- ‘โกฮัง หัวใจโกโฮม’ เป็นภาพยนตร์จากค่าย GDH ที่เล่าเรื่องราวของสุนัขจรชื่อ ‘โกฮัง’ ซึ่งต้องผ่านเจ้าของหลายคนในแต่ละช่วงวัย โดยทุกความสัมพันธ์ต่างสะท้อนความเหงา ความรัก และความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
- หนังพาเราไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ในมิติที่ลึกกว่าความเป็นเจ้าของ เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างกลายเป็น ‘ที่พักพิงของกันและกัน’ ในวันที่อ้างว้าง และกลายเป็นความรักที่เปรียบเสมือนเป็นคนในครอบครัว
- เป็นภาพยนตร์อบอุ่นหัวใจที่ค่อยๆ พาเราไปรักตัวละครทีละนิด และย้ำให้เห็นว่าความรักอันบริสุทธิ์ของสัตว์เลี้ยงสามารถกลายเป็น ‘โลกทั้งใบ’ ของใครบางคนได้โดยไม่รู้ตัว
บ่อยครั้งที่ภาพยนตร์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมักทำให้เราเสียน้ำตาให้กับความซื่อสัตย์ แต่สำหรับ ‘โกฮัง หัวใจโกโฮม’ ภาพยนตร์อบอุ่นฮีลใจจาก GDH กลับทำงานกับความรู้สึกของเราในมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น หนังพาเราไปสำรวจชีวิตผ่านโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ร้อยเรียงชีวิตของสุนัขจรตัวขาวจมูกชมพูที่ชื่อว่า ‘โกฮัง’ ในสามช่วงวัย กับเหล่าเจ้าของที่โชคชะตาพาให้มาพบกันในแต่ละช่วงเวลา
บทความนี้ชวนทุกคนซาบซึ้งกับไปกับเรื่องราวความผูกพันระหว่างโกฮังกับเจ้าของสองคนแรก ซึ่งน่าจะบีบหัวใจและสะท้อนภาพความเหงาของมนุษย์ได้ชัดเจนที่สุด
[บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]
บ้านหลังแรก…การพบกันของ ‘สองชีวิตที่อ้างว้าง’ สู่ ‘หนึ่งครอบครัวที่สมบูรณ์’
ในพาร์ทแรก หนังเล่าเรื่อง ‘ฮิโระ’ วิศวกรชาวญี่ปุ่นวัยกว่า 60 ที่ใช้ชีวิตอยู่ในไทยด้วยลมหายใจที่ผูกติดอยู่กับงานและบริษัทมาตลอดชีวิต แม้จะถึงวัยเกษียณแต่เขาก็ยังคงทำงานต่อไปด้วยความเคยชิน
สำหรับฮิโระ ความหมายของชีวิตถูกนิยามผ่านการทำงาน แม้กระทั่งในสมาร์ตโฟนของเขาก็มีเพียงภาพถ่ายเครื่องยนต์และหน้างานที่สะท้อนถึงชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยงานเพียงอย่างเดียว
แต่แล้วโลกที่เคยหมุนด้วยความกิจวัตรเดิมๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สี่ขาตัวขาว ที่เขาตั้งชื่อให้ว่า ‘โกฮัง’ (เจ้าข้าวสวย) ก้าวเข้ามาในชีวิต
ความสวยงามของพาร์ทนี้คือการที่หนังค่อยๆ แสดงให้เราเห็นว่าโกฮังเข้าไป ‘ละลาย’ น้ำแข็งในหัวใจของฮิโระได้อย่างไร จากวิศวกรที่หายใจเข้าออกเป็นงาน เริ่มกลายเป็นคุณพ่อที่คอยดูแลเจ้าตัวเล็กด้วยความอ่อนโยน
ฉากที่ดูแล้วอบอุ่นใจที่สุด คือวินาทีที่ฮิโระตัดสินใจลบรูปภาพงานที่เขาสะสมมาทั้งชีวิตทิ้งไปอย่างไม่ลังเล เพราะพื้นที่จัดเก็บเต็ม เพียงเพื่อเก็บภาพอิริยาบทสุดน่ารักของโกฮังเอาไว้แทน วินาทีนั้นเองที่เรารู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ในชีวิตของชายคนนี้ไม่ใช่งานอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งมีชีวิตสี่ขาที่มองเขาว่าเป็นบ้าน
สายสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก้าวข้ามคำว่าเจ้าของไปไกล จนกลายเป็นความผูกพันลึกซึ้งราวกับกลายเป็น ‘พ่อลูก’ เราจะได้เห็นความอ่อนโยนที่แฝงอยู่ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกบ้านใหม่ให้โกฮังอย่างละเอียดยิบ ราวกับจะคัดกรองสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกชาย ความอบอุ่นที่เขามอบให้โกฮังมันท่วมท้นจนทำให้อดีตชายบ้างาน กลายเป็นคนที่อ่อนโยนและมีรอยยิ้มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ซึ่งสิ่งที่ทัชหัวใจคนดูที่สุด คือบทสรุปที่ฮิโระตัดสินใจเลือกโกฮังเหนือสิ่งอื่นใด เขาเลือกที่จะทิ้งแผนการกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดอย่างญี่ปุ่น เพื่อมาหาบ้านหลังใหม่ในไทยและใช้ชีวิตอยู่กับลูกสี่ขาตัวนี้ตลอดไป
การพบเจอกันของฮิโระและโกฮังเหมือนโชคชะตาที่ทำให้ฮิโระได้ค้นพบ ‘ความหมายใหม่ของชีวิต’ นั่นคือการอยู่ดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่เป็นเหมือน ‘บ้าน’ ที่แท้จริงของเขา บ้าน…ที่ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือการได้อยู่ร่วมกันกับสิ่งที่เรารักและรักเรา
พาร์ทนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ฟีลกู้ดและอบอวลไปด้วยความหวัง ความรักที่บริสุทธิ์ของ ‘โกฮัง’ สามารถเปลี่ยนชายคนหนึ่งให้กลายเป็นคุณพ่อที่อบอุ่นที่สุดในโลกได้จริงๆ
บ้านหลังที่สอง…เมื่อชีวิตถึงจุดพลิกผัน ทั้งคนและสุนัขที่ไม่มีใคร ต่างได้พึ่งพิงกัน
“…คุณไม่ต้องรักมันก็ได้ ขอแค่อย่าทำร้ายมัน ขอเพียงพื้นที่เล็กๆ บนโลกใบนี้ ให้มันได้ชีวิต…”
ข้อความจาก ‘น้ำชา’ ที่เขียนใส่กระดาษใบเล็กๆ แผ่นหนึ่งพร้อมสวมสร้อยข้อมือซึ่งเป็นตัวแทนของแม่ที่ให้เธอมาสวมให้กับ ‘บราวนี่’ ชื่อใหม่ของ ‘โกฮัง’ เพื่อหวังส่งต่อให้กับคนที่อาจพบเจอกับเจ้าสุนัขมอมๆ ตัวนี้ เราจำเนื้อหาของข้อความได้ลางๆ แต่สิ่งที่ไม่จางไปจากความรู้สึกเลยจนถึงตอนนี้คือ เราสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยที่น้ำชามีต่อบราวนี่ได้อย่างเต็มเปี่ยม
ชีวิตของโกฮังจากวัยเด็กสู่วัยหนุ่มต้องเผชิญกับความสูญเสียแบบไม่ทันได้ตั้งตัว กลายมาเป็นเครื่องมือหาเงินให้กับมูลนิธิจอมปลอมที่ฉากหน้าทำทีว่ารักสุนัข และรับอุปการะสุนัขจร เพื่อไลฟ์สดขอเงินบริจาค แต่ฉากหลังกลับทำทารุณกรรมสัตว์ และพร้อมที่จะกำจัดทิ้งเมื่อได้สุนัขตัวใหม่ที่น่าจะทำเงินได้มากกว่า เรียกได้ว่าเป็นหนังคนละม้วนกับพาร์ทแรกอย่างสิ้นเชิง
ชีวิตของโกฮังในช่วงนี้ เราได้เห็นการเติบโต การเปลี่ยนแปลง ไปพร้อมๆ กับความโหดร้ายของมนุษย์(บางกลุ่ม) และการเอาชีวิตรอดจากนรกบนดินของทั้งคนและสุนัข แต่ในความเลวร้ายนั้น โกฮังก็ยังมีน้ำชาคอยดูแลอยู่ข้างๆ เสมอ แม้จะคุยกันคนละภาษาแต่กลับเข้าใจกันและส่งความรักมาถึงผู้ชมอย่างเราได้อย่างท่วมท้น ส่วนน้ำชาก็มีโกฮังเป็นความสุขเล็กๆ เติมเต็มความโดดเดี่ยวที่ต้องอดทนทำงานที่นี่เพื่อหวังได้บัตรสีชมพู (บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) และได้ทำงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย
ฉากที่เป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่เป็นอันตรายจริงๆ ของโกฮังเกิดขึ้นหลังจากที่น้ำชาตัดสินใจปลดปล่อยสุนัขทุกตัวให้เป็นอิสระจากคนใจร้าย ซึ่งโกฮังเลือกที่จะตามน้ำชาคนที่คอยดูแลมันมาตลอด ซึ่งตลอดการหลบหนีเราได้เห็นถึงความรัก ความห่วงใยของน้ำชาที่มีต่อโกฮัง ลึกซึ้งประหนึ่งความรักที่ ‘แม่’ มีต่อ ‘ลูก’ ดังปรากฎในฉากที่น้ำชาใช้ทานาคาทาแก้มให้โกฮังด้วยใบหน้ายิ้มและน้ำตาที่คลอเบ้า ซึ่งตามวัฒนธรรมของประเทศเมียนมาแล้ว นี่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความห่วงใยที่แม่ส่งให้ลูก และตอนนั้นเอง โกฮังก็ได้ชื่อใหม่ว่า ‘บราวนี่’
แม้ทั้งคู่รอดพ้นจากน้ำมือคนใจร้าย ทว่ากลับต้องพลัดพรากจากกันไป น้ำชาตัดสินใจปล่อยบราวนี่ไป เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถเลี้ยงมันได้ ฉากที่ขบวนรถไปค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากชานชาลา น้ำชาปิดประตูขังโกฮังไว้ในห้องน้ำของรถไฟแล้ววิ่งลงมาทั้งน้ำตา บีบหัวใจเราอย่างมาก เราเข้าใจดีว่าการตัดสินใจของน้ำชามันไม่ง่ายเลย การต้องทิ้งทั้งๆ ที่รักและผูกพัน มันเจ็บแค่ไหน อยากช่วยให้ได้มากกว่านี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ด้วยเงื่อนไขของชีวิต ได้เพียงแต่ภาวนาให้มันได้เจอกับคนที่ไม่ใจร้ายอีก อย่างที่น้ำชาเขียนไว้ในกระดาษว่า
“…คุณไม่ต้องรักมันก็ได้ ขอแค่อย่าทำร้ายมัน ขอเพียงพื้นที่เล็กๆ บนโลกใบนี้ ให้มันได้ชีวิต…”
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น้ำชาหวังอาจไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด แต่อย่างน้อยบราวนี่ก็ได้เจอกับคนดีๆ ที่ไม่ทำร้ายมัน และได้มีช่วงเวลาดีๆ อีกครั้งในพาร์ทสุดท้ายชีวิตอย่างงดงามที่สุด