ต้นทุนทางจิตใจ ให้สามารถรับมือเรื่องเหล่านี้ได้

“หนึ่งในเกมที่อยู่ในกล่อง GRIs คือเกมที่เรียกว่า Strength Cognitive เราเอาเรื่องของจิตวิทยาเชิงบวกมาผสมผสานกับ CBT – Cognitive Behavioral Therapy คือทำให้เด็กสามารถรับมือกับสิ่งยากๆ ในชีวิตได้ แล้วก็มีทางเลือกที่ทำให้คนที่อยู่รอบๆ ได้มาเรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งพอออกแบบมาเป็นเกม โอกาสที่เขาจะรับรู้และเรียนรู้ก็ง่ายขึ้น อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการทำงานในเชิงเฝ้าระวัง” 

เมื่อเด็กมีต้นทุนทางจิตใจ มีศัพท์ที่จะสื่อสารความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ ตัว Y ของสมการนี้ก็คือ ‘ความอุ่นใจ’ คือการที่เขาสามารถมองเห็นคุณค่าในตัวเองและรู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่นมากขึ้น

“พอเราทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาได้แล้ว อีกหน้าหนึ่งก็คือความหมายของคำว่า ‘จับต้องได้’ มันคือการทำให้เกิดการรับรู้ได้มากขึ้น เกิดการมองเห็นได้มากขึ้น แล้วก็สามารถที่จะสื่อสารกันได้มากขึ้นนะครับ”

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จริง โรงเรียนต้องให้พื้นที่ที่เพียงพอสำหรับการทำกิจกรรม มีช่วงเวลาที่ชัดเจน และทำให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมของทุกคน 

“มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา เป็นวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันในโรงเรียน แล้วสิ่งที่จะได้ในระยะยาวก็คือ เราสามารถที่จะส่งข้อมูล ส่งเนื้อหา หรือการออกแบบพื้นที่ปลอดภัยที่เป็นเชิงระบบ เข้าไปในพื้นที่ของโรงเรียนได้ง่ายขึ้น เพราะวัฒนธรรมมันรองรับแล้ว เราอยากจะเพิ่มเติม อยากจะชวนคุยเรื่องอะไร หลายๆ เรื่องมันก็จะง่ายขึ้นนะครับ”

แน่นอนว่า แม้จะมีกระบวนการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะพบเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือกำลังเผชิญกับความรู้สึกไม่ปลอดภัย ในกรณีเช่นนี้ กระบวนการฟื้นฟูเยียวยาจะเข้ามาทำงานต่อเนื่อง โดยใช้ชุดเครื่องมือที่เรียกว่า Trauma-informed CBT 

“หากเราพูดถึงเรื่องของการฟื้นฟูเยียวยา มันไม่ได้ใช้เวลาสั้นนะครับ จำเป็นที่จะต้องทำงานอย่างสม่ำเสมอ เริ่มตั้งแต่การทำให้เขามีคำศัพท์ใหม่กับการเรียกชื่อคุณค่า คำศัพท์ใหม่เกี่ยวกับเรื่องของอารมณ์ คำศัพท์ใหม่ที่เขาสามารถมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนเพิ่มเติมขึ้นมา แล้วค่อยไปถึงการปฏิสัมพันธ์กับเหตุการณ์ การยืนยันกับตัวเองว่าฉันจะยืนหยัดกับเรื่องราวต่างๆ ด้วยท่าทีแบบไหนถึงจะสามารถก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งตัวนี้จะค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น” 

“แต่ต้องบอกว่า วิธีการใดก็ตามในโลกใบนี้ที่ทำงานกับเรื่องของจิตใจมนุษย์ มันไม่สามารถที่จะถอนรากความเจ็บปวดออกจากจิตใจได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ”

เพราะฉะนั้น กระบวนการนี้จึงไม่ใช่การทำให้เด็กหลงลืมสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เป็นการทำให้เขามีพลังงานที่ดีเพียงพอที่จะรับมือ ต่อให้มีตัวกระตุ้น (Trigger) ให้กลับไปคิดถึงเรื่องนั้น 

“การรับมือไหวจึงเป็นหัวใจหลักของการทำงาน และเป็นเรื่องเดียวกันกับการทำงานเชิงป้องกันด้วย ซึ่งการทำให้เด็กรับมือกับเรื่องยากๆ ไหว คือโจทย์สำคัญที่จะต้องถูกออกแบบในระบบการศึกษาปัจจุบัน เพราะมันจะช่วยบรรเทาโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงได้มากครับ”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายเสียงจะกังวลในทัศนคติและการแสดงออกของครู แต่ สมิทธ ยังยืนยันว่า เจตนาดีของครูคือต้นทุนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยในการเรียนรู้ให้นักเรียน เพราะหากมีเครื่องมือที่ดีที่สุดมาวางอยู่ตรงหน้า แต่ไม่มีคนทำ เครื่องมือเหล่านี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลย

“ไม่มีคนที่เด็กไว้ใจอยู่ใกล้ๆ อย่างคุณครู เครื่องมือเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หลายๆ เครื่องมือต่อให้เราพาเด็กไปหานักจิตวิทยา แต่ถ้านักจิตวิทยาคนนั้นไม่ใช่คนที่เด็กไว้ใจ ประสิทธิภาพของเครื่องมือที่เขาใช้ ก็จะไม่สามารถส่งผลกับเด็กได้เท่ากับครูที่เด็กไว้ใจหนึ่งคนอยู่ตรงหน้า แล้วก็พยายามทำสิ่งดีๆ ให้กับเด็กนะครับ …อยากให้กำลังใจครูทุกท่านครับ” 

Tags:

ความเชื่อใจความปลอดภัยทางใจครูโรงเรียนความไว้วางใจนักเรียน

Author:

illustrator

ชุติมา ซุ้นเจริญ

ลูกครึ่งมานุษยวิทยาและนิเทศศาสตร์ รักการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร พอๆ กับการเดินทางข้ามพรมแดนทุกรูปแบบ เชื่อเสมอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่นิยมแบกโลกไว้บนบ่า

Related Posts

  • Education trend
    ความผิดพลาดของการสอนวิทยาศาสตร์ที่อาจพาประเทศชาติหลงทาง

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์

  • Social Issues
    ไม่ยุบ ไม่ควบรวม แต่ร่วมกันพัฒนา ‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ ของชุมชน เพื่อโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทย

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • Social IssuesMovie
    อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง: อนาคตสีจางๆ ของเด็กไทย ในรั้วโรงเรียนที่ล้อมด้วยอำนาจและผลประโยชน์

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ PHAR

  • Social Issues
    ระบบการศึกษาที่ “อะไรอะไรก็ครู” ไว้ก่อน

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • หน้าตาของความกลัวในรั้วโรงเรียน

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel