Skip to content
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    How to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationship
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
Book
25 April 2026

วิมานคนยาก: ชีวิตที่ดีงาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความร่ำรวย ยากจน หรือชนชั้น

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • วิมานคนยาก หรือ Cannery Row อีกหนึ่งผลงานอันลือลั่นของ จอห์น สไตน์เบ็ค (John Steinbeck) นักเขียนชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ที่เล่าเรื่องชีวิตผู้คนชนชั้นล่างในย่านโรงงานปลากระป๋อง ที่แม้ยากจนแต่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความสุข
  • เนื้อหาไม่มีพล็อตใหญ่ เน้นเหตุการณ์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันของตัวละคร เช่น ด็อค แม็ค ลี่จอง และดอร่า ที่สะท้อนน้ำใจ การให้อภัย และการอยู่ร่วมกัน
  • เรื่องราวเล็กๆ เหตุการณ์ที่ดูธรรมสามัญในแต่ละวันของชีวิต สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวตัดสินว่า ชีวิตของเราจะถูกใช้ไปอย่างมีความสุข ถูกใช้ไปอย่างงดงาม หรือมีความสง่างามแค่ไหน

นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต หนึ่งในคำถามที่หลายคนยังพยายามค้นหาคำตอบก็คือ ความหมายของชีวิตคืออะไร หรือจะระบุให้แคบลงไปอีกก็ได้ว่า ชีวิตที่ดีงามตามแบบที่ควรจะเป็น ควรจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

ย้อนไปราวสองพันปีก่อนหน้านี้ นักคิดนักปรัชญาจากหลายสำนัก ในดินแดนกรีกยุคโบราณ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ทุกคนก็คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ความสุขนั้น จะเป็นความสุขทางโลกย์ หรือความสุขทางธรรม ความสุขทางกาย หรือความสุขทางใจ นั่นก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องถกเถียงกันต่อไปอีก

ผมเกริ่นเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะไปเจอเรื่องน่าสนใจในหัวข้อนี้ จากหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยแง่มุมให้ขบคิดและถกเถียง

หนังสือเล่มที่ว่า มีชื่อว่า วิมานคนยาก หรือ Cannery Row อีกหนึ่งผลงานอันลือลั่นของ จอห์น สไตน์เบ็ค (John Steinbeck) นักเขียนชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ที่ผลงานหลายๆ เรื่องของเขา ยังเป็นอมตะอยู่จนถึงทุกวันนี้

Cannery Row แปลแบบตรงตัวว่า ‘ถนน’ หรือย่านที่ตั้งของโรงงานปลากระป๋อง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง ในเมืองมอนเทอเรย์ (Monterry) เมืองชายฝั่งทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอเมริกา จากถนนเลียบชายหาดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง รวมถึงการเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่านแคนเนอรี โรว์ มีสภาพไม่ต่างจากแหล่งชุมชนแออัด เพราะโรงงานปลากระป๋อง คือแหล่งดึงดูดแรงงานจากทั่วทุกสารทิศ พื้นที่รอบๆ โรงงานปลากระป๋อง จึงกลายเป็นเหมือนเมืองเล็กๆ ที่มีแต่ชนชั้นแรงงาน พ่อค้าหน้าเลือด สถานค้าประเวณีราคาถูก คนชายขอบที่ไม่มีใครอยากสุงสิงด้วย รวมถึงคนบางคนที่ไม่ต้องการให้คนอื่นล่วงรู้ที่มาที่ไป

น้อยคนนักจะเชื่อว่า พื้นที่แออัดสารพัดผู้คนชนชั้นล่างของสังคม จะอบอวลไปด้วยมิตรภาพ ความเห็นอกเห็นใจ-เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (ในแบบที่บางครั้งก็ออกจะแปลกๆ) ความดีงาม (ซึ่งไม่น่าจะตรงตามมาตรฐานสังคมทั่วไป) และความสุข ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

สไตน์เบ็ค ไม่ได้จินตนาการความสุขและความงดงามแบบโลกยูโทเปีย เวอร์ชั่นคนชายขอบขึ้นมาเอง หากแต่ทุกผู้คนและเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ ล้วนถูกกลั่นออกจากประสบการณ์จริงของตัวเขาและเพื่อนๆ ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ณ ช่วงเวลานั้นจริง

แล้วใครเป็นใครในหนังสือเล่มนี้กันบ้าง ผมจะเล่าให้ฟังครับ

ด็อค (Doc) ตัวละครหลักของเรื่อง เป็นนักชีววิทยาทางทะเล เป็นเหมือนปัญญาชนที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้เลยกับย่านมอซออย่าง แคนเนอรี โรว์ แต่กลับตรงกันข้าม เขาเป็นเหมือนศูนย์กลางของทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ด็อค ย้ายเข้ามาอยู่ในย่านนี้ เพื่อทำธุรกิจเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลส่งให้ห้องแล็บต่างๆ ทั่วประเทศ

ด้วยความที่เป็นผู้เฉลียวฉลาดรอบรู้ ด็อคจึงกลายเป็นที่พึ่งของทุกคนในละแวก เป็นทั้งหมอรักษาไข้ คอยทำแผลที่เกิดจากการทะเลาะเบาะแว้ง เป็นทั้งที่ปรึกษาในทุกๆ เรื่อง และเป็นนายจ้างผู้มีงานให้เสมอ ในยามที่คนแถวนั้นขัดสนเงินทอง

ด็อคเป็นคนอ่อนโยนในแบบของเขา เขามักจะเปิดหมวก ส่งยิ้มทักทายให้กับหมาทุกตัวที่เขาพบเจอ แต่เมื่อถึงเวลาจำเป็น อย่างเช่นตอนที่ต้องทำการศึกษาหัวข้อกายวิภาค ด็อคลงมือฆ่า ผ่าตัด ชำแหละสัตว์ได้อย่างไม่ลังเล แต่ขณะเดียวกัน เขาไม่เคยฆ่า หรือทำร้ายสิ่งมีชีวิตใด เพียงเพื่อความสนุกสนาน

แม้จะเป็นที่รักและเคารพของทุกคน แต่ด็อคกลับเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว แน่นอน รสนิยมเยี่ยงปัญญาชนของเขา ไม่ว่าจะการฟังเพลงคลาสสิก การชื่นชอบในหนังสือ ทำให้เขากลายเป็นคนนอกคอก ในสังคมที่อุดมไปด้วยคนนอกคอกของสังคม ตามมาตรฐานแบบฉบับ

กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ด็อคก็คือตัวแทนของคนๆ หนึ่ง ที่พยายามเรียนรู้ เข้าใจ และมองเห็นความงามที่มีอยู่รอบๆ ตัว โดยที่ตัวเองไม่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน ซึ่งก็ดูเข้ากันดีกับความเป็นนักชีววิทยาของเขา ที่ถนัดในการเฝ้าสังเกตการณ์ความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลแสนสวยงาม

ว่ากันว่า ด็อค ถูกสร้างขึ้นจากบุคลิกจริงของ เอ็ด ริคเก็ตส์ (Ed Ricketts) เพื่อนสนิทคนหนึ่งของสไตน์เบ็ค

แม็ค (Mack) ผู้นำแก๊ง The Boys หรือแก๊งคนจรจัด ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง หลายคนมองว่า แม็ค คือตัวแทนแห่งความขี้เกียจ ใช้ชีวิตอย่างเสเพล ลอยชายไปวันๆ แต่ถึงกระนั้น แม็คและเพื่อนๆ ผู้สุมหัวกันอยู่ที่บ้านที่เคยเป็นโกดังเก็บปลาป่นมาก่อน ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า พาเลศ ฟล็อพเฮาส์ กริลล์ กลับอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมิตรไมตรีนี้ ยังเผื่อแผ่ไปถึงหมาน้อยที่ชื่อ ดาร์ลิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวของบ้าน ที่ไม่เคยขาดแคลนอาหารและที่หลับนอนอุ่นๆ

หากมีการสอบวิชา ‘คุณธรรม’ ตามมาตรฐานสากล แม็คน่าจะสอบตกตั้งแต่ยังไม่เข้าห้องสอบ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ล้วนสัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจ หรือความเป็นคนดีในแบบของแม็ค แม้ว่าเกือบทุกครั้งที่ความมีน้ำใจของเขา มักจะลงเอยด้วยความพังพินาศก็ตาม

นอกเหนือจากความเป็นคนมีน้ำใจงามแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือ แม็คเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี และใช้ชีวิตอย่างสง่างามที่สุดคนหนึ่ง และคงไม่ผิดหากจะบอกว่า แม็คในเรื่องนี้ คือตัวแทนของคนที่ไม่ต้องให้ตัวเองถูกผูกมัดโดยกฎระเบียบของสังคม เขายอมเป็นคนจรจัด ที่ทำงานเฉพาะเมื่อเวลาที่ต้องการหาเงินจริงๆ แม้ว่าเงินที่ได้มาแต่ละครั้งจะไม่มาก แต่ก็ถูกใช้อย่างเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆ อยู่เสมอ

ลี่จ็อง (Lee Chong) พ่อค้าชาวจีน ผู้เปิดร้านของของชำในย่านแคนเนอรี โรว์ ซึ่งหากไม่นับด็อคแล้ว ลี่จ็องผู้นี้นี่แหละ ที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง เพราะที่ร้านของเขา คือแหล่งรวมสินค้าทุกอย่างที่ทุกคนต้องการ ตั้งแต่ข้าวปลาอาหาร เบียร์ วิสกี้ รองเท้าแตะ ยาสูบ และอีกสารพัด

มีคำกล่าวว่า ทุกอย่างที่คนจำเป็นต้องใช้ ล้วนหาได้ในร้านของลี่จ็อง แต่หากจะมีสิ่งเดียวที่คุณหาไม่ได้ในร้านของลี่จ็อง คุณก็น่าจะหาได้ในสถานค้าบริการของดอร่า ฟลัด

ถึงแม้จะเป็นพ่อค้า แต่ลี่จ็องก็มีความโอบอ้อมอารีในแบบของเขา เขายินดีให้ลูกค้าซื้อเชื่อได้เสมอ แถมยังไม่เคยเร่งรัดให้ลูกค้ามาชำระหนี้ที่ค้างไว้ แต่เขาจะใช้วิธีตัดการซื้อเชื่อรายนั้นเสีย และเนื่องจากร้านชำของลี่จ็องเป็นร้านค้าเพียงแห่งเดียวในละแวกนั้น ลูกค้าที่ถูกตัดการซื้อเชื่อ จะรีบหาเงินมาชำระหนี้ที่ค้างอยู่ในทันที

ดอร่า ฟลัด (Dora Flood) หญิงร่างท้วม เจ้าของสถานที่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ภัตตาคารธงหมี แม้คนอื่นจะเรียกลับหลังว่า นั่นคือสถานค้าบริการทางเพศนั่นเอง แต่สำหรับดอร่า สำนักของเธอ คือราตรีสโมสรที่เปี่ยมด้วยรสนิยมและคุณธรรม (ในแบบของเธอ)

ดอร่าไม่ขายวิสกี้ที่ร้อนแรงเกินไป เธอไม่ยอมให้มีการทะเลาะวิวาท หรือเมามายเสียงดังในสำนักของเธอ ไม่ยอมแม้แต่การพูดจาด้วยถ้อยคำลามก ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวที่ทำงานกับเธอล้วนได้รับการอบรมเรื่องมรรยาทเป็นอย่างดี พวกเธอจะไม่พูดจากับผู้ชายที่พบเจอบนท้องถนน แม้ว่าเมื่อคืน ผู้ชายคนนั้นจะร่วมห้องกับเธอในภัตตาคารธงหมีก็ตาม

เหล่าคนดีมีศีลธรรมในย่านแคนเนอรี โรว์ ต่างพูดลับหลังถึงดอร่าในทางเสื่อมเสีย แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องมีการเรี่ยไรเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ดอร่าถูกคาดหวังว่าจะต้องบริจาคเงินมากกว่าคนอื่นในเมืองอยู่เสมอ ซึ่งเธอไม่เคยอิดออด เพราะจริงๆ แล้ว เธอบริจาคเงินอย่างเงียบๆ ไม่บอกใครมากกว่านั้นนัก และยังไม่รวมการส่งเสียเลี้ยงดูผู้หญิงในสังกัดที่ไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงเด็กๆ ที่เกิดมาโดยไม่มีพ่อแม่เลี้ยงดูอีกหลายคน

ด็อค แม็ค ลี่จ็อง ดอร่า และอีกหลายๆ คน ต่างใช้ชีวิตในแบบของตน โดยไม่มีใครสนใจจะสืบเสาะค้นหาความหมายของชีวิต หรือแม้แต่จะหยุดคิดสักนิดว่า ความสุขของชีวิตคืออะไร แต่ก็ดูเหมือนว่า  ทุกคนแทบไม่เคยขาดแคลนสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’ หรือ ‘ความสุนทรีย์’ แม้ว่าบางคนอาจจะขาดแคลนเงินทองแทบจะตลอดเวลา

เพื่อให้เข้าใจวิธีการใช้ชีวิตของผู้คนเหล่านี้ ผมอยากยกตัวอย่างบางช่วงบางตอนของหนังสือมาเล่าให้ฟัง

หลังจากที่ลี่จ็อง ได้เป็นเจ้าของโกดังเก็บปลาป่นแห่งหนึ่ง แม็คและพวกพ้องก็รี่เข้ามาที่ร้านชำ พร้อมยื่นข้อเสนอที่เปี่ยมด้วยมิตรไมตรีว่า พวกเขาจะคอยดูแลโกดังที่ว่า ให้รอดพ้นจากกลุ่มอันธพาลที่แอบเข้าไปก่อเหตุน่ารำคาญ อย่างเช่น ขว้างหินปาใส่กระจก หรือร้ายแรงกว่านั้น ก็คือการจุดไฟเผา

ในฐานะพ่อค้า ลี่จ็องเชี่ยวชาญด้านคณิตคิดไว เขารู้ว่าหากเขาปฏิเสธน้ำใจของแม็ค โกดังแห่งนี้คงไม่รอดพ้นจากเหตุน่ารำคาญที่ว่าเป็นแน่ อย่างไรก็ดี เพื่อไม่ให้รู้สึกว่า เขาถูกข่มขู่จนยอมหงอ ลี่จ็องจึงประกาศกร้าวว่า แม็คและพวกต้องจ่ายค่าเช่าในอัตราสัปดาห์ละ 5 ดอลลาร์

แน่นอน พอถึงเวลาจริง ลี่จ็องแทบไม่เคยได้เงินค่าเช่าจากแม็คเลย แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องเสียเงินซ่อมกระจกหน้าต่างของโกดัง เขาสามารถนอนหลับได้เต็มอิ่ม โดยไม่ต้องกังวลว่า สักวันหนึ่งโกดังนั่นจะถูกไฟเผาเป็นเถ้าถ่าน

ยิ่งไปกว่านั้น แม็คและพวกพ้องได้กลายเป็นคนสนิทที่ลี่จ็องสามารถเรียกใช้ได้ในยามจำเป็น อย่างเช่น ตอนที่มีใครบางคน (นอกเหนือจากแม็คและพรรคพวก) มาลักขโมยสินค้าในร้าน

วิธีคิด หรือถ้าเป็นสมัยนี้คงใช้คำว่า Mindset ของลี่จ็อง ทำให้ตัวเขาเองมีความสุข แม็คและเพื่อนๆ ของเขาก็มีความสุข ในเมื่อทุกคนต่างมีความสุข มันก็ย่อมจะเป็นเรื่องดี มิใช่หรือ

หรืออย่างตอนที่แม็ควางแผนจะจัดงานเลี้ยงแบบเซอร์ไพรส์ เพื่อตอบแทนสิ่งดีๆ ที่ด็อคทำให้กับชาวเมือง แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด งานเลี้ยงที่สำนักงานของด็อค กลายเป็นเหตุเมามายทะเลาะวิวาท เมื่อตอนที่ด็อคเปิดประตูสำนักงานมาพบกับซากปรักหักพังและความเละเทะทั่วบ้าน แม็คที่ยังไม่สร่างเมาดี พยายามเดินเข้ามาขอโทษและอธิบาย แต่ด็อคจัดการมอบกำปั้นประเคนให้เขาเสียหลายหมัด

เมื่อความโกรธค่อยจางลง ด็อคบอกให้แม็คไปล้างหน้าล้างตา แล้วตัวเองจัดแจงรินเบียร์สองแก้ว แก้วหนึ่งสำหรับตัวเอง อีกแก้วสำหรับแม็ค ก่อนจะถามว่า เกิดอะไรขึ้น

หลังจากเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างจนหมด แม็คพูดขึ้นว่า

“ผมดีใจที่คุณต่อยผม” แม็คพูด “บางทีผมจะได้รู้จักจำเสียที”

แม็คสัญญาจะเก็บกวาดบ้าน รวมทั้งขอผ่อนชำระความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ด็อคไม่ยอมรับสักอย่าง เขายืนกรานจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ด็อคยังบอกกับแม็คว่า วิธีนี้เท่านั้นแหละที่จะทำให้แม็คจดจำเรื่องนี้ได้ไม่ลืม

นั่นคือ การให้อภัยในแบบของด็อค การให้อภัยที่มาพร้อมกับการหยิบยื่นบทเรียนที่อีกฝ่ายจะจดจำไปนานแสนนาน

เรื่องราวทั้งหมดในหนังสือ ‘วิมานคนยาก’ แท้ที่จริงก็คือการบอกเล่าถึงชีวิตของผู้คนในย่าน แคนเนอรี โรว์ แหล่งรวมผู้คนชนชั้นล่าง ผู้อัตคัตเงินทอง แต่ร่ำรวยความสุข

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ มีนักวิจารณ์บางคน โจมตีสไตน์เบ็คว่า กำลังทำให้ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องปกติ (Poverty Normalization) หรือแย่กว่านั้น กำลังทำให้ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องดีงามเกินจริง (Poverty Romanticize) จนมองข้ามปัญหาความยากจนในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวผมไม่คิดอย่างเช่นนั้น หากดูจากข้อเท็จจริงแล้ว ก่อนหน้าที่จะเขียนเรื่อง ‘วิมานคนยาก’ สไตน์เบ็คเคยเขียนนิยายเรื่องยิ่งใหญ่เรื่อง ‘ผลพวงแห่งความคับแค้น’ หรือ The Grapes of Wrath บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนชนชั้นล่าง ที่ชีวิตพังทลายเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ถือเป็นการใช้พลังวรรณกรรม วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรง

สำหรับผมแล้ว หนังสือสองเล่มของสไตน์เบ็ค มีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ในเรื่อง ‘ผลพวงแห่งความคับแค้น’ สไตน์เบ็ค ตั้งใจบอกเล่าถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชนชั้นล่างอย่างไร ขณะที่ ‘วิมานคนยาก’ คือการท้าทายกลับของชนชั้นล่าง เพื่อตั้งใจแสดงให้เห็นว่า ต่อให้พวกเขาอาจจะถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกพรากหลายสิ่งหลายอย่างไปจากชีวิต แต่อย่างน้อย พวกเขาก็ไม่ยอมให้ใครพราก ‘ความสุข’ ไปจากตนเองได้

เรื่องราวใน ‘วิมานคนยาก’ ซึ่งแทบจะไม่มีพล็อตเรื่องหลักเลย เป็นแค่เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละคน แต่จะว่าไปแล้ว เรื่องราวในชีวิตจริงของเราก็ไม่ต่างจากนั้น อาจจะไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ที่เป็นเหมือนพล็อตเรื่องหลัก มีแค่การใช้ชีวิตไปในแต่ละวัน

ทว่า เรื่องราวเล็กๆ เหตุการณ์ที่ดูธรรมสามัญในแต่ละวันของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการให้อภัยเพื่อน การหยิบยื่นน้ำใจให้แก่คนอื่น การมองโลกในแง่ดี หรือการยอมประนีประนอมในเรื่องที่สามารถทำได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่เป็นตัวตัดสินว่า ชีวิตของเราจะถูกใช้ไปอย่างมีความสุข ถูกใช้ไปอย่างงดงาม หรือมีความสง่างามแค่ไหน

Tags:

วรรณกรรมวิมานคนยากCannery Rowหนังสือ

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    เพื่อนยาก: ความผูกพัน ความฝัน ความรับผิดชอบและการจากลาชั่วนิรันด์ในนาม ‘มิตรภาพ’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    The Catcher in the Rye : ไม่ต้องมีใครโอบรับใคร ถ้าไม่มีผู้ใดร่วงหล่นจากท้องทุ่ง

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

  • Book
    ‘อย่าเป็นคนฉลาดที่สุดในห้อง’ นักวิทย์โนเบลแนะวิธีเรียนให้รุ่ง

    เรื่อง

  • Everyone can be an Educator
    วิธีสมุดบันทึก: การเรียนรู้บนสมุดไร้เส้น ชวนเด็กคิด อ่าน เขียนอย่างอิสระกับครูใหญ่สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ‘มกุฏ อรฤดี’

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • BookHow to enjoy life
    DESIGNING YOUR LIFE: ปัญหาที่แก้ไม่ได้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นสถานการณ์ไม่ต่างกับ ‘แรงโน้มถ่วง’

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel