- ‘แม่พลอย’ พลอย ศิริอุดมเศรษฐ เป็นนักสื่อสารเรื่องเพศ Sex Educator, นักสร้างแรงบันดาลใจด้าน Body Positivity และนักแสดงผู้ถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านบท ‘ปุ้ย’ ในซีรีส์ทนายปีศาจ ที่เน้นย้ำว่าสิ่งเด็กๆ ควรเรียนรู้ก่อนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คือ ‘เพศศึกษา’
- ‘เพศศึกษา’ ไม่ใช่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์ แต่คือการเห็นคุณค่าของตัวเอง และเห็นคุณค่าในความสัมพันธ์ ซึ่ง Healthy Body Image การรู้คุณค่าในรูปร่างตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของ ‘เพศศึกษา’ ด้วย
- “ปัจจุบันเด็กเจอความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เขาโตมากับชีวิตที่ทุกอย่างมันเป็นเทคโนโลยี แล้วทุกอย่างมีดิจิทัลฟุตปรินต์ ทุกอย่างมีการเปรียบเทียบ เรายิ่งต้องสอนเรื่องคุณค่าในตัวเอง ขอบเขต การเคารพตัวเองและผู้อื่น”
สีหน้าแววตาที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่กลับโดนกระทำซ้ำโดยกระบวนการยุติธรรมและทัศนคติอันคับแคบของสังคม คือภาพที่ทำให้หลายคนรู้จัก ‘ปุ้ย’ จากซีรีส์ทนายปีศาจ ซึ่งรับบทโดย ‘แม่พลอย’ พลอย ศิริอุดมเศรษฐ
ในโลกคู่ขนาน ‘แม่พลอย’ คือสาวเจนวายโพรไฟล์ดี มีบทบาทการทำงานในฐานะนักสื่อสารเรื่องเพศ Sex Educator, นักสร้างแรงบันดาลใจด้าน Body Positivity ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า แม้เธอเองจะเป็น Beauty Standard (มาตรฐานความงาม) ของผู้หญิงอ้วน ผิวขาว หน้าตาน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใจ แต่ก็ไม่วายถูกบูลลี่เช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าจะในบทบาทของ ‘ปุ้ย’ หรือ ‘แม่พลอย’ สิ่งที่เธออยากให้เด็กๆ เรียนรู้ก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็คือ ‘เพศศึกษา’
“เพราะว่าเพศศึกษามันไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘จู๋-จิ๋ม’ มันคือ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างกับตัวเอง การรู้คุณค่าในตัวเอง การรู้ความชอบตัวเองขอบเขตตัวเอง วิธีปกป้องตัวเอง การให้เกียรติผู้อื่น ซึ่ง Healthy Body Image การรู้คุณค่าในรูปร่างตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เพศศึกษา’ ด้วย”
ในบทบาทของ Sex Educator แม่พลอยจะสื่อสารเนื้อหาต่างๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งในชื่อของตัวเองและเพจ ‘ตัวหนูของหนู’ นอกจากนี้ยังจัดเวิร์กชอปสำหรับครอบครัวที่ต้องการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาร่วมกัน
“ในปัจจุบันเด็กเจอความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เขาโตมากับชีวิตที่ทุกอย่างมันเป็นเทคโนโลยี แล้วทุกอย่างมีดิจิทัลฟุตปรินต์ ทุกอย่างมีการเปรียบเทียบ เขารู้ว่านี่คือไฮท์แรงค์หรือไม่ไฮท์แรงค์ เพราะว่าตัวเลขยอดไลค์มันบอกชัดเจนมาก มันน่ากลัวมากสำหรับการประกอบสร้างตัวเองของเขา เรายิ่งต้องสอนเรื่องคุณค่าในตัวเอง ขอบเขต การเคารพตัวเองและผู้อื่น”

‘การไม่รู้อะไรเลยมันน่ากลัว’ ก้าวแรกสู่การเป็น Sex Educator
แม่พลอยเล่าว่า เธอเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบค่อนข้างไข่ในหิน มีแพทเทิร์นชีวิตแบบชนชั้นกลาง คือเรียนมัธยมต้นที่สตรีวิทยา มัธยมปลายที่เตรียมอุดมศึกษา จบปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ เอกวาทวิทยา และวิชาโท ภาคสื่อสารการแสดง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“พ่อแม่เขาพยายามส่งให้อยู่ในสังคมที่ดี แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า การที่ไม่ได้เข้าไปแบบยุ่งเกี่ยวกับด้านมืดอะไรเลย มันดีไปหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าสุดท้ายแล้วเราก็จะค้นพบแหละว่า การที่ไม่รู้อะไรเลย จริงๆ ก็น่ากลัว”
แม่พลอยเล่าว่า ตอนเรียนที่คณะนิเทศ เธอมีโอกาสทำละคร คลุกคลีอยู่กับแวดวงการแสดง ทำให้ได้เจอผู้คนมากมายที่มีประสบการณ์ชีวิตต่างออกไป และได้เจอกับเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นเหมือนสารตั้งต้นที่ทำให้อยากสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องเพศ
“คือเพื่อนเขาโดนลวนลามอยู่เรื่อยๆ จนเกือบจะโดนข่มขืนแล้ว มันทำให้เรารู้สึกว่าแย่จังเลย แล้วเขาก็กลายเป็นคนที่ยินยอมให้คนเข้ามาในพื้นที่ของเขามากผิดปกติ ซึ่งมันคือกลไกการป้องกันตัวเองของเขา”
เรื่องนี้ทำให้แม่พลอยเกิดคำถามขึ้นในใจว่า อะไรที่ทำให้คนๆ หนึ่งยินยอมให้เรื่องเหล่านี้เกิดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ถ้าเราทุกคนได้รับการปลูกฝังเรื่องการเคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายตัวเองและผู้อื่น จะเป็นเกราะป้องกันการกระทำที่นำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศในสังคมได้ไหม?
ในโพรเจกต์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เธอจึงเลือกทำหัวข้อ ‘The Boundary’ การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อปกป้องสิทธิด้านร่างกาย โดยออกแบบเป็นโปรแกรมเวิร์กชอป Sexual Harassment Protection ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย
“เวิร์กชอปแบ่งเป็น 2 พาร์ต เช้าเป็นเลคเชอร์เรื่องสิทธิทางกฎหมาย ว่าเรามีสิทธิยังไง กฎหมายการคุกคามทางเพศปรับเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเด็กม.ปลายอะ …เบื่อ เราเองก็ผิดในฐานะที่เป็นคนดีไซน์คอร์ส แต่ว่าช่วงบ่ายก็คือเชิญอาจารย์อิ๊ก ณฐิณี เจียรกุล มาเป็นกระบวนกรนำเวิร์กชอปแบบ Drama-based ใช้การแสดงและการสวมบทบาท (Role-play) จำลองสถานการณ์ ซึ่งพอเป็นเวิร์กชอปแบบนี้เด็กก็สนุก แล้วก็ได้เรียนรู้ เราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย”

เติมเต็มความรู้เพศวิทยา ‘เพศศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์’
แม้จะค่อนข้างชัดเจนกับบทบาทการเป็นนักสื่อสารเรื่องเพศ และนักสร้างแรงบันดาลใจด้าน Body Positivity ที่สนับสนุนให้คนมีความมั่นใจในร่างกายตัวเอง แต่แม่พลอยก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่า Educator เพราะมองว่ายังขาดความรู้ในเชิงวิชาการ
“เพื่อนชวนไปเรียนหลักสูตรเพศวิทยา เขาบอกว่ามันเวิร์ก ก็เลยได้ไปเรียน หลักสูตรเพศวิทยาคลินิกของคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก็ได้รู้เชิงชีววิทยา วงจรเสร็จเสียวของคนอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งมันสำคัญมากกับการทำความเข้าใจตัวเองและทำความเข้าใจคู่ และส่งผลต่อความสัมพันธ์มากๆ แต่ตอนแรกก็แอบรู้สึกว่าคนเป็นแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะค่อนข้างต่อยอดได้เยอะกว่า จนมาเจออาจารย์ท่านนึงชื่อ คุณหมอน้ำอ้อย-ขวัญชนก หอมแสงประดิษฐ ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องเพศเชิงบวกผ่านเฟซบุ๊กมาตั้งแต่แรกๆ ชื่อเพจน้องสาว อาจารย์มาสอนวิชา Sex Education สำหรับคนที่จะเป็นคนสอนด้านเพศว่าจะต้องมีความรู้อะไรยังไงบ้าง
คือ ณ ตอนนั้น เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันคืออะไร แต่เจอวิชานี้มันเหมือนมีคนมาให้กรอบประมาณนึงว่า ถ้าสมมติแม่พลอยสนใจด้านนี้ มันมีเวย์ที่จะไปต่อนะ เพราะว่า Educator ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นหมอ ก็ทำได้”
จากห้องเรียนเพศวิทยา แม่พลอยมีโอกาสนำความรู้มาออกแบบเวิร์กชอปเรื่อง ‘เพศศึกษา’ ให้กับชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำความรู้ไปใช้ในการดูแลเด็กๆ ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มชั่วโมงบินให้กับ Sex Educator หน้าใหม่
“จุดเปลี่ยนคือเจอคุณนุ่น-รัชดา ธราภาค เป็นบุคคลที่ให้ข้อมูลกับพลอยตั้งแต่ตอนทำเวิร์กชอป Sexual Harassment Protection ตอนปี 4 แล้วเขาก็ชวนไปทำงานสัมภาษณ์เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะเขาทำเรื่องท้องวัยรุ่น (โครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในระดับอำเภอ) โดยการสนับสนุนของสสส. แล้วก็เอาการ์ดการพูดคุยเรื่องเพศศึกษากับพ่อแม่ ไปจัดเวิร์กชอปตามชุมชน เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นตรงนั้นสามารถรันกระบวนกับคนในชุมชนได้ ว่าคุณจะสอนเพศศึกษาลูกๆ ยังไง ซึ่งก็เวิร์ก”
“พอได้ทำงานอยู่ในวงการจริงจัง แบบที่ได้ใช้ศักยภาพเราด้วย เราก็เริ่มมั่นใจขึ้นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ ฉันก็ทำงานนี้ได้ ฉันใช้ศักยภาพของฉัน ใช้สกิลการเป็นพิธีกร เป็นคนหน้ากล้อง มันก็มีเวย์ที่เราจะขับเคลื่อนได้”
เมื่อบทบาทของ Sex Educator เริ่มชัด นอกจากความสุขที่ได้รับจากการทำงาน โอกาสการเรียนรู้ก็ค่อยๆ เข้ามาให้ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อยอดไปเรื่อยๆ
“สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) จะมีโควต้าส่งภาคีไปเรียนรู้เพิ่มเติม เราก็ได้ไปเรียนกับมะขามป้อม คราวนี้ก็เจอผู้คนเต็มเลย เจอคุณหมอชมพู่ เป็นกุมารแพทย์ที่สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เขาก็ชวนไปสอนเป็น Sex Education for Teacher แบบเพื่อคุณครูเลย ก็เลยได้ไปทำเวิร์กชอปสอนด้วย แล้วเราก็ยังได้ใช้ทักษะการแสดงด้วยนะ เพราะคลาสก่อนหน้าของเขามันเป็นทักษะการให้คำปรึกษา เราก็โรลเพลย์เลย เป็นเด็กท้องรอบนึง แล้วก็เป็นผู้ปกครองที่มาร้องเรียนโรงเรียนว่า ทำไมถึงสอนเพศศึกษาให้ลูกฉัน ยังเด็กอยู่เลยนะ”

‘ตัวหนูของหนู’ คอร์สเพศศึกษาที่พ่อแม่เรียนรู้ไปพร้อมกับลูก
หลังจากสะสมชั่วโมงบินในการถ่ายทอดความรู้เรื่องเพศศึกษารูปแบบต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่แล้ว ก็ถึงเวลาออกแบบเวิร์กชอปของตัวเอง ซึ่งแม่พลอยเลือกที่จะจัดคอร์สสำหรับครอบครัว ในชื่อ‘ตัวหนูของหนู’ เพื่อแก้เพนพอยต์ที่เคยพบ
“เพื่อนที่เป็นครูเคยเชิญเราไปสอนเพศศึกษาสำหรับพ่อแม่ มันก็จะมีแก๊ปว่า พ่อแม่ไม่รู้จะสื่อสารกับลูกยังไง หรือสมมติสอนแล้วลูกถามจะยังไงต่อ มันเขิน คือมันยังสลัดความเขินไม่ได้
แล้วสมมติครูสอนเด็กเรื่องคอนเซนต์ (Consent-ยินยอม) กลับบ้านไปพ่อแม่ก็บังคับอยู่ดี ไม่ฟังลูก ไม่ได้เคารพความคิดเด็กตามที่ครูสอนมา ดังนั้นที่สอนกันมันก็เกิดขึ้นในชีวิตจริงยากหน่อย เราเลยรวมกันเลย เด็กกับพ่อแม่เรียนพร้อมกันไปเลย ก็ทำเวิร์กชอป เล่านิทาน ‘ส่วนนี้หนูหวงที่สุด’ โดยขออนุญาตจากสำนักพิมพ์ SandClock Books แต่ว่าเล่าอย่างเดียวมันไม่รอดอยู่แล้ว ก็ต้องมีกิจกรรมมาเสริม เราก็ชวนเพื่อนที่เป็นกระบวนกรมืออาชีพเข้ามาด้วย ชื่อ กอฟแกฟ-กิตติภณ บุญลีชัย เขาจะเก่งด้านการออกแบบการเรียนรู้ แล้วก็สื่อสารกับเด็ก”
ในส่วนของผู้ปกครอง แม่พลอยเล่าว่า จุดเน้นอยู่ที่การสื่อสารกับลูก เพื่อลดความเขินอาย ความไม่กล้าในการพูดคุยเรื่องเพศศึกษา
“เราก็จะให้คุณพ่อคุณแม่ลองดูตอนพวกเราพูดกับเด็ก พ่อแม่ก็จะมีคลังคำ คลังวิธีในการหลอกล่อ พูดคุยกับเด็ก วิธีทบทวนที่บ้าน เพราะว่าอยู่กับเรามันแค่ 2 ชั่วโมงเอง แต่ว่าเด็กต้องใช้ทั้งชีวิต คนที่สามารถช่วยได้ก็คือพ่อแม่ แล้วก็พูดเรื่องการขออนุญาต ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งมันช่วยมากๆ การที่ให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่มาเรียนรู้พร้อมกันกับเด็ก”
“อีกเซสชั่นหนึ่งเราจะสอนให้เด็กปกป้องตัวเองเวลาโดนคุกคาม โดยใช้หลักสูตร No-Go-Tell ตั้งแต่ให้ทำโรลเพลย์ ใส่ถุงมือเป็นพี่เพนกวินจะมาจับหน้าอก เราก็ต้องไม่เอา ไม่ได้ แล้วก็ต้องวิ่งหนี ไปหาใคร สมมติไปหาพ่อแม่ แล้วต้องพูดว่าอะไร ต้องพูดให้ถูกนะว่า ‘เขาจะมาจับหน้าอกหนู’ ‘จะมาจับนมหนู’ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องดุเพนกวินตัวนั้น เด็กก็จะรู้สึกได้รับการปกป้อง มันก็แบบฟีลเซฟแหละ
แล้วเราก็บรีฟผู้ปกครองว่า เดี๋ยวจะต้องพูดแบบไม่ตัดสินนะ ให้ฟังเด็กก่อนนะ แล้วอย่างคำว่า Trusted Adult ก็มีกิจกรรมที่ให้ทำร่วมกันว่า Trusted Adult จริงๆ คือใคร ก็ลิสต์มา มีคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู หรือใครที่บอกได้อีก”
สำหรับ No-Go-Tell คือแนวคิดสากลที่ใช้สอนเด็กเพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือความรุนแรง โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลักคือ
No (ไม่) สอนให้เด็กปฏิเสธให้ได้
Go (ไป) หนีออกจากสถานการณ์นั้นให้ได้
และ Tell (บอก) ให้เด็กนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ทันที(Trusted Adult) เช่น คุณพ่อ คุณแม่ คุณครู เพื่อขอความช่วยเหลือ

‘หยุดตีตราเหยื่อด้วย Beauty standard’ เมื่อประเด็นเพศถูกสื่อสารผ่านซีรีส์
อีกหนึ่งบทบาทที่ทำให้แม่พลอยเป็นที่รู้จักมากขึ้น คือการเป็นนักแสดงที่รับบท ‘ปุ้ย’ ในซีรีส์ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer) ทาง Netflix ซึ่งเป็นเหยื่อจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยสูตินรีแพทย์ และตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อสู้เรียกร้องความถูกต้อง แต่นี่ไม่ใช่ก้าวแรกในเส้นทางนักแสดงของแม่พลอย เพราะกว่าจะมาเป็นปุ้ยที่สามารถถ่ายทอดความเจ็บปวดของเหยื่อที่ถูกกระทำซ้ำได้อย่างสมจริง แม่พลอยมีผลงานการแสดงมาก่อนแล้ว
“จริงๆ ตั้งแต่ตอนเรียนก็อยู่คณะละคร ได้เล่นละครโรงเล็กอยู่บ้าง ได้พัฒนาการแสดงอยู่เรื่อยๆ แล้วที่นิเทศจะมีบอร์ดงาน ถ้าคาแรกเตอร์ไหนตรงกับเราก็ไปแคสต์ งานแสดงแรกๆ เลยคือ เป็นนางเอก MV ‘รักเหอะ’ ของ Big Ass ซึ่งพี่ชายของพี่ไก่-ณัฐพล บุญประกอบ เป็นผู้กำกับ ทำให้เราได้ร่วมงานกับพี่ผู้กำกับสุดเท่ทั้ง 2 ท่านนี้
ในระหว่างนั้นก็มีงานโฆษณาบ้าง เป็นเพื่อนพระเอกเพื่อนนางเอกในซีรีส์บ้าง อย่าง ‘แปลรักฉันด้วยในใจเธอ 2’ เล่นเป็นเพื่อนเต๋ แล้วก็มี ‘คลับสะพานฟาย’ เล่นเป็นเพื่อนมิลลิ แล้วก็เรื่อง ‘CLAIREBELL คลั่ง/รัก/นักโทษ’ เป็นซีรีส์ Girls’ Love ของพี่เต๋อ-พี่ใหม่”
สำหรับเรื่องล่าสุด ‘ทนายปีศาจ’ นอกจากจะเป็นผลงานที่แม่พลอยได้อวดฝีมือการแสดงแล้ว ยังเป็นบทที่ทำให้เธอได้สื่อสารเรื่องเพศศึกษาในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งทรงพลังและสร้างการรับรู้ได้ในวงกว้าง
“บทมันดีมาก เราจะไม่สามารถฉายแสงได้เลย ถ้าบทมันไม่ดีมาตั้งแต่แรก เขารีเสิร์ช 6-7 ปี คือเรารู้ว่ามันจะดีตั้งแต่ที่เขาเรียกแคสต์ว่าอยากได้คนอ้วนๆ เพราะนั่นแปลว่าเขาต้องการเล่าเรื่องที่มันสื่อสารว่า คนรูปร่างหน้าตาแบบไหนก็สามารถโดนล่วงละเมิดได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนสวยถึงจะโดนเท่านั้น ตอนที่อ่านบทแคสต์คือ บทนี้ของฉัน!”
ในฐานะนักแสดง แม่พลอยมองว่า บท ‘ปุ้ย’ เป็นเหมือนตัวแทนของมายาคติที่ว่า คนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศต้องเป็นคนสวย รูปร่างหน้าตาตรงตาม Beauty Standard ของสังคม ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ใน Standard นั้น แล้วบอกว่าตัวเองโดนล่วงละเมิด ความคิดเห็นแรกๆ คือ “คิดไปเองหรือเปล่า” “คิดมากไปไหม” ยิ่งถ้าเหตุการณ์ยังไปไม่ถึงขั้นการข่มขืน ความน่าเชื่อถือของเหยื่อจะลดลงทันที เพราะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
“พอเราได้พื้นที่สื่ออย่างงี้ ก็จะมีหลายคนที่ทักมาหรือคอมเมนต์ว่าเคยโดน คือเขาอ้วนเหมือนเรา หลายๆ คนเลยนะที่แบบอ้วนหน่อยอะไรอย่างเงี้ย เขาบอกว่าไปเล่าให้บางคนฟัง ซึ่งมันเหมือนกับ Trusted Adult เนอะ ในการไปเล่าให้ฟังก็คาดหวังการเห็นใจ การช่วยเหลือกลับมา แต่เขาตัดสิน ไม่เชื่อ หรือว่าแบบ…ไม่น่าโดนหรอกมั้ง หรือบางคนแย่กว่านั้น คือบอกว่า ‘ควรจะดีใจนะ’ เฮ้ย! เขาโดนกระทำ เขาไม่ได้ยินยอม
แต่เราก็ดีใจนะที่เรื่องนี้ทำให้เกิดการรับรู้ เกิด Awearness (การตระหนัก) เราแฮปปี้มาก เพราะหลายคนเคยพูดว่า ตอนแรกดูบทนี้ ทำไมถึงเอาคนอ้วนๆ มาเป็นเคสที่โดนข่มขืน ดูไม่น่าเชื่อถือเลย แต่หลังจากดูซีรีส์แล้วเขาก็เริ่มรู้ว่า จริงๆ มันเกิดกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะหน้าตาแบบไหน คนแก่ก็โดน ศพยังโดนได้เลย มันไม่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา มันคือเรื่อง Power Dynamics ที่คนทำเขารู้สึกมีอำนาจเหนือกว่า เขามองว่าเขาทำได้
ซึ่ง ‘เพศศึกษา’ จะช่วยมากเลย ถ้าสมมติคนเหล่านี้ได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า จริงๆ ตัวเรากับตัวของคนอื่น มันสำคัญเหมือนกันนะ ไม่มีใครด้อยกว่าใคร เขาก็รักร่างกายเขาเหมือนกัน มันก็จะช่วยทำให้เขาหักห้ามใจไม่ไปทำร้ายคนอื่นได้ หรือทำให้อย่างน้อยก็รับรู้ว่า สิ่งนี้คือกำลังละเมิดคนอื่นอยู่นะ เพราะว่าบางทีก็ทำโดยไม่รู้ตัว”

Healthy Body Image ‘ทัศนคติเชิงบวกและการยอมรับในรูปร่างหน้าตาตัวเอง’
ไม่ใช่แค่ปุ้ย หรือแม่พลอย ที่ต้องเผชิญกับ Body Shaming หรือการวิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน เหยียดรูปร่างหน้าตา ยังมีคนในสังคมอีกไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับอคติและการเลือกปฏิบัติ เพียงเพราะพวกเขาต่างไปจากมาตรฐานที่สังคมตั้งไว้ ซึ่งจากประสบการณ์ของแม่พลอย นอกจากการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องกับสังคมแล้ว การปรับทัศนคติที่มีต่อตัวเองจะช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น
“เราก็มีช่วงที่พยายามต่อสู้กับแนวความคิดบิวตี้สแตนดาร์ด น่าจะตอนที่เรียนจบมาพักนึง คือเราเป็นคนที่ถูกเรียกว่า ‘อ้วน’ มาตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่มันโหดกว่า คือเราบอกตัวเองด้วยว่า ‘เราอ้วน เราไม่สวย’ แล้วเราก็ค่อยๆ สู้กับความคิดนี้ของตัวเอง สู้ด้วยการปฏิเสธว่าบิวตี้สแตนดาร์ดนั้นไม่มีอยู่จริง แต่สุดท้ายเรารู้ว่ามันมีอยู่จริง คุณไม่โดนเรียกแคสต์ในบางบท เพราะว่าคุณไม่ได้สวยตามบิวตี้สแตนดาร์ดไง หรือว่าเวลามีปฏิสัมพันธ์กัน คนเขาก็กรูเข้าไปหาคนที่สวยบิวตี้สแตนดาร์ด มันมีอยู่จริง”
“สิ่งที่รู้สึกว่าสามารถช่วยได้คือ เรารับรู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราจะไม่ยอมเป็นทาสของมัน คือไม่ต้องแบบว่าผลักตัวเองให้เจ็บปวดมากๆ หรือสู้ หรือไม่เป็นตัวเองสุดๆ คือรูปร่างแบบไหนก็สวยได้ แต่เรื่องความอ้วนก็มีเรื่องสุขภาพด้วย ถ้าอ้วนแบบที่น้ำหนักเกินแล้วมีปัญหา ก็เป็นสิ่งที่ควรลด แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่สวยอะ มันคนละเรื่องกันในความรู้สึกเรานะ มันไม่ได้หมายความว่าคุณอ้วนแล้วคุณค่าในตัวคุณมันลดน้อยลง”
สำหรับใครที่กำลังรู้สึกนอยด์หรือกังวล ไม่มั่นใจในการเป็นตัวเอง แม่พลอยส่งกำลังใจให้ทุกคนว่า
“มันโอเคที่เราจะมีรูปร่างในฝัน แต่แค่ไม่อยากให้ใจร้ายกับตัวเรา ณ ปัจจุบัน เราควรรักรูปร่างของตัวเองในทุกๆ สเตจ เพราะสุดท้ายมีแค่คุณนะที่เป็นเพื่อนกับร่างกายของตัวคุณได้ รู้ใจเขา และรักเขาดีที่สุด”
แต่ถ้าสังคมไหนทำให้คุณรู้สึกไม่ดีพอ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จนเกิดความเครียด วิตกกังวล เสียสุขภาพจิต แม่พลอยแนะนำว่าให้ตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ แต่ถ้ายังมีปัญหาอยู่ ให้เอาตัวเองออกมา
“แล้วพาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่เป็นมิตรกับตัวคุณ เป็นมิตรกับการเทคแคร์คุณค่าในตัวเอง คือถ้าสมมติวันนี้ยังฟอลโลอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำให้เราไม่ชอบรูปร่างตัวเอง ก็ควรจะพิจารณาว่าเราควรจะฟอลต่อไหม เราเลือกกำหนดสังคมในฟีดของเราได้นะ”
แม่พลอยเล่าว่าที่ผ่านมาเวลาทำคอนเทนท์เรื่องเพศศึกษา เรื่อง Body Positivity ลงในโซเชียลมีเดียของตัวเอง ก็จะมีฟีดแบ็กลบๆ ให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งวิธีรับมือก็คือ การกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนรอบข้างที่คอยซัพพอร์ตเรา
“สิ่งที่เราจัดการตัวเองได้คือต้องกลับมาอยู่กับตัวเอง ว่าตอนนี้รู้สึกอะไรอยู่ แล้วมันถึงขั้นที่ว่าเราต้องเทคแอคชั่นอะไรยังไงบ้าง หลายๆ ครั้งพลอยเลือกที่จะลบ คือถ้าสมมติโพสต์นั้น เป็นโพสต์ที่เราตั้งใจสื่อสารกับคนอีกกลุ่มนึง เราไม่ได้ตั้งใจสื่อสารกับเขา พลอยก็ลบ หรืออาจตอบประเด็นของคนนั้นนะ เพื่อที่จะปกป้องคนในคอมมูนิตี้ของเราด้วย เราจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเพื่อนของเรา หรือถ้าเจอเหตุการณ์ที่มีคนมาพูดบั่นทอนใจเราบ่อยๆ ก็สามารถบอกความรู้สึกของเรากลับไปด้วยความกล้าหาญได้เลยว่า ไม่โอเค”
แม่พลอยขยายความว่า เราสามารถใช้การสื่อสารเพื่อสันติ Nonviolent Communication (NVC) ได้ โดยเริ่มที่ Observation (สังเกต) → Feeling (ความรู้สึก) → Needs (ความต้องการ) → Request (การร้องขอ หรือในแง่พฤติกรรม คือการบอกให้คนอื่นรู้ว่าเราอยากให้เขาทำอะไรนั่นเอง)
“อันดับแรกคือ Observation สังเกตว่าสิ่งที่เขาทำที่เขาพูดคืออะไร โดยไม่ตัดสินนะ สมมติพี่พูดว่า ‘หนูอ้วน’ ต่อมาคือตัวเรารู้สึกอะไร Feel เสียใจ น้อยใจ ก็บอกเขาไปว่า ‘หนูน้อยใจนะพี่พูดแบบนี้’ แล้วถัดไป Need เราอยากได้อะไรจากเขา ความต้องการของเราคืออะไร ก็คือหนูอยากได้ความเคารพจากพี่ หนูอยากให้บรรยากาศการทำงานของเราดี ดังนั้น Request แอคชั่นไปว่าเราอยากให้เขาทำอะไร มันอาจจะออกมาว่า ถ้างั้นขอให้พี่ไม่พูดแบบนี้แล้วได้ไหม จบ”
การใช้การสื่อสารดังกล่าวในสถานการณ์ที่อึดอัด นอกจากจะได้ทบทวนความรู้สึกตัวเองแล้ว ยังได้สร้างขอบเขตให้ตัวเราด้วย และที่สำคัญได้ชี้ให้คนๆ นั้นเห็นว่า สิ่งที่เราอยากได้จากเขาคืออะไร

เพศศึกษาในโรงเรียนไทย ‘ยิ่งสอนเร็วยิ่งดี ไม่ใช่การชี้โพรงให้กระรอก’
แม้การขับเคลื่อนเรื่องเพศศึกษาผ่านโซเชียลมีเดียและกิจกรรมต่างๆ จะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี แต่แม่พลอยมองว่ายังไม่ได้ในเชิงปริมาณ ซึ่งหากจะขยายผลในวงกว้างต้องผลักดันให้การเรียนรู้เพศศึกษาเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นจริงในระบบการศึกษา
“อยากให้มีการสอนเต็มระบบอย่างยั่งยืน เพราะสถิติช่วงนี้ก็บอกว่าซิฟิลิสเพิ่มขึ้น แล้วท้องในอายุน้อยลง หมายถึงเด็กมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเร็วขึ้น นั่นแปลว่าเราต้องรีบสอนให้เร็วขึ้น เพื่อให้มันสอดรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการสอนแค่ใส่ถุงยาง มันไม่เวิร์ก มันเป็นปลายเหตุมากๆ แล้ว
คือเพศศึกษามันไม่ได้มีแค่จู๋กับจิ๋ม มันคือคุณค่าในตัวคุณเอง การเห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ การมองมนุษย์เท่าๆ กัน ถ้าสมมติคุณไม่เห็นว่า ตัวคุณสำคัญ คุณจะไม่โพรเทกต์ตัวเอง ถ้าไม่เห็นว่าคู่นอนสำคัญ ก็จะไม่แคร์สวัสดิภาพของคู่ ก็ไม่แคร์หรอกว่าจะท้องหรือเปล่า และเด็กที่เกิดมามันก็ไม่ได้สำคัญ เกิดมาก็เลี้ยงๆ กันไป ก็กลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งคือ โตอย่างไม่มีคุณภาพ ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เด็กคนหนึ่งเกิดมาแล้วก็ควรจะได้โตดีๆ”
ท้ายที่สุดแล้ว แม่พลอยอยากเห็นการสนับสนุนให้มีการสอน ‘เพศศึกษา’ ในโรงเรียนอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นที่การสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเอง ให้เด็กๆ มีทักษะชีวิตพอที่จะปกป้องร่างกายจิตใจตัวเอง รู้ขอบเขต และไม่ละเมิดผู้อื่น เพื่อนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
“การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนทุกวันนี้มันก็พอมี แต่ปัญหาในระบบคือกฎหมายเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าควรจะต้องมีการเรียนการสอนกี่ชั่วโมงกี่ครั้ง เรื่องนี้ก็น่าเสียดาย
จริงๆ มันมีกฎหมาย พรบ. ท้องวัยรุ่นนะ (พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559) ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว พรบ.ฉบับนี้เจตจำนงคือเพื่อปกป้องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของเด็กด้วย แต่พอเป็นการบูรณาการหลายๆ กระทรวง มันค่อนข้างยาก ถามว่าระบบสวัสดิการมีไหม มี หลักสูตรมีไหม มี แต่ว่าเด็กๆ เข้าถึงบริการเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน มันไม่มีตัวชี้วัดที่สะท้อนกลับมาว่า เด็กได้เรียนไหม แล้วเรียนแล้วนำไปใช้ได้ไหม”
“เราถามน้องที่เพิ่งจบม.6 กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยว่า หนูรู้ไหมว่าจริงๆ เรามีสิทธิเรียนเพศศึกษานะ เขาบอก…ไม่รู้ ไม่เคยได้เรียนเหมือนกัน ทั้งที่จริงๆ อยู่ในพรบ.แล้วนะ ปัญหาคือเขาเข้าไม่ถึงสิทธินั้น แล้วก็โดนปัดตกด้วยความเชื่่อว่า ‘สอนแล้วมันชี้โพรงให้กระรอก’ แต่จริงๆ มันมีวิจัยที่ชี้ว่า การสอนเพศศึกษาเด็ก ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะนอกจากจะไม่ได้มีแค่เรื่องเพศสัมพันธ์ ในวัยที่เขาเริ่มอยากรู้อยากลอง จะได้ไม่ต้องไปหารู้หาลองเอง โดยที่มันอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้
คือการสอนเพศศึกษา มันมีผลการวิจัยยืนยันว่าช่วยชะลอการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกออกไป ลดจำนวนคู่นอน เพราะเขารู้แล้วไงว่ามันเพิ่มความเสี่ยงอะไรบ้าง ลดความเสี่ยงการติดโรคทั้งเพศสัมพันธ์ต่างๆ ลดอัตราท้องวัยรุ่น คือมีแต่ผลดี ถ้าเราให้ความรู้เขาอย่างถูกต้อง”