- การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะช่วยให้เราประเมินตำแหน่งของตัวเองในสังคมและใช้เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตนเองได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบในแง่ลบบ่อยเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความอิจฉา ความกดดัน ขาดความมั่นใจ และส่งผลต่อสุขภาพจิต
- ปัญหาสำคัญคือเรามักเปรียบเทียบชีวิตจริงของตัวเองกับ ‘ภาพที่ถูกคัดเลือกมาแล้ว’ ของคนอื่น ทำให้รู้สึกว่าคนอื่นมีความสุขหรือประสบความสำเร็จกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกคนต่างก็มีปัญหา ความผิดหวัง และความทุกข์ในแบบของตัวเอง
- วิธีลดนิสัยชอบเปรียบเทียบคือ โฟกัสเป้าหมายของตัวเอง สำรวจความรู้สึกเมื่อเริ่มเปรียบเทียบ ลดการเสพโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นความอิจฉา ชื่นชมความสำเร็จของตัวเอง และยึดมั่นกับความจริงว่าชีวิตของทุกคนไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่เห็นภายนอก.
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การเข้าสังคมทำให้เราต้องสังเกตสังกาคนอื่นๆ ในสังคมว่า พวกเขามีอะไร ขาดอะไร เป็นอะไรยังไงอยู่ ซึ่งโดยธรรมชาติก็มักทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกอยากเปรียบเทียบขึ้นมาเองอยู่แล้ว เรามักได้ยินพ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกตนกับลูกคนอื่น (ทำไมหนูถึงเรียนหรือเล่นกีฬาไม่เก่งเหมือนลูกบ้านโน้น?) หรือแม้แต่ลูกคนหนึ่งกับลูกอีกคน (ทำไมหนูถึงไม่เก่งเหมือนพี่หรือน้อง?) ทำไมลูกได้เงินเดือนน้อยกว่าเพื่อน?
เรื่องนี้บ่อยครั้งก็นำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจ การขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ความอิจฉาริษยา หรืออาการกลุ้มใจ มีความเครียดกดดันไปจนถึงป่วยเป็นซึมเศร้า
ทำไมเราจึงฝ่าด่านเรื่องการเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ยากนัก?
งานวิจัย ‘การเปรียบเทียบเชิงสังคม (social comparison)’ ที่เป็นหมุดหมายสำคัญได้รับการตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1954 หรือกว่า 70 ปีมาแล้ว [1] ทำให้เกิดความตื่นตัวในการศึกษาทำนองนี้ขึ้นมาเป็นระยะๆ กล่าวโดยสรุปคือ ผู้คนมีเหตุผลหลากหลายมากในการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น เช่น อาจเป็นการหาลำดับชั้นของตัวเองในสังคม (เป็นคนเหนือกว่า-ด้อยกว่า เป็นคนแข็งแรงกว่า-อ่อนแอกว่า ฉลาดกว่า-โง่กว่า ฯลฯ) และมีความเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
ข้อดีของการเปรียบเทียบแบบนี้ก็คือ อาจนำมาใช้ในการปรับปรุงตนเอง เป็น ‘เบนช์มาร์ค’ หรือตัวเปรียบเทียบสำคัญ เพื่อสร้างเป้าหมายในการพัฒนาความสามารถตนเอง หรือใช้ประกอบการตัดสินใจในยามที่ตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งหรือการต้องเผชิญหน้า ว่าจะ ‘ลุย’ หรือ ‘หลบ’ ดี
แต่การเปรียบเทียบกับคนอื่นอาจมี ‘ราก’ ลึกไปกว่านั้นอีก คือฝังลึกอยู่ในสายวิวัฒนาการเลยทีเดียว เพราะพบได้ในสปีชีส์ต่างๆ อย่างกว้างขวาง ต่างกันแค่มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ เปรียบเทียบกันได้อย่างละเอียดอ่อน หยุมหยิม และสลับซับซ้อนกว่ามาก โดยทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับเรื่องการแข่งขันเพื่อให้ได้จับคู่ผสมพันธุ์สืบลูกสืบหลาน การแข่งขันเพื่อทำให้พ่อและแม่พอใจ (รวมไปถึงคนนอกครอบครัว เช่น ครูและนายจ้าง) และการแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ระหว่างกัน [2]
ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ ความสำเร็จได้จับคู่และถ่ายทอดพันธุกรรมขึ้นกับความสำเร็จในเชิงสังคมในการแสดงบทบาทต่างๆ เช่น การดูแลพวกรุ่นลูกและการร่วมมือช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ กับสมาชิกอื่นที่เป็นพันธมิตรกันอยู่ โดยบทบาทหลักสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การแสดงความสามารถเหนือสมาชิกอื่นในกลุ่มในทางใดทางหนึ่ง [2]
แต่จุดอ่อนสำคัญของการเปรียบเทียบที่พบได้บ่อยคือ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ชี้ว่า เรามักจะรู้สึกว่าคนอื่นมีความสุขมากกว่าเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลมีเดียที่เราเห็นคนโพสต์รูปการได้ไปเที่ยว การได้จับจ่ายโดยเฉพาะการซื้อของแพงๆ แต่อันที่จริงแล้วคนอื่นก็มีความสุขและความทุกข์ไม่ต่างจากเรามากนัก เพียงแต่คนมักชอบแสดงออกในยามมีความสุขมากกว่าและปกปิดความทุกข์มากกว่า จนเกิดเป็นภาพลวงตาแบบหนึ่ง [3]
แรงขับให้เรารู้สึกอยากเปรียบเทียบกับคนอื่นในแง่ลบ มีได้ตั้งแต่การขาดการปฏิบัติด้วยอย่างเหมาะสมตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เช่น ไม่ได้รับการยกย่องชมเชยหรือสนับสนุนมากพอ จนกลายเป็นคนมีความมั่นใจหรือภาคภูมิใจในตัวเองต่ำติดมาถึงในตอนเป็นผู้ใหญ่ อีกปัจจัยสำคัญคือ ภาวะความยากลำบากเฉพาะหน้าซึ่งคอยกดดันเราอยู่ในตอนเป็นผู้ใหญ่ เช่น การตกงานหรือได้งานที่รู้สึกไม่เหมาะกับตัวเอง หรือต้องทำงานอย่างมีความทุกข์
สิ่งเหล่านี้ทำให้ความรู้สึกถูกเปรียบเทียบพุ่งทะยานได้มาก และวิธีการแก้ไขที่ฟังดูง่ายๆ คือ ต้องพยายามลดละเลิกการเปรียบตัวเองกับคนอื่น ก็ดูจะทำได้ยากเหลือเกิน [4]
โรส กู๊ดแมน นักเขียนของนิตยสาร Psychology Now ทำเช็กลิสต์ไว้ให้ เผื่อลองเช็กดูว่าคุณชอบเปรียบเทียบตัวเองในแง่ลบกับคนอื่นมากน้อยเพียงใด [4] ลองทำดูได้ครับ
[ ] หากมีใครประสบความสำเร็จอะไรในเรื่องที่ฉันพยายามอยู่ ฉันรู้สึกตัวว่าล้มเหลว
[ ] ฉันใช้เฟซบุ๊กเพื่อดูว่าบรรดาเพื่อนเก่ามีความสุขหรือความสำเร็จมากกว่าฉันหรือไม่
[ ] ฉันสวม “หน้ากากคนกล้า” และไม่ค่อยชอบแบ่งปันเรื่องปัญหาตัวเองให้ใครรู้
[ ] ฉันรู้สึกว่าทุกคนกำลังมีความสุขมากกว่าฉัน
[ ] ฉันมักชอบเปรียบเทียบรูปร่างและความดึงดูดใจของฉันกับผู้หญิง/ผู้ชายคนอื่น
[ ] เวลาเห็นคนอื่นมีสิ่งที่ฉันอยากได้ ฉันจะรู้สึกอิจฉาและเศร้าใจ
[ ] ชีวิตของฉันเป็นกิจวัตรที่ซ้ำซากและไม่น่าตื่นเต้น
หากคำตอบส่วนใหญ่คือ ‘ใช่’ ฉันเป็นแบบนี้ ก็เป็นไปได้ว่าคุณ ‘ต้องคำสาป’ นิสัยชอบเปรียบเทียบเข้าแล้วละครับ ยิ่งตอบว่าใช่มากเท่าไหร่ ดูท่าคำสาปก็จะรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
ถ้าจะหลุดออกจากคำสาปนี้ ต้องทำอย่างไร? คำแนะนำจากคุณโรส กู๊ดแมน คือ
เรื่องแรกคือ ตั้งเป้าหมายของตัวเองและตระหนักเสมอว่า เราจะไปให้ถึงจุดหมายด้วยความพยายามและจังหวะเวลาของเราเอง ไม่เอาใจวอกแวกไปสนใจสิ่งที่คนอื่นทำหรือได้รับ ซึ่งจะทำให้เราไขว้เขวไปจากเป้าหมายของเราเอง
ข้อต่อไป หากเกิดการเปรียบเทียบขึ้นในหัวเมื่อใด ให้ลองถามตัวเองว่า “ฉันรู้สึกยังไงอยู่?” และ “ความรู้สึกนี้มาจากไหน?” จะพบเองว่าปฏิกิริยาทำนองนี้แทบทั้งหมด มาจากความกลัวและการขาดความภาคภูมิใจในตัวเองแทบทั้งสิ้น
ต่อไปคือ ให้ลองตั้งเป้าหมายว่าเราจะมีตัวตนจริงๆ และตัวตน ‘บนออนไลน์’ ที่เหมือนกัน เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะการมีตัวตนที่ควบคุมได้ ทำให้เราไม่อยากเป็น ‘ก๊อปปี้’ คนอื่น จึงไม่ต้องการสิ่งของหรือไม่จำเป็นต้องมีนิสัย ความชอบ หรือกิจวัตรเหมือนใครทั้งนั้น
หากจำเป็นก็เลิกเป็นสมาชิกหรือเลิกใช้โซเชียลมีเดียบางแอปได้ หรืออย่างน้อยก็เลิกนิสัยการเข้าไป ‘สอดแนม’ เพื่อนฝูงหรือเพื่อนร่วมงาน วิธีนี้ก็จะทำให้ลดละเลิกโอกาสที่จะกระตุ้นให้เกิดความอยากเปรียบเทียบได้ เมื่อทำเช่นนี้จนเป็นนิสัยแล้ว เราก็จะอยากเปรียบเทียบกับคนอื่นน้อยลงเอง
ข้อต่อไปคือ ต้องหมั่นให้กำลังใจและยกย่องชมเชยความสำเร็จของตัวเอง บางคนอาจจะรู้สึกว่าการ ‘อวยตัวเอง’ เป็นนิสัยที่ไม่ควรทำ แต่การอวยตัวเองแบบไม่ออกสื่อไม่ได้มีผลเสียอะไรทำนองนั้น กลับจะสร้างความภาคภูมิใจ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและจักรวาลได้ โดยเฉพาะเมื่อได้ทำบางอย่างเพื่อคนอื่น ซึ่งจะทำให้ตัวตนเบาบางลงและเป็นหนึ่งกับสังคมรอบตัวมากยิ่งขึ้น
ข้อสุดท้าย ยึดมั่นกับความจริงของชีวิต อย่าไปยึดติดกับภาพลวงตา เมื่อใดที่เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จในเรื่องใด แทนที่จะรู้สึกอิจฉาริษยา ให้รู้สึกยินดีด้วยไปกับพวกเขา แต่ก็รับรู้ความจริงไปพร้อมๆ กันด้วยว่า ภาพที่เห็น ความจริงที่เห็น เป็นเพียง ‘ส่วนหนึ่ง’ ของชีวิตคนเหล่านั้น เพราะพวกเขาก็ยังมีความทุกข์ยากลำบาก…ไม่ต่างจากเรานั่นเอง
การฝึกนิสัยไม่เปรียบเทียบกับใคร หรือหากจะเปรียบเทียบก็เป็นการเปรียบเทียบเพื่อดึงเอามาใช้ประโยชน์ในด้านดี มีส่วนสำคัญสำหรับการมีความสุขในทุกช่วงวัยของชีวิต
เอกสารอ้างอิง
[1] Festinger, L. (1954). A theory of social comparison processes. Human Relations, 7, 117-140.
[2] Paul Gilbert, John Price and Steven Allan. (1995) Social Comparison, Social Attractiveness and Evolution: How Might They be Related? New Ideas in Psychol. Vol. 13, No. 2, pp.149-165
[3] https://www.sfgate.com/health/article/stanford-study-concludes-peers-not-really-happier-3668221.php เข้าถึงข้อมูลวันที่ 11 มิถุนายน 2569
[4] Rose Goodman. (2023) Beat the Curse of Comparison. Psychology Now, Vol. 6, pp. 38-40