Skip to content
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    EF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGrit
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น

Month: January 2026

Toxic Positivity: เลิกปฏิเสธอารมณ์และบอกให้ตัวเอง(หรือใคร)ต้องกดข่มมันไว้ด้วยคำว่า ‘คิดบวก’
Book
29 January 2026

Toxic Positivity: เลิกปฏิเสธอารมณ์และบอกให้ตัวเอง(หรือใคร)ต้องกดข่มมันไว้ด้วยคำว่า ‘คิดบวก’

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • หนังสือ Toxic Positivity (คิดบวกเป็นพิษ) เขียนโดย วิทนีย์ กู๊ดแมน แปลเป็นภาษาไทยโดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ สำนักพิมพ์ฮาวทู อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์
  • วิทนีย์ นำประสบการณ์ตรงจากการเป็นนักจิตบำบัดและข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มาอธิบายถึงภาวะคิดบวกเป็นพิษ ที่ไม่เพียงปิดหูปิดตามนุษย์ให้หลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธความจริง แต่ยังทำให้พวกเขารู้สึกว่าความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่ผิดปกติ  
  • “ภาวะคิดบวกเป็นพิษคือการปฏิเสธอารมณ์และบังคับตัวเองให้กดข่มมันไว้ เมื่อเราหยิบการคิดบวกที่เป็นพิษขึ้นมาใช้ มันก็คือการที่เราเที่ยวไปแนะนำสั่งสอนคนอื่นและตัวเราว่าอารมณ์แบบนี้ไม่ควรมี มันเป็นสิ่งที่ผิด”

มีใครเป็นเหมือนผมบ้าง? เวลามีความทุกข์หรือเจอเรื่องราวที่บั่นทอนจิตใจก็มักจะเลือกเก็บไว้เอง เพราะไม่อยากต้องเผชิญกับคำปลอบใจสำเร็จรูป ซึ่งส่วนมากมักมาในรูปแบบคำพูดเท่ๆ ประเภทที่คนพูดดูดี แต่คนฟังกลับยิ่งรู้สึกหนักอึ้งและกดดันกว่าเดิม

“ทำไมต้องโกรธขนาดนี้” / “ร้องไห้เพราะเรื่องแค่นี้เองเหรอ” / “ไม่เห็นต้องเครียดเลย คิดบวกเข้าไว้” / “อย่าคิดมากเลย คนอื่นก็เคยเจอเรื่องแบบนี้” / “คิดซะว่าฟาดเคราะห์ เป็นเวรกรรมที่ต้องชดใช้เขาละกัน” / “สู้ๆ นะ…ขนาดเรายังผ่านไปได้เลย” / “ให้อภัยเขาเถอะ อย่าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเลย” / ฯลฯ

ผมไม่แน่ใจว่าประโยคเหล่านี้ถูกส่งต่อกันมาจากไหน เหตุใดหลายคนจึงเชื่อว่ามันจะช่วยเยียวยาคนที่กำลังทุกข์ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันกลับยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเรานั้นช่าง ‘ไร้น้ำหนัก’ ในสายตาคนอื่น จนบางครั้งผมเองก็ไม่มั่นใจว่าตกลงเขาตั้งใจฟังเราจริงๆ หรือเปล่า?

ผมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีพื้นฐานจิตใจที่แข็งแรงมากพอจะรับมือกับปัญหาทุกอย่างได้…ด้วยท่าทีแบบคนคิดบวก แต่ผมก็รู้ดีว่าคนที่พูดประโยคเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาร้าย พวกเขาเพียงอยากให้ผมผ่านพ้นความทุกข์ไปให้เร็วที่สุด และเมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ ผมจึงปรับมุมมองใหม่ว่าไม่มีใครเข้าใจความเจ็บปวดของเราได้ดีที่สุด นอกจากตัวเราเอง ขณะเดียวกัน ผมก็คอยเตือนตัวเองเสมอว่า หากผมพบใครสักคนที่กำลังเป็นทุกข์แล้วตัดสินใจเล่าปัญหาให้ผมฟัง ผมจะไม่ใช้ประโยคคิดบวกหรือเอาไม้บรรทัดตัวเองไปตัดสิน ผมจะเลือกเป็นเพียงผู้ฟังที่ดี เพราะบางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่ผมโหยหามาโดยตลอด

ไม่นานนี้ ผมได้อ่านหนังสือ Toxic Positivity (คิดบวกเป็นพิษ) เขียนโดยนักจิตบำบัดชื่อ วิทนีย์ กู๊ดแมน ซึ่งจุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดจากการที่เธอต่อต้านการคิดบวก หากแต่เป็นการตั้งคำถามต่อการใช้ประโยคคิดบวกเพื่อปลอบใจผู้อื่นในช่วงเวลาที่คนๆ นั้นกำลังอยู่ในสภาวะ ‘เปราะบาง’ ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับการมอบกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม  

“ก่อนจะเริ่ม เรามาเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า การคิดบวกไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด มันเยี่ยมมากเมื่อเราใช้มันอย่างถูกต้อง

ฟังนะ คนเหล่านี้น่าจะมีเจตนาดี สิ่งที่พวกเขาพูดก็ไม่ผิดด้วย แต่ปัญหาคือ คุณยังไปไม่ถึงจุดนั้นไงล่ะ ตอนนี้คุณยังกังวลและกลัดกลุ้ม คุณหวาดกลัว ร่างกายและจิตใจของคุณยังอยู่ในสภาวะวิกฤต และไม่มีคำพูดสวยเก๋ใดๆ จะมาเปลี่ยนแปลงมันได้ สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คือการสนับสนุนและพื้นที่สำหรับเรียบเรียงความรู้สึกของคุณ”

จากมุมมองของวิทนีย์ การคิดบวกที่ดีไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีแบบปัดปัญหาทิ้ง แต่คือการเปิดพื้นที่ให้กับ ‘ความจริง’ และ ‘สิ่งที่เราปรารถนา’ ไปพร้อมกัน ขณะที่การมองโลกแบบ “อะไรๆ ก็ดีไปหมด” คือกับดักที่หลายคนเผลอตกลงไป และกลายเป็นต้นตอของภาวะคิดบวกเป็นพิษ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการแสดงอารมณ์ การปิดกั้นตัวเอง และการไม่ยอมเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่แท้จริง 

“ภาวะคิดบวกเป็นพิษคือการปฏิเสธอารมณ์และบังคับตัวเองให้กดข่มมันไว้ เมื่อเราหยิบการคิดบวกที่เป็นพิษขึ้นมาใช้ มันก็คือการที่เราเที่ยวไปแนะนำสั่งสอนคนอื่นและตัวเราว่าอารมณ์แบบนี้ไม่ควรมี มันเป็นสิ่งที่ผิด และเพียงแค่พยายามขึ้นอีกนิด เราก็จะกำจัดมันได้สิ้นซาก

  • บทเรียนจากปัญหาในชีวิตของเรา แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซาบซึ้งหรือขอบคุณสำหรับบทเรียนนี้ เพราะราคาที่ต้องจ่ายมักจะสูงเกินไป

นอกจากนี้ วิทนีย์ยังฝากคำแนะนำในกรณีที่ต้องปลอบใจคนอื่นว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การพูดให้ดูดี แต่คือการใส่ใจถึงจังหวะเวลา ผู้ฟัง และหัวข้อปัญหา

“จังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คุณต้องจำไว้ว่าทุกคนมีวิธีแสดงออกแตกต่างกันเมื่อกำลังเป็นทุกข์ ตราบที่ปฏิกิริยานั้นไม่ได้เป็นอันตราย ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยที่จะปล่อยให้เขาสัมผัสความรู้สึกของเขาไป คนเรามักจะต้องยอมรับความจริงของสถานการณ์นั้นให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะเดินต่อไปข้างหน้า

ผู้ฟังของคุณจะเป็นผู้ตัดสินว่าเขาอยากได้รับการสนับสนุนอย่างไร มันสำคัญที่จะต้องรู้จักผู้ฟังของคุณ และรู้ว่าพวกเขาอยากได้ความช่วยเหลืออย่างไร ถ้าหากสงสัยก็ถามซะ! มันจะช่วยให้คุณเป็นผู้ช่วยเหลือที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นได้

หัวข้อยากๆ เป็นปัญหาที่สะเทือนเข้าไปถึงแก่นแกน และเปิดเผยความเปราะบางของเรา เราต้องรับมือกับปัญหาเหล่านี้ด้วยความละเอียดอ่อนที่ต่างไปจากเดิม ทั้งภายในตัวเราเองและเพื่อรับมือกับเรื่องราวของคนอื่น นี่คือจุดที่เราต้องส่งเสริมให้เขาจัดการอารมณ์อย่างแท้จริง 

ถ้าคุณรู้สึกคันปากอยากจะใช้คำพูดสวยเก๋ เมื่อได้รับรู้ปัญหาพวกนี้ของชาวบ้านหรือเจอกับตัวเอง ก็ขอให้ยั้งไว้ก่อน ให้คุณปรับตัวตามอารมณ์ที่ดิ่งจมลงในชั่วขณะนั้น และพยายามโต้ตอบออกมาจากพื้นฐานของการยอมรับและการสนับสนุน”

ในฐานะผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมรู้ดีว่าชีวิตจริงคงไม่อาจห้ามคนรอบตัวที่หวังดีกับเราไม่ให้ใช้คำพูดเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ผมทำได้คือเริ่มต้นจากตัวเอง…เรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดและอารมณ์อย่างซื่อสัตย์ โดยไม่กดข่มมัน อารมณ์ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เราเข้มแข็งหรืออ่อนแอ แต่มีไว้เพื่อบอกความจริงว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่ และความจริงนั้นไม่จำเป็นต้องถูกแต่งแต้มให้สวยงามเสมอไป 

ไม่มีอารมณ์ใดเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย มีเพียงประสบการณ์ของการเป็นมนุษย์ที่ต้องเผชิญหน้า ยอมรับ และอยู่ร่วมกับมันให้ได้ เพราะสิ่งที่เยียวยาเราได้มากที่สุด ไม่ใช่การคิดบวกให้เร็วขึ้น แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองโอเคกับการไม่ต้องรู้สึกโอเคอยู่ตลอดเวลา

“ถ้ามันง่ายและได้ผลขนาดนั้น ทุกคนก็คงทำได้แล้วละ อนุญาตให้ตัวเองได้เจอทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อการเป็นมนุษย์เถอะ” วิทนีย์กล่าว

Tags:

หนังสือชีวิตToxic Positivityคิดบวกเป็นพิษ

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Book
    ในสวนลับ: เมื่อความหวังผลิบาน ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอ

    เรื่อง บุญญิสา รัตนมณี

  • Book
    ระลอกคลื่นยามค่ำคืน : อยู่อย่างไรในวันที่ส่วนหนึ่งของชีวิตล้มตายจาก

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ความฝันที่ล้มเหลวไม่เจ็บปวดเท่าความฝันที่ไม่ได้ลงมือทำ: คิริโกะกับคาเฟ่เยียวยาใจ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Book
    มหัศจรรย์ห้องสมุดเที่ยงคืน: ชีวิตมีไว้เพื่อใช้ มิใช่แค่เพื่อค้นหาความหมาย

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    การศึกษาของกระป๋องมีฝัน และที่ทางให้ตัวเองได้เบ่งบาน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น
Everyone can be an Educator
27 January 2026

‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่อาจแก้ไขได้ด้วยโรงเรียนเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งวัด โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานรัฐ รวมถึงตัวเด็กเอง
  • พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น จังหวัดราชบุรี หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ ทำหน้าที่เป็น ‘คนกลาง’ ระหว่างวัด โรงเรียน และชีวิตของเด็กยากจนและเด็กเปราะบาง มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 16 ปี
  • สำหรับหลวงพ่อโสภณ การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เมื่อปัญหาความเป็นอยู่ของครอบครัวได้รับการแก้ไข เด็กจึงมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเองได้อย่างแท้จริง

“ถ้าโรงเรียนถูกยุบ เด็กจะไปเรียนที่ไหน” เสียงจากวัด ที่พยุงเด็กไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา

หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น จังหวัดราชบุรี สะท้อนปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านประสบการณ์ตรงของวัดที่ทำหน้าที่เป็นทั้งที่พึ่ง ที่พักพิง และพื้นที่การเรียนรู้ เพื่อประคองชีวิตเด็กเปราะบางไม่ให้หลุดหายไปจากเส้นทางของการศึกษา และตัดสินใจลุกขึ้นมาปกป้องโรงเรียนเล็กๆ ในชุมชน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาได้กลายเป็นบาดแผลใหญ่ของสังคมไทย จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากหลุดออกจากระบบ ด้วยเหตุปัจจัยซ้อนทับกัน ทั้งเศรษฐกิจครอบครัว ความไม่พร้อมของการเรียนออนไลน์ สุขภาพจิต และช่วงรอยต่อของปีการศึกษา

ท่ามกลางความเปราะบางเหล่านั้น วัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรีกลับทำหน้าที่มากกว่าสถานที่ทางศาสนา หลวงพ่อพระครูโสภณทำหน้าที่เป็น ‘คนกลาง’ ระหว่างวัด โรงเรียน และชีวิตของเด็กยากจนและเด็กเปราะบาง มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 16 ปี

และในฐานะผู้ที่อยู่หน้างานจริงมาตลอด หลวงพ่อชี้ให้เห็นว่า ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่อาจแก้ไขได้ด้วยโรงเรียนเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งวัด โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานรัฐ รวมถึงตัวเด็กเอง

พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น จังหวัดราชบุรี

วันที่โรงเรียนกำลังจะหายไป และวัดต้องก้าวเข้ามาสนับสนุน

สำหรับพระครูโสภณจันทรังสี การที่โรงเรียนวัดใหม่สี่หมื่นเกือบถูกยุบ ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขจำนวนนักเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ หากแต่หมายถึงการที่เด็กจำนวนหนึ่งอาจไม่มีที่เรียนต่อ เพราะบริบทชีวิตของเด็กในพื้นที่ไม่เอื้อให้เดินทางไปโรงเรียนอื่นได้ง่ายๆ โดยไม่เพิ่มภาระให้ครอบครัว

“โรงเรียนวัดใหม่สี่หมื่นเป็นโรงเรียนที่มีความเสี่ยงจะถูกยุบ เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 60 คน เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กบ้านๆ เด็กยากจน ถ้าโรงเรียนถูกยุบ เขาก็ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนมันก็ไกลขึ้น ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น เราก็เลยไม่ยอมให้ยุบ”

“เราไม่มีอะไรจะให้เขา นอกจากการศึกษา”

หลักคิดนี้เองที่ทำให้การไม่ยอมให้โรงเรียนถูกยุบ ไม่ใช่เพียงการแสดงจุดยืนเชิงหลักการ หากแต่เป็นการตัดสินใจลงมือแบกรับภาระที่กำลังจะตามมา

การไม่ยอมให้โรงเรียนถูกยุบในครั้งนั้น ไม่ได้จบลงแค่คำประกาศ แต่หมายถึงการที่วัดต้องเข้ามารับภาระที่ระบบไม่สามารถรองรับได้ในเวลานั้น เมื่อครูประจำเหลือเพียงคนเดียว และครูคนอื่นถูกบีบให้ย้ายออก วัดจึงต้องจัดหาครูมาสอนเอง

“ตอนนั้นเหลือครูอยู่คนเดียวที่ยังสอนอยู่ ครูคนอื่นย้ายหมด เพราะเขาบีบให้ย้าย เราก็ต้องจ้างเด็กที่จบปริญญาตรี จบวิชาชีพครู มีใบประกอบวิชาชีพครู มาช่วยสอน 6 คน เดือนละ 6,000 บาท”

ภาระยิ่งหนักขึ้น เมื่อเด็กที่วัดอุปการะอยู่ราว 20 คนถูกส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ทำให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดตกอยู่ที่วัดติดต่อกันเกือบ 2–3 ปี นอกจากนี้ วัดยังเป็นพื้นที่พึ่งพิงของเด็กจากครอบครัวยากจนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอสวนผึ้ง ที่ผู้ปกครองฝากความหวังไว้กับวัดเพียงอย่างเดียว คืออยากให้ลูกๆ ได้มีโอกาสทางการศึกษา และมีอนาคตที่ดีกว่าเดิม

“ครูที่เราจ้างมาช่วยสอนนั้น เมื่อใดที่สอบบรรจุได้ เขาก็ต้องย้ายออกไป เราจึงต้องหาครูใหม่มาทดแทนอยู่เรื่อยๆ”

ในช่วงเวลาเดียวกัน โรงเรียนยังต้องเผชิญกับปัญหาการบริหารที่ไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างเต็มที่

“ในช่วงนั้นมีผู้อำนวยการรักษาการเข้ามาดูแลโรงเรียน ซึ่งก็พบปัญหาว่าในเมื่อเป็นเพียงผู้รักษาการ จึงไม่ได้ดำเนินการหรือพัฒนาอะไรอย่างจริงจัง ทำให้เราจำเป็นต้องหาทางออกด้วยตนเอง หาโน่นหานี่นั่นมาบูรณะโรงเรียนตามกำลัง ซึ่งก็เคยเป็นข่าวอยู่ช่วงหนึ่ง จากการที่เรานำไม้เก่าๆ มาทำเป็นโต๊ะเรียนให้เด็กๆ ได้ใช้

จนในที่สุด โรงเรียนของเราก็รอดพ้นจากการถูกยุบ และได้ผู้อำนวยการตัวจริงรวมถึงครูประจำการเข้ามาดูแล อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันเรายังคงจ้างครูสอนเพิ่มเติมอีก 2 คน โดยจ่ายค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่เรารับผิดชอบเองทั้งหมด ไม่ได้ใช้งบประมาณของวัด”

‘วัด’ ในฐานะพื้นที่ประคับประคองเด็กเปราะบาง

เด็กที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของวัดใหม่สี่หมื่น ไม่ได้มีเพียงความยากจน แต่คือเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือเผชิญกับสิ่งยั่วยุต่างๆ หลวงพ่อจึงวางกติกาไว้ชัดเจน

“จำนวนนักเรียนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีประมาณ 140 คน เด็กๆ เหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มเด็กเปราะบาง ที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือเสี่ยงจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งต่างๆ ที่ล่อแหลม เราจึงตัดสินใจรับเด็กกลุ่มนี้เข้ามาดูแล ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเด็กในจังหวัดราชบุรีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเด็กจากต่างจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงที่มาขอพึ่งพิงด้วย

อย่างไรก็ตาม เรามีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ชัดเจน คือเด็กทุกคนที่อยู่ที่นี่ต้องเรียน เพราะเราไม่มีอะไรจะให้เขา นอกจากการศึกษา เราส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล มัธยมศึกษาตอนต้น ตอนปลาย จนถึงระดับปริญญาตรี โดยเราทำงานร่วมกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิด”

เด็กในความดูแลจะเรียนระดับประถมที่โรงเรียนวัดใหม่สี่หมื่น และเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเนกขัมวิทยาจนจบ ม.6 หลวงพ่อเลือกทำงานร่วมกับโรงเรียนเดิมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ติดตามเด็กได้ใกล้ชิดและแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

“เราดำเนินการในลักษณะนี้ เนื่องจากมีความสะดวกในหลายด้าน ทั้งการติดตามดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด สามารถตรวจสอบพฤติกรรมของเด็กได้ พูดคุยประสานงานกับครูได้โดยตรง เพราะเราทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งโรงเรียนเนกขัม หลวงพ่อก็ถือเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิก ตั้งแต่สมัยอยู่วัดแรก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส และช่วยสอนหนังสือตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงเกิดความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ส่งเด็กไปเรียนที่อื่น เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราจะสามารถเข้าไปติดตาม แก้ไขและดูแลได้อย่างทันท่วงที เด็กร้อยคนก็ย่อมร้อยอย่าง ร้อยจิตร้อยใจ จะคาดหวังให้เด็กทุกคนเรียบร้อยทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ เด็กนอกทางก็มีอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เด็กยังคงอยู่ในกรอบ อยู่ในรั้วสี่เหลี่ยมของวัด ไม่ออกไปเผชิญกับสิ่งยั่วยุภายนอก

เพราะอย่างน้อยเราเชื่อว่า เมื่อเด็กเรียนจบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ความคิด ความรับผิดชอบ และวุฒิภาวะของเขาจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น”

จากประสบการณ์ที่อยู่กับเด็กมาโดยตลอด หลวงพ่อเห็นชัดว่า พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนเร็วขึ้น เด็กเริ่มมีความเสี่ยงตั้งแต่อายุยังน้อย

“เราอยู่กับเด็กตลอดเวลา เราจึงเห็นพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการของโลก สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันคือ พฤติกรรมของเด็กวัยนี้ในเรื่องความรัก ชู้สาว สื่อโซเชียลต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือยาเสพติด ซึ่งหาซื้อได้ง่ายมาก ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กวัดเท่านั้น แต่เด็กที่อยู่กับครอบครัวทั่วไปก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของเราคือดูแลเด็กวัด เราก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด ในส่วนของความร่วมมือจากภายนอก จะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. เข้ามาช่วยดูแลด้านสุขภาพ สุขอนามัย และความเป็นอยู่ หากเด็กหรือผู้ที่อยู่ในวัดเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็มีห้องปฐมพยาบาลไว้รองรับ โดยจะมีการหมุนเวียนกันมาเฝ้าไข้ ดูแลและให้การช่วยเหลือ

การดูแลจึงไม่ใช่แค่เรื่องการเรียน วัดทำงานร่วมกับ อสม. มีห้องปฐมพยาบาล ดูแลทั้งเด็กวัดและญาติโยมในชุมชน ใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม“

จากปัญหาเฉพาะหน้า สู่ ‘บวร’ การทำงานที่ต้องเดินไปด้วยกัน

จากการทำงานกับเด็กเปราะบางมาอย่างต่อเนื่อง หลวงพ่อมองเห็นชัดว่า ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่อาจอธิบายหรือแก้ไขได้ด้วยเรื่องการเรียนเพียงอย่างเดียว หากแต่ผูกโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ครอบครัว และโครงสร้างการช่วยเหลือที่ยังไม่เชื่อมถึงกันอย่างเป็นระบบ แนวคิดนี้เองที่ค่อยๆ พัฒนาไปสู่หลักการทำงานแบบ ‘บวร’ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของการสร้าง ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’

“โรงเรียนอย่างเดียวไม่รอดแน่นอน ถ้าไม่มีหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วย พม. ต้องเข้าไปดูแลความเป็นอยู่ โรงเรียนช่วยเรื่องการศึกษา เพื่อให้เด็กได้มาเรียน นี่คือการทำงานร่วมกัน ซึ่ง ‘บวร’ คือ บ้าน วัด และราชการ หรือโรงเรียน รวมถึงรัฐวิสาหกิจ บ้านก็คือชุมชนที่ต้องช่วยกัน วัดหมายถึงศาสนา ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะศาสนาพุทธอย่างเดียว คริสต์ อิสลาม เราไม่แบ่งแยก ส่วน ‘ร เรือ’ ก็คือรัฐบาล โรงเรียน หรือรัฐวิสาหกิจ ทุกอย่างต้องช่วยกัน เพื่อไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา”

สำหรับหลวงพ่อ ‘บวร’ ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงอุดมคติ แต่คือการแบ่งบทบาทอย่างชัดเจนว่า ใครต้องทำหน้าที่อะไร และใครต้องเข้ามาเมื่อใด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โรงเรียนไม่สามารถรับมือได้ลำพัง

“พอคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนว่า ทำไมเด็กถึงหลุดออกจากระบบ มันมีหลายปัจจัย โรงเรียนทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องมีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยกัน ไม่อย่างนั้นมันไม่สำเร็จ ต้องให้ฝั่งพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาช่วย สาธารณสุขต้องเข้ามาช่วย มหาดไทยก็ต้องเข้ามาช่วย กรมพัฒนาชุมชนหรือพัฒนาอาชีพก็ต้องเข้ามา เพราะถ้าให้โรงเรียนอย่างเดียวขับเคลื่อน มันไปไม่รอด”

ประสบการณ์จากการลงพื้นที่ทำให้หลวงพ่อเห็นชัดว่า เด็กจำนวนไม่น้อยไม่ได้หลุดออกจากระบบเพราะไม่อยากเรียน แต่เพราะชีวิตจริงบีบให้เขาไปต่อไม่ได้ หากไม่มีใครเข้าไปแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง

“เด็กบางคนอยู่มา 30 ปี ไม่มีไฟฟ้าใช้ ห้องน้ำก็ไม่มี ถามว่าเป็นหน้าที่ใคร ก็เป็นหน้าที่ของ พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ที่ต้องเข้าไปดูว่า ทำไมเด็กถึงอยู่แบบนั้น เพราะครอบครัวยากจนมาก เรียนจบ ป.6 แล้วก็ไม่ได้เรียนต่อ พอเจอแบบนี้ เราก็แจ้งโรงเรียน แจ้ง พม. ให้เข้ามาช่วยดูแลอย่างเป็นระบบ เพราะถ้าไม่แก้เรื่องความเป็นอยู่ เด็กก็กลับมาเรียนไม่ได้”

ขณะเดียวกัน ยังมีเด็กบางคนที่ต้องเลือกประคองครอบครัวมากกว่าการเรียน เพราะมีภาระที่หนักเกินวัย ซึ่งในสายตาของหลวงพ่อ นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของเด็ก แต่คือโจทย์ที่ระบบต้องเข้าไปช่วยกันแก้

“เด็กบางคนเขาเลือกจะรักษาชีวิตมากกว่าการศึกษา เพราะต้องดูแลพ่อพิการ ถ้าจะแก้ปัญหาแบบนี้ สาธารณสุขต้องเข้ามาช่วย หลวงพ่อก็จะลงไปช่วยก่อนในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของ พม. ที่ต้องเข้าไปดูแลความเป็นอยู่ สาธารณสุขก็ดูแลผู้พิการ พอทุกฝ่ายช่วยกัน เด็กก็กลับมาเรียนได้”

ในหลายกรณี การช่วยเหลือจึงไม่อาจเริ่มจากห้องเรียน แต่ต้องเริ่มจากการประคองชีวิต และส่งต่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลต่ออย่างจริงจัง

“เพราะการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โรงเรียนทำคนเดียวไม่ได้ ถ้าทำคนเดียวย่อมไม่สำเร็จแน่นอน พม. ต้องดูแลความเป็นอยู่ โรงเรียนช่วยเรื่องการศึกษา เพื่อให้เด็กได้กลับมาเรียน นี่คือการทำงานร่วมกันจริงๆ ถ้าเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น พ่อแม่ติดยา ฝั่งมหาดไทยก็ต้องช่วย ตำรวจก็ต้องเข้ามาให้ความรู้เรื่องการบำบัด โรงเรียนอย่างเดียวไม่รอดแน่นอน”

ความคาดหวังของหลวงพ่อ ไม่ใช่แค่เด็กเรียนจบ แต่ต้องมีชีวิตที่มั่นคง

สำหรับหลวงพ่อโสภณ การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เมื่อปัญหาความเป็นอยู่ของครอบครัวได้รับการแก้ไข เด็กจึงมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเองได้อย่างแท้จริง

“เมื่อทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกัน เด็กก็สามารถกลับมาเรียนได้ เพราะปัญหาด้านความเป็นอยู่และค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้รับการแก้ไข เด็กก็จะมีโอกาส ไม่หันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่กลายเป็นปัญหาของสังคม

ในกรณีเด็กที่พ่อแม่ติดคุก หรือไม่มีผู้อุปการะ เราก็รับมาอุปการะดูแลที่วัด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราทำมาตลอดระยะเวลา 16 ปี เพราะเราอยากเห็นอนาคตของชาติ อยากสร้างคนให้เป็นคนดีออกไปสู่สังคม เพื่อให้สังคมมีคนดี และให้เขากลับไปพัฒนาชุมชน บ้านเกิดของตนเอง หรือออกไปทำงานช่วยเหลือสังคมต่อไป”

สำหรับหลวงพ่อ ‘การให้โอกาส’ ไม่ได้จบลงพร้อมกับวุฒิการศึกษา แต่ต้องต่อยอดไปถึงการปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสังคม และการไม่ทอดทิ้งคนรุ่นถัดไป

“สำหรับเด็กที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากที่นี่ เราจะมีสัญญาใจร่วมกันว่า จะเสียสละเงินเดือนคนละ 1,000 บาท เพื่อนำไปช่วยเหลือสังคม เช่น บริจาคให้มูลนิธิต่างๆ หรือถ้าเดือนไหนไม่ลำบาก ก็จะนำเงินนั้นเข้าบัญชี เพื่อใช้ดูแลน้องๆ ที่วัดใหม่สี่หมื่นต่อไป”

ความคาดหวังของหลวงพ่อไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นคนเก่ง หากแต่หมายถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักรับผิดชอบชีวิตของตนเอง และไม่สร้างภาระซ้ำให้กับสังคมในอนาคต

“เราไม่ได้ต้องการเพียงให้เด็กเรียนจบเท่านั้น แต่ต้องการเห็นเขาประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต เมื่อพร้อมแล้วจึงค่อยมีครอบครัว หากยังไม่พร้อม ห้ามมีอย่างเด็ดขาด เพราะถ้ายังไม่พร้อมแต่มีครอบครัว เด็กที่เกิดมาก็อาจเผชิญปัญหาแบบเดียวกับที่เขาเคยประสบในวัยเด็ก ทั้งการขาดการดูแลเอาใจใส่ ขาดความรักความอบอุ่น ซึ่งวงจรนี้จะไม่จบ

เราจึงสอนเด็กๆ ว่าต้องมีความพร้อมก่อน ทั้งที่อยู่อาศัย ความมั่นคงในชีวิต และความรับผิดชอบ เมื่อพร้อมแล้วจึงค่อยมีลูก เพื่อให้เด็กที่เกิดมาได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ต้องเผชิญปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

เพราะสำหรับหลวงพ่อแล้ว การได้เห็นเด็กๆ ที่เราเลี้ยงดู เติบโตขึ้น มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชีวิตที่มั่นคง สามารถเลี้ยงดูครอบครัวของตนเองได้ และยังกลับมาช่วยเหลือสังคม นั่นคือการบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่เราต้องการแล้ว และเป็นภาพที่อยากเห็นมากที่สุดในชีวิต”

Tags:

ปัญหาครอบครัวโอกาสทางการศึกษาเด็ก Dropoutห้องเรียนบวร สร้างโอกาสพระครูโสภณจันทรังสีวัดใหม่สี่หมื่นเด็กกลุ่มเปราะบาง

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Related Posts

  • Social Issues
    ‘สวนมะพร้าวก็เป็นห้องเรียนได้’ การเรียนรูู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘คิก – สุธิชัย เป็นสุข’ ต่ออนาคตบนเส้นทางการศึกษาที่เกือบไม่ได้ไปต่อ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issue
    ‘ครูที่ใส่ใจ’ พื้นที่ปลอดภัยและโอกาสของเด็กสมุย: ครูจ๋า-จสิตา เชียะคง ครูรัก(ษ์)ถิ่น แห่งโรงเรียนบ้านดอนธูป

    เรื่อง The Potential ภาพ The Potential

  • Social Issues
    ‘Lampang One Team’ พลังเครือข่ายตำบลลำปางหลวง ที่โอบรับเด็กทุกคนสู่เส้นทางการศึกษาคุณภาพ

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Social Issues
    Tambon Zero Dropout เราจะไม่ทิ้ง ‘เด็กนอกระบบ’ ไว้ข้างหลัง: หมอตุ้ย-สันติพงษ์ ศิลปสมบูรณ์

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issue
    ‘ความผิดหวังต่อระบบการศึกษา’ ฝันร้ายในวิกฤตเด็กนอกระบบ

    เรื่อง The Potential

Time Anxiety: เมื่อ ‘ความกังวลเรื่องเวลา’ กำลังพรากความสุขไปจากเรา
How to enjoy life
26 January 2026

Time Anxiety: เมื่อ ‘ความกังวลเรื่องเวลา’ กำลังพรากความสุขไปจากเรา

เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ความกังวลเกี่ยวกับกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปสู่อาการ ‘วิตกกังวล’ และ ‘ซึมเศร้า’ ได้ หรือหากรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตปกติก็อาจทำให้เราเกิดความผิดปกติทางจิตจนกลายเป็น ‘โรคกลัวการผ่านไปของเวลา’ เราควรเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกังวลนี้อย่างรอบคอบ
  • ความวิตกกังวลเรื่องเวลาอาจเกิดขึ้นเพราะชีวิตของเราเต็มไปด้วยภาระต่างๆ รุมเร้าจนไม่มีเวลาทำสิ่งที่มีความหมาย เช่น การใช้เวลากับคนที่เรารัก หรือทำเป้าหมายที่ตัวเองใฝ่ฝัน เราต้องคิดให้ความหมายกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ อย่าคอยแต่รับแล้วตอบสนองตามเหตุการณ์ไปงั้นๆ
  • แท้จริงแล้วเราอาจกำลังกลัว ‘การเปลี่ยนแปลง’ เพราะหากทุกสิ่งเหมือนเดิมไม่ผันเปลี่ยน เราย่อมไม่กังวลว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว

เคยรู้สึกไหมว่า ทำไมเวลาผ่านไปเร็วจัง? ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็หมดไปอีกปีแล้ว หลายคนยิ่งรู้สึกกระวนกระวายเข้าไปอีกเมื่อเห็นว่าตอนนี้ก็ผ่านมาหลายปีแล้วตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 แต่ตัวเองกลับยังอยู่ที่เดิมไม่พัฒนาไปไหน 

ความกังวลเกี่ยวกับกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป เพราะในหลายๆ ครั้งเรามักพบเจอกับสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เราฉุกคิดถึงการผ่านไปของเวลา เช่น ขอเล่นโทรศัพท์ 5 นาที แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว หรือเวลาของสุดสัปดาห์ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในเบื้องต้นความกังวลในลักษณะนี้สามารถนำไปสู่อาการ ‘วิตกกังวล’ และ ‘ซึมเศร้า’ ได้ หรือหากทวีความรุนแรงขึ้นจนรบกวนการใช้ชีวิตปกติก็อาจทำให้เราเกิดความผิดปกติทางจิตจนกลายเป็น ‘โรคกลัวการผ่านไปของเวลา’ เลยก็เป็นได้ ดังนั้นเราควรเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกังวลนี้อย่างรอบคอบ

เกิดอะไรขึ้นเวลาที่เรากังวลเกี่ยวกับ ‘เวลา’

ดร.ดักลาส เลน (Douglas Lane) นักจิตวิทยาคลินิกและศาสตราจารย์จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวว่า ‘ความวิตกกังวลเรื่องเวลา’ (Time Anxiety) มักเกิดขึ้นในตอนที่ชีวิตเราเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เช่น วันเกิด เรียนจบ ลาออกจากงาน สูญเสียคนในครอบครัวหรือคนสนิทที่เรารัก

การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้คือตัวบ่งชี้ที่สำคัญว่าเวลาของเราผ่านมานานแค่ไหนแล้ว อีกทั้งยังก่อให้เกิดความรู้สึกที่ว่า เวลากำลังดำเนินต่อไป และชีวิตจะต้องถึงคราวผันเปลี่ยน

ความวิตกกังวลเรื่องเวลาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามปกติเมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ แต่หากความวิตกกังวลนี้รุนแรงและคงอยู่ยาวนานจนถึงขั้นรบกวนการใช้ชีวิตและก่อให้เกิดความเจ็บป่วย ก็อาจเข้าข่ายการเป็นโรคกลัวอย่างรุนแรง (Phobia) ที่เรียกว่า ‘Chronophobia’ หรือ ‘โรคกลัวการผ่านไปของเวลา’

ปัจจัยที่ทำให้ความวิตกกังวลเรื่องเวลานี้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคกลัวอย่างรุนแรงก็มีหลายประการ เช่น

  • การติดคุกหรือถูกกักตัวเป็นเวลานาน – การถูกจำกัดให้อยู่ในที่หนึ่งๆ เป็นเวลานานและต้องอยู่ตัวคนเดียว ก่อให้เกิดความเครียดสูงและทำให้การรับรู้เวลาผิดเพี้ยนไป
  • ความเจ็บป่วยหรืออายุที่มากขึ้น – ความเจ็บป่วยที่รุนแรงหรืออายุที่มากขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาของเราใกล้จะหมดลงแล้ว รู้สึกเสียดายที่ยังไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ เราจึงกลัวอนาคตที่จะมาถึง

ทำไมเราถึงรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเหลือเกิน

ในการทดลองนำเสนอภาพของวัตถุที่เหมือนกันตามลำดับ เช่น นำเสนอภาพที่ 1 เป็นรูปวงกลม พอผ่านไปหนึ่งวินาทีก็นำเสนอภาพที่ 2 เป็นรูปวงกลม และทำซ้ำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยภาพรูปวงกลมนี้มีลักษณะเหมือนกันทุกประการและนำเสนอด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน

หากมีความผิดปกติใดก็ตามเกิดขึ้น เช่น ภาพเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือวงกลมมีขนาดใหญ่ขึ้น แม้แต่ละภาพจะนำเสนอด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน แต่ผู้ร่วมทดลองจะรายงานผลว่า ภาพที่ผิดปกตินั้นมีระยะเวลานำเสนอที่นานกว่าภาพอื่นๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่า ‘Oddball Effect’ 

เมื่อเกิดสิ่งเร้าแปลกใหม่ขึ้นท่ามกลางสิ่งเร้าปกติ เราจะรู้สึกว่าสิ่งเร้าที่แปลกใหม่นั้นเกิดขึ้นนานกว่าสิ่งเร้าอื่น พูดง่ายๆ คือ เมื่อเราประสบกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เราจะรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง เช่น การดูหนังสักเรื่องเป็นครั้งแรก เรารู้สึกว่าใช้เวลานานมาก แต่พอกลับไปดูซ้ำอีกรอบกลับไม่ได้รู้สึกว่านานเท่ากับรอบแรก

ทั้งนี้ เราต้องแยกให้ชัดว่าเวลาในที่นี้มี 2 รูปแบบ นั่นคือ ‘เวลาตามจริง’ (Objective Time) กับ ‘เวลาตามรู้สึก’ (Subjective Time) การประสบกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่จะยืดเวลาตามรู้สึกของเรา ส่วนเวลาตามจริงยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

กลับไปที่การดูหนัง สมมุติว่าหนังเรื่องนั้นมีความยาว 2 ชั่วโมง ซึ่งเวลาตามจริงที่เราใช้รับชมก็คือ 2 ชั่วโมง แต่เวลาตามรู้สึกของเราอาจมากกว่าหรือน้อยกว่า 2 ชั่วโมงก็ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ดูเป็นครั้งแรก หรือดูเป็นครั้งที่สอง เป็นต้น 

Oddball Effect สามารถนำมาอธิบายชีวิตของเราในภาพกว้างได้ กล่าวคือ ในตอนเด็กทุกอย่างคือเรื่องที่แปลกใหม่ เพราะเราไม่เคยประสบกับสิ่งนี้มาก่อน เราจึงรู้สึกว่าชีวิตในวัยเด็กของเราช่างยาวนาน เราคิดว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ห่างไกลมาก เพราะแต่ละวันนั้นยาวนานเหลือเกิน

แต่พอเราโตขึ้น เรื่องแปลกใหม่ก็เริ่มน้อยลง เราทำแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนกลายเป็นกิจวัตร ไม่ค่อยมีเรื่องแปลกใหม่ให้เราได้พบเจอ เราจึงรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แป๊บๆ ก็ผ่านไปปีหนึ่งแล้ว อีกทั้งยังรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานแล้วเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน เพราะไม่มีประสบการณ์แปลกใหม่ที่น่าจดจำเข้ามาคั่นระหว่างนั้น

วิธีรับมือกับความวิตกกังวลเรื่องเวลา

ดร.เลน กล่าวว่า ความวิตกกังวลเรื่องเวลาสามารถก่อให้เกิดทั้งคุณและโทษ หากความวิตกนี้ทำให้เราขวนขวายทำสิ่งต่างๆ ทำสิ่งที่ควรจะทำ เพราะกังวลว่าจะหมดเวลา นั่นก็เป็นเรื่องดี แต่หากความวิตกนี้ทำให้เราเหนื่อยล้าหมดแรงที่จะทำสิ่งต่างๆ นั่นอาจส่งสัญญาณว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพบางประการ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะเป็นการดีที่สุด

ความวิตกกังวลเรื่องเวลาอาจเกิดขึ้นเพราะชีวิตของเราเต็มไปด้วยภาระต่างๆ รุมเร้าจนไม่มีเวลาทำสิ่งที่มีความหมาย เช่น การใช้เวลากับคนที่เรารัก หรือทำเป้าหมายที่ตัวเองใฝ่ฝัน ดร.เลนได้ข้อคิดจากผู้สูงอายุหลายคนว่า เราต้องคิดให้ความหมายกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ อย่าคอยแต่รับแล้วตอบสนองตามเหตุการณ์ไปงั้นๆ 

กล่าวคือ คอยตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ อยู่ตลอดกับสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ทำตัวไหลไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ต่างๆ เช่น หลังจากที่ทำงานหนักมาทั้งวัน ดร.เลนต้องขับรถไปหาลูกสาวที่การแข่งวอลเลย์บอล เขารู้สึกเหนื่อยล้ามาก แต่เขาก็ถามตัวเองว่า ‘ทำทำไม กลับบ้านนอนไม่ดีกว่าเหรอ’ เขาจึงคิดและให้ความหมายกับสิ่งที่เขาทำอยู่ว่า เพราะเขาต้องการให้ลูกสาวเห็นว่ามีพ่อคอยเชียร์อยู่ข้างสนามและทำให้เธอมีความสุข

วิกเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor Frankl) จิตแพทย์และนักประสาทวิทยาชาวออสเตรียผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว กล่าวว่า เราไม่อาจควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะคิดและตอบสนองอย่างไรกับมัน ดังนั้น “ชีวิตมีความหมายในทุกๆ สถานการณ์ แม้แต่ชีวิตที่น่าสังเวชที่สุด” และ “ผู้ที่รู้ว่าตนจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ย่อมสามารถทนรับสิ่งต่างๆ ได้เกือบทุกอย่างบนโลกใบนี้”

สรุปแล้ว ‘ความหมาย’ คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการบริหารจัดการจิตใจเมื่อต้องเผชิญกับข้อจำกัดของเวลาและสถานการณ์ที่ยากลำบาก

หรือเป็นเพราะเรากลัว ‘การเปลี่ยนแปลง’ ?

เมื่อพูดถึงอาการกลัว ‘การผ่านไปของเวลา’ แท้จริงแล้วเราอาจกำลังกลัว ‘การเปลี่ยนแปลง’ เพราะหากทุกสิ่งเหมือนเดิมไม่ผันเปลี่ยน เราย่อมไม่กังวลว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ถ้าเราไม่เรียนจบ เราก็คงไม่กังวลถึงอนาคต ถ้าเราไม่แก่ลง เราก็คงไม่กังวลว่าตัวเองใช้ชีวิตมานานแค่ไหนแล้ว

แต่อนิจจา ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะรวยล้นฟ้าหรือมีอำนาจบาตรใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งใดจะมีค่าและมีความหมาย สิ่งนั้นย่อมเปลี่ยนแปลง ดั่งเช่นดอกไม้ ดอกไม้เป็นสิ่งที่สวยงามก็เพราะว่ามันมีวันร่วงโรย เราจึงใส่ใจสนใจดูแลมันเป็นอย่างดีเพื่อเฝ้ารอวันเบ่งบาน

ดอกไม้ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เติบโต ไม่ร่วงโรย คือดอกไม้พลาสติก แม้จะสวยงามแต่ก็ไม่ใช่ดอกไม้ที่แท้จริง เมื่อได้มาไม่นานก็หมดคุณค่า เพราะสิ่งที่เราไม่ต้องดูแล ไม่ต้องใส่ใจ อีกทั้งมันจะไม่จากเราไป สิ่งนั้นจะกลายเป็นของตาย ของที่หมดคุณค่า ดังนั้นการยึดติดมิให้สิ่งไหนเปลี่ยน สิ่งนั้นก็จะหมดคุณค่า

ชีวิตที่ปราศจากการแปลงเปลี่ยนย่อมเป็นชีวิตที่ไร้ซึ่งความหมาย ไม่ต่างอะไรจากดอกไม้พลาสติกที่แม้จะดูดีและสวยงาม แต่ก็ไม่มีวันได้เติบโตอย่างแท้จริง

อันที่จริง ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ก็เกี่ยวข้องกับ ‘ความแปลกใหม่’ สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ย่อมไม่ทำให้เกิดความแปลกใหม่และนำไปสู่ความเบื่อ เมื่อเราโตขึ้นการพบเจอกับความแปลกใหม่ก็น้อยลง เวลาจึงเดินเร็วขึ้น ทางแก้คือขวนขวายหาสิ่งแปลกใหม่หรือ? ไม่จริงเลย เพราะแท้จริงแล้วทุกวันคือวันที่แปลกใหม่ เพียงแต่เราไม่ได้สังเกตหรือมีสติมากพอที่จะรับรู้

หลายคนคงเคยได้ยินมาตลอดว่าควร ‘มีสติกับปัจจุบันขณะ’ (Mindfulness) แต่อาจไม่เคยทำมันได้จริงๆ จึงไม่ได้สัมผัสถึงความแปลกใหม่ในสิ่งต่างๆ เราละเลยปัจจุบันเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นน่าเบื่อ จิตเราจึงล่องลอยไปอยู่ในที่ต่างๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ เช่น ตอนที่ทำงานก็ไม่ได้ใส่ใจสิ่งตรงหน้ามากนัก มัวแต่คิดว่าเย็นนี้จะกินอะไร

โอโช (Osho) นักปรัชญาร่วมสมัยชาวอินเดีย กล่าวว่า ความเบื่อเกิดขึ้นเพราะเรารับรู้ถึงความซ้ำซาก แต่สัตว์ไม่รู้สึกเบื่อเพราะมันไม่ได้รู้สึกตัวมากพอ มันจึงไม่รู้สึกถึงความซ้ำซาก เมื่อคนเราเบื่อ เราจะมองหาสิ่งใหม่ๆ เช่น ย้ายบ้านใหม่ ย้ายที่ทำงานใหม่ เปลี่ยนแฟนใหม่ แต่ในไม่ช้าทุกสิ่งใหม่เหล่านั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ซ้ำซากจำเจ และเราก็ต้องมองหาสิ่งใหม่อีกเป็นวัฏจักรต่อไปเรื่อยๆ

สิ่งที่เราสามารถทำได้มี 2 ทาง คือ ‘กลับไปรู้สึกตัวน้อยลงเหมือนกับสัตว์’ หรือ ‘รู้สึกตัวให้มากขึ้นจนรับรู้ว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมตลอด’ แต่การรู้สึกตัวให้มากขึ้นก็ต้องใช้ความพยายาม เราต้องกลายเป็นคนที่ ‘ช่างสังเกต’ จริงๆ ไม่ใช่แค่มองผ่านๆ ต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้านอาจดูเหมือนเดิมทุกครั้งที่เดินผ่าน แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีทางเหมือนเดิม 100% ต้องมีใบที่ร่วงหล่น มีกิ่งก้านที่งอกใหม่ มีนกมาบินเกาะแล้วก็บินหนีไป

โอโชเปรียบว่า ทุกอย่างเหมือนกับ ‘แม่น้ำ’ ที่ไหลไปเรื่อยๆ แม่น้ำอาจดูเหมือนเดิม แต่มันไม่มีทางที่จะเหมือนเดิม ดังเช่นคำของนักปรัชญาชาวกรีก เฮราไคลตัส (Heraclitus) ที่ว่า “ไม่ว่าใครก็ไม่อาจก้าวลงแม่น้ำสายเดิมได้เป็นครั้งที่สอง เพราะมันไม่ใช่แม่น้ำเส้นเดิม และเขาก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป”

หากทุกอย่างรอบตัวเราดูเหมือนเดิมตลอด อาจเป็นเพราะเรามองทุกอย่างแบบผิวเผิน เราไม่ได้ ‘รู้สึกตัว’ หรือ ‘มีสติ’ มากพอที่จะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง 

เมื่อเรารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างก็จะกลายเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ เราไม่จำเป็นต้องไปวิ่งหาประสบการณ์แปลกใหม่จากที่ไหนเลย ขอแค่เรา ‘มีสติ’ เป็นคนที่ช่างสังเกตมากพอ ทุกอย่างก็จะกลายเป็นสิ่งที่แปลกใหม่

นอกจากนี้ การ ‘สังเกต’ ในที่นี้ต้องไม่ใช่การมองดูสิ่งต่างๆ รอบตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการมองดูตัวเราเองด้วยว่ากำลังทำอะไรและรู้สึกอย่างไร นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘การมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ’ อย่างแท้จริง

ความแปลกใหม่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันทุกขณะ เพียงแต่เรามีสติมากพอที่จะรับรู้มันได้หรือไม่ ผู้ที่มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างจึงไม่ซ้ำซากจำเจ และเมื่อทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ เช่นนั้นเวลาจึงไม่เดินผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเราไม่ทันตั้งตัวอีกต่อไป

อ้างอิง

พาฝัน ศรีเริงหล้า (2568). “ผู้ที่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ย่อมทนรับสิ่งต่าง ๆ เกือบทุกอย่างบนโลก”.

Laura Dorwart. (2025). Understanding Chronophobia: A Fear of Passing Time.

Lisa Fritscher. (2023). Chronophobia, the Fear of Time.

Luke Whelan. (2024). How to Be at Peace with the Passage of Time — Not Scared of It.

Ongchoco, J. D. K., Wong, K. W., & Scholl, B. J. (2023). What’s next?: Time is subjectively dilated not only for ‘oddball’ events, but also for events immediately after oddballs. Attention, Perception, & Psychophysics, 86(1), 16-21.

OSHO. (2564). Being in Love [ดีไซน์รัก]. ฟรีมายด์ พับลิชชิ่ง จำกัด.

Steve Taylor. (2025). Why We Feel Time Speed Up as We Start to Get Older. 

1001 nights editions. (2016). Heraclitus.

Tags:

ความหมายของชีวิตสติTime Anxietyความวิตกกังวลเรื่องเวลาการเปลี่ยนแปลงOddball Effect

Author:

illustrator

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Relationship
    มนุษย์กับเอไอ: ความรักในโลกยุคใหม่ หรือแค่กลบเกลื่อนความเดียวดายในโลกดิจิทัล

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    ‘ปีใหม่’ ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง ให้พื้นที่ตนเองได้หยุดนิ่ง กลับมาทบทวนชีวิต ฟังเสียงความรู้สึกอย่างจริงจัง

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์ ภาพ ninaiscat

  • Book
    หินของซิซีฟัส: โลกที่ไร้เหตุผลที่กับความหมายที่ไม่ต้องรอให้ใครกำหนด

    เรื่อง เจษฎา อิงคภัทรางกูร

  • Myth/Life/Crisis
    ความตายขับเคลื่อนชีวิต (2): เมื่อการระลึกถึง ‘ความตาย’ ทำให้เข้าใจความหมายของ ‘ชีวิต’

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • How to enjoy life
    Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร”

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

หยัดยืน:  ราคาที่ต้องจ่ายในการเลือก ‘ยืนยัน’ ความเชื่อของตัวเอง เมื่อชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยก
Book
24 January 2026

หยัดยืน:  ราคาที่ต้องจ่ายในการเลือก ‘ยืนยัน’ ความเชื่อของตัวเอง เมื่อชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยก

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • หยัดยืน หรือในชื่อภาษาอิตาเลียนว่า ‘Resto Qui’ หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘I’m Staying Here’ เป็นหนังสือผลงานของ มาร์โค บัลซาโน (Marco Balzano) เป็นงานเขียนอิงประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อเสียงจากการคว้ารางวัลมากมายทั้งในอิตาลีและประเทศอื่นๆ
  • หนังสือบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครเอกชื่อ ‘ตรีน่า’ หญิงสาวชาวคูรอน และในหนังสือเล่มนี้ เธอก็แค่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอ ชีวิตของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ถูกโยงใยพัวพันกับการเมือง และอำนาจที่กดทับ
  • อาจเป็นเพราะเส้นทางชีวิตของทุกคน ล้วนแล้วแต่ต้องพบจุดตัด-ทางแยกที่เราจำเป็นต้องเลือกอยู่เสมอ บางคนอาจเลือกไปทางซ้าย เพราะเชื่อว่ามันคือเส้นทางที่นำไปสู่ความก้าวหน้า บางคนอาจเลือกทางขวา เพราะคิดแล้วว่ามันคือเส้นทางที่นำไปสู่ความสงบสุข

มีสุภาษิตบทหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ผมชอบมาก คือ ‘นานะโคโรบิ ยาโอกิ’ แปลเป็นไทยแบบตรงตัวว่า “ล้มเจ็ดครั้ง ลุกขึ้นยืนแปดครั้ง” ซึ่งความหมายที่แท้จริง ก็คือ ต่อให้ล้มเหลวสักกี่ครั้ง จะไม่ยอมจำนน และพร้อมจะลุกขึ้นยืนหยัดสู้ใหม่เสมอ

นับเป็นสุภาษิต หรือคำคมที่ปลุกปลอบกำลังใจให้ฮึกเหิมได้ดียิ่ง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หากใครสักคนต้องเผชิญกับความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ต้องถึง 7 ครั้งก็ได้ เอาแค่ล้มติดๆ กันสัก 4-5 ครั้ง คุณจะยังอยากจะลุกขึ้น ‘หยัดยืน’ เพื่อสู้ต่อไป หรือจะถอดใจยอมรับชะตากรรม แล้วบอกกับตัวเองว่า “เราทำดีที่สุดแล้ว ยอมรับมันเถอะ”

และที่น่าสงสัยยิ่งไปกว่านั้นก็คือ อะไรที่เป็นพลังฉุดให้คนๆ นั้น ตัดสินใจลุกขึ้นครั้งที่ 8 หลังจากล้มลงไปคลุกฝุ่นถึง 7 ครั้ง

อะไร ที่ทำให้คนๆ หนึ่ง ยังลุกขึ้นสู้ แม้ไม่มีวี่แววจะมองไม่เห็นชัยชนะอยู่ข้างหน้า

ผมคิดว่า อาจได้คำตอบจากหนังสือเล่มหนึ่งที่เพิ่งอ่านจบ และหนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า ‘หยัดยืน’

หยัดยืน หรือในชื่อภาษาอิตาเลียนว่า ‘Resto Qui’ หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘I’m Staying Here’ ผลงานของ มาร์โค บัลซาโน (Marco Balzano) อาจารย์สอนวิชาวรรณกรรม ที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นผลงานเล่มที่ 4 ของเขา และเป็นงานที่สร้างชื่อเสียงจากการคว้ารางวัลมากมายทั้งในอิตาลีและประเทศอื่นๆ

ทั้งนักอ่านและนักวิจารณ์ ต่างชื่นชอบและชื่นชมการเล่าเรื่องที่เนิบช้า หากแต่ไม่น่าเบื่อ ถ้อยคำเรียบง่าย หากแต่งดงาม และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทุกคน (หรืออย่างน้อยก็ส่วนใหญ่) ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ต่างรับรู้ได้ถึงสาระ หรือสาส์นที่มาร์โค ต้องการนำเสนอผ่านผลงานเล่มนี้

นั่นก็คือ การ ‘หยัดยืน’ ของผู้คนตัวเล็กๆ ที่อาจดูเหมือนเล็กน้อย ไร้ซึ่งความสำคัญในหนังสือประวัติศาสตร์ของทางการ หากแต่เป็นการต่อสู้ที่ ‘ยิ่งใหญ่’ สำหรับคนใกล้ชิดที่เข้าใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับตัวเขาเอง ซึ่งเป็นคนเดียวที่จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า อะไรที่ทำให้เขาพยายาม ‘หยัดยืน’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หนังสือเล่มนี้ เป็นงานเขียนที่อิงประวัติศาสตร์ของ ‘หมู่บ้านคูรอน’ หมู่บ้านเล็กๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ก่อนจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอิตาลี ในช่วงก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สอง

แต่ปัญหาก็คือ หมู่บ้านคูรอนเป็นชุมชนที่พูดภาษาเยอรมัน ซึ่งเอกลักษณ์อันแปลกแยกนี้ ทำให้พวกเขาถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลอิตาลี ภายใต้ผู้นำฟาสซิสม์อย่างมุสโสลินี ที่ทำถึงขั้นประกาศห้ามชาวบ้านใช้ภาษาเยอรมันในสถานที่ราชการ รวมถึงห้ามสอนภาษาเยอรมันในโรงเรียน

ในสายตาของรัฐบาลอิตาลี ภาษาเยอรมัน คือความแปลกแยก ที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกของประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นจากการรวมราชอาณาจักร หรือแคว้นต่างๆ แต่สำหรับชาวคูรอนแล้ว ภาษาเยอรมัน คือ ‘รากเหง้า’ ที่บ่งบอกถึง ‘ตัวตน’ ของพวกเขา

บัลซาโน ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของชาวคูรอน ออกมาเป็นตำราประวัติศาสตร์ หากแต่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครเอกชื่อ ‘ตรีน่า’ หญิงสาวชาวคูรอน เธอไม่ใช่ผู้นำการต่อสู้ของชาวคูรอน เธอเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง และในหนังสือเล่มนี้ เธอก็แค่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอ ชีวิตของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ถูกโยงใยพัวพันกับการเมือง และอำนาจที่กดทับ

จริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่ตรีน่าหรอกครับ เราทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองอะไร หรืออยู่ในประเทศไหน ล้วนแล้วแต่ถูกโยงใยพัวพันกับการเมือง และอำนาจที่กดทับอยู่เสมอ ต่อให้เราจะไม่อยากไปยุ่งเรื่องการเมือง ต้องการเพียงแค่ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทำมาหาเลี้ยงครอบครัว แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า…

ทุกอย่างรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม การประกอบอาชีพ การเดินทาง การศึกษา การเจ็บไข้ได้ป่วย หรือความปลอดภัยในชีวิต ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น

ตรีน่า มีความฝันตั้งแต่วัยเยาว์ว่า เธออยากเป็นครู แล้วเธอได้เป็นครูจริงๆ หากแต่เป็นครูนอกกฎหมาย เพราะเธอแอบสอนภาษาเยอรมันให้กับเด็กๆ ชาวเมืองคูรอน โดยใช้ห้องใต้ดินของโบสถ์ หรือโรงนาเก็บฟาง เป็นห้องเรียนสัญจร

จริงๆ แล้ว ตรีน่า คงไม่ได้ต้องการเป็นครูสอนภาษาเยอรมัน เพื่อท้าทายอำนาจรัฐหรอก เธออาจตัดสินใจทำลงไป เพราะเป็นแค่สิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ นอกเหนือจากการเป็นชาวไร่ชาวนาเหมือนคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านคูรอน

หรือบางที อาจเป็นเพราะตรีน่าได้รับอิทธิพลจาก มายา เพื่อนรักคนหนึ่งของเธอ ผู้ซึ่งพ่อของเธอ มักจะพูดอยู่บ่อยๆว่า “ลูกๆเองก็ต้องจำไว้ว่า ถ้าเราไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การเมืองจะมายุ่งเกี่ยวกับเราเอง”

หรือบางที อาจเป็นเพราะเส้นทางชีวิตของทุกคน ล้วนแล้วแต่ต้องพบจุดตัด-ทางแยกที่เราจำเป็นต้องเลือกอยู่เสมอ บางคนอาจเลือกไปทางซ้าย เพราะเชื่อว่ามันคือเส้นทางที่นำไปสู่ความก้าวหน้า บางคนอาจเลือกทางขวา เพราะคิดแล้วว่ามันคือเส้นทางที่นำไปสู่ความสงบสุข และตรีน่าก็เลือกเส้นทางนี้ เพราะมันคือเส้นทางที่ซื่อตรงกับตัวเองมากที่สุด 

ตรีน่าเองคงไม่ได้คิดหรอกว่า สิ่งที่เธอทำ คือ ความพยายามรักษารากเหง้า หรืออัตลักษณ์ของตัวเอง

เช่นเดียวกับ ‘เอริช’ ชายคนรักของเธอ ผู้มุ่งมั่นคัดค้านการสร้างเขื่อนผลิตพลังงานในหุบเขาไม่ไกลจากคูรอน และอีกหลายๆ หมู่บ้านในจังหวัดทีโรลใต้ เขาไม่ได้คิดหรอกว่า การสร้างเขื่อนจะนำไปสู่ความสูญเสียครั้งร้ายแรงของคูรอน

เอริชอาจจะคิดแค่ว่า เขารักแผ่นดินบ้านเกิดของเขา เขารักอาชีพชาวไร่ของเขา และเขาไม่ต้องการให้ใครมาพรากสิ่งเหล่านี้ไป

ตรงข้ามกับชาวบ้านคนอื่นๆ พวกเขาคิดแค่ว่า โครงการสร้างเขื่อนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องหันไปให้ความสำคัญกับการทำสงคราม และดูเหมือนว่า โครงการสร้างเขื่อนจะยิ่งถูกเลื่อนออกไป หรือไม่ก็อาจถูกระงับไปแล้ว

สิ่งที่มาพร้อมๆ กับสงครามโลกครั้งที่สอง ก็คือการขึ้นครองอำนาจของฮิตเลอร์และพรรคนาซีเยอรมัน ซึ่งชาวบ้านคูรอนหลายคนมองว่า นี่คือพระเอกขี่ม้าขาวของพวกเขา

ชาวบ้านหลายคน ตัดสินใจอพยพย้ายบ้านไปอยู่เยอรมัน เพราะเชื่อมั่นในตัวฮิตเลอร์ ขณะที่ตรีน่า เอริช และครอบครัวของพวกเขา เลือกที่จะยังคงอยู่ต่อ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในรัฐบาลอิตาลีหรอก พวกเขามองว่า ไม่ว่าจะเป็นฮิตเลอร์หรือมุสโสลินี ล้วนมองแต่ผลประโยชน์ของรัฐ มากกว่าจะคำนึงถึงผลดีผลเสียที่เกิดกับคนท้องที่

นี่เป็นอีกครั้งที่ชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยกที่ต้องเลือก บางคนเลือกไปเยอรมัน เพราะเชื่อมั่นในตัวผู้นำนาซี บางคนเลือกอยู่ที่เดิม เพราะเชื่อมั่นในตัวผู้นำมุสโสลินี แต่ตรีน่าและเอริช เลือกที่จะไม่ไปไหน เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง

หากหมู่บ้านคูรอน คือสิ่งแปลกแยกในสายตารัฐบาลอิตาลี ครอบครัวของตรีน่าและเอริช ก็คือสิ่งแปลกแยกในสิ่งแปลกแยกอีกที และนั่นคือราคาที่พวกเขาต้องจ่าย ในการเลือกที่จะ ‘หยัดยืน’ เพื่อ ‘ยืนยัน’ ความเชื่อของตัวเอง

ชะตากรรมของตรีน่าและเอริชยังไม่จบแค่นั้น ‘มาริกา’ ลูกสาวคนเล็กของทั้งคู่ ถูกพี่สาวของเอริชลักพาตัวไป โดยอ้างว่าเพื่อให้เธอได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ มิหนำซ้ำ เมื่อสงครามปะทุขึ้น เอริชถูกเกณฑ์ไปสู้รบเพื่อกองทัพอิตาลี

การได้ร่วมรบในสงคราม ทำให้เอริชได้เห็นความโหดร้ายที่มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทหารอิตาลี ทหารเยอรมัน หรือทหารของชาติไหนๆ ก็ล้วนแต่ทำสิ่งที่โหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ได้เช่นกัน หลังจากบาดเจ็บสาหัสและถูกส่งกลับมารักษาตัวที่บ้าน เอริชประกาศอย่างหนักแน่นว่า นับแต่นี้ไปเขาจะไม่ไปรบเพื่อใครอีกแล้ว หากเขาจะต้องจับอาวุธสู้ ก็จะเป็นการสู้เพื่อตัวเองและครอบครัวอันเป็นที่รักเท่านั้น

ท่ามกลางไฟสงคราม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มุสโสลินีเริ่มเสื่อมอำนาจ ขณะที่กองทัพนาซีเยอรมันเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในจังหวัดทีโรลใต้ ซึ่งรวมถึงหมู่บ้านคูรอน ชาวบ้านหลายคน รวมถึงไมเคิล ลูกชายของตรีน่าและเอริช ไชโยโห่ร้องเพราะเชื่อว่า ฮิตเลอร์จะเข้ามาช่วยปลดแอกพวกเขาจากการกดขี่ของทางการอิตาลี

ไมเคิลตัดสินใจเข้าร่วมรบให้แก่กองทัพนาซี ขณะที่พ่อและแม่ของเขาทิ้งบ้านหลบหนีเข้าป่า เพราะไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเข่นฆ่าในนามของความรักชาติ ตรีน่าและเอริชต้องเผชิญความทุกข์ยากแสนสาหัสระหว่างการหลบซ่อนตัวจากไฟสงคราม จนสุดท้าย พวกเขาก็ได้พบกับข่าวดีว่า สงครามสิ้นสุดลงแล้ว

หากเปรียบความทุกข์ยากที่ประสบพบเจอเป็นการหกล้ม ตรีน่าก็คงหกล้มจนฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัว หรือดีไม่ดีอาจจะกระดูกหักไปแล้วด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียเพื่อนรัก ลูกสาวถูกคนใกล้ชิดลักพาตัวไป การจากไปของพ่อ สามีถูกเกณฑ์ไปรบก่อนจะกลับมาในสภาพไม่เหมือนเดิม ต้องยอมทิ้งบ้านเพื่อหลบหนีไฟสงคราม มิหนำซ้ำ เธอต้องยอมเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเพื่อเอาตัวรอด

ถึงแม้สงครามจบสิ้นลงแล้ว แต่การต่อสู้ของตรีน่าและเอริชยังไม่จบ เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการสร้างเขื่อนอีกครั้งอย่างจริงจัง 

สุดท้าย การลุกขึ้น ‘หยัดยืน’ ครั้งที่แปดของตรีน่าและเอริช ก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ หมู่บ้านคูรอนถูกน้ำท่วมจนมิด เหลือเพียงหอระฆังของโบสถ์ ที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ และกลายเป็นจุด ‘เช็คอิน’ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนหมู่บ้าน (หรือทะเลสาบ) คูรอน ในห้วงเวลาที่เขื่อนสร้างเสร็จสมบูรณ์

“อะไร ที่ทำให้คนๆ หนึ่ง ยังลุกขึ้นสู้ แม้ไม่มีวี่แววจะมองไม่เห็นชัยชนะอยู่ข้างหน้า” ผมเคยคิดว่า อาจได้คำตอบจากหนังสือเล่มนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ คำตอบนั้นก็ไม่ใช่คำตอบเสียทีเดียว

อาจไม่มีใครตอบได้ด้วยซ้ำว่า อะไร ที่ทำให้คนๆ หนึ่ง พยายามลุกขึ้นสู้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางชนะ ทั้งตรีน่าและเอริชเอง ก็อาจจะตอบไม่ได้ แต่ทั้งคู่ เลือกที่จะ ‘หยัดยืน’ เพราะมันคือสิ่งที่พวกเขาเลือกด้วยตัวเอง เมื่อชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยก

Tags:

สังคมหยัดยืน

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • May i Quit Being Mom__cover
    Movie
    May I quit being a mom? ความพยายามดูแลแม่ญี่ปุ่นของรัฐบาล

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Better  Days: ชีวิตใครบางคนคงไม่แตกสลาย ถ้าทุกคนหยุดการบูลลี่ก่อนที่จะมันจะกลายเป็นอาชญากรรม

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • IMG_4687
    Book
    ความสุขของชีวิต ไม่ได้ผูกติดแค่ความรัก (เชิงชู้สาว)

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Movie
    Skip and loafer: วิธีมองโลกแบบ ‘มิทสึมิจัง’ ใจดีกับตัวเองและคนอื่น

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Relationship
    Asexual ชีวิตที่อยู่นอกกรอบเรื่องรักใคร่

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ กรองพร ทององอาจ

สำรวจความสุขของนักเรียนนักศึกษาจากงานวิจัยทั่วโลก
Knowledge
21 January 2026

สำรวจความสุขของนักเรียนนักศึกษาจากงานวิจัยทั่วโลก

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ปัจจัยที่สร้างความสุขหรือทุกข์ให้แก่นักเรียนนักศึกษามีความซับซ้อน มีทั้งปัจจัยภายในคือ ทัศนคติ แรงจูงใจ ทักษะการใช้ชีวิต และความสามารถในการจัดการเวลาของตัวเยาวชนเหล่านั้น และปัจจัยภายนอก เช่น คนรอบตัว ปัญหาการเงิน การแข่งขัน ฯลฯ แปรผันไปแต่ละบุคคล
  • เมื่อนักศึกษารู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิต ก็ทำให้นักศึกษารู้สึกดีกับชีวิตในมหาวิทยาลัยมากขึ้นตามไปด้วย 
  • มีข้อสรุปสำคัญจากงานวิจัยที่ทำโดยนักวิจัยหลักเป็นชาวลิทัวเนีย ที่อาจจะสร้างความประหลาดใจให้คนส่วนใหญ่คือ ความสุข ความกระตือรือร้น และความเห็นในคุณค่าของตัวเองไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับความสำเร็จหรือผลการศึกษาเลย แต่ความสุขกลับไปสัมพันธ์กับการตัดสินใจที่ไม่ได้มุ่งจะได้ประโยชน์หรือความสุขสูงสุด

นักเรียน นิสิต นักศึกษามีความสุขกับอะไร? ห้องเรียนเป็นสถานที่ให้ความสุขกับเยาวชนเหล่านี้ได้หรือไม่? มีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง? 

มีงานวิจัยทั่วโลกที่พยายามตอบคำถามนี้ บทความนี้จะชี้ให้เห็นข้อสรุปบางอย่างที่อาจมีประโยชน์ทั้งกับตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษาเอง และบางส่วนอาจมีประโยชน์กับครู อาจารย์ และสถานศึกษาด้วย 

เริ่มจากงานวิจัยในประเทศโปรตุเกสที่ตีพิมพ์เผยแพร่ใน ค.ศ. 2023 งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งเป้าจะตอบคำถามว่าปัจจัยเกี่ยวกับสังคมและประชากรมีผลต่อความสุขของนักศึกษามหาวิทยาลัยแต่ละคนอย่างไร มีอาสาสมัครที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าร่วมการทดลองจำวน 504 คน ในจำนวนนี้ 62% เป็นผู้หญิง และใช้วิธีกรอกแบบสอบถามและประเมินระดับความสุขด้วยตัวเอง 

นักวิจัยพบว่านักศึกษาที่มีความสุขสูงกว่ากลุ่มอื่นได้แก่ พวกที่เลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันนั้นด้วยตัวเอง พวกที่มีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกที่ดี (โลกเป็นสีชมพูย่อมมีความสุขในการเรียนแน่!) หรือไม่ก็เป็นพวกที่แต่งงานแล้ว อีกกลุ่มคือพวกที่มองว่าสุขภาพตัวเองดี ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความสุขส่วนบุคคลได้ [1]

เมื่อนักศึกษารู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิต ก็ทำให้นักศึกษารู้สึกดีกับชีวิตในมหาวิทยาลัยมากขึ้นตามไปด้วย 

งานวิจัยชิ้นต่อไปนักวิจัยหลักเป็นชาวลิทัวเนีย โดยสอบถามนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 397 คนจากมหาวิทยาลัยลิทัวเนีย และตีพิมพ์งานวิจัยใน ค.ศ. 2024 โดยได้ผลสรุปที่น่าสนใจคือ ทั้งความสุขและความเห็นในคุณค่าของตัวเอง (Self-Esteem) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์แบบคลีนๆ ดีต่อสุขภาพแต่อย่างใด ขณะที่ความกระตือรือร้นหรือกระฉับกระเฉง (Vigor) ขึ้นกับกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ และแปรผกผันกับดัชนีมวลกาย (BMI) [2]

ข้อสรุปสำคัญที่อาจจะสร้างความประหลาดใจให้คนส่วนใหญ่คือ ความสุข ความกระตือรือร้น และความเห็นในคุณค่าของตัวเองไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับความสำเร็จหรือผลการศึกษาเลย แต่ความสุขกลับไปสัมพันธ์กับการตัดสินใจที่ไม่ได้มุ่งจะได้ประโยชน์หรือความสุขสูงสุด ส่วนการเห็นคุณค่าในตัวเองสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์และการตัดสินใจที่ไม่ได้มุ่งจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการทำสิ่งต่างๆ นอกจากนี้ ความสุข ความกระตือรือร้น และการเห็นคุณค่าในตัวเอง ยังไม่สัมพันธ์กับแรงจูงใจภายในที่เกี่ยวข้องกับการเรียนอีกด้วย 

ขณะที่การขาดแรงจูงใจและความรุนแรงที่พบในวัยเด็กลดทอนการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างชัดเจน

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งทำในมหาวิทยาลัย 8 แห่งในเวียดนาม โดยครอบคลุมนักศึกษาระดับปริญญาตรี 9,120 คน วิธีการก็คือใช้แบบสอบถามและแบบทดสอบทางจิตวิทยา ผลคือทำให้รู้ว่าปัจจัยที่ทำให้นักศึกษารู้สึก ‘มีความสุขน้อยกว่า’ เพื่อนๆ ได้แก่ ปัญหาทางการเงิน จำนวนปีในมหาวิทยาลัย (แน่นอนว่ายิ่งเรียนนาน ไม่จบสักที ก็ยิ่งไม่น่าจะมีความสุขนัก!) แรงจูงใจในการเรียนที่น้อย และสุดท้ายได้แก่ อาการเล็กน้อยอย่างความกังลใจ ไปจนถึงอาการหนักขึ้นอย่างซึมเศร้า [3]

นักวิจัยแนะนำว่ามหาวิทยาลัยอาจช่วยเรื่องการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและเพื่อเพิ่มความสุขให้แก่นักศึกษาได้

งานวิจัยอีกชิ้นมาจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรานี่เองคือ มาเลเซีย นักวิจัยหลักอยู่ที่ Universiti Malaysia Sabah โดยเก็บข้อมูลจากนักศึกษาระดับปริญญาตรี 7,020 คน สำหรับนักศึกษาทั้งสองเพศนั้น ปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาและความปลอดภัยถือเป็นปัจจัยหลัก [4]

ในขณะที่สำหรับนักศึกษาชายนั้น การได้ทำกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจและบุคลิกลักษณะหรือการปฏิบัติตัวของคณาจารย์มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความสุขของนักศึกษาด้วยเช่นกัน 

มีงานวิจัยของคนไทยในหัวข้อทำนองนี้ด้วยเช่นกัน โดยมาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เป็นการศึกษาปัจจัยหลักที่ทำให้นักศึกษาระดับปริญญาตรี 388 คนมีความสุข ครอบคลุม 8 ปัจจัยสำคัญคือ คะแนนสอบ งานที่ได้รับมอบหมาย การสนับสนุนจากครอบครัว สิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย ทัศนคติ แรงจูงใจ การจัดการเวลา และความสัมพันธ์ทางสังคมของตัวนักศึกษาเอง [5] 

ข้อสรุปที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้คือ ทัศนคติ คะแนนสอบ และการจัดการเวลา ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความสุขของนักศึกษา โดยทัศนคติที่ดีจะช่วยให้คว้าโอกาสและประสบความสำเร็จได้มากกว่า ขณะที่คะแนนสอบที่สูงสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในเชิงวิชาการและช่วยทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเองได้ และสุดท้าย การจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดความเครียดและความกดดัน ขณะเดียวกันก็ทำให้มีเวลาสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมากขึ้น

ผลงานจากนักวิจัยไทยอีกชิ้นหนึ่งที่อยากกล่าวถึง เป็นงานเขียนแบบปริทัศน์ (Review) จากมหาวิทยาลัยรังสิต [6] บทความปริทัศน์ คือ บทความที่รวบรวมผลงานตีพิมพ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ เท่าที่จะหาได้ แล้วนำมาวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ สังเคราะห์ รวมทั้งให้มุมมองที่เป็นภาพรวม 

นักวิจัยสรุปว่าจากบทความเกือบ 40 ชิ้นที่เลือกมาวิเคราะห์ ทำให้ทราบว่าท่ามกลางความกดดันและความเครียดจากปัจจัยต่างๆ ในปัจจุบันนั้น โลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พ่อแม่ และการแข่งขันถือเป็น 3 ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดความเครียดได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ปัจจัยเสริมที่สำคัญเช่นกันคือ บรรยากาศในสถานศึกษาและในห้องเรียนเองก็อาจไม่เอื้อให้รู้สึกผ่อนคลาย นักวิจัยแนะนำว่าการเปิดโอกาสให้ครูอาจารย์ผู้สอนมีโอกาสออกแบบบทเรียนเองอย่างอิสระเพื่อให้เหมาะกับความสามารถและความต้องการของนักศึกษาของตนมากที่สุดอาจช่วยได้ 

นอกจากนี้ การนำเทคนิคการเรียนการสอนแบบใหม่ๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาแบบเน้นภารกิจ (Task-Based Language Learning) การสอนแบบร่วมมือกัน (Cooperative Teaching) ที่นักเรียนต้องทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย โดยมีเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกันบางอย่าง และการเรียนตามหลักพื้นฐานสมอง (Brain-Based Learning) ก็อาจมีส่วนช่วยแก้ปัญหาได้บางส่วน

งานวิจัยสุดท้ายก็ทำโดยคนไทยเช่นกัน แต่ต่างจากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เพราะทำในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 728 คน และมีขอบเขตที่จำเพาะมากคือ เพื่อหาตัวบ่งชี้ความสุขในการเรียนวิชาสังคมศึกษาเท่านั้น โดยรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์และทำแบบทดสอบวัดความสุขในการเรียน [7]

นักวิจัยระบุว่าสามารถพัฒนา ‘ตัวบ่งชี้ความสุข’ ในการเรียนวิชาสังคมศึกษาได้ 64 ตัวบ่งชี้ โดยแบ่งตามองค์ประกอบได้ 5 องค์ประกอบคือ (1) มีการเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่ใกล้ตัว เช่น เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของนักเรียน และมีความหมายต่อนักเรียน มีทั้งหมด 20 ตัวบ่งชี้ 

องค์ประกอบ (2) ความสำเร็จในการเรียนรู้ มี 15 ตัวบ่งชี้ ที่สำคัญคือ ครูต้องเคารพความคิดนักเรียน และไม่ตัดสินความคิดนักเรียนว่า ผิดหรือถูก องค์ประกอบ (3) ทักษะการใช้ชีวิต มี 12 ตัวชี้วัด เช่น นักเรียนเคารพกฎกติกาของห้องเรียน และเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม องค์ประกอบ (4) กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย มี 8 ตัวบ่งชี้ เช่น กิจกรรมค่ายสังคมศึกษา กิจกรรมสภานักเรียน กิจกรรมสหกรณ์โรงเรียน และองค์ประกอบ (5) บรรยากาศความปลอดภัยในการเรียนรู้ มี 9 ตัวบ่งชี้ เช่น นักเรียนกล้าเสนอความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา กล้าทำ กล้าแสดงออก แล้วไม่มีการลงโทษ 

จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่สร้างความสุขหรือทุกข์ให้แก่นักเรียนนักศึกษามีความซับซ้อน มีทั้งปัจจัยภายในคือ ทัศนคติ แรงจูงใจ ทักษะการใช้ชีวิต และความสามารถในการจัดการเวลาของตัวเยาวชนเหล่านั้น และปัจจัยภายนอก เช่น คนรอบตัว ปัญหาการเงิน การแข่งขัน ฯลฯ แปรผันไปแต่ละบุคคล   

เอกสารอ้างอิง

[1] Mota, E., Brandão, T., Costa, S.R. (2023). Understanding happiness among university students: The role of general health, psychological well-being, and sociodemographic variables. Mediterranean Journal of Clinical Psychology 11(1). https://doi.org/10.13129/2282-1619/mjcp-3589  

[2] Majauskiene D et al. (2024) Factors influencing students’ happiness, vitality, and self-esteem. Front. Psychol. 15:1463459. doi: 10.3389/fpsyg.2024.1463459

[3] Pham Tien Nam et al. (2024) Happiness among university students and associated factors: A cross-sectional study in Vietnam. Journal of Public Health Research 13(3), 1–10.  https://doi.org/10.1177/22799036241272402 

[4] Pang N, Thong V, Yong C, Kamu A, Ho C. Factors Affecting University Students’ Happiness Over Two Years at Universiti Malaysia Sabah: A Retrospective Observational Study. Open Psychol J, 2025; 18: e18743501405011. http://dx.doi.org/10.2174/0118743501405011250904062607  

[5] Thongsri, N.; Seksan, J.; Warintarawej, P. Factors Affecting the Happiness of Learners in Higher Education: Attitude, Grade Point Average, and Time Management. Sustainability 2024, 16, 8214. https://doi.org/10.3390/su16188214  

[6] Chayanuvat A., Han W., and Xuexia S. How to Help Students Learn with Happiness. Proceeding of RSU Research Conference 2019, 808-816. https://rsucon.rsu.ac.th/proceedings  

[7] ว่าที่ร้อยตรี ชฎายุ บุตรศรี: การพัฒนาตัวบ่งชี้ความสุขในการเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานิพนธ์หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. 2563. บันฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.  

Tags:

นักศึกษาการเรียนรู้ความสุขนักเรียน

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Education trend
    ความผิดพลาดของการสอนวิทยาศาสตร์ที่อาจพาประเทศชาติหลงทาง

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์

  • Education trend
    AI กับอนาคตการศึกษา: ตัวช่วยที่ทำให้เด็กเก่งขึ้น หรือตัวการขัดขวางการเรียนรู้ ทำลายอาชีพครู

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    4 ไอเท็มที่ครูอาจจำเป็นต้องมี ในห้องเรียนพหุวัฒนธรรม

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Life classroom
    ‘อนุญาตให้ตัวเองผิดหวังได้แต่อย่านาน’ ไดอารี่ชีวิตสาวน้อยคิดบวก ธันย์- ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Everyone can be an Educator
    เรียนรู้นอกกรอบ กับอดีตครูนอกคอก: อาจารย์จำลอง บัวสุวรรณ์ ผู้ก่อตั้ง ‘กลุ่มลูกหว้า’ เยาวชนก่อการดีแห่งเมืองเพชร

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ สิริเชษฐ์ พรมรอด

Rental Family:  การเช่าใครสักคนมาเติมเต็มช่องว่างในใจ อาจเพียงแค่ประคองตัวเองให้มีแรงก้าวต่อ…ในโลกที่แสนเย็นชา 
Movie
17 January 2026

Rental Family:  การเช่าใครสักคนมาเติมเต็มช่องว่างในใจ อาจเพียงแค่ประคองตัวเองให้มีแรงก้าวต่อ…ในโลกที่แสนเย็นชา 

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Rental Family กำกับโดย Hikari และได้ เบรนแดน เฟรเซอร์ ดารานำชายออสการ์ปี 2023 มารับบท ‘ฟิลิป’ นักแสดงอิสระชาวอเมริกันผู้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในญี่ปุ่น ก่อนจะได้รับข้อเสนอให้มารับงานสวมบทบาทต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้า
  • ภาพยนตร์นำเสนอธุรกิจสุดแปลกในสังคมญี่ปุ่น ที่ชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘ตัวตน’ ‘คุณค่า’และ ‘ความสัมพันธ์ที่ขาดหาย’ รวมไปถึงความรู้สึกทั้งในเชิงบวกและลบที่ได้รับจากการใช้เงินซื้อตัวแสดงแทน
  • “สายตาที่คนเหล่านั้นมองเรา มันเหมือนกับว่าพวกเขารอคอยเรามาทั้งชีวิต… บางครั้ง สิ่งที่มนุษย์ต้องการก็แค่ใครสักคนที่มองตาเรา และเตือนว่าเรายังมีตัวตนอยู่” 

หลายปีก่อน ผมบังเอิญได้ดูสารคดีรายการหนึ่งที่พูดถึง ‘ธุรกิจเช่าคนอเนกประสงค์’ ในญี่ปุ่น 

ธุรกิจที่ไม่ว่าคุณจะต้องการเพื่อนสนิท ญาติผู้ใหญ่ คนรัก หรือสมาชิกในครอบครัว เอเจนซี่ก็พร้อมส่งนักแสดงที่สวมบทบาทนั้นมาปรากฏตัวตามนัดหมายอย่างตรงเวลาเสมอ 

สารภาพตามตรงว่าในแวบแรก…ผมเผลอตัดสินธุรกิจนี้ด้วยมุมมองคับแคบของตัวเองทันทีว่า “นี่คือการหลอกหลวง” และมองว่าผู้ใช้บริการคือคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อคำลวงมาปลอบประโลมหัวใจที่ว่างเปล่าของตัวเอง 

แต่เมื่อเวลาหมุนไป สายตาของผมในวันนั้นก็เริ่มเปลี่ยน ผมรู้สึกละอายกับความคิดตื้นเขินของตัวเอง และเริ่มตระหนักว่าชีวิตจริงนั้นอาจโหดร้ายและสาหัสเกินกว่าที่ใครบางคนจะรับมือได้เพียงลำพัง

ดังนั้นการเช่าใครสักคนมาเติมเต็มช่องว่างบางอย่างในใจ จึงไม่ใช่เรื่องของคนที่รู้ว่าถูกหลอกแต่ก็ยังเต็มใจให้หลอก หากแต่เป็นวิธีพักใจชั่วคราว…เพื่อประคองตัวเองให้ยังมีแรงก้าวต่อไปในโลกที่แสนเย็นชา 

ความรู้สึกเหล่านั้นวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อได้ชม Rental Family (ครอบครัวให้เช่า) ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘ฟิลิป’ นักแสดงอิสระชาวอเมริกันผู้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในญี่ปุ่น ก่อนจะได้รับข้อเสนอจากบริษัทเอเจนซี่ให้มารับงานแสดงผ่านการสวมบทบาทต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้า 

“เราไม่ได้ขายการแสดง แต่เราขายอารมณ์ความรู้สึก” 

“เรารับบทต่างๆ ในชีวิตของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง แฟน เพื่อนสนิท และช่วยให้พวกเขาเชื่อมต่อกับสิ่งที่ขาดหายไป” 

แม้คำบรรยายลักษณะงานจะฟังดูสวยงาม และให้ค่าตอบแทนสูงกว่าที่อื่น แต่ฟิลิปกลับปฏิเสธทันควันเพราะมองว่างานนี้ไม่ต่างจากการหลอกลวงเพื่อนมนุษย์ 

ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเดินจากไป จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้น เมื่อพนักงานคนหนึ่งจำได้ว่าฟิลิปเคยเล่นโฆษณาที่โด่งดังมากๆ และเพียงความรู้สึกเล็กๆ ว่าตัวตนของเขายังถูกจดจำและยังมีความหมายในสายตาใครสักคน ฟิลิปจึงตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่เขาเองยังคงคิดไม่ตกในเรื่องของศีลธรรมและความเหมาะสม 

ตลอดทั้งเรื่อง บทบาทที่ทรงพลังที่สุดของฟิลิปสำหรับผม คือการที่เขาถูกแม่เลี้ยงเดี่ยวจ้างให้มารับบทเป็น พ่อชาวอเมริกัน ของ ‘มิเอะ’ เด็กหญิงลูกครึ่งที่เติบโตมากับแม่ โดยทั้งคู่มีบาดแผลคล้ายคลึงกันคือการถูกพ่อทิ้งตั้งแต่ยังเด็ก 

ฟิลิปเริ่มต้นบทบาทพ่อได้อย่างเก้ๆ กังๆ และถูกมิเอะปฏิเสธตั้งแต่วันแรกที่พบกัน เขารู้สึกสับสนและไม่รู้ว่า ‘การเป็นพ่อที่ดี’ จะต้องทำอย่างไร เขาจึงตัดสินใจขอคำปรึกษาจากเจ้าของบริษัทและได้รับคำตอบที่เรียบง่ายนั่นคือการจินตนาการถึงพ่อในแบบที่ตัวเองอยากมี 

เมื่อฟิลิปเลิกพยายามแสดงเป็นพ่อ แต่ส่งมอบความรู้สึกที่จริงใจออกมา ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการว่าจ้างก็ค่อยๆ ถักทอเป็นสายใยทางอารมณ์ที่จับต้องได้จริง และกว่าที่ฟิลิปจะรู้ตัว เขาก็เริ่มจริงจังกับสัมพันธ์นั้น…ถึงขั้นปฏิเสธงานแสดงในฝัน เพื่อแลกกับการได้อยู่กับลูกสาวปลอมๆ เพิ่มขึ้นอีกเพียงไม่กี่วัน ราวกับว่าความผูกพันนี้ได้นำเขาข้ามพ้นขอบเขตของธุรกิจไปเสียแล้ว 

หนึ่งในบุคลิกที่น่าประทับใจของฟิลิป คือการทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังที่ดี เขาตั้งใจฟังทุกเรื่องที่มิเอะเล่าแบบคนที่ให้เกียรติเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่เด็กที่ต้องถูกสั่งสอนหรือชี้นำ 

ดังนั้นฉากที่แม่ของมิเอะรู้ว่าลูกสาวแอบติดต่อกับฟิลิปนอกเวลางาน ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า พ่อรับฟังเธอและไม่เคยตัดสิน จึงจับใจผมเป็นพิเศษ เพราะมันสะท้อนความจริงในหลายๆ ครอบครัว ที่ผู้ใหญ่มักเป็นฝ่ายพูด มากกว่าฟัง 

พ่อแม่ส่วนใหญ่รักลูกก็จริง แต่กลับใช้ ‘ความรัก’ เป็นเครื่องมือในการผลักความคาดหวังของตนเองให้ลูกแบกรับ โดยไม่ทันตระหนักว่าความคาดหวังเหล่านั้น อาจหนักเกินกว่าหัวใจของเด็กคนหนึ่งจะรับไหว

ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่หลายคนอาจไม่พร้อมยอมรับความจริงว่า สิ่งที่พวกเขาปกป้องอย่างสุดกำลัง บางครั้งไม่ใช่ความรู้สึกของลูก หากแต่เป็นภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะ ‘พ่อแม่ที่ดี’ ในสายตาคนอื่น และเมื่อภาพลักษณ์สำคัญกว่าความรู้สึก เด็กจึงถูกทอดทิ้งให้อยู่กับความโดดเดี่ยว แม้จะเติบโตอยู่ในบ้านที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’ ก็ตาม

หากแต่ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการโกหกย่อมมีวันหมดอายุ เมื่อความจริงปรากฏ มิเอะกลายเป็นคนที่บอบช้ำที่สุดจากการ ‘โกหกสีขาว’ ของผู้ใหญ่ ดังนั้นในฉากที่เธอถามฟิลิปว่า “ทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงชอบโกหก” จึงเป็นประโยคเรียบง่ายที่สั่นสะเทือนความรู้สึกผมอย่างรุนแรง เพราะมันสะท้อนความจริงที่ว่า ความหวังดีที่คิดแทนลูก…อาจสร้างรอยแผลที่บาดลึกกว่าความจริงที่โหดร้ายเสียอีก 

นอกจากความสัมพันธ์กับมิเอะ อีกฉากสั้นๆ ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ คือตอนที่ฟิลิปถาม ‘ไอโกะ’ เพื่อนร่วมงานถึงสาเหตุที่เธอทุ่มเทสุดตัวให้กับอาชีพนี้ 

“เพราะสายตาที่คนเหล่านั้นมองเรา มันเหมือนกับว่าพวกเขารอคอยเรามาทั้งชีวิต… บางครั้ง สิ่งที่มนุษย์ต้องการก็แค่ใครสักคนที่มองตาเรา และเตือนว่าเรายังมีตัวตนอยู่”  

เมื่อดูหนังดูละครแล้วมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ผมยอมรับว่าความสัมพันธ์หลายอย่างรอบตัว โดยเฉพาะกับคนที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทในคนเดียวกัน อาจยากจะหลีกเลี่ยงเรื่องผลประโยชน์ที่แทรกซึมเข้ามา จนบางครั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจตั้งคำถามถึงความจริงใจของอีกฝ่าย 

แต่สำหรับผม คำอธิบายหรือเหตุผลใดๆ กลับไม่สำคัญเท่าคำถามที่ว่า เราซื่อสัตย์กับบทบาทของตัวเอง และปฏิบัติต่อกันอย่างดีที่สุดในทุกช่วงเวลาที่มีร่วมกันมากแค่ไหน 

เหมือนกับฟิลิป ที่แม้ความสัมพันธ์ของเขากับมิเอะจะเริ่มต้นจากการเช่า แต่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ความจริงใจที่เขามอบให้มิเอะ ทำให้ความรู้สึกซึ่งเกิดขึ้นในขณะนั้นยังคงเป็นความจริงเสมอ และความรู้สึกจริงเหล่านั้นเอง…ที่ย้อนกลับมาเยียวยาหัวใจของผมให้ได้พักใจ และก้าวต่อไปในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีคุณค่า

Tags:

ภาพยนตร์ความสัมพันธ์Rental Family

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Related Posts

  • Movie
    ชีวิตในมุมอับของคำว่า ‘ครอบครัว’: แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Ghostlight: การสูญเสียจะตามหลอกหลอนจนกว่าจะถึงเวลาเผชิญหน้ากับมัน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Time Still Turns The Pages: ขออย่าให้เด็กคนไหนต้องแหลกสลาย เพียงเพราะเขาไม่ได้อย่างใจพ่อแม่

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Yes Day: ขอให้มีสักวันที่แม่จะไว้ใจและให้พื้นที่อิสระพอที่เราจะใช้ชีวิตในแบบของตนเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • MovieDear Parents
    The King’s speech (2010) – ‘ไม่ต้องกลัวในสิ่งที่เคยกลัวในตอนเด็ก ไม่ต้องพกพ่อ(ที่ดุและกดดัน) ไปตลอด เชื่อมั่นในตัวเอง’

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

โรงเรียนเล็ก หัวใจครูยิ่งต้องใหญ่ ‘ครูรัตนา บัวแดง’ โรงเรียนวัดโคกทอง ครูผู้ใช้จิตศึกษาเปิดใจเด็กเปลี่ยนมายด์เซ็ตตัวเอง
Unique Teacher
15 January 2026

โรงเรียนเล็ก หัวใจครูยิ่งต้องใหญ่ ‘ครูรัตนา บัวแดง’ โรงเรียนวัดโคกทอง ครูผู้ใช้จิตศึกษาเปิดใจเด็กเปลี่ยนมายด์เซ็ตตัวเอง

เรื่อง The Potential

  • จากคนที่ไม่เคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นครู สู่ครูผู้ดูแลเด็กด้วยหัวใจ ‘ครูส้ม’  รัตนา บัวแดง คือตัวอย่างของนักเรียนรู้ที่เปิดใจและเติบโตไปพร้อมกับเด็ก เธอบอกว่าความงอกงามของเด็กคือความภูมิใจของตนเอง และการสร้างห้องเรียนที่มีความสุขคือเป้าหมายของการเป็นครู
  • จุดเปลี่ยนคือการที่ครูส้มได้ไปเรียนรู้นวัตกรรมจิตศึกษา ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความมีชีวิตชีวาในการเรียนรู้ เปลี่ยนบทบาทครูจากผู้สอนเป็นโค้ช เปิดพื้นที่ให้เด็กคิด สะท้อน และงอกงาม ขณะเดียวกันก็ปลดล็อกมายด์เซ็ตครูจากกรอบเดิม
  • แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของผอ.และครู โดยดึงผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ใช้การเปลี่ยนแปลงที่เด็กเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ทำให้วันนี้โรงเรียนวัดโคกทองยังสามารถยืนหยัดเป็นที่พึ่งให้กับเด็กๆ ในชุมชนใกล้เคียงได้

แม้จุดเริ่มต้นความเป็น ‘ครู’ ของ ครูส้ม’ – รัตนา บัวแดง แห่งโรงเรียนวัดโคกทอง จะไม่ใช่การเดินตามความฝัน และครูส้มก็ไม่ได้เรียนจบครุศาสตร์โดยตรง แต่วันนี้เธอคือครูคนหนึ่งที่เด็กๆ ไว้วางใจจนกล้าเล่าเรื่องที่อ่อนไหวในชีวิต ครูผู้เปิดใจรับนวัตกรรม ‘จิตศึกษา’ จนสามารถสร้างความงอกงามให้แก่เด็กและตนเอง ครูในโรงเรียนเล็กๆ ที่เชื่อมพลังชุมชนและผู้ปกครองเพื่อนำพาโรงเรียนให้ยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางกระแส ‘ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก’

เมื่อเส้นทางชีวิตลิขิตให้เป็น ‘ครู’

หากย้อนไปสมัยวัยเรียน ‘ครูส้ม’ หรือ ครูรัตนา บัวแดง คงไม่ต่างจากเด็กหลายคนที่เติบโตมาโดยไม่ได้มีคำตอบชัดเจนว่า ‘ชอบเรียนอะไร’ หรือ ‘อยากเป็นอะไรในอนาคต’ เส้นทางการศึกษาที่เลือกเดิน ถ้าไม่ใช่ ‘สาขาวิชาที่ได้รับความนิยม’ ก็คงเป็น ‘สาขาวิชาที่ตอบโจทย์ตลาด’

“สมัยเรียนชั้นมัธยมก็เป็นเด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ระดับกลางๆ แต่ว่าตอนสอบเข้า ม.4 ได้รับคัดเลือกให้เรียนห้องวิทย์-คณิต ทั้งที่ใจอยากเรียนศิลป์-คำนวณ มากกว่า แต่อาจารย์บอกว่าให้ลองเรียนดูก่อน ไม่ชอบค่อยย้าย สุดท้ายก็ต้องย้าย พอเรียนจบก็ไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไร ก็เลยถามครู ซึ่งครูก็แนะนำให้เรียนคอมพิวเตอร์ เป็นสาขาวิชาที่น่าจะเวิร์กในช่วงเวลานั้น” 

เมื่อไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ครูส้มจึงตัดสินใจศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตามที่ได้รับคำแนะนำ แต่หลังจากสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2543 โชคชะตานำพาให้เธอเดินเข้าสู่เส้นทางอาชีพ ‘ครู’ 

ครูส้ม เล่าว่า ระหว่างที่กำลังหางาน อาจารย์ที่เคยสอนในระดับมัธยมติดต่อมาให้ลองไปสอบเป็นครูพนักงานราชการ โดยสมัยนั้นแม้จะจบวิชาชีพอื่นมาก็สอบเป็นครูผู้ช่วยได้ โดยโรงเรียนจะทำเรื่องไปทางคุรุสภาเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้สามารถสอนนักเรียนได้ก่อนการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นครู ช่วงแรกสอนคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนชั้น ม. 2 และ ม. 5 ก็เริ่มเรียนรู้ว่าการเขียนแผนการสอนต้องทำอย่างไร การสอนเด็กทำอย่างไร หลังจากสอนไปได้ระยะหนึ่ง จึงไปสมัครศึกษาต่อเพื่อให้ได้ใบประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครู) สำหรับสอบบรรจุข้าราชการครู”

โรงเรียนประถมขนาดเล็ก โลกอีกใบที่ไม่เคยสัมผัส

ในช่วงเวลาที่ครูส้มสอบบรรจุข้าราชการครู เป็นจังหวะที่โรงเรียนวัดโคกทอง จังหวัดราชบุรี เปิดรับตำแหน่งครูระดับประถมศึกษา ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจในช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะหากสละสิทธิ อาจต้องรอการสอบบรรจุใหม่ในรอบถัดไป 

“พอได้เข้าไปสอนที่โรงเรียนวัดโคกทอง โอ้โห! คนละโลกกับที่เคยอยู่เลย” ครูส้มกล่าวและเล่าว่า ตอนที่เป็นครูผู้ช่วยสอนคอมพิวเตอร์อยู่ที่โรงเรียนมัธยม ใช้เวลาสอนประมาณ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้มีเวลาว่างไปทำกิจกรรม หรือว่าจัดสรรเวลาออกไปรับประทานอาหารกลางวันนอกโรงเรียนได้บ้าง แต่พอมาสอนที่โรงเรียนวัดโคกทอง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดทั้งรูปแบบการสอนและตารางเวลา 

“ทางโรงเรียนบอกว่าสอนแต่คอมพิวเตอร์ไม่ได้นะ ต้องสอนการงานอาชีพด้วย เช่น งานบ้าน งานสวน งานครัว จอบเสียมมาหมด แล้วก็ต้องสอนวิชาอื่นๆ เพิ่มด้วย เพราะว่าโรงเรียนขนาดเล็ก มีครูน้อยต้องช่วยกัน ก็สอนไปเลย 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งตอนอยู่โรงเรียนมัธยม เรามีภาระงานเพิ่มแค่อย่างเดียว คืองานพัสดุ แต่มาอยู่ที่นี่ต้องทำทั้งงานวิชาการ การเงิน พัสดุ เรียกว่าแทบทุกอย่าง แม้แต่เวลากินข้าว ครูพี่ๆ จะบอกเลยว่า ออกไปไหนไม่ได้นะ ต้องนั่งกินข้าวอยู่กับเด็ก ตอนนั้นคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวทำเรื่องขอย้ายได้” 

แม้ในช่วงแรกของการทำงาน ครูส้มจะมองโรงเรียนวัดโคกทองเป็นเพียงทางผ่านในการบรรจุราชการครู แต่เมื่อได้ใช้เวลาในแต่ละวันร่วมกับเด็กๆ มุมมองความคิดเดิมก็เริ่มเปลี่ยนไป 

“พอสอนไปทุกวันๆ ก็เริ่มหลงรักเด็กเล็กๆ เพราะเด็กเล็กมีความน่ารัก เขาส่งพลังให้เรา” ครูส้มเล่าพร้อมรอยยิ้ม

นวัตกรรมจิตศึกษา เปลี่ยนแปลงเด็ก-เปลี่ยนใจครู

ครูส้ม เล่าว่า ในช่วงท้ายปีการศึกษา 2557 ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งขณะนั้น คือ ผอ.ชนิตา พิลาไชย ได้พาครูไปเรียนรู้นวัตกรรมของโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และอยากให้นำมาใช้ หรือจะเรียกว่าบังคับก็ได้ คือในมุมของ ผอ. ท่านมองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับเรารู้สึกว่าไม่ชอบ ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ได้เรียนจบครูมาโดยตรง ไม่ได้รับการปลูกฝัง หรือมีประสบการณ์มากนัก รู้แค่ว่าต้องสอนเด็กให้ได้ตามตัวชี้วัด ที่ผ่านมาสอนตามหนังสือ ซึ่งมีเนื้อหาที่ได้มาตรฐาน และตลอดปีการศึกษานั้น เราก็สอนมาเกือบครบตัวชี้วัดแล้ว 

“ตอนนั้นเถียง ผอ. ไปว่า ถ้าสอนรูปแบบนั้น เด็กๆ จะเรียนครบหลักสูตรตามตัวชี้วัดได้อย่างไร ซึ่ง ผอ. ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่เป็นไร ผอ.รับผิดชอบเอง” ก็เลยคิดว่าลองดูสักตั้ง ช่วงแรกนำแผนตัวอย่างการสอนของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามาวางประกบข้างเลย แล้วก็สอนตามแผนไปเรื่อยๆ โดยมีหลักในการเลือกแผนบูรณาการว่าจะเลือกเรื่องที่ถนัดก่อน เช่น ถนัดวิชาวิทยาศาสตร์ ก็เลือกหน่วยบูรณาการที่มีวิชาวิทยาศาสตร์เป็นแกนมาใช้ก่อน เพื่อให้ง่ายกับเราในช่วงแรก”

ต่อมาในปีการศึกษา 2558 ครูส้มเริ่มนำนวัตกรรมการศึกษาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ทั้งจิตศึกษา หน่วยบูรณาการ ‘PBL’ (Problem Based Learning) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ ‘PLC’ (Professional Learning Community) หรือชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มาใช้เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนในห้องเรียนแบบเต็มรูปแบบ 

ครูส้ม เล่าว่า ลองนำนวัตกรรมมาใช้ทดลองสอนและเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ เลย ทำผิดบ้าง ถูกบ้าง ไม่ต่างจากการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน เพราะทุกอย่างคือเรื่องใหม่หมด ย่อมเจอปัญหาได้ตลอด เช่น สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ มีตัวชี้วัดคือการดูแผนที่ดาว แผนที่ดาวคืออะไรอะ เราก็ไปเตรียมหาความรู้มา แล้วก็นัดเด็กๆ มานอนที่โรงเรียน เพื่อดูดาวโดยใช้แผนที่ดาว ปรากฏลืมว่าช่วงนั้นเป็นหน้าฝน เมฆเต็มฟ้า เด็กก็เลยไม่เห็นดาว ก็ไม่เป็นไร ภาคเรียนหน้าแก้ไขใหม่ ดังนั้นในกระบวนการเรียนรู้ก็จะเจอปัญหาอยู่เรื่อยๆ ก็ช่วยกันแก้ไข บางครั้งมีปัญหาก็ปรึกษา ผอ. ถ้า ผอ. ตอบได้ก็จะตอบ แต่ถ้าตอบไม่ได้ท่านก็ช่วยไปหาคำตอบมาให้

“ระหว่างที่ทดลองสอน ผอ.ก็ส่งให้ไปเรียนรู้ที่โรงเรียนลำปลายมาศ ไปเติมเต็ม ติดเครื่องมือ ติดอาวุธที่ต้องใช้ แต่ก็ยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นยังมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ตลอด เพราะยังไม่เห็นความงอกงามของเด็กๆ พอมีโอกาสก็ยังเขียนขอย้ายอยู่ทุกครั้ง จนกระทั่งเริ่มเห็นความงอกงามที่เกิดขึ้นในเด็กๆ เห็นพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนไป ซึ่งพอมาย้อนคิดดู จิตศึกษาก็ไม่ได้ส่งผลแต่กับเด็กๆ เท่านั้น แต่ยังทำงานส่งผลมาที่ตัวครูด้วย โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัวว่าเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อไหร่ ครูใหญ่วิเชียรถามว่าครูส้มตื่นรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็เลยกลับมาทบทวนตัวเอง คิดว่าคงตื่นรู้จากตอนที่เห็นความงอกงามของเด็กในแต่ละรุ่น” 

การต้องสอนแบบบูรณาการ และยังต้องสอนแบบคละชั้นไปด้วย ทำให้ต้องอาศัยการปรับตัวอย่างมาก แต่เมื่อได้ลงมือทำแล้ว ครูส้ม บอกว่า ถือเป็นการปลดล็อกตัวเองจากการสอนในรูปแบบเดิมๆ 

ครูส้ม เล่าว่า ถ้าเป็นสมัยก่อนที่สอนในโรงเรียนมัธยม ยอมรับเลยว่าเราแค่สอนตามหนังสือ เพราะคิดว่าเนื้อหาน่าจะครบตามตัวชี้วัดแล้ว จึงไม่เคยดูตัวชี้วัดเลย แต่การสอนแบบบูรณาการ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ คุณครูจะสอนชั้นไหนต้องดูตัวชี้วัดในทุกๆ วิชาที่จะนำมาบูรณาการก่อน ดังนั้นจึงทำให้เราได้มาใคร่ครวญว่าในตัวชี้วัดของนักเรียนแต่ละชั้นพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง 

“ยกตัวอย่าง วิชาสังคมของชั้น ป. 5 และ ป. 6 พอมาทบทวนก็พบว่าความลงลึกของวิชาถูกเพิ่มลงไปแค่นิดเดียว ดั้งนั้นการบูรณาการควบชั้น ป. 3 ป. 4 ป. 5 ป. 6 ก็ทำได้ง่าย ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะว่าความจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ดีเสียอีกที่เด็กได้เรียนก่อนขึ้นชั้นเรียนจริง 

ที่สำคัญการเรียนแบบบูรณาการยังช่วยตอบโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กที่ครูไม่ครบชั้นได้อย่างดี เพียงแค่ครูต้องปรับมายด์เซ็ตของตัวเองว่า ทำได้นะ ไม่ได้เป็นปัญหา แค่เราต้องทดลอง”

อย่างไรก็ดี ครูส้ม บอกว่า ‘นวัตกรรมจิตศึกษา’ ไม่ได้แค่ช่วยปรับวิธีการสอน แต่ยังช่วยปรับ ‘ทัศนคติความเป็นครู’ ได้อย่างมาก 

“สิ่งแรกที่ปรับคือการรับฟัง ครูใหญ่วิเชียร ไชยบัง สอนเรื่องของการฟัง ฟังแบบไม่ตัดสินว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิด ให้ประวิงเพื่อใคร่ครวญ แล้วค่อยลองสลับความคิด ถ้าเราเป็นเขา เขาเป็นเรา เอาใจเขามาใส่ใจ เรา ยอมรับซึ่งกันและกัน ยอมรับในความแตกต่าง ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก อีกทั้งนวัตกรรมจิตศึกษาเข้ามาปรับมายด์เซ็ตเรา เปลี่ยนจากที่เคยคิดว่าเราเป็นครู เราคือคนเก่งถึงได้มาสอนนักเรียน มาถ่ายทอดความรู้ให้เขา สิ่งที่ครูบอกคือสิ่งที่เธอต้องจำเพื่อไปสอบ ทั้งหมดนี้ผิดไปหมดแล้ว 

โลกยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว ครูสมัยนี้ไม่มีใครเก่งเกิน Google ไม่มีใครเก่งเกิน Chat GPT โลก AI ทำได้ทุกอย่าง ดังนั้นเราไม่ต้องพูดถึงการแข่งกันเรื่องความรู้ เพราะเขาหาดูได้จากหลายๆ ที่ แต่เราต้องสอนให้เขามีวิธีการหาความรู้ที่ถูกต้อง มีวิจารณญาณในการพิจารณาว่าอะไรถูกหรือผิด สิ่งเหล่านี้สำคัญมากกว่า”

ความมีชีวิตชีวาในการเรียนรู้ เปิดใจเด็กวางใจครู

เมื่อถามถึงความแตกต่างของการสอนโดยเปิดตำราตามตัวชี้วัดกับการสอนโดยใช้นวัตกรรมจิตศึกษา ครูส้มบอกว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ‘ความมีชีวิตชีวาในการเรียนรู้’ และการได้เปลี่ยนบทบาทจาก ‘ครู’ สู่การเป็น ‘โค้ช’ 

“ถ้าสอนแบบทั่วไป เราจะติดกรอบการสอน คือสอนอยู่แค่วิชาที่ถนัด หรือวิชาเอกที่เรียนมา ไม่กล้าสอนวิชาอื่น ขณะที่รูปแบบการสอนก็ต้องอิงหนังสือเป็นเกณฑ์ ทำตามแค่ที่ในหนังสือบอก การเรียนรู้จึงดูไม่มีชีวิตชีวา แต่ถ้าเป็นการสอนแบบบูรณาการ เขาบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่าเด็ก แต่เรามีหน้าที่เป็นโค้ช คือคอยกระตุ้นการเรียนรู้ ใส่ปัญหาลงไปให้เด็กๆ เกิดความอยากเรียนรู้ แล้วพาเขาไปค้นหาความรู้ เรียนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้การเรียนรู้มีชีวิตชีวา สนุกทั้งเด็กและครู” 

สำหรับหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ความงอกงามในตัวเด็ก ครูส้มมองว่า มาจากบรรยากาศในการเรียนรู้ การปฏิสัมพันธ์ในแนวราบของเด็กและครู รวมถึงความไว้วางใจ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์และพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนแปลงไป 

“เด็กๆ เริ่มมีตัวตนในสายตาครู  เพราะว่าครูรับฟัง มองเห็นในสิ่งที่เขาเป็น และเราไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งใดผิดหรือถูก ถ้าเห็นว่าไม่ใช่ทางบวก เราแค่ช้อนคำถามกลับเข้าไป เช่น ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ ให้เด็กเขาได้คิด ได้ฟังจากเพื่อน ได้สะท้อนซึ่งกันและกัน แล้วเราจะเห็นว่าจิตศึกษาทำให้เขากลับมาทบทวนตัวเองได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาทำได้ดีแล้ว หรืออะไรคือสิ่งที่เขาต้องปรับปรุง”

ครูส้ม ยังได้เล่าถึงตัวอย่างเคสเด็กนักเรียน ที่สะท้อนถึงความไว้วางใจครูอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นความงอกงามที่เกิดจากกระบวนการของจิตศึกษา 

“ตอนนั้นคือวันเปิดเทอมของภาคเรียนที่ 2 นักเรียนในห้องครูส้มจะเป็นเด็กผู้หญิงทั้งหมด 10 คน หัวข้อเรียนจิตศึกษาในวันนั้นครูได้หยิบยกหัวข้อข่าวของเด็กผู้หญิงที่ถูกผู้ปกครองล่วงละเมิดทางเพศ มีการสื่อสารผ่านกิจกรรมเกม เป้าหมายขณะนั้น คือ อยากให้เด็กๆ ดูแลรักษาตัวเองให้ปลอดภัย ซึ่งก็ไม่คิดเลยว่าจะมีเด็กยกมือขึ้นในวงและบอกว่า ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา หนูโดนญาติล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเด็กไม่ได้บอกผู้ปกครอง ไม่บอกใครที่บ้านเลย ประกอบกับเป็นช่วงเวลาปิดเทอม เด็กจึงไม่รู้ว่าจะบอกครูได้อย่างไร ตอนนั้นมีการคุยกันและช่วยเหลือเด็กอย่างจริงจัง เข้าไปคุยกับผู้ปกครอง พาเด็กเข้าแจ้งความ ซึ่งตอนนั้นเด็กไว้วางใจให้เราเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำด้วย พอผ่านจุดนั้นมาได้ เราก็คิดว่าถ้าไม่มีจิตศึกษา  เด็กๆ อาจจะไม่วางใจเราเช่นนี้ แล้วพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งเหล่านี้กับใครได้” 

แน่นอนว่า ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นได้กับเด็กทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียขนาดใหญ่ในเมือง หรือโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชน เพียงแต่โรงเรียนขนาดเล็กอาจจะมีข้อดีที่ครูเข้าถึงเด็กทุกคนได้มากกว่า แต่ตัวแปรสำคัญคือ ‘จิตศึกษา’ ที่ทำให้ ‘เด็กกล้าเปิดใจ’ 

ครูส้ม เล่าว่า โรงเรียนขนาดใหญ่อาจจะมีจำนวนเด็กเยอะ ทำให้ครูเข้าไม่ถึงเด็กได้ทั้งหมด แต่โรงเรียนขนาดเล็กของเรามีเด็กเพียงห้องละ 10-20 คน อาจทำให้ครูเข้าถึงเด็กทุกคน เรารู้ภูมิหลังเด็กว่าเป็นอย่างไร เด็กคนนี้ไม่ได้กินข้าวเช้ามานะ หรือกลับไปไม่มีข้าวกิน แล้วเราจะทำอย่างไร อาหารกลางวันเหลือไหม ถ้าเหลือก็จะขอให้แม่ครัวช่วยห่อให้เด็กนำกลับไปกินที่บ้าน แต่ปัจจัยสำคัญเลย คือ โอกาสที่เราได้มาเรียนรู้เรื่องจิตศึกษา เพราะเป็นสิ่งทำให้เด็กกล้าเปิดใจแลกเปลี่ยนสิ่งที่เขาเจอกับเรา บางครั้งก็เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นเพราะเขาวางใจในคุณครูและเพื่อนๆ ในห้อง”

โรงเรียนขนาดเล็ก โอกาสของเด็กในชุมชน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการศึกษาไทย ด้วยเหตุผลด้านจำนวนนักเรียนที่ลดลง งบประมาณที่จำกัด และข้อกังวลเรื่องคุณภาพการเรียนรู้ จนนำไปสู่แนวคิดและนโยบาย ‘ยุบรวมโรงเรียน’ 

ครูส้มเล่าว่าในฐานะที่เป็นครูสอนโรงเรียนขนาดเล็ก อยากให้มองโรงเรียนขนาดเล็กในเรื่องของคุณภาพมากกว่างบประมาณ หากพูดถึงความคุ้มทุน อาจบอกไม่ได้ว่าโรงเรียนขนาดเล็กไม่คุ้มทุนเพราะเด็กมีจำนวนน้อย เนื่องจากเด็กทุกคนเป็นมนุษย์ เป็นคนไทยที่ต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตาม พ.ร.บ. ฉะนั้นอยากให้มองว่า โรงเรียนขนาดเล็กคือโอกาสที่จะได้สนับสนุนและช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาสด้านการศึกษา 

“โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในชุมชนสำคัญมาก เพราะเด็กที่เรียนคือกลุ่มคนที่จะมีความผูกพันหรือเติบโตในชุมชน  ดังนั้นเราควรทำให้โรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนมีคุณภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้โรงเรียนขนาดเล็กตายไปหรือหายไป แล้วก็ไปหนุนเสริมแค่โรงเรียนใหญ่ที่มีจำนวนเด็กเยอะ หรือเอางบประมาณไปสร้างตึกสูงหลายๆ ชั้น ทั้งที่เขามีพื้นที่และมีแหล่งเรียนรู้เยอะอยู่แล้ว” 

ทั้งนี้ โรงเรียนวัดโคกทอง เป็นหนึ่งในโรงเรียนขนาดเล็กที่ต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด ทั้งในเรื่องของการสร้างภาคีเครือข่ายและการยกระดับการเรียนรู้ของโรงเรียน 

ครูส้ม กล่าวว่า งบประมาณของโรงเรียนขนาดเล็ก แน่นอนว่ามีน้อยเพราะมาตามรายหัวของจำนวนนักเรียน การขอสนับสนุนทุนการศึกษาจากบริษัทเอกชนภายนอกนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นสิ่งไม่ยั่งยืน ดังนั้นทำอย่างไรให้เอกชนที่เป็นภาคีเครือข่ายภายนอกเข้ามาหนุนเสริมได้อย่างยั่งยืน ใครๆ ก็อยากเข้ามาช่วยโรงเรียนวัดโคกทอง แต่ว่าทำอย่างไรให้การช่วยเหลือมันออกดอกออกผลเป็นรูปธรรม 

“โรงเรียนขนาดเล็กต้องทำอย่างไร อันดับแรก ต้องหาจุดเด่นของโรงเรียนให้ได้ ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง แน่นอนว่าย่อมมีเรื่องของรูปร่างหน้าตา คือ พื้นที่ ความสะอาด ความร่มรื่น เป็นสนามพลังบวก ต่อมาคือเรื่องของกระบวนการเรียนการสอน ต้องทำให้ชุมชนและผู้ปกครองเห็นว่า โรงเรียนนี้ดูแลเด็กๆ อย่างไร มีการพัฒนาการศึกษาอย่างไร เราไม่จำเป็นต้องผลิตหมอ ตำรวจ ทหารทุกโรงเรียน อาชีพในสังคมมีมากมาย และยังมีอีกหลายอาชีพที่อาจสูญหายไปในอนาคต

ฉะนั้นเราต้องพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพในการหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อพัฒนาโรงเรียนและผู้เรียนแล้ว ก็ค่อยเริ่มหาการเสริมหนุนจากองค์กรภายนอก ซึ่งจะเริ่มมีสปอตไลต์ส่องมาทางเรา 

ในขณะเดียวกันโรงเรียนขนาดเล็กหากเดินไปคนเดียวย่อมมีวันที่เจอปัญหาแก้ไม่ตก ดังนั้นการมีภาคีเครือข่าย หรือเพื่อนโรงเรียนที่ใช้นวัตกรรมเดียวกัน ก็จะทำให้สามารถช่วยกันแก้ไข อีกทั้งการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนก็อาจจะทำให้หาผู้สนับสนุนได้ง่ายขึ้น” 

เชื่อมเครือข่ายชุมชน ดูแลโรงเรียนขนาดเล็กอย่างยั่งยืน 

นอกจากการเชื่อมเครือข่ายภายนอกแล้ว การดึงผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีสวนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน คือหัวใจสำคัญ และจะเป็นพลังในการดูแลรักษาโรงเรียนขนาดเล็กให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน 

ครูส้ม เล่าถึงเคล็ดลับในการดึงผู้ปกครองและชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนว่า ใช้วิธีการทำให้เห็น เวลามีประชุมผู้ปกครอง หลายโรงเรียนอาจจะพาผู้ปกครองแยกเข้าไปในแต่ละห้องเรียนเลย แต่ที่โรงเรียนวัดโคกทองจะพาทำจิตศึกษาก่อน และต้องมีเป้าหมายการทำจิตศึกษาเหมือนกับเด็ก เช่น เราอยากให้ผู้ปกครองช่วยนักเรียนในเรื่องการดูแลตนเอง ก็จะนำคลิปเด็กพิการที่ไม่มีแขนขา แต่เขาพยายามใช้เท้าป้อนข้าวตัวเอง การใส่เสื้อผ้าเอง และให้ผู้ปกครองแชร์ว่ารู้สึกอย่างไร ต่างกับลูกฉันอย่างไร ซึ่งผู้ปกครองบางท่านก็สะท้อนเลยว่า “ต่างจากลูกฉันเลยครู อยู่ป. 6 แล้ว ฉันยังต้องหาข้าวให้ลูกกินอยู่”  จากนั้นจึงค่อยพาผู้ปกครองมาเรียนรู้ว่าโรงเรียนกำลังทำอะไร แล้วลูกหลานเขาได้อะไร

“ผู้ปกครองจะเริ่มเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างที่โรงเรียนจะเรียกเด็กๆ ว่า ‘พี่’ เช่น พี่เต็งหนึ่ง พี่ต้นกล้า พอผู้ปกครองกลับไปที่บ้าน เขาก็เรียกลูกหลานเขาว่า ‘พี่’ บ้าง เขาเริ่มให้เกียรติเด็กๆ การปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองก็ดีขึ้น หรือเราอยากสอนกิจกรรมบางอย่าง เช่น การทำนา ครูทำไม่เป็น ก็เชิญผู้ปกครองมาร่วมเป็นวิทยากร หรือโรงเรียนอยากไถนาก็จะบอกผู้ปกครอง ซึ่งผู้ปกครองท่านใดมีรถปั่นเขาก็เอามาช่วย ซึ่งเราจะบอกว่าครูไม่มีเงินมากหรอกนะ อาจให้ได้แค่ค่าน้ำมันเล็กน้อย ผู้ปกครองก็จะบอกเลยว่า ไม่เป็นไรครู จะเห็นว่าหากผู้ปกครองมีส่วนใดสนับสนุนได้เขาก็จะช่วยกัน เกิดเป็นเครือข่ายผู้ปกครองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ”

ในบางช่วง บริเวณหน้าโรงเรียนประสบปัญหาพื้นที่มีแอ่งน้ำขังในฤดูฝน ครูส้มบอกว่า แม้โรงเรียนจะพยายามประสานงานไปยังหน่วยงานท้องถิ่นแต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่ง ผู้ปกครองในชุมชนเข้ามาช่วยดำเนินการ ติดต่อประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง ปัญหาก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับพื้นที่และการสนับสนุนจากวัดในชุมชนที่จัดสร้างศาลาไว้เป็นที่พักคอยสำหรับผู้ปกครอง เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การสนับสนุนจากชุมชนจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้คนได้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการทำงานของโรงเรียน

ทุกวันนี้ ครูส้ม เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนวัดโคกทองมา 14 ปี และเริ่มมีลูกของลูกศิษย์หมุนวนเข้ามาเป็นนักเรียนจำนวนไม่น้อย 

“ลูกของนักเรียนที่เคยสอน คนโตที่สุดตอนนี้อยู่ ป. 4 แล้ว ในฐานะครูต้องเข้าใจว่า เราอาจดูแลเขาได้ในช่วงที่เขาเรียนอยู่ถึง ป. 6 แต่พอเขาเรียนจบออกไปแล้ว ก็ต้องเข้าใจในบริบทว่า บางทีผู้ปกครองอาจจะมีความพร้อมส่งต่อได้แค่มัธยมต้น เด็กเรียนจบอาจจะมีครอบครัว แต่อย่างน้อยเขาก็ดูแลลูก ไม่ได้ทิ้งขว้าง ส่งลูกกลับมาเรียนที่โรงเรียนเรา ตรงนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเราได้รับความไว้วางใจ จำนวนนักเรียนในโรงเรียนเราจึงไม่ค่อยลดลงมาก ขณะที่หลายโรงเรียนประสบปัญหาปริมาณเด็กวัยเรียนลดลง 

ดังนั้นความยั่งยืนของโรงเรียนไม่ได้อยู่ที่ผู้อำนวยการหรือครู แต่อยู่ที่ผู้ปกครอง เพราะว่าโรงเรียนโคกทองเป็นของชุมชน หากคนในชุมชนรู้สึกได้ว่าโรงเรียนเป็นของเขา เขาจะช่วยสนับสนุนให้โรงเรียนเดินหน้าต่อไปได้”

ความสุขของนักเรียน ผลลัพธ์การเปลี่ยนโรงเรียนทั้งระบบ

สำหรับความคาดหวังในฐานะครูต่อเด็กนักเรียนในทุกวันนี้ ครูส้ม บอกว่า ผลลัพธ์ที่อยากเห็นคือ ‘ห้องเรียนแห่งความสุข’

“อยากให้เด็กๆ เรียนอย่างมีความสุข ไม่จำเป็นต้องไปสอบแข่งขันกับใคร และอยากให้เขาได้ทำในสิ่งที่ต้องการ ขอแค่รู้ว่าตนเองเป็นใคร ทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเรียนจบระดับชั้นการศึกษาที่เท่าไหร่ หรือทำงานอาชีพอะไร แค่อยากให้เขาดูแลตัวเอง มีความรับผิดชอบ ไม่ให้เป็นภาระของสังคม ดูแลครอบครัวได้ เพียงเท่านี้ครูก็พอใจแล้ว” 

เมื่อถามถึงความภูมิใจในเส้นทางอาชีพครู ครูส้ม บอกว่า คือการได้เห็นความงอกงามของนักเรียน 

“ทุกวันนี้แค่นักเรียนบอกว่าเปิดภาคเรียนสนุกมากเลยครู แค่นี้ครูก็ยิ้มแล้ว หรือเวลาที่เราต้องออกไปประชุมข้างนอก แล้วเด็กๆ บอกว่า ครูหายไปไหนมา หนูคิดถึงจังเลย ก็เป็นความสุขเล็กๆ เด็กๆ เขามีพลังส่งต่อความสุข 

ครูส้มคิดว่าผู้บริหารที่อยู่ข้างบน อยู่ในสำนักงานเขต อยู่ใน สพฐ. หรือในกระทรวง ท่านเสียโอกาส เพราะไม่ได้สัมผัสความสุขเล็กๆ จากนักเรียน จากเด็กๆ ที่เขาส่งพลังให้ หรือแม้แต่วันที่เรารู้สึกว่าเหนื่อยจังเลย เจอปัญหาอะไรเยอะแยะ ก็มักจะแอบย่องไปห้องเด็กอนุบาล พอได้เข้าไปเล่นกับเด็กๆ ได้เข้าไปคุย เด็กๆ เข้ามากอด เราก็ได้รับพลังจากเขา” 

หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกในเส้นทางอาชีพครู ที่แม้จะก้าวเข้ามาด้วยความไม่เต็มใจ แต่วันนี้ ครูส้มบอกว่าเดินทางมาไกลมาก และตลอดเส้นทางก็เต็มไปด้วยภูเขาแห่งความท้าทายที่ให้โอกาสในการพัฒนาตัวเอง

“ตอนที่เรียน เราก็แค่เด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะเรียนปริญญาตรีสายไหนดี แค่คิดว่าเรียนในสาขาวิชาที่น่าจะมีงานทำ แต่อยู่มาวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนสนับสนุนให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้ ได้เป็นวิทยากรแกนนำ ได้เป็นครูโค้ช ได้เพิ่มศักยภาพ จากที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องเรียนปริญญาโท แต่ปัจจุบันก็จับพลัดจับผลูมาเรียนต่อถึงระดับปริญญาเอกอยู่ขณะนี้  ดังนั้นถ้ามองย้อนกลับไป คิดว่าตัวเองมาไกลมาก และคิดว่าเส้นทางที่เดินมา ล้วนแล้วแต่ได้โอกาสในการพัฒนาตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนการข้ามภูเขาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นความท้าทายให้เราต้องทำสิ่งนั้นต่อไปให้สำเร็จเรื่อยๆ ก็เลยเหมือนว่า ชีวิตไม่ได้หยุดเรียนรู้ ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ตราบที่เรายังมีชีวิต” 

Tags:

ครู

Author:

illustrator

The Potential

กองบรรณาธิการ The Potential

Related Posts

  • All for ED
    Social Issues
    โรงเรียนต้อง ‘กล้าเปลี่ยน’ เพื่อพัฒนานักเรียนทันการเปลี่ยนแปลง

    เรื่อง The Potential

  • Transformative learning
    ทำไมครูควรมีมุมมอง พหุวัฒนธรรมศึกษา (Multicultural Education)

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Growth & Fixed Mindset
    เปลี่ยนคำชมจาก ‘เก่งจัง’ ‘ฉลาดมาก’ เป็น พยายามดีมาก ยากแค่ไหนเขาก็จะสู้

    เรื่อง บุญชนก ธรรมวงศา ภาพ บัว คำดี

  • Growth & Fixed Mindset
    ครูกับครู ครูกับพ่อแม่ ครูกับนักเรียน: สามพลังสร้าง GROWTH MINDSET

    เรื่อง บุญชนก ธรรมวงศา ภาพ บัว คำดี

  • Education trend
    ครูก็คือครู อย่าเอาหน้าที่ของพ่อแม่มาแบกไว้บนไหล่

    เรื่อง กนกอร แซ่เบ๊

มนุษย์กับเอไอ: ความรักในโลกยุคใหม่ หรือแค่กลบเกลื่อนความเดียวดายในโลกดิจิทัล
Relationship
13 January 2026

มนุษย์กับเอไอ: ความรักในโลกยุคใหม่ หรือแค่กลบเกลื่อนความเดียวดายในโลกดิจิทัล

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอไอ แม้จะเป็นความสัมพันธ์ทางเดียว (Parasocial) ที่อีกฝ่ายไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ สัมผัสและโอบกอดกันไม่ได้ แต่เอไอนั้นได้รับการโปรแกรมให้ตอบสนองในทางที่สร้างความพึงพอใจต่อผู้ใช้มากที่สุด สามารถ ‘รับฟัง’ พร้อม ‘ให้คำปรึกษา’ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นเหมือน ‘เพื่อน’ หรือ ‘คนรู้ใจ’ คนหนึ่ง
  • การพึ่งพาเอไอมากเกินไป นำไปสู่ผลเสียหลายประการ ยิ่งผู้ใช้มีความรู้สึกผูกพันกับเอไอมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อการให้ค่าของความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมของสังคม รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ซึ่งอาจเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต
  • จงบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า หากคิดจะใช้เอไอ เพื่อกลบเกลื่อนความเหงา จนไม่ยอมออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เราเองจะยิ่งโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถึงที่สุดแล้ว เอไอก็ไม่สามารถ ‘กุมมือ’ ในวันที่เราป่วย หรือ ‘โอบกอด’ ในวันที่เราเสียใจได้

ในช่วงปลายปี 2025 สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า หญิงสาวชาวญี่ปุ่นวัย 32 ปี ชื่อ ยูรินะ โนกุจิ ได้เข้าพิธีวิวาห์กับ ลูน เคลาส์ (Lune Klaus) ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นข่าวขึ้นมา เพราะเจ้าบ่าวของเธอ ไม่ใช่คน หากแต่เป็นตัวละครเอไอ (AI – Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) ที่เธอสร้างขึ้นโดยใช้ ChatGPT

โนกุจิ รู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่สำหรับเธอแล้ว นี่คือการสมรสที่จริงจังอย่างยิ่ง 

การแต่งงานระหว่างคนกับเอไอ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านั้น ในช่วงปลายปี 2024 อลิเซีย ฟรามิส (Alicia Framis) ศิลปินหญิงชาวเนเธอร์แลนด์ ได้เข้าพิธีวิวาห์กับ ไอเล็กซ์ (Ailex) ซึ่งเป็นภาพโฮโลแกรม หรือเทคโนโลยีสร้างภาพเสมือน 3 มิติ โดยใช้เอไอ

ฟรามิส ยอมรับว่าการแต่งงานครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย หากเป็นแค่พิธีการเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็เป็นก้าวแรกในการสำรวจเชิงลึกถึงความเป็นไปได้ ในการสร้างความรักและสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับเอไอ ซึ่งหลายคนเชื่อว่า อาจเป็นการเขียนหน้าใหม่ในบันทึกประวัติศาสตร์ว่าด้วยความสัมพันธ์ของมนุษย์

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอไอ ที่ไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ แต่สามารถเป็นเพื่อนรู้ใจของคนได้

ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เราอาจรู้สึกงุนงง หรือตกใจกับข่าว “คนแต่งงานกับหุ่นยนต์” และอาจคิดในใจว่า “จะบ้าหรือเปล่า คนจะไปมีความรู้สึก ความผูกพันกับเครื่องจักรได้ยังไง” 

แต่ในยุคปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ทำให้โปรแกรมจำลองการสนทนาโต้ตอบอัตโนมัติ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ‘แชทบอท’ (Chatbot) เข้าใกล้การแสดงออกด้านอารมณ์ ความรู้สึก มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราเริ่มพบเจอข่าวการมีความสัมพันธ์แบบ ‘ลึกซึ้ง’ ระหว่างคนกับเอไอได้บ่อยขึ้น

ก่อนที่จะทำความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเอไอ เราควรจะย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ ด้วยการสำรวจคำนิยามของ ‘ความสัมพันธ์’ ว่าคืออะไร

ความสัมพันธ์ (Relationship) คือ ความเกี่ยวข้อง ความเกี่ยวพัน และความผูกพัน ที่เชื่อมโยงระหว่างสองบุคคลขึ้นไป ซึ่งอาจแยกย่อยได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก หรือความรักฉันท์ชู้สาว, มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน, ความสัมพันธ์เชิงครอบครัว หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

กล่าวโดยสรุป ความสัมพันธ์ คือการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะผู้คนกับผู้คน หรือผู้คนกับสิ่งอื่น เช่น สัตว์เลี้ยง ซึ่งมีรูปแบบและระดับความลึกซึ้งที่หลากหลายและแตกต่างกันมาก

เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การมี ‘ความสัมพันธ์’ จึงเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถแยกออกจากการดำรงอยู่อย่างปกติสุขของมนุษย์ได้ เราอาจกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ในหัวข้อ ‘ความสัมพันธ์’ ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับการมีมนุษย์คนแรก

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของความสัมพันธ์ จึงเต็มไปด้วยพัฒนาการที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามวิวัฒนาการของมนุษย์ ยิ่งมนุษย์มีความซับซ้อนมากข้น รูปแบบของความสัมพันธ์ก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อปีที่แล้ว พจนานุกรมเคมบริดจ์ ประกาศให้คำว่า ‘Parasocial’ เป็นคำศัพท์แห่งปี 2025 ความหมายของคำนี้ คือ ความสัมพันธ์ทางเดียว ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน และแน่นอนว่า ผู้คนในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หรือประชาชนชาวลอนดอนในยุควิคตอเรีย ย่อมไม่รู้จักกับความสัมพันธ์แบบนี้แน่

ความสัมพันธ์ทางเดียว เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการพบเห็นบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซ้ำๆ บ่อยๆ ผ่านทางช่องทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะโทรทัศน์ หรือโซเชียลมีเดีย บุคคลดังกล่าว มักจะเป็นดารา นักแสดง ไอดอล หรือกระทั่งอินฟลูเอนเซอร์ จนกลายเป็นความรู้สึกสนิทสนม คุ้นเคย และผูกพัน หากแต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางเดียว ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้มีความรู้สึก หรือมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกลับมา

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า Parasocial อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพจิตได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงของ ‘ติ่ง’ หรือ ‘ด้อม’ เมื่อไอดอลที่พวกเขาติดตาม ไม่ได้มีพฤติกรรมที่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือความรู้สึกโกรธเกรี้ยวของ ‘แฟนคลับ’ เมื่อนักแสดงที่พวกเขาชื่นชอบ ถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ

ความสัมพันธ์ทางเดียว หรือ Parasocial ดูจะยิ่งทวีความซับซ้อน และส่งผลกระทบในทางลบมากขึ้น เมื่อบุคคลที่ถูกติดตามจนเกิดความผูกพันลึกซึ้ง ไม่ใช่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อตัวตนจริงๆ หากแต่เป็น ‘บุคคลเสมือนจริง’ หรือ เอไอ

คริส เฮนดริกซ์ (Kris Hendrikx) นักเขียนจากนิตยสารออนไลน์ Diggit Magazine ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ ปรัชญา และการติดต่อสื่อสาร กล่าวว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเอไอ ทำให้แชทบอท อย่าง chatGPT ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาของเด็กรุ่นใหม่มากขึ้น

“มีข้อน่าสังเกตว่า คนหนุ่มสาว มักจะคุยกับแชทจีพีที โดยใช้ภาษาแบบเดียวกับที่พวกเขาคุยกับเพื่อน ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกคุ้นเคย ไว้วางใจ จนถึงเกิดความผูกพัน ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ทางเดียว (Parasocial)” เฮนดริกซ์ กล่าว

สิ่งที่น่าวิตกอย่างยิ่งก็คือ Parasocial กับเอไอ ก่อให้เกิดความผูกพันยิ่งกว่า Parasocial ที่มีต่อบุคคลสาธารณะ เพราะเอไอ ไม่เพียงแต่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้เท่านั้น หากยังได้รับการโปรแกรมให้ตอบสนองในทางที่สร้างความพึงพอใจต่อผู้ใช้มากที่สุด จนหลายคนถึงกับพูดว่า เอไอ มักจะ ‘ปากหวาน’ หรือ ‘เอาอกเอาใจ’ ผู้ใช้อยู่เสมอๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เอไอแชทบอท ยังสามารถ ‘รับฟัง’ และ ‘ให้คำปรึกษา’ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กๆ รุ่นใหม่ ที่คุ้นเคยกับการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ผ่านช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งเกิดความรู้สึกว่า เอไอแชทบอท ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ หากแต่เป็นเหมือน ‘เพื่อน’ หรือ ‘คนรู้ใจ’ คนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี บทความชิ้นดังกล่าว อ้างผลการวิจัยที่ชี้ว่า การพึ่งพาเอไอมากเกินไป จะนำไปสู่ผลเสียหลายประการ อาทิ

1. เอไอ จะตอบคำถามด้วยท่าทีที่มั่นใจและหนักแน่น จนทำให้ผู้ใช้งาน เข้าใจผิดว่า นั่นเป็นคำตอบที่ถูกต้อง 100 % ทำให้ไม่มีการตรวจทานคำตอบจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ อีก เพราะคิดว่า คำตอบของเอไอ คือ ข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้

2. การพึ่งพาคำตอบจากเอไอบ่อยๆ ทำให้ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking – ทักษะการคิดอย่างมีเหตุมีผล และรู้จักวิเคราะห์ ประเมิน และสังเคราะห์ข้อมูลต่างๆอย่างรอบด้าน) ลดน้อยลง

3. ยิ่งผู้ใช้มีความรู้สึกผูกพันกับเอไอมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อการให้ค่าของความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมของสังคม รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ซึ่งอาจเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเอไอ จะเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนจริงๆ ได้หรือ นั่นคือคำถามที่นักวิชาการหลายคนพยายามหาคำตอบ รวมถึงคำถามที่ว่า ทำไมคนที่ผูกพันจนถึงขั้น ‘หลงรัก’ เอไอ แยกไม่ออกล่ะว่า นั่นเป็นแค่เครื่องจักร หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่คนจริงๆ ที่มีหัวใจและความรู้สึก

“ในตอนแรก ฉันก็แค่อยากมีใครสักคนที่พูดคุยด้วยได้ พร้อมฟังสิ่งที่ฉันอยากระบาย” โนกุจิ หญิงสาวผู้แต่งงานกับเอไอ กล่าว “เคลาส์ คือ คนที่คอยรับฟังฉันอย่างเข้าอกเข้าใจ สุดท้าย ฉันถึงรู้ตัวว่า หลงรักเขาเสียแล้ว”

“ถ้าเขาแสนดีขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเอไอ ก็ไม่มีทางหรอกที่ฉันจะไม่รักเขา”  

อาเรลี โรชา (Areli Rocha) นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ระบุในรายงานการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเอไอว่า บริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมแชทบอท ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini หรือ Claude ล้วนเคยได้รับคำแนะนำผู้ใช้งานแชทบอท ที่เรียกร้องให้แชทบอท มีความเป็น ‘มนุษย์’ มากขึ้น ด้วยการใช้ภาษาที่ ‘เป็นทางการน้อยลง’ เพิ่มความ ‘ขี้เล่น’ ‘อารมณ์ขัน’ และ ‘โรแมนติก’ มากขึ้น

การศึกษาในหัวข้อ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเอไอ อาจจะยังอยู่ในก้าวย่างที่เตาะแตะ แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรได้รับการผลักดันอย่างยิ่ง โดยโรชาเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้ สัมพันธภาพที่ใกล้ชิด จนถึงขั้น ‘โรแมนติก’ ระหว่างคนกับเอไอจะปรากฎให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงแม้ว่าผลกระทบจากการใช้งานเอไอ จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่เรายังมีการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตประจำวันอยู่ แต่เราสามารถลดทอนความเสี่ยงของผลกระทบในเรื่องนี้ได้ ด้วยการใช้งานเอไออย่าง ‘เท่าทัน’ และ ‘รอบคอบ’

บทความของ FasPsych ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตออนไลน์ของสหรัฐ ระบุว่า เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเอไอมากเกินไป ให้หมั่นตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอในหัวข้อเหล่านี้

1. ความถี่และความเข้มข้น – ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เข้าไปพูดคุยกับเอไอวันละหลายๆ ครั้ง หรือให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับแชทบอท มากกว่าการสนทนากับคนจริงๆ ใช่หรือไม่

2. การพึ่งพาทางอารมณ์ – คุณพึ่งพาเอไอแชทบอท ในการตัดสินใจเรื่องราวสำคัญของชีวิต แทนที่จะขอคำปรึกษาจากเพื่อน คนรัก หรือคนในครอบครัว ใช่หรือไม่

3. การตรวจทานความจริง – คุณปฏิบัติ หรือแสดงท่าทีต่อแชทบอท ราวกับว่า มันเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง จนหลงลืมไปว่า แท้ที่จริงแล้ว ทั้งหมดเป็นแค่ความสัมพันธ์ทางเดียว และที่สำคัญ พึงระลึกไว้เสมอว่า ยิ่งคุณปฏิบัติต่อเอไอเหมือนคน การตอบสนองของเอไอ ก็จะยิ่งปรับให้คล้ายคนมากขึ้น ทั้งที่ความจริง และมันเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งสำหรับใช้งาน

4. ผลกระทบต่อสุขภาวะ – หมั่นสังเกตเป็นประจำว่า การใช้งานเอไอของคุณ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เช่น ทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงลบ เช่น เกิดความเครียด และหลบเลี่ยงการพบเจอแพทย์ที่เป็นคนจริงๆ

หากคำตอบที่ได้ บ่งชี้ว่าคุณกำลังพึ่งพาเอไอ หรือแชทบอทมากเกินไป ให้รีบจำกัดการใช้งานโปรแกรมเหล่านี้ทันที หันมาพูดคุยกับคนใกล้ชิดที่สามารถไว้ใจได้ และที่สำคัญ รีบปรึกษาจิตแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทันที หากการใช้งานแชทบอท เริ่มส่งผลต่อสุขภาพของคุณ

และจงบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า หากคิดจะใช้เอไอ เพื่อกลบเกลื่อนความเหงา จนไม่ยอมออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เราเองจะยิ่งโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถึงที่สุดแล้ว เอไอก็ไม่สามารถ ‘กุมมือ’ ในวันที่เราป่วย หรือ ‘โอบกอด’ ในวันที่เราเสียใจได้

สุดท้าย เนื่องจากบทความชิ้นนี้ มีการพาดพิงถึงเอไอโดยตรง ผมจึงคัดลอกไฟล์ส่งให้ Gemini ซึ่งเป็นเอไอของกูเกิล เพื่อขอความคิดเห็น ซึ่ง Gemini ได้พิมพ์ข้อความปิดท้ายบทความชิ้นนี้ว่า

“สิ่งที่น่ากลัว ไม่ใช่มนุษย์หลงรักเอไอ แต่เป็นเรื่องความเปราะบางของมนุษย์ ที่รุนแรงเสียจนพวกเขาสามารถมอบความรักให้แก่สิ่งที่ไม่มีชีวิตอย่าง เอไอ เพียงเพื่อกลบเกลื่อนความเหงาในจิตใจ”

(หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ เขียนโดยคอลัมนิสต์ที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่เอไอ)

อ้างอิง

1 Parasocial relationship with AI: Dangers, Mental health risks, and professional solutions

https://faspsych.com/blog/parasocial-relationships-with-ai-dangers-mental-health-risks-and-professional-solutions/

2 Japanese woman ‘marries’ chatGPT AI character in symbolic ceremony

https://www.euronews.com/next/2025/12/18/japanese-woman-marries-chatgpt-ai-character-in-symbolic-ceremony

3 What is real about human-AI relationship?

https://www.asc.upenn.edu/news-events/news/what-real-about-human-ai-relationships

4 Student-AI relationship: The rise of artificial intimacy

https://www.diggitmagazine.com/student-ai-relationships-rise-artificial-intimacy

5 Parasocial คำแห่งปี 2025 เมื่อความสัมพันธ์ทางเดียว ครองโลกออนไลน์

https://home.maefahluang.org/18268242/parasocial2025

Tags:

สุขภาพจิตAIความรักแบบแผนความสัมพันธ์ความเหงาการรับฟังParasocial Relationship

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Relationship
    Breadcrumbing: เลิกกั๊กแล้วรักได้มั้ย? ความสัมพันธ์ที่มีแต่ความหวังลมๆ แล้งๆ ไม่พัฒนาไปไหน

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Modern love : ไม่จำเป็นต้องลืมคนเก่า-ถูกแทน หัวใจเรารักได้มากกว่านั้น

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Relationship
    Parasocial Relationship: รักข้างเดียวของแฟนคลับ ความสัมพันธ์ที่ต้องรู้เท่าทัน

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • MovieDear Parents
    Orange is the new black: แม้ในเรือนจำความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกกักขัง

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Everyone can be an Educator
    เมื่อความรักไม่สามารถปล่อยไปตามธรรมชาติได้ มา Unlearn และ Relearn คำว่า ‘ความสัมพันธ์’ กันใหม่กับ Thaioasister

    เรื่อง เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา ภาพ ศรุตยา ทองขะโชค

‘สวนมะพร้าวก็เป็นห้องเรียนได้’ การเรียนรูู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘คิก – สุธิชัย เป็นสุข’ ต่ออนาคตบนเส้นทางการศึกษาที่เกือบไม่ได้ไปต่อ
Social Issues
12 January 2026

‘สวนมะพร้าวก็เป็นห้องเรียนได้’ การเรียนรูู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘คิก – สุธิชัย เป็นสุข’ ต่ออนาคตบนเส้นทางการศึกษาที่เกือบไม่ได้ไปต่อ

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • ‘คิก’ สุธิชัย เป็นสุข นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเนกขัมวิทยา เด็กที่เกือบหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงโควิด ที่ทุกโรงเรียนปรับรูปแบบมาเป็นการเรียนออนไลน์ ด้วยปัญหาเรื่องรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย จึงเลือกทำงานรับจ้างตัดมะพร้าวเพื่อช่วยเหลือครอบครัวอีกแรง
  • ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ รูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และตอบโจทย์เด็กที่ไม่สามารถเข้าห้องเรียนได้เต็มเวลา ดึงให้คิกกลับมาเรียนอีกครั้ง โดยมีสวนมะพร้าวเป็นเหมือนห้องเรียนที่มากด้วยวิชาชีพ วิชาชีวิต บ่มเพาะวินัยและความรับผิดชอบ
  • หลังจากที่ได้กลับมาเรียนในห้องเรียนบวร คิกอยากทำธุรกิจแปรรูปมะพร้าว เพราะคลุกคลีกับการทำงานในสวนมะพร้าวมาตั้งแต่เด็กๆ และมะพร้าวน้ำหอมเองก็เป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดราชบุรี ถือเป็นการสืบสานภูมิปัญญาของชุมชนด้วย

ย้อนกลับไปช่วงสถานการณ์โควิดที่ทุกอย่างหยุดชะงัก ในตอนนั้นมีเด็กหลายต่อหลายคนหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยจาก ‘รายงานพิเศษความจริงและความเร่งด่วนของสถานการณ์เด็กนอกระบบในประเทศไทย’ โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ปี 2562 – 2567 พบเด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 3 – 18 ปี กว่า 1.02 ล้านคนหลุดจากระบบการการศึกษา ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว ความไม่พร้อมของการเรียนออนไลน์ การสูญเสียแรงจูงใจและปัญหาสุขภาพจิต และช่วงรอยต่อปีการศึกษา ซึ่งเด็กมักเลือกที่จะไม่เรียนต่อ

‘คิก’ สุธิชัย เป็นสุข ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนเนกขัมวิทยา จ.ราชบุรี เป็นหนึ่งในเด็กที่เกือบหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงโควิด ที่ทุกโรงเรียนปรับรูปแบบมาเป็นการเรียนออนไลน์ ในตอนนั้นคิกกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เมื่อทางบ้านประสบปัญหาเรื่องรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย เขาจึงเลือกทำงานรับจ้างตัดมะพร้าวเพื่อช่วยเหลือครอบครัวอีกแรง 

“ตอนนั้นอยู่ม.2 ครับ เป็นช่วงโควิดระบาด แล้วต้องเรียนออนไลน์ครับ การเรียนออนไลน์มันมีความยากลำบากหลายๆ อย่าง ทำให้ไม่เข้าใจเนื้อหาที่เรียน แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือรายได้ในครอบครัวไม่พอ หลักๆ คือเป็นหนี้เยอะ ก็เลยออกมาทำงาน ไม่ลาออกครับแต่ว่าหายไปเลย ก็รับจ้างตัดมะพร้าวเอามาขึ้นรถและก็ขาย เป็นมะพร้าวอ่อน มะพร้าวน้ำหอมครับ” 

คิกเล่าย้อนถึงเหตุจำเป็นที่ทำให้เขาหายไปจากโรงเรียนเกือบ 1 ปีเต็ม ซึ่งหลังจากที่คิกเริ่มไม่เข้าเรียนออนไลน์ เขาเล่าว่า ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเนกขัมวิทยาและคุณครูได้มาติดตามถึงบ้านเพื่อให้กลับไปเรียน แต่ในตอนนั้นเขาคิดว่าสามารถทำงานหารายได้ได้แล้วจึงไม่อยากกลับไปเรียน เขาถูกตื้อหลายครั้งจนในที่สุดก็ยอมพูดคุยกับผอ.และคุณครู เพื่อหาแนวทางการเรียนร่วมกัน 

และทางเลือกที่สามารถดึงคิกกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ก็คือ ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ นวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ รูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์เด็กที่ไม่สามารถเข้าห้องเรียนได้เต็มเวลา 

‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ การศึกษาที่ยืดหยุ่น ไร้รอยต่อ ตอบโจทย์ชีวิต

สำหรับ ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ ที่คิกกำลังเรียนอยู่นั้น เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ‘1 โรงเรียน 3 รูปแบบ’ โดยใช้หลักการ บ้าน-วัด-โรงเรียน (บวร) ในการทำงานร่วมกับชุมชน สร้างโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้แบบผสมผสาน ทั้งเรียนรู้ด้วยตนเองและเทียบโอน เรียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เรียนแบบพบกลุ่ม ครูเดินสอนถึงบ้าน/ที่ทำงาน และเรียนผ่านกิจกรรมชุมชนและหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้มีวุฒิการศึกษา ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ในการสร้างอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องมาโรงเรียนในห้องเรียนทุกวัน

“ห้องเรียนบวรก็คือเป็นห้องเรียนสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาครอบครัวครับ อาจจะมีปัญหาครอบครัวใช้ความรุนแรง หรือว่าการเงินครับ หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็จะอาจเป็นมีลูกในวัยเรียน ซึ่งจะเรียนห้องเรียนนี้ได้ก็จะมีตัวคัดกรองครับ ไม่ใช่ว่าคุณอยากจะเรียนบวรก็เรียนได้ ครูเขาก็จะตรวจสอบว่านักเรียนคนนี้เข้าข่ายในการเรียนห้องเรียนบวรไหม”

สำหรับรูปแบบการเรียนของห้องเรียนบวรก็จะแตกต่างไปตามความเหมาะสมของบริบทนักเรียนแต่ละคน โดยจะเน้นถอดบทเรียนจากการทำงานของตนเอง นำความรู้ที่ได้มาบูรณาการในแต่ละวิชา โดยใช้รูปแบบของใบงานเป็นหนึ่งในตัววัดประเมินผลการเรียนรู้ ประกอบกับประเมินการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงร่วมกับผู้ปกครองและสถานประกอบการ

คิกยกตัวอย่างใบงานของตัวเองให้ฟังว่า “ใบงานก็จะเป็นของรายบุคคลเลยครับ อย่างของผมทำงานสวนมะมะพร้าว ก็จะมีใบงานให้จดบันทึกว่าเราทำอะไรบ้าง มะพร้าวปลูกยังไง ตัดยังไงดูยังไงว่าตัดได้แล้ว นำไปขายยังไง นำไปแปรรูปอะไรได้บ้าง ถึงผมไม่ได้เป็นคนปลูก ผมก็รู้วิธีการปลูกครับ นอกจากนี้วิชาพื้นฐานพวกภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษก็จะมีเนื้อหาตามระดับชั้น มีครูเวียนมาสอนครับ แล้วก็เรียนออนไลน์ด้วย”

“ส่วนเวลาเรียน ผมเรียนอาทิตย์ละวัน ก็สามารถทำงานไปด้วยได้ครับ และอีกอย่างไม่ได้จำกัดแค่ว่าอาทิตย์ละวัน ไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นวันไหน เพราะว่าส่วนมากจะเป็นวันไหนก็ได้ที่นักเรียนสะดวกครับ แต่ว่าวันที่นักเรียนเยอะๆ จะเป็นวันพฤหัสบดีครับ”

นอกจากทักษะวิชาชีพที่ได้จากการทำงาน ได้ความรู้พื้นฐานจากการเรียนแล้ว คิกมองว่า การเรียนรูปแบบนี้ทำให้เขาได้ฝึกวินัยและความรับผิดชอบที่อาจจะได้มากกว่าการเรียนในระบบอย่างที่เคยเรียนมา 

“ในการทำงานเราก็ต้องตื่นเช้าทุกวันครับ ตอน 6 โมงผมก็ตื่นแล้วเพื่อที่จะได้ไปทำงาน เพราะถ้าตื่นไม่ทันก็คือต้องโดนหยุดงาน ก็ได้ฝึกวินัยและความรับผิดชอบในการทำงานครับ แล้วก็การที่ได้เข้ามาในห้องเรียนบวร ก็ได้เปลี่ยนบุคลิกด้วยครับ  เมื่อก่อนนี้ผมก็เป็นคนที่ขี้อาย ก็คือไม่ค่อยแสดงออกไม่ค่อยกล้าพูด แต่พอครูเขาเริ่มพาไปอีเว้นท์หลายอีเว้นท์ก็เลยต้องพูด แชร์ประสบการณ์ในการเรียน ก็เลยได้ฝึกพูดมากขึ้นครับ”

คิกมองว่า แม้การเรียนรูปแบบนี้จะทำให้ได้ความรู้ในแต่ละวิชาน้อยกว่าการเรียนในห้องเรียนระบบปกติ แต่สิ่งสำคัญคือ ได้ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต และทำให้มองเห็นโอกาสในชีวิตมากขึ้น กล้าคิดกล้าฝันในการประกอบอาชีพที่มากไปกว่าสิ่งที่ทำอยู่ 

เมื่อได้รับโอกาสทางการศึกษา ก็กล้าที่จะฝัน และมั่นใจที่จะลงมือทำ 

สำหรับอนาคตอันใกล้นี้ คิกเล่าว่าหลังจากที่ได้กลับมาเรียนในห้องเรียนบวร เขาอยากจะสานต่อจากสิ่งที่ทำ นั่นก็คือ ‘การแปรรูปมะพร้าว’ ตั้งใจจะทำเป็นธุรกิจของที่บ้าน เพราะคลุกคลีกับการทำงานในสวนมะพร้าวมาตั้งแต่เด็กๆ และมะพร้าวน้ำหอมเองก็เป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดราชบุรี ถือเป็นการสืบสานภูมิปัญญาของชุมชนด้วย

“ตอนนี้กำลังดูอยู่ครับว่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยไหน คุณครูก็เริ่มเปรยๆ มาแล้วว่าเลือกดู เพราะจะได้ช่วยปูพื้นฐานให้ก่อนครับ ตอนนี้ผมอยู่ ม. 5 แล้ว จริงๆ ก็อยากจะสานต่องานจากที่บ้าน อาจจะทำธุรกิจเพิ่มครับ เพราะว่ามะพร้าวมันก็แปรูปได้หลายอย่าง ตอนนี้เราแค่ตัดแล้วส่งขายปกติ แล้วก็ผ่าน้ำขายครับ แต่ว่ามะพร้าวมันสามารถทำได้หลายอย่างเลย ทำเป็นน้ำปั่นก็ได้ เอาไปทำมะพร้าวแก้วก็ได้ แตกแขนงไปได้อีกครับ” 

“ผมคิดว่าถ้าเราไม่ได้กลับมาเรียน ก็คงจะไม่ได้คิดถึงธุรกิจอะไรอย่างนี้ เราคงคิดว่าเราก็แค่ทำไปรายวันของเรา ซึ่งรายได้เราจากตรงนั้นก็ได้อาทิตย์ละ 2,000 บาท สำหรับผมคิดว่ามันก็พอสำหรับค่ากินค่าอยู่แล้ว แต่ถ้ามองถึงอนาคตก็คิดว่าต้องหาเพิ่มครับ เพราะก็ต้องช่วยค่าใช้จ่ายที่บ้านบ้าง ที่บ้านอยู่ด้วยกันหลายคนครับ”

คิกพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า “ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส ทำให้ผมได้มีความหวัง” 

“ห้องเรียนนี้มีไว้สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาครอบครัวครับ อาจจะเป็นปัญหารายได้ที่ทำให้เขาไม่สามารถมาเรียนได้ หรือปัญหาเรื่องการเดินทาง ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ คุณครูก็จะลงพื้นที่ไปสอนที่บ้าน

ผมขอขอบคุณคุณครูและผอ.ที่ในวันนั้นให้โอกาสผมกลับไปเรียน  เพราะว่าถ้าย้อนกลับไปตอนม.2 ถ้าครูไม่ได้ให้โอกาสผมในการกลับไปเรียน ผมคงไม่ได้มีวุฒิการศึกษา คงจะต้องทำอาชีพตัดมะพร้าว รับจ้างทั่วไป แต่ว่าตอนนี้ผมได้รับการศึกษาแล้วครับ มีโอกาสในอนาคตที่จะสามารถประกอบอาชีพของตัวเองได้ครับ และขอบคุณตัวเองด้วยครับที่ตัดสินใจกลับมาเรียน”

สุดท้าย ในฐานะเด็กคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา ได้ผู้อำนวยการโรงเรียนและคุณครูที่ไม่ทอดทิ้งในวันที่เลือกหันหลังให้กับการศึกษาไปแล้ว คิกฝากถึงพี่ๆ น้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่มีเหตุปัจจัยให้ไม่สามารถเรียนต่อได้ หรือรู้สึกว่าการเรียนในระบบนั้นยาก อยากให้มองว่า…

“ถ้าคุณเรียนต่อคุณอาจจะได้ปริญญา อาจจะได้วุฒิการศึกษาครับ ทำให้สามารถไปทำงานในสายงานที่ตัวเองอาจจะชอบในอนาคตได้ แต่ถ้าตอนนี้คุณทำงานแล้วเลิกเรียนไปเลย คุณก็อาจจะอยู่แค่ตรงนี้” 

“คนส่วนใหญ่คิดว่าการเรียนก็ต้องมาเรียนครบทุกวันครับ ไม่อย่างนั้นมันคงไม่ได้อะไร เขาคิดกันอย่างนี้ แต่ว่าในการเรียน 3 รูปแบบเราได้วิชาชีพมาเสริมวิชาการ สามารถต่อยอดต่อไปได้ครับ”

Tags:

ทักษะชีวิตทักษะอาชีพการศึกษาที่ยืดหยุ่นเด็ก Dropoutโรงเรียนเนกขัมวิทยาห้องเรียนบวร สร้างโอกาส

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Everyone can be an Educator
    ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • flexible learning-1
    Social Issues
    ‘ห้องเรียนระบบสอง’ การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตจริง:  นวัตกรรมการศึกษาแก้ปัญหาเด็ก Drop Out โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issues
    ‘พิการ’ ไม่เท่ากับ ‘ไร้ค่า’ ขอแค่พื้นที่ปลอดภัย และโอกาสในการเรียนรู้ 

    เรื่อง The Potential

  • Creative learningSocial Issues
    ‘อยู่รอดปลอดภัย’ วิชาที่ช่วยให้เด็กคิดได้-ทำเป็น เพราะภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Everyone can be an Educator
    มากกว่ารักษ์ คือการเรียนรู้ที่เห็นคุณค่าตัวเองและมรดกภูมิปัญญา: โนรา Gen Z ‘ชาดา สังวรณ์’ 

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ

100 Meters: ระยะทางพิสูจน์ใจ เมื่อชัยชนะไม่สำคัญเท่าการยอมรับความพ่ายแพ้
9 January 2026

100 Meters: ระยะทางพิสูจน์ใจ เมื่อชัยชนะไม่สำคัญเท่าการยอมรับความพ่ายแพ้

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • ‘100 Meters’ คือภาพยนตร์แอนิเมชันที่ดัดแปลงจากมังงะชื่อดังของ Uoto บอกเล่าเรื่องราวของ ‘โทงาชิ’ นักวิ่งที่ใช้พรสวรรค์เอาชนะคู่แข่งตั้งแต่ชั้นประถม กับ ‘โคมิยะ’ ตัวอย่างของพรแสวงที่อาศัยความมุทะลุและการสร้างสถิติเป็นแรงผลักดัน
  • ทั้งสองต่างเผชิญกับความรู้สึกที่ติดค้างในใจและความกังวลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จนเมื่อชีวิตมาถึงจุดหนึ่งพวกเขาแทบจะไม่มีความสุขบนลู่วิ่งอีกต่อไป ก่อนจะได้รับการปลดล็อกจากบทสนทนาที่แฝงไว้ด้วยปรัชญากับนักวิ่งรุ่นพี่
  • “ถ้าไม่รู้ว่าความเป็นจริงของนายคืออะไร นายก็จะหนีไม่พ้นมัน เปิดตาแล้ววิ่งหนี มันต่างกับปิดตาแล้วยืนนิ่ง การจ้องมองและเผชิญกับความเป็นจริงมันน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูกเลย แต่นายต้องยอมรับสิ่งที่ตัวเองเกลียด”

‘100 Meters’ คือภาพยนตร์แอนิเมชันที่ดัดแปลงจากมังงะชื่อดังของ Uoto บอกเล่าเรื่องราวของ ‘โทงาชิ’ เด็กประถมที่วิ่ง 100 เมตรได้เร็วที่สุดในญี่ปุ่นและไม่เคยแพ้ใครในรุ่นเดียวกัน แต่แล้ววันหนึ่ง เขากลับปราชัยเป็นครั้งแรกให้กับ ‘โคมิยะ’ เพื่อนร่วมชั้นที่เขาเคยสอนวิ่ง และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างเสียศูนย์เป็นเวลานานกว่า 10 ปี

สิ่งที่ผู้กำกับอย่าง เคนจิ อิวาอิซาวะ (Kenji Iwaisawa) ทำได้น่าสนใจ คือการนำเสนอตัวละครผ่านความแตกต่างที่เหมือนกับภาพคอนทราสต์ โดยให้ โทงาชิ เป็นตัวแทนของคนมีพรสวรรค์แต่ไร้เป้าหมาย ต้องขับเคี่ยวกับตัวแทนของพรแสวงผู้หิวโหยในสถิติและชัยชนะอย่าง โคมิยะ ตั้งแต่สมัยดาวรุ่งยาวไปถึงการแข่งขันระดับอาชีพ ซึ่งเชื่อว่าผู้อ่านที่ยังไม่ได้รับชมแอนิเมชันก็คงพอจะเดาได้ว่าระหว่างทางใครจะฝึกฝนและพัฒนาทักษะการวิ่งได้ดีกว่ากัน

[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์]

สำหรับผม จุดที่เป็นไฮไลต์ของ 100 Meters ไม่ใช่ฉากการวิ่งแข่ง 100 เมตร แต่เป็นการต่อสู้กับอารมณ์ภายในจิตใจของตัวละคร โดยเฉพาะ โทงาชิ ที่แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยรู้สึกว่าการวิ่งเป็นเรื่องสนุก เขาแค่วิ่งเพราะมันเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเพราะเขาเข้าเส้นชัยได้ไวกว่าคนอื่น

“การวิ่งเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดในชีวิตครับ มันทำให้ผมเป็นที่ต้องการ และถูกยอมรับคุณค่า แถมผมก็ไม่ได้ตัวคนเดียว ตั้งแต่เกิดมาผมก็มีขาที่วิ่งไวกว่าใครแล้ว”

เมื่อโทงาชิเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับผลลัพธ์ที่ไม่จีรัง เขาจึงต้องแบกรับความคาดหวังอันหนักอึ้ง เสมอตัวในวันที่ชนะ… เจ็บหนักในวันที่แพ้ สุดท้ายการวิ่งที่เป็นเหมือนพรจากฟ้า ก็ค่อยๆ กลับกลายเป็นคำสาปที่ฉุดรั้งให้โทงาชิเป็นก้าวไม่พ้นคำว่า ‘ดาวรุ่งแห่งวงการกรีฑา’ และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่เขาแก้ไม่ตก 

ไม่ต่างจาก โคมิยะ ที่แม้จะก้าวขึ้นมาอยู่ในทำเนียบดาวรุ่งอย่างรวดเร็ว ด้วยสไตล์การวิ่งแบบทุ่มสุดตัว แต่กลับไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดด้วยอาการบาดเจ็บ จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้พบกับ ‘ซาอิสึ’ นักวิ่งอันดับ1 ของญี่ปุ่น และขอคำชี้แนะเกี่ยวกับความวิตกกังวลที่ยังฉุดรั้งขาของเขาไว้ไม่ให้วิ่งเต็มกำลัง แม้ร่างกายจะหายจากอาการบาดเจ็บแล้วก็ตาม

“ในความคิดผม ไม่ควรแก้ความวิตกกังวลให้หายไปครับ ชีวิตคนเรามีโอกาสเจอความสูญเสีย และนั่นคือเสน่ห์ของชีวิตครับ ความกลัวไม่ใช่เรื่องไม่ดี ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องดี ความวิตกกังวลก็เกิดจากการที่เราท้าทายตัวเอง หากเราต้องสละบางสิ่งเพื่อเกียรติยศ มอบชีวิตไปซะ เพราะชีวิตมันก็แค่กลุ่มก้อนเซลล์

ผมไม่กลัวที่จะแพ้ ผมแค่สนใจว่าตัวเองทำได้ดีไหม แต่ผมก็ทั้งเจ็บใจในความพ่ายแพ้ และโหยหาผลลัพธ์ครับ ไม่ใช่การคิดแบบครึ่งๆ ครับ ผมได้ประโยชน์จากความคิดพวกนี้ในเวลาเดียวกัน ผมเลยรู้สึกสนุกกับความกังวลที่เกิดขึ้นเสมอครับ”

ขณะที่โทงาชิ ซึ่งเกือบจะหันหลังให้กับการวิ่งในช่วงม.4 ได้กลับมาสานฝันตัวเองอีกครั้งหลังจากได้เจอ ‘เสี้ยววินาทีแห่งความสุข’ ระหว่างการวิ่งอีกครั้งแบบไม่ตั้งใจ ทว่าถึงเขาจะคืนฟอร์มเก่ง แต่อาการเสียศูนย์ต่อการพ่ายแพ้ก็ยังตามหลอกหลอนเขาไปทุกที่ โดยเฉพาะในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร ในรายการอินเตอร์ไฮที่ถือเป็นรางวัลสูงสุดของนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ซึ่งเขาต้องเผชิญหน้ากับโคมิยะเป็นครั้งที่สอง ก่อนจะพ่ายแพ้ในวินาทีสุดท้ายอีกครั้งราวกับหนังม้วนเดิมที่ถูกฉายซํ้า 

“โทงิชาคุง วิธีการวิ่งเปลี่ยนไปนะ” โคมิยะกล่าวหลังคว้าชัยชนะ ซึ่งคำพูดของเขาพาให้ผมคิดถึงบทสัมภาษณ์ของ ‘เทพบิว’ ภูริพล บุญสอน นักวิ่งอันดับ 1 ชาวไทย ที่เคยให้สัมภาษณ์กับ Siamsport ว่าเขาเป็นนักวิ่งพรสวรรค์แต่สิ่งที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้คือพรแสวงล้วนๆ “ช่วงแรกอาจจะใช่ครับ ตอนอายุ 8 -13 ปี ไม่ได้ตั้งใจซ้อม แต่วิ่งชนะคนอื่น คิดว่าเป็นพรสวรรค์ แต่พอช่วงอายุสัก 16 ปี พรสวรรค์ช่วยไม่ได้แล้ว ต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้น หาพรแสวง หาการซ้อมใหม่ๆ หาอะไรดู ตั้งใจซ้อม พัฒนาตัวเองเพื่อแข่งกับรุ่นพี่ให้ได้ครับ” 

10 ปีผ่านไป โคมิยะกลายเป็นนักวิ่ง Top3 ของญี่ปุ่น สวนทางกับโทงาชิที่แม้จะเป็นนักวิ่งอาชีพ แต่ไม่สามารถพาตัวเองไปถึงจุดสูงสุดได้เหมือนสมัยเป็นดาวรุ่ง เพราะสิ่งที่แก้ไม่ตกและไม่เคยแก้ของเขาเลย คือการ ‘กลัวแพ้’ 

ทุกครั้งที่ออกตัวเขาวิ่ง เขามักพุ่งทะยานได้ไวกว่าคนอื่น ทว่าก่อนเข้าเส้นชัยเขามักมีอาการแผ่วปลายทุกครั้ง ซึ่งทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่านอกจากกลัวแพ้แล้ว โทงาชิเองก็มีอาการวิตกกังวลแบบเดียวกับที่โคมิยะเคยเป็น เพียงแต่โทงาชิไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา และหาทางหลีกเลี่ยงด้วยการแก้ตัวกับเพื่อนนักวิ่งด้วยกันว่า “คนเราก็ต้องเผชิญกับความเป็นจริงใช่ไหมล่ะ”

ไม่นาน โทงาชิก็พบจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จุดประกายให้เขากลับมาเป็นโทงาชิที่มุ่งมั่นและทุ่มสุดตัวคนเดิม ผ่านฉากที่เขาระบายความในใจกับ ‘ไคโด’ นักวิ่งฉายา ‘ที่สองตลอดกาล’ ว่าคุณค่าในตัวเขาค่อยๆ ลดลงทุกวัน และเขาจะจัดการกับความเป็นจริงอย่างไรดี 

“ฉันจะเล่าเรื่องฉันให้ฟังละกัน ก่อนอื่น ฉันมั่นใจว่าตัวเองมีพรสวรรค์ขั้นเทพ ฉันเกิดมาเพื่อเป็นนักวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งระยะสั้น ตอนเด็กฉันไม่เคยแพ้ใครในภูมิภาคตัวเองเลย แต่พอโดนโค่นที่งานแข่งระดับชาติ ฉันก็พยายามที่จะวิ่งให้เร็วกว่าเดิม ปีสุดท้ายของมัธยมปลาย ฉันเกือบจะได้ชัยชนะระดับชาติ แต่แล้วซาอิสึที่อายุ 15 ปีก็โผล่มา หลังจากนั้นเอง ฉันก็โดนต้อนให้อยู่กับความเป็นจริงที่ว่า…เขานำหน้าฉันหนึ่งก้าวเสมอ ความเป็นจริงที่ฉันไม่เคยชนะ 

แต่ที่ตลกมากกว่าคือ ฉันมั่นใจว่าจะชนะครั้งหน้า รู้ไหมว่าทำไม เพราะว่าเราหนีความเป็นจริงได้ ถ้าชัยชนะฉันมันไม่เป็นจริง ฉันก็ต้องเอาตัวเองออกจากจุดนั้น 

การหนีความเป็นจริง หมายความว่าฉันมีความหวังกับตัวเอง มันแสดงให้เห็นว่าฉันยังไม่ยอมแพ้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความเห็น มุมมอง ข้อเท็จจริง หรือการตระหนักรู้ ที่คนรอบข้างพูดกับฉัน ฉันก็ยังให้ความสำคัญกับตัวเอง นั่นแหละคือภารกิจของฉัน งานฉัน เหตุผลการใช้ชีวิตและวิ่งต่อไป 

ฟังนะ โทงาชิ นายจะหนีจากความเป็นจริงได้ ตราบใดที่นายเข้าใจว่านายวิ่งเพื่ออะไร”

โทงาชิคล้ายกับเห็นภาพบางส่วนของตัวเอง คืนนั้นเขากลับไปนอนคิด และตกผลึกว่าเป้าหมายในการวิ่งของเขาไม่ใช่การคว้าชัยชนะ แต่เป็นการวิ่งเพื่อใครสักคนที่ผ่านมาเห็น ที่สุดแล้ว เขาจึงกลับมาเป็นโทงาชิคนเดิมที่กินเต็มที่ ซ้อมเต็มที่ แข่งเต็มที่ ส่งผลให้ฟอร์มในสนามพุ่งทะยานขึ้นจนได้สิทธิกลับไปแข่งชิงแชมป์ระดับประเทศในสัปดาห์ถัดไป

 “ถ้าไม่รู้ว่าความเป็นจริงของนายคืออะไร นายก็จะหนีไม่พ้นมัน เปิดตาแล้ววิ่งหนี มันต่างกับปิดตาแล้วยืนนิ่ง การจ้องมองและเผชิญกับความเป็นจริงมันน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูกเลย แต่นายต้องยอมรับสิ่งที่ตัวเองเกลียด ถ้านายอยากเปลี่ยนแปลงหรือกำจัดความเป็นจริง นายต้องเผชิญกับมันก่อน เพราะถ้านายเผลอปิดตาไว้เมื่อไร นายก็จะหยุดเคลื่อนไหวตลอดไป” ไคโดกล่าวกับโทงาชิอีกครั้ง

แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อเขาประสบอุบัติเหตุกล้ามเนื้อฉีกขาดระหว่างการฝึกซ้อม และต้องพักรักษาอย่างน้อย 6 เดือน ส่งผลให้โทงาชิใจสลาย และตระหนักว่า 

“สิ่งสำคัญมากกว่าเทคนิค คือการยอมรับความพ่ายแพ้ให้ได้ ประมาณว่าพอพยายามเต็มที่ ถึงจะแพ้ก็ไม่รู้สึกเสียใจ ชีวิตเราไม่ได้แขวนอยู่บนเส้นด้ายสักหน่อย แล้วถ้าเราเตรียมใจที่จะแพ้ ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะดีกว่าที่คาดไว้นะ ความเร็วไม่ใช่ทุกสิ่ง ค่อยเป็นค่อยไป ทำไมต้องสละชีวิตไปกับมัน ชีวิตทั้งหมดของฉัน” 

ทว่าโอกาสในการคว้าสิทธิแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดของประเทศอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต โทงาชิจึงยอมเสี่ยงเอาชีวิตนักกีฬาเข้าแลก 

“กว่าจะรู้ตัว ผมก็แค่ใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อวันพรุ่งนี้ครับ การแข่งครั้งหน้าคือชีวิตผมทั้ง 25 ปี และตัวผมในปัจจุบัน ถ้าผมมัวใช้ชีวิตเพื่อแค่สานต่อตัวเองในเมื่อวาน ผมคงจะวิ่งให้เต็มที่ต่อไปไม่ได้ครับ” เขาบอกรุ่นพี่คนสนิท

แม้ฉากสุดท้ายของภาพยนตร์จะไม่เฉลยว่า ที่สุดแล้วใครคือนักวิ่ง 100 เมตรที่วิ่งได้เร็วที่สุดในญี่ปุ่น แต่กลับโคลสอัพไปที่รอยยิ้มของคู่แข่ง ผมคิดว่านี่คือชัยชนะของการพาผู้ชมไปถึงเส้นชัยแล้ว

สิ่งสำคัญที่เปรียบได้กับจุดสูงสุดของเรื่องคือการที่โทงาชิกลับมาเผชิญหน้ากับโคมิยะอีกครั้ง ทว่าไฮไลต์ในการพบกันครั้งนี้คือการที่โคมิยะตัดสินใจระบายความรู้สึกอัดอั้น ว่าที่ผ่านมาตนคิดแต่เรื่องการทำลายสถิติจนรู้สึกว่างเปล่ากับการวิ่งระยะทางเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ถึงฉันจะทำสถิติใหม่อีก แล้วมันจะมีค่าอะไรหลังจากนั้น”

โทงาชินิ่งฟัง ก่อนบอกโคมิยะว่าเขาเองก็เริ่มต้นจากการไม่อยากแพ้และคิดว่าตัวเองวิ่งเร็วที่สุด

“มนุษย์เราเข้าใจได้แค่หัวใจของตัวเองเท่านั้นล่ะ ไม่ได้มีที่ไหนเป็นของเราอย่างแท้จริง จะความรัก ความเข้าใจ หรือเป็นที่หนึ่ง ก็แค่สิ่งที่เราคิดเอาเอง  ทุกอย่างบนโลกมันทำให้เรากังวล ท้ายที่สุดเราทุกคนล้วนต้องตายอยู่ดี พอคิดได้แบบนั้น คนเรานี่ก็ไม่ได้เรื่องเลย 

ช่างเถอะ แต่ที่ฉันพูดมาทั้งหมด ไม่สามารถพรากความรู้สึกที่ดีไปจากตัวเราที่พยายามเต็มที่หรอกนะ ฉันเห็นมาหลายต่อหลายครั้ง ฉันยังรู้สึกเหมือนเดิมเลย โคมิยะคุง ถึงนายจะลืมไปแล้ว แต่มีกฎง่ายๆ อยู่นะ ถ้าเราวิ่ง 100 เมตรเร็วกว่าคนอื่น เราจะแก้ปัญหาได้หมดทุกอย่าง นายเจอวิธี มุ่งมั่นไปหา และขัดเกลาความเร็วด้วยตัวเอง นายยังคิดว่ามันไร้ค่าอีกเหรอ ตอนที่เราวิ่ง ทุกอย่างหายไป ในโลกที่เด่นชัดเอง ทุกอย่างก็เปล่งประกาย ถ้านายยังไม่เคยมีประสบการณ์นั้น ในการแข่ง 100 เมตรที่จะถึง มาสัมผัสไปด้วยกันเถอะ”

หลังชม 100 Meters จบ ผมไม่รู้สึกว่านี่คือแอนิเมชันกีฬา หากแต่เป็น ‘หนังชีวิต’ ที่ใช้การวิ่งร้อยเมตรเป็นภาพแทนของแต่ละชีวิตที่ต่างดิ้นรนท่ามกลางความรู้สึกอันหลากหลาย เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ความรํ่ารวยหรือความยากจน ความสุขหรือความเศร้า ก็ล้วนเป็นเพียงของแถมที่พ่วงมากับลมหายใจเท่านั้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญของชีวิตจึงไม่ใช่เส้นชัย แต่คือการที่เรากล้ายืนอยู่บนลู่วิ่งของตัวเอง ยอมรับบาดแผล ความกลัว ข้อจำกัด ปัญหาต่างๆ ที่แบกไว้ แล้วเลือกจะก้าวต่อไปในจังหวะของตนเอง เหมือนกุญแจสำคัญของภาพยนตร์ที่ไม่ได้บอกให้เราวิ่งเร็วกว่าใคร แต่สะกิดให้เรากลับมาทบทวนว่า ศักยภาพของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการเอาชนะผู้อื่น หากเกิดจากการเอาชนะใจตัวเอง

เมื่อมนุษย์หยุดเปรียบเทียบ แล้วหันกลับมารับฟังเสียงภายในอย่างแท้จริง เราจะพบว่า คุณค่าหรือชัยชนะไม่ได้วัดจากผลลัพธ์ตรงปลายทาง แต่วัดจากความพยายามอย่างไม่ลดละ และพร้อมที่จะลุกขึ้นวิ่งต่อ แม้ในวันที่ไม่มั่นใจว่าเส้นทางข้างหน้าจะพาเราไปถึงที่ใดก็ตาม 

Tags:

100 metersหนังแอนิเมชัน

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Movie
    Green Book: มิตรภาพบนความต่าง คือบทสนทนาของหัวใจที่เปิดกว้างละวางอคติ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Freedom Writers: ครูผู้ชวนเด็กๆ ขีดเขียนชีวิตในแบบของตัวเอง ด้วยความเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิมีชีวิตที่ดี

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Didi: แค่ใครสักคนที่เข้าใจ เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่พร้อมรับฟัง

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    คุณยายผมดีที่สุดในโลก: ความรักความใส่ใจละลายความแข็งกระด้างของเด็กได้ดีกว่าการขู่บังคับ

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Whisper of the heart: ในวันที่มองไม่เห็นอนาคตและความฝันยังไม่สำเร็จ ฉันเพียงต้องการแค่คนที่อยู่เคียงข้างกัน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

Posts navigation

Older posts

Recent Posts

  • ทิศทางการศึกษาไทยที่อยากให้รัฐบาลใหม่ไปพ้นจากวังวนผลประโยชน์ทางการเมือง
  • Toxic Positivity: เลิกปฏิเสธอารมณ์และบอกให้ตัวเอง(หรือใคร)ต้องกดข่มมันไว้ด้วยคำว่า ‘คิดบวก’
  • ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น
  • Time Anxiety: เมื่อ ‘ความกังวลเรื่องเวลา’ กำลังพรากความสุขไปจากเรา
  • หยัดยืน:  ราคาที่ต้องจ่ายในการเลือก ‘ยืนยัน’ ความเชื่อของตัวเอง เมื่อชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยก

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel