Skip to content
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    GritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed Mindset
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
Movie
13 June 2026

Wonder: ความน่าหวาดกลัวอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา หากแต่เป็นความมืดบอดที่หัวใจไม่อาจสัมผัสถึง

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Wonder เป็นภาพยนตร์อเมริกันที่สร้างจากวรรณกรรมชื่อเดียวกัน ในปี 2017 บอกเล่าเรื่องราวของ อ๊อกกี้ เด็กชายที่เกิดมาพร้อมความผิดปกติทางใบหน้าอย่างรุนแรง จนต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ ทำให้เขาไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่น
  • ในวัย 10 ขวบ อ๊อกกี้มีโอกาสไปโรงเรียนครั้งแรก ด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตา และต้องเผชิญกับการถูกบูลลี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นบททดสอบที่เขาต้องเรียนรู้และเติบโตในโลกแห่งความจริง
  • ความน่าประทับใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการไม่ยัดเยียดความทุกข์ทรมานให้อ๊อกกี้เพื่เด็อเรียกคะแนนความสงสาร แต่นำเสนอสภาพแวดล้อมทางสังคม ว่ามีความสำคัญอย่างไรในการโอบอุ้มและเยียวยาจิตใจเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ถูกมองว่าไม่ปกติ

เมื่อสองปีที่แล้ว ผมพาเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งที่มีใบหน้าผิดรูปฝั่งขวาไปทานมื้อกลางวันด้วยกันที่ร้านอาหารแถวบ้าน เชื่อไหมครับว่าทันทีที่เราสองคนเดินเข้าไปในร้าน สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมายังใบหน้าของเพื่อนผมจนเกือบจะเรียกว่า ‘เสียมารยาท’  

แม้จะไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงมวลความอึดอัดที่อบอวลอยู่รอบตัว ทั้งความตกใจของผู้คน ความหวาดกลัวของเด็กเล็ก หรือแม้กระทั่งสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาสงสารอย่างชัดเจนของบรรดาผู้สูงวัย ผมรู้สึกแย่แทนเพื่อนที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาแบบนั้น…จึงเหลือบตาไปมองเขาด้วยความเป็นห่วง 

ทว่าเขากลับไม่ได้แสดงท่าทีประหม่าหรือหลบสายตาใครเลย ตรงกันข้าม เขายังคงก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นใจด้วยท่าทีที่ดู ‘ปกติ’ สุดๆ 

อันที่จริง เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าตัวเองมักจะคิดง่ายๆ ว่า “เพื่อนคงชินและทำใจได้กับการถูกมองแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้วล่ะ” แต่พอได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Wonder จากคำแนะนำของใครบางคน มันกลับจุดชนวนความรู้สึกละอายใจขึ้นมาในส่วนลึก และทำให้ผมเข้าใจว่า มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ต้องทำตัวให้ดู ‘ปกติ’ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และในความเป็นจริง คงไม่มีมนุษย์คนไหนจะสามารถ ‘คุ้นชิน’ กับการถูกจ้องมองราวกับตนเป็นตัวประหลาดมาตลอดทั้งชีวิต 

Wonder บอกเล่าเรื่องราวของ ‘อ๊อกกี้’ เด็กชายที่เกิดมาพร้อมความผิดปกติทางใบหน้าอย่างรุนแรงจากโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยาก (กลุ่มอาการเทรเชอร์ คอลลินส์ หรือ Treacher Collins Syndrome) ตั้งแต่ลืมตาดูโลก เขาต้องใช้ชีวิตเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนร่วมกับเด็กคนอื่นๆ ได้

“ตั้งแต่นั้นผมผ่าตัดมา 27 ครั้ง เพื่อให้หายใจได้ มองเห็น ได้ยิน โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วย และบางครั้งก็ทำให้ผมดูดีขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ได้ช่วยให้ผมดูเหมือนคนปกติเลย

…ผมไม่มีวันเป็นเด็กปกติได้หรอก เด็กปกติไม่ได้ทำให้เด็กทั้งสนามเด็กเล่นวิ่งหนี เด็กปกติไม่โดนมองหน้าเวลาไปที่ไหนๆ แต่คุณจะมองผมก็ไม่เป็นไร”

ด้วยเหตุนี้ อ๊อกกี้จึงต้องเรียนหนังสือแบบ ‘โฮมสคูล’ โดยมีแม่เป็นผู้สอน จนกระทั่งอายุได้ 10 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายของเขาเริ่มคงที่และไม่มีโปรแกรมต้องผ่าตัดใหญ่ๆ อีก แม่จึงตัดสินใจส่งอ๊อกกี้เข้าโรงเรียนเป็นครั้งแรกในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อให้ลูกชายได้ก้าวออกจากเซฟโซนเพื่อไปเผชิญหน้ากับโลกแห่งความจริงภายนอก 

แม้หัวอกของผู้เป็นพ่อเป็นแม่จะรู้ดีว่า รูปลักษณ์ที่แตกต่างของลูกจะทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตา หรืออาจต้องเผชิญกับการถูกบูลลี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แม่ก็เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า อ๊อกกี้จะเรียนรู้วิธีที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในโลกที่ไม่ได้มีแต่คนใจดีได้ 

-1-

ช่วงเวลาวัยรุ่นตอนต้น ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ยากลำบากสำหรับเด็กทุกคน ทั้งจากฮอร์โมนที่พลุ่งพล่าน พฤติกรรมการทำอะไรตามๆ กันเพื่อความกลมกลืน และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน แต่สำหรับอ๊อกกี้ที่ต้องก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนครั้งแรกในชีวิต มันกลับเป็นบททดสอบที่สาหัสและท้าทายกว่านั้นหลายเท่า

ในโลกความจริง เขาไม่สามารถสวมหมวกอวกาศใบโปรดมาโรงเรียนเพื่อปิดบังใบหน้าจากสายตาของผู้คนได้อีกต่อไป และเขาก็ไม่อาจทำใจยอมรับสายตาที่จ้องมองราวกับเขาเป็นตัวประหลาดได้ โดยเฉพาะ ‘จูเลียน’ เพื่อนร่วมชั้นที่ต่อหน้าคุณครูจะสวมหน้ากากเป็นนักเรียนมารยาทงามจิตใจดี แต่ลับหลังกลับเป็นหัวโจกตัวร้ายที่คอยบูลลี่อ๊อกกี้ทุกครั้งที่มีโอกาส เด็กชายตัวน้อยจึงต้องเผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งรังแกอันโหดร้าย ที่คอยบีบรัดให้เขารู้สึกอึดอัดและสูญเสียความมั่นใจอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ทำให้ Wonder กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมในใจผม คือการที่ผู้กำกับไม่ได้ฉายเพียงภาพความทุกข์ทรมานของอ๊อกกี้จากการถูกรังแกเพื่่อเรียกคะแนนความสงสารเท่านั้น แต่ยังนำเสนอตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เราเห็นว่า ‘สภาพแวดล้อมทางสังคม’ โดยเฉพาะคนรอบข้าง มีความสำคัญอย่างไรในการโอบอุ้มและเยียวยาจิตใจเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ถูกมองว่าไม่ปกติ

-2-

สำหรับเด็กคนหนึ่ง ครอบครัวคือโลกใบแรกที่ให้ความอบอุ่นปลอดภัย ยิ่งกับอ๊อกกี้ หากไม่มีครอบครัวคอยประคับประคองใจดวงน้อยที่แสนจะเปราะบาง คงยากที่เขาจะยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง    

“ทำไมผมต้องอัปลักษณ์ด้วย พวกเขาไม่คุยกับผมด้วยซ้ำ หน้าตาประหลาดมันเป็นเรื่องใหญ่ ผมแกล้งทำเหมือนไม่เป็นไร แต่มันเป็น มันจะเป็นเรื่องใหญ่ไปตลอดเหรอ” เด็กชายหลั่งน้ำตาถามแม่ หลังกลับจากโรงเรียนวันแรก  

ในมุมของคนที่มีหลาน ผมเองก็นึกไม่ออกว่าถ้าตนเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์นั้น ผมควรจะใช้คำพูดแบบไหนหรือปลอบอ๊อกกี้อย่างไรให้เขาไม่ใจสลายบนพื้นฐานของความจริง ทว่า แม่ของอ๊อกกี้กลับเลือกที่จะยอมรับกับลูกชายอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอก็ไม่มีคำตอบให้เช่นกัน ก่อนจะปลอบโยนเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่หนักแน่นและเปี่ยมด้วยวุฒิภาวะ ราวกับกำลังให้คำปรึกษากับผู้ใหญ่ด้วยกันว่า 

“หัวใจคือแผนที่ที่บอกเส้นทางที่เราจะไปในอนาคต ส่วนหน้าตาคือแผนภาพที่บอกว่าเราเคยผ่านอะไรมาบ้าง” 

คำพูดนี้เปรียบเหมือนแสงสว่างที่ทำให้อ๊อกกี้หยุดฟูมฟาย และเริ่มเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง

อีกหนึ่งตัวละครที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ‘เวีย’ พี่สาวของอ๊อกกี้ ซึ่งเป็นตัวละครที่ผมชื่นชอบและอินยิ่งกว่าบทของแม่ด้วยซ้ำ เพราะ เวีย คือตัวแทนของลูกที่ถูกพ่อแม่ละเลย เธอมักถูกพ่อแม่มองข้ามอยู่เสมอ 

บนโต๊ะอาหาร ทุกคนพุ่งความสนใจไปยังเรื่องราวของอ๊อกกี้เพียงคนเดียว ไม่มีใครสักคนหันมาถามเวียเลยว่าวันนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะหากวันไหนอ๊อกกี้มีปัญหา พ่อกับแม่ก็พร้อมจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงทิ้งเวียไว้ลำพัง เพื่อรีบไปดูแลลูกชายที่พวกเขาคิดว่า ‘น่าสงสาร’

และ ‘เปราะบาง’ มากกว่า

“อ๊อกกี้เหมือนดวงอาทิตย์ ฉันกับพ่อแม่เหมือนดาวเคราะห์ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่ฉันรักน้อง ฉันชินแล้วกับวิถีของจักรวาล แม่บอกว่าตอนวันเกิดอายุสี่ขวบของฉัน ฉันอธิษฐานขอให้มีน้องชาย แล้วพอเขาเกิดมา เพียงครู่เดียวฉันก็รักเขาสุดหัวใจ”

ภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นว่า แม้เวียจะต้องเผชิญความโดดเดี่ยวจากการถูกพ่อแม่ละเลย แถมยังต้องเจอกับปัญหาส่วนตัวเมื่อ ‘มิแรนด้า’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวพยายามตีตัวออกห่าง แต่เวียกลับเป็นแบบอย่างของคนที่มี Empathy (ความเข้าอกเข้าใจ) คือการพยายามมองโลกผ่านสายตาและมุมมองของอ๊อกกี้ ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปที่มักเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเข้าใจผู้อื่น แต่แท้จริงแล้วมีเพียงแค่ Sympathy (ความเห็นใจ-สงสาร) ที่ตั้งอยู่บนบรรทัดฐานและการเอาความรู้สึกของตัวเองไปตัดสินคนอื่นเท่านั้น 

เวียไม่เคยตัดพ้อหรือเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ เพราะเธอรู้ดีว่าพวกท่านทุกข์ใจเรื่องน้องชายมากพอแล้ว และเธอก็ไม่เคยใช้ความน้อยใจนั้นเป็นข้ออ้างเพื่อมาระบายอารมณ์ใส่อ๊อกกี้เลย กลับกันเธอยังทำหน้าที่เป็นทั้งพี่สาวและเพื่อนแท้ที่คอยอยู่เคียงข้างน้องชายของเธอเสมอ ซึ่งเราจะเห็นผ่านหลายๆ ฉาก เช่น ฉากที่เธอเดินไปส่งน้องที่โรงเรียนวันแรก แล้วกระซิบให้กำลังใจข้างหูว่า 

“ฟังให้ดีนะ ใครจ้องก็ปล่อยเขาไป ยังไงนายก็แปลกแยก เพราะนายเกิดมาเพื่อโดดเด่น” 

รวมไปถึงฉากสำคัญที่เธอดึงสติอ๊อกกี้ที่มักจะยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล (โดยเฉพาะเวลาที่เขาจมดิ่งอยู่กับความทุกข์จากการถูกบูลลี่) เวียเตือนสติให้น้องชายตระหนักว่า เขาไม่ใช่คนเดียวบนโลกที่ต้องเผชิญกับเรื่องแย่ๆ และการเป็น ‘คนปกติ’ แท้จริงแล้วไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตที่ราบรื่นไร้อุปสรรค หากแต่คือการยอมรับความจริงให้ได้ว่า ความสุขและความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน

“สังเกตไหมว่า มิแรนด้า (เพื่อนสนิท) หายหน้าไปเลย ไม่สังเกตเหรอ แปลกเนอะ เธอไปค่ายฤดูร้อน หลังกลับมาก็ทำเมินใส่พี่ เพราะว่าโรงเรียนมันห่วย และคนเราเปลี่ยนไป ถ้านายอยากเป็นเด็กปกติก็ต้องรับเรื่องพวกนี้ให้ได้…ยังไงตอนนี้เราก็คือเพื่อนที่ดีที่สุดของกันและกันนะ”

-3-

นอกจากครอบครัวแล้ว ‘โรงเรียน’ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ก็มีส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงและชุบชูจิตใจของอ๊อกกี้ไม่แพ้กัน จริงอยู่ที่เขาต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งรังแกจากจูเลียนและกลุ่มเพื่อน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้รับมิตรภาพอันงดงามจาก ‘แจ๊ค’ และ ‘ซัมเมอร์’ ที่คอยอยู่เคียงข้าง ซึ่งนั่นทำให้อ๊อกกี้ได้เรียนรู้โลกตามความเป็นจริงว่า ในสังคมย่อมมีทั้งคนดีและคนนิสัยไม่ดีปะปนอยู่ร่วมกัน 

หากจะยกตัวอย่างของมิตรภาพในโรงเรียน แจ๊คคือคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุด เขาเป็นทั้งเพื่อนสนิทคู่หูของอ๊อกกี้และเป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งในใจที่น่าสนใจที่สุดเช่นกัน เพราะด้านหนึ่งเขาคือสมาชิกในกลุ่มของจูเลียน (หัวโจกที่ชอบบูลลี่อ๊อกกี้) แต่อีกมุมหนึ่งเขากลับปรารถนาที่จะเป็นเพื่อนกับอ๊อกกี้มากที่สุด

แจ๊คคือหนึ่งในสามของนักเรียนที่ครูทูชแมน (ครูใหญ่) ขอร้องให้มาช่วยแนะนำการใช้ชีวิตในโรงเรียนให้กับนักเรียนใหม่อย่างอ๊อกกี้ สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจในตัวแจ๊ค คือเนื้อแท้ของความเป็น ‘เด็กดี’ ในตัวเขา ซึ่งคำว่า ‘ดี’ ในที่นี้ไม่ได้วัดผลจากการเรียน แต่เป็นความงดงามในจิตใจ เพราะแม้ในตอนแรก แจ๊คปฏิเสธที่จะช่วยเหลืออ๊อกกี้  แต่พอทราบว่าอ๊อกกี้คือเด็กคนเดียวกันกับที่เขาเคยบังเอิญเจอที่ร้านไอศกรีม ซึ่งในวันนั้น น้องชายตัวน้อยของแจ๊คถึงกับร้องไห้โฮด้วยความกลัวทันทีที่เห็นหน้าอ๊อกกี้…ความทรงจำนั้นทำให้แจ๊คเปลี่ยนใจมารับหน้าที่ดูแลอ๊อกกี้ในที่สุด

“สี่เรื่องที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับอ๊อกกี้ พูลล์แมน ข้อแรกสุดคือ ถ้าเห็นหน้าเขาบ่อยๆ ก็ชิน ข้อสอง เขาหัวดีสุดๆ เขาเก่งกว่าผมทุกวิชา แถมเก่งวิทยาศาสตร์ที่สุดในโรงเรียน ข้อสาม เขานิสัยฮาใช้ได้เลย ส่วนข้อสี่ พอได้รู้จักอ๊อกกี้ ผมก็อยากเป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ จริงอยู่ว่าตอนแรกผมยอมรับว่าผมทำดีกับเขาเพราะแม่ผมขอไว้ แต่ตอนนี้ผมเองก็อยากอยู่ใกล้เขา เพราะเขาเป็นเพื่อนที่ดี ถ้าให้เด็กป.5 เรียงแถวหน้ากระดาน แล้วให้ผมเลือกว่าเป็นเพื่อนกับใครได้ ผมจะเลือกอ๊อกกี้”

ส่วนฉากที่ทำให้ผมอินและเข้าใจถึงความกดดันของแจ๊คมากที่สุด คือฉากที่เขาโดนจูเลียนคาดคั้นถามว่า ทำไมถึงต้องลดตัวไปสนิทกับอ๊อกกี้ ด้วยความเป็นเด็กและกลัวจะถูกขับออกจากกลุ่ม เขาจึงโกหกไปว่า เป็นเพราะครูทูชแมนบังคับให้ช่วยดูแลไปก่อน ก่อนทิ้งท้ายว่าตนเองรู้สึกโชคร้ายที่อ๊อกกี้เอาแต่เดินตามเขาไปไหนมาไหนไม่เลิก 

ทว่า อ๊อกกี้บังเอิญได้ยินประโยคใจร้ายนั้นเต็มสองหู เขารู้สึกใจสลายและเลือกที่จะตีตัวออกห่างจากแจ๊คทันที ตรงจุดนี้ ผู้ชมบางคนอาจจะมองว่าแจ๊คเป็นคนไม่จริงใจที่ไม่กล้าปกป้องเพื่อน หรือมองว่าเขาไม่ควรปากอย่างใจอย่าง ทั้งที่ลึกๆ ตนเองก็รู้สึกดีกับอ๊อกกี้ 

แต่ถ้ามองผ่านสายตาของผม ซึ่งเป็นเด็กที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับแจ๊ค คงต้องบอกว่า เด็กในวัยที่กำลังจะเติบโตเป็นวัยรุ่นมักให้ความสำคัญกับ ‘การเป็นที่ยอมรับ’ ของกลุ่มเพื่อนเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นการตัดสินใจแตกหักกับหัวโจกอันดับหนึ่งของรุ่นอย่างจูเลียนจึงเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าเด็กป.5 คนหนึ่งจะรับมือไหว

ไม่นาน แจ๊คก็ได้รับรู้ว่าอ๊อกกี้ผ่านมาได้ยินคำพูดหักหาญน้ำใจของเขาในวันนั้น เขาจึงยอมรับผิด และเลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง โดยตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่สนใจสายตาหรือคำนินทาของใครอีกต่อไป โดยเฉพาะจูเลียนที่แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก หลังถูกแจ๊คปฏิเสธต่อหน้าเพื่อนๆ เพื่อเลือกที่จะจับคู่ทำโครงงานวิทยาศาสตร์กับอ๊อกกี้ จูเลียนจึงปรี่เข้าไปเหน็บแนมแจ๊คด้วยคำพูดถากถางว่า 

“นี่นายอยากทำงานคู่กับไอ้ตัวประหลาดขนาดนั้นเลยเหรอ!” 

คำพูดเหยียดหยามนั้น ทำให้แจ๊คหมดความอดทนและตัดสินใจชกหน้าจูเลียนจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตในโรงเรียน ซึ่งผู้กำกับอย่าง ‘สตีเฟน ชโบสกี’ ได้หาทางออกและคลี่คลายประเด็นนี้อย่างงดงาม ผ่านจดหมายสั่งพักการเรียนที่ครูทูชแมนเขียนถึงแจ๊ค

“ถึงเด็กชายวิลล์, (นามสกุลของแจ๊ค) 

การสอนมา 20 ปีทำให้ครูรู้ว่า เรื่องทุกเรื่องไม่ได้มีแค่ด้านเดียว ครูพอจะคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดจากอะไร การชกต่อยนั้นผิด ไม่ว่าด้วยเหตุใด แต่ครูรู้ว่า เพื่อนดีๆ มีค่าควรปกป้อง ดังนั้นหลังรับโทษพักการเรียนสองวัน ทุนการศึกษาของเธอจะยังอยู่ตามเดิม ขอให้ตั้งใจเรียนเหมือนเคย และเป็นเด็กดีคนเดิมอย่างที่พวกเรารู้จักนะ 

ด้วยความจริงใจ 

ครูทูชแมน”

-4-

แบบอย่างสุดท้ายที่สร้างแรงกระเพื่อมในใจผมคือ ‘ครูบราวน์’ ครูประจำชั้นของอ๊อกกี้ ผมสังเกตว่าเขาเป็นครูที่คอยเฝ้ามองและดูแลอ๊อกกี้อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เสมอ เพราะเขามักจะปรากฏตัวได้ถูกที่ถูกเวลาในทุกสถานการณ์ จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของครูบราวน์คือ การทิ้งข้อความที่เป็นคติประจำใจในแต่ละเดือนไว้บนกระดานดำ เพื่อมอบข้อคิด สร้างแรงบันดาลใจ และชี้ทางสว่างให้กับเด็กๆ ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ถ้าต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับความเมตตา จงเลือกความเมตตา, การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเรา หรือ โชคลาภมักเข้าข้างผู้กล้า 

ยิ่งไปกว่านั้น ครูบราวน์ยังเป็นคนรวบรวมหลักฐานและร่องรอยการบูลลี่ทั้งหมดที่จูเลียนทำไว้นำไปส่งให้ครูทูชแมนพิจารณาตัดสิน ซึ่งผลลัพธ์ในมุมหนึ่งอาจทำให้ครูทูชแมนผิดหวังในตัวจูเลียน แต่อีกมุมหนึ่ง มันกลับทำให้เขารู้สึกทึ่งและชื่นชมในตัวอ๊อกกี้ ที่เด็กชายตัวน้อยคนนี้มีความเข้มแข็งทางจิตใจ ล้มแล้วลุกครั้งแล้วครั้งเล่า จนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากและมืดมนเหล่านั้นมาได้ 

ในที่สุด ครูทูชแมนจึงตัดสินใจมอบรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง ‘เหรียญเฮนรี วอร์ด บีชเชอร์’ ซึ่งเป็นรางวัลที่จะมอบให้แก่นักเรียนผู้ทำคุณงามความดี โดดเด่น หรือเป็นแบบอย่างที่ดีประจำรุ่น ให้แก่อ๊อกกี้ในพิธีจบการศึกษา 

“ปกติเหรียญนี้จะมอบแก่ผู้ที่ทำความดีเพื่อส่วนรวม แต่ผมได้อ่านที่คุณบีชเชอร์เขียนไว้ จึงรู้ว่าการทำความดี มีได้หลายรูปแบบ เขาเขียนว่า ความเป็นเลิศไม่ใช่เรื่องของผู้แข็งแกร่ง แต่เกิดจากการใช้ความเข้มแข็งให้ถูกทาง ผู้เป็นเลิศคือผู้ที่มีความเข้มแข็ง บันดาลใจผู้คนมากที่สุด ด้วยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ปีนี้ผมภาคภูมิใจเหลือเกิน ที่จะมอบเหรียญรางวัลเฮนรี วอร์ด บีชเชอร์ แก่นักเรียนผู้เปี่ยมด้วยความเข้มแข็งในจิตใจ และบันดาลใจผู้คนได้มากที่สุด บัดนี้ขอเชิญ ออกัส พูลล์แมน ขึ้นมารับรางวัลนี้ด้วย”

ส่วนตัวของอ๊อกกี้เอง ในท้ายที่สุดเขาก็ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตอันล้ำค่ามากมายเกี่ยวกับการเติบโตขึ้นเป็น ‘คนปกติ’ ในแบบที่พี่สาวของเขาเคยบอกไว้ ที่สำคัญที่สุดคือเขารู้สึกซาบซึ้งใจที่คนรอบข้างต่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประคับประคองและโอบอุ้มเขาจนมีวันนี้ได้

เรื่องราวทั้งหมดทำให้ผมนึกว่าภาษิตแอฟริกันโบราณที่กล่าวว่า ‘It takes a village to raise a child.’ หรือ ‘จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างงดงาม ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ เพราะหากขาดความร่วมแรงความร่วมใจและการเกื้อกูลจากคนรอบตัวแล้ว อ๊อกกี้ก็อาจจะเติบโตไปเป็นเพียง ‘ชายผู้อ่อนแอ’ ที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาใดๆ ไปตลอดชีวิต

“ตอนเดินขึ้นเวที ผมรู้สึกปลื้มปิติ ใจผมเต้นรัว ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้รางวัล ผมไม่ได้ระเบิดเดธสตาร์สักหน่อย ผมแค่สอบผ่านชั้นป.5 เหมือนกับทุกคนที่นี่ แต่ประเด็นอาจอยู่ตรงนี้  จริงๆ แล้วผมอาจไม่ใช่คนปกติธรรมดา ถ้าหากเรารู้ความคิดของคนอื่นก็อาจพบว่า ทุกคนไม่ธรรมดา ทุกคนคู่ควรแก่เสียงปรบมือชื่นชมสักครั้งในชีวิต เพื่อนๆ ของผมคู่ควร ครูอาจารย์ก็คู่ควร พี่สาวผมคู่ควรเพราะเธออยู่เคียงข้างผมเสมอ พ่อคู่ควรเพราะคอยทำให้เราหัวเราะได้ และแม่ผมคู่ควรที่สุดเพราะแม่ไม่เคยถอดใจกับเรื่องไหนเลย โดยเฉพาะเรื่องผม เหมือนคติข้อสุดท้ายที่ครูบราวน์สอนเราว่า 

จงมีไมตรีเพราะคนเราล้วนต้องต่อสู้ดิ้นรน 

และถ้าอยากเข้าใจคนอื่นอย่างถ่องแท้ 

เราก็เพียงแค่…เปิดตามอง”

Tags:

การบูลลี่ภาพยนตร์เด็กWonder

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Movie
    Win or Lose: ‘ลูกไม่ต้องเป็นคนเก่งที่สุด แค่ลูกทำมันให้ดีที่สุด’ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่คือชนะใจตัวเองในแต่ละวัน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Movie
    Instant family: ได้โปรดให้เวลาพวกเราหน่อยนะ 

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Stand By Me: เด็กทุกคนล้วนเคยเจ็บปวดเพราะผู้ใหญ่ ขอแค่ใครสักคนที่เชื่อมั่น ความฝันย่อมไม่ดับสลาย

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Matilda The Musical: เมื่อโลกไม่เข้าข้าง เราต้องยืนหยัดเพื่อตัวเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้): คงจะดีกว่านี้ถ้าพ่อพูดอะไรที่คำนึงถึงความรู้สึกเราบ้าง

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel