Skip to content
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    EF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGrit
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น

Month: November 2025

เข้าใจการเติบโตของเด็ก ผ่านใจและจิต ผ่านพลังของ ‘ศิลปะ’: ครูมอส อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี
Early childhood
25 November 2025

เข้าใจการเติบโตของเด็ก ผ่านใจและจิต ผ่านพลังของ ‘ศิลปะ’: ครูมอส อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี

เรื่อง The Potential ภาพ ปริสุทธิ์

  • กระบวนการศิลปะทำงานกับเด็กทั้งภายในและส่งผลถึงภายนอก ขณะที่เด็กกำลังเล่นสนุกหรือวาดภาพ ในตอนนั้นเขาเต็มไปด้วยจินตนาการและความรู้สึก แต่เมื่อค่อยๆ เติบโตขึ้นสิ่งเหล่านี้มักจะหายไปตามบริบทการเรียนรู้ที่มุ่งสู่วิชาการ
  • ครูมอส – อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี จิตรกรและนักศิลปะบำบัดแนวทางมนุษยปรัชญา ชวนทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการรักษาจินตนาการและความรู้สึกของเด็กให้คงอยู่ เพราะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาตนเอง ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การคิดแยบคาย ความสามารถในการแก้ปัญหา รวมไปถึงความเข้าใจตนเองและโลก ซึ่งทำได้ผ่านกระบวนการศิลปะ 
  • สิ่งสำคัญของกระบวนการศิลปะไม่ใช่การสร้างศิลปิน แต่เป็นการเปิดให้เด็กได้มีกระบวนการจินตนาการ ลงมือทำ และสะท้อนคิดไปพร้อมกัน กระบวนการนี้จะติดตัวเขาไปในอนาคต เป็นรากฐานของพลังชีวิต ความพึงพอใจในตัวเอง และความสามารถในการเติบโตอย่างสมดุล

“ศิลปะคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงตัวตนด้านในของเด็ก ช่วยให้เขาเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกาย ใจและจิต”

ครูมอส – อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี จิตรกรและนักศิลปะบำบัดแนวทางมนุษยปรัชญา ผู้ก่อตั้ง ‘ศิลปะด้านใน’ (7 Arts Inner Place) พูดถึงใจความสำคัญของกระบวนการศิลปะที่ทำงานกับเด็กทั้งภายในและส่งผลถึงภายนอก ในงาน Wonder Life Playground ครั้งที่ 3 ตอน Art & Music: เข้าใจตนเองเพื่อเข้าใจลูก ผ่านดนตรีและสีสัน

ขณะที่เด็กกำลังเล่นสนุกในสนามเด็กเล่นสักแห่ง หรือกำลังวาดภาพสักภาพ ในตอนนั้นเขาเต็มไปด้วยจินตนาการและความรู้สึก แต่เมื่อค่อยๆ เติบโตขึ้นสิ่งเหล่านี้มักจะหายไปตามบริบทการเรียนรู้ที่มุ่งสู่วิชาการ ครูมอสชวนทำความเข้าใจว่า ในการจะพัฒนากายและใจเด็ก การรักษาจินตนาการและความรู้สึกให้คงอยู่ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองและครูควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาตนเอง ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การคิดแยบคาย ความสามารถในการแก้ปัญหา รวมไปถึงความเข้าใจตนเองและโลก ซึ่งทั้งหมดนี้ทำได้ผ่านกระบวนการของ ‘ศิลปะ’ 

Willing, Feeling, Thinking สามขั้นตอนการเติบโตของเด็ก

“เมื่อทำความเข้าใจว่าเด็กเติบโตมาอย่างไร เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาแนววอลดอร์ฟ หรือที่เรียกว่า มนุษยปรัชญา (Anthroposophy) ซึ่งมองพัฒนาการมนุษย์ผ่านสามมิติหลักคือ Willing (เจตจำนง คือความมุ่งมั่นลงมือทำ), Feeling (ความรู้สึก) และ Thinking (การคิด) สามขั้นตอนสำคัญของการเติบโตที่ค่อยๆ พัฒนาจากภายในสู่ภายนอก การเรียนรู้ตามแนวคิดนี้จึงนำ ศิลปะ (Arts) เข้ามาเป็นฐานการเรียนรู้ เพราะศิลปะคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงตัวตนภายในของเด็ก ช่วยให้เขาเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกาย ใจ และจิต”

โดยช่วงวัย 7–14 ปี เด็กจะเรียนรู้ผ่านจินตนาการและความรู้สึก หัวใจของวัยนี้ คือ ความงาม ศิลปะ นิทาน ดนตรีและจังหวะ 

สิ่งที่เด็กต้องการคือ ครูที่มีความอบอุ่น เป็นผู้นำที่เด็กเชื่อใจและรู้สึกผูกพันได้ การเรียนรู้ทุกวิชาบูรณาการผ่านศิลปะทุกแขนง เช่น วาดภาพ ร้องเพลง เล่านิทาน สร้างภาพในใจมากกว่าภาพจำ การสร้างการเรียนรู้ด้วยความงาม โดยจุดเน้นของการศึกษา เป็นการสร้างจินตนาการและความรู้สึกถึงความดี ความงาม ความจริง

ครูมอสอธิบายว่า ช่วงวัย 7–14 ปี ถือเป็นช่วงสำคัญที่เด็กจะถือพลังชีวิตบางอย่างติดตัวมาโดยธรรมชาติ การศึกษาวอลดอร์ฟจึงให้ความสำคัญกับ วิธีการเรียนรู้ เท่ากับผลลัพธ์ เพราะการที่เด็กได้วาดรูปโดยที่ไม่ได้มีคำสั่ง ใช้จินตนาการและลงมือทำด้วยตัวเอง นั่นคือการทำงานของ Willing อย่างแท้จริง พลังชีวิตของเด็กจะเติบโตได้จากการลงมือทำซ้ำๆ ทุกวัน ทั้งการเล่น การขยับกาย การทำอะไรให้สำเร็จ ไม่ใช่เพียงรับสิ่งสำเร็จรูปที่ถูกป้อนให้เหมือนเด็กในยุคปัจจุบัน

“ทุกวันนี้เด็กหลายคนสูญเสียจินตนาการ เพราะเดี๋ยวนี้มีสิ่งสำเร็จรูปมากมายที่คอยป้อนให้เด็ก เราจะรู้ได้ทันทีว่านี่คือความไม่ปกติของยุคนี้ แต่ถ้าเป็นเด็กตามธรรมชาติ นั่นคือธรรมชาติของเด็กทั่วๆ ไป เด็กจะมีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม แต่ตอนนี้เด็กหลายคนพลังชีวิตน้อย เพราะไม่ได้ทำงานกับ Will ไม่ได้ลงมือทำจริง เช่น ไม่ได้เริ่มต้นเอง ทำอะไรก็ไม่จบ เล่นไม่สุด เหงื่อไม่ออก ไม่ได้ขยับกายทุกวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้พลังชีวิตลดลง”

เมื่อพัฒนามาสู่ขั้นของ Feeling เด็กจึงจะเริ่มมีความมุ่งมั่น ความพยายาม แต่ก็เป็นช่วงที่หลายคน ‘หมดแรง’ แม้เคยเริ่มต้นดีในช่วงอนุบาล สิ่งสำคัญคือการมองให้เห็นว่าอะไรที่หายไป แล้วเติมกลับลงไปให้เด็กผ่านงานอิสระ ผ่านงานที่เขาได้รู้สึกถึงความหมายของสิ่งที่ทำ เด็กบางคนมีกระดาษเปล่าเพียงแผ่นเดียวก็สามารถสร้างงานที่เสร็จสมบูรณ์ภายใน 40–45 นาที ผลงานนั้นไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ แต่สะท้อนความเป็นตัวตนและพลังภายในของเขา

ในความเป็นจริง Feeling ยังเติบโตจากดนตรี นิทาน และศิลปะแขนงต่างๆ ที่ช่วยให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยความเบิกบาน เด็กจึงได้รับ ‘ความงาม’ เข้าไปในจิตใจ ผ่านเสียง ผ่านภาพ ผ่านบรรยากาศรอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นไม่ต่างจากการเรียนรู้ทางวิชาการ เพราะความงามคือความจริงอย่างหนึ่งของโลกใบนี้

“ความงามเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต เพราะเมื่อเห็นความงามได้ จึงพบความเป็นจริง ดอกไม้ที่สวยในโลกนี้ก็เป็นความจริง แต่เราอย่ามองแยกส่วน แต่ต้องมองทั้งองค์รวม”

เมื่อเด็กโตขึ้นจนเข้าสู่กระบวนการ Thinking การพิจารณาและการใช้ปัญญาจะชัดเจนขึ้น เช่น เด็กวัย 10 ขวบเริ่มคิดเรื่ององค์ประกอบของรูปทรง เด็ก ป.5–ป.6 เริ่มทำงานภาพขาวดำ สังเกตความมืดความสว่าง แยกแยะรายละเอียด และเริ่มเห็นโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น การวาด การปั้น การสังเกตต้นไม้ สัตว์ ธรรมชาติ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาให้เขารู้จักจินตภาพที่สอดคล้องกับโลกจริง

กระบวนการศิลปะ คือการปล่อยให้เด็กเรียนรู้กระบวนการชีวิต

“เด็กคนหนึ่งที่ขาดความอบอุ่น สีในรูปตอนเล็กๆ ก็อบอุ่นน้อย ในรูปวาดของเด็กน้ำหนักของสีถือว่าสำคัญ เพราะฉะนั้นในแง่การศึกษา การระบายสีมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กที่ชอบสีน้ำเงินมาก่อน แต่เขาได้มีโอกาสเจอสีเหลืองในคราวต่อไป เจอความอบอุ่นของสีแดง ก็ย่อมทำให้ชีวิตเขาสมดุล”

สีสัมพันธ์กับกระบวนการในการดำรงอยู่ของจิตใจเด็กในช่วง 0-7 ปีแรกนั่นคือปฐมวัย และ 7-14 ปี สองวัยนี้ ‘สี’ มีความสำคัญมาก เพราะว่ามีความสัมพันธ์กับคำว่า ‘พลังชีวิต’ และ ‘ความรู้สึก’

“เด็กจึงไม่ได้แค่เห็น แต่ยังสัมผัสได้ ภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า Senses เด็กที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แม่มีกับของตัวเด็กในช่วงเวลานั้น และรับความรู้สึกของแม่ได้ และความรู้สึกนี้มีความสัมพันธ์กับสี แต่สีก็ไม่ได้เท่ากับเรื่องนั้นๆ เช่น สีแดง ไม่ได้เท่ากับคำว่า ‘โกรธ’ เสมอไป สีแดงเป็นความรักก็มี แต่ความสัมพันธ์นี้ส่งมาที่การรับรู้ของเด็กได้”

ครูมอสอธิบายถึงภาพวาดของเด็ก โดยเริ่มจากการลากเส้นที่แสดงถึงอิสระ จินตนาการที่ไม่มีใครมากำหนด ไปจนถึงภาพวาดที่เริ่มแสดงถึงความสัมพันธ์ของธรรมชาติรอบตัว และการหาความสมดุลขององค์ประกอบต่างๆ

“ช่วงวัย 2 ขวบ เขาวาดในฟอร์มของ Scribble Drawing ลากเป็นเส้น ขีดเขียนอย่างอิสระ เป็นวงกลมบ้าง ช่วงวัย 4-5 ขวบ ภาพวาดเขาจะมีความสัมพันธ์ของต้นไม้ มีคน มีดวงอาทิตย์ เขารับรู้ได้ว่าโลกมีความอบอุ่น โลกมีแสงแดด บ้านมีสิ่งแวดล้อมอะไรบ้าง มีต้นไม้ มีสุนัข มีแมว นี่คือสิ่งแวดล้อม ความอบอุ่นรอบข้างจึงส่งผลในรูปชิ้นนั้น เราจะไม่บอกว่าต้องมีดวงอาทิตย์ แต่เขาจะวาดของเขาเอง จาก Will คือความมุ่งมั่น

และถ้าปล่อยเด็ก 4-5 ขวบไปสนามหญ้าเขาจะมีวิธีเล่นของเขาเอง ให้กระดาษไปแผ่นหนึ่งมีวิธีวาดรูปโดยตนเอง นี่คือสิ่งที่สำคัญที่เด็กจะพัฒนาข้างในด้วยตนเอง แต่ถ้าเราเป็นผู้กำหนดจะตรงกันข้ามเลย จะทำตามที่บอก ได้ใช้ Will บ้าง แต่น้อย และไม่ได้ใช้จินตนาการ นี่เป็นข้อสำคัญที่คุณสามารถกลับไปให้พื้นที่ที่บ้านหลังน้อยๆ ของเรา ให้เขาอยู่กับกระดาษแผ่นหนึ่งได้ด้วยตัวของเขาเอง”

นอกจากนี้จะเห็นว่าภาพวาดของเด็กแต่ละช่วงวัยแสดงถึงพัฒนาการของเด็กได้ด้วย เช่น เริ่มระบายสีเต็มมากขึ้น เริ่มมีความอบอุ่นในรูปมากขึ้น บ้านเริ่มเป็นรูปทรงที่ชัดเจน ความสัมพันธ์ของรูปเริ่มมีซ้าย-ขวา เริ่มจัดองค์ประกอบเพื่อความสมดุลของภาพ 

“ดวงอาทิตย์อยู่ตรงไหนดี บ้านอยู่ตรงไหนดี ซึ่งความสมดุลของรูปจะเกิดขึ้นหลัง 5 ขวบ เด็กเรียนรู้ผ่านมือและเท้า มีรูปทรงมากขึ้น แหลมมากขึ้น ก็คือตอนแรกเป็นรูปทรงธรรมชาติ (Organic  Form) ยังไม่เป็นรูปทรงเรขาคณิต (Geometric Form) ถ้าพัฒนาไปตามลำดับต้องพัฒนาไปจาก Organic ไป Geometric”

ครูมอสทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญของกระบวนการศิลปะไม่ใช่การสร้างศิลปิน แต่เป็นการเปิดให้เด็กได้มีกระบวนการจินตนาการ ลงมือทำ และสะท้อนคิดไปพร้อมกัน กระบวนการนี้จะติดตัวเขาไปในอนาคต เป็นรากฐานของพลังชีวิต ความพึงพอใจในตัวเอง และความสามารถในการเติบโตอย่างสมดุล

“สำหรับเด็กคนหนึ่ง การที่สิ่งแวดล้อมนั้นรื่นรมย์ เป็นสิ่งดีนะ กระบวนการของศิลปะมันจะค่อยๆ ทรงพลังกับความฝัน ความคิดเด็กไปเรื่อยๆ ในแต่ละช่วงวัย สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือเราไม่ได้เปลี่ยนให้เด็กเป็นศิลปิน แต่เราปล่อยให้เด็กมีกระบวนการชีวิตที่มีการใช้การเริ่มต้นจากจินตภาพ คิด ลงมือทำ และสิ่งนี้จะติดตัวเด็กไป เขาจะลงมือทำและพิจารณาไปด้วย สุดท้ายก็จบที่รู้ว่าความพอดี พอใจของตัวเอง” 

Tags:

การเติบโตศิลปะครูมอส อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจีจินตนาการWillingFeelingThinkingพลังชีวิต

Author:

illustrator

The Potential

กองบรรณาธิการ The Potential

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Movie
    Becoming : ตัวตน ‘มิเชล โอบามา’ ที่ไม่ได้มาจากโลกภายนอกแต่จากโต๊ะกินข้าวในครอบครัว

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • How to get along with teenager
    เข้าใจตัวตนหลากหลายของวัยรุ่นผ่านทฤษฎีสี กับ ครูมอส – อนุพันธ์ุ พฤกษ์พันธ์ขจี จิตรกรและนักศิลปะบำบัด

    เรื่อง กิตติรัตน์ ปลื้มจิตร

  • Everyone can be an Educator
    ปวิตร มหาสารินันทน์: ทำไมโรงเรียนต้องสอนวิชา ‘เสพงานศิลป์’ ให้กับเด็กๆ

    เรื่องและภาพ ณัฐชานันท์ กล้าหาญ

  • Family Psychology
    พี่หนูเท่สุดๆ : ตัวตนเติบโตผ่านการเป็นพี่ใหญ่

    เรื่อง ลีน่าร์ กาซอ

  • Voice of New Gen
    ความสำเร็จแชมป์บีบอยพระสุเมรุ ‘แพ้มันเข้าไป ไฟห้ามหมด’

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP13: สรุป 40 หลักการ สำหรับนำไปปฏิบัติ
Transformative learning
24 November 2025

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP13: สรุป 40 หลักการ สำหรับนำไปปฏิบัติ

เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • บันทึกชุด ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ นี้ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Hidden Potential : The Science of Achieving Greater Things นำสู่การตีความหนังสือออกเป็นบันทึกชุดนี้ แต่เป็นการตีความที่ต่างจากบันทึกชุดก่อนๆ คือ ผมได้เสริมข้อคิดเห็นของตนเอง จากความรู้เดิมที่มีและจากความรู้ที่ขอให้ปัญญาประดิษฐ์หลายสำนักช่วยค้นและให้ข้อสรุปด้วย

ตอนที่ 13 เสนอข้อตีความจากบท Actions for Impact ซึ่งมี 40 ประการ ภายใต้ 3 หัวข้อใหญ่คือ (1) สร้างทักษะเชิงลักษณะนิสัย (2) สร้างนั่งร้านช่วยเอาชนะอุปสรรค (3) สร้างระบบแห่งโอกาส   

เป็นหลักปฏิบัติ 40 ประการเพื่อหนุนให้โลกนี้เต็มไปด้วยมนุษย์นักปลุกพลังซ่อนเร้น 

สร้างทักษะเชิงลักษณะนิสัย

1.ปลดปล่อยศักยภาพที่ซ่อนเร้น ผ่านทักษะเชิงลักษณะนิสัย    

ทักษะเชิงลักษณะนิสัย (Character Skills) เป็นเครื่องมือปลดปล่อยศักยภาพที่ซ่อนเร้นออกมายามต้องการ การพัฒนาทักษะเชิงลักษณะนิสัยเกิดขึ้นแบบเราไม่รู้ตัว ผ่านการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด (Reflection) มีโค้ชคอยช่วยตั้งคำถามให้สะท้อนคิดตรงตามบริบท สะท้อนคิดสู่การพัฒนาลักษณะนิสัย และสะท้อนคิดอย่างลึก (Critical Reflection) 

  1. เป็นมนุษย์แห่งความรู้สึกไม่สบายใจ
  1. กล้าลองแนวทางใหม่ๆ กล้าออกจากความเคยชินเดิมๆ เพื่อทดลองใช้แนวทางใหม่ๆ ในการทำกิจกรรม รวมทั้งวิธีการเรียนรู้ เรียนรู้วิธีการหรือแนวทางใหม่ๆ จากการอ่านหนังสือ การฟัง การลอง แล้วนำผลมาสะท้อนคิด รวมทั้งการขอคำแนะนำจากผู้อื่น รวมทั้งเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียน หรือร่วมทำงาน
  2. ใช้มันหรือยอมไม่รู้จักมันตลอดไป มันในที่นี้คือความกล้าที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่รอจนมั่นใจแล้วจึงลอง ความมั่นใจจะเกิดตามมาเมื่อมีประสบการณ์ลองทำสิ่งใหม่ๆ บ่อยๆ    
  3. แสวงหาความรู้สึกไม่สบายใจ ต้องไม่เพียงอุตสาหะพยายามเพื่อความเจริญก้าวหน้า ต้องแสวงหาความรู้สึกไม่สบายใจ (Discomfort) ที่จะช่วยให้พัฒนาได้เร็วยิ่งขึ้น ต้องกล้าทำผิดพลาดเพื่อการเรียนรู้
  4. กำหนดจำนวนความผิดพลาดต่อช่วงเวลา สร้างวิธียุตัวเองให้เรียนรู้และพัฒนาจากการลองถูกลองผิด โดยกำหนดจำนวนความผิดพลาดขั้นต่ำที่จะทำในแต่ละวัน หรือแต่ละสัปดาห์ เป็นการใช้ความผิดพลาดเพื่อการเรียนรู้ 

2. เป็นเสมือนฟองน้ำที่ดูดซับความรู้และประสบการณ์ 

  1. เพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับ เพิ่มขีดความสามารถในการแสวงหาความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ และโลกทัศน์ใหม่ เพื่อใช้กระตุ้นการพัฒนาตนเอง  ไม่ใช่เพื่อสนองตัณหาหรืออีโก้ของตนเอง เน้นที่คุณภาพของสิ่งที่ดูดซับเข้าตัว  ไม่ใช่ที่ปริมาณ
  2. ขอคำแนะนำ (Advice) ไม่ใช่คำแนะนำป้อนกลับ (Feedback) เป้าหมายคือ ขอคำแนะนำเพื่อคิดไปข้างหน้า เพื่อการปรับปรุง ไม่ใช่เพื่อได้รับคะแนนผลงานในอดีต บางครั้งเขาจึงใช้คำว่า “คำแนะนำป้อนไปข้างหน้า” (Feed Forward) เพื่อสร้างผลงานที่พัฒนาขึ้น มองมุมหนึ่ง นี่คือท่าทีของคนมี Growth Mindset   
  3. พิจารณาว่าจะเชื่อแหล่งใด เลือกเชื่อข้อมูล หรือแหล่งข้อมูล หรือคำแนะนำ โดยมีหลักการคือ เชื่อผู้ที่น่าเชื่อถือ (Credibility) ผู้ที่รู้จักเราดี (Familiarity) และผู้มีความเมตตา (Care) ต่อเรา 
  4. เป็นโค้ชที่คุณอยากได้ หมายความว่าตัวเราเองต้องฝึกตัวเราเองให้เป็นโค้ชแก่ผู้อื่น ในลักษณะของโค้ชที่เราอยากได้ คือมีความจริงใจ (Honesty) และหวังดี (Loyalty) ต่อผู้ที่เราโค้ชอย่างแท้จริง บอกอย่างตรงไปตรงมาและด้วยความเคารพหรือให้เกียรติ แสดงตัวอย่างของการรับฟังความจริงแท้ที่สาหัสต่อตนเอง จากปากของผู้ที่รักและหวังดีต่อเราอย่างแท้จริง

3. ทำตัวเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ (Imperfectionist)  

  1. บากบั่นสู่ความเป็นเลิศ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ ความก้าวหน้ามาจากการพัฒนาทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่พัฒนาให้สมบูรณ์แบบในทันที ฝึกมองหาความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ โดยมองหาตำหนิที่ยอมรับได้ แยกแยะระหว่างเรื่องที่ต้องดีที่สุด กับเรื่องที่ดีพอยอมรับได้ หมั่นตั้งสองคำถามแก่ตนเอง (1) วันนี้ได้ทำให้ตนเองพัฒนาขึ้นแล้วหรือยัง (2) วันนี้ได้ช่วยให้ผู้อื่นพัฒนาขึ้นบ้างหรือไม่   
  2. แต่งตั้งผู้ตัดสินความก้าวหน้าของตนเอง ขอให้ผู้น่าเชื่อถือสองสามคนช่วยให้คะแนนผลงานของตนในระดับ 0-10 เมื่อได้รับผล ถามต่อว่าจะยกระดับผลงานให้ใกล้ 10 มากที่สุดได้อย่างไร ต้องปรับปรุงตรงไหนบ้าง อย่างไรนำคำแนะนำมาจัดลำดับความสำคัญเพื่อดำเนินการ โดยตระหนักว่าการมุ่งให้ได้คะแนนสูงในด้านหนึ่ง ก็อาจต้องปล่อยให้บางด้านได้คะแนนต่ำ      
  3. รับฟังอย่างกว้างขวาง แล้วตัดสินใจเอง ก่อนปล่อยผลงานออกสู่สาธารณะ ทบทวนใคร่ครวญว่าเป็นผลงานคุณภาพสูง ที่สะท้อนตัวตนของเราอย่างแม่นยำชัดเจน   
  4. เดินทางบนเส้นทางพัฒนาจิตใจอย่างมีสติ ในกรณีที่เผชิญสภาพไม่พอใจความก้าวหน้าของตนเอง ให้จินตนาการสภาพของตนเองเมื่อ 5 ปีก่อน ว่าหากตนเองเมื่อ 5 ปีก่อนมาเห็นสภาพของตนเองในปัจจุบัน จะคิดอย่างไร ต่อความก้าวหน้าในช่วง 5 ปี จะมีความภาคภูมิใจในตนเองพียงไร 

สร้างนั่งร้านช่วยเอาชนะอุปสรรค  

  1. แสวงหาความช่วยเหลือจากภายนอกอย่างเหมาะสม ณ เวลาที่เหมาะสม เมื่อทำสิ่งยาก ต้องแสวงหาตัวช่วย ที่เป็นตัวช่วยชั่วคราว หนุนให้เราดำเนินต่อได้เอง นี่คือ ‘นั่งร้าน’ (Scaffold) คนเราต้องแสวงหานั่งร้านให้ตนเองเป็น

1. เปลี่ยนการปฏิบัติเป็นการเล่น

  1. เปลี่ยนความเคร่งเครียดประจำวันเป็นความสนุกสนานประจำวัน เพื่อธำรงพลังในการฟันฝ่าสิ่งยากและยาวนาน ต้องเปลี่ยนงานเป็นเล่น ที่เรียกว่า “เล่นอย่างเอางานเอาการ” (Deliberate Play) เอาความยากและความท้าทายที่ต้องการบรรลุมาออกแบบเกมให้ตนเองเล่น ผมเองก็ใช้การเล่นเกมช่วยการเขียนหนังสือชุดปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์เล่มนี้ และในการเขียนหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ได้นำออกเผยแพร่มาก่อนแล้ว     
  2. แข่งกับตัวเอง ให้มุ่งแข่งกับตัวเอง ไม่ใช่แข่งกับผู้อื่น การแข่งกับตนเองจะช่วยให้เราพัฒนาขึ้นเสมอ แต่การแข่งกับผู้อื่นอาจไม่ช่วยให้เราพัฒนาขึ้นเลย
  3. อย่าผูกมัดตัวเองอยู่กับแบบแผนเดิมๆ เมื่อดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนรู้สึกเบื่อหรือจำเจ ให้เปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นที่ใช้ทักษะต่างกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกสดชื่น แล้วค่อยกลับมาทำเรื่องเดิมให้สำเร็จ นี่คือหลักการสลับงาน หรือสลับวิชาเรียน
  4. เอาจริงเอาจังกับการพักผ่อนและการฟื้นตัว อย่าปล่อยให้เกิดความรู้สึกหมดไฟ (Burn Out) หรือเบื่อสุดขีด (Bore Out) ให้วางแผนพักผ่อนเป็นระยะๆ ในการเดินทางไกลบนเส้นทางพัฒนางานสำคัญ เรื่องนี้ผมมีประสบการณ์ของตนเอง ในการนำทีมงานเล็กๆ ของหน่วยพันธุศาสตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในช่วงปี พ.ศ. 2521-2522 ทำงานที่มีแผน บรรลุผลยิ่งใหญ่ภายใน 2 ปี เมื่อดำเนินการไปได้ 3 เดือน ผมก็ชวนทีมงานเลี้ยงฉลอง ทีมงานงงว่ายังไม่เห็นความสำเร็จเลย ผมจึงได้โอกาสอธิบายว่า เป็นการเลี้ยงฉลองเป้าหมายรายทาง ว่าเราเดินมาถูกทาง ก้าวหน้ามาเห็นผลเบื้องต้นบ้างแล้ว เป็นการสร้างพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ที่ผมทำ (จัดงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ) เป็นระยะๆ

2. เลือกเส้นทางสู่ความก้าวหน้า  

  1. เมื่อสะดุด จงถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า เมื่องานสะดุดหรือไม่ก้าวหน้า นั่นคือสัญญาณให้แสวงหาแนวทางใหม่ ต้องหยุด หรือถอยหลัง เพื่อหาแนวทางใหม่
  2. หาเข็มทิศ ในการหาเส้นทางใหม่ สิ่งสำคัญที่ต้องการคือเข็มทิศ เพื่อช่วยให้ไม่หลงทาง อาจไม่ถึงกับต้องมีแผนที่   
  3. หาไกด์หลายๆ คน ขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาหลายคน ถามเส้นทางเดินหรือประสบการณ์ของแต่ละท่าน และบอกประสบการณ์ หรือเส้นทางเดินของตัวเรา จนมาอยู่ ณ จุดนี้ ขอคำแนะนำเส้นทางเดินต่อ เมื่อได้คำแนะนำจากหลายที่ปรึกษา นำมาคิดเส้นทางของเราเอง
  4. หางานอดิเรกทำเพื่อฟื้นพลังก้าวไปข้างหน้า การเดินทางไกลเพื่อบรรลุผลที่ยากและซับซ้อน ต้องเตรียมวิธีเอาชนะความท้อถอยหรือล้มเลิกหลากหลายวิธี เพื่อธำรงพลังความมุ่งมั่น วิธีหนึ่งคือพักเบรกไปทำอย่างอื่นเพื่อฟื้นพลัง ให้สามารถทำสิ่งยาก ยาวนาน และซับซ้อน จนบรรลุความสำเร็จได้   

3. โบยบินด้วยพลังของตนเอง

  1. สอนคนอื่นเพื่อการเรียนรู้ของตนเอง เป็นที่รู้กันทั่วไป ว่าวิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุด เกิดการเรียนรู้ระดับลึกที่สุด คือสอนคนอื่น หรือโค้ชคนอื่น เพราะมันบังคับให้เราต้องใคร่ครวญสะท้อนคิดเรื่องนั้น และเรียบเรียงออกมาให้เหมาะแก่ผู้ที่เราสอน โดยต้องทำหลายรอบ     
  2. สร้างความมั่นใจแก่ตัวเองโดยการโค้ชคนอื่น เมื่อพบอุปสรรค แทนที่จะแสวงหาคำแนะนำจากคนอื่น ให้ลองสมมติว่ามีคนต้องการความช่วยเหลือเรื่องนั้น ตนเองจะช่วยโค้ชเขาอย่างไร หรือหากมีคนต้องการการโค้ชจริงๆ ก็ยิ่งดี จะช่วยให้เรามั่นใจตนเองว่ามีความพร้อมที่จะเผชิญความยากนั้น   
  3. ใช้ทั้งเสียงก่นด่าและเสียงเชียร์เป็นแรงจูงใจ ต่อเสียงนกเสียงกาที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวในเรื่องนั้น ให้หาทางพิสูจน์ว่าเขาคิดผิด ต่อเสียงเชียร์จากผู้เชื่อถือเรา ให้หาทางพิสูจน์ว่าท่านเหล่านั้นเข้าใจถูกต้อง   
  4. เป็นผู้ริเริ่มเรื่องที่ดีสำหรับให้มีผู้มาสานต่อ เมื่อรู้สึกหมดไฟ ให้บอกตัวเองว่า เรื่องยากที่กำลังทำ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ สำหรับให้มีคนมาสานต่อ ต้องมุ่งมั่นริเริ่มให้เกิดความก้าวหน้าที่มั่นคง เพื่อให้ผู้มาสานต่อไม่หนักแรงเกินไป   

สร้างระบบแห่งโอกาส   

  1. เปิดโอกาสแก่คนที่ถูกมองว่าไม่มีความสามารถ หรือถูกมองข้าม สร้างระบบงานหรือระบบสังคม ที่เกื้อหนุนคนที่ดูเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนที่อยู่ในฐานะต่ำต้อย ให้ได้มีโอกาสฝึกฝนและใช้ความามานะพยายามของตน เพื่อเปิดโอกาสแก่ทุกคน ได้ปลดปล่อยพลังที่ซ่อนเร้นออกมากระทำการ   

1. ออกแบบโรงเรียนให้หนุนเด็กทุกคนให้ปล่อยพลังที่ซ่อนเร้นออกมา  

  1. อย่าปล่อยให้สมองสูญเปล่าแม้แต่สมองเดียว จงตระหนักว่า ความฉลาดมีหลายแบบ แต่ละคนมีความฉลาดในรูปแบบของตน ซึ่งหมายความว่าเด็กทุกคนมีโอกาสเติบโตก้าวหน้าตามแนวทางของตน จงหนุนกระบวนทัศน์พัฒนา (Growth Mindset) ทั้งในเด็กและในครู    
  2. ทำให้การศึกษาเป็นวงการวิชาชีพชั้นสูง จงฝึกฝนครูให้เป็นวิชาชีพที่คนเชื่อถือโดยมีประเทศฟินแลนด์เป็นแบบอย่าง ครูต้องทำงานตามข้อมูลหลักฐานที่ทันสมัย มีการโค้ชซึ่งกันและกัน และพัฒนาหลักสูตรเองอย่างต่อเนื่อง    
  3. ให้นักเรียนมีครูคนเดิมอยู่หลายชั้นปี นี่คือระบบที่เรียกว่า Looping ที่เปลี่ยนความเชี่ยวชาญ (Specialization) ของครู จากเชี่ยวชาญวิชา เป็นเชี่ยวชาญตัวนักเรียน คือรู้จักตัวนักเรียนแต่ละคนอย่างทะลุปรุโปร่ง ทั้งด้านความสามารถในการเรียนและด้านอื่นๆ รวมทั้งนิสัยใจคอ อารมณ์ และพื้นฐานทางบ้าน ช่วยให้ครูทำหน้าที่โค้ชและเป็นพี่เลี้ยงนักเรียนได้เป็นรายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยสนับสนุนทางอารมณ์แก่ศิษย์ได้อย่างเหมาะสมต่อแต่ละคน และที่สำคัญที่สุด ช่วยหนุนให้ศิษย์แต่ละคนได้พัฒนาพลังที่ซ่อนเร้นของตน         
  4. ให้อิสระนักเรียนแต่ละคนได้ค้นหาและแชร์ความสนใจของตน หนุนให้นักเรียนได้ค้นพบความสนุกในการเรียน ให้ค้นพบความสนใจของตน และได้เรียนรู้ตามที่ตนรักและสนใจ เพื่อพัฒนาแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) แรงจูงใจภายในและความกระตือรือร้นต่อการเรียนนี้ เป็นสิ่งที่แพร่กระจายไปสร้างแรงจูงใจต่อเพื่อนๆ ในชั้นเรียนได้ด้วย   

2. ปลดปล่อยความฉลาดรวมหมู่ของทีม

  1. เปลี่ยนกลุ่มเป็นทีม การรวมตัวอย่างเหนียวแน่น มีเป้าหมายและคุณค่าเดียวกัน เปลี่ยนกลุ่ม (Group) เป็นทีม (Team) เกิดพลังที่มากกว่าผลบวกของแต่ละคน สามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้  
  2. เลือกผู้นำที่มีทักษะเพื่อสังคม (Pro-Social Skills) เลือกผู้นำทีมที่ไม่ทำหรือนำเพื่อสนองอีโก้ของตนเอง เป็นคนที่ทำเพื่อรวมพลังความเหนียวแน่นของทีม ให้ทุกคนได้แสดงความสามารถ เพื่อบรรลุเป้าหมายยิ่งใหญ่ของทีม   
  3. เปลี่ยนจากระดมสมอง (Brainstorming) เป็นเขียนสมอง (Brainwriting) การระดมสมอง หรือระดมความคิด โดยให้ทุกคนพูด จะมีข้อจำกัดที่บางคนไม่ได้พูด หรือไม่กล้าพูดบางเรื่องบางประเด็น แก้โดยให้เขียน (Brainwriting) บนกระดาษ Post-It แล้วนำไปจัดกลุ่มข้อเสนอหรือข้อคิดเห็น   
  4. เปลี่ยนบันไดโครงสร้างงาน (Corporate Ladder) เป็นระบบตาข่าย (Lattice System) เปลี่ยนระบบข้อเสนอแนะไอเดียดีๆ (หรือประหลาด) จากเสนอตามขั้นตอนของโครงสร้างงานที่เป็นขั้นบันไดตามสายงาน ให้เป็นเสนอนอกสายงานของตนได้ ที่เรียกว่าเป็น Lattice System จะช่วยให้ไอเดียดีๆ ไม่ถูกสะกัดที่ด่านเดียวก็สิ้นฤทธิ์     

3. ค้นหาเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน จากใบสมัครเรียน ใบสมัครงาน และการสอบสัมภาษณ์ 

  1. ยกเลิกระบบกำหนดคุณวุฒิและประสบการณ์ อย่ายึดติดระบบคุณวุฒิและประสบการณ์ตรงมากเกินไป จงเปิดโอกาสให้คนไม่มีคุณวุฒิสูง แต่มีประสบการณ์การฟันฝ่าความยากลำบากได้เสนอตัวด้วย เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ค้นพบ “เพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน”     
  2. สนใจระดับความยากลำบากที่เคยเผชิญ ประวัติของคนจารึกอยู่ในความยากลำบากที่เคยฟันฝ่าด้วย ไม่ใช่อยู่ในความสำเร็จที่เห็นเป็นผลลัพธ์สุดท้าย คนที่ผลลัพธ์สุดท้ายเสมอกัน แต่คนหนึ่งพื้นความรู้ต่ำกว่า ต้องเผชิญความยากลำบากในการบรรลุผลลัพธ์นั้นมากกว่า เป็นคนที่มีคุณสมบัติสูงกว่า      
  3. ประเมินเส้นทางชีวิต การเลือกคนโดยประเมินผลลัพธ์ชีวิตที่มีสมรรถนะตามที่ต้องการ ยังไม่เพียงพอ ต้องพิจารณาเส้นทางชีวิตที่ต้องไต่ระดับบนเส้นทาง เส้นทางที่ไต่ยิ่งสูงและชันเพียงใด บ่งบอกความสามารถที่สูงเพียงนั้น    
  4. ออกแบบการสัมภาษณ์แบบหนุนให้ฉายแสงแห่งอนาคต แทนที่จะสร้างบรรยากาศการสัมภาษณ์ที่เครียด เพื่อทดสอบสมรรถนะเผชิญความเครียด ควรแทนที่ด้วยการสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นให้ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ฉายแสงแห่งอนาคตออกมา ให้โอกาสเขาแสดงความสามารถพิเศษที่หน่วยงานต้องการ หลังจากนั้นถามว่าทั้งหมดนั้นสะท้อนตัวตนของเขาอย่างถูกต้องหรือไม่ หากตอบว่าไม่ ให้โอกาสเสนอใหม่   
  5. นิยามความสำเร็จใหม่ ว่าไม่ใช่จุดสูงสุดที่ปีนขึ้นไป แต่เป็นระยะทางหรือความสูงที่ปีน การวัดความสามารถที่แท้ วัดที่ความพยายามและฟันฝ่า ดีกว่าดูผลลัพธ์สุดท้ายของงานเพียงอย่างเดียว    

นี่คือหลักการ หรือเคล็ดลับ 40 ประการ เพื่อปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ออกมากระทำการ โปรดสังเกตว่าเป็นหลักการสร้าง หรือใช้ทักษะเชิงลักษณะนิสัย 4 ประการ อันได้แก่ (1) พฤติกรรมเชิงรุก (2) เห็นแก่ส่วนรวม (3) มีวินัย (4) ตั้งจิตมั่น โดยผมขอย้ำว่า ต้องใช้ร่วมกันให้ครบทั้ง 4 ประการของทักษะเชิงลักษณะนิสัย จึงจะออกฤทธิ์มหัศจรรย์ คนเก่งจำนวนไม่น้อยขาดนิสัยข้อที่ 2 ทำให้ผลดีต่อชีวิตลดลงอย่างน่าเสียดาย

สามารถอ่านบทความ ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP1 – EP12 ได้ที่นี่

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP1: บทนำ ‘มนุษย์ทุกคนมีพลังซ่อนเร้น’

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP2: พัฒนาทักษะเชิงลักษณะนิสัย

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP3: คุณค่าของความไม่สบายใจ

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP4: การซึมซับและปรับตัว

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP5: พลังของความไม่สมบูรณ์แบบ

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP6: ฝึกอย่างสนุก

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP7: ข้ามเส้นทางลุ่มๆ ดอนๆ สู่เส้นชัย

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP8: ต้านแรงโน้มถ่วง

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP9: โรงเรียนปลุกพลังซ่อนเร้นในนักเรียน

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP10: ปลุกพลังซ่อนเร้นกลุ่ม

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP11: คัดเลือกเข้างานหรือเข้าเรียนโดยเน้นผลงานในอนาคต

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP12: เดินทางไกล

Tags:

Growth mindsetศ.นพ.วิจารณ์ พานิชปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์หนังสือ Hidden Potential : The Science of Achieving Greater Things (2023)ทักษะเชิงลักษณะนิสัย

Author:

illustrator

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และได้ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) ดำรงตำแหน่งกรรมการของหน่วยงานและมูลนิธิหลายแห่ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP12: เดินทางไกล

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP11: คัดเลือกเข้างานหรือเข้าเรียนโดยเน้นผลงานในอนาคต

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP10: ปลุกพลังซ่อนเร้นกลุ่ม

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP8: ต้านแรงโน้มถ่วง

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP7: ข้ามเส้นทางลุ่มๆ ดอนๆ สู่เส้นชัย

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Beyond the Bar: ห่วงใยเกินขอบเขต ผูกพันจนกลายเป็นผูกติด ความรักที่อาจทำร้ายลูกโดยไม่ตั้งใจ
Movie
21 November 2025

Beyond the Bar: ห่วงใยเกินขอบเขต ผูกพันจนกลายเป็นผูกติด ความรักที่อาจทำร้ายลูกโดยไม่ตั้งใจ

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ พิมพ์พาพ์

  • ซีรีส์เกาหลีน้ำดี Beyond the Bar ถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘ฮโยมิน’ ทนายความสาวที่ต้องรับมือกับคดีท้าทายในแต่ละตอน โดยใน EP3 เล่าถึงเด็กคนหนึ่งที่คิดว่าตนเองบาดเจ็บเพราะถูกรถชนทั้งที่ร่างกายของเขาไม่ได้รับความกระทบกระเทือนใดๆ
  • ซีรีส์ค่อยๆ คลี่ปมความเจ็บป่วยของเด็ก ซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของแม่ที่ผูกพันจนเกินขอบเขต ซึ่งความรู้สึกนึกคิดของแม่ไม่เพียงชี้นำความคิดความเชื่อ ยังส่งผลต่ออาการทางร่างกายของเด็กด้วย
  • แน่นอนว่า ‘ความรัก’ และ ‘ความหวังดี’ ของพ่อแม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลดีเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อมันปนเปื้อนด้วยอคติ ความกลัว หรือความคาดหวังที่แอบซ่อนอยู่ในใจของพ่อแม่เอง

… ณ บริเวณสนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง คุณลุงขับรถส่งของเกิดอาการหลับในเวลานั้นเองเด็กชายตัวเล็กๆ วิ่งตัดหน้ารถพอดี แม้คุณลุงจะคืนสติและเหยียบเบรกสุดแรง แต่เด็กน้อยก็ล้มลงบนพื้นถนนแล้วร้องไห้…ท่ามกลางความตกใจสุดขีดของแม่ ที่กรีดร้องด้วยความเชื่อว่าลูกบาดเจ็บสาหัส

แต่แล้วเมื่อพาเด็กชายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล รวมถึงตรวจภาพจากกล้องวงจรปิด เรื่องกลับซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เพราะรถไม่ได้ชนเด็กเลย แต่เขากลับมีอาการเหมือนคนถูกรถชน…

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีรีส์เกาหลี Beyond the Bar EP3 ซึ่ง ถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘ฮโยมิน’ ทนายความสาวรุ่นใหม่ที่ต้องรับมือกับคดีท้าทายในแต่ละตอน และในคดีนี้ เธอต้องรับหน้าที่ว่าความให้กับคุณลุงขับรถส่งของ

ผมเชื่อว่าถ้าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว ผมเองก็คงปักใจเชื่อว่า เด็กเจ็บจริงและลุงเป็นฝ่ายผิด แต่ในฐานะทนาย ฮโยมินสังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบไปขอความเห็นจากจิตแพทย์

“ดูเหมือนเด็กจะเชื่อผิดๆ ไปว่าตัวเองถูกรถชน ความเชื่ออันแรงกล้าของเด็กส่งผลต่ออาการทางกาย เมื่อปฏิกิริยาทางจิตที่รุนแรงสำแดงเป็นอาการทางกาย เราเรียกว่าร่างกายผิดปกติจากจิตใจ ปฏิกิริยาเชิงลบจากการรักษาก็มีส่วนด้วย 

คนส่วนใหญ่รู้จักผลของยาหลอกที่มีคนหายจากโรคแม้กินยาที่ไม่ออกฤทธิ์ แต่ปฏิกิริยาตรงข้ามก็มีเหมือนกัน ปฏิกิริยาเชิงลบจากการรักษาเกิดจากความกลัวหรือความเชื่อทางจิต จนส่งผลเสียทางกายจริงๆ” จิตแพทย์อธิบาย

ฮโยมินขอภาพจากกล้องวงจรปิดและลงพื้นที่สอบถามพยานเพื่อคลี่คลายความสงสัย และเธอก็พบประเด็นที่น่าสนใจคือ ทุกคนล้วนพูดตรงกันถึง ‘ปฏิกิริยาเกินกว่าเหตุ’ ของแม่ ที่แผดเสียงกรีดร้องราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลาย

“ถ้าเราดูกล้องวงจรปิดตรงจุดเกิดเหตุ แม่ของมินกุก(ลูกชาย) เชื่อว่ารถบรรทุกชนลูก เสียงเบรกดังลั่น มินกุกนอนอยู่บนพื้นหน้ารถบรรทุก เธอวิ่งมาด้วยความตกใจ คิดว่าลูกถูกชนจนบาดเจ็บสาหัส ซึ่งมินกุกสนใจปฏิกิริยาของแม่ด้วย แม่ของมินกุกตกใจสุดขีดเพราะคิดว่าลูกถูกรถบรรทุกชน เมื่อเด็กเห็นแม่มีปฏิกิริยาแบบนั้น เขาเลยเข้าใจผิดว่าตัวเองถูกรถชน นั่นคือต้นเหตุของอาการทางกายของเขา 

จิตใจของมนุษย์เป็นเรื่องลึกลับ เราไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของการตอบสนองทางกายแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นภัยจากการเกือบถูกรถชน หรือเป็นที่แม่ของเขามีปฏิกิริยาเกินกว่าเหตุกันแน่” ฮโยมินกล่าวกับทีมทนาย

ประโยคนี้ ทำให้ผมนึกถึงบทความหนึ่งเกี่ยวกับ ‘โรคพ่อแม่ทำ’ ซึ่งอธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า ความรู้สึกและการแสดงออกของพ่อแม่มีอิทธิพลต่อจิตใจของลูกอย่างมหาศาล เพราะนอกจากจะสามารถชี้นำความคิด ทัศนคติ บางครั้งมันยังส่งผลต่อความเจ็บปวดทางร่างกายที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคภายนอก แต่เป็นผลจาก ‘เชื้อโรคในใจ’ ที่ติดต่อจากพ่อแม่เอง 

ดังนั้นความเครียด ความกลัว ความวิตกกังวล หรือแม้กระทั่งความรุนแรงที่เกิดกับพ่อแม่มักส่งต่อพลังงานลบไปยังลูกผ่านการสัมผัส (Sense of Touch) หรือการสื่อสารโดยไม่รู้ตัว เด็กบางคนจึงหายใจไม่เต็มปอด…กลายเป็นโรคภูมิแพ้ บางคนกินอาหารแล้วท้องเกร็ง…อาหารไม่ย่อย หรือบางรายอาจบานปลายกลายเป็นโรคทางจิตเวชเลยก็ได้  

ในวันพิจารณาคดี ทีมของฮโยมินพยายามชี้ให้ศาลเห็นว่า อาการของเด็กไม่ได้เกิดจากการเกือบถูกรถชน แต่เกิดจาก ‘ปฏิกิริยาเกินกว่าเหตุของแม่’ ในที่เกิดเหตุ พร้อมขอให้จิตแพทย์ประเมินสภาพจิตใจของเด็ก 

“เขามีอีคิวต่ำ และเป็นโรควิตกกังวลการพลัดพราก เพราะเขาผูกพันกับแม่มาก ฉันเชื่อว่าอาการลุกลามเป็น ‘ความผูกพันทางจิตเกินขอบเขต’ กับแม่ พูดง่ายๆ คือเด็กไม่สามารถตัดสินใจอย่างอิสระในทางที่ขัดแย้งกับคำพูดและการกระทำของแม่”

ส่วนการประเมินสภาพจิตใจของแม่ยิ่งน่าสนใจ จิตแพทย์พบว่าตอนเกิดเหตุการณ์เธออยู่ในสภาวะช็อกอย่างหนัก และเด็กที่ผูกพันทางจิตเกินขอบเขตกับแม่…ก็รับแรงกระแทกทางอารมณ์นั้นไปเต็มๆ 

“มีการทดสอบอันหนึ่งที่สามารถพิสูจน์ความผูกพันเกินขอบเขตได้ดีที่สุด เมื่อตั้งคำถามตามระดับสติปัญญาของเด็ก เราจะให้มารดาตั้งใจตอบผิด ก่อนที่เด็กจะตอบเอง สำหรับการทดสอบนี้ เราวาดเส้นหกเส้นและใส่หมายเลขกำกับไว้บนกระดาษ หมายเลขสามคือเส้นที่ยาวที่สุด หมายเลขห้าคือเส้นที่ยาวเป็นอันดับสอง 

เมื่อเราถามเด็กว่าเส้นไหนยาวที่สุด ก่อนที่เด็กจะตอบ มารดาจะจงใจตอบผิด เด็กส่วนใหญ่ในวัยมินกุกจะตอบสิ่งที่เชื่อว่าถูกด้วยตัวเองทั้งทางตรงและทางอ้อม มีเด็กไม่กี่คนที่ตอบเหมือนกับแม่ของตนเอง แต่สารภาพในภายหลังว่าโกหกตอนแม่ไม่อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามมินกุกต่างออกไป เมื่อแม่มินกุกบอกว่าหมายเลขห้ายาวที่สุด เขาจึงตอบเหมือนกัน เราจับโกหกไม่ได้ แม้เป็นคำถามที่เขาสามารถตอบเองได้ เขายอมรับคำตอบที่ผิดของแม่ว่าเป็นคำตอบที่ถูกค่ะ” 

ไม่เพียงเท่านั้น ซีรีส์ยังพาผู้ชมมองลึกไปกว่าเหตุการณ์ ผ่านการสำรวจปมในใจของแม่ที่เล่าว่า ตั้งแต่ตั้งครรภ์เธอก็ลาออกจากงาน แยกตัวจากเพื่อน ครอบครัว และอยู่ลำพัง เพราะสามีไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ต่างประเทศ 

“ฉันเคยเป็นนักบัญชี งานของฉันเครียดเกินไปจนแบ่งเวลามาเลี้ยงลูกไม่ได้ ครอบครัวของฉันอยู่แคนาดา ฉันไม่เจอเพื่อนเลยตั้งแต่ท้องมินกุก”

เมื่อต้องอยู่ตามลำพังเป็นเวลานาน ลูกชายจึงกลายเป็นโลกทั้งใบของเธอ และความผูกพันนั้นก็เริ่มกลายเป็นพันธนาการระหว่างสองแม่ลูก แม้เด็กจะอายุห้าขวบ แต่ก็ยังไม่หย่านม และถูกแม่พาไปลาออกจากโรงเรียนอนุบาลหลังเรียนได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ โดยเธออ้างว่าลูกมีปัญหาในการปรับตัว ที่แปลกกว่านั้นคือเด็กมีประวัติการไปโรงพยาบาลทุกสัปดาห์แต่กลับไม่เคยได้รับยาใดๆ 

ในฉากว่าความในศาล คำกล่าวของหัวหน้าทีมทนายช่วยไขปริศนาอาการเจ็บป่วยของมินกุก เขาปะติดปะต่อคำให้การของพยานทั้งที่โรงเรียนและโรงพยาบาลว่า ที่มินกุกต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ โดยไม่มีการจ่ายยา มีความเป็นไปได้สองทาง หนึ่งคือเขาเป็น ‘โรคมันเชาเซน’ และสองคือ ‘โรคคิดไปเองว่าป่วย’ หรือพูดอีกแง่หนึ่งมินกุกมีสภาวะจิตที่เปราะบางอยู่แล้วอันเป็นผลจากการเลี้ยงดูของแม่

ที่น่าสนใจคือ การที่มินกุกเลิกเรียนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทั้งที่เขาเริ่มปรับตัวได้แล้ว น่าจะมีสาเหตุมาจากแม่เช่นกัน

“คุณกลัวว่าโจทก์(ลูกชาย)จะเติบโตเป็นอิสระใช่ไหม ถ้าเป็นแบบนั้นคุณจะไม่มีตัวตนอีกต่อไป” หัวหน้าทีมทนาย ตั้งคำถาม

ถึงตรงนี้ แม่ของเด็กชายร้องไห้พร้อมตัดพ้อ “ฉันแค่ยอมทุ่มทุกอย่างเพื่อเลี้ยงมินกุกให้ดี ฉันแค่รักและปกป้องลูกเท่านั้น” 

สำหรับผม คำพูดนี้ไม่ต่างอะไรจากเกราะกำบังที่พ่อแม่หลายคนใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญกับความจริงที่ว่า “ฉันทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว” 

“ใช่ ผมแน่ใจว่าคุณพยายามเต็มที่ เพื่อเติมเต็มช่องว่างในใจคุณ นี่คือความเห็นแก่ตัวที่นำไปสู่พฤติกรรมหมกมุ่นและห่วงใยมากไป ก่อนที่มันจะเป็นพิษร้ายที่ทำร้ายลูกของคุณแบบนี้ใช่ไหม ทำร้ายลูกตัวเองยังไม่พอ นี่คุณคิดจะโทษคนอื่นอีกหรือ คุณยังสมควรเป็นแม่คนอีกไหม หลังเกิดเรื่องพวกนี้ โจทก์อาจกลายเป็นผู้พิการไปชั่วชีวิต และนั่นเป็นเพราะคุณหมกมุ่นและห่วงใยลูกมากเกินไป ไม่ใช่เพราะจำเลย”

หลังฉากในศาล ผมเห็นด้วยกับคำพูดของหัวหน้าทนาย แม้มันอาจฟังดูเชือดเฉือน แต่ก็ตรงไปตรงมา เพราะแม่คนนี้กำลังหลงอยู่ใน ‘ภาพลวงตา’ ของแม่ที่ดี ผู้เสียสละ และอุทิศตัวเพื่อลูกด้วยความรักความหวังดี ทั้งที่จริง เธอเพียงแค่ใช้ลูกเติมเต็มช่องว่างในใจตัวเอง

“อย่าเพิ่งแน่ใจว่าแม่ทุกคนจะทุ่มเทให้ลูกแบบนั้น และรักลูกแบบไม่เห็นแก่ตัวมากกว่าตัวเอง พวกแม่ๆ ก็เป็นคนเหมือนกัน และคนอาจเห็นแก่ตัวจนถึงจุดที่โหดร้าย

ในโลกนี้มีคนที่ไม่อยากเป็นแม่ และคนที่ไม่ควรได้เป็นแม่ แม่เป็นผู้หญิงและเป็นคนคนหนึ่งด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจในทางที่เห็นแก่ตัวได้”

เมื่อซีรีส์จบลง ผมนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ และครุ่นคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง ผมมองว่า ‘ความรัก’ และ ‘ความหวังดี’ ของพ่อแม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลดีเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อมันปนเปื้อนด้วยอคติ ความกลัว หรือความคาดหวังที่แอบซ่อนอยู่ในใจของพ่อแม่เอง 

เหมือนกับช่วงหนึ่งที่ซีรีส์พยายามฉายภาพของดักแด้ที่รอวันกลายเป็นผีเสื้อ เมื่อถึงเวลามันจะพยายามฉีกเปลือกที่ห่อหุ้มออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี ช่วงแรกอาจอ่อนแรง ต้องหยุดพักเป็นระยะ เพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงพอ แต่ทุกครั้งที่มันพยายามเล็กน้อย ร่างกายก็จะแข็งแกร่งขึ้น และเมื่อสายลมพัดผ่านช่องเล็กๆ  ปีกของมันก็จะค่อยๆ แห้งและแข็งแรงขึ้น จนในที่สุด ผีเสื้อจะสามารถสยายปีกฉีกเปลือกดักแด้ออกได้อย่างสมบูรณ์ และพร้อมโบยบินอย่างงดงาม

กลับกัน หากมีใครสักคนยื่นมือเข้าไปช่วยกรีดเปลือกดักแด้ โดยพูดว่า “ฉันรักและหวังดีนะ” สิ่งที่ดูเหมือนความเมตตาอาจกลับกลายเป็นการทำร้ายโดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อดักแด้ไม่ได้ผ่านกระบวนการดิ้นรนด้วยตัวเอง ปีกของมันก็จะไม่แข็งแรงพอจะบินได้ไกล สุดท้าย…ผีเสื้อที่ออกมาเร็วกว่ากำหนดจะหมดแรง และร่วงลงสู่พื้นในเวลาไม่นาน

เพราะฉะนั้น ความรักและความหวังดีของพ่อแม่จึงไม่ใช่การกันลูกให้พ้นจากความเจ็บปวด แต่คือการอยู่เคียงข้างเขาอย่างเข้าใจ ในขณะที่เขาเรียนรู้ที่จะบินด้วยปีกของตัวเอง

Tags:

แม่Beyond the Barโรคพ่อแม่ทำครอบครัว

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Movie
    The Good Bad Mother: ที่ทำได้คือ ‘ให้อภัยและปลดปล่อยตัวเองจากอดีต’ …เพราะพ่อแม่ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Modern love Tokyo (2022): แม่ต้องปล่อยวางหลายเรื่อง แต่วันหนึ่งลูกจะภูมิใจในเราเองแหละ

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    A Little girl’s Dream (2014) : การเติบโตของโทโทมิกับครอบครัวที่ไม่ใจร้าย

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Dear ParentsBook
    โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก: โลกร้ายกาจอาจไม่ทำลายคน ความเดียวดายต่างหาก

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Lady Bird : ด้วยรักและเอาชนะ ระหว่างมนุษย์ลูกผู้อยากโผบินกับมนุษย์แม่ขี้โมโห

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

ห้องเรียน AI EP4: เด็กจะเข้าใจ ‘จริยธรรม AI’ ต้องสอนด้วยการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและการลงมือทำ
Education trend
20 November 2025

ห้องเรียน AI EP4: เด็กจะเข้าใจ ‘จริยธรรม AI’ ต้องสอนด้วยการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและการลงมือทำ

เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • การสอน ‘จริยธรรมเอไอ’ ต้องมองภาพใหญ่ เชื่อมโยงหลักการกับผลกระทบต่อชีวิตจริง ไม่ใช่สอนให้ท่องจำแบบแยกส่วน เช่น อคติ ความเสี่ยง และความเป็นส่วนตัว
  • การสอนแบบก้าวหน้า เน้นประสบการณ์ตรง การลงมือทำ การถกเถียง และการวิเคราะห์กรณีศึกษา ทำเพื่อให้เด็กพัฒนาทักษะการให้เหตุผลทางจริยธรรม
  • การประเมินผลต้องสอดคล้องกับกิจกรรม ควรประเมินระหว่างการเรียนรู้ (formative) มากกว่าหลังจบกิจกรรม เพื่อให้เด็กได้รับฟีดแบ็กและพัฒนาทักษะด้านจริยธรรมได้จริง

“อันตรายที่ใหญ่หลวงยิ่งของปัญญาประดิษฐ์ คือ การที่คนเราด่วนสรุปว่าเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้ว” —เอลีเอเซอร์ ยุดเคาว์สกี (Eliezer Yudkowsky) นักวิจัยเอไอและนักเขียนเกี่ยวกับจริยธรรม

ในตอนที่ผ่านมาเราได้พูดถึงการใช้งานเอไอสำหรับครูและนักเรียนไปแล้ว อีกทั้งยังกล่าวถึงการออกแบบการบ้านให้สอดคล้องกับยุคสมัยของเอไอ ในตอนนี้เราอาจคิดว่าเรารู้ทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการใช้งานเอไอแล้ว ซึ่งไม่ใช่เลย

สิ่งสำคัญอีกประการที่ขาดไม่ได้คือการเรียนรู้วิธีใช้งานเอไออย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ เรียกว่า การมี ‘จริยธรรมเอไอ’ (AI Ethics) แม้เราจะออกแบบระบบการบ้านได้อย่างยอดเยี่ยม แต่หากเด็กไม่ได้สนใจที่จะทำตามระบบนั้น ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย ดังนั้นการสอนให้เด็กใช้งานเอไออย่างมีจริยธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เราจะสอน ‘จริยธรรมเอไอ’ ให้กับเด็กได้อย่างไร?

ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีเอไอ ประเด็นเรื่อง ‘จริยธรรมเอไอ’ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะจริยธรรมเอไอเปรียบเสมือนกฎเกณฑ์ที่คอยกำกับให้ผู้สร้างและผู้ใช้เอไอประพฤติปฏิบัติอย่างเหมาะสม

ในปัจจุบันยังไม่มีนิยามเดียวที่เป็นสากลสำหรับคำว่า ‘จริยธรรมเอไอ’ แต่ทุกนิยามล้วนมีหัวใจสำคัญที่ว่า การสร้างและการใช้เอไอต้อง ‘คำนึงถึงมนุษย์เป็นศูนย์กลาง’ (Human-centered Considerations) กล่าวง่ายๆ คือ ก่อให้เกิดประโยชน์และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น

เมื่อทุกคนเห็นพ้องว่าจริยธรรมเอไอเป็นเรื่องสำคัญ วงการศึกษาจึงมีความพยายามที่จะสร้างวิธีจัดการเรียนสอนเกี่ยวกับจริยธรรมเอไอ เรียกว่า ‘การศึกษาด้านจริยธรรมเอไอ’ (AI Ethics Education) ซึ่งเป็นการส่งเสริมการพัฒนาและการใช้งานเอไออย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมกับทำความเข้าใจถึงประโยชน์และความเสี่ยงของเอไอ อีกทั้งยังติดตั้งความรู้และทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตและทำงานควบคู่ไปกับเอไอในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม จริยธรรมเอไอก็มีความซับซ้อนและเนื้อหาที่หลากหลาย ทำให้ยากต่อการระบุอย่างชัดเจนว่าควรสอนอะไร สอนอย่างไร และประเมินประสิทธิภาพในการสอนได้อย่างไร ดังนั้นจึงมีงานวิจัยที่ได้รวบรวมการจัดการศึกษาด้านจริยธรรมเอไอจากหลายๆ แหล่งและสรุปเป็นแนวทางไว้แล้ว

งานวิจัยนี้มาจากวารสาร Computers and Education: Artificial Intelligence ปี 2025 โดยได้สำรวจและวิเคราะห์วิจัยเกี่ยวกับการศึกษาด้านจริยธรรมเอไออย่างละเอียดถึง 25 งาน จากการวิเคราะห์ทั้งหมดพบว่า การสอนจริยธรรมเอไอให้กับเด็กมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา เพื่อให้การสอนมีประสิทธิภาพมากที่สุด

  1. สอนเด็กให้เห็นความสำคัญของจริยธรรมเอไอด้วย ‘การมองภาพใหญ่’

ก่อนจะไปที่การมองภาพใหญ่ เราต้องพูดถึง ‘การมองภาพแคบ’ (Narrow View) เสียก่อน การสอนด้วยการมองภาพแคบจะเน้นไปที่หลักการหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ เพียงอย่างเดียว เช่น หลักการนี้มีนิยามว่าอย่างไร กฎนี้มีกี่ข้อ แต่ละข้อระบุว่าอย่างไร เป็นต้น การสอนเช่นนี้จะเน้นการท่องจำ ทำให้เด็กขาดการเชื่อมโยงกับหลักการข้ออื่นๆ และบริบทในชีวิตจริง

แต่การสอนด้วย ‘การมองภาพใหญ่’ (Holistic View) จะเน้นไปที่การเชื่อมโยงหลักการกับประเด็นต่างๆ กล่าวคือ เข้าใจหลักการและรับรู้ว่าหลักการนั้นๆ ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสังคมอย่างไร เช่น ตามหลักแล้วเอไอสามารถสร้างข้อมูลเท็จเพื่อเติมเต็มข้อมูลที่ไม่มีอยู่ในระบบได้ แล้วสิ่งนี้จะส่งผลต่อสังคมของเราอย่างไร

สรุปง่ายๆ คือ การมองภาพแคบคือการรู้ว่าหลักการและวิธีแก้ไขมีอะไรบ้าง แต่การมองภาพใหญ่คือการตั้งคำถามตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำและมองเห็นผลกระทบกับบริบทในภาพรวม ตัวอย่างเช่น อคติในเอไอ (Bias)

  • สอนแบบภาพแคบ – อคติในเอไอคืออะไร มีอะไรบ้าง การลดอคติในเอไอทำอย่างไร
  • สอนแบบภาพใหญ่ – อคติในเอไอคืออะไร ทำไมเอไอถึงมีอคติ อคติของเอไอส่งผลอย่างไรกับสังคมของเรา

ทั้งนี้ ในการศึกษาด้านจริยธรรมเอไอมีประเด็นจริยธรรมที่พบมากที่สุด ได้แก่ ความเสี่ยงของเอไอ อคติในเอไอ และความเป็นส่วนตัว

  • ความเสี่ยงของเอไอ (Risk of AI) – กล่าวถึงอันตรายหรือผลเสียที่เป็นไปได้ต่อสังคม เช่น เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ตัดสินใจผิดพลาด หรือลุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น
  • อคติในเอไอ (Bias) – ระบบเอไออาจปฏิบัติกับคนกลุ่มหนึ่งๆ อย่างไม่เท่าเทียม เนื่องจากได้รับการฝึกจากข้อมูลที่มีอคติหรือการเลือกปฏิบัติ
  • ความเป็นส่วนตัว (Privacy) – การปกป้องข้อมูลส่วนตัวของตนจากการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยระบบเอไอ
  1. สอนเด็กให้เข้าใจจริยธรรมเอไอด้วย ‘การสอนแบบก้าวหน้า’

ในงานวิจัยกล่าวว่า ‘การสอนแบบดั้งเดิม’ ที่ครูบรรยายหน้าชั้นเรียนอย่างเดียวเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เด็กเข้าใจจริยธรรมเอไอ เพราะประเด็นจริยธรรมมีความเกี่ยวข้องกับหลายมิติ เช่น เทคโนโลยี สังคม และกฎหมาย อีกทั้งเอไอในปัจจุบันก็มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้ต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาการสอนอยู่ตลอดเวลา

การสอนที่เหมาะสมในกรณีนี้คือ ‘การสอนแบบก้าวหน้า’ (Progressive Pedagogy) ซึ่งเป็นการสอนที่เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การลงมือปฏิบัติ และการแก้ปัญหา มากกว่าการจดบันทึกและท่องจำ การสอนในลักษณะนี้มีความยืดหยุ่นสูงทำให้เราปรับเปลี่ยนเนื้อให้เข้ากับบริบทใหม่ๆ ในปัจจุบันได้

ตัวอย่างการสอนแบบก้าวหน้าที่พบได้ในการศึกษาด้านจริยธรรมเอไอมีดังนี้

  • กิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Hands-on Learning Activities) – เรียนรู้ผ่านการใช้เครื่องมือและชุดข้อมูลจริง เช่น แพลตฟอร์ม Moral Machine ของ MIT ที่จำลองสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจทางจริยธรรม (เช่น เมื่อรถขับเคลื่อนอัตโนมัติเสียการควบคุม เราจะเลือกชนใคร)
  • การอภิปราย (Discussions) – ให้นักเรียนพูดคุย ถกเถียง แปลกเปลี่ยน และสะท้อนความคิดกัน เช่น ถกเถียงเกี่ยวกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) ของการตัดสินใจในสถานการณ์ทางจริยธรรมหนึ่งๆ ว่าหากเลือกทางหนึ่งจะได้และเสียอะไร 
  • กิจกรรมศึกษากรณีตัวอย่าง (Case Study Activities) – วิเคราะห์เหตุการณ์ตัวอย่างหรือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง เช่น วิเคราะห์การใช้เอไอคัดเลือกคนสมัครงานว่าเหมาะสมหรือไม่ และอาจก่อให้เกิดความไม่เทียมได้อย่างไร
  • โปรเจกต์กลุ่ม (Group Projects) – นำกิจกรรมการเรียนรู้ในข้างต้นมาทำเป็นงานกลุ่ม 

โดยกิจกรรมเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ที่พบมากที่สุดคือ การพัฒนาทักษะการให้เหตุผลทางจริยธรรม รองลงมาคือ การเรียนรู้ความรู้หรือทฤษฎีทางจริยธรรม, การส่งเสริมทักษะการสื่อสาร และการปลูกฝังสัญชาตญาณ (Intuition) เกี่ยวกับจริยธรรม

  1. ออกแบบ ‘การประเมินผล’ อย่างรอบคอบและสอดคล้องกับวิธีการสอน

งานวิจัยนี้ชี้ว่า การออกแบบการประเมินผลสำหรับการศึกษาด้านจริยธรรมเอไอในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมนัก แม้การสอนจะใช้การมองภาพใหญ่และการสอนแบบก้าวหน้า แต่กลับใช้ ‘การประเมินหลังจากเสร็จสิ้นการเรียนรู้’ (Summative Assessment) ที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมที่ใช้

เช่น ให้เด็กเรียนรู้จริยธรรมเอไอด้วยการเขียนเรื่องราวเชิงสร้างสรรค์ แต่การประเมินกลับใช้การวัดว่าเด็กมีความฉลาดรู้ทางเอไอ (AI Literacy) เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าการเรียนรู้สิ่งใดก็ตามเกี่ยวกับเอไอย่อมทำให้เด็กมีความฉลาดรู้ทางเอไอที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงไม่มีนัยสำคัญมากนัก ซ้ำยังไม่สามารถวัดได้ว่าเด็กสามารถให้เหตุผลทางจริยธรรมหรือเข้าใจทฤษฎีทางจริยธรรมมากน้อยแค่ไหน

งานวิจัยนี้เสนอว่า เมื่อการศึกษาด้านจริยธรรมเอไอใช้การสอนแบบก้าวหน้า ‘การประเมินควรเกิดขึ้นในระหว่างการเรียนรู้’ (Formative Assessment) เนื่องจากนักเรียนจะได้รับฟีดแบ็กทันที ทำให้รับรู้ว่าตัวเองเข้าใจเนื้อหามากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสิ่งที่ยังบกพร่องได้อย่างตรงจุด

ตัวอย่างเช่น จากกิจกรรมที่ได้กล่าวไปอย่างการเขียนเรื่องราวเชิงสร้างสรรค์ ครูสามารถใช้เรื่องราวที่เด็กเขียนในการประเมินว่าเด็กมีความเข้าจริยธรรมเอไอมากน้อยแค่ไหนและมีจุดไหนที่ต้องปรับปรุง ไม่จำเป็นต้องรอให้เสร็จสิ้นกิจกรรมแล้วจึงให้ทำแบบทดสอบเพื่อประเมินความเข้าใจ

กล่าวอีกนัยคือ ครูควรประเมินเด็กที่ ‘กระบวนการ’ การทำงาน เช่น ประเมินตั้งแต่การวิเคราะห์และการให้เหตุผลในการศึกษากรณีตัวอย่าง มากกว่าที่จะมุ่งเน้นผลลัพธ์สุดท้ายเพียงอย่างเดียว (อ่านเพิ่มเติมได้ใน EP3)

‘การประเมินหลังจากเสร็จสิ้นการเรียนรู้’ ทำให้ครูทราบได้ก็จริงว่าเด็กมีความเปลี่ยนแปลงจากก่อนและหลังเรียนอย่างไร แต่เด็กอาจไม่ได้นำผลลัพธ์นี้มาปรับใช้ได้มากนัก เพราะการเรียนได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ทั้งนี้ ‘การประเมินในระหว่างการเรียนรู้’ จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เด็กจะได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมและมีโอกาสได้นำไปปรับใช้ในการเรียนครั้งต่อๆ ไป ซึ่งก็จะมีครูคอยดูแลต่อไปอีกเช่นกัน

นอกจากนี้ การออกแบบการประเมินผลให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ที่พบมากที่สุดในการเรียนจริยธรรมเอไอ คือ การส่งเสริมให้เด็กมีทักษะ ‘การให้เหตุผลทางจริยธรรม’ ผ่านการทำกิจกรรมที่เน้นการลงมือทำ

แม้วัตถุประสงค์การเรียนรู้จะชัดเจน แต่หากขาดการประเมินผลที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ครูก็ไม่สามารถทราบได้เลยว่าเด็กได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเปล่าทางการศึกษา

ปัจจุบันการศึกษาด้านจริยธรรมเอไอกำลังพัฒนาแนวทางต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดประสิทธิผลมากที่สุด เช่น การสอนด้วยภาพใหญ่และใช้กิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ประเด็นทางจริยธรรมที่มีความซับซ้อนเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและเกิดความสนุกไปกับการเรียน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรปรับปรุงเพิ่มเติมคือการออกแบบการวัดผล ควรเน้นการวัดผลระหว่างการเรียนและให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกิจกรรม เพื่อที่ครูจะได้ทราบถึงพัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังทำให้เด็กได้รับคำแนะนำที่สร้างสรรค์ ก่อให้เกิดการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

Tags:

การเรียนรู้เด็กการสอนจริยธรรมเอไอห้องเรียน AI

Author:

illustrator

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Education trend
    ห้องเรียน AI EP5: หลักการ 5 ข้อเพื่อการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการศึกษา

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Education trend
    ห้องเรียน AI EP2: เตรียมเด็กให้เท่าทัน AI ปรับใช้เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ฝึกฝนทักษะการคิดและพัฒนาตนเอง

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Education trend
    ห้องเรียน AI EP1: ครูจะไม่ถูกแทนที่ด้วย AI หากใช้เป็น ‘ผู้ช่วย’ ยกระดับการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • teaching-nologo
    Learning Theory
    การสอนคือความยินดีที่จะมอบใจให้ใครสักคนเข้ามาในชีวิตของเรา

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    วันนั้นฉันเจอเพนกวิน: อย่าปิดกั้นจินตนาการของเด็กด้วยคำว่า ‘เพ้อฝัน’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP12: เดินทางไกล
Transformative learning
17 November 2025

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP12: เดินทางไกล

เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • บันทึกชุด ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ นี้ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Hidden Potential : The Science of Achieving Greater Things นำสู่การตีความหนังสือออกเป็นบันทึกชุดนี้ แต่เป็นการตีความที่ต่างจากบันทึกชุดก่อนๆ คือ ผมได้เสริมข้อคิดเห็นของตนเอง จากความรู้เดิมที่มีและจากความรู้ที่ขอให้ปัญญาประดิษฐ์หลายสำนักช่วยค้นและให้ข้อสรุปด้วย     

ตอนที่ 12 เสนอข้อตีความจากบทสุดท้าย Epilogue : Going the Distance

สรุปอย่างสั้นที่สุดได้ว่า ชีวิตเป็นการเดินทางไกล ที่ต้องผ่านประสบการณ์ทั้งที่ราบรื่นและลุ่มๆ ดอนๆ รวมทั้งบางช่วงที่ยากแค้นแสนสาหัส คนที่มีพลังทักษะเชิงลักษณะนิสัยที่แข็งแรง จะฟันฝ่าความยากลำบากเหล่านั้น สู่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ได้ 

ตอนที่ 12 นี้ เดินเรื่องด้วยประวัติชีวิตของผู้เขียน คือ Adam Grant เอง ที่ตอนเป็นเด็กอยู่ที่นอกเมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน เรียนหนังสือเก่ง เมื่อลองสมัครเข้าเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็ประสบความสำเร็จ เพราะสร้างความประทับใจให้แก่ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ทำหน้าที่สัมภาษณ์ จากการเป็นนักเรียนรู้ด้วยตนเองของท่านตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ส่อความมีทักษะเชิงลักษณะนิสัย แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องเอาชนะความยากลำบากในการเรียน

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ

คนที่มีความฝันมักถูกเยาะเย้ย ดังเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด แต่งานวิจัยทางจิตวิทยายืนยันว่า ความฝันหรือจินตนาการเป็นพลังดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นออกมากระทำการยามเผชิญอุปสรรคความยากลำบาก เป็นผลงานวิจัยจากชีวิตจริงของคนจำนวนมากน่าเชื่อถือ ว่าคนมีความฝันประสบความสำเร็จในชีวิตสูงกว่าคนไม่มี

เอาชนะโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง

Adam Grant บอกว่า แม้จะได้รับเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วยทุนช่วยเหลือส่วนหนึ่ง ตนก็ยังเป็นโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Impostor Syndrome) ยังสงสัยความสามารถของตนเอง โดยพบว่าเพื่อนๆ ที่เข้าเรียนปี 1 ด้วยกันที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่คิดหรือมั่นใจว่าตัวเองเก่ง กับกลุ่มที่ไม่มั่นใจว่าตัวเองเก่งจริง ตัวเขาเองอยู่ในกลุ่มนี้

ซึ่งหมายความว่า เขาต้องการหลักฐานว่าเขาเก่งจริงหรือไม่ โดยในสัปดาห์แรกที่มหาวิทยาลัย ก่อนเปิดเรียน นักศึกษาใหม่ทุกคนต้องสอบเขียนเรียงความ เพื่อแบ่งกลุ่มเข้าเรียน พี่ๆ ปีสองปลอบใจว่า คนสอบตกมีแต่คนต่างชาติที่ภาษาอังกฤษไม่แข็ง หรือคนที่แย่จริงๆ เท่านั้น คนที่สอบตกต้องใช้เวลา 1 เทอม เรียนซ่อมวิชาเขียนเรียงความ (Remedial Writing)

สองสามวันหลังสอบ ผลสอบเรียงความออกมาว่า เขาสอบตก เป็นหลักฐานยืนยันว่าเขาไม่เก่ง

เขาไปขอปรึกษาเจ้าหน้าที่ของศูนย์การเขียน และได้รับคำแนะนำให้ยอมเสียเวลาเรียนฝึกการเขียนซ่อม เพราะที่ผ่านมา นักศึกษาที่ทดสอบด้านการเขียนไม่ผ่านและไม่เรียนซ่อม มักสอบได้เกรดอย่างสูงก็ B หรือไม่ก็ C ไปเลย แต่ก็เป็นเรื่องที่นักศึกษาต้องตัดสินใจเอง ไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าต้องเรียนซ่อม โดยเขาช่วยอ่านเรียงความของนักศึกษา Adam Grant อีกครั้ง และบอกว่า เขียนคลุมเครือมาก หากไม่เรียนซ่อม ผลการเรียนน่าจะได้ C

เป็นความท้าทายด่านแรกของการเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด ซึ่งต่อมาจะพบว่าแก้ได้ด้วยกระบวนทัศน์พัฒนา (Growth Mindset)

เข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ด้วยการแสดงความสามารถและแรงจูงใจต่อการเรียน

นักศึกษา Adam Grant สงสัยมากว่าทำไมฮาร์วาร์ดจึงรับเขาเข้าเรียน สอบถามศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดที่สอบสัมภาษณ์เขาก็ได้รับคำตอบว่าตนไม่ได้เป็นกรรมการตัดสิน แต่ก็ได้รายงานความประทับใจจากการสัมภาษณ์ไปยังคณะกรรมการ

การสัมภาษณ์ตามปกติกำหนดไว้ 1 ชั่วโมง แต่การสัมภาษณ์ Adam Grant ใช้เวลา 3 ชั่วโมง เพราะเมื่อผู้สัมภาษณ์ถามเรื่องความสนใจและงานอดิเรก และ Adam Grant ตอบว่าตนสนใจแสดงมายากล ถามต่อว่าชอบมายากลชิ้นไหนมากที่สุด Adam Grant เอาสำรับไพ่มาแสดงให้ดู ถามว่าใช้ไพ่สำรับอื่นได้ไหม แล้วไปหาไพ่จากเจ้าหน้าที่ในสำนักงานมาให้แสดงให้ดู คำถามสำคัญคือ เรียนมาอย่างไร Adam Grant ตอบว่าเรียนจากทีวีเมื่ออายุ 12 ขวบ แล้วเอามาปรับให้เป็นมายากลฉบับของตนเอง     

หลังจากนั้นอีกนานหลายปี ศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดท่านนั้นบอก Adam Grant ว่า เขารายงานผลการสัมภาษณ์ไปว่า เขาประทับใจความรักเรียนของ Adam Grant และความกล้าที่จะแสดงมายากลให้ชมในทันที    

Adam Grant อธิบายว่า ตนเองมาเข้าใจหลังจากเป็นนักจิตวิทยาองค์กร (Organizational Psychologist) แล้ว ว่าในการสัมภาษณ์ ตนได้แสดง ‘ตัวอย่างผลงาน’ (Work Sample) ให้เป็นที่ประจักษ์ ว่าตนเองมีแรงจูงใจและความสามารถต่อการเรียน ซึ่งเป็นทักษะเชิงลักษณะนิสัยที่สำคัญ    

ผ่านด่านการทดสอบเขียนเรียงความ

Adam Grant สอบเขียนเรียงความตก ไม่ใช่การตัดสินว่าเขาเป็นนักเขียนไม่ได้ ในที่สุดเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ผลสอบครั้งเดียวไม่ใช่ตัวตัดสินอนาคตของเขา

เขาตัดสินใจเดินหน้าเรียนวิชาสัมมนาด้านการเขียน (Writing Seminar) โดยไม่เข้าเรียนซ่อมวิชาเขียนเรียงความ เขาตั้งหน้าตั้งตาเรียนและรับคำแนะนำป้อนกลับจากอาจารย์มาแก้ไขปรับปรุงตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า จนเมื่อผลสอบปลายเทอมออกมา เขาได้เกรด A

โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Impostor Syndrome) เมื่อผสมกับกระบวนทัศน์พัฒนา (Growth Mindset) เชื่อมั่นว่าตนเรียนรู้ได้ สร้างแรงขับดันให้เกิดความมานะพยายาม ฐานของทักษะเชิงลักษณะนิสัยด้าน พฤติกรรมเชิงรุก (Proactive) มีวินัย (Disciplined) และตั้งจิตมั่น (Determined) ช่วยให้เขาเอาชนะอุปสรรคเรื่องเขียนไม่เก่งได้

เวลานี้เขาเป็นนักเขียน ที่หนังสือของเขาติดอันดับ Best Sellers แต่ก็มีเรื่องราวของความอ่อนแอที่เขาต้องก้าวข้าม

เริ่มชีวิตนักเขียน

สมัยเป็นนักศึกษา Adam Grant ชอบหนังสือบางเล่ม และใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งตนจะเขียนหนังสือคุณภาพดีเช่นนั้นบ้าง แต่ชีวิตนักวิชาการ ทำให้เขาต้องทำงานวิจัย และเขียนรายงานผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เพื่อไต่บันไดชีวิตนักวิชาการ จนในที่สุดได้เป็นศาสตราจารย์ที่ Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ความคิดที่จะเขียนหนังสือเผยแพร่ความรู้ในสังคมวงกว้าง ที่กว้างกว่าวงวิชาการก็หวนกลับมา    

ในช่วงนั้น อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกำลังจะเขียนหนังสือ และชวนศาสตราจารย์ Adam Grant ให้ร่วมเขียน แต่ก็มีลูกศิษย์ค้านว่า ไม่ควรเป็นเพียงผู้เขียนร่วม ที่เป็นการทำตามความฝันของคนอื่น ควรทำตามความฝันของตัวเอง โดยเขียนเองเลยดีกว่า ซึ่งเขาก็เห็นด้วย และปรึกษาเรื่องการเขียนหนังสือตามที่คิดไว้กับผู้ประกอบอาชีพที่ปรึกษาการเขียนหนังสือ ในที่สุดก็ถึงเวลาเขียน เขาใช้เวลา 2 เดือน เขียนร่างหนังสือทั้งเล่ม ยาวกว่า 1 แสนคำ ส่งให้ที่ปรึกษาด้านการเขียน ได้รับคำตอบว่า ใช้ไม่ได้ ไม่สนุก อ่านแล้วน่าเบื่อ เพราะเป็นวิชาการมากไป    

เป็นสภาพที่ชวนหมดกำลังใจ อุปสรรคที่ต้องฟันฝ่ามาอีกแล้ว เป็นศาสตราจารย์ไม่ได้หมายความว่าจะเก่งไปทุกเรื่อง เขียนบทความวิจัยหรือวิชาการเก่ง ไม่ได้แปลว่าจะเขียนหนังสือเก่ง

ที่ปรึกษาการเขียนให้กำลังใจว่า เขาเขียนหนังสือได้แน่ๆ เพียงแต่ต้องเขียนด้ายภาษาและท่วงทีคล้ายตอนสอนนักศึกษา ไม่ใช่เหมือนตอนเขียนบทความวิชาการ ทักษะเชิงลักษณะนิสัยด้าน พฤติกรรมเชิงรุก (Proactive) ช่วยให้เขาได้ที่ปรึกษาเป็นโค้ช   

ร้อยละ 98 ของต้นฉบับเดิมถูกตัดทิ้งไป และเขียนใหม่ด้วยภาษาพูด ภาษาของคนธรรมดา ไม่ใช่ภาษาวิชาการ ผลสำเร็จในการเขียนหนังสือ ช่วยให้เขาทำความเข้าใจโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งเสียใหม่

โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งเป็นสัญญาณของพลังที่ซ่อนเร้น

ชีวิตคนเป็นการเดินทางไกล หัวใจของความเจริญก้าวหน้าไม่ใช่การสร้างอาชีพ (Career) แต่เป็นการสร้างลักษณะนิสัย (Characters)     

ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่การบรรลุเป้าหมาย แต่เป็นการธำรงคุณค่าที่เรายึดถือ ไม่มีคุณค่าใดที่สูงส่งกว่าการมีความทะเยอทะยานในการทำให้วันพรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้ ไม่มีความสำเร็จใดยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จในการดึงพลังที่ซ่อนเร้นของตนเองออกมา     

สามารถอ่านบทความ ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP1 – EP11 ได้ที่นี่

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP1: บทนำ ‘มนุษย์ทุกคนมีพลังซ่อนเร้น’

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP2: พัฒนาทักษะเชิงลักษณะนิสัย

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP3: คุณค่าของความไม่สบายใจ

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP4: การซึมซับและปรับตัว

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP5: พลังของความไม่สมบูรณ์แบบ

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP6: ฝึกอย่างสนุก

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP7: ข้ามเส้นทางลุ่มๆ ดอนๆ สู่เส้นชัย

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP8: ต้านแรงโน้มถ่วง

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP9: โรงเรียนปลุกพลังซ่อนเร้นในนักเรียน

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP10: ปลุกพลังซ่อนเร้นกลุ่ม

ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP11: คัดเลือกเข้างานหรือเข้าเรียนโดยเน้นผลงานในอนาคต

Tags:

Growth mindsetศ.นพ.วิจารณ์ พานิชปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์หนังสือ Hidden Potential : The Science of Achieving Greater Things (2023)ทักษะเชิงลักษณะนิสัยImpostor Syndrome

Author:

illustrator

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และได้ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) ดำรงตำแหน่งกรรมการของหน่วยงานและมูลนิธิหลายแห่ง

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP13: สรุป 40 หลักการ สำหรับนำไปปฏิบัติ

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP11: คัดเลือกเข้างานหรือเข้าเรียนโดยเน้นผลงานในอนาคต

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP10: ปลุกพลังซ่อนเร้นกลุ่ม

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP8: ต้านแรงโน้มถ่วง

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learning
    ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ EP7: ข้ามเส้นทางลุ่มๆ ดอนๆ สู่เส้นชัย

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

‘Man Child’ ผู้ชายไม่รู้จักโต ที่ชอบสร้างมลพิษทางอารมณ์บั่นทอนความสัมพันธ์
Relationship
15 November 2025

‘Man Child’ ผู้ชายไม่รู้จักโต ที่ชอบสร้างมลพิษทางอารมณ์บั่นทอนความสัมพันธ์

เรื่อง ยุรพร ยมนาค ภาพ พิมพ์พาพ์

  • ‘Man Child’ คือ ผู้ใหญ่ที่ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotionally Immature)  มักไม่รับผิดชอบ พึ่งพาผู้อื่น ขาดการจัดการอารมณ์ เหวี่ยงง่าย หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และมักโทษคนอื่นแทนการเผชิญปัญหา  ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสัมพันธ์ส่วนตัว อาชีพการงาน และสุขภาพจิตโดยรวม 
  • ความเชื่อมโยงและส่งเสริมให้เกิดภาวะ ‘Man Child’ ได้แก่ ผลกระทบจากการเลี้ยงดูและประสบการณ์ในวัยเด็ก สุขภาวะทางจิต หรือปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม
  • การขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้ หากบุคคลได้เรียนรู้ถึงสาเหตุเบื้องต้น และได้รับการสนับสนุนในแนวทางที่เหมาะสม  จะทำให้บุคคลสามารถเริ่มแก้ไขพัฒนาการทางอารมณ์ของตนเองได้

เคยไหมที่รู้สึกว่าผู้ชายบางคนทำไม ‘ไม่รู้จักโต’

แน่นอนว่า ไม่ใช่ความรู้สึกน่ารักน่าเอ็นดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์ อาการ ‘ไม่เป็นผู้ใหญ่’ หรือ ‘ไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์’ นั้น อาจเข้าข่าย Toxic Relationship เลยทีเดียว

ในทางจิตวิทยามีศัพท์เฉพาะคำหนึ่งที่เรียกว่า ‘Man Child’  คำนี้อธิบายถึงผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมคล้ายเด็ก ซึ่งไม่ใช่ความหมายในเชิงบวก เช่น มองโลกในแง่ดี สดใสร่าเริง แต่หมายถึงพฤติกรรมที่สะท้อนการขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ หรือวุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่สมวัย (Emotionally Immature) ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสัมพันธ์ส่วนตัว อาชีพการงาน และสุขภาพจิตโดยรวม 

ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า Man Child ไม่ใช่โรคทางจิตเวช แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรมเฉพาะบุคคล โดย Marni Feuerman นักจิตบำบัด กล่าวว่าแม้สัญญาณเหล่านี้อาจสังเกตเห็นได้บ่อยในผู้ชาย แต่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่ผู้ชายเท่านั้น ยังสามารถพบได้ในคนเพศสภาพอื่นด้วย

บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักภาวะ Man Child ผู้ชายแบบที่คุณอาจจะกำลังใช้ชีวิตร่วมกัน กำลังพัฒนาความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งบังเอิญต้องพบเจอสักครั้งในชีวิต 

 จับสัญญาณที่บ่งบอกว่าเขาคนนั้นอาจเข้าข่าย Man Child  

บางคนอาจจะเคยมีประสบการณ์กับพฤติกรรมที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ของคนใกล้ชิดกันมาบ้าง เช่น เพื่อนร่วมงานที่ขาดความรับผิดชอบ สามีระเบิดอารมณ์ใส่ภรรยา  หรือลูกชายวัยทำงานที่ยังต้องพึ่งพาพ่อแม่เพื่อจัดการธุระส่วนตัว ซึ่งดูเผินๆ เขาอาจไม่แตกต่างจากผู้ชายในวัยผู้ใหญ่ทั่วไป แล้วอะไรคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าผู้ชายคนไหนเข้าข่าย Man Child แนะนำให้ลองสังเกตว่าคนที่คุณกำลังสงสัย หรือแม้แต่ตัวคุณเองมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่

  • ขาดความรับผิดชอบ ไร้ความน่าเชื่อถือ พึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การขาดความรับผิดชอบนั้น เป็นปัญหาสำคัญในการดำเนินชีวิต สำหรับ Man Child นั้นแม้แต่เรื่องพื้นฐานส่วนตัวเขายังหวังพึ่งพาผู้อื่น เขามักจะหลีกเลี่ยงหน้าที่ และยังต้องถูกกระตุ้นให้ทำสิ่งต่างๆ แม้อยู่ในความรับผิดชอบของตน บางครั้งเขาอาจโน้มน้าวให้คนอื่นจัดการงานนั้นแทนเขา จึงสูญเสียความน่าเชื่อถือและกระทบต่อหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว คู่รัก หรือบกพร่องในความเป็นพ่อแม่ ตามมาได้

  • ขาดการจัดการอารมณ์ที่ดี ขาดการเห็นอกเห็นใจ กลัวความผูกพัน

เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ ที่จะทำความเข้าใจในความรู้สึกทั้งของตนเองและผู้อื่น เขาจึงไม่สามารถแสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม และควบคุมอารมณ์ตนเองได้ไม่ดี เขาอาจโมโหฉุนเฉียว เหวี่ยงอาละวาดเหมือนเด็ก หากสถานการณ์ต่างไปจากที่คาดไว้ 

ในความสัมพันธ์เชิงคู่รัก เขามักหลีกเลี่ยงการพูดคุยถึงแผนอนาคต  โดยอาจตอบโต้ด้วยความรุนแรง เพื่อกลบเกลื่อนประเด็นหลัก อาจเป็นเพราะความไม่เชื่อมั่นในความผูกพัน 

  • หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ไม่ยอมรับความผิด 

เมื่อเกิดความขัดแย้ง เขาอาจจะหนีไปจากสถานการณ์นั้น และไม่ยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาดของตน หรืออาจปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นปัญหา แต่จะโทษไปที่ปัจจัยแวดล้อมหรือคนอื่นเสียมากกว่า เนื่องจากเขาไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาอย่างมีขั้นตอน 

เขาอาจเพิกเฉย เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และตั้งกำแพงขึ้นมาปกป้องตัวเอง หรือมากไปกว่านั้นคือ เขาอาจแสดงว่าคนอื่นทำให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นปัญหา หรือเขาไม่ได้รับความยุติธรรม

ทั้งนี้ ที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์บางคนให้ข้อสังเกตปัญหาพฤติกรรมอื่นเพิ่มเติม เช่น การยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่สามารถวางแผนการใช้จ่าย รวมไปถึงการเสพติดกิจกรรมบางอย่าง บนพื้นฐานความเข้าใจร่วมกันคือ Man Child มักแสดงออกคล้ายเด็กหรือวัยรุ่น ดังนั้นในบางกรณี การตอบสนองอาจนอกเหนือการคาดเดา

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะ Man-Child  

เช่นเดียวกับ ประเด็นปัญหาทางจิตวิทยาอื่นๆ ที่มีความซับซ้อน ภาวะ Man Child ยากที่จะระบุแน่ชัดได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่ในความเห็นของนักจิตวิทยาที่สนใจปัญหานี้ได้เสนอปัจจัยที่มีความเป็นไปได้ว่ามีความเชื่อมโยงและส่งเสริมให้เกิดภาวะ Man Child ได้แก่ ผลกระทบจากการเลี้ยงดูและประสบการณ์ในวัยเด็ก สุขภาวะทางจิต หรือปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม 

  • บาดแผลทางใจในวัยเด็ก 

วัยเด็ก เป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการและการปรับตัวสู่วัยผู้ใหญ่ รูปแบบการเลี้ยงดูที่ไม่สมดุล ไม่ว่าจะเป็น การดูแลหรือปกป้องมากเกินไป การเลี้ยงดูแบบเข้มงวดมากเกินไป หรือการลงโทษที่รุนแรง และการขาดต้นแบบที่แสดงพฤติกรรมเชิงบวก ความผูกพันแบบไม่มั่นคง หรือถูกละเลยเพิกเฉยทางอารมณ์ อาจเป็นอุปสรรคขัดขวางพัฒนาการทางอารมณ์ที่สมบูรณ์ของเด็กต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ตามมาได้ 

ผลกระทบที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ประสบการณ์เชิงลบในวัยเด็ก เช่น การถูกละเลยทางอารมณ์ ถูกทอดทิ้ง การถูกทำร้าย หรือภาวะที่เป็นอันตรายภายในบ้าน มักสร้างบาดแผลหรือปมในใจ (Trauma) ส่งผลต่อการควบคุมและปรับอารมณ์ในภายหลัง และเป็นปัญหากับการสร้างรูปแบบความผูกพันที่ปลอดภัยและมั่นคงเมื่อพวกเขาโตขึ้น

  • สุขภาวะทางจิต

ภาวะสุขภาพจิต หรือโรคทางจิตเวชบางประการที่ไม่ได้รับการแก้ไข อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยร่วมที่ทำให้การจัดการอารมณ์ และการแสดงความรับผิดชอบ หรือการทำงานให้สำเร็จนั้นเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับผู้ที่มีภาวะ Man Child เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder ) หรือภาวะซึมเศร้า (Depression) 

ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมแตกต่างจากคนทั่วไป และมักจะมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม รวมถึงการทำงานร่วมกับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม การบำบัดและการรักษาสามารถช่วยให้ผู้ที่มีภาวะเหล่านี้มีพัฒนาการทางอารมณ์และทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดีขึ้นได้

  • อิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรม

อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมและความคาดหวังของสังคม เด็กอาจถูกเลี้ยงมาด้วยข้อจำกัดในการแสดงอารมณ์ความรู้สึกตามความเป็นจริงของตน เช่น การสอนให้ผู้ชายเก็บความรู้สึกเศร้าหรือความกลัวเอาไว้ หรือสอนให้ผู้หญิงดูแลเอาใจใส่และรับรู้ความรู้สึกของครอบครัวและคนรอบข้างก่อนตนเองเสมอ ส่งผลให้ในบางกรณีความกดดันดังกล่าวอาจมีส่วนทำให้บุคคลนั้นมีพฤติกรรมในลักษณะ Man Child ได้

ที่น่าสนใจคือ แม้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ชายจะมีความกดดันน้อยลงในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่-ผู้นำครอบครัว ส่วนบทบาททางสังคมของผู้หญิงเองก็เปลี่ยนไป แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก ได้เปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ของผู้คนจากการมีปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าเป็นความสัมพันธ์ผ่านโลกออนไลน์แทน ส่งผลให้เด็กที่เติบโตขึ้นในบริบทนี้ จำนวนไม่น้อยขาดทักษะในการรับมือกับความซับซ้อนทางอารมณ์ทั้งของตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพในโลกความเป็นจริง นั่นทำให้ภาวะ Man Child อาจเชื่อมโยงกับอิทธิพลทางสังคมวัฒนธรรมในลักษณะนี้ได้ด้วย

รับมืออย่างไรหากอยู่ในความสัมพันธ์กับ Man Child 

อาจเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เมื่อต้องอยู่ในความสัมพันธ์กับผู้มีภาวะ Man Child หากแต่แนวทางเบื้องต้นต่อไปนี้ อาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ลดความตึงเครียด และสามารถรับมือกับความขัดแย้งด้วยทัศนคติเชิงบวก นำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ในทางที่ดีขึ้นในทุกมิติ รวมถึงความรู้สึกต่อตนเองที่ดีขึ้นได้ 

1. การสื่อสารที่ชัดเจน 

ควรเลือกใช้แนวทางที่ ตรงไปตรงมาและชัดเจน มากกว่าการใช้คำกว้างๆ แต่ควรระบุถึง พฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจง ที่ต้องการพูดถึง ใช้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่าคำพูดหรือการกระทำใด ส่งผลต่อความรู้สึกของคุณอย่างไร 

แทนที่จะพูดว่า “คุณไม่มีความรับผิดชอบ” เปลี่ยนให้ชัดเจนเป็น “ผมรู้สึกไม่มั่นใจว่าโปรเจ็กนี้ของเราจะเสร็จตามกำหนด เพราะคุณไม่ส่งข้อมูลชุดสุดท้ายให้ตามเวลาที่เราตกลงกันไว้” จะช่วยนำไปสู่การฟังอย่างไม่มีอคติ และหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่าอาจต้องพูดคุยเรื่องเดิมซ้ำหลายครั้ง 

2. สนับสนุนในเชิงบวก 

กล่าวคำชมเชย ให้กำลังใจ ให้เวลา เพื่อให้เขาตระหนักถึงพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบ มากกว่าการกดดันหรือตำหนิซ้ำเติมในทันที เว้นระยะให้เขาได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองทีละเล็กทีละน้อย ให้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง เพื่อการเรียนรู้และปรับปรุงในครั้งต่อไป  

โดยอาจเสนอทางเลือกในการแก้ไข “ครั้งต่อไป เราลองหาเส้นทางล่วงหน้า จะได้ไปทันเวลานัด” หรือชมเชยและสร้างความมั่นใจ  “งานนี้คุณทำได้ดีขึ้นมาก”  สร้างความรู้สึกร่วมกัน “มีอะไรให้ช่วยบอกได้นะ”

3. สร้างขอบเขตที่ชัดเจน 

หากจำเป็น อาจต้องสร้างขอบเขตในความสัมพันธ์อย่างชัดเจน กำหนดว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เรายอมรับได้ รู้สึกปลอดภัยและสบายใจ และแบบไหนที่เรารับไม่ได้ พูดคุยด้วยความใจเย็น ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายแต่ชัดเจน 

เช่น คุณอาจกำหนดขอบเขตกับคู่รักว่า จะไม่ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน หากยังไม่สามารถจัดการกับการระเบิดทางอารมณ์เหล่านั้นได้ หรือกับลูกที่โต้เถียงด้วยอารมณ์ กำหนดว่า การคุยกันต้องไม่พูดจาหยาบคาย หรือตะคอกใส่กัน และไม่ทำลายข้าวของ

4. สนับสนุนในการขอความช่วยเหลือ

ผู้มีภาวะ Man Child อาจไม่สามารถตระหนักได้ว่า พฤติกรรมและทัศนคติที่เขาแสดงออกนั้นมันเป็นปัญหาอย่างไร และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์เพียงใด ควรสร้างแรงจูงใจให้เขาหันมาสำรวจตัวเองอย่างจริงจัง ชี้ให้เห็นข้อดีที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนะนำทางเลือกให้เขา โดยอาจเริ่มจากการพูดคุยขอคำแนะนำจากคนที่ไว้ใจ หากในบางกรณีไม่สามารถจัดการแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ควรสนับสนุนให้ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ 

5. มีทัศนคติเชิงบวก  

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือพฤติกรรมของคนที่ขาดวุฒิภาวะ อาจเป็นเรื่องไม่ง่ายนักและต้องใช้เวลา แต่เราสามารถปรับวิธีตอบสนองต่อเขาได้  ลองปรับมุมมองและความคาดหวังของเราเอง โดยพยายามเรียนรู้รูปแบบพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของพวกเขา และหาวิธีรับมือ

หากไม่ได้รับความร่วมมือจาก Man Child ที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเอง ควรพิจารณาขอความช่วยเหลือ อาจจะเป็นหัวหน้างาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล พ่อแม่ หรือคนใกล้ชิด 

ในกรณีที่เป็นคนในครอบครัว คู่ความสัมพันธ์ หรือคนใกล้ชิด หากมองว่าไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง อาจขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับพฤติกรรม หรือหาข้อมูลเบื้องต้นจากแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่เชื่อถือได้ 

Diane Botta นักสังคมสงเคราะห์คลินิก ให้ความคิดเห็นว่า การขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้ หากบุคคลได้เรียนรู้ถึงสาเหตุเบื้องต้น และได้รับการสนับสนุนในแนวทางที่เหมาะสม  จะทำให้บุคคลสามารถเริ่มแก้ไขพัฒนาการทางอารมณ์ของตนเองได้ ผ่านการตระหนักรู้ในตนเอง และการบำบัด และเป็นสัญญาณที่ดีมาก ถ้าพวกเขาสนใจที่จะขอความช่วยเหลือเพื่อแก้ไขพฤติกรรมของตนเอง 

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าปลายทางของความสัมพันธ์จะสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นตามที่คาดหวังไว้ได้หรือไม่ สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์หรือต้องทำงานร่วมกับ Man Child ควรสังเกตตัวเองว่า มีความรู้สึกไม่สบายใจ วิตกกังวล สับสน เหนื่อยล้า มากเกินไปหรือไม่ หากรู้สึกว่าพฤติกรรมของเขาส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพจิตของคุณจนเกินจะรับไหว หากไม่สามารถสร้างขอบเขตที่ชัดเจน แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลสุขภาพจิตของตัวเองและหาแนวทางแก้ไขต่อไป

อ้างอิง

Julian Carter. (2025) What is a Manchild? 

Marni Feuerman, LCSW, LMFT. (2024)  How to Deal When Your Partner Is a Man Child

Diane Botta, LCSW,  What Causes Emotional Immaturity? Understanding the Root of Emotional Development

11 signs of emotional maturity (and how to become more mature) — Calm Blog

The National Academies Press (US) 2015 Summary – Investing in the Health and Well-Being of Young Adults –  NCBI Bookshelf

Tags:

ความสัมพันธ์ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship)อารมณ์Man child

Author:

illustrator

ยุรพร ยมนาค

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Creative learningEarly childhood
    ‘นิทานปากเปล่า’ เล่าความรักให้ลูกฟัง สร้างจินตนาการ สานสัมพันธ์ในครอบครัว: แม่จาว – วัชราวรรณ เพชรบุล

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Curse Child Star-nologo
    Healing the trauma
    จิตวิทยาของ ‘เด็กดัง’: ทำไมดาวดวงน้อยถึงดิ่งลงเหวเมื่อพวกเขาเติบโต?

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Aftersun: แม้ภายในจะรวดร้าวแต่พ่อยังอยากเป็นความทรงจำที่ดีของลูก

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Brooklyn Nine-Nine: ถึงรับปากไม่ได้ว่าพ่อจะเข้าใจ แต่พ่อจะพยายาม

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Juno: การรับมือกับท้องไม่พร้อม และการบอกสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ(ด้วยตัวเอง)กับครอบครัว

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

เมตามอร์โฟซิส: เมื่อความเป็นคนถูกทำหล่นหาย จนกลายเป็น…
Book
14 November 2025

เมตามอร์โฟซิส: เมื่อความเป็นคนถูกทำหล่นหาย จนกลายเป็น…

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • วรรณกรรมแบบคาฟคาเอสก์ (Kafkaesque) ซึ่งมีรากมาจากงานของ ฟรันซ์ คาฟคา (Franz Kafka) ผู้รังสรรค์วรรณกรรมแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร คือวรรณกรรมที่นำเสนอโลกอันไร้เหตุผล เต็มไปด้วยอำนาจที่กดทับมนุษย์ จนผู้อ่านรู้สึกอึดอัด สับสน และเหมือนติดอยู่ในระบบที่ไม่เห็นค่าความเป็นคน
  • คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์คาฟคาเอสก์ จะเหมือนถูกบั่นทอนหรือกัดกร่อนความเป็นคนลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่งในระบบที่ล้มเหลว หรือที่แย่ที่สุด ก็คือ กลายเป็นแมลงที่ต่ำต้อยด้อยค่าในสายตามนุษย์
  • งานเขียนที่โดดเด่นที่สุดของเขา ก็คือ เมตามอร์โฟซิส (Metamorphosis)  เล่าเรื่องราวผ่าน ‘ซามซา’ ผู้ถูกกดทับจนสูญเสียความเป็นคนและกลายร่างเป็นแมลง ก่อนสุดท้ายจะดับสูญอย่างเงียบงัน แต่คาฟกายังซ่อนประกายความหวังเล็กๆ ว่ามนุษย์อาจหาทางยืนหยัดท่ามกลางโลกที่กดทับเราได้

ในโลกของหนังสือ มีนักเขียนจำนวนนับไม่ถ้วนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีสไตล์การเขียนที่เป็นลายเซ็นของตัวเองอย่างชัดเจน ชนิดที่ว่า พอนักอ่านหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ก็สามารถบอกได้เลยว่า นี่คืองานเขียนของใคร

แต่มีนักเขียนน้อยคนนัก ที่งานเขียนของเขา มีความเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนถึงขนาดที่ว่า ไม่สามารถหาคำนิยามให้กับงานเขียนประเภทนี้ได้ จนถึงขั้นต้องบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาเรียกสไตล์การเขียนของเขา

ครับ ผมกำลังพูดถึงนักเขียนวรรณกรรมชาวเช็คเชื้อสายยิว ฟรันซ์ คาฟคา (Franz Kafka) ผู้รังสรรค์งานเขียนที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร ที่มีส่วนผสมของความแฟนตาซี ความรันทดหม่นหมอง บรรยากาศที่ปะปนระหว่างความสมจริง ความเหนือจริง รวมถึงด้านมืดที่ลึกสุดหยั่งของจิตใจคน

สภาวะที่ตัวละครในงานเขียนของคาฟคา ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เลวร้ายซ้ำๆ โดยไม่มีทางออก ไม่สามารถแก้ไขได้ ตกอยู่ภายใต้ผู้มีอำนาจเหนือกว่า และเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผล ในโลกที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาคำศัพท์เฉพาะเจาะจงมาใช้อธิบายได้ จึงเรียกกันว่า คาฟคาเอสก์ (Kafkaesque) 

คาฟคาเอสก์ จึงกลายเป็นคำศัพท์ใหม่ที่มีความหมายว่า สถานการณ์หรือบรรยากาศที่เหมือนตกอยู่ในโลกของคาฟคา คือ โลกที่เต็มไปด้วยความสับสน ไร้เหตุผล ถูกกดทับโดยระบบที่มีอำนาจหรือสถานะเหนือกว่า เหมือนฝันร้ายที่ไร้ทางออก

และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ก็คือ คาฟคาเอสก์ ไม่ได้มีแค่ในงานวรรณกรรมของคาฟคา แต่ถูกนำมาเรียกใช้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น นายสมพล ไปติดต่องานราชการที่ต้องกรอกเอกสารทั้งหมด 10 ชุด สุดท้าย งานเอกสารที่นายสมพลใช้เวลานานกว่าจะกรอกเสร็จหมด ถูกตีกลับเพราะใช้ปากกาผิดสี

หรือ คุณต้องการเปิดร้านกาแฟแบบสแตนด์อโลน ซึ่งมีการออกแบบโดยสถาปนิก และมีวิศวกรเซ็นเรียบร้อย แต่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้างจากทางการ แต่พอคุณไปติดต่อเจ้าหน้าที่ 3 คน แต่ละคนกลับให้ข้อมูลไม่ตรงกัน เมื่อคุณทำตามคำบอกของเจ้าหน้าที่คนแรก คุณจะพบว่า เจ้าหน้าที่คนที่สองบอกว่า แบบนี้ผิดระเบียบ ขณะที่เจ้าหน้าที่คนที่สาม กล่าวว่า ทุกอย่างสามารถทำได้ แต่ระบบยังไม่รองรับ คุณจำเป็นต้องรอต่อไปจนกว่าจะมีการพัฒนาระบบที่รองรับเรื่องนี้ได้

สังเกตเห็นมั้ยครับว่า ตัวอย่างในความเป็นจริงที่ยกมา มีจุดที่เหมือนกันหลายอย่าง โดยเฉพาะระบบที่มีอำนาจเหนือกว่า ส่วนใหญ่จะหมายถึงระบบราชการ แต่จริงๆ แล้ว อาจรวมถึงอำนาจทุกรูปแบบที่เหนือกว่า เช่น พ่อที่มักใช้อำนาจควบคุมลูก หรือผู้ชายที่มักใช้อำนาจควบคุมหญิงคนรัก

ภาวะการถูกกดทับโดยอำนาจที่เหนือกว่า จะทำให้ผู้ตกอยู่ในสถานการณ์คาฟคาเอสก์ รู้สึกสับลน ไม่สบายใจ เพราะไม่รู้แน่ชัดว่า ตัวเองทำผิดอะไร และเมื่อพยายามค้นหาคำตอบ กลับไม่เคยได้รับสิ่งนั้นกลับมา จนเหมือนคนๆ นั้น ตกอยู่ในเขาวงกตที่หาทางออกไม่ได้

สุดท้าย คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์คาฟคาเอสก์ จะเหมือนถูกบั่นทอนหรือกัดกร่อนความเป็นคนลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่งในระบบที่ล้มเหลว หรือที่แย่ที่สุด ก็คือ กลายเป็นแมลงที่ต่ำต้อยด้อยค่าในสายตามนุษย์

งานเขียนของคาฟคา ที่บ่งบอกสถานการณ์คาฟคาเอสก์ได้ชัดเจนที่สุด และเป็นงานเขียนที่โดดเด่นที่สุดของเขา ก็คือ เมตามอร์โฟซิส (Metamorphosis) หรือในบางสำนวนแปลไทย ตั้งชื่อว่า ‘กลาย’ ซึ่งก็ให้ความหมายที่ตรงกับชื่อในภาษาอังกฤษ

“เช้าวันหนึ่ง เมื่อเกรกอร์ ซามซา ตื่นขึ้นมาจากความฝันอันสับสน เขาพบว่าตนเองได้กลายเป็นแมลงยักษ์ไปเสียแล้ว”

เพียงแค่ประโยคแรกของเรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องนี้ ก็ทำให้รู้ได้เลยว่า เรากำลังอ่านงานเขียนที่แสนจะแปลกประหลาด อย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน

ก่อนหน้าจะ ‘กลาย’ เป็นแมลง ซามซา คือชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ต่างจากมนุษย์งานที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนในโลกสมัยใหม่ งานของซามซาคือ นักเดินตลาด (ตามสำนวนแปลของ ถนอมนวล โอเจริญ) ซึ่งเข้าใจว่า คือ พนักงานขายที่ต้องเดินทางไปเจาะตลาดใหม่ตามเมืองต่างๆ

ซามซาเกลียดงานนี้ แต่เขาจำเป็นต้องทำ เพราะเขาคือเสาหลักของครอบครัว คอยหาเงินใช้หนี้ที่พ่อของเขาก่อ รวมทั้งคอยเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัว อันประกอบด้วย พ่อ ผู้มักจะแสดงอำนาจควบคุมเขาอยู่เสมอ แม่ ผู้ใจดีแต่ไม่มีบทบาทใดๆ ในบ้าน และ น้องสาว สมาชิกในครอบครัวที่เขารักมากที่สุด

อาจกล่าวได้ว่า ครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้องสาว คือสิ่งยึดเหนี่ยวที่ทำให้ซามซา ยังมีความเป็นคนเหลืออยู่ (ไม่ได้กลายเป็นแค่ ฟันเฟือง ตัวหนึ่งในระบบการทำงานที่เต็มไปด้วยอำนาจกดทับ และไม่มีใครเห็นคุณค่า)

ในตอนแรกที่กลายเป็นแมลง ซามซายังมีความคิดที่จะไปทำงาน แต่ด้วยความไม่คุ้นชินกับร่างกายของตัวเอง เขาไม่สามารถแม้แต่จะลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตูห้อง ขณะที่พ่อและแม่พากันส่งเสียงตะโกนเร่งให้เขาออกไปทำงาน (เพื่อหาเงินมาให้ครอบครัว)

หลังจากที่ทุกคนในบ้าน รวมถึงผู้จัดการบริษัท ที่มาตามตัวเขาไปทำงานถึงบ้าน ได้รู้ว่า ซามซา ที่เป็น ‘มนุษย์งาน’ ได้ ‘กลาย’ เป็น ‘แมลง’ ไปแล้ว คุณค่าความเป็นคนของซามซาก็แทบจะเลือนหายไปในทันที พ่อและแม่ แสดงท่าทีรังเกียจเขาอย่างชัดเจน มีเพียงน้องสาวที่ยังเอาชนะความกลัว ส่งอาหารเข้ามาให้เขาถึงในห้อง รวมถึงคอยทำความสะอาดห้องที่เขาอยู่

ทว่า ยิ่งเวลาผ่านไป ทุกคนเริ่มยอมรับแล้วว่า ไม่มีทางที่ซามซาจะกลับมาเป็นคนได้อีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น แมลงที่เคยเป็นซามซา ยังกลายเป็นสิ่งบั่นทอนความสุข (ที่ปกติก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว) ให้ยิ่งลดน้อยลงไปอีก รวมทั้งยังทำลายความหวังของครอบครัว ที่จะหารายได้ด้วยการแบ่งห้องให้เช่า เพราะผู้เช่าต่างหวาดกลัวกับแมลงยักษ์ที่อยู่ในบ้าน

ในตอนนั้นเอง สมาชิกในครอบครัว รวมถึงน้องสาวสุดที่รัก ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า แมลงยักษ์ที่ไร้ค่าตัวนี้ จะต้องออกจากบ้านไปเสีย

หลายคนที่เคยอ่านเรื่องนี้ ไม่ว่าจะฉบับแปลไทย ฉบับภาษาอังกฤษ หรือต้นฉบับภาษาเยอรมัน จะมีมโนภาพของแมลงซามซา ในลักษณะของแมลงสาบยักษ์ ซึ่งในบางสำนวนแปลไทย มีการใช้ภาพหน้าปกเป็นรูปแมลงสาป

แต่จริงๆ แล้ว คาฟคา ไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงลงไปว่า ซามซากลายเป็นแมลงชนิดใด ลักษณะที่เขาบรรยายไว้ในเรื่อง บอกแค่ว่าเป็นแมลงที่มีท้องเป็นปล้องๆ ส่วนหลังนูนแข็ง ซึ่งก็คล้ายทั้งแมลงปีกแข็ง ด้วง หรือกระทั่งแมลงสาบ

ในความคิดของคาฟคา รวมถึงคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะแมลงสาบ หรือแมลงชนิดใด ล้วนจัดเป็นสัตว์ชั้นต่ำ เมื่อเทียบกับคน หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ เช่น หมา แมว หรือนก ในสายตาของคน แมลงไม่ได้มีอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกให้รับรู้ ไม่ต่างอะไรจากวัตถุ เช่น ฟันเฟืองชิ้นหนึ่งในระบบอุตสาหกรรม

ตอนสุดท้ายของเรื่อง ซามซาในร่างของแมลงยักษ์ หยุดกินอาหารแล้วตายจากไปอย่างเงียบๆ ราวกับเขาเพิ่งตระหนักว่า ในโลกนี้ ไม่ว่าจะที่บริษัทหรือที่บ้านตัวเอง ไม่มีใครมองเห็นคุณค่าในการดำรงอยู่ของเขา ดังนั้น จะอยู่หรือไปก็ไม่ต่างกัน ไม่สิ การจากไปของเขาน่าจะดีเสียกว่า เพราะจะเปิดโอกาสให้ครอบครัวของเขา ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่ต้องกระอักกระอ่วน หรือรู้สึกอับอายกับการมีอยู่ของตัวเขา

เรื่องราวของซามซา ผู้ถูกอำนาจที่เหนือกว่ากดทับ จนสูญสิ้นความเป็นคน จนกลายร่างเป็นแมลง และตายจากไปโดยไม่มีใครเห็นค่า ให้อะไรกับคนอ่าน นอกเหนือจากความรู้สึกหดหู่ ท้อแท้ และสิ้นหวัง

อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) นักเขียนวรรณกรรมโนเบลชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของคาฟคา เคยพูดไว้ว่า งานเขียนของคาฟคาจะบีบบังคับให้คนอ่าน ต้องอ่านซ้ำ-นั่นอาจหมายความว่า คาฟคาอาจซุกซ่อนประกายความหวังในการหลุดพ้น หรือเอาชนะโลกที่กดทับเราอยู่

ในงานเขียนชิ้นที่โด่งดังที่สุดชิ้นหนึ่งของกามูส์ คือ ตำนานซิซีฟัส (The Myth of Sisyphus) ซึ่งเป็นเรื่องราวของซิซีฟัส ผู้ถูกเทพลงทัณฑ์ให้ต้องกลิ้งหินขึ้นสู่ยอดเขาอย่างไม่รู้จบ เพราะเมื่อหินถูกกลิ้งจนใกล้จะถึงยอดเขา หินก็จะร่วงหล่นลงสู่เชิงเขา ทำให้ซิซีฟัสต้องเริ่มต้นกลิ้งหินใหม่ไปเรื่อยๆ

ซิซีฟัส ก็ไม่ต่างจากตัวละครของคาฟคา ที่ถูกอำนาจที่เหนือกว่ากดทับ ย้ำๆซ้ำๆ ไม่มีทางออก ไม่มีวันหลุดพ้น แต่ซิซีฟัสไม่รู้สึกทุกข์ทรมานกับชะตากรรมของตัวเอง เขายอมรับการถูกกดทับ และมุ่งมั่นกับการกลิ้งหิน โดยไม่คาดหวังว่า มันจะไปถึงยอดเขาเมื่อไหร่

และนั่นคือ ประกายเล็กๆ แห่งความหวัง ที่คาฟคาซุกซ่อนไว้ในโลกแห่งความหดหู่ สิ้นหวัง และหลอกหลอน 

Tags:

KafkaesqueMetamorphosisการถูกกดทับวรรณกรรมมนุษย์

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    แบดบอยผู้น่ารัก ‘ฮักเกิลเบอร์รี่ ฟินน์’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • How to enjoy life
    ได้ยินทีไรหูผึ่งทุกที: จิตวิทยาของการซุบซิบ

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง (ความโง่เขลาของมนุษย์ก็เช่นกัน)

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ลิตเติลทรี : วรรณกรรมเยาวชนคนดี (ที่ยังมีคำถาม)

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • แมงมุมเพื่อนรัก : สายใยแห่งมิตรภาพ ความตาย และการไถ่บาป

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

เมล็ดพันธุ์ ‘การอ่าน’ ที่ถูกปลูกในวัยเด็กจะงอกงามเป็นความรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต: อุ๊นอุ่น – เติมอุ่น สันป่าแก้ว
Voice of New Gen
13 November 2025

เมล็ดพันธุ์ ‘การอ่าน’ ที่ถูกปลูกในวัยเด็กจะงอกงามเป็นความรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต: อุ๊นอุ่น – เติมอุ่น สันป่าแก้ว

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • จากวัยเด็กที่เคยไม่มั่นใจในตัวเอง ‘อุ๊นอุ่น – เติมอุ่น สันป่าแก้ว’ กลับพบว่าการอ่านคือพลังที่เปลี่ยนชีวิต และวันนี้เธอกลายเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ของ TEDxBangkok Youth 2025 – เย็บ ปัก ถัก ทอล์ก (Tied & Told) กับทอล์ก ‘To read is to breathe.’ ที่ชวนมองว่าการอ่านคือ ‘ลมหายใจของการเรียนรู้’
  • หนังสือการ์ตูน ลา ฟลอร่า (La Flora) ที่เธอหยิบขึ้นมาอ่านในห้องสมุด TK Park คือจุดเริ่มต้นของการกล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน ลองเรียนภาษาอังกฤษ เดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เดนมาร์ก ซึ่งทั้งหมดเริ่มจากแรงบันดาลใจบนหน้าหนังสือ
  • อุ๊นอุ่นเชื่อว่า ‘หนังสือคือประตู’ ที่เปิดให้เราเข้าใจทั้งโลกและหัวใจของตัวเอง การอ่านไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่คือพื้นที่เยียวยาและสร้างแรงบันดาลใจ และอยากเห็นสังคมไทยมี นิเวศการอ่านที่แข็งแรง

พลังการอ่านสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ได้ค้นพบแพสชัน กลับมาตั้งใจเรียนเพื่อเดินตามความฝัน และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง

เด็กคนนั้นคือ อุ๊นอุ่น – เติมอุ่น สันป่าแก้ว ซึ่งปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จาก Savannah College of Art and Design (SCAD) หนึ่งในสปีกเกอร์ของ TEDxBangkok Youth 2025 – เย็บ ปัก ถัก ทอล์ก (Tied & Told) ที่เธอให้ชื่อว่า ‘To read is to breathe. ลมหายใจหนังสือในสังคมไทย’

อุ๊นอุ่นเคยนิยามตัวเองว่าเป็น ‘เด็กไม่เอาไหน’ สอบได้ที่โหล่ เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้ แต่หลังจากที่หนังสือเล่มแรกทำให้เธอออกเดินทางทางความคิด และเล่มต่อๆ มาบ่มเพาะความเป็นนักเรียนรู้ กระทั่งในที่สุดผลพวงจากการอ่านทำให้เธอเขียนบทละครเรื่อง ‘A Human Story’ และได้แสดงในเทศกาลละครกรุงเทพ (ปี 2566)

“อุ่นชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก อุ่นเห็นพลังของการอ่านมาแล้ว” 

ด้วยความเชื่อมั่นนี้ เธอจึงอยากสร้างแรงบันดาลใจในการอ่านให้กับเด็กๆ ส่งต่อวัฒนธรรมการอ่านและส่งเสริมนิเวศการอ่านที่แข็งแรงให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ห้องสมุดคือจุดเริ่มต้นของความรัก ‘การอ่าน’ 

“ตอนสมัยประถม อุ่นเป็นเด็กที่ไม่ค่อยเอาไหนเท่าไหร่ตามมาตรฐานสังคมไทย ก็คือสอบได้ที่โหล่ เข้ากับคนไม่ได้ แล้วก็โดนเปรียบเทียบกับคนรุ่นเดียวกันบ่อยๆ ว่าทำไมไม่มีแพสชันอะไรเลย จนคุณแม่พาไปห้องสมุด TK Park แล้วที่นั่นอุ่นก็ได้เจอตัวเอง พอได้อ่านหนังสือตั้งแต่การ์ตูน ชีวประวัติ นิยาย ก็เห็นว่ามันมีอะไรให้ทำเยอะแยะ อุ่นก็เลยลองออกจากคอมฟอร์ตโซน ตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษ เพราะจะได้อ่านหนังสือเล่มที่ไม่ได้แปลไทยให้ออก ลองเริ่มเขียนเพราะชอบวรรณกรรม แล้วก็เขียนไปเรื่อยๆ จนบทละครที่เขียนก็ได้ไปแสดงในเทศกาลละครกรุงเทพค่ะ ก็เลยรู้ซึ้งมาตลอดว่าแค่การอ่านตัวอักษรไม่กี่ตัว มันสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ขนาดไหน”

การใช้เวลาอยู่ในห้องสมุดนี่เองที่ทำให้อุ๊นอุ่นได้พบกับหนังสือเล่มที่เปลี่ยนชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นให้อุ๊นอุ่นอยากไปเรียนที่ต่างประเทศ

“หนังสือการ์ตูนที่ชื่อว่า ลา ฟลอร่า (La Flora)  ตอนนั้นได้อ่านใน TK Park นี่แหละค่ะ เล่าถึงตัวละครเด็กไทยที่ได้ไปเรียนในสถาบันเป็นโรงเรียนเจ้าหญิง ที่รวมตัวละครจากหลายประเทศทั่วโลก ทำให้เห็นความเป็น Globalization (โลกาภิวัตน์) ตอนเด็กๆ เราก็มองว่าเป็นเด็กไทย ก็อยู่แต่ในไทยก็พอแล้ว แต่พอได้อ่านเรื่องนี้ ได้เห็นตัวละครที่ออกไปสัมผัสประสบการณ์มากมายทั่วโลก ทำให้รู้สึกว่าอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้างจังเลย ก็เลยเริ่มตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษ และก็ลองสมัคร AFS ไปเรียนต่อที่ประเทศเดนมาร์ก แล้วตอนแรกๆ ที่ไปเรียนก็จะโดนภาพจำของไทย แบบขี่ช้างไปโรงเรียนจริงไหม ก็จะแอบโดนเหยียดนิดนึง แต่เราก็จะนึกถึงตัวละครในการ์ตูนเรื่องนี้ ที่เป็นเด็กไทยแต่ก็ไปอยู่ในสังคมที่มีตัวละครจากทั่วโลกได้ เราก็เลยเริ่มตั้งใจเข้าหาผู้อื่น เริ่มทำกิจกรรม เริ่มเสนอความเป็นไทย พยายามเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด 

เพราะแรงบันดาลใจที่ได้จากการ์ตูนเรื่องนั้น สุดท้ายตอนเรียนจบเขาจะมีคล้ายๆ งานพรอมให้ประกวดความควีน ความคิง อารมณ์แบบดาวโรงเรียน เราเลยได้เป็นเด็กนักเรียนต่างชาติคนแรกที่ได้เป็นดาวโรงเรียน นักเรียนเดนมาร์กแล้วก็นักเรียนต่างประเทศก็โหวตให้เรา ก็เลยคิดว่าถ้าเราไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนั้น ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เด็กไทยก็มี Potential (ศักยภาพ) เราอาจจะไม่ได้กล้าขนาดนั้น ก็เป็นอีกพลังการอ่านและน่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกที่จุดประกายยาวมาจนถึงตอนนี้”

พลังของการอ่านทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่น

การอ่านทำให้อุ๊นอุ่นได้แรงบันดาลใจในการก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเองออกไปเจอโลกกว้าง ได้เข้าใจโลกในมิติที่กว้างขึ้น และการอ่านยังทำงานกับความคิดของเธออีกด้วย 

“อุ่นมองว่าหนังสือทำให้เราเข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น เป็นเหมือนหน้าต่างเเล้วก็กระจกในเวลาเดียวกัน ให้เราเห็นและก็ให้เราสะท้อน 

พอเราได้อ่านตัวละครที่มีมุมมองต่างจากเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัย เชื้อชาติ เพศ หรือชีวิต เราจะได้เห็นตัวเองในมุมมองคนอื่นมากขึ้น และพอเราได้อ่านตัวละครที่คล้ายกับเรา เราจะได้ทบทวนตัวเองด้วย”

เธอแชร์หนังสือเล่มล่าสุดที่ประทับใจ และทำให้ได้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น ชื่อหนังสือ‘จากดวงใจ’ เขียนโดย คีตกร จ.มงคล สาทิศ 

“จากดวงใจ เป็นหนังสือชีวประวัติของนักดนตรีคลาสสิก อาจจะงงว่าทำไมเราถึงอ่านแล้วประทับใจ คือช่วงหลังๆ อุ่นชอบฟังดนตรีคลาสสิกมากขึ้น ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่ามันน่าเบื่อ แต่อุ่นมองว่าดนตรีคลาสสิกให้อารมณ์เดียวกับการอ่านหนังสือคือมันให้เสรีภาพเราในการตีความความหมาย” 

“การอ่านหนังสือ เสน่ห์ของมันคือตัวอักษร พอเราอ่านเราจะเห็นภาพในหัวขึ้นมาเอง อุ่นชอบดูหนัง แต่เวลาดูหนังมันก็จะมีภาพที่ถูกกำกับมาให้ กลับกันดนตรีคลาสสิกมันไม่มีเนื้อร้อง เวลาฟังเราก็จะตีความได้ว่าที่เขาเขียนเขาอยากให้เรารู้สึกยังไง เล่มนี้เป็นเล่มที่เล่าชีวประวัติของนักดนตรีคลาสสิก 10 กว่าคน เช่น บีโธเฟน, โชแปง, ชูเบิร์ต แต่ละคนชีวิตเขาก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่เราคิด อย่างบีโธเฟนเขาก็หูหนวก โชแปงก็ผิดหวังในความรัก เราก็เลยได้เข้าใจมากขึ้นว่าบทเพลงที่เราฟังมันเป็นยังไง แต่พออุ่นอ่านจบสิ่งนึงที่ทำให้อุ่นรู้สึกเลยก็คือ เวลาที่เราได้ฟังดนตรีคลาสสิกเราไม่ได้เหมือนเรากำลังฟังแต่เราถูกฟัง เราได้มาเข้าใจตัวเองมากขึ้น อย่างผู้แต่งชีวิตเขาก็เจออะไรมามากมายกว่าจะมาเป็นบทเพลงหนึ่งที่เต็มไปด้วยอารมณ์และก็ความรู้สึก เวลาที่เราฟังเราก็เลยรู้สึกอินมากขึ้น”

นอกจากนี้การอ่านยังเป็นเหมือนเป็นเครื่องมือฮีลใจในยามที่ข้างในกำลังสับสน หรือครุ่นคิดถึงบางอย่างอยู่ 

“อุ่นมองว่า ความรู้สึกบางครั้งเราให้ชื่อมันไม่ถูก มันเหมือนเป็นสิ่งที่ฟุ้งอยู่ในหัว แต่พอเราได้อ่านหนังสือบางครั้งเราได้อ่านเรื่องที่ผู้เขียนถอดเรื่องที่เรารู้สึกออมาเป็นตัวอักษร รู้สึกว่าคนนี้มองเห็นเรา 

อีกเล่มหนึ่งที่อุ่นได้อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวละครนี้กำลังพูดแทนเราเลย เป็นนิยายรัสเซียค่ะ ชื่อว่า Notes from Underground ของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี Fyodor Dostoevsky ชื่อไทยชื่อ บันทึกจากใต้ถุนสังคม ฟังดูแรงนิดนึงนะคะ แต่ว่าเรื่องมันเล่าจากมุมมองของตัวละครที่อยู่ในใต้ถุนบ้านตัวเอง เเล้วก็เล่ามุมมองที่เขามีต่อโลก เพราะว่าใต้ถุน มันเป็นตัวแทนของสิ่งที่อยู่ในใจ ละครตัวนี้ก็จะพล่ามไปทั่วเลยถึงสิ่งที่เขาคิดกับตัวเอง สิ่งที่เขาคิดกับคนอื่น แล้วคือบางครั้งมันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่า เราก็คิดนะแต่เราไม่กล้ายอมรับ ตัวละครตัวนี้มันพูดแทนให้ พอได้อ่านแล้วก็เลยรู้สึกว่า มันเป็นการเยียวยาให้เราได้เข้าใจในระดับหนึ่ง”

นิเวศการอ่านที่แข็งแรง เริ่มจากการส่งเสริมในครอบครัว และแรงสนับสนุนจากภาครัฐ 

อุ๊นอุ่นย้ำว่า การอ่านสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้มากมายจริงๆ อย่างที่เธอมีเป้าหมายอยากไปเรียนที่ต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเรียนอยู่ที่ Savannah College of Art and Design (SCAD) ก็เพราะได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ อยากไปสัมผัสวัฒนธรรมจากเรื่องที่อ่าน และที่นั่นก็ทำให้เห็นถึงนิเวศการอ่านที่เธออยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

“พออุ่นไปอเมริกา สิ่งที่เห็นคือประเทศเขาส่งเสริมเรื่องการอ่านมาก มีตั้งแต่ตู้ปันหนังสือ มีโครงการเอาตู้หนังสือไปตั้งตามร้านตัดผม แล้วก็จะเห็นนักเขียนเขาเดินขายหนังสือตามขบวนรถไฟ ก็เลยรู้สึกว่ามันมีไปหมดเลย อุ่นก็เลยเริ่มหันกลับมามองประเทศไทย คือคนไทยก็ชอบอ่าน อย่างงานหนังสือก็เห็นคนไปอ่านกันเยอะใช่ไหมคะ แต่งานหนังสือมันเป็นสิ่งที่เป็นปลายน้ำไปหน่อย ก็คือหลายๆ คนจะรอทั้งปีเพื่อมาซื้อหนังสือในงานหนังสือ จนร้านหนังสือหรือสำนักพิมพ์ก็จะไม่ค่อยมีรายได้ช่วงระหว่างนี้ 

แล้วกลับกันประเทศไทยยังขาดการสนับสนุนตั้งแต่ด้านโครงสร้าง การวางรากฐานเชิงนโยบาย อย่างของที่ญี่ปุ่นเขามีสภาส่งเสริมหนังสือโดยเฉพาะเลย หรือว่าในระดับเศรษฐกิจ ในประเทศไทยธุรกิจหนังสือมันก็ยังไม่เข้าถึงแหล่งทุนขนาดนั้น”

“ในด้านกฎหมายที่หลายคนมองว่าไม่เกี่ยวกันแต่มันก็มีผล อย่างประเทศเยอรมนีเขาก็มีกฎหมายควบคุมราคาหนังสือ หรือด้านวัฒนธรรมถ้าอุ่นจำได้ไม่ผิด ในประเทศอังกฤษเขามีโครงการ Bookstart เขาจะให้ผู้ปกครองที่เพิ่งคลอดลูกไปขอถุงหนังสือได้ ในถุงหนังสือนั้นก็จะเป็นรวมหนังสือเด็กให้เด็กอ่าน จนยอดการอ่านมันสูงเพิ่มขึ้นมาก” 

นอกจากนี้ อุ๊นอุ่นอธิบายเสริมว่า จากที่ได้ศึกษาข้อมูลมา มีผลสำรวจบอกว่าเด็กไทย (เด็กเล็ก) กว่าล้านคนเข้าถึงหนังสือไม่ได้ เพราะว่าผู้ปกครองมองว่าเด็กเกินไป ทั้งที่การอ่านตั้งแต่เล็กจะปลูกฝังให้เด็กเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่รักการอ่านและรักในการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

ในฐานะเยาวชนที่ชื่นชอบการอ่าน และมองเห็นพลังของการอ่าน อุ๊นอุ่นจึงอยากส่งเสียงไปถึงสังคม

“หนังสือมันเหมือนประตูค่ะ เราอยากเห็นอะไรใหม่ๆ เราต้องเริ่มจากเปิดมัน หลายคนอาจจะมองว่า การอ่านมันดูเป็นเรื่องวิชาการ หรือเป็นอะไรที่มันยากจังเลย ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะระบบการศึกษามันเน้นให้ดูเป็นเรื่องสอบหรือวิชาการด้วย

เราต้องอย่ากลัวมันค่ะ เริ่มจากหาหนังสือที่รู้สึกว่าน่าสนใจ บางทีน่าจะเริ่มจากการอ่านรีวิวหนังสือในเน็ตเยอะๆ อย่างในติ๊กต๊อกเขาก็จะมีคอนเทนท์รีวิวหนังสือโดยเฉพาะเลย แล้วถ้าเราสนใจเล่มไหม เราก็เริ่มลองอ่านแล้วก็เปิดใจให้มัน หรือว่าอย่างที่บอกค่ะ การไปห้องสมุดมันก็เหมือนไปล่าขุมทรัพย์ อาจจะเจอเล่มใหม่ๆ ที่ไม่ได้สนใจ หรือแม้แต่ในไทยก็จะมีโครงการ Book Passport เขาจะให้สมุดเล่มเล็กๆ กับเรา แล้วให้เราไปล่าแสตมป์กับร้านหนังสืออิสระที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ เหมือนได้ไปเที่ยวด้วย”

หัวใจสำคัญคือการทำให้การอ่านหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการอ่านในบ้านเรา

“ถ้าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว ลองพกหนังสือไปที่ต่างๆ แล้วก็หาเวลาอ่านให้ตัวเองเยอะๆ ก็จะช่วยได้ อย่างอุ่นเมื่อก่อนก็จะเป็นคนที่แบบต้องจัดบรรยากาศให้ดี ต้องอ่านบนเตียง ต้องมีเพลงคลอ ถึงจะรู้สึกเริ่มอ่านได้ แต่อย่างที่ตอนอุ่นไปญี่ปุ่นคนเขาก็เปิดหนังสืออ่านกันในรถไฟฟ้า ตามคาเฟ่ก็หยิบขึ้นมาอ่านกัน ก็เลยทำให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเราไปด้วย” 

สุดท้ายนี้ อุ๊นอุ่นฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครองว่า พลังของการอ่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับหนังสือที่ให้ความรู้หรือตำราเรียนเท่านั้น การอ่านหนังสือนอกเวลา หรือแม้แต่หนังสือการ์ตูนที่เด็กๆ สนใจ ก็สามารถสร้างการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้เช่นกัน

“ผู้ปกครองหลายคนอาจมองว่า การ์ตูนเป็นเรื่องที่ไม่ได้เป็นวิชาการ หรืออาจจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระด้วยซ้ำ แต่สังเกตไหม ทำไมหนังสือนิทานของเด็กถึงเป็นหนังสือภาพ เพราะว่าเด็กไม่ได้เรียนรู้แค่การอ่าน แต่เขา Visualize (จินตนาการ) ภาพด้วย อย่างการ์ตูน ลา ฟลอร่า หรือการ์ตูนของสำนักพิมพ์ E.Q.plus แม้แต่ขายหัวเราะ เขาก็ยังสอดแทรกแนวคิด อย่างลา ฟลอร่า ก็จะเกี่ยวกับเรื่องประเทศ วัฒนธรรม หรืออย่างขายหัวเราะบางทีเด็กอ่านอาจจะเกิดเป็น Sense of Humor ที่ทำให้เขาเป็นเด็กอารมณ์ดี มีความฉลาดทางอารมณ์ขึ้นก็ได้ 

ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ไร้สาระ ขึ้นอยู่กับผู้อ่านว่า เราอ่านแล้วเราจะตีความอะไรได้บ้าง ก็เลยอยากจะส่งเสริมให้คุณพ่อคุณเเม่ พาลูกเข้าร้านหนังสือเยอะๆ ไปห้องสมุดก็ได้ค่ะ เพราะมันมีงานวิจัยบอกว่าถ้าเด็กเริ่มอ่านตั้งแต่เล็ก เขาก็จะรักการเรียนรู้ไปตลอด เหมือนกับเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เราต้องรีบปลูกมันถึงจะงอกออกมา”

Tags:

หนังสือการอ่านนิเวศการเรียนรู้อุ๊นอุ่น - เติมอุ่น สันป่าแก้วรักการอ่าน

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Book
    Normal People: จะรวยหรือจน…ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • How to enjoy life
    อ่านอะไร อ่านเท่าไร อ่านอย่างไร: วิธีสะสมต้นทุนชีวิตด้วยหนังสือ

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Character building
    ‘นิสัยรักการอ่าน’ มรดกจากพ่อแม่ที่ช่วยให้เด็กเติบโตและมีชีวิตที่ดี

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Transformative learningEducation trend
    เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ: 2. ครูผู้ก่อการคือใคร เกิดขึ้นได้อย่างไร

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Everyone can be an Educator
    วิธีสมุดบันทึก: การเรียนรู้บนสมุดไร้เส้น ชวนเด็กคิด อ่าน เขียนอย่างอิสระกับครูใหญ่สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ‘มกุฏ อรฤดี’

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

เพราะคนเรามีเวลาผลิบานไม่พร้อมกัน ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร แค่เดินต่อไปในจังหวะของตัวเอง: ทอล์กกับเด็ก Gen Z ‘ขุนพล เจริญลาภนำชัย’
Voice of New Gen
10 November 2025

เพราะคนเรามีเวลาผลิบานไม่พร้อมกัน ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร แค่เดินต่อไปในจังหวะของตัวเอง: ทอล์กกับเด็ก Gen Z ‘ขุนพล เจริญลาภนำชัย’

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • คุยกับ ขุนพล เจริญลาภนำชัย เด็กชายวัย 15 ปี ชั้นม.3 จากโรงเรียนรุ่งอรุณ หนึ่งในสปีกเกอร์ TEDxBangkok Youth 2025 – เย็บ ปัก ถัก ทอล์ก (Tied & Told) ที่ชวนมองเข้าไปในใจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ในทอล์กชื่อ ‘เขียนตัวตน’ (Identity Development)
  • ขุนพลเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘สิ่งที่เราชอบ’ กับ ‘สิ่งที่เราอยากเป็นจริงๆ’ มันอาจไม่เหมือนกันเสมอไป จึงลองทำทุกอย่างที่โอกาสเปิดให้ลอง
  • สำหรับขุนพล ‘การค้นหาตัวตน’ ไม่ได้หมายถึงการต้องรีบหาคำตอบให้ครบ แต่คือการให้เวลา ให้โอกาส และให้ความเข้าใจกับตัวเองในทุกช่วงวัย

ในช่วงวัยที่ใครหลายคนยังเผชิญกับคำถามเดิมๆ ที่ไม่มีคำตอบตายตัว อย่าง “เราอยากเป็นอะไร?” หรือ “เราหาตัวเองเจอแล้วหรือยัง?”

คำถามที่ดูเหมือนง่าย แต่กลับกลายเป็นเรื่องยากที่สุดเมื่อมันเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราเอง

ขุนพล เจริญลาภนำชัย เด็กชายวัย 15 ปี ชั้นม.3 จากโรงเรียนรุ่งอรุณ หนึ่งในสปีกเกอร์ TEDxBangkok Youth 2025 – เย็บ ปัก ถัก ทอล์ก (Tied & Told) กลับเลือกจะมองเข้าไปในใจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความสงสัยและความกล้าที่จะตั้งคำถามกับชีวิต ในทอล์กชื่อ ‘เขียนตัวตน’ (Identity Development) 

“ผมพูดถึงเรื่องการพัฒนาตัวตน หรือ Identity Development เพราะผมเชื่อว่าในช่วงวัยรุ่นทุกคนต่างต้องผ่านช่วงเวลาของการค้นหาตัวเองอยู่แล้วใช่ไหมครับ 

ยิ่งในยุคสมัยนี้ที่โลกหมุนเร็วขึ้น เราเห็นเด็กตัวเล็กๆ ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือประสบความสำเร็จมากมายเต็มไปหมด ซึ่งคีย์หลักที่ผมอยากจะสื่อคือ เราไม่จำเป็นต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองก็พอครับ”

…เพราะบางครั้งการไม่รู้ว่าเราจะไปทางไหน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด หรือเรื่องที่ต้องเร่งรีบหาคำตอบให้เจอ

การค้นหาตัวตน เริ่มต้นจาก ‘การยอมรับ’ ว่าเราเปลี่ยนได้

ด้วยความที่ ‘ขุนพล’ เติบโตมาในครอบครัวสายศิลปะ สิ่งที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็กคือ งานวาด งานปั้น งานไม้ และงานคราฟต์ที่รายล้อมอยู่รอบตัว เส้นทางการเป็น ‘ศิลปิน’ จึงเคยเป็นความฝันที่เขามั่นใจว่าจะเดินไปให้ถึงในวันหนึ่ง

“จริงๆ ที่ผมเลือกหัวข้อเรื่องการค้นหาตัวตน ก็เพราะมาจากประสบการณ์ส่วนตัวครับ สมัยก่อนผมตั้งเป้าไว้เลยว่าอยากเป็นศิลปินมาก แต่พอโตขึ้นมาก็เริ่มพบว่ามันอาจจะไม่ใช่ทางของเราแล้ว ช่วงนั้นเลยเกิดความขัดแย้งในใจเล็กน้อย ระหว่างฝั่งศิลป์กับฝั่งวิทย์ เหมือนต้องมาตกตะกอนกับตัวเองอีกครั้งครับ”

จากเด็กที่เคยมุ่งจะไปสู่เส้นทางศิลปะ ขุนพลเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘สิ่งที่เราชอบ’ กับ ‘สิ่งที่เราอยากเป็นจริงๆ’ มันอาจไม่เหมือนกันเสมอไป

เขาเริ่มสนใจด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องร่างกายมนุษย์ และในขณะเดียวกันก็หลงใหลการเขียนโค้ดที่ได้ลองเรียนในคลาส Python โลกของเทคโนโลยีที่ดูเป็นขั้วตรงข้ามกับโลกศิลปิน กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กัน

ช่วงเวลานั้นเองเขาได้เรียนรู้ว่าการยอมรับว่าความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือการเติบโตอีกขั้น และคือการเปิดใจให้ตัวเองได้เรียนรู้สิ่งใหม่ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทาง

ประกอบกับการที่เขาเรียนในโรงเรียนทางเลือกอย่าง โรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งให้อิสระกับนักเรียนในการออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตัวเอง ขุนพลจึงมีโอกาสได้ลองสัมผัสสิ่งที่แตกต่างออกไปตั้งแต่ระดับมัธยมต้น ผ่านระบบ Studio Base ที่เปิดให้เรียนรู้ข้ามศาสตร์ ทั้งด้านสังคม คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ จนเมื่อถึงช่วงมัธยมปลาย นักเรียนแต่ละคนจะต้องเลือก ‘หน่วยสตูดิโอ’ เสมือนการเลือกคณะในมหาวิทยาลัย

“ถ้าสนใจศิลปะก็จะเลือก Creative Arts แต่ถ้าสนใจสายวิทย์ก็จะมี Mechatronic, Medical Science และ Coding ให้เลือกครับ ตอนนี้ผมเองก็กำลังเล็งๆ อยู่สองอย่าง คือระหว่าง Medical Science กับ Coding ครับ”

สภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างเช่นนี้ ทำให้ขุนพลค่อยๆ เห็นภาพตัวเองชัดขึ้นว่าความชอบกับเส้นทางชีวิตจริง อาจไม่จำเป็นต้องตรงกันทุกด้าน เขาไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างศิลป์กับวิทย์ เพราะทั้งสองสิ่งต่างก็หล่อหลอมตัวตนของเขามาด้วยกัน

“ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอยากเปลี่ยนสาย ก็เพราะผมมองว่าความชอบกับการใช้ชีวิตอาจเป็นคนละมุมกันครับ ผมยังชอบวาดรูปเหมือนเดิม แต่ในเรื่องของการเรียน ผมอยากเลือกแนวทางที่ช่วยเปิดโอกาสให้กับการทำงานในอนาคตมากขึ้นครับ”

ศิลปะจึงไม่ได้หายไปจากชีวิตของเขาไปเลย มันเพียงเปลี่ยนบทบาทจากเป้าหมายกลายเป็น ‘พื้นที่พักใจ’ ที่ช่วยเติมความสมดุลให้ชีวิตเรียนรู้และเติบโต

“เราไม่จำเป็นต้องทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปเลย เราอาจจะเอามาปรับให้เข้ากันก็ได้ ผมเก็บมันไว้เป็นเหมือน core memory หรือกิจกรรมยามว่างไว้ทำเวลาอยากผ่อนคลายครับ”

การเรียนรู้ที่หลากหลาย กลายเป็นความกล้าที่จะก้าวออกจากเซฟโซน

หากพูดถึงสิ่งที่หล่อหลอมขุนพล ให้เป็นแบบทุกวันนี้ คงไม่ใช่เพียงการเลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง แต่คือการได้ลองทำทุกอย่างที่โอกาสเปิดให้ลอง

“ตั้งแต่เด็ก ผมก็ได้ลองทำอะไรหลายอย่างมากครับ ทั้งเรียนว่ายน้ำ ดำน้ำ ปั่นจักรยาน เล่นสเก็ตบอร์ด แล้วยังเคยเรียนยิงธนู ยิงปืน รวมถึงเรียนต่อวงจรไฟฟ้าพื้นฐาน พวกทำแผงควบคุมต่างๆ นอกจากนี้ยังได้เรียนเขียนโค้ดภาษา Python แล้วก็มีเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานกับ Writing ทั่วไป รวมถึงวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิต ก็เก็บครบครับ”

ขุนพลเล่าว่า ตอนแรกการเรียนรู้ที่หลากหลายขนาดนั้นก็สร้างแรงกดดันไม่น้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับพบว่ามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เริ่มชิน เขามักจะบอกกันว่าถ้าผ่านช่วงสามเดือนแรกไปได้ มันจะกลายเป็นเรื่องปกติ เหมือน Routine ปกติธรรมดาของเรา ซึ่งผมว่ามันก็จริงนะครับ อย่างหลายๆ เรื่องนี่กลายเป็นสิ่งที่ผมทำได้โดยไม่รู้สึกฝืนเลยด้วยซ้ำ ซึ่งอาจจะเป็นโชคดีของผมด้วย ที่รู้สึกว่าการได้เรียนรู้อะไรเยอะๆ นั้นสนุก ท้าทายดี และไม่ถึงกับเหนื่อยเกินไปครับ”

ซึ่งสิ่งที่ผลักให้เขาออกจากเซฟโซน ไม่ใช่แรงบังคับจากใคร แต่เป็นแนวคิดเรียบง่ายจากพ่อแม่ ที่สอนให้ ‘ลอง’ ก่อนตัดสินว่าใช่หรือไม่

“ถึงจะบอกว่าผมเรียนหลายอย่าง แต่ก็ใช่ว่าจะเรียนต่อเนื่องมาทั้งหมดนะครับ เพราะแนวคิดของพ่อแม่ผมคือ อยากให้ลองทำหลายๆ อย่างดูก่อน ถ้าไม่ชอบหรือรู้สึกว่ามันไม่ใช่จริงๆ ก็สามารถเลิกได้ แต่เหตุผลที่เลิกต้องไม่ใช่เพราะ ‘ขี้เกียจ’ เท่านั้น ซึ่งผมว่ามันเป็นแนวคิดที่ดีมากเลยครับ เพราะมันทำให้ผมกล้าลองโดยไม่กลัวผิด”

และสิ่งเหล่านี้เองที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่เข้าใจตัวเองมากขึ้น

“มันทำให้ผมได้รู้ว่าผมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือถนัดอะไรไม่ถนัดอะไรครับ ซึ่งการที่ผมเคยลองทำอะไรหลายๆ อย่างแบบสุดทางในแต่ละด้าน มันก็ทำให้ผมรู้ว่าผมเป็นคนที่กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ และพร้อมจะก้าวออกจากเซฟโซนของตัวเองครับ”

มองการณ์ไกลถึงวันหน้า แต่เดินช้าๆ ด้วยจังหวะของเรา

สำหรับขุนพล ‘อนาคต’ ไม่ได้มีคำตอบเดียว เขาไม่ได้ฝันถึงความยิ่งใหญ่หรือชื่อเสียงโด่งดัง แต่ฝันถึงชีวิตที่เรียบง่าย มั่นคง และได้ทำสิ่งที่รักในแบบของตัวเอง เพราะสำหรับเขา ความสุขไม่จำเป็นต้องอยู่ในจุดสูงสุดของภูเขา แต่อยู่ที่การได้ใช้ชีวิตอย่างมีสมดุล และยังคงได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกัน

“ถ้าเป็นชีวิตในอุดมคติ ผมก็อยากมี Passive Income สักหน่อย ไม่ได้อยากรวยล้นฟ้า แต่อยากใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ไม่ต้องลำบากหรือเร่งรีบเกินไปครับ

ส่วนตอนนี้อาชีพที่อยากเป็น ถ้าไม่โปรแกรมเมอร์ก็คงเป็นหมอครับแต่ส่วนตัวใจผมค่อนไปทางหมอมากกว่า ส่วนโค้ดดิ้ง ผมก็เคยลองเรียน Python มาบ้าง รู้สึกว่าสนุกดี และก็เป็นอีกสิ่งที่ผมถนัดพอสมควรครับ”

สิ่งที่สะท้อนตัวตนของขุนพลคือความคิดที่มองว่าความฝันของตัวเองไม่ได้ตั้งอยู่บน ‘ความสำเร็จของคนอื่น’ แต่มาจากการรู้จักตัวเองมากพอที่จะเข้าใจว่า ชีวิตที่ดีไม่จำเป็นต้องเร็วหรือยิ่งใหญ่ แค่ได้อยู่ในจังหวะที่พอดี ก็เพียงพอแล้ว

และแม้จะยังอายุน้อย แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาขุนพลได้เรียนรู้ว่าการเติบโตไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว เขาลองแล้วทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งแต่ละอย่างต่างสอนให้เขาเข้าใจว่าความสามารถของคนเรานั้นไม่ตายตัว

“มันทำให้ผมเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นครับ เหมือนไม่ได้ถูกจำกัดว่าผมถนัดแค่ด้านใดด้านหนึ่ง เพราะถ้าไม่ได้มีโอกาสลองทำหลายอย่างแบบนั้น ผมอาจจะยังไม่กล้าพอที่จะเปลี่ยนสายจากศิลป์มาวิทย์เหมือนในตอนนี้ก็ได้ครับ”

คำว่ายืดหยุ่นสำหรับเขา จึงไม่ใช่เพียงคุณสมบัติ แต่เป็นแนวทางการใช้ชีวิต และเชื่อว่าการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่ได้ทำให้ตัวตนเดิมหายไป แต่กลับเติมเต็มให้เรากลายเป็น ‘เรา’ ที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

และในวันที่เขากำลังยืนอยู่บนทางแยกของการเติบโต ขุนพลก็อยากส่งต่อกำลังใจให้กับใครก็ตามที่ยังไม่กล้าก้าวออกจากกรอบเดิมของตัวเอง

“อย่าให้ใครมากำหนดชีวิตของเราได้ ต่อให้เขาจะบอกว่าเขาอาบน้ำร้อนมาก่อนก็เถอะ แต่ยังไงเสียมันก็เป็นชีวิตของเรา แต่ก็ใช่ว่าจะทำตามใจอย่างเดียว เพราะบางทีเราก็ต้องมองอนาคตด้วย ถ้าเราตั้งเป้าหมายไว้สูงกว่าคนอื่น เราก็ต้องเหนื่อยกว่าคนอื่นเป็นธรรมดาครับ”

ดังนั้นสำหรับขุนพล ‘การค้นหาตัวตน’ ไม่ได้หมายถึงการต้องรีบหาคำตอบให้ครบ แต่คือการให้เวลา ให้โอกาส และให้ความเข้าใจกับตัวเองในทุกช่วงวัย ซึ่งเขาทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่ได้จากคุณพ่อ ที่กลายเป็นหลักคิดในการใช้ชีวิตของเขามาจนถึงวันนี้

“การหาตัวตนมันสำคัญนะครับ แต่ก็ใช่ว่าต้องรีบ ต่อให้เราจะอายุเท่าไหร่ จะ 30 หรือ 40 ถ้ายังไม่เจอก็ไม่ผิดเลย เพราะทุกคนมีจังหวะของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน

ผมขอยกคำของคุณพ่อที่เคยบอกผมว่า คนเรามีเวลาผลิบานไม่พร้อมกัน ต่อให้เราไม่เจอตัวตนของเราในวันนี้ วันข้างหน้าก็ใช่ว่าเราจะไม่เจอครับ”

และบางทีการรู้ว่าเรายังไม่รู้ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักตัวเองมากที่สุดแล้วก็ได้

Tags:

ความยืดหยุ่น(resilience)Voice of New Genการยอมรับตนเองขุนพล เจริญลาภนำชัยIdentity DevelopmentTEDxBangkok Youth 2025การเรียนรู้ที่หลากหลาย

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • How to enjoy life
    ความย้อนแย้งและสัญญาณว่าคุณกำลังหมกมุ่นเรื่องความสมบูรณ์แบบมากเกินไป

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    โลกร้ายๆ ยิ่งต้องการคนใจดี: เรียนรู้ ‘ความใจดี’ ผ่านการ์ตูน กับ เบญจรัตน์ จงจำรัสพันธ์ นักจิตวิทยาโรงเรียน

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • “บนโลกนี้มีเด็กเก่งมากมาย เขาแค่ไม่ได้รับโอกาส” คุยกับ ไมกี้ – นิธิยุทธ วงศ์พุทธา นักประดิษฐ์รุ่นเยาว์

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Character building
    โลกโกลาหล (BANI World) Ep1 Brittle: ในโลกที่เปราะบาง เด็กต้องไม่แตกหักด้วยทักษะความยืดหยุ่น

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Character building
    Resilience : เลี้ยงลูกให้มี ‘ความยืดหยุ่นทางจิตใจ’ กลับมาตั้งต้นใหม่ได้ทุกเมื่อ

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

52 เฮิรตซ์: บางคลื่นเสียงที่ไม่ได้ยิน อาจแจ่มชัดหากรับฟังด้วยหัวใจ
Book
7 November 2025

52 เฮิรตซ์: บางคลื่นเสียงที่ไม่ได้ยิน อาจแจ่มชัดหากรับฟังด้วยหัวใจ

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘52 เฮิรตซ์… คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน’ เขียนโดย มาจิดะ โซโนะโกะ แปลโดย หนึ่งฤทัย ปราดเปรียว ว่าด้วยเรื่องราวของผู้คนที่ส่งเสียงออกไปแต่ไม่มีใครได้ยิน เปรียบกับวาฬโดดเดี่ยวความถี่ 52 เฮิรตซ์ในท้องทะเล
  • หนังสือบอกเล่าเรื่องราวของ ‘คิโกะ’ ‘อิโตชิ’ และ ‘คุณอัน’ สามตัวละครที่บอบช้ำจากความรัก การถูกทอดทิ้ง และการไม่เป็นที่เข้าใจ แต่ค่อยๆ เยียวยากันด้วย ‘การฟัง’ เสียงของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง
  • ในห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และลึกล้ำ เราทุกคนล้วนส่งเสียงเรียกร้องหาผู้ที่รับฟังเสียงของเรา จนอาจลืมไปว่า เราเองก็ต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เพื่อรับฟังเสียงที่ไม่มีใครได้ยินเช่นกัน

ว่ากันว่า ในห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีวาฬโดดเดี่ยวที่สุดอยู่ตัวหนึ่ง และวาฬตัวนั้น ถูกเรียกขานกันว่า วาฬ 52 เฮิรตซ์

ที่เอ่ยมาข้างต้น ไม่ใช่เรื่องเวิ่นเว้อเพ้อรำพัน แต่มันคือความจริง ย้อนกลับไปในปี 1989 นักสมุทรศาสตร์ของกองทัพเรือสหรัฐ ตรวจจับคลื่นเสียงวาฬที่ไม่ตรงกับวาฬชนิดไหนเลย เพราะเป็นเสียงที่อยู่ที่ระดับความถี่ 52 เฮิรตซ์

จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ‘วาฬ’ ซึ่งเป็นสัตว์สังคม สื่อสารกันด้วยคลื่นความถี่ ซึ่งแตกต่างไปตามชนิดของวาฬ เช่น วาฬสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งเสียงร้องด้วยความถี่ 15-20 เฮิรตซ์ วาฬหลังค่อม สื่อสารกันที่ความถี่ 80-4000 เฮิรตซ์ ส่วนวาฬหัวทุย ร้องเรียกหากันที่ระดับความถี่ 100-30000 เฮิรตซ์ ในขณะที่โลมา สื่อสารกันที่ความถี่สูงกว่าพวกวาฬ คือ ที่ระดับความถี่ 150 กิโลเฮิรตซ์

เสียงของวาฬ 52 เฮิรตซ์ จึงไม่ตรงกับวาฬชนิดใดเลย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า นั่นคือเสียงร้อง หรือบทเพลงของวาฬตัวหนึ่ง ซึ่งไม่มีวาฬตัวใดได้ยิน

นักวิทยาศาสตร์ เฝ้าติดตามตรวจจับคลื่นเสียงของวาฬ 52 เฮิรตซ์ ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงปัจจุบัน และพบว่า เสียงของวาฬ 52 เฮิรตซ์ จะเกิดขึ้นปีละครั้ง โดยตำแหน่งที่ตรวจพบ มักอยู่ใกล้ฝูงของวาฬสีน้ำเงิน

แต่ที่น่าเศร้าที่สุด วาฬ 52 เฮิรตซ์ ไม่เคยได้รับเสียงตอบกลับจากวาฬตัวอื่นเลย

ไม่ต่างอะไรจากคนๆ หนึ่ง ที่พยายามส่งเสียงเรียกหาคนอื่น ทว่า กลับไม่เคยมีใครที่ได้ยิน หรือเข้าใจในเสียงเรียกนั้น และถ้าคุณคือคนๆ นั้น คุณจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

เรื่องราวที่ว่า อยู่ในหนังสือชื่อ ‘52 เฮิรตซ์… คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน’ เขียนโดย มาจิดะ โซโนะโกะ แปลเป็นภาษาไทยโดย หนึ่งฤทัย ปราดเปรียว หนังสือเล่มนี้ บอกเล่าเรื่องราวของ ‘คิโกะ’ หญิงสาวผู้ขาดความรักตั้งแต่วัยเด็ก ชีวิตต้องพบกับความแหลกสลาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องราวของ ‘อิโตชิ’ เด็กชายผู้ถูกครอบครัวทำร้าย ทั้งร่างกายและจิตใจ จนกลายเป็นเด็กที่พูดไม่ได้ และเรื่องราวของ ‘คุณอัน’ ผู้ชายแสนอบอุ่นและใจดี ซึ่งเกิดมาในเพศของผู้หญิง พร้อมกับความรักที่เหมือนเสียงที่ส่งออกไปก็ไม่มีใครได้ยิน

ตัวละครทั้งสาม ไม่ต่างอะไรจากวาฬ 52 เฮิรตซ์ ซึ่งพยายามส่งเสียงร้อง ครั้งแล้วครั้งเล่า ปีแล้วปีเล่า แต่ไม่มีใครได้ยินหรือเข้าใจ เพราะคลื่นเสียงที่แปลกประหลาดแตกต่างจากคนอื่น

คิโกะ หรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า คินาโกะ เกิดมาในครอบครัวที่บกพร่องเรื่องความรัก ตั้งแต่จำความได้ เธอถูกแม่ลงโทษและทุบตีอยู่เสมอ แต่เธอก็ยังรักแม่ และโหยหาความรักจากแม่ จนกระทั่งแม่แต่งงานใหม่ และมีลูกชายที่เกิดจากสามีใหม่ แม่เริ่มอารมณ์ดีขึ้น มีความสุขขึ้น และมีความรักมากขึ้น แต่เป็นความรักที่มอบให้กับสามีใหม่และลูกชาย ไม่เคยมีเผื่อให้คิโกะเลย

จากเด็กหญิงที่ร่าเริง พูดเก่ง ไม่กลัวใคร กลายเป็นหญิงสาวผู้เงียบขรึม ไม่พูดไม่จา ราวกับจะรู้ว่า ถึงเธอจะส่งเสียงร้องดังแค่ไหน แม่ของเธอก็ไม่เคยได้ยิน และดูเหมือนว่าจะมีใครคนอื่นได้ยินด้วย

จิตใจของคิโกะค่อยๆ แตกร้าวจนถึงจุดที่พร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ หลังเรียนจบมัธยม แม่สั่งให้เธออยู่บ้านทำหน้าที่พยาบาลพ่อเลี้ยงที่ป่วยหนักด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง คิโกะกลายเป็นที่รองรับอารมณ์และความรุนแรงจากพ่อเลี้ยง ซึ่งแม้จะพิการเดินไม่ได้ แต่ก็มีเรี่ยวแรงหยิบไม้ยาวมาฟาดใส่ทุกครั้งที่เธอทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ

สามปีที่คิโกะตกอยู่ในสภาพเหมือนตายทั้งเป็น พ่อเลี้ยงของเธออาการยิ่งทรุดหนัก หลังจากที่หมอบอกให้ทุกคนเตรียมทำใจ คิโกะเอื้อมมือไปจับแม่เพื่อปลอบใจ แต่สิ่งที่เธอได้กลับมาคือ ฝ่ามือแม่ที่ฟาดเข้าที่แก้ม

“เพราะแกไม่ดูแลพ่อให้ดียังไงล่ะ แกจงใจทำให้เขาป่วยใช่ไหม นางมารร้าย!” เสียงแม่ตวาด ก่อนจะร้องไห้และลงมือทำร้ายคิโกะ

“ลูกสาวคุณพยายามมากแล้ว คุณก็น่าจะรู้ อย่าตำหนิเธอเลย ก้าวข้ามมันไปด้วยกันเถอะนะ” หมอพูดขึ้น หลังจากพยาบาลพยายามช่วยกันห้ามปรามไม่ให้แม่ทำร้ายคิโกะ

“โกหก โกหกทั้งเพ ต้องเป็นเพราะมันอยู่แล้ว ควรจะเป็นมันที่เจ็บป่วย ไม่ใช่เขา ควรเป็นมันสิที่ตาย!”

คำพูดประโยคสุดท้ายจากปากแม่ ทำให้คิโกะบอกกับตัวเองว่า ไม่ไหวแล้ว เธอไม่ไหวแล้ว แล้วเธอก็เดินออกจากโรงพยาบาลเหมือนคนไร้ชีวิต ไร้จุดหมาย พร้อมจะโอบรับความตายได้ทุกเมื่อ

และตอนนั้นเอง คิโกะ ได้พบกับคุณอัน ผู้ชายที่แสนใจดีและอ่อนโยน

แม้ว่ามิฮารุ เพื่อนวัยเด็กของคิโกะ จะเป็นคนที่เข้ามาทักคิโกะ ในวันที่เธอเดินออกจากโรงพยาบาลอย่างไร้จุดหมาย แต่ในความเป็นจริง คุณอัน หรืออันโกะ เพื่อนรุ่นพี่ในที่ทำงานของมิฮารุ เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เดินหมดอาลัยตายอยากท่ามกลางผู้คนในค่ำคืนนั้น

คุณอันและมิฮารุ เข้ามาช่วยฉุดคิโกะจากหลุมลึกแห่งความแตกสลาย และคุณอันคือคนที่ไปเถียงกับแม่ของคิโกะ เพื่อขอให้คิโกะย้ายออกมาอยู่นอกบ้าน รวมทั้งติดต่อหาพยาบาลจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เข้ามาช่วยรับหน้าที่พยาบาลพ่อเลี้ยงของคิโกะ

พูดอีกอย่างหนึ่งว่า คุณอันคือคนที่มอบชีวิตใหม่ให้แก่คิโกะ

ในวันที่คุณอันช่วยคิโกะขนของออกจากบ้าน คิโกะร้องไห้ระบายทุกสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

“ฉันอยากให้แม่รัก ต้องทำยังไง แม่ถึงกลับมารักฉันอีก”

“ไม่เป็นไรนะ ฉันรับฟังทุกอย่าง ความรู้สึกของคินาโกะ ส่งไปไม่ถึงแม่ แต่ว่าถึงฉันนะ”

ความอบอุ่น เอื้ออาทร และหวังดีของคุณอัน คือสิ่งที่คิโกะรับรู้ได้ แต่นอกเหนือจากนั้น เธอไม่รู้เลยว่าคุณอันคิดกับเธออย่างไร เพราะคุณอันไม่เคยพูดออก หรือจริงๆ เขาพยายามส่งเสียงออกมาแล้ว หากแต่เป็นคิโกะต่างหาก ที่ไม่ได้ยินเสียงนั้น

กว่าที่คิโกะ จะรับรู้ถึงเสียงที่ระดับความถี่ 52 เฮิรตซ์ ของคุณอัน ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว

“ในชีวิตที่สองนี้ คินาโกะจะได้เจอจิตวิญญาณอีกครึ่งหนึ่ง ยังไงต้องได้เจอคนที่เป็นจิตวิญญาณอีกครึ่งหนึ่ง คนที่เธอทุ่มความรักให้และได้รับความรักอย่างท่วมท้น คินาโกะจะมีความสุข” นั่นคือคำพูดที่คุณอันเคยบอกกับคิโกะไว้

แต่ดูเหมือนว่า มันจะไม่เป็นเช่นนั้น ชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ของคิโกะ แตกสลายลงอีกครั้ง เธอหลงเชื่อความรักที่ลวงหลอกของผู้ชาย ในขณะที่คุณอันพยายามทักท้วงอยู่ห่างๆ สุดท้าย ความรักครั้งนั้นก็ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของคิโกะ และที่สำคัญ ยังนำไปสู่จุดจบที่แสนปวดร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างคิโกะและคุณอัน

คิโกะ ทิ้งทุกอย่างที่มี ทั้งงานและเพื่อนรักอย่างมิฮารุ หนีไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กในเมืองริมทะเล ซึ่งเป็นบ้านของคุณยายของเธอ คิโกะ ไม่ได้ตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่หรอก เธอเพียงแค่ใช้ที่นี่เป็นที่พักพิงสุดท้ายสำหรับซากชีวิตที่เหลืออยู่

จนกระทั่ง คิโกะ ได้ยินเสียงที่ระดับความถี่ 52 เฮิรตซ์ จากเด็กชายผู้ไร้สุ้มเสียง

เด็กชายหน้าหวานเหมือนเด็กหญิง ชื่อ ‘อิโตชิ’ แต่ถูกตาของตัวเองเรียกว่า มูชิ (ซึ่งแปลว่าแมลง) ถูกชาวเมืองตราหน้าว่า เด็กสติไม่ดี พูดไม่ได้ สื่อสารกับใครก็ไม่ได้ ไม่ต่างไปจากสัตว์ป่าตัวหนึ่ง ครั้งแรกที่เจอกัน คิโกะไม่ได้เข้าใจอิโตชิหรอก แต่เธอรับรู้ได้ถึงคลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน เพราะนั่นอาจเป็นคลื่นเสียงที่ระดับความถี่เดียวกับเธอ

ในการสื่อสารกับเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน เราไม่ได้ใช้แค่ ‘หู’ หากแต่ต้องใช้ ‘หัวใจ’ ในการรับรู้ถึงเสียงนั้น

บางครั้ง การที่ใครบางคนไม่พูดอะไร ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีอะไรจะพูด หากแต่เพราะเขาพูดไปแล้วไม่เคยมีใครตั้งใจฟัง เสียงของเขาจึงแผ่วลงจนกลายเป็นความเงียบ และในการที่จะได้ยินเสียงแห่งความเงียบนั้น จึงไม่ใช่การฟังเพื่อพยายามหาคำตอบ หากแต่เป็นการตั้งใจฟังเพื่อ ‘เข้าใจ’

และต่อให้ฟังแล้วยังไม่เข้าใจ การตั้งใจฟัง ยังเป็นสารที่ชัดเจนที่บอกกับเขาว่า “ฉันยังอยู่เป็นเพื่อนเธอตรงนี้นะ ถึงแม้ฉันจะยังไม่เข้าใจเธอก็ตาม”

ด้วยการรับฟังอย่างเงียบๆ และอดทน สุดท้าย คิโกะค้นพบความจริงที่แสนโหดร้ายของอิโตชิ ผู้ซึ่งในตอนแรกเธอตั้งชื่อว่า ‘ห้าสิบสอง’ เหมือนคลื่นความถี่เสียงของวาฬ ที่โดดเดี่ยวที่สุดในห้วงมหาสมุทร วาฬ ผู้ส่งเสียงร้องออกไป ทว่า ไม่มีใครได้ยิน 

ชีวิตของอิโตชิ แทบไม่ต่างจากคิโกะ เขาเกิดมาโดยไม่ได้รับความรักจากแม่ มิหนำซ้ำ ยังถูกแม่ทำร้ายจนกลายเป็นเด็กพูดไม่ได้ เพราะคำแรกที่เขาพูดได้ คือ คำว่า ‘ยาย’ แทนที่จะเป็นคำว่า ‘แม่’ ซึ่งทำให้แม่ของเขาโกรธจนใช้บุหรี่จี้ที่ลิ้นของเขา

อิโตชิเติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ของตา จนอยู่ในสภาพไม่ต่างจากเด็กจรจัดข้างถนน หรือสัตว์ป่าที่บาดเจ็บเจียนตายตัวหนึ่ง

ด้วยความช่วยเหลือของคิโกะและมิฮารุ ซึ่งตามหาตัวคิโกะจนเจอ อิโตชิ ได้พบกับชีวิตใหม่ เขาหลุดพ้นจากการเลี้ยงดูที่แสนโหดร้ายของแม่และตา โดยได้ยายเป็นผู้ปกครอง บวกกับเงื่อนไขว่า เมื่ออิโตชิอายุครบสิบห้าปี เขาสามารถยื่นเรื่องขอให้คิโกะเป็นผู้ปกครองได้

ในวันที่คิโกะ บอกกับอิโตชิอย่างมุ่งมั่นว่า เธอจะเป็นคนมอบชีวิตใหม่ให้แก่เขา เหมือนที่คุณอันเคยมอบชีวิตใหม่ให้แก่เธอ เธอพร้อมจะรับฟังเสียงของเขา แม้ว่าจะเป็นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน เฉกเช่นที่คุณอันตั้งใจฟังเสียงของเธอ ตอนนั้นเอง เด็กชายที่เหมือนเป็นใบ้ ก็ตะโกนเสียงดังว่า “คินาโกะ!”

หลังจากปิดหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมเชื่อว่า เราทุกคนล้วนเป็นวาฬ 52 เฮิรตซ์ บางครั้งบางครา สุ้มเสียงของเรา อาจไม่ตรงกับระดับความถี่ที่คนอื่นจะสามารถเข้าใจได้ แต่จงมั่นใจเถอะว่า สักวันหนึ่ง เราจะพบคนๆ นั้น ซึ่งอาจจะเป็นครึ่งหนึ่งของจิตวิญญาณของเราก็ได้

ในห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และลึกล้ำ เราทุกคนล้วนส่งเสียงเรียกร้องหาผู้ที่รับฟังเสียงของเรา จนอาจลืมไปว่า เราเองก็ต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เพื่อรับฟังเสียงที่ไม่มีใครได้ยินเช่นกัน และเมื่อนั้น เราอาจค้นพบวาฬที่มีคลื่นความถี่ตรงกับเราได้

Tags:

หนังสือ52 hz52 เฮิรตซ์... คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    Normal People: จะรวยหรือจน…ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ปิราเนซิ: โลกแสนงดงามเมื่อถูกสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

  • Transformative learningEducation trend
    เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ: 2. ครูผู้ก่อการคือใคร เกิดขึ้นได้อย่างไร

    เรื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Book
    The Element: การค้นพบ ‘ธาตุ’ ที่บอกว่า ‘ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้’

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Creative learning
    คนไม่มีความรู้=คนไม่มีอำนาจ?

    เรื่อง The Potential

Posts navigation

Older posts

Recent Posts

  • ทิศทางการศึกษาไทยที่อยากให้รัฐบาลใหม่ไปพ้นจากวังวนผลประโยชน์ทางการเมือง
  • Toxic Positivity: เลิกปฏิเสธอารมณ์และบอกให้ตัวเอง(หรือใคร)ต้องกดข่มมันไว้ด้วยคำว่า ‘คิดบวก’
  • ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น
  • Time Anxiety: เมื่อ ‘ความกังวลเรื่องเวลา’ กำลังพรากความสุขไปจากเรา
  • หยัดยืน:  ราคาที่ต้องจ่ายในการเลือก ‘ยืนยัน’ ความเชื่อของตัวเอง เมื่อชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยก

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel