Skip to content
เทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิก
  • Creative Learning
    Unique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long LearningEveryone can be an Educator
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
เทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิก
Social Issue
19 June 2026

เปิดแผล ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ ความเจ็บปวดที่ยากจะเยียวยา: นพ.วรตม์ โชติทิทยสุนนท์

เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ

  • เพราะจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดีคือ ‘ครอบครัว’ บาดแผลทางใจจากการเลี้ยงดู และความรุนแรงในครอบครัวจึงเป็นปมในใจของหลายคนที่พร้อมปะทุขึ้นเมื่อถูกกระทบ และเป็นพื้นฐานสุขภาพจิตเมื่อเขาเติบโตขึ้น
  • การทำความเข้าใจพฤติกรรมหรือปัจจัยที่ถือเป็นความรุนแรง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ จะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องสามารถป้องกันผลกระทบที่จะเกิดแก่เด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • “เราพบว่าคนที่มีประสบการณ์รุนแรงในวัยเด็ก หรือ Childhood Experience Trauma  มักจะโตมาเป็นคนที่บุคลิกภาพไม่ดี อาจจะขาดความมั่นใจมากๆ อาจจะรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง จนส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ได้”

สำหรับเด็กคนหนึ่ง บาดแผลที่ลึกที่สุดก็คือบาดแผลทางใจจากครอบครัว

ทว่าในมุมกลับ ความรุนแรงที่ถูกมองข้ามมากที่สุด กลับเป็นความรุนแรงที่เกิดจากคนในครอบครัวเช่นกัน

ที่ผ่านมาปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมักถูกซ่อนไว้ภายใต้ความสวยงามของถ้อยคำอย่าง ความรัก ความหวังดี ความกตัญญู และอีกสารพัด กระทั่งปัญหาค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นระเบิดเวลาทำลายทุกอย่าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อนั้นมันจึงถูกมองเห็น ซึ่งก็อาจจะสายไปเสียแล้ว และคนที่พังทลายที่สุดก็คือ เด็กผู้ถูกกระทำคนนั้นที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับบาดแผลทางใจที่รักษาไม่หาย

เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ และหาทางป้องกันไม่ให้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูทำร้ายเด็กไปมากกว่านี้ The Potential คุยกับ ดร.นพ.วรตม์ โชติทิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิต ถึงสาเหตุของปัญหา ผลกระทบ และแนวทางป้องกัน ที่ไม่เพียงแค่คนใกล้ชิดเท่านั้นที่ต้องใส่ใจ แต่สังคมเองก็ต้องมีวิจารณญาณพอที่จะช่วยกันไม่ซ้ำเติมความรุนแรงนี้ หรือมากกว่านั้นคือ ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่โอบอุ้มเด็กๆ ให้ได้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ

ในทางวิชาการ ความรุนแรงในครอบครัวคือความรุนแรงในลักษณะใดบ้าง

ความรุนแรง ภาษาอังกฤษเราใช้ว่า Abuse นะครับ สำหรับการใช้ความรุนแรงที่เกิดชึ้นในครอบครัว หรือการล่วงละเมิด แบ่งเป็น 4 รูปแบบ คือ การล่วงละเมิดทางกาย (Physical Abuse) การล่วงละเมิดทางอารมณ์ (Emotional Abuse) การล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Abuse) อันนี้เป็นการล่วงละเมิดหลักๆ แต่ ยังมีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า Neglect คือ การทอดทิ้งละเลย ซึ่งก็เป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่งที่คนมักไม่ค่อยรู้

เพราะฉะนั้นความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ออกมาแค่รูปแบบทางกาย คนมักไปคิดว่าจะต้องตบตีทำร้ายร่างกาย มีการล่วงละเมิดทางเพศกัน แต่จริงๆ ไม่ใช่ บางครั้งการล่วงละเมิดทางอารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น การด่าว่าที่รุนแรง การทำให้เสียใจ หรือการที่เอาคนๆ หนึ่งไปประจาน เอาลูกหลานไปโพสต์ในโซเชียล ด่าว่า อย่างนี้มันไม่ได้โดนทางกาย แต่ว่ามันเป็นความรุนแรงทางอารมณ์รูปแบบหนึ่ง 

สุดท้ายการทอดทิ้งละเลย อันนี้หลายคนมองว่าไม่ใช่ความรุนแรง เพราะไม่เห็นว่ามันมีความกระทบกระทั่งกัน แต่จริงๆ นั้น Neglect การเพิกเฉยเป็นความรุนแรงที่เราเจอบ่อยและไม่ถูกรายงานมาก เช่น การปล่อยให้เด็กอยู่บ้านคนเดียว ซึ่งในต่างประเทศ ไม่ได้นะครับ เขาแจ้งตำรวจเลย การที่พ่อแม่ผู้ปกครองละเลย ไม่พาไปเรียน ไม่ให้กินข้าว ไม่ได้ดูแลร่างกายในชีวิตประจำวัน อันนี้ก็เป็นความรุนแรงประเภทหนึ่ง

การทอดทิ้งละเลยที่หลายคนมองว่าไม่ได้เป็นปัญหามากนัก ในทางจิตวิทยาเด็กที่เจอสถานการณ์แบบนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรคะ

เด็กที่ถูกเพิกเฉยละเลย อย่างแรกจะออกอาการทางกายก่อน เห็นได้ชัดเลยเวลาที่เด็กมาตรวจ ผอมมาก น้ำหนักตกเกณฑ์ ส่วนสูงตกเกณฑ์ พอดูแล้วผมก็รกรุงรัง บางคนตัวสกปรก เสื้อผ้าสกปรก แล้วร่างกายต่างๆ เช่น ฟัน เล็บ เราดูได้หมดเลยว่าเด็กคนหนึ่งได้รับการดูแลหรือเปล่า พอร่างกายไม่ดีไม่พร้อม เขาก็จะเจ็บป่วยได้ง่าย 

หลายคนเราเห็นเรื่องโรคโลหิตจาง หลายคนมีปัญหาเรื่องการติดเชื้อตามผิวหนังต่างๆ หรือแม้แต่โรคช่องปาก แล้วก็ทางเดินอาหาร เด็กเองไม่ได้รับประทานอาหารอย่างเหมาะสม บางคนมีปัญหาเรื่องเกลือแร่ในเลือดที่ผิดปกติ เพราะกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน โซเดียมสูงมากๆ 

แล้วเราเจอปัญหาแบบนี้เยอะมาก พอมีปัญหาทางกายแล้วมันก็พัฒนามาสู่ปัญหาทางใจด้วย พอเด็กพัฒนาการทางกายช้าแล้ว บางครั้งพัฒนาการทางสมองก็ช้าไปด้วย เล่นก็เล่นไม่เหมือนเด็กคนอื่นนะครับ เข้ากับเพื่อนในวัยเดียวกันไม่ได้ เพราะสมองพัฒนาการช้า เด็กบางคนเล่นกับเพื่อนไม่เป็น เขาเล่นตามกติกา ตัวเองทำไม่ได้ พอตัวเล็กบางทีก็ถูกแกล้ง เพื่อนไม่ยอมรับ ตัวสกปรกเพื่อนไม่เอาเข้ากลุ่ม กลับไปบ้านพ่อแม่ปล่อยปละละเลย ไม่มีใครช่วยทำการบ้าน ครูเองก็ไม่พอใจที่เด็กเหมือนไม่เรียนรู้ ก็กลายเป็นเด็กที่เรียนไม่ดีดูไม่ดี 

ทั้งหมดนี้จะพัฒนาเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิต ปัญหาเรื่องอารมณ์ ปัญหาความวิตกกังวล สุดท้ายก็เป็นปัญหาการเข้าสังคม พอเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ดีอะไรสักอย่างก็เข้าสังคมได้แย่ลง แล้วเริ่มรู้สึกว่าการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ปกติ ไม่มีทักษะในการเข้าสังคมเพราะพ่อแม่ก็ไม่คุยด้วย ทิ้งให้ตัวเองอยู่กับหน้าจออย่างเดียว ภาษาก็ไม่ได้ ตัวเองก็ไม่รู้จะจัดการอารมณ์ยังไง ไม่รู้จะต้องแสดงอารมณ์ยังไง ก็เลยเข้ากับคนอื่นไม่เป็น มันก็เลยกลายเป็นปัญหาแบบองค์รวม

แล้วความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ ส่งผลต่อเด็กอย่างไรบ้าง

ความรุนแรงจะส่งผลต่อเด็กในแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ในเด็กเล็กๆ บางทีเราอาจจะคิดว่าเด็กไม่รู้เรื่อง จริงๆ แล้วเขาก็มีความเข้าใจระดับหนึ่ง ถ้าเราลงโทษอย่างรุนแรง บางทีเขาจะมีความคิดว่า เพราะเขาเป็นคนไม่ดีใช่ไหม เขาเป็นคนเลวใช่ไหม เขาถึงถูกลงโทษ หรือการลงโทษนี้เป็นรูปแบบความรักรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปแบบความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง เด็กเล็กอาจจะตีความแบบนั้น เพราะว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถูกลงโทษ เขาเข้าใจแค่ว่าเขาเป็นคนเลว คนไม่ดี ก็เลยถูกลงโทษ 

พอเด็กโตขึ้นก็อาจจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเขาถูกทำโทษรุนแรง แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีวิธีทางออกอื่นนะ เขาก็จะเข้าใจว่า ถ้าเขากระทำแบบนี้ เขาจะถูกตีด้วยไม้กวาด ตีด้วยไม้แขวนเสื้อ เมื่อไปที่โรงเรียน เพื่อนทำแบบนั้นกับเขาเหมือนกัน เขาก็จะไม่เข้าใจเวลาที่ครูบอกว่าห้ามชกต่อยกับเพื่อน ห้ามใช้ความรุนแรง เพราะเขาเข้าใจมาว่า พฤติกรรมนี้จะต้องถูกตอบแทนด้วยพฤติกรรมนี้ 

พอโตมากขึ้นเป็นวัยรุ่น ผลกระทบมันก็จะมีมากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่กำลังค้นหาตัวตน ถ้าเกิดเขาถูกลงโทษอย่างรุนแรง แน่นอนว่าความเชื่อมั่นในตัวเองมันก็ลดลงไปด้วย ตัวตนเขาก็จะเริ่มสูญเสีย บุคลิกภาพที่กำลังพัฒนาในวัยรุ่นก็จะเสียหายไปด้วย เสี่ยงต่อโรคจิตเวชที่รุนแรงขึ้นในอนาคต 

เราพบว่าคนที่มีประสบการณ์รุนแรงในวัยเด็ก หรือ Childhood Experience Trauma  มักจะโตมาเป็นคนที่บุคลิกภาพไม่ดี อาจจะขาดความมั่นใจมากๆ อาจจะรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องความสัมพันธ์ คนที่ถูกลงโทษอย่างรุนแรง เขาจะไม่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ อาจจะไปในทางหนึ่งคือ ไม่อยากมีความสัมพันธ์กับใคร เพราะรู้สึกว่าความสัมพันธ์ตามมาด้วยความเจ็บปวด 

หรืออีกทางหนึ่งก็คือ ความสัมพันธ์แนบแน่นผิดปกติ มีอะไรก็กระโดดเข้ามา มีอะไรก็พึ่งพิง เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการจัดการโลกใบนี้ เพราะตัวเองสูญเสียสิ่งที่เรียกว่า Self of Mastery คือ ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันทำอะไรฉันก็ถูกลงโทษ ฉันไม่สามารถจัดการสถานการณ์ได้ ฉันต้องถูกตีอย่างเดียว ฉันยอมจำนนต่อทุกอย่าง คนกลุ่มนี้อาจจะมีไปยึดติดกับคนอื่นมากขึ้น เข้าหาคนอื่นง่ายผิดปกติ

สุดท้ายเด็กที่โตมาภายใตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง เขาก็จะยอมรับในความรุนแรงนั้น…มันชิน 

ยอมรับในความรุนแรงหมายความว่า เขาจะยอมรับในการที่ตัวเองเป็นผู้กระทำ เมื่อเขามีคู่ครอง เมื่อเขามีลูก เขารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ พ่อแม่ฉันก็ยังเคยทำกับฉันเลย แล้วทำไมฉันถึงทำสิ่งนี้ไม่ได้ ก็เป็นปกติ เป็นการแสดงความห่วงใยลูกแบบหนึ่ง

อีกแบบหนึ่งคือ ยอมรับในการเป็นผู้ถูกกระทำ เช่น การที่สามีหรือภรรยาทำกับเขา หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมบางคนถึงยอมทั้งที่โดนสามีซ้อมตลอดเลย บางทีเราพบว่าในวัยเด็กเขาก็ถูกพ่อแม่ลงโทษอย่างรุนแรงเหมือนกัน แล้วรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น  

ในครอบครัวไทยหลายๆ ครอบครัวยังเชื่อว่าการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการลงไม้ลงมือ หรือดุด่าว่ากล่าว เป็นสิ่งที่ทำได้ และพ่อแม่เองก็ผ่านมันมาแล้วเช่นกัน?

ก็เป็นความเชื่อที่ใช้ได้ในยุคก่อนนะครับ เราเข้าสู่โลกยุคใหม่แล้ว มันมีองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น มันมีช่องทางที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งเกิดความไขว้เขวมากขึ้นหรือมีทางออกมากขึ้น สมัยพ่อแม่เป็นเด็ก คุณถูกตี อย่างมากก็ลงมาใต้ถุนบ้าน นั่งร้องไห้คนเดียว แต่เดี๋ยวนี้ถ้าลูกคุณถูกตี เดินออกไปหน้าบ้านก็มียาเสพติดรอแล้ว เข้าไปในโลกโซเชียล ก็มีคนรอที่จะคุย รอหาผลประโยช์แล้ว 

โลกมันเปลี่ยนแปลงไปมากครับ มันเชื่อมต่อกันหมดแล้ว มันมีคนที่รอทั้งหวังดีและหวังไม่ดี ในการที่จะมารับช่วงต่อลูกจากคุณไป เพราะฉะนั้นวิธีการที่ใช้ได้สมัยก่อน ไม่ได้แปลว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ในปัจจุบัน

และปัจจุบันมีงานวิจัยชี้ชัดมากขึ้นว่า การที่ใครสักคนหนึ่งถูกกระทำความรุนแรงแบบนั้น มันไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้นะครับ ลองคิดดูนะ เราถูกตีมือ ห้านาทีเราก็หายเจ็บแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่คุณจะจำได้ แต่การสอนด้วยเหตุผลต่างหาก การพูดคุยด้วยเหตุผล หรือแม้แต่การลงโทษด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น การจำกัดพฤติกรรม การตัดงดลดของชอบ จะทำให้เขาจำได้มากกว่า

แทนที่คุณจะตีเขาหนึ่งที เดือนนี้ทั้งเดือนลูกอดซื้อของเล่น ถามว่าอันไหนเด็กจะจำได้มากกว่ากัน ตีเด็ก ห้านาทีเดี๋ยวก็ลืมแล้ว แต่การที่เขาถูกลงโทษ เช่น ถ้าทำลายข้าวของ ของเล่นของตัวเอง เดือนนี้เขาอดซื้อของเล่นใหม่ สิ่งนี้ทำให้เด็กเรียนรู้อย่างแท้จริงว่าเขาไม่สามารถทำเช่นนี้ได้

ทำไมคนที่เติบโตมาพร้อมกับบาดแผลทางใจจากการเลี้ยงดู จึงมักมีปัญหาสุขภาพจิต หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

เรื่องบาดแผลทางใจมันคือเรื่องความทรงจำนะครับ ความทรงจำหลายครั้งเราไปคิดว่ามันอยู่แค่ระดับจิตสำนึก เหมือนอ่านหนังสือแล้วจำ แต่จริงๆ มันมีความทรงจำระดับจิตใต้สำนึกด้วย ความทรงจำระดับจิตสำนึกนั้น เมื่อเวลาผ่านไปเราอาจจะลืม แต่เคยรู้สึกไหมครับว่าหลายครั้ง ความทรงจำบางอย่างมันถูกดึงออกมาได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรบางอย่างขึ้น อันนี้คือกลไลของสมองในการปกป้องตัวเอง 

เพราะถ้าสมองเก็บทุกอย่างไว้อยู่ในระดับเดียวกัน ระเบิดนะครับ มันไม่มีทางเก็บได้ขนาดนั้น สมองเลยมีกลไกในการบังคับลืมบางส่วน โดยจะบังคับลืมสองแบบคือ หนึ่ง ลืมเรื่องเก่า สอง ลืมเรื่องใหม่ที่ไม่จำเป็นมาก แต่เผอิญว่าเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นนั้นมันรุนแรงมากๆ สมองก็เลยไม่สามารถปัดตรงนี้ออกได้ มันก็เลยปัดลงไปข้างล่าง ภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็นกลไกการป้องกันทางจิต หรือว่า Defense Mechanisms กลไกการป้องกันทางจิตของมนุษย์เพื่อทำให้ชีวิตอยู่รอด เพราะไม่อย่างนั้นถ้ามนุษย์จำความเจ็บปวดทุกครั้งได้ ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้นะครับ

สมองจะพยายามให้เราสามารถก้าวข้ามความรู้สึกเจ็บปวดและยังมีชีวิตต่อได้ ก็เลยกดทุกอย่างลงไปข้างในข้างใต้ ไม่ได้แปลว่าเราลืม มันแค่ลงไปอยู่ระดับจิตใต้สำนึก

วันหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมา แล้วจะต้องใช้ทักษะเดียวกันในการเอาตัวรอด เช่น สมัยก่อนถูกพ่อแม่ตีอย่างรุนแรงแล้ววิ่งไปหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า วันหนึ่งที่ตัวเองถูกตีอย่างรุนแรงโดยใครสักคนหนึ่งในอนาคต มันก็จะไปขุดเอาความทรงจำที่อยู่ใต้จิตสำนึกนั้นให้โผล่ขึ้นมา แล้วก็ใช้วิธีทางออกแบบเดิม มันเป็นกลไกเอาตัวรอดของชีวิตมนุษย์นะครับ ทีนี้ถ้ามันถูกขุดขึ้นมาบ่อยๆ เกราะป้องกันที่เราพยายามสร้างไว้หุ้มตัวหุ้มความเจ็บปวดในอดีตนั้น พอมันแตกไป สุดท้ายสิ่งที่อยู่ในข้างใต้ทั้งหมดที่ถูกฝังเอาไว้ ก็จะโผล่ขึ้นมา

สำหรับผู้ใหญ่ที่มีแผลใจ คุณหมอมีคำแนะนำอย่างไรในการรับมือกับความรู้สึกเจ็บปวดนี้คะ

ถ้าเกิดมันผ่านไปแล้ว เราก็ทำความเข้าใจว่ามันผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้อดีตได้ เราพูดในโลกยุคที่ยังไม่มีไทม์แมชชีนเพราะฉะนั้น ตรรกะตอนนี้คือคุณไม่สามารถกลับไปในอดีตได้

คำถามก็คือ แล้วตัวคุณเชื่อมโยงอะไรกับอดีตบ้าง ถ้าคิดดีๆ จะรู้ว่า เราไม่มีจุดอะไรเชื่อมโยงกับอดีตเลย ไม่มีภาพในอดีตใดๆ เข้ามาทำร้ายคุณ(ทางกายภาพ)ในปัจจุบันได้ การถูกทุบตีในสมัยก่อน ไม่สามารถทำให้คุณเจ็บปวดได้ในปัจจุบัน ต่อให้มันเกิดรอยแผลก็ตาม รอยแแผลนั้นก็เป็นรอยแผลที่หายไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณเชื่อมโยงกับอดีตจริงๆ คือ อารมณ์และความคิดความทรงจำ มันแค่เส้นใยบางๆ แล้วอารมณ์และความคิดของคุณ มันคือสิ่งที่คุณควบคุมได้ 

แปลว่าคุณไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แล้ว แต่คุณยังสามารถควบคุมการแปลผล การคิดถึงมัน แล้วก็อารมณ์ที่มีต่อมันได้ 

พอเราเข้าใจแล้วอย่างนี้ โอเค ฉันสามารถควบคุมมันได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมองมันอย่างไร เช่นคุณมองว่ามันคือความโชคร้ายความซวย ก็รู้สึกแย่ แต่ถ้ามองว่า สิ่งนี้มันทำให้ฉันเติบโตมาจนทุกวันนี้ คือมองว่าถึงมันจะเป็นครูที่เลวร้าย แต่อย่างน้อยก็เป็นครูที่สอนให้เรามาเป็นอย่างในปัจจุบันนี้ มองอย่างนั้นก็ได้นะครับ

แล้วเรื่องอารมณ์ เราไม่เอาเรื่องในอดีตมาเป็นอารมณ์ปัจจุบัน ฉันไม่อยากเป็นพ่อแม่ฉันในอดีตที่เป็นคนอารมณ์ร้าย เพราะฉะนั้นฉันเองจะไม่เอาอารมณ์ของฉันไปผูกกับเหตุการณ์นี้ แล้วกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายเหมือนพ่อแม่ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณควบคุมได้ เพราะฉะนั้น เราก็ควบคุมมันให้ดีทีสุด เพื่อไม่ให้ผลกระทบในอดีตส่งผลต่อเรา แล้วต่อไปในอนาคต เราเองก็ต้องคอยเตือนตัวเองเสมอ ว่าอย่าเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีความรุนแรงซ้ำ เพราะมันจะไปทลายเกราะที่คุณเคยหุ้มเอาไว้ แล้วก็ไปขุดมันกลับขึ้นมา 

เพราะฉะนั้นอย่าเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรง อย่าเป็นทั้งผู้ที่ถูกกระทำและอย่าเป็นผู้กระทำ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้น หนีได้ไหม ขอความช่วยเหลือได้ไหม มีหนทางไหนบ้างที่คุณจะจัดการ แล้วถ้าวันหนึ่งในอนาคต สิ่งนี้มันถูกกระตุ้นขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล มันอาจจะมีนะครับ บางทีคุณเครียดมาก เกิดเหตุการณ์อะไรในชีวิต แล้วอยู่ๆ มันไปกระตุ้นปมในอดีตบางอย่างขึ้นมา คุณมีคนที่ขอความช่วยเหลือได้ คุณสามารถไปเจอนักจิตวิทยา คุณสามารถไปเจอจิตแพทย์ เพื่อขอความช่วยเหลือได้ 

เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นครับ คนที่อยู่ๆ ปมในอดีตถูกขุดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ คุณก็ไปหาผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเกิดมีอาการโรคบางอย่างก็รับประทานยาร่วมกับการทำจิตบำบัด ก็สามารถทำให้คุณผ่านตรงนี้ไปได้ 

มีบางกรณีไหมคะ ที่เขารู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยวางหรือให้อภัยได้ เพราะต้องการให้อีกฝ่าย ซึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ หรือคนในครอบครัวขอโทษอย่างจริงใจ?

คุณสามารถมีความคาดหวังได้ แน่นอนว่าคนที่ทำผิดควรขอโทษ แต่นั่นคือความคาดหวังของคุณ เป็นความรับผิดชอบของคุณ แต่ว่าถ้าคุณคาดหวังแล้วสิ่งนั้นไม่เป็นตามความคาดหวัง มันไม่ใช่ปัญหาของคนนั้น มันคือปัญหาของคุณ เพราะคุณไปคาดหวังกับสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้วว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้น 

แล้วพฤติกรรมของพ่อแม่หรือใครก็ตามที่เคยทำผิดกับคุณ มันเป็นการตัดสินใจของเขาเอง เราไม่สามารถบังคับใครได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณจะไปบีบบังคับให้เขาทำในสิ่งนี้เหรอ แล้วคุณจะพอใจจริงๆ หรือเปล่า ที่คุณได้รับสิ่งนี้จากคนที่คุณไปบีบบังคับเขา

อันนี้ถ้าเราตั้งคำถามดีๆ ก็จะกลับมาที่ตัวเองว่า สุดท้ายการจัดการความรู้สึกต่อเรื่องนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครเลย ขึ้นกับตัวฉันเอง เพราะไม่ว่าเขาจะขอโทษหรือไม่ขอโทษ ถ้าคุณไม่คิดจะหยุดโกรธ คุณหยุดโกรธไม่ได้หรอกนะครับ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง แล้วถ้าคุณจะหยุดโกรธ มันหยุดได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย ไม่ได้แปลว่าคุณต้องให้อภัยหรือไม่ให้อภัยเขา 

ให้อภัยหรือไม่ให้อภัย มันเป็นนามธรรมมากๆ สิ่งที่เป็นรูปธรรมจริงๆ คือ คุณไม่โกรธกับสิ่งนั้นแล้ว คุณไม่รู้สึกต่อสิ่งนั้นแล้ว นี่ต่างหากที่เป็นรูปธรรม

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก อะไรคือสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดทั้งทางร่ายกาย จิตใจและอารมณ์ 

พ่อแม่ต้องแยกกันระหว่างความหวังดีกับการกระทำของตัวเอง ถ้าเราแยกไม่ได้ เรามักจะเผลอทำอะไรไปบางอย่าง เอาเรื่องเบาๆ เช่น การบ่นลูก บ่นจังเลย บ่นแล่วบ่นอีก ลูกไม่ตั้งใจเรียน ทำไมทำอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้ปัญหาทั่วไป ต่อมาก็คือมีการทำโทษที่รุนแรง เพราะลูกไม่ได้ทำอย่างที่ใจตัวเองต้องการ หลายคนอ้างว่าก็เพราะรักไงฉันถึงทำแบบนี้ ฉันถึงลงโทษ ฉันถึงบ่น ถ้าฉันไม่รักฉันก็ไม่บ่น ได้ยินบ่อยมาก ต้องแยกกันครับ 

ความรัก คุณถูกต้องแล้ว ถ้าไม่นับคนที่ไม่รักแล้วทำร้ายลูกนะ อันนั้นก็อีกประเภทหนึ่งนะครับ ถ้าคุณมีความรัก มันถูกต้องแล้ว แต่วิธีการสื่อสารนั้น คุณทำถูกหรือเปล่า มันมีวิธีการสื่อสารอื่นๆ อีกหรือเปล่าที่คุณสามารถทำได้ 

กรมสุขภาพจิตในปีนี้เรากำลังจะพูดเรื่อง การเลี้ยงลูกเชิงบวก Positive Parenting คุณเข้าใจไหมว่า เราสามารถเพิ่มพฤติกรรมที่ดีของเด็กได้ด้วยการชื่นชมพฤติกรรมบวก เราจับถูกเขา ไม่จำเป็นต้องจับผิดตลอดเวลา แล้วลงโทษในพฤติกรรมที่ลบ 

ทีนี้การจะไปเพิ่มพฤติกรรมที่ดีคืออะไร ก็คือการแรงเสริมทางบวก การให้รางวัล การให้คำชื่นชม การพูดคุยกับเขา บอกเหตุผลว่าทำไมเขาถึงทำได้ดี การมองเห็นทุกครั้งเมื่อเขาทำได้ดี พวกนี้ต่างหากคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมที่ดี นี่คือวิธีการสื่อสารที่ถูกต้อง 

รวมถึงการเข้าใจว่า การสื่อสารที่พ่อแม่ต้องการให้เด็กรับรู้ มันต้องผ่าน Trust หรือความไว้เนื้อเชื่อใจ พ่อแม่อยากให้เด็กไว้เนื้อเชื่อใจพ่อแม่ แต่พ่อแม่ไม่เคยส่ง Trust นั้นกลับไปให้เด็กเลย ไม่เคยไว้เนื้อเชื่อใจเด็กเลย ไม่คิดว่าเขาทำได้ แล้วความไว้เนื้อเชื่อใจมันจะเกิดขึ้นได้ยังไง เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองฝ่าย

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ พ่อแม่มองว่าฉันคือพ่อแม่ ฉันอยู่เหนือสุดของห่วงโซ่อาหาร ถูกต้อง ก็คุณเป็นคนเลี้ยง แต่การสื่อสารไม่ได้เป็นแบบนั้น มันเป็นเรื่องคู่ขนาน คุณต้องรับฟังลูกด้วย การสื่อสารมันไม่ได้แปลว่าคำพูดอย่างเดียว คุณก็พูดอย่างเดียวเลย พอลูกจะพูดไม่ยอมให้พูด 

การสื่อสาร หมายความว่า คุณพูดเท่าไหร่คุณก็ต้องรับฟังเท่านั้น ถ้าลูกภาษายังไม่ดี คุณต้องให้เวลามากขึ้น ให้เขาค่อยๆ พูด ให้เขาได้สื่อสารในรูปแบบของเขา เขาก็จะเข้าใจมากขึ้นในสิ่งที่พ่อแม่สื่อความรักกับเขานะครับ

ในส่วนของสังคมโดยเฉพาะสื่อที่มักหยิบประเด็นความรุนแรงในครอบครัวมาเป็นดรามาสร้างเอนเกจเมนต์ คุณหมอมองเรื่องนี้อย่างไร

ตอนนี้ถ้าพูดถึงสื่อ ทุกคนก็เป็นสื่อไปแล้วนะครับ มันขึ้นอยู่กับคนที่แชร์ออกไปด้วย บางทีก็ไม่ใช่สื่ออาชีพด้วยนะครับ แต่ถ้าเป็นสื่อกระแสหลัก ก็ต้องพูดตามตรงว่าเข้าใจ ทุกคนกำลังดิ้นรนในการที่จะต้องดึงความสนใจของคน ตอนนี้มันเป็น Attention Economy หมายถึงว่าทุกคนดึงความสนใจที่มีอยู่จำกัดของคน เราก็เลยเริ่มก้าวข้ามขอบ ที่เมื่อก่อนถ้าสมัยเป็นนักเรียนนิเทศศาสตร์จะไม่ทำนะครับ 

อย่างไรก็ตาม ถ้าทุกคนช่วยกันทั้งระบบ ความรุนแรงในสื่อมันจะลดลงได้ หมายถึงว่าถ้าทุกคนมีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะทำพร้อมกัน ไม่มีใครฉวยโอกาส คือถ้าคนทำสื่อมองว่าลูกฉันกำลังนั่งดูสิ่งนี้อยู่ เราก็ต้องบอกว่า แล้วคุณอยากให้ลูกคุณได้อะไรจากสิ่งนี้ไป ได้ดรามาหรือเปล่า ได้อารมณ์หรือเปล่า หรือจริงๆ ที่คุณอยากให้ลูกคุณได้ คือได้บทเรียนจากข่าว

งานที่สื่อทำจริงๆ มีบทบาทอย่างมากในยุคปัจจุบัน ถ้าเราได้เติมเนื้อหา เช่น การป้องกัน การเรียนรู้ร่วมกันจากสิ่งนี้ ให้เขาเข้าใจบริบทของคนที่ถูกทำร้าย เวลาที่เจอข่าว เช่น เหยื่อถูกทำร้ายร่างกาย กราดยิงในโรงเรียน เราจะไม่เจอแบบ…คนร้ายใช้อาวุธอะไร ไปซื้อที่ไหน สิ่งที่เราควรจะเจอก็คือ คนที่เสียไปเขาสร้างบุญคุณกับโลกนี้ยังไง ครูคนนั้นเป็นคนที่ปกป้องลูกศิษย์ เด็กคนนั้นเป็นเด็กที่ยิ้มแย้มร่าเริงและมีคุณค่า 

สื่อเสนอในแง่ดีได้ มันมีวิธีการที่จะสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน สื่อจะต้องมีการปูทางให้เกิดการพูดคุย อาจจะเอาผู้เชี่ยวชาญมาคุยว่า ถ้าเกิดความรุนแรงแบบนี้คุณจะทำอย่างไร แล้วให้เกิดการแลกเปลี่ยน Discuss ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันว่า ความเข้าใจของลูกเป็นยังไง ความเข้าใจของพ่อแม่เป็นยังไง อาจจะไม่ได้หาจุดร่วมกันจนเจอนะ แต่ถ้าเจอจุดร่วมกันก็ดีครับ แต่อย่างน้อยเราได้ฝึกรับฟังกัน แล้วก็มีการใช้ข่าวให้เป็นประโยขน์ โดยการตั้งคำถาม เช่น ถ้าลูกโดนอย่างนี้บ้างจะทำยังไง จะป้องกันยังไง หาวิธีการในการแก้ไข นี่ต่างหากที่จะเป็นบทบาทสื่อที่แท้จริงในอนาคต

สื่อสามารถเป็นแค่คนที่สร้างความรุนแรง ผลิตซ้ำความรุนแรงในโลกนี้ก็ได้ หรือเป็นคนที่จะหยุดความรุนแรงนี้ก็ได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราบาลานซ์ความก้าวหน้าในอาชีพกับจริยธรรมที่เคยเรียนมาอย่างไร

ต้องยอมรับว่าคนจำนวนไม่น้อยก็ชอบเสพข่าวดรามา รวมไปถึงประเด็นความรุนแรงในครอบครัว คุณหมอมีคำแนะนำอย่างไร

ไม่จำเป็นก็อย่าไปดูครับ คือถ้าเราดูแล้วอ่านแล้วคุณเริ่มคิ้วขมวด คุณเลิกอ่านครับ มันไม่ได้มีความจำเป็นอย่างนั้น ถ้าเกิดคุณอ่านแล้ว คุณต้องถามตัวเองว่า ฉันอ่านสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เพราะฉันรู้สึกว่ามันเป็นดรามา ฉันรู้สึกว่ามันแปลกประหลาดเหลือเกิน ฉันตื่นเต้นกับมัน หรือคุณแค่อยากรู้เฉยๆ ถ้าคุณแค่รู้เฉยๆ ข่าวความรุนแรงแบบนี้ไม่มีประโยชน์ครับ มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แล้วมันก็จะเกิดเหตุการณ์ใหม่ 

หรือคุณอ่านเพราะว่าวันหนึ่งฉันจะเอาไปสอนลูกได้ ฉันจะป้องกันความรุนแรงนี้ไม่ให้เกิดขึ้น หรือฉันจะเป็นส่วนหนึ่งในสังคมนี้ ที่ถ้าฉันเห็นความรุนแรงแบบนี้ใกล้ตัวฉัน ฉันจะ Shout out ออกมา ฉันจะไม่ยอมยืนดูอย่างนิ่งดูดาย แต่ถ้าไม่ใช่…อย่าดูเลยครับ มันจะได้เป็นการบอกสื่อทางอ้อมว่าข่าวแบบนี้ไม่ได้รับความนิยม แล้วก็คนส่วนมากในยุคปัจจุบันแอนตี้การผลิตซ้ำความรุนแรง

ที่ผ่านมาพอมีข่าวความขัดแย้งในครอบครัว หัวข้อใหญ่ๆ ที่สะท้อนความเห็นต่างตั้งแต่ในบ้านไปจนถึงสังคมวงกว้าง คือเรื่องความกตัญญู?

ถ้าเกิดครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดี มีการพูดคุยกันต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน คำถามนี้จะไม่เกิดขึ้น มันจะไม่มีการมาถามว่า เธอจะกตัญญูฉันไหม เพราะครอบครัวมีความสัมพันธ์ดีนะครับ มันไม่ต้องมาพุดเรื่องความกตัญญูใดๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ขึ้นอยู่กับการคาดหวังของพ่อแม่ด้วย ถ้าพ่อแม่คาดหวังว่าลูกจะต้องมาดูแลฉันในอนาคต แน่นอนครับว่าความกตัญญูมันจะถูกตั้งคำถาม

แต่การคาดหวังว่าลูกจะเลี้ยงดูฉันในอนาคต มันเป็นชุดความคิดหนึ่งของคนเจนเนอเรชั่นหนึ่ง เราก็ต้องหาจุดลงตัวกับคนเจนเนอเรชั่นใหม่ว่า แล้วเขาทำได้ไหมในเจอเนอเรชั่นนี้ เอาตัวเองยังไม่รอดเลย ค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ยังเท่าเดิมมาตลอดในช่วง 10 ปี เพราะฉะนั้นความคาดหวังที่พ่อแม่เคยมีมันไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน 

ปัจจุบันเราก็จะเห็นพ่อแม่หลายคนออกมาพูดว่า ฉันไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะมาเลี้ยงดูฉัน ฉันเลี้ยงดูเธอมา เธอเติบโตมามีความสุข จบหน้าที่ฉันแล้ว 

เรื่องนี้มันไม่มีจุดลงตัวที่แท้จริงหรอก ขึ้นอยู่กับการตกลงในครอบครัว ไปดูในเมืองนอกก็ได้ครับ เขาขอแค่วันคริสต์มาสมาเจอกันสักครั้งหนึ่ง ลูกที่ออกจากบ้านไปแล้ว และออกจากบ้านเร็วด้วยนะ 20 กว่าก็ออกจากบ้านไปแล้ว เรียนมหาลัยจบไม่เคยกลับบ้านเลย อย่างน้อยคริสต์มาสมากินข้าวกับครอบครัวกันครั้งนึง เขาก็ถือว่านี่คือดีสุดๆ แล้ว

แต่ของประเทศไทยเราบอกว่า ลูกจะต้องอยู่กับฉันจนกว่าเธอจะแต่งงาน ไม่ได้บอกว่าผิด แต่นี่คือค่านิยมในสังคมวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในครอบครัวคุณ ถ้าเกิดมีค่านิยมที่ตรงกันก็พูดคุยกันครับ แต่ถ้าไม่ตรงกัน คุณก็ต้องหาจุดลงตัวให้ได้ ไม่ได้แปลว่าใครผิดใครถูก เพราะว่ามันไม่มีค่ากลางบนโลกใบนี้ถูกไหมครับ 

แปลว่าถ้าลูกบอกว่า หลังจากที่หนูทำงานแล้วหนูจะไม่กลับบ้าน หนูจะย้ายออกไป มันก็คือค่านิยมของลูก ถ้าพ่อแม่มองว่าพอโตแล้วเธอได้เงิน เธอต้องโอนเงินเดือนครึ่งหนึ่งมาให้ฉัน นั่นก็เป็นค่านิยมของพ่อแม่ มันไม่ได้มีจุดใดจุดหนึ่งที่ถูกหรือผิด แค่คุณและครอบครัวคุณต้องคุยกัน แล้วหาจุดร่วมกันว่าอันไหนคือจุดที่ลงตัวที่สุด 

แต่แน่นอนว่าถ้าเราพูดในประเด็นอื่น เช่น ลูกเอาพ่อแม่ไปประจาน พ่อแม่เอาลูกไปประจาน มันก็ไม่ถูกอยู่แล้วละครับ อันนั้นคือมันไม่เกียวกับความกตัญญูหรือไม่กตัญญูแล้ว มันคือการที่คุณไม่เคารพคนอื่น คุณไม่รับรู้สิทธิของคนอื่นว่าคุณไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้ คุณมองว่าเขาเป็นคนในครอบครัว คุณก็เลยทำอย่างนั้น ซึ่งมันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่าที่คุณทำได้ 

แต่ว่าก็แน่นอน คนที่เอาออกไปประจานอาจเพราะเขาถึงจุดที่ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เขารู้สึกว่ามันไม่มีทางออกในชีวิตเขาแล้วจริงๆ มันก็เลยเกิดการที่อยากทำลาย มันไม่ใช่การจะคืนดีแล้วครับ ถ้าเกิดมีการวิพากษ์วิจารณ์กันรุนแรง คือการที่คนจะทำลายกันแล้ว ก็ต้องถามว่า แล้วครอบครัวปล่อยให้มันถึงจุดที่ครอบครัวทำลายกันเองได้ยังไงนะครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ควรโทษใคร ถ้าเกิดครอบครัวถึงจุดที่มันมีการทำลายกันเองแล้ว มันโทษใครสักคนไม่ได้แล้ว ทุกคนมีส่วนร่วมเหมือนกัน 

ในกรณีของคนที่รู้สึกว่าครอบครัวไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย รู้สึกเจ็บปวดกับการอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ การสร้าง Boundary หรือตัดขาดครอบครัว ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมไหมคะ

ทำได้หลายทางครับ ตั้งแต่การเปิดใจพูดคุยว่า หนูไม่ชอบนะที่พ่อตีหนูแบบนี้ เราคุยกันได้ไหม มันก็ผ่านการเจรจา ผ่านความเข้าใจ ผ่านความรับรู้ความรู้สึกของทุกคน อันนี้เรียกว่า Confrontation คือการเผชิญหน้ากับปัญหาเลยนะครับ แต่ในเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาไม่ได้ ปัญหาไม่ถูกแก้ กลไกการป้องกันปัญหาทางจิตของคนก็คือ สร้างเกราะป้องกัน สร้างกำแพง อาจจะสร้างกำแพงแค่ใจก่อน ยังไม่ได้สร้างกำแพงที่ตัว ก็ยังอยู่ในบ้าน แต่ว่าก็พูดกับคนอื่นน้อยลง ไม่อยากพูดคุย ไม่เปิดรับ ไม่มีอารมณ์ร่วม 

สุดท้ายป้องกันทางใจไม่พอ ก็สร้างการป้องกันทางกายขึ้นมา เราเจอคนที่หนีออกจากบ้าน ย้ายออกไป หรือบางคนก็บอกว่าทนอีกสักนิดนึงพอเรียนจบก็หนี ตัดขาดการสนทนากันเลย อันนี้คือการสร้างกำแพงทางกาย ก็แล้วแต่ว่าวิธีไหนที่มันประนีประนอมที่สุด แต่ถ้าใช้วิธีที่ประนีประนอมแล้วมันล้มเหลว เขาก็จะเลือกวิธีที่ทำให้มันห่างไกลกันมากขึ้น ยิ่งห่างไกลมากขึ้นก็แปลว่าโอกาสที่จะกลับไปก็น้อยลงด้วย เพราะว่ากำแพงมันหลายชั้น มันจะต้องพังหลายชั้นกว่าที่จะได้กลับไปครับ

ทำไมความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวถึงส่งผลกระทบกับเด็กได้มากกว่าความรุนแรงจากคนอื่นคะ

เพราะครอบครัวคือคนที่เรารักครับ ความรักมันมีหลายๆ ความรู้สึกปนกัน มันคือความรู้สึกปลอดภัย คือความรู้สึกผูกพัน คือความรู้สึกเป็นเจ้าของ เขาเรียกว่า Belonging มันเป็นหลายๆ ความรู้สึกรวมกัน 

การที่เราถูกทำลายสิ่งที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด เพราะว่าเขาคือคนที่ใกล้ตัวที่สุด มีสายเลือดเดียวกัน มันพังโลกทัศน์ของคุณไป มันพังความเชื่อมั่นของโลกใบนี้ไป 

ถ้าเกิดมีใครสักคนเดินผ่านแล้วด่าคุณอย่างรุนแรง คุณไม่เจ็บปวดเท่าไรหรอกครับ เพราะว่าคนนั้นเขาไม่เคยอยู่ในโลกของคุณ แต่ถ้าเป็นคนในครอบครัว โลกทัศน์ของคุณมองว่าคนนี้คือไอดอล สมมุติลูกชายมองว่าพ่อคือไอดอลเบอร์หนึ่ง ถ้าวันนึงไอดอลของฉันกลายเป็นคนที่ไม่ดี ทุกอย่างก็พังทลายลงนะครับ ความไว้เนื้อเชื่อใจทุกอย่างมันก็หายไป 

เขาถึงบอกว่า จุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดีคือครอบครัว ถ้าคุณโชคดีได้อยู่ในครอบครัวที่ดี มันก็ทำให้ชีวิตคุณเหมือนมีแต้มต่อนะครับ แต่ถ้าครอบครัวบางครั้งไม่เป็นแต้มต่อให้ชีวิตคุณ หลายคนก็ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

Tags:

สุขภาพจิตครอบครัวความรุนแรงในครอบครัว

Author:

illustrator

ชุติมา ซุ้นเจริญ

ลูกครึ่งมานุษยวิทยาและนิเทศศาสตร์ รักการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร พอๆ กับการเดินทางข้ามพรมแดนทุกรูปแบบ เชื่อเสมอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ไม่นิยมแบกโลกไว้บนบ่า

Related Posts

  • Social Issues
    ‘เรื่องในบ้าน’  เกมทางเลือกที่ชวนตั้งคำถามกับเรื่องต้องห้าม มองหาสัญญาณความรุนแรงในครอบครัวก่อนสายเกินไป

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • Movie
    Simone Blies Rising : นักกีฬาที่ยืนยันว่าความเจ็บปวดในจิตใจสำคัญไม่แพ้ความเจ็บปวดภายนอก

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • How to enjoy life
    เปลี่ยนเรื่องร้ายๆ ในชีวิต(ที่เรารับมือได้)ให้กลายเป็นแรงขับดัน

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    All The Bright Places: พ่อไม่รู้หรอกว่าผลลัพธ์ของการใช้กำลังวันนั้นมันแย่แค่ไหน 

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Dear ParentsBook
    Toxic Parents: ยังไม่ต้องให้อภัยพ่อแม่ก็ได้ เผชิญหน้ากับความรู้สึกตัวเองก่อน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel