- หัวใจของการพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่ใช่การยัดเยียดความรู้ผ่านตำรา แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน การสร้างห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และอนุญาตให้เด็กได้ลองผิดลองถูกผ่านประสบการณ์จริง จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและพร้อมที่จะรับมือกับโลกแห่งอนาคต
- จังหวัดภูเก็ตได้เริ่มพัฒนาการศึกษาให้มีความเหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ ภายใต้บริบทของจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม หล่อหลอมกลายเป็นคุณลักษณะของ ‘เด็กต่งห่อ’ หมายถึง คนดีรอบด้าน ประกอบด้วยความดี ความเก่ง และความสุข
- ด้านพื้นที่ต้นแบบ จังหวัดศรีสะเกษได้ขับเคลื่อนงานด้านปฐมวัยโดยมุ่งเน้นไปที่การวางโครงสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อสร้าง ‘เด็กฮู้จักควม’ หรือเด็กที่มีสมรรถนะในการจัดการตนเองและมีจิตสำนึกความเป็นพลเมือง โดยใช้ ‘บ้านโกโมเดล’
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วและซับซ้อน คำถามสำคัญที่คนทำงานทางด้านการศึกษาต้องร่วมกันขบคิดไม่ใช่แค่เด็กควรเรียนรู้อะไร แต่คือเราจะสร้างสภาพแวดล้อมแบบไหน เพื่อให้เด็กคนหนึ่งสามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่ง และพร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
เวทีเสวนาออนไลน์ Together We Grow ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ ‘การเตรียมเด็กปฐมวัย สู่เป้าหมายการพัฒนาเด็กของจังหวัด’ เพราะรากฐานชีวิตเริ่มต้นที่ปฐมวัย ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจลและภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของการวางรากฐานเด็กปฐมวัย ในฐานะทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ ผ่านกลยุทธ์การขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ของสองจังหวัดต้นแบบ คือ ภูเก็ต และ ศรีสะเกษ ที่ปรับเปลี่ยนมุมมองจากการจัดการศึกษารูปแบบเดิม สู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต
งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ‘ครูหวาน’ อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัย, ‘ครูหวาย’ ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย ร่วมด้วยตัวแทนจากจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ ผอ.รจนา ขอร่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโก สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 ‘ครูริน’ ธนกร โพธิ์งาม ครูแกนนำปฐมวัยโรงเรียนบ้านโก สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 พร้อมด้วยตัวแทนจากจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ ‘ครูกุ้ง’ เบญจวรรณ เต็มเปี่ยม ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต และ ‘ครูแอน’ กฤตยพร สกุลจันทร์ ครูแกนนำปฐมวัยโรงเรียนบ้านท่าเรือ สพป.ภูเก็ต
ภูเก็ตโมเดล: ‘เด็กต่งห่อ’ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในภูเก็ตเกิดจากแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ภูเก็ตที่เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และนับตั้งแต่นั้นมาจังหวัดภูเก็ตได้เริ่มพัฒนาการศึกษาให้มีความเหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ ภายใต้บริบทของจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทว่ายังคงไว้ซึ่งทิศทางเดียวกัน นั่นคือการหล่อหลอมคุณลักษณะของ ‘เด็กต่งห่อ’ ซึ่งมาจากภาษาฮกเกี้ยน หมายถึง คนดีรอบด้าน ประกอบด้วยความดี ความเก่ง และความสุข
ดังนั้น แนวทางในการเตรียมเด็กปฐมวัยสู่เป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดภูเก็ต จึงมุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะ 7 ด้าน ได้แก่ 1.สมรรถนะการคิดและการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ 2.สมรรถนะทางวัฒนธรรม มีปฏิสัมพันธ์และการแสดงตัวตน 3.สมรรถนะการจัดการตนเองดูแลตนเองและผู้อื่น 4.ทักษะการสื่อสารรอบด้าน 5.สมรรถนะดิจิทัล 6.สมรรถนะการมีส่วนร่วม การมีบทบาท ผลักดัน และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน 7.ทักษะชีวิตการทำงาน และทักษะผู้ประกอบการ เพื่อให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น ริเริ่มลงมือทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน และสามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
ครูกุ้ง-เบญจวรรณ เต็มเปี่ยม ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงกลไกในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยของจังหวัดภูเก็ตไว้ว่า “เราต้องสร้างฐาน EF ในการพัฒนาทักษะสมองเด็กภูเก็ตขึ้นมา เพื่อให้เกิดทิศทางการขับเคลื่อนที่ชัดเจนอย่างแท้จริง โดย EF ของเด็กจังหวัดภูเก็ตก็คือต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเด็กต่งห่อ” โดยมีนวัตกรรมที่หลากหลายให้เลือกใช้ เช่น EF+Coding, Story-based Learning , Project Approach ฯลฯ

ครูแอน-กฤตยพร สกุลจันทร์ ครูแกนนำปฐมวัยจากโรงเรียนบ้านท่าเรือ ได้ยกตัวอย่างการเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นการผจญภัย ผ่านหน่วยการเรียนรู้ ‘เช็คอินภูเก็ต’ โดยใช้กิจกรรม Unplugged Coding เพื่อฝึกทักษะการคิดและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเด็กๆ จะไม่ได้อยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่จะได้ลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ โดยครูแอนเล่าว่า ใช้เทคโนโลยี ChatGPT ในการช่วยแต่งนิทานเกี่ยวกับตำนานเกาะภูเก็ต และประวัติศาสตร์ของย่าจันย่ามุก เพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็กๆ จากนั้นจะให้เด็กทำการบ้านร่วมกันกับผู้ปกครองเพื่อสืบค้นสถานที่สำคัญ และวางแผนการเดินทางว่าจะไปจุดไหนก่อน-หลัง เพื่อเป็นการฝึกทักษะการคิดในเรื่องตำแหน่งและทิศทาง
“ไฮไลต์สำคัญคือ เด็กได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรง ได้เห็นของจริง เด็กได้รู้ว่านี่ไงที่คุณครูเล่าให้ฟัง เด็กจะตื่นเต้น แล้วเด็กจะมีความสุขในการเรียนรู้ไปด้วย” ครูแอน กล่าว
ถัดมาในส่วนของการเรียนรู้อาหารท้องถิ่นผ่านเพลง ‘ของกินภูเก็ตหร่อยๆ’ ครูแอนแต่งขึ้นโดยการใช้ AI เป็นตัวช่วย เพื่อให้เด็กค่อยๆ ซึมซับ และไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อมากจนเกินไปนั้น มีเนื้อร้องว่า “เช้าตรู่ลมพัด โชยๆ ได้กิน อูแช่ เกี้ยมโก๊ย หรอยแท้ กลางวันหิว หิว กิน หมี่ผัดฮกเกี้ยน แสนหรอย ไม่แพ้ใคร บ่าย บ่าย มาทีละหน่อย กู้ปี้ หอมอร่อย กับหนมอาโป้ง กรอบนุ่มพอดี ตามด้วย หมี่ หุ้นป้าฉ่าง ดี๊ดี ปิดท้ายโอ๊ะเอ๋ว เย็นจี๊ บี้ถ่าย บัก หรอยได้ แรงอก” โดยครูแอนเล่าว่าถ้าร้องแบบธรรมดาเด็กก็จะจำไม่ได้ จึงได้มีการคิดท่าประกอบให้เด็กได้มีส่วนร่วม พอเด็กได้ทำตามแล้วรู้สึกสนุกสนานก็จะทำให้เด็กจำได้มากขึ้น
นอกจากนี้ เพลงของกินภูเก็ตยังสามารถต่อยอดไปยังกิจกรรมถัดไปได้ นั่นคือการฝึกการสังเกตผ่านกิจกรรมถอดรหัสส่วนประกอบ โดยครูแอนจะให้ภาพส่วนประกอบของหมี่ผัดฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารท้องถิ่นที่ปรากฏอยู่ในเพลงมา แล้วให้เด็กช่วยกันแยกแยะว่าในจานมีวัตถุดิบอะไรบ้าง เช่น กุ้ง หมู ปลาหมึก หรือผักชนิดต่างๆ จากนั้นคุณครูจะให้แม่ครัวมาสาธิตวิธีการทำให้ดูจริงๆ เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องของลำดับขั้นตอนว่าต้องใส่อะไรก่อน-หลัง โดยมีการถามซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ใส่วัตถุดิบไปแล้ว เพื่อเป็นการรีเช็คว่าเด็กยังจำได้หรือไม่ อีกทั้งคุณครูยังเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เป็นผู้ออกแบบเมนู หมี่ผัดฮกเกี้ยนในสไตล์ของตัวเอง โดยกระบวนการนี้จะช่วยฝึกให้เด็กๆ กล้าตัดสินใจ มีความยืดหยุ่นทางความคิด และรู้สึกภูมิใจที่ได้ทานอาหารจานที่ตัวเองเป็นคนออกแบบเอง

ศรีสะเกษโมเดล: เติบโตเป็น ‘เด็กฮู้จักควม’ พัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
สำหรับอีกหนึ่งพื้นที่ต้นแบบ จังหวัดศรีสะเกษได้ขับเคลื่อนงานด้านปฐมวัยโดยมุ่งเน้นไปที่การวางโครงสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อสร้าง ‘เด็กฮู้จักควม’ หรือเด็กที่มีสมรรถนะในการจัดการตนเองและมีจิตสำนึกความเป็นพลเมือง โดยใช้ ‘บ้านโกโมเดล’ ในการพลิกโฉมการศึกษาด้วยวาระศรีสะเกษ 10+1 ซึ่งมีการระบุเป้าหมายเรื่องทักษะทางสังคมอารมณ์ (Self) และทักษะสมอง (EF) ลงไปในวาระจังหวัด ด้วยมุ่งหวังให้การพัฒนาทักษะเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในจังหวัดศรีสะเกษ
ผอ.รจนา ขอร่ม โรงเรียนบ้านโก สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาเด็กปฐมวัยคือ การสร้างเด็กศรีสะเกษที่ ฮู้จักควม คำว่า เด็กฮู้จักควม หมายถึง เด็กที่รู้จักหน้าที่ มีมารยาทดี รู้กาลเทศะ ซึ่งมีสมรรถนะสำคัญ 6 ด้านที่มุ่งเน้น คือ 1.ความเป็นพลเมืองดี 2.ทักษะในการคิดขั้นสูง 3.ทักษะในการสื่อสาร 4.สุขภาวะดีทั้งกายและใจ 5.การเป็นนวัตกรและผู้ประกอบการที่ดี 6.ความฉลาดรู้ด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI ซึ่ง
“คุณลักษณะของเด็กฮู้จักควม คือเป็นเด็กที่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร เป็นเหมือนอัตลักษณ์ มีคาแรคเตอร์ของตัวเอง การสร้างเสริม EF หรือ Self ของเด็กจะช่วยปลูกฝังการจัดการตนเองในความเป็นพลเมืองดี เป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเด็นอื่นๆ” ผอ.รจนา กล่าวเสริม

ในระดับห้องเรียน ครูริน-ธนกร โพธิ์งาม ครูแกนนำปฐมวัยโรงเรียนบ้านโก สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 ได้นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง โดยเริ่มจากในช่วงเช้าคุณครูและนักเรียนจะร่วมกันทำความสะอาดบริเวณด้านหน้าอาคาร ถนน สนามเด็กเล่น เพื่อให้เด็กเรียนรู้การหยิบจับไม้กวาด ฝึกทักษะการจดจ่อ และการมีจิตอาสา ถัดมาในส่วนของกิจกรรมหน้าเสาธง ครูรินเล่าว่า ทางโรงเรียนบ้านโกจะไม่มีเสียงกริ่ง หรือเครื่องเสียงในการให้สัญญาณเข้าแถว เนื่องจากทางโรงเรียนคิดว่ามันเป็นการรบกวนหรือเร่งเร้ามากจนเกินไป
“ในส่วนของกิจกรรมหน้าเสาธง โรงเรียนบ้านโกเปลี่ยนจากการยืนอบรมมาเป็นการนั่งล้อมวงคุยกันในห้องเรียนแทน เพื่อให้คุณครูได้ใกล้ชิดกับเด็ก ได้รับฟังเด็กมากขึ้น แล้วการเข้าแถวของเราก็คือเข้าแถวรวมกับพี่ประถม ก็จะทำให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง เป็นนักเรียนคนหนึ่งในโรงเรียนบ้านโก ที่ไม่ใช่แค่เด็กอนุบาลเท่านั้น แล้วก็ยังมีกิจกรรมน้องไหว้พี่ พี่รับไหว้น้อง ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องของการเคารพซึ่งกันและกัน”
กิจกรรมจิตศึกษาพัฒนาปัญญาภายใน เป็นกิจกรรมที่คุณครูไม่ได้สอนด้วยการสอน แต่ใช้พลังบวกในการสร้างสถานที่ที่สงบ สถานที่ที่ปลอดภัย รวมถึงท่าทางของคุณครูที่แสดงออกจะต้องเป็นกัลยาณมิตรต่อเด็ก โดยครูรินได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “คุณครูจะสร้างสถานการณ์จากนิทาน เรื่องเล่า รูปภาพ หรือสื่อต่างๆ เพื่อให้เขาเกิดการคิด ฝึกการไตร่ตรอง แล้วก็ตัดสินใจในเชิงคุณธรรม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง Self-control หรือการกำกับตัวเอง อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของเด็กฮู้จักควม คือรู้จักว่าตนเองจะปฏิบัติตัวอย่างไรในสังคม”
จากนั้นเด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่าน ‘ห้าง’ ในชีวิตจริง ซึ่งประกอบด้วย งานครัว งานสวน งานบ้าน งานสำรวจ กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการฝึกให้เด็กมีการคิดวิเคราะห์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในช่วงวัยของตนเอง โดยครูรินได้ยกตัวอย่างกิจกรรมการสำรวจที่พาเด็กๆ ไปสำรวจดินในโรงเรียนว่า
“เขารู้จักดินชนิดไหนบ้าง พาเขาไปสังเกต พาเขาไปสัมผัสว่าดินแต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร ให้เขาได้คิดแล้วคุณครูก็ร่วมพูดคุยกับเขา ซึ่งกิจกรรมนี้สามารถนำไปเชื่อมโยงต่อได้ในเรื่องของกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ว่าการไหลซึมของน้ำผ่านดินร่วน ดินเหนียว ดินทรายเป็นอย่างไร แล้วคุณครูก็จะบันทึกผลการทดลองมาสรุปให้เด็กๆ ได้ฟัง”
ถัดมาเป็นการสำรวจร่างกายผ่านการอาบน้ำก่อนนอนพักผ่อน ซึ่งไม่ใช่แค่กิจวัตรประจำวัน ครูรินอธิบายว่า “การอาบน้ำเป็นการสร้าง Self-concept ให้กับเด็ก เด็กจะได้เรียนรู้ว่าร่างกายของเขามีลักษณะยังไง แตกต่างจากเพื่อนอย่างไร นำไปสู่การเคารพซึ่งกันและกัน และการเรียนรู้สิทธิหน้าที่ของตัวเอง”
โดยหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว เด็กก็จะต้องจัดการกับตัวเอง ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็รับผิดชอบในการเก็บที่นอนของตัวเองให้เข้าที่ หลังจากนั้นคุณครูก็จะพาเด็กๆ มานั่งล้อมวงกัน เพื่อทบทวนและพูดคุยกันว่าวันนี้เราได้ทำอะไรไปบ้าง มีอะไรผิดพลาด และมีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข พรุ่งนี้เราจะทำอะไร หรือต้องเตรียมอะไรมาบ้าง โดยการกระทำเหล่านี้จะทำให้เด็กได้ฝึกทักษะในเรื่องของการจดจำ และพัฒนาทักษะในด้านความคิด
ทั้งนี้ความร่วมมือในการพัฒนาเด็กร่วมกันกับผู้ปกครองก็เป็นสิ่งที่สำคัญ มีบางครั้งหรือบางกรณีที่ผู้ปกครองทำชิ้นงานแทนลูก เพียงเพราะผู้ปกครองคิดว่าเด็กที่ทำสวยอาจจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนและคุณครูมากขึ้น คุณครูจึงได้อธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจว่า
“เด็กอนุบาลเป็นช่วงสำคัญในการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก แล้วก็การสร้างความมั่นใจในตนเอง งานของเด็กที่ทำด้วยลายมือของตัวเองอาจจะไม่สวย อาจจะโยกเยกไปบ้าง หรือระบายสีออกนอกกรอบบ้าง แต่นี่คือความภูมิใจและเป็นพัฒนาการที่นำไปประเมินเด็ก เพื่อที่จะได้นำมาพัฒนาเด็กได้ตรงจุด ก็ขอความร่วมมือให้คุณพ่อคุณแม่เน้นให้กำลังใจ นั่งดูอยู่ข้างๆ เด็ก” พร้อมกันนี้ครูรินยังกล่าวเสริมอีกว่า
“โรงเรียนบ้านโกมุ่งพัฒนาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้มั่นใจว่า เด็กปฐมวัยของเราเติบโตไปเป็นเด็กฮู้จักควม ที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีพัฒนาการสมองที่แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต”

‘ไม่ใช่แค่ครูได้สอน’ คำถามสำคัญในการจัดการเรียนรู้ คือ ‘เด็กได้อะไร’
หลังจากรับฟังแนวทางการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของทั้งสองจังหวัด ‘ครูหวาย’ ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย และ ‘ครูหวาน’ อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัย สองผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ร่วมให้กำลังใจและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยในแต่ละพื้นที่
เริ่มจาก ‘ครูหวาย’ ได้กล่าวถึงภาพรวมของทั้งสองจังหวัดว่า มีนโยบายและกลไกในการขับเคลื่อนที่ชัดเจน สามารถระบุเป้าหมายในการพัฒนาเด็กได้ตรงตามบริบทของพื้นที่ มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งยังมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ซึ่งทำให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริงเพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ครูหวายได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “ภูเก็ต นิทานน่าสนใจ แต่อาจจะต้องมองความเหมาะสมกับวัยของเด็กด้วย อย่าลืมว่าเราอยู่กับเด็กอนุบาล วัยนี้อาจจะห้าหรือหกขวบ พัฒนาการทางด้านภาษาเขาอาจจะไม่สามารถอ่านตัวหนังสือได้เยอะอย่างที่ครูเล่าไป อาจจะต้องไปดูพัฒนาการทางด้านภาษาให้เหมาะสมกับวัย เช่น เด็กอาจจะให้ดูตัวหนังสือน้อยหน่อย แล้วมีภาพประกอบให้เหมาะกับวัยนี้”
“ส่วนทางด้านของศรีสะเกษ ที่ครูหวายอยากจะเสริมเพิ่มเติมก็คือ PLC ระหว่างครูอนุบาลกับครูป.1 จะได้รู้ว่าวันหนึ่งครูเขาต้องสอนอะไร แล้วเราจะต้องเตรียมเด็กอนุบาลของเราส่งต่อให้กับป.1 อย่างไร เพื่อเด็กจะได้พร้อม เพราะบางครั้งเด็กอาจจะช็อกในแง่ที่เขาไม่เคยทำ พอขึ้นป.1ก็ต้องถูกเขียนถูกอะไรเลย แต่ปรากฏว่าตอนปฐมวัยเด็กเคยเล่นมาตลอด”

ด้าน ‘ครูหวาน’ ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญในการออกแบบการเรียนรู้ว่า “ให้เอาผลลัพธ์คือตัวเด็กเป็นตัวตั้ง” หมายถึง “สิ่งที่เราทำทั้งหมด มันสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กหรือเปล่า มันจะเอาไป apply ได้ไหม เพราะฉะนั้นต้องยึดตัวเด็กก่อน อย่าไปยึดตัวกิจกรรม ให้ยึดตัวเด็กเป็นหลักก่อน ไม่งั้นเราจะตื่นเต้นกับกิจกรรมต่างๆ แล้วเอามาใช้ คือครูได้สอนนะ แต่เด็กได้หรือเปล่า ขอให้ดูให้ชัดว่าเด็กเราต้องการอะไร บางครั้งกิจกรรมสอนเด็กแบ่งปัน สอนเด็กล้างมือกินข้าวให้ดีกลับได้ในหลายเรื่อง”
ครูหวานอธิบายเพิ่มเติมว่า “เวลาคุณครูทำงานเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึกว่าอยากสร้างจิตสำนึกอะไรให้กับเด็ก อย่าได้มองข้ามเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่ง คือ เมื่อจบกระบวนการ การพูดคุยกับเด็กในการทำกิจกรรมคือ คุณต้องกลับมาที่คุณค่า ต้องสะท้อนคิดเสมอว่า สิ่งที่ทำนั้นมันเกิดคุณค่าอะไร เช่นเด็กเขารู้สึกยังไง เด็กเขาเกิดคุณค่าอะไร มันต้องตั้งลึกตรงคุณค่าให้ชัด อย่างเช่นเราอยากให้เขารู้ว่าบรรพบุรุษมีความกล้าหาญ อย่าลืมย้อนกลับมาถามเด็ก เอาความคิดของเขาออกมา ไม่งั้นมันจะกลายเป็นสิ่งที่เราใส่ๆ เข้าไปในตัวเขา ให้เวลาเขานิดนึง ให้เขาได้ค่อยๆ สะท้อนความคิด เพราะฉะนั้นการสร้างเจตคติ การสร้าง Value เป็นสิ่งที่คุณครูต้องไม่ลืม ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ”

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งครูหวานได้กล่าวไว้ “ถ้าคุณครูไม่ได้สร้างสิ่งนี้ อย่าคาดหวังเลยว่ากิจกรรมนั้นๆ เนี่ย เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้ดี
เพราะเวลาที่เราเข้มงวดกับเขา หรือเราไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสบายใจที่จะเรียนรู้ สมองของเด็กจะทำงานมีประสิทธิภาพลดลงทันที เด็กจะไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ไม่กล้าตัดสินใจ เพราะถูกครูตัดสินตลอดเวลา”
ทั้งนี้บทเรียนสำคัญจากการทำงานขับเคลื่อนด้านการศึกษาของจังหวัดภูเก็ตและศรีสะเกษ ได้สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจของการพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่ใช่การยัดเยียดความรู้ผ่านตำรา แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน การสร้างห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และอนุญาตให้เด็กได้ลองผิดลองถูกผ่านประสบการณ์จริงนั้น จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและพร้อมที่จะรับมือกับโลกแห่งอนาคต