- ในปัจจุบันเด็กจำนวนไม่น้อยกำลังสูญเสียโอกาสสำคัญในการพัฒนา EF เพราะผู้ใหญ่เข้าไปจัดการปัญหาและตัดสินใจแทนอยู่ตลอดเวลา จนเด็กขาดพื้นที่ในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของตนเอง
- หน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่จึงไม่ใช่การควบคุมหรือกำหนดทุกอย่างแทนเด็ก แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มั่นคง และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เผชิญกับความท้าทายที่เหมาะสมกับวัย
- ในขณะที่ EF ถูกมองว่าเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตที่ควรถูกปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย คำถามที่น่าสนใจก็คือ เด็กและเยาวชนจำนวนมากที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับอาชญากรรม ความรุนแรง ยาเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ นั้น พวกเขาขาดทักษะ EF จริงหรือไม่ ที่สำคัญคืออะไรคือสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น
พัฒนาการล่าช้า สุขภาพจิต ความรุนแรง ยาเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงในเด็ก
ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยพยายามแก้ไขมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราทุ่มทรัพยากรไปกับการกวาดล้าง การรักษา และการเยียวยาเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว แต่ปัญหาเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำๆ และเริ่มพบในเด็กอายุน้อยลงเรื่อยๆ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง ‘จะแก้ปัญหาอย่างไร’ แต่คือ ‘จะทำอย่างไรไม่ให้เด็กก้าวไปสู่ปัญหาเหล่านั้นตั้งแต่แรก’ เพราะแม้แต่ละปัญหาจะมีลักษณะแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนสิ่งเดียวกันคือ ‘เด็กยังขาดภูมิคุ้มกันชีวิต’ ซึ่งหมายถึงการที่เด็กขาดความสามารถในการคิด ยับยั้งชั่งใจ และกำกับตนเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ‘Executive Functions’ (EF) ได้รับความสนใจในฐานะรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพราะการเสริมสร้าง EF ให้เด็กตั้งแต่ปฐมวัย เป็นการสร้างต้นทุนชีวิตที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ ตัดสินใจ และรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น ลดโอกาสเกิดปัญหาในระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวเป็นโจทย์สำคัญของการเสวนาในหัวข้อ ‘การส่งเสริมทักษะสมอง EF : ทางรอดของการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย’ ภายในงานประชุม Thailand EF Partnership (TEFP) 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เพื่อทบทวนบทเรียนตลอด 12 ปีของการขับเคลื่อนทักษะสมองส่วนหน้า หรือ Executive Functions (EF) ในประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมแสดงทัศนะ อาทิ รศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพานิช กุมารแพทย์ด้านระบบประสาท สถาบันวิจัยการแพทย์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล, ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล, พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก กระทรวงยุติธรรม
เนื้อหาหลักๆ เป็นการอธิบายถึงกลไกการทำงานของสมอง การพัฒนาเด็กในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงบทเรียนจากเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดในชีวิต เพื่อหาคำตอบว่า เหตุใด EF จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคมไทยในระยะยาว และสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กจะร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งเสริม EF ได้อย่างไร

EF กลไกสำคัญของสมองที่กำหนดวิธีคิดและการใช้ชีวิตของมนุษย์
หนึ่งในคำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวทีเสวนาคือ แท้จริงแล้ว EF หรือ Executive Function คืออะไร และเหตุใดทักษะสมองชุดนี้จึงถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยในระยะยาว โดย รศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพานิช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายผ่านมุมมองด้านประสาทวิทยาศาสตร์ว่า EF ไม่ใช่เพียงแนวคิดทางการศึกษา แต่เป็นกลไกการทำงานขั้นสูงของสมองที่อยู่เบื้องหลังความสามารถในการคิด วางแผน ตัดสินใจ และกำกับตนเองของมนุษย์
“ถ้าถามว่า EF คืออะไร ผมมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำงานของสมองครับ สมองของคนเรามีหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การมองเห็น หรือการรับรู้ต่างๆ ส่วน EF ก็เป็นหนึ่งในหน้าที่เหล่านั้น แต่เป็นหน้าที่ที่ถือเป็นลักษณะเด่นของสมองมนุษย์ มนุษย์เราสามารถคิด วางแผน อดทน และยับยั้งตนเองได้ กระบวนการเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับ EF ทั้งสิ้น
จริงๆ แล้ว EF มีกระบวนการย่อยอยู่หลายด้าน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความสามารถในการควบคุมตนเอง ไม่ให้ไปสนใจหรือไขว้เขวกับสิ่งที่ไม่เหมาะสม รวมถึงเมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ที่ยาก เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีตอบสนองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของ EF
ถ้าจะสรุปเป็นคีย์เวิร์ดง่ายๆ EF คือการทำงานของสมองที่เป็นลักษณะเด่นของมนุษย์ ทำหน้าที่คล้ายกลไกกลางในการควบคุมและจัดการกระบวนการต่างๆ ของสมอง ให้สามารถทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นพ.วรสิทธิ์ อธิบายว่า ภายในกระบวนการทำงานของ EF ยังประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายด้าน ทั้งความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) ความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) และความสามารถในการยับยั้งควบคุมตนเอง (Inhibitory Control) ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่ช่วยให้มนุษย์สามารถจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีเหตุผล และไม่ตกเป็นเหยื่อของแรงกระตุ้นเฉพาะหน้าได้โดยง่าย
เพื่อให้เห็นภาพว่าการทำงานของ EF ส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์อย่างไร นพ.วรสิทธิ์ ได้ยกตัวอย่างงานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดร้ายแรงในต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ‘การรู้ว่าอะไรถูกผิด’ กับ ‘ความสามารถในการยับยั้งตนเอง’
“มีคนเคยถามว่าสมองของคนที่ก่ออาชญากรรมแตกต่างจากสมองของคนทั่วไปหรือไม่ โดยเฉพาะในต่างประเทศที่มีการศึกษากลุ่มฆาตกรต่อเนื่องกันค่อนข้างมาก คำถามก็คือ สมองของคนกลุ่มนี้เหมือนกับคนปกติหรือเปล่า คำตอบคือ ถ้ามองจากภายนอกหรือดูในเชิงโครงสร้างทั่วไป ก็ไม่ได้แตกต่างจากพวกเราครับ แต่สิ่งที่อาจแตกต่างคือ ‘การทำงาน’ ของสมอง
งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่า คนที่ก่ออาชญากรรมหลายคนรู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองทำเป็นสิ่งผิด รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นบาปหรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แต่คำถามคือ แล้วทำไมจึงยังทำ คำอธิบายหนึ่งคือ พวกเขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีพอ สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ผลลัพธ์ของพฤติกรรม การวางแผน หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อาจทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงส่งผลต่อการตัดสินใจและการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง”
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาหลายอย่างที่สังคมมักมองเป็นเรื่องของพฤติกรรมหรือศีลธรรม อาจมีรากฐานสำคัญมาจากกระบวนการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับการกำกับตนเอง ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาและฝึกฝนได้ตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ นพ.วรสิทธิ์ ยังชี้ให้เห็นว่า จุดแข็งสำคัญที่สุดของมนุษย์คือความสามารถของสมองในการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองมีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมต่อการพัฒนาอย่างมาก
“สมองของมนุษย์เริ่มสร้างตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 3 สัปดาห์ และพัฒนาไปจนเสร็จสมบูรณ์ราวอายุ 24 ปี ถือเป็นอวัยวะที่ใช้เวลาพัฒนายาวนานมาก ดังนั้น EF จึงพัฒนาไปพร้อมกับสมองครับ เมื่อสมองพัฒนา EF ก็พัฒนาตามไปด้วย
หากพูดถึงพฤติกรรมที่เราสังเกตหรือวัดได้ชัดเจน บางด้านของ EF เริ่มปรากฏตั้งแต่วัยทารก เช่น ความจำเพื่อใช้งาน หรือ Working Memory เด็กเริ่มสามารถเก็บข้อมูลระยะสั้นไว้ในสมองได้ตั้งแต่อายุยังน้อยมาก เมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ เด็กก็เริ่มพัฒนาความสามารถในการยับยั้งตนเอง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำให้เด็กเล็กใช้โทรศัพท์มือถือหรือสื่อหน้าจอมากเกินไป เพราะเด็กจะคุ้นชินกับการได้รับสิ่งเร้าอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกอย่างตอบสนองได้ทันใจ การฝึกความอดทนและการยับยั้งตนเองก็จะทำได้ยากขึ้น”
และตั้งข้อสังเกตว่า เด็กจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันกำลังสูญเสียโอกาสสำคัญในการพัฒนา EF เพราะผู้ใหญ่เข้าไปจัดการปัญหาและตัดสินใจแทนอยู่ตลอดเวลา จนเด็กขาดพื้นที่ในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของตนเอง
“หลายครั้งเมื่อเด็กกำลังจะทำผิดหรือกำลังจะลองบางอย่าง พ่อแม่รีบบอกทันทีว่า ‘ทำแบบนี้ไม่ได้’ หรือเข้าไปจัดการแทน ทำให้เด็กได้ลองถูก แต่ไม่ได้ลองผิด ทั้งที่ความผิดพลาดเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้“
เมื่อเด็กขาดโอกาสลองผิดลองถูก ก็อาจพลาดโอกาสในการพัฒนาทักษะการคิด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน แม้เด็กแต่ละคนจะมีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน แต่สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาของ EF อย่างมีนัยสำคัญ
“เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่พ่อแม่คอยสนับสนุน เป็นพื้นที่ปลอดภัย และพร้อมเป็นแรงหนุนอยู่เบื้องหลัง มักจะมีความกล้าที่จะออกไปเผชิญสิ่งใหม่ๆ มากกว่า ขณะเดียวกัน เด็กก็ต้องได้รับการสอนให้รู้จักยับยั้งตนเอง รู้จักหยุดเมื่อกำลังจะทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม หรือเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ยาก ก็ต้องรู้จักคิดไตร่ตรองและหาทางแก้ไข สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ EF ครับ”
นพ.วรสิทธิ์ ย้ำว่า แม้สมองของเด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือความแตกต่างเหล่านั้นไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว เพราะสมองสามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาได้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตอบสนองต่อการเรียนรู้ได้ดีที่สุด
“เพราะฉะนั้น การลงทุนพัฒนาเด็กตั้งแต่วัยเยาว์จึงเป็นช่วงเวลาที่ทั้งทำได้ง่ายและคุ้มค่าที่สุดครับ”
‘หยุดคิดแทน’ เมื่อการพัฒนาเด็ก ไม่ได้มีแค่พัฒนาการ แต่รวมถึงตัวตนและการกำกับตนเอง
แม้แนวคิดเรื่อง EF จะได้รับการอธิบายผ่านมิติทางประสาทวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนแล้ว แต่อีกคำถามสำคัญคือ เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้เดินทางมาถึงห้องเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และครอบครัว จะเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการทำงานของสมองให้กลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของเด็กได้อย่างไร
‘ครูหม่อม – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร’ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ในทางการศึกษา EF ถูกแปลความหมายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า เป็นกระบวนการทำงานของสมองขั้นสูงที่ใช้กำกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม เพื่อพาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
“เมื่อมาถึงในมิติของการศึกษา เราแปลความหมายของทักษะสมอง EF ว่าเป็นกระบวนการทำงานของสมองขั้นสูง ที่ใช้กำกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม เพื่อไปสู่เป้าหมาย
ในฐานะที่ครูหม่อมเคยเป็นครูปฐมวัย สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือการแปลความหมายทางวิชาการเหล่านี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมในห้องเรียน วิธีคิดของหม่อมก็คือ เมื่อสมองทำงานออกมาเป็นพฤติกรรม เราก็ต้องย้อนกลับมาดูว่า ในชีวิตประจำวันของเด็ก พฤติกรรมอะไรบ้างที่ต้องอาศัย EF”

ครูหม่อมชวนมองว่า แทบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กล้วนเป็นพื้นที่ฝึก EF ทั้งสิ้น ตั้งแต่การตื่นนอน การแยกจากพ่อแม่ การรอคอย การเปลี่ยนจากกิจกรรมที่ชอบไปสู่สิ่งที่จำเป็น หรือแม้แต่การรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง
“ลองนึกตั้งแต่เด็กตื่นนอนในตอนเช้า เด็กบางคนง่วง ไม่อยากตื่น แต่ก็ต้องลุกขึ้นมาโรงเรียน การกำกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของตัวเองเพื่อไปสู่เป้าหมาย นั่นคือการใช้ EF เมื่อมาถึงโรงเรียน เด็กต้องลาจากคุณพ่อคุณแม่ แม้จะยังคิดถึงหรือยังไม่อยากแยกจากกัน แต่ต้องปล่อยมือแล้วเดินเข้าห้องเรียน การกำกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ต้องใช้ EF เช่นกัน
หรือเวลาที่เด็กกำลังสนุกกับการเล่น ไม่อยากเลิกเล่น แต่ถึงเวลากินข้าวแล้ว เด็กต้องหยุดกิจกรรมที่ตัวเองชอบ เพื่อเปลี่ยนไปทำสิ่งที่จำเป็น นั่นก็เป็นการใช้ EF อีกเช่นกัน เมื่อหม่อมตีความแบบนี้ ก็ทำให้เห็นว่า พฤติกรรมดีๆ แทบทุกอย่างที่เราอยากเห็นในตัวเด็ก ล้วนต้องอาศัยการทำงานของ EF อยู่เบื้องหลัง”
ครูหม่อมชี้ให้เห็นว่า เมื่อพูดถึงการพัฒนาเด็ก สังคมไทยคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่อง ‘พัฒนาการ 4 ด้าน’ มาอย่างยาวนาน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา แต่จากประสบการณ์การทำงานวิจัยและการลงพื้นที่ในห้องเรียนปฐมวัย พบว่ายังมีอีกสองมิติสำคัญที่ผู้ใหญ่จำนวนมากมักมองข้าม นั่นคือ ‘ตัวตน’ และ ‘EF’
“ในฐานะคนทำงานวิจัย เวลาเราเข้าไปในห้องเรียนปฐมวัยแล้วถามครูว่า เรากำลังส่งเสริมอะไรให้เด็ก คำตอบที่ได้ก็คือการส่งเสริมพัฒนาการ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา แต่ในโมเดล 3 มิติการพัฒนามนุษย์ หม่อมเสนอว่า นอกจากพัฒนาการ 4 ด้านแล้ว ยังมีอีก 2 มิติสำคัญที่พ่อแม่ ครู และผู้ใหญ่ทุกคนควรให้ความสนใจ นั่นคือ มิติด้านตัวตน และ มิติด้าน EF
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ นอกจากการพัฒนาการตามวัยแล้ว เรายังต้องให้ความสำคัญกับมิติด้านสมอง และมิติด้านตัวตนหรือจิตใจของเด็กด้วยค่ะ”
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ข้อค้นพบสำคัญว่า แม้ผู้ใหญ่จำนวนมากจะตั้งใจส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กอย่างดีที่สุด แต่บางครั้งวิธีการที่ใช้กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา EF โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อเด็กรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มีความสามารถ หรือไม่ได้รับการยอมรับ
“ประเด็นแรกคือ เรามักทำให้เด็กรู้สึก ‘เสียเซลฟ์’ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ เมื่อเด็กเสียความมั่นใจหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเด็กจะเข้าสู่กลไกปกป้องตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการสู้ การถอย หรือการยอมจำนน และเมื่อใดก็ตามที่กลไกปกป้องตนเองทำงาน EF จะหยุดทำงานทันที
ดังนั้น วิธีส่งเสริมที่สำคัญคือทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นคนสำคัญ และมีความสามารถ เพราะเมื่อเด็กมีตัวตนที่มั่นคง EF ก็จะพร้อมทำงาน”
นอกจากเรื่องการสร้างคุณค่าในตัวเองแล้ว อีกหนึ่งพฤติกรรมที่พบได้บ่อยทั้งในบ้านและในโรงเรียน นั่นคือการที่ผู้ใหญ่ใช้ EF ของตัวเองแทนเด็ก จนเด็กแทบไม่มีโอกาสได้ฝึกคิด ตัดสินใจ หรือแก้ปัญหาด้วยตนเอง
“ประเด็นที่สองคือ ผู้ใหญ่มัก ‘คิดแทน’ เด็กที่พ่อแม่คิดแทนลูก ทำแทนลูก ใช้ EF ของตัวเองแทนที่ลูกจะได้ใช้ EF ของตนเอง ที่โรงเรียน ครูบอกว่า ‘เก็บเดี๋ยวนี้’ ‘ทำเลย’ ‘เดินไปตรงนั้น’ เป็นการสั่งการและตัดสินใจแทนเด็กอยู่ตลอด เมื่อผู้ใหญ่คิดแทน เด็กก็ไม่มีโอกาสได้ฝึกใช้ EF ของตัวเองค่ะ”

จากบทเรียนการทำงานกับเด็กปฐมวัย ครูหม่อม จึงมองว่า หน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่ไม่ใช่การควบคุมหรือกำหนดทุกอย่างแทนเด็ก แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มั่นคง และเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เผชิญกับความท้าทายที่เหมาะสมกับวัย
“เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญมากคือ ผู้ใหญ่ต้องเป็นพื้นที่แห่งความมั่นคง ปลอดภัย และไว้วางใจได้ เพื่อให้เด็กไม่ต้องใช้กลไกปกป้องตนเอง
เมื่อเด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความสามารถ และได้รับการยอมรับ EF ก็จะพร้อมทำงาน และเมื่อ EF พร้อมทำงานแล้ว สิ่งที่สำคัญต่อมาคือการสร้าง ‘สถานการณ์ท้าทาย’ ที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ EF ด้วยตัวเองค่ะ”
ครูหม่อมยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ทักษะ EF ทั้ง 9 ด้านที่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาเด็กไทยตลอดกว่า 12 ปีที่ผ่านมา ล้วนมีรากฐานมาจากประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ที่เด็กได้รับตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานอย่างความจำเพื่อใช้งาน การยับยั้งชั่งใจ และความยืดหยุ่นทางความคิด ซึ่งจะค่อยๆ ต่อยอดไปสู่ความสามารถในการกำกับอารมณ์ การวางแผน และการลงมือทำเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต
“หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ แต่ในความเป็นจริง การที่เด็กจะมี EQ ได้นั้น ภายในสมองต้องมี EF ทำหน้าที่กำกับอารมณ์อยู่เบื้องหลังด้วย
เมื่อเราพูดถึงความสามารถในการกำกับอารมณ์และพฤติกรรม จึงมีคำถามสำคัญตามมาว่า หาก EF ของเด็กไม่แข็งแรง หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ เด็กอาจมีปัญหาในการกำกับตนเอง ไม่สามารถควบคุมแรงกระตุ้นของตนเอง หรือไม่สามารถพาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่เหมาะสมได้ และเมื่อปัญหานี้เกิดขึ้นในวงกว้าง ก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง ความรุนแรง หรือการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสารเสพติด”
จากมุมมองทางการศึกษา EF จึงไม่ได้เป็นเพียงทักษะด้านสมองที่แยกขาดจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นรากฐานสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างพัฒนาการ ตัวตน และความสามารถในการกำกับตนเองของเด็ก และยิ่งผู้ใหญ่สามารถสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้ลอง และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองมากเท่าไร EF ก็ยิ่งมีโอกาสเติบโตและกลายเป็นภูมิคุ้มกันภายในที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
เปลี่ยน ‘ปราบปราม’ เป็น ‘ป้องกัน’ EFกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหายาเสพติด
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยยังคงรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา ไม่ใช่ ‘เราจะปราบปรามให้หมดสิ้นได้อย่างไร’ แต่คือ ‘เราจะป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนก้าวเข้าสู่วงจรเหล่านี้ได้อย่างไร’ โดยเฉพาะในวันที่อายุของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดกำลังลดต่ำลงอย่างน่ากังวล
พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มองว่า คำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่การสร้างภูมิคุ้มกันภายในให้กับเด็กตั้งแต่ต้นทางของชีวิต
“ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา สถิติอายุของผู้ที่เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่ที่ประมาณ 14 ปีครับ แต่ปัจจุบันอายุกลับลดลงเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจในจังหวัดสุรินทร์ พบว่าเด็กระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความเสี่ยงหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแล้วถึงประมาณ 30% ซึ่งหมายความว่าอายุเริ่มต้นอาจอยู่เพียง 11–12 ปีเท่านั้น จึงต้องบอกว่าสถานการณ์ในขณะนี้มีแนวโน้มที่น่ากังวล เพราะอายุของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดกำลังลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัจจัยหลายด้าน”
จากสถานการณ์ดังกล่าว หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมหน่วยงานอย่าง ป.ป.ส. จึงเข้ามาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะสมอง EF ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการศึกษาและพัฒนาการเด็กมากกว่างานด้านยาเสพติดโดยตรง แต่สำหรับ พ.ต.ต.สุริยา นี่คือบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติดมาเกือบตลอดชีวิต
“ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ผมทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติดมาตั้งแต่สมัยเป็นตำรวจ จนมารับตำแหน่งรองเลขาธิการและเลขาธิการ ป.ป.ส. ก็ยังรับผิดชอบงานด้านนี้อยู่ แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มกลับมาทบทวนว่า หากเรายังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่สามารถป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่หรือ ‘หน้าใหม่’ เข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ เราก็ไม่มีทางชนะปัญหานี้อย่างแท้จริง
ต่อให้ปราบปรามมากแค่ไหน หากยังมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบอยู่ตลอด เราก็จะไม่มีวันเห็นปลายทางของความสำเร็จ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การป้องกันก่อนที่เด็กจะเข้าสู่วงจรของยาเสพติด จึงน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องกว่า นั่นคือเหตุผลที่ผมหันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง EF อย่างจริงจัง”
สำหรับ พ.ต.ต.สุริยา อุปสรรคสำคัญของการขับเคลื่อน EF ไม่ได้อยู่ที่องค์ความรู้หรือหลักวิชาการ หากแต่อยู่ที่ ‘ความเชื่อ’ ซึ่งฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมการเลี้ยงดูของสังคมไทยมายาวนาน
“ในช่วง 6–7 เดือนที่ผ่านมาหลังเข้ามารับตำแหน่ง เราได้ลงพื้นที่และรับฟังปัญหาจากหลายภาคส่วน จนพบว่าปัญหาใหญ่ที่ขัดขวางการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาทางวิชาการ แต่เป็นเรื่องของ ‘ความเชื่อ’
เวลามีเด็กเกิดใหม่ เรามักได้ยินคำอวยพรแบบเดิมเสมอว่า ‘ขอให้ลูกเลี้ยงง่าย เชื่อฟังพ่อแม่’ ไม่ว่าใครจะอุ้มเด็กมารับขวัญ ก็มักพูดเช่นนี้ แต่ถ้ามองในมุมของ EF จะพบว่าความเชื่อแบบนี้มีบางส่วนที่ย้อนแย้งกับหลักการพัฒนาเด็ก”

พ.ต.ต.สุริยา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ในหลายประเทศ เด็กเล็กได้รับโอกาสให้ลองทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง แม้จะผิดพลาดหรือเลอะเทอะบ้าง แต่กลับเป็นกระบวนการสำคัญในการเรียนรู้ ขณะที่สังคมไทยจำนวนไม่น้อยยังคุ้นชินกับการช่วยเหลือและจัดการทุกอย่างแทนเด็ก
“ลองดูตัวอย่างในต่างประเทศ เด็กเล็กนั่งกินข้าวเอง ทำหกเลอะเทอะ พ่อแม่ปล่อยให้ลองทำด้วยตัวเอง แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับมองว่าเป็นการเลี้ยงลูกไม่เป็น หรือปล่อยปละละเลย ขณะที่ในสังคมไทย เรามักช่วยเด็กทำทุกอย่าง เด็กที่เชื่อฟัง อยู่ในโอวาท และไม่สร้างปัญหา มักถูกมองว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย นี่คือความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย และเป็นความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่อง EF”
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ คือข้อจำกัดด้านเวลา เพราะการพัฒนา EF เป็นงานที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและต้องรอผลลัพธ์ในระยะยาว ซึ่งสวนทางกับวัฒนธรรมการทำงานของระบบราชการที่มักต้องการผลสำเร็จที่วัดได้ในเวลาอันรวดเร็ว
“งานพัฒนา EF เป็นงานที่ต้องใช้เวลายาวนาน ถ้าวันนี้เราพูดถึงเด็กอายุ 12 ปีที่เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แล้วเราต้องการป้องกันปัญหานี้จริงๆ เราอาจต้องเริ่มตั้งแต่วันที่เด็กเกิด ปัญหาคือระบบราชการและสังคมส่วนใหญ่ต้องการผลลัพธ์ในระยะสั้น ต้องมีตัวชี้วัด ต้องมีผลงานให้เห็นภายในปีนี้หรือปีหน้า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายหน่วยงานจะเลือกทำสิ่งที่เห็นผลเร็ว มากกว่างานที่ต้องรอผลในระยะยาว”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขายังคงเชื่อมั่นในแนวทางนี้ คือประสบการณ์จากการลงพื้นที่และการได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเด็ก ครอบครัว และชุมชนที่นำแนวคิด EF ไปปรับใช้
“สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจที่สุดคือ ผมเป็นคนที่เชื่อจากการลงมือทำและการได้เห็นด้วยตาตัวเองครับ เวลาทำงาน ผมชอบลงพื้นที่ ไปพูดคุยกับคนในชุมชน ไปสัมผัสปัญหาจริง และไปเรียนรู้วิธีการทำงานของครูและเครือข่ายที่นำหลักการ EF ไปใช้กับเด็กและครอบครัว”
นอกจากนี้ พ.ต.ต.สุริยา ยังอธิบายว่า ในทางอาชญาวิทยามีทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่า Self-Control Theory หรือทฤษฎีการควบคุมตนเอง ซึ่งอธิบายว่าอาชญากรรมจำนวนมากเกิดจากการควบคุมตนเองที่ต่ำ
“เมื่อมองกลับมาที่สังคมไทยทุกวันนี้ เราจะเห็นปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง ความหัวร้อน การฉ้อโกง การทุจริต หรือพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรากฐานร่วมกัน คือการขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ ขาดการคิดวิเคราะห์แยกแยะถูกผิด และไม่สามารถวางแผนหรือมองเป้าหมายระยะยาวได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการคิดและการกำกับตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจของ EF ยังไม่ได้รับการปลูกฝังอย่างเพียงพอในสังคมของเรา และนี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ”
จากมุมมองของผู้ที่ทำงานอยู่กับปัญหายาเสพติดมาอย่างยาวนาน EF จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการศึกษา แต่เป็นการลงทุนกับต้นทุนมนุษย์ของประเทศ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันภายในที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถคิด ตัดสินใจ และกำกับตนเองได้ท่ามกลางความท้าทายทางสังคม และอาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แทนการเฝ้าวิ่งตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างไม่รู้จบ
เมื่อผู้กระทำผิดคือเหยื่อเชิงโครงสร้าง บทเรียนจากบ้านกาญจนาภิเษกและพลังของการเปลี่ยนวิธีคิด
ในขณะที่ EF ถูกมองว่าเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตที่ควรถูกปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย คำถามที่น่าสนใจก็คือ เด็กและเยาวชนจำนวนมากที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับอาชญากรรม ความรุนแรง ยาเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ นั้น พวกเขาขาดทักษะ EF จริงหรือไม่ ที่สำคัญคืออะไรคือสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น
คำถามนี้ทำให้ ‘ป้ามล – ทิชา ณ นคร’ ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก ย้อนกลับไปมองเด็กจำนวนมากที่เคยเดินเข้ามาในชีวิตตลอดหลายสิบปีของการทำงาน และพบว่า เบื้องหลังเด็กที่สังคมเรียกว่า ‘ผู้กระทำผิด’ มักเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกทอดทิ้ง ขาดโอกาส และไม่เคยได้รับระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างที่เด็กคนหนึ่งพึงได้รับ
“เด็กบ้านกาญจนาภิเษกเกิดกันที่ไหน เขาเกิดกันที่ไหนนะ ดูเหมือนว่าเขาไม่มีเรื่องราวและร่องรอยเหล่านี้ผ่านเข้ามาในชีวิตเลย ถ้าประเทศไทยเรามีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอยู่ 15 ล้านคน เราได้ทอดทิ้งเด็กจำนวนมหาศาล เพื่อให้เขากลายมาเป็นผู้ก่ออาชญากรรม แล้วเราก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตเขา”

จากประสบการณ์การทำงานกับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดมาอย่างยาวนาน ป้ามลมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่อาจอธิบายได้ด้วยเรื่องของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเห็นชีวิตของเด็กเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอพบว่าพวกเขาล้วนมีร่องรอยของความขาดแคลนบางอย่างร่วมกัน จนไม่อาจมองว่าเป็นความผิดพลาดเฉพาะตัวได้อีกต่อไป
“จริงๆ ประเทศเรามีปัญหาเชิงระบบ มีปัญหาเชิงโครงสร้างมหาศาล ไม่ใช่มีเด็กคนเดียวที่ฆ่าคนแล้วมาอยู่บ้านกาญจนา มีเป็นร้อย มีเป็นพัน พอเราได้เห็นเด็กเหล่านี้ซ้ำๆ หลายครั้ง เราก็ตั้งคำถามไม่ได้แล้วว่าเป็นเรื่องของปัจเจก เพราะเขามากันมหาศาล มันเป็นปัญหาเชิงระบบ เชิงโครงสร้างของประเทศนี้ไปแล้ว”
เธอเล่าว่า ทุกครั้งที่เกิดคดีสะเทือนขวัญ สังคมมักเร่งตัดสินตัวเด็กในฐานะผู้กระทำผิด โดยไม่เคยย้อนกลับไปสำรวจว่าก่อนจะมาถึงจุดนั้น เด็กเหล่านี้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบใด และขาดอะไรไประหว่างทาง
“ไม่ว่าเด็กจะก่อคดีแบบไหนมา เราไม่เคยตั้งคำถามว่าเด็กเหล่านี้เติบโตบนความขาดแคลนอะไร แต่เราตั้งคำถามกับปัจเจกผู้ชั่วร้ายคนนั้น เราจะได้ยินเสียงด่าทอว่า ‘มันเหี้ยม มันทำแบบนี้ได้อย่างไร’ ซึ่งกับดักเหล่านี้ก็นำไปสู่อีกกับดักหนึ่ง คือเราไม่ต้องให้อะไรเขาก็ได้ ทั้งๆ ที่เราเป็นคนทำให้เขาเป็นเช่นนั้น เพราะไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาเพื่อเป็นหมอ หรือเกิดมาเพื่อเป็นมหาโจร ไม่มีเด็กคนไหนเป็นเช่นนั้น”
ป้ามลยังชวนมองว่า สิ่งที่น่าเจ็บปวดไม่ใช่เพียงการที่เด็กคนหนึ่งก่ออาชญากรรม แต่คือการที่เด็กจำนวนมากเติบโตมาโดยไม่เคยได้รับโอกาสในการเรียนรู้โลก ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ หรือแม้แต่รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกับคนอื่น
“เด็กบ้านกาญจนาภิเษก ตอนที่มาอยู่กับเรา ไม่ว่าเขาจะก่อคดีรุนแรงขนาดไหน เราพาเขาไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ไปงานต่างๆ ที่เราพาไปได้ เราพาไปหมด แล้วกลับมาเด็กๆ ต้องเขียน Reflection สิ่งที่เด็กเขียนก็คือ ‘ครั้งแรกในชีวิต ไม่เคยรู้มาก่อนว่าประเทศนี้มีสิ่งนี้’ ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นหนึ่งใน 15 ล้านคนของประเทศนี้ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตไปหมด แต่ในวันที่เขาไปฆ่าคน เราก็มองเหมือนกับว่าประเทศนี้ก็มอบให้ทุกอย่างกับเขาไปหมดแล้ว แล้วทำไมเขายังเป็นคนไม่ดีขนาดนี้”
เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ป้ามลย้อนกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า แท้จริงแล้วเด็กที่สังคมเรียกว่า ‘ปีศาจ’ นั้น เกิดมาเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ หรือพวกเขาเพียงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยเอื้อให้เกิดการพัฒนา EF และการมองเห็นคุณค่าของตนเองเลยต่างหาก
“ปีศาจมาจากไหน เราแน่ใจใช่ไหมว่าเด็กๆ Born to be ปีศาจ เกิดมาก็เป็นได้เลย เราเชื่อเช่นนั้นใช่ไหม”
สำหรับป้ามล สิ่งที่บ้านกาญจนาภิเษกพยายามทำมาตลอดไม่ใช่การเปลี่ยนพฤติกรรม แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด เพราะเธอเชื่อว่าพฤติกรรมเป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทาง ขณะที่รากของปัญหาอยู่ที่วิธีคิด วิธีมองตัวเอง และวิธีมองโลกของมนุษย์
“บ้านกาญจนาภิเษกเราใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ‘เปลี่ยนวิธีคิด’ ไม่ใช่เปลี่ยนพฤติกรรม เราเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ค่ะ ต้องเปลี่ยนความคิด ความคิดเปลี่ยนแล้วพฤติกรรมถึงจะเปลี่ยน เราเชื่อแบบนั้น และเราก็ทำแบบนั้นมาตลอด”
เธอเล่าถึงเด็กชายคนหนึ่งที่เคยพกปืนและใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการเรียนรู้ การสะท้อนคิด และการเปิดพื้นที่ให้ทบทวนชีวิตของตัวเอง
“ถ้าคุณถามผมว่าหนังแต่ละเรื่อง ซึ่งมีเป็นร้อยเรื่องที่ติดอยู่บนบอร์ดบ้านกาญจนาภิเษก ให้อะไรกับผม ผมตอบไม่ได้หรอกครับ แต่ผมรู้ดีว่า เมื่อสามปีที่แล้ว ที่ผมพกปืนทุกวัน และเอาปืนไล่ยิงคนอย่างไม่มีเหตุผล ถ้าเหตุการณ์นั้นกลับมาเกิดขึ้นกับผมอีกครั้ง หลังจากสามปีที่ผมอยู่ที่นี่ ผมจะตัดสินใจไม่เหมือนเดิมครับ”
สำหรับป้ามล ประโยคนี้สะท้อนแก่นของ EF ได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่พฤติกรรมภายนอก แต่คือความสามารถในการคิดทบทวน ยับยั้งตนเอง และตัดสินใจใหม่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เดิม นอกจากนี้ เธอยังย้ำว่า การฟื้นฟูเด็กไม่อาจเกิดขึ้นได้หากทำงานกับเด็กเพียงลำพัง เพราะครอบครัวคืออีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องได้รับการสนับสนุนไปพร้อมกัน

“พ่อแม่ของเด็กบ้านกาญจนาภิเษกต้องได้รับการ Empower ต้องได้มองย้อนกลับไปว่า ก่อนที่จะเกิดระเบิดตูมขึ้นมาในชีวิตลูก เราได้ทำอะไรกับลูกของเราบ้าง
สำหรับผู้ปกครองจำนวนมหาศาล เขาไม่รู้จัก EF และการค้นหา EF ภายใต้ความเป็นปัจเจก มันยาก มันเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องสร้างระบบสนับสนุนนี้ขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น”
ป้ามลมองว่า หาก EF คือรากฐานสำคัญของการเติบโต เด็กจำนวนไม่น้อยที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็คือกลุ่มคนที่พลาดโอกาสในการได้รับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ต้นชีวิต
“ถ้า EF คือเมนูที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ ถ้า EF คือเมนูที่ดีที่สุด เด็กเหล่านี้ขาดสารอาหารกันไปหมดแล้ว แต่เราก็จะไม่สิ้นหวังกับสิ่งที่เราเห็น บ้านกาญจนาภิเษกก็ต้องเลือกว่าเราจะกู้มนุษย์ผู้ที่ขาดสารอาหารเหล่านี้กลับคืนมาอย่างไร”
ท้ายที่สุด ป้ามลย้ำว่า เด็กจำนวนมากที่ก้าวพลาดในชีวิตอาจเป็นผู้กระทำผิดในทางกฎหมาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็เป็นเหยื่อของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่สังคมร่วมกันสร้างขึ้นเช่นกัน
“สำหรับป้า เด็กเหล่านี้อาจเป็นผู้กระทำผิดในทางกฎหมาย แต่เขาคือเหยื่อในเชิงโครงสร้างของประเทศนี้ด้วย ในระดับปัจเจก เขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ แต่ในระดับโครงสร้าง เขาคือเหยื่อ และเมื่อเราเห็นว่าเขาคือเหยื่อในระดับโครงสร้าง เราจึงโอบกอดเขาได้ รักเขาได้ พาเขาไปทุกหนทุกแห่งที่ทำให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้นได้”
ป้ามลทิ้งท้ายด้วยข้อค้นพบสำคัญจากการทำงานกับเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสังคมมองว่า ‘หมดหวัง’ ว่า แม้บางคนจะเติบโตมาจากความพร้อม ขณะที่บางคนเติบโตมาจากความแหลกสลายและบาดแผล แต่เมื่อได้รับโอกาส ได้รับความเข้าใจ และได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม พวกเขาก็สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าได้เช่นเดียวกัน
“มีเด็กคนหนึ่งเคยเขียนจดหมายถึงพวกเราว่า ‘ขอบคุณที่ป้าอดทนกับพวกผมได้’ นี่คือเด็กที่ไม่เคยรู้จัก EF มาก่อน แต่เมื่อบาดแผลของเขาได้รับการเยียวยา เขาก็เติบโตได้ บางคนไม่ได้ออกไปเป็นเพียงพลเมืองที่ดี แต่กลายเป็น Active Citizen ของสังคมค่ะ”