Skip to content
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    EF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGrit
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
eco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่น

Month: December 2025

การจัดการเรียนรู้ในพื้นที่วิกฤติ ห้องเรียนชีวิตจริงที่ชวนเด็กสะท้อนคิดและงอกงามจากภายใน: ครูแจง–จารุวรรณ์ เลิศศรี โรงเรียนบ้านปะทาย
Social Issues
29 December 2025

การจัดการเรียนรู้ในพื้นที่วิกฤติ ห้องเรียนชีวิตจริงที่ชวนเด็กสะท้อนคิดและงอกงามจากภายใน: ครูแจง–จารุวรรณ์ เลิศศรี โรงเรียนบ้านปะทาย

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • โรงเรียนบ้านปะทาย เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เด็กจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่ในศูนย์พักพิง ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน เผชิญความตึงเครียด ความขัดแย้ง และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ในรูปแบบเดิม
  • การจัดการเรียนรู้ในภาวะวิกฤตนี้ โรงเรียนจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก ‘พื้นที่เรียนรู้’ สู่ ‘พื้นที่เยียวยา’ ให้ความสำคัญกับหัวใจของเด็ก และวางรากฐานให้เด็กสามารถกลับมาสู่เส้นทางชีวิตของตนเองได้
  • หลังจากโรงเรียนกลับมาเปิดการเรียนการสอนแบบ On-site สิ่งแรกที่โรงเรียนให้ความสำคัญ คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่งผ่านพ้นมา ค่อยๆ พาเด็กไปสู่การใคร่ครวญ ตกผลึก และสร้างความหมายให้กับประสบการณ์ชีวิตของตนเอง ผ่านกระบวนการ Reflection และจิตศึกษาอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โรงเรียนจำนวนมากต้องเผชิญกับโจทย์ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการจัดการเรียนการสอนตามปกติ ไม่ใช่เพียงปัญหาการหยุดเรียน การย้ายถิ่นชั่วคราว หรือการเข้าถึงการเรียนรู้ที่ไม่ต่อเนื่องเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงสภาวะความเครียด ความเปราะบางทางจิตใจของเด็กและครอบครัว ตลอดจนข้อจำกัดของโรงเรียนในการดูแลเด็กภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

โรงเรียนบ้านปะทาย ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เด็กจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่ในศูนย์พักพิง ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน เผชิญความตึงเครียด ความขัดแย้ง และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ในรูปแบบเดิม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘จะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้ทันหลักสูตร’ แต่คือ ‘โรงเรียนจะดูแลเด็กอย่างไรในภาวะที่ชีวิตของพวกเขาไม่ปกติ’

ในเวทีเสวนาออนไลน์ Together We Grow by TSQM-A ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล (SCBF) ร่วมกับโครงการ TSQM-A จังหวัดศรีสะเกษ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568  ครูแจง–จารุวรรณ์ เลิศศรี ครูวิชาการของโรงเรียนบ้านปะทาย ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่ ซึ่งโรงเรียนต้องปรับบทบาทอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะความเปราะบางทางใจของเด็ก

ปรับบทบาทโรงเรียน จาก ‘พื้นที่เรียนรู้’ สู่ ‘พื้นที่เยียวยา’ 

ภายใต้สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ครูแจง–จารุวรรณ์ โรงเรียนบ้านปะทาย เล่าว่า จุดตั้งต้นของการทำงานในช่วงวิกฤต ไม่ใช่คำถามว่า เด็กจะเรียนทันหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า เด็กกำลังรู้สึกอย่างไร และโรงเรียนจะดูแลเขาได้อย่างไร

“ที่โรงเรียนบ้านปะทาย เราไม่อยากให้เด็กอยู่กับโทรศัพท์มากเกินไป และเราคำนึงถึงสภาวะความเครียดที่เด็กต้องเผชิญเป็นหลัก มากกว่าประเด็นเรื่องความรู้ที่อาจขาดช่วงไปในการเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้คุณครูทุกคนจึงได้พูดคุยและวางแผนการทำงานร่วมกัน โดยตัดสินใจลงพื้นที่ไปยังศูนย์อพยพ

ต้องยอมรับว่าครั้งนี้มีการจัดการระบบที่ค่อนข้างชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นที่ว่าการอำเภอหรือหน่วยงานอื่นๆ ทำให้ทราบชัดเจนว่าเด็กนักเรียนของเราไปอยู่ศูนย์อพยพใดบ้าง เดิมทีเราวางแผนไว้ว่าจะไปเพียง 2 ศูนย์ที่มีนักเรียนของเราอยู่ แต่ก็ทำให้เราได้ทบทวนว่าเราไม่ได้มุ่งดูแลเฉพาะเด็กของเราเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงเด็กคนอื่นๆ ด้วยเช่นกันค่ะ”

การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการติดตามนักเรียนของโรงเรียนบ้านปะทาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนบทบาทของโรงเรียนในภาวะวิกฤต ว่าไม่อาจทำหน้าที่เพียงจัดการเรียนการสอนตามปกติได้อีกต่อไป หากต้องขยับบทบาทมาเป็นพื้นที่รองรับ เยียวยา และฟื้นฟูจิตใจของเด็กควบคู่กันไป

ในช่วงแรก ทีมครูเคยพิจารณาการจัดกิจกรรมในลักษณะรายวิชา ให้เด็กทำงานเป็นชิ้นงานหรือใบงาน เพื่อทดแทนการเรียนที่ขาดหาย แต่เมื่อพิจารณาบริบทชีวิตจริงของเด็กและครอบครัว โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่กับตาหรือยาย ความคิดดังกล่าวจึงถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด

“ในช่วงแรกเราได้มีการพูดคุยกันค่ะ ว่าจะจัดกิจกรรมให้เป็นลักษณะของรายวิชา ให้เด็กได้ทำงานเป็นชิ้นงาน แต่พอมานั่งคุยกันใหม่ โดยเฉพาะครูฝ่ายวิชาการ เราก็รู้สึกสงสารเด็กและผู้ปกครอง เพราะหากให้ใบงานไป เด็กหลายคนอยู่กับตาหรือยาย ซึ่งอาจไม่สามารถช่วยสอนหรือทำการบ้านให้เด็กได้

เราจึงปรับแผนกันใหม่ โดยใช้ทีมนันทนาการของโรงเรียนทั้งหมด ร่วมกันวางแผนกิจกรรมเป็นลักษณะโครงงานที่ทำร่วมกับเด็ก แบ่งตามระดับชั้น โดยเน้นให้เด็กได้วาดและขีดเขียนผ่านงานศิลปะ เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของตนเอง”

การปรับแผนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โรงเรียนไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบการเรียนรู้เดิม แต่เลือกใช้กระบวนการที่เหมาะสมกับสภาพจิตใจและสถานการณ์ของเด็กเป็นสำคัญ กิจกรรมนันทนาการ งานศิลปะ และการทำโครงงาน จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้สื่อสารความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายใน

ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของครูเพียงคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นผลจากการทำงานแบบ PLC ที่โรงเรียนบ้านปะทายดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อหยิบสถานการณ์จริงที่เด็กเผชิญมาออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับชีวิตในแต่ละช่วงเวลา

“สำหรับประเด็นที่ใช้ในการทำกิจกรรม เราได้ขยายเป็น 5 ข้อ ได้แก่ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างในชีวิตของเด็กในช่วงที่ผ่านมา เด็กเกิดความรู้สึกใดบ้าง เด็กจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร สภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีการแก้ไขปัญหา และเด็กคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อใคร ต่อสังคม ชุมชน ประเทศ หรือโลกอย่างไร”

จากจุดเริ่มต้นในฐานะพื้นที่เรียนรู้ โรงเรียนบ้านปะทายจึงค่อยๆ ขยับบทบาทมาเป็น ‘พื้นที่เยียวยา’ ที่ให้ความสำคัญกับหัวใจของเด็ก และวางรากฐานให้เด็กสามารถกลับมาสู่เส้นทางชีวิตของตนเองได้ แม้ต้องเผชิญกับโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงที่พร้อมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา

โลกนอกห้องเรียนอาจไม่สวยงาม แต่เด็กสามารถเรียนรู้และเติบโตได้

เมื่อเด็กต้องใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์อพยพ ครูแจงเล่าว่า ที่โรงเรียนบ้านปะทายมองว่าการจัดการเรียนรู้ไม่อาจยึดรูปแบบเดิมที่เน้นเนื้อหาหรือการส่งงานได้อีกต่อไป สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น คือการเข้าใจเด็กจริงๆ ว่าเขากำลังเผชิญอะไร รู้สึกอย่างไร และต้องการพื้นที่แบบไหนในการทบทวนประสบการณ์ของตนเอง

หลังจากโรงเรียนกลับมาเปิดการเรียนการสอนแบบ On-site ครูแจงเล่าว่า สิ่งแรกที่โรงเรียนให้ความสำคัญ ไม่ใช่การเร่งสอนเนื้อหา แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่งผ่านพ้นมา

“เมื่อกลับมาเปิดเรียน On-site สิ่งแรกที่เราให้ความสำคัญและไม่อาจมองข้ามได้ คือการถอดบทเรียนชีวิต เพราะเด็กๆ ได้เผชิญกับสถานการณ์ชีวิตจริงมา ไม่ใช่เพียงการจำลองสถานการณ์ในโรงเรียนอีกต่อไป เด็กบางคนเล่าให้ฟังว่า ในศูนย์อพยพไม่มีความพร้อมใดๆ ทั้งเสื้อผ้า ผ้าห่ม หมอน ไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน และยังต้องเผชิญกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของคน ทั้งการแย่งชิงสิ่งของ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งต่างๆ”

ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ใช่บทเรียนที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้า แต่เป็นสถานการณ์จริงที่เด็กต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน เด็กจำนวนมากต้องเรียนรู้การเอาตัวรอด การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการจัดการอารมณ์ของตนเอง

ครูแจงอธิบายว่า โรงเรียนจะไม่พยายามตัดสินหรือสรุปแทนเด็ก แต่เลือกใช้กระบวนการรับฟังและการตั้งคำถาม เพื่อพาเด็กกลับมาใคร่ครวญว่าเขาเผชิญอะไรมา และจัดการกับมันอย่างไร

“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สนามการเรียนรู้ที่ถูกจำลองขึ้น แต่เป็นสถานการณ์ชีวิตจริง เด็กได้เผชิญกับสภาวะที่คำว่า ‘ความเป็นพลเมือง’ แทบไม่ปรากฏ ทุกคนต่างคิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ตนเองอยู่รอด ความเห็นแก่ตัวจึงมาก่อนเป็นอันดับแรก

เมื่อเด็กกลับมา เราจึงชวนเขาทบทวนว่าเขานำประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับตัวอย่างไร ทำอย่างไรจึงสามารถใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์อพยพได้ถึง 10 วัน โดยอาจยังมีความทุกข์อยู่บ้าง แต่ลดความทุกข์ลงได้”

จากการเปิดพื้นที่ให้เด็กสะท้อนประสบการณ์ โรงเรียนพบว่า เด็กไม่ได้เล่าเรื่องราวที่สวยงาม แต่กลับสะท้อนความจริงของโลกที่เขาได้เห็นและสัมผัส ทั้งความขัดแย้ง ความไม่เป็นธรรม และพฤติกรรมของผู้ใหญ่รอบตัว

“จากการสะท้อนของเด็ก เราพบว่าประสบการณ์ที่เขาเผชิญไม่ใช่ภาพที่สวยงามของโลกใบนี้เลย แต่เด็กสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ในห้องเรียนไปใช้ในชีวิตจริงได้ เด็กบางคนบอกว่าเขาใช้ความอดทนอย่างมากเมื่อเจอสถานการณ์ความขัดแย้ง และต้องนำทักษะด้านภาษาและการสื่อสารมาใช้ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ”

เด็กบางคนเลือกใช้การรับฟังแทนการโต้ตอบ บางคนพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองก่อนเผชิญปัญหา ขณะที่บางคนสะท้อนว่า การอยู่ในศูนย์อพยพทำให้เขาได้เรียนรู้การวางแผนชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างระมัดระวังมากขึ้น

“เด็กบางคนเล่าว่า เมื่อเห็นผู้ใหญ่ทะเลาะกัน เขาเลือกที่จะรับฟังก่อน แล้วค่อยพิจารณาสาเหตุของความขัดแย้งว่าเกิดจากอะไร ขณะที่เด็กอีกหลายคนสะท้อนว่าเขาได้เรียนรู้การปรับตัวในชีวิตศูนย์อพยพ สามารถวางแผน ควบคุมอารมณ์ และจัดการสถานการณ์ได้ดีขึ้นกว่ารอบแรก”

ศูนย์อพยพจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่พักพิงชั่วคราว แต่กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ชีวิตจริง ที่เด็กได้เผชิญโลกอย่างตรงไปตรงมา และนำประสบการณ์นั้นกลับมาเรียนรู้ร่วมกันในโรงเรียน ผ่านกระบวนการฟัง การใคร่ครวญ และการถอดบทเรียนชีวิตอย่างต่อเนื่อง

การเรียนรู้ต้องไม่ยึดติดตำรา ชวนเด็กใคร่ครวญและสร้างความหมายจากประสบการณ์ตรง 

การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนบ้านปะทายในภาวะวิกฤต ไม่ได้จบลงเพียงการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ระบายหรือเยียวยาความรู้สึก หากแต่ค่อยๆ พาเด็กไปสู่การใคร่ครวญ ตกผลึก และสร้างความหมายให้กับประสบการณ์ชีวิตของตนเอง ผ่านกระบวนการ Reflection และจิตศึกษาอย่างต่อเนื่อง

ครูแจงเล่าว่า หนึ่งในภาพสะท้อนที่ทำให้ครูเห็นพลังของกระบวนการนี้อย่างชัดเจน เกิดขึ้นตั้งแต่การทำ Reflection รอบแรก เมื่อเด็กคนหนึ่งเลือกเขียนคำว่า ‘สิทธิมนุษยชน’

“สิ่งหนึ่งที่เราเห็นชัดมากจากการทำ Reflection รอบแรก คือมีเด็กคนหนึ่งเลือกเขียนคำว่า ‘สิทธิมนุษยชน’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกใจมาก ว่าเด็กจะต้องผ่านประสบการณ์อะไรมา เขาถึงเลือกใช้คำนี้

เมื่อเราถาม เด็กสะท้อนว่าสิทธิมนุษยชนไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์คับขัน เพราะมนุษย์ทุกคนต่างเห็นแก่ตัว เราจึงถามต่อว่า มีพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ใดที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนั้น

เด็กเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในศูนย์อพยพ ทั้งบทบาทของคนในศูนย์ และการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามที่เขาเห็น ซึ่งทั้งหมดเป็นประสบการณ์ตรงของเด็กเอง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่คำตอบที่ครูต้องการหยุดอยู่เพียงเท่านั้น จึงถามต่อว่า แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้เป็นเหมือนสิ่งที่เราเห็น

เด็กตอบว่า สิ่งที่ทำได้คือการจัดการตัวเองให้ได้ก่อน ทำใจให้นิ่ง และใคร่ครวญกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เขาบอกว่าเขาคอยตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า สิ่งที่คนอื่นทำถูกต้องหรือไม่ สำหรับเขาแล้วถูกหรือไม่

เมื่อครูถามต่อว่า แล้วบอกกับตัวเองอย่างไรเมื่อเห็นเหตุการณ์เหล่านั้น เด็กตอบว่า สำหรับเขา ‘สิทธิมนุษยชน’ คือการที่เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และเมื่อมีโอกาสทำความดี เขาก็พยายามทำให้ตนเองเป็นประโยชน์ เช่น การช่วยล้างห้องน้ำ ดูแลเพื่อน ดูแลผู้ป่วย เป็นต้น”

ครูแจงจึงถามต่ออีกว่า หากไม่ต้องการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนจากใคร เด็กคิดว่าสิ่งที่ควรได้รับคืออะไร เด็กตอบว่า สิทธิมนุษยชนสำหรับเขาไม่ได้หมายถึงการเรียกร้องให้หน่วยงานใดมาช่วยเหลือ แต่เกิดจากการที่เขาทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ตามสิทธิและหน้าที่ที่เขาควรมี

คำตอบของเด็ก ไม่ได้พุ่งไปที่การเรียกร้องจากใคร หากกลับมาที่การจัดการตนเองเป็นอันดับแรก ซึ่งสำหรับครูแจง บทสนทนานี้คือผลลัพธ์สำคัญของการจัดกระบวนการเรียนรู้ในภาวะวิกฤต 

“นี่คือบทเรียนสำคัญมาก เพราะเราเห็นว่าเด็กสามารถสังเกตท่าทีของผู้ใหญ่ เหตุการณ์รอบตัว และตกตะกอนความคิดด้วยตนเองได้ ขณะที่ครูเองก็ใช้กระบวนการจิตศึกษาเป็นเครื่องมือในการรับฟังและพาเด็กเรียนรู้ไปพร้อมกันค่ะ”

ผลลัพธ์เหล่านี้ทำให้โรงเรียนบ้านปะทายเห็นชัดว่า การเรียนรู้ในภาวะวิกฤตไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเนื้อหาในตำรา หากสามารถเริ่มจากชีวิตจริง ความคิด และหัวใจของเด็ก และเมื่อเด็กได้เรียนรู้ที่จะจัดการตนเอง ใคร่ครวญโลก และเลือกยืนอยู่บนคุณค่าที่ตนเชื่อ การเรียนรู้เช่นนี้ย่อมกลายเป็นรากฐานสำคัญ ที่จะพาเด็กก้าวผ่านความไม่แน่นอนของโลกได้อย่างมั่นคง

เปลี่ยนบทเรียนในชีวิตจริง เป็น ‘สมรรถนะการจัดการตนเอง’

เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง และเด็กทยอยกลับเข้าสู่โรงเรียน โรงเรียนบ้านปะทายต้องเผชิญกับโจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม นั่นคือ จะทำอย่างไรให้ห้องเรียนกลับมาเป็นพื้นที่ที่เด็กอยากกลับมาอยู่ ทั้งที่ประสบการณ์ในศูนย์อพยพเปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระมากกว่า ทั้งเวลาและการใช้ชีวิต

ครูแจงอธิบายว่า โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นคำถามสำคัญที่สะท้อนคุณค่าของการจัดการเรียนรู้ที่โรงเรียนได้ร่วมกันสร้างมา

“โจทย์สำคัญของเราคือ จะทำอย่างไรให้เด็กอยากกลับมาอยู่ในห้องเรียน ทั้งที่เมื่อเขาอยู่ในศูนย์อพยพ เด็กมีเวลาว่าง เขาสามารถทำอะไรก็ได้ เช่น เล่นโทรศัพท์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ตามอิสระ
แต่สำหรับเด็กกลุ่มนี้ เราตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้เขาอยากกลับมาห้องเรียน และอยากมาใช้ชีวิตร่วมกับคุณครู”

คำตอบของคำถามนี้ ไม่ได้มาจากการบังคับหรือการเร่งรัดเนื้อหา แต่สะท้อนกลับมาจากความสัมพันธ์และประสบการณ์การเรียนรู้ที่โรงเรียนได้ร่วมสร้างกับเด็กตลอดช่วงวิกฤต

“สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือ เด็กคิดถึงครู เด็กไม่ได้บอกว่าไม่อยากมาโรงเรียน หรือไม่อยากเจอครู แต่กลับอยากกลับมาอยู่ในห้องเรียน และอยากใช้ชีวิตร่วมกับครู”

จากจุดนี้เอง ครูแจงจึงเริ่มมองเห็นชัดเจนว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพาเด็กก้าวผ่านโลกที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่เพียงความรู้เชิงวิชาการ แต่คือสมรรถนะในการจัดการตนเอง

“เราจึงมองว่าสมรรถนะที่สำคัญที่สุดที่ควรจัดให้กับเด็ก คือสมรรถนะด้านการจัดการตนเอง เพราะเมื่อเด็กสามารถจัดการตนเองได้ เขาจะสามารถจัดการเรื่องอื่นๆ ได้ตามมา และเชื่อว่าสมรรถนะด้านอื่นจะพัฒนาต่อเนื่องตามไปด้วย

ทุกครั้งที่เด็กต้องไปอยู่ในศูนย์อพยพ เราพบว่าการจัดการตนเองเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก ทั้งในด้านการใช้ชีวิต สภาพจิตใจ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในโลกโซเชียล ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญ”

ประสบการณ์ในศูนย์อพยพทำให้โรงเรียนเห็นชัดว่า การจัดการตนเองไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นทักษะที่เด็กต้องใช้จริงในชีวิต ตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน การดูแลสภาพจิตใจของตนเอง ไปจนถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลกออนไลน์

ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนจึงไม่มองสมรรถนะการจัดการตนเองเป็นเพียงเนื้อหาในหลักสูตร แต่เป็นเป้าหมายร่วมที่ต้องปลูกฝังผ่านทุกพื้นที่การเรียนรู้ ทั้งในห้องเรียน โรงเรียน บ้าน ชุมชน และแม้แต่ในศูนย์อพยพ

“ถ้าเด็กได้รับการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการตนเองตั้งแต่ในห้องเรียน ครูทุกคนเชื่อว่าเด็กจะสามารถดูแลตัวเอง ออกแบบการใช้ชีวิต และก้าวผ่านสภาพปัญหาต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ใดก็ตาม นี่คือเป้าหมายร่วมกันของทุกคนในโรงเรียนในขณะนี้ และจะนำไปสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้ในศูนย์อพยพต่อไปค่ะ”

บทเรียนจากภาวะวิกฤตจึงไม่ได้จบลงเพียงการเยียวยาในระยะสั้น แต่ถูกนำมาต่อยอดเป็นทิศทางการจัดการเรียนรู้ในระยะยาว ที่โรงเรียน บ้าน และชุมชนต้องร่วมกันออกแบบ

จากพื้นที่ชายแดนที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โรงเรียนบ้านปะทายจึงค่อยๆ สร้างความมั่นคงภายในใจของเด็ก ผ่านการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชีวิตจริง ความสัมพันธ์ และสมรรถนะการจัดการตนเอง เพื่อให้เด็กสามารถยืนหยัดอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างดี

Tags:

จิตศึกษาโรงเรียนบ้านปะทายโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A)การสะท้อนคิด (reflection)ครูแจง–จารุวรรณ์ เลิศศรีการจัดการเรียนรู้ในภาวะวิกฤต

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Related Posts

  • Transformative learning
    เปลี่ยนระบบนิเวศโรงเรียนเป็นสนามพลังบวก ยกระดับเด็กด้อยโอกาสสู่เด็กได้โอกาส: ผอ.วรรณรักษ์ หงษ์ทอง

    เรื่อง นิภาพร ทับหุ่น

  • Transformative learningSocial Issues
    ขับเคลื่อนการศึกษาคุณภาพ ปั้นสมรรถนะ ‘เด็กตงห่อ’ สานต่ออนาคตของภูเก็ต

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Dek-Hoo-Jak-Kuam_nologo
    Social IssuesTransformative learning
    ‘เด็กฮู้จักควม’ คิดเป็น ทำเป็น เห็นคุณค่าในตัวเอง เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ    

    เรื่อง นฤมล ทับปาน

  • heart&how
    Social Issues
    Heart & How สร้างพื้นที่ปลอดภัย กู้ ‘ใจ’ วัยเรียน 

    เรื่อง The Potential

  • Unique Teacher
    เปลี่ยนโรงเรียนติดลบเป็นโรงเรียนติดดาว เริ่มที่ ‘ตัวฉัน’: ผอ.นันทิยา บัวตรี

    เรื่อง The Potential

โอบกอดและดูแลใจเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม ด้วย พลังของ ‘นิทาน ศิลปะ และดนตรี’
Social Issues
24 December 2025

โอบกอดและดูแลใจเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม ด้วย พลังของ ‘นิทาน ศิลปะ และดนตรี’

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • ในภาวะสงคราม ‘เด็กคือผู้ที่เปราะบางที่สุด’ ความไม่ปลอดภัย ความสูญเสีย และความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์โดยตรง เมื่อจิตใจและอารมณ์ไม่มั่นคง ย่อมส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ การดูแลหัวใจอันเปราะบางนี้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย
  • ‘ครูศักดา’ กับ ‘ครูยอด’ ผู้ที่ทำงานศิลปะกับเด็กอยู่แล้ว ร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจเล็กๆ ในศูนย์พักพิง ด้วยการชวนเด็กๆ เล่านิทาน วาดภาพ และเล่นดนตรี เพื่อสร้างความผ่อนคลาย เสริมพลังใจให้ครอบครัวผู้ประสบภัย 
  • “การมีพื้นที่ให้เด็กได้นั่งเปิดดูหนังสือ นั่งขีดเขียน ระบายสี หรือแค่เล่นตุ๊กตา ในสถานการณ์แบบนี้ อย่างน้อยเขาได้รับการเยียวยาสภาพจิตใจ เด็กที่รู้สึกว่าไม่ค่อยมีความมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดน ก็จะช่วยดึงให้เขามีความสุขในช่วงเวลานั้นได้” ครูศักดา กล่าว
  • หนังสือภาพ นิทาน ศิลปะ จะทำหน้าที่ เป็นเพื่อน ในยามที่เด็กมีความกังวล มีความทุกข์ใจอยู่ภายใน ปลอบประโลมเด็กๆ ด้วย ความรัก และส่งต่อการแบ่งปันซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนมนุษย์

ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ต่อเนื่องมากว่าสัปดาห์ สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนนับสิบนับร้อย และในสมการนี้ ‘เด็กคือผู้ที่เปราะบางที่สุด’ ไม่ว่าเขาจะรับรู้หรือไม่ว่าบ้านเมืองกับกำลังเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กรับรู้ได้แน่ๆ คือ ความไม่ปลอดภัย ความสูญเสีย และความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน 

เหล่านี้ส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์โดยตรง เมื่อจิตใจและอารมณ์ไม่มั่นคง ย่อมส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ การดูแลหัวใจอันเปราะบางของเด็กๆ จึงเป็นสิ่งที่นำพา ครูศักดา – ศักดา คุ้นเคย ครูพิเศษ ศูนย์การเรียนประถมภูมิธรรม มาพบกับ ครูยอด – เจริญพงศ์ ชูเลิศ นักเล่านิทาน จากกลุ่มเล่านิทานใบไม้ ผู้ที่เป็นทั้งผู้ประสบภัยและครูอาสา และร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจเล็กๆ ในศูนย์พักพิง ด้วยการชวนเด็กๆ เล่านิทาน วาดภาพ และเล่นดนตรี เพื่อสร้างความผ่อนคลาย เสริมพลังใจให้ครอบครัวผู้ประสบภัย 

และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ครูทั้งสองคนได้มาถ่ายทอดเรื่องราวในกิจกรรม ‘พลังหนังสือภาพดูแลหัวใจ: เรื่องเล่าจากการทำงานกับเด็กๆ ที่ชายแดน’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Children’s Picture Book Festival 2025 เทศกาลหนังสือภาพสำหรับเด็ก โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ 

“ความกังวล ความไม่มั่นคงในชีวิต ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ชายแดนในเวลานี้ และเกิดกับทุกช่วงวัย”  ครูยอดเล่าความรู้สึกจากมุมมองของผู้ประสบภัย

ในขณะที่ครูศักดา พูดถึงการใช้หนังสือภาพและศิลปะดูแลใจเด็กๆ ในสถานการณ์นี้

“การมีพื้นที่ให้เด็กได้นั่งเปิดดูหนังสือ นั่งขีดเขียน ระบายสี หรือแค่เล่นตุ๊กตา ในสถานการณ์แบบนี้ อย่างน้อยเขาได้รับการเยียวยาสภาพจิตใจ เด็กที่รู้สึกว่าไม่ค่อยมีความมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดน ก็จะช่วยดึงให้เขามีความสุขในช่วงเวลานั้นได้” 

คืนความปกติให้เด็กในภาวะที่ไม่ปกติ ด้วย พลังของ ‘นิทาน ศิลปะ และดนตรี’ 

ท่ามกลางเสียงระเบิด เสียงปืนดังที่อยู่ไกลๆ การได้อ่านนิทานจะทำให้เด็กได้สัมผัสถึงชีวิตที่ปกติเหมือนตอนอยู่บ้านหรือโรงเรียน ทั้งยังเป็นสะพานเชื่อมใจ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้ปกครองได้ใช้เวลาร่วมกับเด็ก ช่วยลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นได้

ในส่วนของครูยอดและครูศักดา ใช้กิจกรรมง่ายๆ ที่ทำกันเป็นปกติอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเล่านิทานที่ผสมผสานการละครสร้างสรรค์เข้าไปด้วย พร้อมทั้งใช้ดนตรีประกอบ จัดสรรมุมหนังสือให้เด็กๆ ได้เลือกเปิดอ่าน เปิดดู โดยส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือภาพที่เน้นสื่อสารเชิงบวก เพราะเป้าหมายสำคัญคือการคลายความกังวลให้เด็กๆ ใช้จินตนาการนำพาเขาไปสู่ความสุขสงบในใจ นอกจากนี้ยังมีมุมศิลปะ ให้เด็กๆ ได้วาดภาพระบายสีเพื่อสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

“กิจกรรมของเราก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เราแค่คิดว่าเอาอุปกรณ์ศิลปะเหล่านั้นไปลง เอาหนังสือนิทานไปแขวนให้เด็กๆ ได้เลือกชอปปิง แล้วในพื้นที่ไหนที่จะทำกิจกรรมได้ ใต้ถุนอาคาร ร่มไม้ ที่ไหนมีที่วางหนังสือได้ หรือมีที่จะแขวนให้เด็กหยิบจับได้สะดวก แล้วเราก็คุยเล่นกับเด็กๆ ว่า เรามาตากหนังสือกันนะ เรามาทำราวตากผ้า แล้วเอาหนังสือมาตาก เด็กๆ ก็มาช่วยทำ เราก็มีเชือกฟางไป เพราะถ้าเอาหนังสือไปกองไว้เฉยมันก็ดูไม่น่าหยิบ ทำยังไงให้มองเห็นแล้วหยิบได้ง่าย ก็เลยออกมาเป็นราวตากหนังสือ” ครูยอด เล่าถึงกิจกรรมที่ทำกับเด็กๆ ซึ่งในสถานการณ์ไม่ปกติก็ไม่ลืมที่จะใส่ความสร้างสรรค์ลงไป แม้ครูยอดบอกว่านี่เป็นกิจกรรมธรรมดาๆ แต่กิจกรรมธรรมดาที่ว่ามีความหมายต่อใจเด็กมากทีเดียว

ครูยอดเล่าถึงการทำงานศิลปะกับเด็กในภาวะสงครามว่า ณ เวลานั้น ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างมีสภาวะข้างในที่ไม่มั่นคง รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ดังนั้นนิทาน จึงควรเป็นการให้พลังบวก เน้นสื่อถึงเรื่องความรัก การแบ่งปัน การมีน้ำใจ ในเบื้องต้นควรจะเป็นอย่างนั้นก่อน เมื่อสภาวะข้างในนิ่งแล้ว การใช้นิทานที่ชวนให้เด็กได้บอกเล่า หรือพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจ โดยไม่สร้างความเกลียดชังต่อกัน เป็นสิ่งที่ควรทำ

“สภาพจิตใจของเด็กๆ ณ ตอนเกิดเหตุเชื่อเลยว่า เด็กเขาจะมีความกลัว ความกังวล มีความรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่เฉพาะเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็เช่นเดียวกัน

เราก็ได้มีโอกาสเอานิทานไปให้เด็กๆ ได้อ่าน หรือแม้แต่ผู้ใหญ่หรือใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในศูนย์พักพิง เราเห็นว่านี่แหละ มันจะมีบางช่วงจังหวะที่เขาได้อ่านนิทาน จะลดความรู้สึกตรงนั้นไป ช่วยคลายความรู้สึกตรงนั้นได้บ้าง โดยเฉพาะถ้านิทานบางเล่มที่พูดถึงเรื่องการแบ่งปัน ความสุข การเยียวยาใจ ความรัก รู้สึกเลยว่าในสภาวะนั้นนิทานเขาได้ทำหน้าที่ของเขานะ” 

ครูยอด – เจริญพงศ์ ชูเลิศ นักเล่านิทาน จากกลุ่มเล่านิทานใบไม้

“นิทานทำหน้าที่อย่างแรกเลยคือ เป็นเพื่อน ในยามที่เขามีความกังวล มีความทุกข์ใจอยู่ภายใน นิทานก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยรับฟังเขา หรือนิทานบางเล่มช่วยให้ความสุข เหมือนปลอบประโลมเด็กๆ ในช่วงที่เขามีความทุกข์ ได้อ่าน ได้เปิดดูภาพแล้วก็ยิ้มได้ รับรู้ถึงความรัก เห็นการมีน้ำใจ การแบ่งปันซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ นิทานแต่ละเล่มก็จะทำหน้าที่ประมาณนี้”

“หนังสือหนึ่งเล่ม มันมีประโยชน์มหาศาลโดยเฉพาะในสภาวะสงคราม อย่างเวลาผมเปิดหนังสืออ่านมันจะได้อะไรสักอย่าง ไม่ได้ข้อความดีๆ ก็จะได้ไอเดียมาทำงาน ทำของเล่นให้เด็ก ก็เลยเชื่อว่า หนังสือมันมีแรงบันดาลใจหรือสิ่งที่ซ่อนอยู่แค่ว่าเด็กๆ เปิดอ่าน หรือแค่เปิดดูภาพ เราก็จะเห็นอะไรที่เขาสื่อสารกับหนังสือ การมีพื้นที่ให้เด็กได้นั่งเปิดดูหนังสือ นั่งขีดเขียน ระบายสี หรือแค่เล่นตุ๊กตา ในสถานการณ์แบบนี้ อย่างน้อยเขาได้รับการเยียวยาสภาพจิตใจ เด็กที่รู้สึกว่าไม่ค่อยมีความมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดน ก็จะช่วยดึงให้เขามีความสุขในช่วงเวลานั้นได้” ครูศักดา พูดเสริมพลังของหนังสือในสถานการณ์นี้ 

“ถ้าเด็กเล็กก็ต้องเป็นนิทาน โดยใช้นิทานที่เราใช้กับการละครของเราอยู่แล้ว อย่างเรื่อง ควายไม่กินหญ้า เกี่ยวกับควายที่มีความฝัน อยากเป็นนู่นเป็นนี่ อยากเป็นพระอาทิตย์ เหมือนเพ้อฝันไปจนสุดท้ายเป็นอะไรไม่ได้ ก็ต้องกลับมาเป็นตัวเอง ก็จะใช้เรื่องนี้เป็นหลัก แล้วก็มีเสริมๆ นิทานเรื่องอื่นๆ ด้วย”

“นิทานหลากหลายเรื่องมันจะมีประเด็นที่เราต้องไปคัด อย่างตรงนี้เพื่อที่จะให้เขาคลายความเศร้า ความทุกข์ ความกังวลที่เกิดขึ้น ก็ต้องใช้เรื่องที่มีความสนุก เน้นสร้างความสุข สร้างรอยยิ้มในเบื้องต้น แต่ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นมันอะไรก็ได้ ขอให้เป็นนิทานที่สื่อสารกับเด็กได้ เน้นเชิงบวกด้วย ให้เขามีความสุข ลืมความทุกข์ไปบ้างแค่ช่วงนึงก่อน เพราะความทุกข์ในระยะยาวก็ดูแลกันอีกแบบ แต่เบื้องต้นคือแบบนี้ก่อน คือสภาพจิตใจคน บางทีมันไม่สามารถที่จะสู้ได้เลย หรือดีขึ้นภายในเดือนสองเดือน”

นอกจากนี้ ครูศักดาเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กว่า “หลังจากที่ผมได้ลงพื้นที่ไปเล่านิทาน เล่นดนตรี ใช้ละครในการพาเด็กๆ ทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เด็กๆ เขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนเลยคืออย่างวันที่ผมไป แค่ 2 วัน เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจากที่เราสังเกตเขาจะมีวิตกกังวล แต่พอเริ่มมีนิทานเข้าไป มีของเล่น มีเสียงดนตรีที่อยู่รอบๆ ตัว เขาก็เริ่มคลายความกังวล 

นิทานเป็นสื่อสำหรับเด็กที่ดี มันจะเข้าไปภายในตัวในใจเข้าโดยตรง มากกว่าการบอกการสอนของครู หรือพ่อแม่ด้วยซ้ำ ยิ่งเราใช้เทคนิคการเล่านิทาน เป็นเพลง หรือเป็นภาพประกอบอย่างนี้ มันก็จะส่งผลต่อเด็กได้ดีเลย”

อีกทั้งครูยอดยังมองไปถึงการใช้นิทานในการสอนเรื่องสันติภาพ ลดการสร้างอคติต่อเพื่อนมนุษย์ให้กับเด็กๆ ด้วย แต่ทั้งนี้ต้องให้เด็กอยู่ในสภาวะจิตใจที่พร้อมเสียก่อน 

“จริงๆ แล้ว นิทานสามารถสอนในเรื่องสันติภาพได้เลย แต่ ณ ช่วงเวลานั้นสิ่งที่เราต้องรีบทำก่อนเป็นอันดับแรกเลยคือ การสร้างความสงบทางใจ สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขาก่อน เพราะว่าการจะให้เขาได้ความรู้ หรือได้แง่อื่นๆ ถ้าเราอ่านในสภาวะปกติมันอาจจะโอเคนะ มันอาจจะคาดหวังได้ แต่ ณ เวลานั้นที่เราเอานิทานมาทำกิจกรรมกับเด็ก ขอแค่เขามีความสุข คลายความกังวล คลายความทุกข์ในใจได้ ถือว่านิทานได้ทำหน้าที่ของเขาแล้ว” 

“นอกจากนี้การเล่านิทานยังทำให้เราได้เข้าใจเด็กมากขึ้นด้วย และเข้าใจตัวเองด้วย เข้าใจลูกที่เราเลี้ยงมา นิทานทำให้เรารู้ว่าควรจะคุยกับเขายังไง ควรจะสื่อสารกับเด็กแบบไหน บางทีนิทานมันก็เป็นเหมือนเพื่อนเรานะ เหมือนครูของเราที่เรานำไปใช้ทำงานกับเด็ก”

ครูศักดา – ศักดา คุ้นเคย ครูพิเศษ ศูนย์การเรียนประถมภูมิธรรม

ภาพวาดของเด็กๆ สะท้อนความความรู้สึก ความหวัง และความฝัน ที่ผู้ใหญ่ทุกคนควรฟัง

นอกจากมุมราวตากนิทานที่ให้เด็กๆ ได้เลือกหยิบจับ กิจกรรมเล่านิทานที่ผสมผสานการละครสร้างสรรค์เข้าไปด้วย พร้อมทั้งใช้ดนตรีประกอบ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กได้สื่อสารสิ่งที่อยู่ในออกมาได้ดีเลยนั่นก็คือ ‘​การวาดภาพ’ โดยให้เด็กวาดรูปสิ่งที่คิดถึง ไม่ว่าจะเป็น บ้าน สัตว์เลี้ยง หรือการได้เล่นกับเพื่อนเหมือนอย่างที่เคยได้ทำ 

ครูยอดเล่าเสริมถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องนั่นคือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสงครามให้กับเด็ก เพื่อลดอคติและความเกลียดชังที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรื่องนี้กระบวนการศิลปะทำหน้าที่ได้ดี ผ่านภาพวาดของเด็ก

“ภาพวาดของเด็กๆ ในพื้นที่ ทำหน้าที่ว่าเขาอยากจะพูดอะไร อยากสื่อสารออกมายังไง ซึ่งเราก็จะได้ภาพที่มีความหลากหลายมาก หลากหลายอารมณ์ด้วย เช่น คิดถึงบ้าน บางทีเขาก็วาดบ้าน วาดสัตว์เลี้ยงตัวเอง เราก็จะเห็นว่ามันมีสภาวะนั้นอยู่ พอเด็กๆ วาดเสร็จเราก็ค่อยเอาผลงานมาคุยกัน ว่าเด็กๆ วาดอะไรในภาพนั้น เด็กๆ มีสัตว์เลี้ยงที่บ้านใช่ไหม น้องหมาชื่ออะไร ค่อยๆ ชวนเขาคุยต่อ เพื่อคลายความกังวล ความคิดถึงเหล่านั้น” 

ทั้งนี้ ภาพวาดของเด็กๆ ในพื้นที่ ภายหลังถูกนำไปจัดแสดงเป็นนิทรรศการผลงานศิลปะที่ ธนสาร แกลเลอรี่ (Tanasarn Gallery) นิทรรศการชื่อ ‘Borderless Voice งานศิลปะเด็กผู้อพยพในวันที่มีบ้าน…แต่กลับไม่ได้ เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา’ โดยนำมาร้อยเรียงเป็นนิทาน 3 ภาษา ไทย-อังกฤษ-กัมพูชา ชื่อว่า ‘ภูเขาดงรัก’ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนเศษเสี้ยวความรู้สึก ความหวัง และความฝัน ที่ผู้ใหญ่ทุกคนควรฟัง และตระหนักว่า ความเกลียดชังไม่อาจนำไปสู่สิ่งใด นอกจากความสูญเสียที่ไม่สิ้นสุด ถึงเวลาแล้วที่จะเลือกส่งต่อ ‘ความรัก’ แทนที่จะปล่อยให้ ‘ความเกลียดชัง’ ดำรงอยู่

“คือเจ้าของแกลเลอรีเขาไม่อยากให้เกิดการเกลียดชังกันขึ้นในสังคมในระหว่างประเทศสองประเทศ เราก็เหมือนเป็นพี่น้องกัน พอไม่ได้มีภาวะสงครามเราก็ไปมาหาสู่กัน ผมก็เลยเอาผลงานศิลปะที่เราชวนเด็กวาดรูปตอนนั้น มาเล่าในรูปแบบของนิทาน แล้วต่อยอดเป็นการแสดงเล่าเรื่องผ่านใบไม้ ระหว่างจัดแสดงนิทรรศการนี้ด้วย ก็คือมันจะมีจุดเชื่อมร้อยกันเป็นภาพขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่เราอยากสื่อสารก็คือไม่อยากสร้างความเกลียดชังในสังคม เพราะสงครามมันก็สร้างความเดือดร้อนให้ทั้งสองฝ่าย สร้างความเสียหายเยอะมาก” 

หลักการ 4 ป. เพื่อประคองเด็กและครอบครัวท่ามกลางสงคราม

ในกิจกรรมนี้นอกจากครูยอดและครูศักดาจะมาเล่าประสบการณ์ในการทำกิจกรรมในพื้นที่แล้ว ยังมีการหยิบยกเนื้อหาในหนังสือ ‘ปลูกกล้ากลางไฟ แนวทางการดูแลจิตใจและเลี้ยงดูเด็กในภาวะสงคราม’ มาแนะนำหลักการประคับประคองเด็กและครอบครัวท่ามกลางสงคราม ที่เรียกว่า ‘หลัก 4 ป.’ โดยเริ่มจากการเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานไปจนถึงการดูแลสุขภาพจิต

1.ปลอดภัย: การตอบสนองที่สำคัญที่สุด คือการปกป้องชีวิตของเด็กและครอบครัว ได้แก่ 

  • ให้การดูแลขั้นพื้นฐาน อาหาร น้ำที่สะอาด ยารักษาโรค และที่พักอาศัยชั่วคราวที่เป็นมิตรกับเด็ก (Child-Friendly Space: CFS) โดยแยกออกจากโซนผู้ใหญ่
  • จัดสรรมุมสงบที่มีหนังสือ ตุ๊กตา อย่างน้อย 1 ตารางเมตร ให้เด็กสามารถเข้าถึงการเล่นและเรียนรู้ได้ทันที

2.ปลอบขวัญ

  • มอบ ‘ความปกติ’ ที่คุ้นเคยผ่านวงเล่านิทาน, มุมอ่านหนังสือ, มุมวาดภาพ และ กิจกรรม Storytelling & Expressive Art ศิลปะการระบายออก จะช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ที่อาจจะยับไม่ชื่อเรียกได้
  • จัดสัดส่วนกิจกรรมระหว่าง ‘การเล่นอิสระ’ และ ‘การเล่นที่มีเป้าหมาย’ โดยใช้อัตราส่วน 60:40 เพื่อกระตุ้นความยืดหยุ่นและการควบคุมตนเองของเด็ก

3.ป้องกัน: หลักการ Psychological First Aid (PFA) ของ WHO แนะนำ 3 ขั้นตอน 

  • สังเกตอาการ รับฟังอย่างเคารพ และ เชื่อมต่อกับทรัพยากร
  • ฝึกอบรมครู อาสาสมัคร ให้เข้าใจหลักการ PFA และพัฒนากิจกรรม เล่น-พูด-ปรับตัว อย่างง่าย เช่น การเล่นบทบาทสมมติ เกมตั้งชื่ออารมณ์ ช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนา PTSD 

4.เปิดบริการ (Specialised Mental Health Services) เด็กบางคนที่ยังมีอาการฝันร้าย กังวลเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น หรือหวาดกลัว จำเป็นต้องเชื่อมต่อไปยังบริการเฉพาะทาง โดย 

  • ศูนย์พักพิงสามารถตั้งจุดคัดกรอง
  • กำหนดเส้นทางส่งต่อหน่วยงานสุขภาพจิตระดับอำเภอหรือโรงพยาบาลศูนย์
  • หากพื้นที่ห่างไกลใช้ระบบ Kyiv Digital ที่ผนวกระบบจิตวิทยาออนไลน์ให้เด็กและทหารผ่านศึกเข้าใช้ฟรี 

ไม่ใช่แค่เฉพาะภาวะสงครามแต่หลักการนี้ยังสามารถปรับใช้ในทุกๆ เหตุการณ์ความไม่ปกติที่สั่นสะเทือนหัวใจของเด็กๆ ได้ 

Tags:

หนังสือการสื่อสารเชิงบวกดนตรีศิลปะนิทานเด็กครูศักดา - ศักดา คุ้นเคยครูยอด - เจริญพงศ์ ชูเลิศภาวะสงครามสุขภาพจิตการดูแลใจ

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Book
    การผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์: การเรียนรู้ผ่านอุปสรรคและโพยภัย

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    The Catcher in the Rye : ไม่ต้องมีใครโอบรับใคร ถ้าไม่มีผู้ใดร่วงหล่นจากท้องทุ่ง

    เรื่อง ฌานันท์ อุรุวาทิน

  • Book
    แบดบอยผู้น่ารัก ‘ฮักเกิลเบอร์รี่ ฟินน์’

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • How to enjoy life
    สอนให้เด็กรู้ว่าอารมณ์ไม่ใช่ผู้ร้าย เรียนรู้และเข้าใจตัวเองผ่านดนตรี: กฤษดา หุ่นเจริญ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ชุติมา ซุ้นเจริญ

  • Early childhood
    Play with your heart ‘เล่นอย่างอิสระ’ เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพ: ครูมอส- อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา

‘การอ่านเชิงลึก’ ทักษะที่กำลังเสื่อมถอยในโลกอันเร่งรีบและลวกๆ
Character building
23 December 2025

‘การอ่านเชิงลึก’ ทักษะที่กำลังเสื่อมถอยในโลกอันเร่งรีบและลวกๆ

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • การอ่านเชิงลึก (Deep Reading)’ เป็นการอ่านอย่างตั้งใจ วิเคราะห์วิจารณ์ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องในแต่ละวัน เป็น ‘สิ่งจำเป็น’ สำหรับการศึกษาระดับสูงและไม่มีทางลัด นอกจากต้องฝึกฝนตัวเองให้เก่งมากขึ้นไปตามลำดับ
  • การอ่านเป็น ‘ทักษะ’ ที่ต้องฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน การอ่านเชิงลึกจึงเป็นกระบวนการที่ต้องลงทุนลงแรง เห็นผลช้า เพราะเป็นการฝึกสมองให้ทำสิ่งที่ไม่ได้มีลักษณะ ‘สำเร็จรูป’ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
  • เด็กที่เติบโตมากับการอ่านข้อความบนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตจะรู้สึกว่าการอ่านเชิงลึกเป็นเรื่องยากมากกว่าคนในรุ่นก่อนหน้าและเลี่ยงได้ก็จะพยายามเลี่ยง

ปลายปี 2019 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2020 สำนักงานประเมินความก้าวหน้าด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Assessment of Educational Progress) หรือเอ็นเออีพี (NAEP) ของสหรัฐอเมริกาได้สำรวจในกลุ่มเด็กอายุ 9 และ 13 ปี (ราว ป.3 และ ม.1) ในโรงเรียนรัฐและเอกชน ซึ่งได้ผลสำรวจที่ชวนให้กังวลใจคือ เด็กๆ อ่าน ‘เพื่อความสนุก’ ในเวลาว่างของตัวเองน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด 

อันที่จริงแล้วเวลาที่ใช้สำหรับการอ่านแบบดังกล่าว ‘ต่ำที่สุด’ นับตั้งแต่มีการสำรวจในทำนองนี้มาตั้งปี 1984 เลยทีเดียว [1]   

ในกลุ่มเด็กอายุ 9 ปี ผลการสำรวจระบุว่าเด็กๆ ราว 42% ที่ยังอ่านหนังสือด้วยความสนุกอยู่ทุกวัน (เทียบกับปี 1984 ที่ 53%) โดยมีคนที่อ่านน้อยมากหรือไม่อ่านแบบนี้เลย 16% (เทียบกับปี 1984 ที่ 9%) ขณะที่เด็กอายุ 13 ปีก็ยิ่งแย่ลงไปอีกคือ มีมากถึง 29% ที่แทบไม่อ่านหนังสือเพื่อความสนุกเลย (เทียบกับปี 1984 ที่มีเพียง 8%) โดยในทั้งสองกลุ่ม สัดส่วนเด็กผู้หญิงที่อ่านหนังสือจะมากกว่าเด็กผู้ชาย

อะไรทำให้เด็กๆ อ่านหนังสือเล่มแบบ ‘ออฟไลน์’ เพื่อความสนุกน้อยลงกันแน่?    

มีผู้เสนอว่าปัจจัยอาจจะมีหลากหลาย ตั้งแต่สมาธิที่สั้นลงกว่าแต่ก่อน การขาดคำแนะนำในการอ่านที่เหมาะสม การมีกิจกรรมนอกหลักสูตรที่มาดึงดูดความสนใจมากขึ้น และแม้แต่การระบาดของโรคโควิด แต่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางที่สุดได้แก่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจจะเกิดจากการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ในสมาร์ตโฟน?

การสำรวจและสอบถามนักศึกษามหาวิทยาลัยบางส่วนพบว่า มีไม่น้อยที่ไม่อ่านตำราแบบคนรุ่นก่อนๆ แล้ว เพราะนักศึกษาบ่นว่าตำราพวกนี้ใช้ภาษาที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก สิ่งที่พวกเขาทำจึงเป็นการหา ‘ทางลัด’ ในการทำความเข้าใจ ซึ่งก็มีตั้งแต่การอ่านแบบคร่าวๆ (skim) บางคนก็ใช้ AI สรุปให้ และมีบางส่วนที่ใช้สรุปจากเพื่อนหรือรุ่นพี่เก่งๆ (แบบเดียวกับในบ้านเราซึ่งทำให้เกิดธุรกิจขาย ‘ชีท’ สรุปบทเรียนหรือข้อสอบเก่า ซึ่งก็ได้ผลดีมากกับบางวิชาที่อาจารย์บางคนมักสอนและออกข้อสอบแบบซ้ำๆ)  

อย่างไรก็ตาม ดังที่ทุกคนรู้กันดี การใช้ AI ช่วยสรุปให้นั้น แม้จะช่วยประหยัดเวลาได้มาก แต่ก็อาจพบกับหายนะการสรุปถูกสรุปผิดหรือ ‘อาการหลอน’ ของ AI ได้เสมอ และการไม่อ่านอย่างครบถ้วน หากเจอโจทย์จำพวกให้วิเคราะห์เรื่องหลายๆ เรื่องในเชิงเปรียบเทียบกัน ก็อาจจะเหมือนโดนหมัดฮุกน็อกกลางห้องสอบได้ง่ายๆ เหมือนกัน  

อีกวิธีการหนึ่งที่ทำกันก็คือใช้คำสำคัญหรือคำหลัก (Keyword) ในการหาคลิปวิดีโอมาดูแทน ทำให้เป็นนักศึกษารุ่นที่ต้องไหว้ยูทูบสำนึกบุญคุณ แทนที่จะไหว้เครื่องถ่ายเอกสารอย่างรุ่นก่อนหน้า การสำรวจครั้งหนึ่งในปี 2021 ยืนยันว่านักศึกษามากกว่า 70% ไม่อ่านตำราที่อาจารย์สั่งให้อ่าน [2] 

มาตรฐานการอ่านตำรา 100 หน้าต่อสัปดาห์ต่อหนึ่งวิชาที่เล่าเรียนกันในห้อง ซึ่งถือเป็นมาตรฐานในระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของตะวันตก ใช้ไม่ได้กับเจน Z อีกต่อไปแล้ว 

แต่สำหรับคนในแวดวงการศึกษาแล้ว หลายคนก็เชื่อว่า ‘การอ่านเชิงลึก (Deep Reading)’ ที่เป็นการอ่านอย่างตั้งใจ วิเคราะห์วิจารณ์ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องในแต่ละวัน เป็น ‘สิ่งจำเป็น’ สำหรับการศึกษาระดับสูงและไม่มีทางลัด นอกจากต้องฝึกฝนตัวเองให้เก่งมากขึ้นไปตามลำดับ 

แต่มุมมองแบบนี้ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าการอ่านที่ลดลงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติมาก เพราะสื่อกลาง (media) ในการศึกษาไม่ได้มีแค่ตำราอีกต่อไปแล้ว แต่ครอบคลุมมากกว่านั้นมาก และอันที่จริงแล้วมหาวิทยาลัยเองนั่นแหละที่ควรต้องปรับตัวและเปลี่ยนวิธีการสอน [2]

เรื่องหนึ่งที่อาจยังไม่ได้มีการพูดถึงมากนักก็คือ การอ่านเป็นเรื่องยากและไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ตามธรรมชาติเลย แต่เป็น ‘ทักษะ’ ที่ต้องฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน การอ่านเชิงลึกจึงเป็นกระบวนการที่ต้องลงทุนลงแรง เห็นผลช้า เพราะเป็นการฝึกสมองให้ทำสิ่งที่ไม่ได้มีลักษณะ ‘สำเร็จรูป’ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด 

แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ยิ่งเราชินกับการอ่านบนหน้าจอ เครือข่ายสมองที่ใช้กับการอ่านแบบนี้ที่แตกต่างจากการอ่านหนังสือเล่ม ก็จะทำให้เราปรับตัวไปอ่านหนังสือเล่มได้ยากขึ้นด้วย เพราะวิธีการอ่านบนจอกับบนหน้ากระดาษมีความแตกต่างกันหลายอย่าง [3]

การอ่านบนจอหรือออนไลน์นั้น มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่เราจะอ่านแค่แบบคร่าวๆ สายตาเราจะกระโดดไปมาในแต่ละหน้า ไม่ได้อ่านแบบเรียงลำดับไปตามบรรทัดแบบเดียวกับที่เราอ่านหนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษ เพราะเรามีแนวโน้มจะพยายามค้นหาคำหรือข้อความที่สนใจหรือต้องการรู้อย่างรวดเร็ว 

ยิ่งเราอ่านและชินกับการอ่านแบบออนไลน์มากเท่าใด เราก็จะติดนิสัยการอ่านแบบคร่าวๆ ไปอย่างไม่รู้ตัว และสมองเราก็จะชินกับการอ่านแบบนี้และสร้าง ‘วงจร’ การสื่อกระแสประสาทที่ใช้กับการอ่านแบบนี้ โชคร้ายที่การอ่านแบบนี้ไม่ใช่ ‘การอ่านเชิงลึก’ ทำให้จำได้น้อยกว่าและดึงความทรงจำกลับมาได้น้อยกว่าและยากกว่าอีกด้วย [3]

ไม่น่าแปลกใจที่เด็กที่เติบโตมากับการอ่านข้อความบนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตจะรู้สึกว่าการอ่านเชิงลึกเป็นเรื่องยากมากกว่าคนในรุ่นก่อนหน้าและเลี่ยงได้ก็จะพยายามเลี่ยง 

การอ่านเชิงลึกเป็นการอ่านแบบที่ใช้ความคิดและตั้งอกตั้งใจมากกว่าการอ่านทั่วไป จึงเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา และยังเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับกลไกของสมองอย่างกว้างขวางและซับซ้อน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ประกอบด้วยการวิเคราะห์ด้วยหลักเหตุผล การสะท้อนภาพความคิดในหัวหรืออารมณ์ความรู้สึก การสร้างความเชื่อมโยงและการต่อยอดความคิด

ในแง่หนึ่งจึงกล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการที่แผ่ขยายความคิด (Expanding Mind) ตรงตามตัวอักษร เพราะต้องใช้ส่วนของสมองในการทำงานมากกว่าการอ่านอย่างผิวเผินหรือแบบคร่าวๆ จึงทำให้เกิดเครือข่ายของการเชื่อมต่อกระแสประสาทที่มากขึ้นตามไปด้วย [3] 

คำแนะนำเพื่อฝึกการอ่านเชิงลึกจากเว็บไซต์ Oxford Learning [3] ได้แก่ เริ่มจากการลดตัวดึงดูดความสนใจ ซึ่งอันดับหนึ่งย่อมได้แก่มือถือหรือแท็บเล็ต โดยวางให้ห่างไกลและเข้าถึงลำบาก 

แต่ละคนอาจต้องตระหนักในใจไว้เสมอว่า การอ่านเชิงลึกในตอนแรกๆ นั้นอาจรู้สึกเป็นเรื่องยากมาก เพราะเป็นกระบวนการที่ผิดธรรมชาติ นั่นคือเรากำลังทำสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ แต่ดีกับตัวเราอยู่ 

หลังจากเริ่มอ่านและเกิดความรู้สึกว่า ‘หลุด’ จากเนื้อหาตรงหน้าเป็นครั้งคราว ก็หมั่นตั้งสติและกลับมามีสมาธิกับเนื้อหาในหน้าหนังสืออีกครั้งให้เร็วที่สุด หากทำแบบนี้บ่อยครั้งเข้าก็มักจะ ‘หลุด’ น้อยลงและจดจ่อกับเนื้อหาได้ดีขึ้น

การอ่านไปจดบันทึกย่อหรือสรุปไปเป็นช่วงๆ ก็มีส่วนช่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เนื้อหามีความสลับซับซ้อนมาก การเขียนหรือจดบันทึกเกี่ยวข้องกับการใช้ ‘สมองส่วนอื่นๆ’ เพิ่มเติมมากขึ้นกว่าเดิมที่ใช้กับการอ่านเท่านั้น จึงทำให้สมองกระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้น และยิ่งเราใช้ประสาทสัมผัสและสมองมากส่วนมากอย่างขึ้น ก็จะยิ่งช่วยทำให้วงจรกระแสประสาททำงานได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ทำให้ขั้นตอนสร้างความจดจำและการดึงความทรงจำกลับขึ้นมาใช้งานดีมากขึ้นทั้งคู่  

ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ความเร็วในการอ่านเชิงลึกของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงควรอ่านด้วยความเร็วของตัวเอง การเร่งรีบไม่ได้ทำให้อ่านเร็วขึ้น จำได้มากขึ้นแต่อย่างใด 

ระหว่างการฝึกอ่านเชิงลึกอาจใช้อุปกรณ์จับเวลาช่วย เช่น เริ่มจากอ่านอย่างต่อเนื่อง 15-20 นาที และค่อยๆ เพิ่มเวลาคุณภาพเช่นนี้ให้มากขึ้น ทำเช่นนี้ยิ่งบ่อยก็ยิ่งดี จนไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในที่สุด 

การอ่านเชิงลึกจึงเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการฝึกสมาธิ สติ และความคิดไปในตัวพร้อมๆ กัน เป็นทักษะที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในโลกยุคเร่งรีบและทำทุกอย่างกันอย่างลวกๆ   

เอกสารอ้างอิง

[1] https://www.pewresearch.org/short-reads/2021/11/12/among-many-u-s-children-reading-for-fun-has-become-less-common-federal-data-shows/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 ธันวาคม 2025

[2] https://www.insidehighered.com/news/students/academics/2024/09/25/students-turn-ai-do-their-assigned-readings-them เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 ธันวาคม 2025

[3] https://oxfordlearning.com/deep-reading-is-a-lost-skill-how-can-parents-help/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 ธันวาคม 2025

Tags:

ทักษะการคิดวิเคราะห์การฝึกสมาธิ (Meditation)การอ่านเชิงลึก (Deep Reading)

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Education trend
    ห้องเรียน AI EP2: เตรียมเด็กให้เท่าทัน AI ปรับใช้เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ฝึกฝนทักษะการคิดและพัฒนาตนเอง

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • 21st Century skills
    AI Literacy (1): ทักษะจำเป็นในยุคที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธปัญญาประดิษฐ์

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Everyone can be an Educator
    ‘การอ่าน’ คือต้นทุน(เปลี่ยน)ชีวิตเด็ก กำหนดอนาคตประเทศไทย: พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี – หมอแพมชวนอ่าน

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issues
    ‘ทักษะที่ขาดหาย’ ความ(ไม่)พร้อมของเด็กปฐมวัย จากการสำรวจ School Readiness Survey: รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง

    เรื่อง The Potential ภาพ ปริสุทธิ์

  • Character building
    ‘นิสัยรักการอ่าน’ มรดกจากพ่อแม่ที่ช่วยให้เด็กเติบโตและมีชีวิตที่ดี

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Rage Bait: เมื่อการยั่วให้โกรธคือเทคนิคหาแสงยุคใหม่ คนทำได้ยอด คนดูได้แย่-สุขภาพจิตตกต่ำ
How to enjoy lifeSocial Issues
18 December 2025

Rage Bait: เมื่อการยั่วให้โกรธคือเทคนิคหาแสงยุคใหม่ คนทำได้ยอด คนดูได้แย่-สุขภาพจิตตกต่ำ

เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • ‘Rage Bait’ คือการผลิตคอนเทนต์ที่เน้นการเผยแพร่เนื้อหาเชิง ‘ยั่วให้โกรธ’ หรือ ‘ยั่วให้แย้ง’ เพื่อแลกกับเอนเกจเมนต์ ทั้งยอดไลก์ แชร์ และคอมเมนต์
  • อารมณ์ที่เกิดขึ้นจาก Rage Bait จะมีความโกรธหรือบางครั้งก็มีความรังเกียจ ซึ่งก่อให้เกิดความคับข้องใจ สูญเสียพลังงาน และสิ้นหวัง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปในระยะยาวอาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าและวิตกกังวลได้
  • การอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิด ‘ความด้านชาทางอารมณ์’ (Emotional Numbness) กล่าวอีกนัยคือ เรารู้สึก ‘เหนื่อยล้าเกินไปที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น’ (Compassion Fatigue) 

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมในโซเชียลมีเดียทุกวันนี้แทนที่จะได้ดูอะไรสนุกๆ กลับกระตุ้นให้เรารู้สึกหงุดหงิด หรือจมอยู่กับความโกรธเพราะเห็นโพสต์ที่ชวนเดือดดาล

นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความจงใจของผู้ผลิตคอนเทนต์ที่เน้นการเผยแพร่เนื้อหาเชิง ‘ยั่วให้โกรธ’ หรือ ‘ยั่วให้แย้ง’ เพื่อแลกกับเอนเกจเมนต์ ทั้งยอดไลก์ แชร์ และคอมเมนต์

การสร้างเนื้อหาที่จงใจทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกโกรธหรือขุ่นเคือง เรียกว่า ‘Rage Bait’ ซึ่งเป็นการหลอกล่อเพื่อดึงดูดความสนใจรูปแบบใหม่ที่สังคมออนไลน์ใช้กันอย่างแพร่หลายและเป็นที่พูดถึงในวงกว้างจนพจนานุกรม Oxford ยกให้เป็นคำประจำปี 2025

‘Rage Bait’ หรือ ‘เนื้อหายั่วให้เคือง’ คืออะไร?

พจนานุกรม Oxford ให้ความหมายของ ‘Rage Bait’ ว่าเป็น “เนื้อหาออนไลน์ที่จงใจออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความโกรธหรือความเดือดดาลผ่านการสร้างความหงุดหงิด ยั่วยุ หรือหยาบคาย โดยทั่วไปโพสต์เพื่อเพิ่มปริมาณการเข้าชมหรือการมีส่วนร่วมกับเว็บเพจหรือเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียหนึ่ง ๆ”

คำว่า ‘Rage Bait’ อาจฟังดูคล้ายกับ ‘Clickbait’ (พาดหัวยั่วให้คลิก) เพราะทั้งสองอย่างนี้มุ่งเน้นการดึงดูดความสนใจแก่ผู้ที่พบเห็น แต่สิ่งที่ต่างกันคือการเลือกกระตุ้นอารมณ์ ‘Clickbait’ เน้นกระตุ้นให้เกิดความสงสัยอยากรู้ แต่ ‘Rage Bait’ เน้นกระตุ้นอารมณ์ลบที่รุนแรงอย่างความโกรธ

แองเจล คริสติน (Angèle Christin) รองศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารจาก Stanford School of Humanities and Sciences กล่าวว่า ลักษณะเด่นของ Rage Bait คือ มีคนกล่าวหรือกระทำบางอย่างรุนแรงเกินเหตุ ไม่ถูกต้อง หยาบคาย หรือน่ารังเกียจด้วยความมั่นใจ โดยท่าทีที่มั่นใจและการขาดความเข้าใจถึงความละเอียดอ่อนในประเด็นนั้นๆ คือกุญแจสำคัญในการสร้าง Rage Bait

ตัวอย่าง Rage Bait ที่พบเห็นได้ง่ายและบ่อยที่สุดคือ การโพสต์ด่าคนด้วยถ้อยคำรุนแรง ซึ่งนอกจากความสะใจแล้ว ผู้โพสต์ยังมีจุดประสงค์แอบแฝงคือต้องการดึงดูดความสนใจจากคนอื่น เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียบางเจ้าในปัจจุบันมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้สร้างคอนเทนต์ตามยอดวิวหรือยอดเข้าชม

Rage Bait ไม่ใช่แค่การด่าคนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคอนเทนต์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน คอนเทนต์ทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบสิ้นเปลืองและหน้าตาดูกินไม่ได้ หรือคอนเทนต์จำพวกเคล็ดลับสูตรลับ (Life Hack) ที่เอาไปใช้งานจริงไม่ได้ ฯลฯ

ทำไม Rage Bait ถึงดึงดูดความสนใจของเราได้ดีนัก?

เดวิด เว็บบ์ (David Webb) นักเขียนและอดีตอาจารย์จิตวิทยาจาก University of Huddersfield กล่าวว่า Rage Bait เป็นสิ่งที่เรามองข้ามได้ยาก เพราะมันเล่นกับสัญชาตญาณเก่าแก่ของมนุษย์ นั่นคือ ‘อคติต่อเรื่องลบ’ (Negativity Bias)

มนุษย์เราจะให้ความสนใจกับข้อมูลเรื่องลบเป็นพิเศษ เพราะถ้าย้อนไปในยุคดึกดำบรรพ์ ข้อมูลลบอาจเป็นภัยร้ายที่จะมาคุกคามชีวิตของเราได้ ดังนั้นเราจึงต้องสนใจและประมวลผลอย่างรวดเร็วว่าจะทำอย่างไรกับมัน การตอบสนองที่ช้าเกินไปอาจนำมาซึ่งจุดจบของชีวิตเราได้

กลับมาที่โลกปัจจุบัน เมื่อเราเจอเรื่องลบๆ บนอินเทอร์เน็ต เราไม่ได้มีโอกาส ‘เลือก’ ที่จะสนใจมัน แต่เราจะ ‘ถูกดึง’ ให้สนใจโดยอัตโนมัติตามสัญชาตญาณ 

ดังนั้น Rage Bait จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการดึงดูดความสนใจ เพราะมันจะบายพาสการคิดอย่างมีสติของเราและตรงเข้าไปที่การสั่งการให้ตอบสนองทันที

นอกจากนี้ อ.เว็บบ์ยังชี้ว่า เมื่อเรา ‘เดือดดาลต่อเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร’ (Moral Outrage) เราไม่ได้แค่กำลังปกป้องแนวคิดของตัวเองหรือพยายามแก้ไขผู้อื่น แต่สมองของเรายังรู้สึกว่าได้รับรางวัลและรู้สึกว่าตัวเองสำคัญด้วย ดังนั้นเราจึงรู้สึกดีเมื่อได้ด่าคนที่ทำไม่ถูกต้องด้วยถ้อยคำรุนแรง แม้ว่าสุดท้ายเราจะเสียใจในภายหลังก็ตาม

Rage Bait ก็มีการเล่นกับกลไกนี้เช่นกัน เพราะ Rage Bait คือการจงใจทำเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรให้คนอื่นพบเห็น เมื่อคนเห็น คนจึงเดือด เมื่อคนเดือด คนจึงด่า และเมื่อคนด่า คนนั้นจะรู้สึกดีที่ได้สั่งสอนและยกระดับศีลธรรมของตัวเอง ก่อเกิดเป็นวัฏจักรที่มีคนด่าเข้ามากันเรื่อยๆ ต่อไปไม่รู้จบ

สภาพจิตใจของเราเมื่อถูกยั่วให้โกรธบ่อยเข้า

ดร.ซารา ควินน์ (Sara Quinn) นักจิตวิทยาคลินิกและประธานสมาคมจิตวิทยาแห่งออสเตรเลีย (APS) กล่าวว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นจาก Rage Bait จะมีความโกรธหรือบางครั้งก็มีความรังเกียจ ซึ่งก่อให้เกิดความคับข้องใจ สูญเสียพลังงาน และสิ้นหวัง โดยหากเป็นเช่นนี้ต่อไปในระยะยาวอาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าและวิตกกังวลได้

ดร.ทีโอดอร์ ไมทิว (Teodor Mitew) อาจารย์อาวุโสด้านสื่อดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ เสริมว่า Rage Bait สามารถเสพติดได้ เพราะมันทำให้เราอยู่ใน ‘สภาวะที่รู้สึกดีอย่างต่อเนื่อง’ ผ่านการสั่งสอนคนที่ทำสิ่งไม่ดีหรือเฝ้าดูความย่อยยับของคนนั้น ก่อเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่เราวนกลับไปเสพเนื้อหา Rage Bait อยู่เรื่อยๆ 

เมื่อเราอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่ถูกกระตุ้นเร้าอารมณ์อยู่ตลอด จึงไม่แปลกใจที่เราจะรู้สึกหมดแรง สูญเสียพลังงาน หรือแม้กระทั่งที่ ดร.ควินน์เรียกว่า ‘หมดไฟ’ (Burnout) ก็เป็นไปได้ กล่าวคือ เราเผชิญกับความเครียดเป็นเวลานานจนร่างกายและจิตใจไม่สามารถทนรับได้อีกต่อไป ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าและไร้แรงจูงใจที่จะทำสิ่งต่างๆ

ในส่วนของ อ.เว็บบ์อธิบายว่า การอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิด ‘ความด้านชาทางอารมณ์’ (Emotional Numbness) กล่าวอีกนัยคือ เรารู้สึก ‘เหนื่อยล้าเกินไปที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น’ (Compassion Fatigue) ซึ่งเขาเตือนว่า

เราไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าจากข้อมูลอันมหาศาล แต่เราเหนื่อยล้าจากการถูกดึงเข้าไปในการโต้เถียงและการยั่วยุทางอารมณ์อยู่ตลอดเวลาต่างหาก 

คิดให้ดีก่อนด่าใครบนอินเทอร์เน็ต

แม้ว่า Rage Bait จะบายพาสการคิดอย่างมีสติของเรา แต่ถ้าเรามีสติในทุกการกระทำของเราก็จะช่วยได้ การสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายคือหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้เราใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ เช่น ร่างกายเรามีอาการไหล่ตึง หายใจเร็ว รู้สึกปั่นป่วน อาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังโกรธอยู่ เมื่อมีสติเราจะเกิดการคิดไตร่ตรอง ขั้นต่อไปคือการพิจารณาว่า เนื้อหาที่เราเห็นนั้นเป็น Rage Bait หรือไม่

อ.เว็บบ์แนะนำว่า วิธีสังเกต Rage Bait คือ ‘การขาดบริบท’ โดยเนื้อหาที่จงใจยั่วยุให้คนโกรธมักเป็นคลิป ภาพ หรือข้อความสั้นๆ ที่ตัดมาจากที่อื่นโดยปราศจากรายละเอียดที่ชัดเจนของเหตุการณ์ทั้งหมด อีกทั้งส่วนที่ตัดมานั้นจะพยายามนำเสนอชักจูงให้ผู้ชมตีความไปในทิศทางที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อีกสัญญาณของ Rage Bait คือ ‘การใช้ภาษาสุดขั้วสุดโต่ง’ เพื่อดึงดูดให้คนเกิดอารมณ์และตอบสนองรุนแรง เนื้อหาใดที่ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด โกรธเคือง หรือถูกยั่วยุทางศีลธรรม มีโอกาสสูงที่จะเป็น Rage Bait และเราไม่ควรที่จะตอบโต้ทันที ควรรอให้ใจเย็นลงเสียก่อนแล้วคิดให้ดีว่าควรค่าพอที่จะตอบโต้หรือไม่

นอกจากนี้ การตรวจสอบผู้โพสต์คอนเทนต์ก็สามารถช่วยได้ วิธีคือให้เข้าไปดูว่าผู้ใช้คนนี้ชอบโพสต์เนื้อหาเร้าอารมณ์รุนแรงอยู่เป็นประจำหรือไม่ และมีจุดประสงค์แอบแฝงอื่นๆ หรือไม่ เช่น ต้องการเผยแพร่ความเชื่อบางอย่าง หรือต้องการสร้างยอดเข้าชมเพื่อขายสินค้าบางอย่าง

ทั้งหมดที่กล่าวว่าคือการสังเกต Rage Bait ในเบื้องต้น แต่หากต้องการผลในระยะยาว ควรลดการมีปฏิสัมพันธ์กับ Rage Bait เพื่อให้เราเห็นเนื้อหาทำนองนี้น้อยลง เพราะในปัจจุบันโซเชียลมีเดียมักแนะนำเนื้อหาจากการวิเคราะห์ความสนใจของเรา ถ้าเรามีปฏิสัมพันธ์ เช่น ดู-ไลก์-แชร์-คอมเมนต์ กับเนื้อหาลักษณะใดบ่อยๆ ระบบก็จะแนะนำแต่เนื้อหาลักษณะนั้น ทำให้เรามีแต่จะเจอ Rage Bait บ่อยขึ้น

การโต้เถียงกับคนบนอินเทอร์เน็ตไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก เพราะเราจะไม่มีวันชนะ ลองเปรียบเป็นการเล่น ‘หมากรุก’ แม้เราจะเล่นเก่งแค่ไหน หาเหตุผลมาสนับสนุนข้อโต้แย้งได้ดีเพียงใด แต่ถ้าคนที่เราเล่นด้วยเล่นไม่เป็นหรือเล่นนอกกติกา ทุกอย่างก็จบ เขาพร้อมที่จะล้มกระดานและป่าวประกาศชัยชนะทันที

สุดท้าย อ.เว็บบ์อยากให้เราเปลี่ยนมุมมองต่อ Rage Bait ว่า มันไม่ใช่คำชวนให้เราเข้าไปโต้เถียงด้วยหรือที่ที่เราเข้าไปปกป้องแนวคิดของตัวเอง แต่มันคือเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่อเก็บเกี่ยวความสนใจของเรา เมื่อเราให้ความสนใจมัน คนที่ชนะไม่ใช่เรา แต่เป็นเขา 

เขาได้แสง เขาได้ยอด เขาได้เงิน ส่วนเราได้แต่ความขุ่นเคืองติดตัวไปทั้งวัน ท้ายที่สุดแล้วมันอาจไม่คุ้มกันเลยกับสิ่งที่เราต้องแลกมาเพราะความสะใจจากการได้ด่าคนเพียงแค่ไม่กี่ชั่วอึดใจ

อ้างอิง

ทินารมภ์ ชัยพุทธานุกูล. (2567). Burnout เหนื่อยล้าเกินไป..สู่ภาวะหมดไฟ.

แมทเล่าให้ฟัง | MLHF. 100% เถียงแบบนี้ยังไงก็ไม่แพ้ (และไม่ชนะด้วย) | Logical Fallacy Explained.

Australian Psychological Society. (2025). ‘Rage bait’ is burning you out – here’s how to save yourself, APS in Body+Soul.

David Webb. (2025). Why Rage Bait Works.

Kellie Scott. (2025). The ‘vicious cycle’ of rage bait and how to avoid it.

Melissa De Witte. (2025). Why we can’t stop clicking on rage bait.

Oxford University Press. (2025). The Oxford Word of the Year 2025 is rage bait.

Tassana Puttaprasart. (2023). อยากกดโกรธให้สักร้อยครั้ง! Rage Bait กับการสร้างคอนเทนต์ยั่วให้คลิกอย่างโมโห.

Tags:

คอนเทนต์ออนไลน์อคติต่อเรื่องลบ (Negativity Bias)สุขภาพจิตโซเชียลมีเดียความโกรธRage Baitความด้านชาทางอารมณ์ (Emotional Numbness)

Author:

illustrator

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Social Issues
    เมื่อข่าวร้ายถาโถม การถนอมหัวใจตนเองคือการต่อลมหายใจของความหวัง

    เรื่อง ชัค ชัชพงศ์

  • How to enjoy life
    เพราะ ‘ข่าวร้าย’ มักดึงดูดใจกว่า ‘ข่าวดี’: Doomscrolling พฤติกรรมเสพข่าวร้ายไม่หยุด ที่ต้องหยุดตัวเองก่อนเสียสุขภาพจิต

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Relationship
    Parasocial Relationship: รักข้างเดียวของแฟนคลับ ความสัมพันธ์ที่ต้องรู้เท่าทัน

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • How to enjoy life
    นิกเซน (Niksen): ละทิ้งความคาดหวังและอยู่กับปัจจุบันขณะ ศิลปะของการไม่ทำอะไรของชาวดัตซ์

    เรื่อง ปริพนธ์ นำพบสันติ ภาพ ninaiscat

  • How to enjoy life
    เลี้ยงลูกทั้งเหนื่อยทั้งหนัก ขอพักไปเล่นมือถือได้ไหม

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

‘เรื่องในบ้าน’  เกมทางเลือกที่ชวนตั้งคำถามกับเรื่องต้องห้าม มองหาสัญญาณความรุนแรงในครอบครัวก่อนสายเกินไป
Social Issues
15 December 2025

‘เรื่องในบ้าน’  เกมทางเลือกที่ชวนตั้งคำถามกับเรื่องต้องห้าม มองหาสัญญาณความรุนแรงในครอบครัวก่อนสายเกินไป

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • ความรุนแรงในครอบครัวมักถูกเพิกเฉยเพราะถูกมองว่าเป็น ‘เรื่องในบ้าน’  ทำให้ทั้งผู้ถูกกระทำ ผู้เห็นเหตุการณ์ และผู้เกี่ยวข้องไม่กล้าให้หรือขอความช่วยเหลือ จนความรุนแรงสะสมและบานปลาย พื้นที่ที่ควรปลอดภัยกลับกลายเป็นแหล่งเพาะความรุนแรง
  • เว็บไซต์ Interactive ‘เรื่องในบ้าน’ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อชวนให้ฉุกคิดและเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง ผู้ใช้งานจะเห็นผลของการตัดสินใจในแต่ละขั้น และได้สำรวจว่าอะไรคือความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติ ผ่านมุมมองของทั้งผู้เผชิญเหตุและบุคคลที่สาม
  • The Potential ชวนคุยกับ ‘บิ๋ง-ภาริณ จารุทวี’ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพระปกเกล้า และ ‘ต้า-พิมพิศา เกือบรัมย์’ ทีมงาน Newfile Studio เพื่อเรียนรู้ที่จะถอดสลักความรุนแรงเหล่านี้

ถ้าเราเห็นคนข้างบ้านทุบตีกันในครอบครัวทุกวัน เราจะทำอย่างไร?

ถ้าเราเป็นลูก แล้วเห็นพ่อแม่มีปากเสียง ทำร้ายร่างกายกัน เราจะเลือกอยู่เฉย หรือเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร?

หรือแม้กระทั่งว่า ถ้าเราเป็นคนที่ถูกทำร้ายเองจากคนในครอบครัว เราจะทำอย่างไร?

หลายครั้งที่ความรุนแรงลักษณะนี้ถูกเพิกเฉย หรือปฏิเสธที่จะ ‘ให้’ และ ‘ขอ’ ความช่วยเหลือ เพียงเพราะคำที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ‘เรื่องในบ้าน’

พอเป็นเรื่องในบ้าน ไม่ว่าผู้ถูกกระทำ ผู้เห็นเหตุการณ์ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง มักจะหรี่ตาข้างนึงเสมอ จนเหตุการณ์เล็กๆ บานปลาย หรือเกิดซ้ำจนยากจะแก้ไข พื้นที่ในบ้านที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย จึงแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่สะสมและบ่มเพาะความรุนแรงในหลายครอบครัว 

เพื่อชวนทุกคนค่อยๆ เรียนรู้ที่จะถอดสลักความรุนแรงเหล่านี้  ‘บิ๋ง-ภาริณ จารุทวี’ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพระปกเกล้า และ ‘ต้า-พิมพิศา เกือบรัมย์’ ทีมงาน Newfile Studio ได้ร่วมกันพัฒนาเว็บไซต์ Interactive ที่ชื่อว่า ‘เรื่องในบ้าน’ โดยต่อยอดจากโปรเจกต์ ‘ถึงบ้านแล้วบอกด้วยนะ’ เปิดให้ผู้ใช้งานได้ลองสำรวจสถานการณ์จริง และตระหนักว่าการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนของตัวละครส่งผลอย่างไร

เกมนี้ไม่ได้แค่เล่าเรื่องความรุนแรง แต่ชวนให้ผู้เล่นฉุกคิดว่าอะไรคือความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติ และสร้างพื้นที่ให้ถามตัวเองว่า หากเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับฉัน หรือคนรอบตัว จะทำอย่างไร ผ่านมุมมองของผู้เผชิญเหตุและบุคคลที่สาม ที่ช่วยให้เห็นว่าความรุนแรงไม่ได้เป็นเรื่องของคนสองคน แต่เป็นผลสะท้อนของความสัมพันธ์และพฤติกรรมรอบตัวที่ถูกมองข้าม

The Potential ชวนไปติดตามการทำงานร่วมกันของนักวิจัยและทีมสร้างสรรค์ ที่ตั้งใจให้เรื่องราวในบ้าน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บเงียบอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นที่ทุกคนสามารถเข้าใจ มองเห็นสัญญาณ และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองได้ เพราะการฉุกคิดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตส่วนตัวและสังคม

ทำไมสถาบันวิจัยพระปกเกล้าถึงหยิบ ประเด็น ‘เรื่องในบ้าน’ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว มาสื่อสารต่อสังคม?

“ปกติที่สถาบันวิจัยพระปกเกล้าเนี่ย ก็มีหลายประเด็นที่เราทำกันอยู่ค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย เรื่องรัฐสภา แล้วก็เรื่องสิทธิอะไรต่างๆ แบบนี้ ซึ่งประเด็นเรื่องความรุนแรง รวมทั้งสิทธิของสตรี หรือสิทธิของหลายๆ เพศที่ตอนนี้กำลังเติบโตขึ้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สถาบันทำงานวิจัยอยู่เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่า เราจะหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาทำให้มันน่าสนใจมากขึ้นได้ไหม เพราะเดิมทีเรื่องสิทธิ เรื่องความรุนแรงในครอบครัว หรือสิทธิของผู้หญิง เราเคยทำในส่วนของ GRB ก็คือ Gender Responsive Budgeting ซึ่งจะเกี่ยวกับการทำงบประมาณเป็นหลัก แต่เราก็ค่อยๆ Spin Off ออกมาว่า เออ มันมีด้านอื่นๆ อีกไหมที่น่าสนใจบ้าง

ซึ่งเรื่องความรุนแรงในครอบครัวมันมีอยู่แล้วในสังคมไทย เราเห็นกันค่อนข้างบ่อย เห็นในข่าวเยอะมาก แต่ทีนี้เราไม่ค่อยได้มองว่าจริงๆ แล้วมันเป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่ลึกมากๆ และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย เพราะว่าสถาบันครอบครัวในสังคมไทยเป็นยูนิตที่เล็กที่สุดของสังคม และเป็นโครงสร้างสำคัญของประชาธิปไตยที่ดีหรือสังคมที่ดีในอนาคต เพราะฉะนั้นเราก็เลยหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณาว่า มันยังมีอะไรที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า หรือมีมุมไหนที่เราต้องศึกษาเพิ่ม ก็เลยเลือกที่จะหยิบเรื่องความรุนแรงในครอบครัวมาศึกษาต่อ

โดยเรามีการลงไปสัมภาษณ์คนทำงานจริง ทั้งมูลนิธิต่างๆ คนที่ทำงานกับผู้หญิง เด็ก รวมถึงคนที่มีเพศอื่นๆ ที่ถูกทำร้ายในครอบครัวด้วย ว่าประสบการณ์ของเขาเป็นอย่างไร เขาต้องเผชิญอะไร และมีกลไกแบบไหนที่ช่วยให้เขากลับคืนสู่สังคมหรือสามารถยืนด้วยตัวเองได้บ้าง ก็จะเป็นประมาณนี้ในส่วนของงานภาคสนามค่ะ

นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลแบบสอบถามทั่วประเทศประมาณสองพันกว่าชุด พยายามลงไปสัมภาษณ์และทำงานวิจัยในหลายๆ แง่มุม รวมถึงมุมของผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วย เช่น มุมของตำรวจ เราก็ไปสัมภาษณ์เหมือนกันว่าเขาจัดการเรื่องนี้อย่างไร หรือมีความเห็นอย่างไรค่ะ”  บิ๋งเล่า

คำว่า ‘เรื่องในบ้าน’ สะท้อนทัศนคติอะไรในสังคมไทย

“คำว่า ‘เรื่องในบ้าน’ เราก็จะได้ยินจากผู้ใหญ่ที่พูดบ่อยๆ ว่าอย่าเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง เดี๋ยวเขาจะเอาไปนินทาหรือเขาจะเอาไปนู่นนี่นั่น เราก็เลยรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นคำที่กดให้ตัวเหยื่อต้องยอมทนเพราะว่าอาย เพราะว่าไม่กล้าที่จะไปบอกใครไม่กล้าที่แม้แต่จะไปเล่าให้คนอื่นฟัง ทำให้ไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง” ต้าแสดงความเห็น

“เรื่องในบ้านมันเป็นเหมือนเรื่องต้องห้าม ประมาณว่าจำเป็นไหมที่จะต้องพูดออกมา หรือบางทีสังคมไทยเรามองว่าต้องแก้ปัญหากันเองให้ได้ก่อนที่จะไปบอกใคร 

เราต้องพรีเซนต์ว่าเราคือครอบครัวที่สมบูรณ์ อาจจะเพื่อลูก หรือเพื่อตัวเองก็ได้ อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งนี้มันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่กล้า ไม่ใช่แค่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือเท่านั้นนะ แต่มันยังทำให้เขาไม่กล้าขอคำปรึกษาจากเพื่อนด้วยค่ะ ซึ่งจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นต้องไปแจ้งตำรวจหรือต้องไปดำเนินคดี แต่คือเราควรได้มีพื้นที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี่มันโอเคไหม มันถูกต้องหรือเปล่า” บิ๋งเสริม

พบประเด็นอะไรที่น่าสนใจในเรื่องความรุนแรงในครอบครัวบ้าง

“สิ่งที่เราค้นพบประเด็นแรกคือ พอเรารู้แล้วว่าความรุนแรงในครอบครัวมันมีอยู่จริง สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ หลังจากเกิดความรุนแรงขึ้นแล้ว คุณทำอะไรได้บ้าง นอกเหนือจากการโทรหาศูนย์ช่วยเหลือหรือไปหาตำรวจ ยังมีทางเลือกหรือกลไกอะไรอย่างอื่นอีกหรือไม่ เช่น ถ้าเป็นแม่บ้านที่อยู่กับบทบาทนั้นมาเป็นสิบปี ถ้าออกมาแล้วเขาจะทำงานอะไรต่อ เขาต้องไปที่ไหน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแปรสำคัญมาก ที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งกล้าจะออกมา หรือไม่ออกมา และต้องอยู่กับความรุนแรงนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราเห็นชัดในประเด็นแรกค่ะ

ประเด็นที่สองคือ หลายครั้งคนไม่ออกมาพูด หรือไม่เดินออกมาจากสภาพแวดล้อมแบบนั้น เพราะมีการตีตราทางสังคมว่า ครอบครัวที่ดี การเลี้ยงลูกที่ดี หรือการผลิตคนที่ดีให้กับสังคม ต้องเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกัน โดยที่ไม่เคยถามเลยว่า แล้วอยู่ด้วยกันแบบไหน อยู่ด้วยกันดีไหม ปลอดภัยไหม หรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า

ความรุนแรงที่เราศึกษามีทั้งทางเพศ ทางวาจา และทางร่างกาย ซึ่งข้อมูลจากหน่วยงานที่เราใช้ตอนแรกจะเน้นไปที่ความรุนแรงทางเพศกับทางร่างกายเป็นหลัก แต่พอเราออกไปเก็บแบบสอบถามทั่วประเทศ ผลที่ได้กลับต่างจากที่คาดไว้มากเลยค่ะ เพราะสิ่งที่คนส่วนใหญ่เจอจริงๆ คือความรุนแรงทางจิตใจและทางวาจา” บิ๋งเล่า

ทำไมถึงเลือกใช้รูปแบบการสื่อสารเป็นเว็บไซต์ Interactive แบบนี้

“ตอนแรกคือเราเห็นงานของน้องก่อน จากโปรเจกต์ ‘ถึงบ้านแล้วบอกด้วยนะ’ แล้วก็สนใจอยากทำงานด้วย ก็เลยตามหาน้องและติดต่อไป พอโทรคุยกับน้องแล้วเขายินดีที่จะมาทำด้วย เราก็เลยเล่าให้ฟังว่ามันมีประเด็นแบบนี้นะ และเราอยากจะเล่าในระดับหนึ่งว่า ทำอย่างไรให้คนที่อ่านงานวิจัยไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด แต่เข้าใจว่า Message ของมันคืออะไร

เราอยากให้เห็นว่ามันไม่ได้มีแค่ความรุนแรง ไม่ได้มีแค่ประเด็นสิทธิหรือเรื่องกฎหมายเท่านั้น แต่มันยังมีความรู้สึกที่ผู้ประสบเหตุได้สัมผัสและเห็น แม้จะเพียงบางๆ หรือผิวเผินมากๆ แต่อย่างน้อยก็สามารถจุดประกายการสนทนาได้ ทำให้คนอ่านคิดต่อ หรือย้อนถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น ด้วยเหตุนี้เราก็เลยเลือกโหมดการเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่ายขึ้น และสามารถจุดประกายบทสนทนาให้เกิดขึ้นได้มากขึ้นค่ะ” บิ๋งกล่าว

“เราสนใจประเด็นนี้เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เราได้ยินทั่วไป จนกลายเป็นเหมือนเรื่องปกติ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องปกติเลย มันคล้ายกับตอนทำโปรเจกต์ ‘ถึงบ้านแล้วบอกด้วยนะ’ ที่ประเด็นกลับบ้านคนเดียวอันตราย ถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นเลย

พอในโปรเจกต์นี้ เรามักมองคนที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้จากมุมของคนนอก เช่น ทำไมเขาไม่ออกมา ทำไมเขาถึงทนอยู่ในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ เราเลยอยากพาเข้าไปดูจริงๆ ว่าข้างในมันเกิดอะไรขึ้น เขาคิดอะไรอยู่ กระบวนการตัดสินใจของเขาเป็นอย่างไร เพราะการที่คนหนึ่งจะออกมามันไม่ได้แค่ตัดสินใจว่าเลิกแล้วจบ แต่มันมีหลายชั้น หลายเลเยอร์ที่ซ้อนกันอยู่ค่ะ” ต้าเสริม

กว่าจะออกมาเป็นเกม ‘เรื่องในบ้าน’ มีการทำงานอย่างไร

“ในกระบวนการทำงานของเรา ก็จะได้ตัวเล่มวิจัยเวอร์ชันแรกมา พอเริ่มอ่านเปเปอร์แล้ว เราก็ลองวางโครงเรื่องคร่าวๆ ว่าจะเล่ายังไง เพราะตอนแรกข้อมูลมันยังดิบอยู่ เลยได้ออกมาเป็นแนวว่าอยากเล่าเรื่องผู้หญิงที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ และอยากไกด์ให้เห็นว่าชีวิตมีทางออกอื่น นอกจากการไปแจ้งตำรวจ ยังมีหน่วยงานอีกหลายแห่งที่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ นี่คือโจทย์ตั้งต้น

พอคิดว่าอยากสื่อสารให้เขาเข้าถึงได้ เราก็รู้สึกว่าต้องทำให้เขาไว้วางใจ ก่อน เลยลองเล่าเรื่องจากมุมมองของเขา ให้เวลาเริ่มเล่นแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ถูกสั่งสอน ไม่ได้ถูกตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นการชวนให้เห็นว่าสิ่งนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ปกติ ลองขอความช่วยเหลือจากใครสักคนไหม ซึ่งเราก็สอดแทรกไว้ในเนื้อเรื่องด้วย” ต้าเล่า

“ส่วนฝั่งทีมวิจัยก็มีถามน้องหลังจากส่งเล่มไปให้อ่านว่าเป็นยังไงบ้าง เพราะคนทำ คนเขียน ทั้งทีมอยู่กับเล่มนี้มานานมาก จนบางทีเราไม่แน่ใจว่าประเด็นไหนจะน่าสนใจสำหรับคนทั่วไปในสังคม พอน้องพลิกประเด็นขึ้นมา เราก็เห็นด้วยทันที

เราก็เล่าเรื่องจากสิ่งที่น้องสะท้อนกลับมา ว่าเราอยากเล่าเรื่องของเหยื่อ และของบุคคลที่สามที่อยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย เพราะไอเดียของบุคคลที่สามไม่ได้มีแค่เรื่องการตีตราทางสังคมอย่างเดียว แต่ต้องคิดด้วยว่าเราจะทำยังไงให้ Key Message ของเรายังไปถึงผู้คน โดยไม่ทำให้เนื้อหาดูรุนแรงเกินไป และไม่ไปพาดพิงใครโดยตรง แต่สุดท้ายมันยังสามารถจุดประกายการสนทนาในสังคมได้ ซึ่งบางคนอาจเคยเจอ บางคนอาจไม่เคยเจอ

เพราะผลจากแบบสอบถามที่เราไปทำมา บางครอบครัวเจอปัญหาเหล่านี้แบบตรงๆ ในพื้นที่ของตัวเองเลย และบางครอบครัวก็ไม่เคยเจอเลย เพราะฉะนั้นเรามองว่า สิ่งที่เราพยายามทำคือคิดว่าทำยังไงให้เราใช้ผลการวิจัยได้คุ้มค่าที่สุด ให้มันไปได้ไกลที่สุดค่ะ” บิ๋งเล่า

เกมทางเลือกนี้สามารถทำให้คนเล่น ‘ฉุกคิด’ ต่อสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างไร?

“จริงๆ ในเกมมันพูดแค่ผิวๆ มาก และแน่นอนว่าเวลาเจอสถานการณ์จริง เขาอาจจะเลือกไม่เหมือนในเกมอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยเราอยากให้ทุกคนเกิดความตระหนักกับช้อยส์ที่เลือกในชีวิตจริง เพราะมันเกี่ยวข้องกับคนอื่น เพราะจุดมุ่งหมายหลักๆ อยากให้คนเกิดการคิดและตระหนักต่อปัญหา” บิ๋งกล่าว

“แต่ด้วยความที่เป็นเกมทางเลือก คนเล่นจะเลือกได้ตามที่ตัวเองคิด ทำให้แต่ละคนได้เส้นเรื่องไม่เหมือนกัน อันนี้มันสะท้อนกลับไปที่คนเล่นว่า ทำไมฉันถึงเลือกทางนี้ เพราะอะไร แล้วทำไมตัวละครถึงต้องจบแบบนั้น เพราะอะไร หลายคนเล่นครั้งแรกก็คิดว่า ก็แจ้งตำรวจสิ ก็จบแล้ว เลยแทบไม่ไปถึงจุดที่มันพีคและ sensitive มากๆ เราเลยใช้ตรงนี้ดึงดูดให้เขาสนใจเพิ่มขึ้น สมมติไปเห็นคนอื่นเล่นแล้วบอกว่า เขาเจอแบบนั้นแบบนี้ แต่ของตัวเองกลับรอดง่ายๆ ก็อาจอยากรู้ว่าทำไมมันต่างกัน แล้วถ้าเลือกอีกแบบมันจะเป็นยังไง

เราตั้งใจสื่อสารทั้งกับเหยื่อและคนทั่วไป คนทั่วไปอาจคิดว่า แค่เดินออกมาก็จบแล้ว แต่พอเห็นช้อยส์อื่นที่ต้องคิด ต้องลังเล ก็จะรู้ว่าความจริงไม่ได้ง่ายแบบนั้น ส่วนเหยื่อเองก็จะมีความลังเลอยู่แล้ว เช่น ถ้าฉันเลิกกับสามีแล้วลูกจะทำยังไง เงินจะมาจากไหน มันไม่ใช่แค่เลิกก็จบ หรือเวลาเพื่อนมาปรึกษา เราอาจปล่อย คิดว่าเดี๋ยวเขาก็ดีกันเอง แต่พอมาอยู่ในเกม มันทำให้เราฉุกใจว่า ถ้ารอบนี้เราปล่อย แล้วมันจะลงเอยเหมือนในเกมไหม หรือจริงๆ ถ้าเรารับฟังมากขึ้น ค่อยๆ ช่วย คอยอยู่ข้างๆ เพราะเหยื่อต้องสร้างความเชื่อมั่นก่อน ถึงจะออกมาได้ เราอาจช่วยให้มันดีขึ้นก็ได้” ต้าเล่า

ทำไมการตั้งคำถามกับคำว่า ‘เรื่องในบ้าน’ จึงสำคัญ และเราควรสังเกตสัญญาณความรุนแรงในความสัมพันธ์อย่างไร

“บางทีคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ เขาอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันดีหรือไม่ดี เพราะเขาอยู่กับมันจนชิน ชินที่หนึ่งคือชินกับพฤติกรรมเหล่านั้น ชินที่สองคือชินกับการคิดว่ามันอาจจะเป็นเรื่องปกติของทุกบ้านก็ได้

เราอาจมองว่า การเกิดความรุนแรงเล็กๆ น้อยๆ มันแค่นิดเดียว ที่อยากชวนตั้งคำถามคือ แค่ไหนถึงโอเค แค่สะกิด แค่ตี แค่นี้เรียกว่าทำร้ายไหม รวมทั้งมีอีกหลายบ้านมากๆ ที่มีความคิดว่า ทนอีกหน่อยก็ได้ ทนเพราะรัก ทนเพราะลูก หรือทนเพราะมันก็แค่นิดเดียวน่ะ มันทนได้ 

ที่เป็นแบบนี้เพราะเราไม่รู้เลยว่าคนอื่นเขาใช้ชีวิตกันยังไง เขาปฏิบัติต่อกันแบบไหน ก็เลยไม่รู้ว่าที่กำลังเจออยู่มันปกติจริงไหม ทีนี้พอมีความคิดแบบนี้ปุ๊บ มันทำให้เรายิ่งไม่กล้าถามใคร ไม่กล้าบอกใครว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันดีหรือไม่ดี มันถูกหรือผิด หรือเราควรทำยังไงต่อ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องปรึกษาคนอื่นทุกเรื่องนะ เข้าใจว่ามันคือเรื่องของคนสองคน แต่อย่างน้อยการที่เราพอจะบอกได้หรือจับสังเกตได้ ว่ามันมีจุดที่ดีกรีมันเริ่มจะผิดปกติ เริ่มจะน่าเอะใจแล้ว อันนี้สำคัญ แต่ทั้งหมดแล้ว เรื่องในบ้านของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกัน

พี่ๆ เจ้าหน้าที่ที่เราเคยสัมภาษณ์หลายคนก็เล่าเหมือนกันว่า หลายครั้งพวกเขายังไม่เข้าไปช่วยทันที เพราะมองว่าสถานการณ์แบบนี้คู่สามีภรรยาเขาทะเลาะกันเป็นปกติ ดีกรีมันก็อยู่ประมาณนี้อยู่แล้ว เดี๋ยวอีกแป๊บเขาก็ดีกัน แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตด้วยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ความจริงแล้วเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากกว่าที่เราคิด และเกิดเรื่อยๆ  ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่นะ แม้แต่ในชุมชนเอง คนข้างบ้านก็มีแนวคิดคล้ายกัน คือมองว่า เป็นเรื่องของผัวเมีย เขาจัดการกันเองแหละ ทั้งที่อยู่บ้านติดกัน จะให้ไม่รู้เลยว่าเขาทะเลาะกันเสียงดังแค่ไหนก็ไม่น่าเป็นไปได้ แต่สุดท้ายคนก็มักจะเลือกไม่ยุ่ง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว พอเป็นแบบนี้เลยเลือกที่จะปล่อยไว้ก่อน คิดว่าถ้ารุนแรงจริงๆ เดี๋ยวเหยื่อก็จะออกมาขอความช่วยเหลือเอง

ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้เราอยากใส่มุมมองของบุคคลที่สามลงไปด้วย เพราะคำถามสำคัญคือ ในฐานะคนเห็นเหตุการณ์ เราควรปล่อยไปถึงระดับไหน เพราะจากหลายเคสที่คุยมา มันเกือบช่วยไม่ทัน และมันก็น่าเสียดายมาก ที่หลายครั้งคนรอบข้างเลือกปล่อย เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องของเขา

สิ่งที่เราอยากให้คนในสังคมลองคิดคือ จริงๆ แล้วอะไรที่เรียกว่าปกติในความสัมพันธ์ อะไรที่รับได้หรือควรจะเป็นกันแน่ ไม่ใช่ว่าเพียงเพราะคุ้นชินหรือเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย เราก็ปล่อยให้มันผ่านไป” บิ๋งกล่าว

สุดท้ายอยากให้สังคมตระหนักเรื่อง ‘ความรุนแรงในบ้าน’ แบบไหน และอะไรคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

“หลายคนอาจจะมองว่าแค่ตีเบาๆ นิดเดียว ทะเลาะกันเสียงดังบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดาของคู่รัก แต่จากที่เราไปเก็บข้อมูลมา มันไม่ใช่แค่นั้นเลย เพราะความรุนแรงมันไม่ได้มีแค่ทางร่างกาย มันมีทั้งคำพูด การควบคุม หรือการทำให้รู้สึกผิด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อใจเหมือนกัน 

เราเลยอยากให้คนได้ลองตั้งคำถามว่า ระดับไหนที่มันเริ่มไม่โอเค และระดับไหนที่มันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบสุขภาพดีจริงๆ เพราะสัญญาณของ Toxic Relationship มันเป็นสิ่งที่บอกอะไรหลายอย่าง การทำร้ายร่างกายกันเป็นปลายเหตุมากๆ จริงๆ สัญญาณมันควรดังมาตั้งแต่ก่อนที่จะลงมือแล้วด้วยซ้ำ

หลักๆ เราอยากให้มันเปิดประเด็นให้คนได้คุยกันในเรื่องนี้มากขึ้น ให้คนรู้ว่าถ้าเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นเขาควรจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากที่ไหน รู้ว่ามีช่องทางอะไรบ้าง และตระหนักได้ว่าเรื่องการทำร้ายร่างกายหรือความรุนแรงมันไม่ใช่ต้นตอของปัญหา แต่มันเป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง เป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นทัศนคติของแต่ละบ้านด้วยว่าแต่ละบ้านเลี้ยงลูกให้ชินกับอะไร ชินกับความท็อกซิกหรือเปล่า” บิ๋งเล่า

“ในเกมเราก็มีแทรกพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นพวก Red Flag ไว้ตลอดทาง เช่น การตามติดกันด้วยการเปิด GPS เช็กตลอดเวลา หรือการระแวงว่าฝ่ายตรงข้ามจะไปหาชู้ ทั้งที่มันไม่มีอะไรแบบนั้นเลย ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้หลายคนน่าจะคุ้นหรือเคยได้ยินมาอยู่แล้ว อย่างแฟนขี้หึงมากๆ ไม่ให้ไปไหนกับเพื่อนผู้ชาย ไปเที่ยวก็ไม่ได้ ออกไปข้างนอกก็ห้าม เราเลยพยายามสอดแทรกตัวอย่างพวกนี้ลงไปในเส้นเรื่อง เพื่อให้เห็นว่าจริงๆ แล้วมันเป็นสัญญาณที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงที่หนักขึ้นได้ ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ อย่างที่หลายคนคิด  ซึ่งแม้อาจจะไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย แต่นี่ก็เรียกว่าเป็นการ Abuse (การคุกคาม) ในรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ Healthy

อย่างในเกมจะมีพวกอินโฟกราฟิกแทรกไว้ด้วย แล้วก็มีข้อมูลเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิหรือหน่วยงานต่างๆ เพราะบางคนโดนทำร้ายร่างกายแต่ไม่กล้าไปแจ้งตำรวจ คิดว่าไปแจ้งแล้วเขาก็ไม่สนใจ เหมือนเป็นเรื่องผัวเมีย เดี๋ยวก็โดนไล่ให้กลับไปเคลียร์กันเอง แล้วสุดท้ายพอกลับไปก็โดนซ้อมหนักกว่าเดิมอีก เราก็เลยอยากให้เห็นว่ามันมีทางเลือกอื่นนะ อย่างเช่นการทักไลน์ไปปรึกษาก่อนก็ได้ แค่ทักไประบายหรือเล่าว่าโดนอะไรมา ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นดำเนินคดีทันที แต่อาจเริ่มจากการคุยกับใครสักคนก่อนก็ได้ค่ะ” ต้าส่งท้าย

หากเรื่องราวเหล่านี้ทำให้คุณเริ่มตั้งคำถามกับความสัมพันธ์รอบตัว เว็บไซต์ Interactive ‘เรื่องในบ้าน (Behind Closed Doors)‘ อาจเป็นอีกพื้นที่หนึ่งให้ได้ลองคิดและสำรวจด้วยตัวเอง https://behindcloseddoor.kpi.ac.th

Tags:

สังคมไทยครอบครัวความรุนแรงในครอบครัวเรื่องในบ้าน

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Movie
    Simone Blies Rising : นักกีฬาที่ยืนยันว่าความเจ็บปวดในจิตใจสำคัญไม่แพ้ความเจ็บปวดภายนอก

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    The Holdovers: ในวันที่ไม่มีใครเหลียวแล ขอแค่ใครสักคนที่มอบไออุ่นและเยียวยาหัวใจกัน

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    After the storm: เผชิญหน้าเพื่อลาจาก

    เรื่อง พิมพ์พาพ์ ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Dear ParentsMovie
    The love of Siam: รักแห่งสยาม ‘เดอะแบก’ ของบ้านที่ไม่พูดความต้องการและรู้สึก

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Myth/Life/Crisis
    ‘ครอบครัว’ ที่ไม่เป็นไปตามขนบ

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

Zootopia 2: กำแพงความต่างสร้างจากอคติ แต่ทำลายได้ด้วยความรักและการยอมรับในความแตกต่าง
Movie
13 December 2025

Zootopia 2: กำแพงความต่างสร้างจากอคติ แต่ทำลายได้ด้วยความรักและการยอมรับในความแตกต่าง

เรื่อง The Potential

  • ภาพยนตร์แอนิเมชันจากวอลท์ดิสนีย์สตูดิโอส์​ ‘Zootopia 2 นครสัตว์มหาสนุก’ เขียนบทและกำกับโดย จาเรด บุช โดยมี ไบรอน ฮาวเวิร์ด เป็นผู้กำกับร่วม อำนวยการสร้างโดย อีเวตต์ เมอรีโน ผู้ชนะรางวัลออสการ์สาขาผู้อำนวยการสร้างยอดเยี่ยมจาก ‘Encanto’
  • ภาคนี้นำเสนอภารกิจครั้งใหม่ของคู่หูตำรวจที่ถูกจับตามองมากที่สุด ‘จูดี้ ฮอปส์’ และ ‘นิค ไวลด์’ โดยมีงูพิษ ‘แกรี เดอ สเนค’ ปรากฏตัวพร้อมกับปริศนาและการค้นหาความจริงสุดท้าทาย ที่ตีแผ่ความย้อนแย้งของเมืองที่มีคำขวัญสวยหรูถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
  • ภาพยนตร์หยิบเพนพอยต์ของสังคมมนุษย์อย่างอคติ การเหมารวม การเลือกปฏิบัติ มาสอดแทรกในภารกิจและมิตรภาพของคู่หูต่างสายพันธุ์ สะกิดให้ผู้ชมตระหนักถึงความสำคัญของการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย เพื่อสร้างสังคมในอุดมคติอย่างแท้จริง

…ไม่ใช่ความแตกต่างหรอกที่เป็นปัญหา

ปัญหามันอยู่ที่การไม่ยอมรับความแตกต่างต่างหาก…

ไม่น่าเชื่อว่าภาพยนตร์แอนิเมชันที่ใช้สัตว์หลากหลายสายพันธุ์เป็นตัวเดินเรื่อง อย่าง นครสัตว์มหาสนุก ‘Zootopia 2’ จะหยิบเพนพอยต์ในการอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์ อย่างเรื่องอคติ การเหมารวม การตีตรา การเลือกปฏิบัติ มาสอดแทรกอยู่ภารกิจสุดป่วนของคู่หูตำรวจต่างสายพันธุ์ ‘จูดี้ ฮอปส์’ และ ‘นิค ไวลด์’ ได้อย่างมีมิติ ลึกซึ้ง เสียดสี แต่ก็สนุกสนาน อบอุ่นและมีความหวัง 

Zootopia 2  ยังคงใช้มิตรภาพของสองคู่หู ‘จูดี้’ กระต่ายสาวผู้มีความใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจเพื่อทำให้โลกดีขึ้น แต่ถูกมองว่า ‘ทำไม่ได้’ จึงต้องคอยพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอด กับ ‘นิค’ สุนัขจิ้กจอกที่เคยติดอยู่กับการตีตราว่า ‘เจ้าเล่ห์’ จนเจ้าตัวเชื่อว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหน ก็ไม่มีใครมองเห็น เป็นเส้นเรื่องหลัก ซึ่งในภาคแรกทั้งสองคนปฏิบัติภารกิจร่วมกันจนได้รับการยอมรับในฐานะคู่หูตำรวจที่เป็นดาวเด่นของเมือง และในภาคต่อนี้ทั้งสองเริ่มต้นภารกิจใหม่อีกครั้ง จนได้ไปเจอกับความลับของเมือง ที่มีงูพิษ ‘แกรี่’ เป็นจุดพลิกผัน

[บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]

งูพิษไม่ร้ายเท่า ‘ทัศนคติที่เป็นพิษ’

ต้องเรียกว่าเป็นความเหนือชั้นของคนเขียนบทมากๆ ที่เลือกใช้ ‘งูพิษ’ เป็นตัวผูกปมในเรื่องนี้ เพราะขึ้นชื่อว่า งูพิษ ใครๆ ก็คิดว่าต้องร้ายกาจแน่ๆ และยังรวมไปถึงสัตว์เลี้อยคลาน (Reptile) ที่เป็นภาพแทนของความน่ารังเกียจ แต่แล้วเมื่อความจริงถูกเปิดเผย กลับกลายเป็นว่า งูพิษต่างหากที่ถูกจัดฉากใส่ร้าย ขณะที่บรรดาสัตว์เลี้อยคลานทั้งหลายต่างถูกนายทุนที่หวังฮุบที่ดินบีบให้ออกไปจาก Zootopia เมืองที่ขายฝันว่าทุกชีวิตจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกลับเต็มไปด้วยการแบ่งแยก ความเหลื่อมล้ำ การเลือกปฏิบัติ ที่มาจากการเหมารวม (Stereotype) และเบียดขับสัตว์ที่แตกต่างและไร้อำนาจ …ไม่ต่างจากวิธีคิดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘มนุษย์’ เลย

‘แกรี่ เดอ สเนค’ งูพิษที่พยายามพิสูจน์ความจริงเพื่อล้างตราบาปให้ครอบครัว พูดกับจูดี้หลังจากที่เรื่องทุกอย่างกำลังจะได้รับการเปิดเผยว่า

“ครอบครัวฉันพยายามจะพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆ คิดมา 100 ปี ขณะใกล้ทำได้แล้ว พวกเขาก็ไม่ได้อยากให้ฉันแบกรับทุกอย่างไว้บนบ่าหรอก ….เพราะว่าฉันไม่มีบ่า” แกรี่ แอบปล่อยมุก

“จูดี้ โลกนี้ไม่ไม่เคยถูกกำหนดให้เป็นภาระบทบาทของสัตว์แค่ตัวเดียว เพราะงั้นยายทวดของฉันจึงอยากให้ Zootopia เป็นเมืองสำหรับสัตว์ทุกตัว ช่วยเหลือกันและกัน” 

นอกจากจะไม่ได้ร้ายกาจอย่างที่ใครคิด แกรี่ยังเป็นงูพิษที่ชอบแสดงความอ่อนโยนด้วยการกอด และเขายังช่วยให้เราเห็นถึงปัญหาที่ทำให้ความต่างกลายเป็นปัญหา ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า

“มีสัตว์ที่แตกต่างกันอีกเยอะแยะ และบางครั้งเราก็ไปนึกถึงพวกเหตุผลเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่เหมือนกัน ดังนั้นมันก็ทำให้เรากังวล แต่ถ้าเกิดว่าพวกเราหันหน้ามาคุยกัน 

ถ้าเกิดเราพยายามเข้าใจกันและกัน เราก็จะเห็นว่าความแตกต่างของเราไม่ได้สร้างความต่างอะไรเลย เราจะเห็นซึ้งว่าสิ่งที่ทำให้ผมเป็นผม และคุณเป็นคุณ ช่วยให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และถ้าตั้งใจพวกคุณก็จะทำได้ในปีที่ 2” 

ความต่างไม่อาจทำลาย ‘มิตรภาพ’ ขอเพียงมีความเข้าใจให้กัน

กลับมาที่คู่หูที่หลายคนลุ้นให้เป็นคู่รักอย่าง ‘นิค’ และ ‘จูดี้’ ทันทีที่เริ่มภารกิจครั้งใหม่ ทั้งสองดูจะยังหาจุดลงตัวไม่ได้ เพราะความต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างสุนัขจิ้งจอกกับกระต่าย หล่อหลอมทัศนคติ ความคาดหวัง และวิธีรับมือกับปัญหาที่ไปคนละทิศคนละทาง โดยเฉพาะเรื่องการแสดงความรู้สึก หนังถ่ายทอดมุมนี้ได้อย่างน่ารัก ในฉากที่บรรดาคู่หูผู้มีปัญหาจากความแตกต่างต้องเข้าคอร์สจิตบำบัด รวมทั้งจูดี้และนิค นอกจากเรื่องชวนอมยิ้มแล้ว มันยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพยายามอย่างมากที่จะเข้าใจและปรับตัวเพื่อรักษามิตรภาพและการทำงานร่วมกันให้เป็นไปอย่างราบรื่น

แต่ก็นั่นแหละ…มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนที่มีความแตกต่างกันมากๆ ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หนังได้คลี่คลายความไม่เข้าใจกันของคู่นี้ หลังจากที่จูดี้และนิคผ่านอุปสรรคความเป็นความตายมาด้วยกัน ทั้งคู่ได้เปิดใจพูดในสิ่งที่เคยเก็บงำไว้ แม้ประโยคเหล่านั้นจะไม่มีคำว่า ‘รัก’ สักคำ แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันลึกซึ้ง ซึ่งกลายเป็นอีกฉากที่หลายคนประทับใจ 

“ฉันไม่แคร์ว่าเราแตกต่างกัน เข้าใจไหม ที่ฉันแคร์น่ะคือเธอ แต่ฉันไม่เคยพูดเลย ฉันน่าจะพูดออกมาแต่ไม่พูด เพราะว่า…

ฉันคือผู้ที่ไม่มั่นคงทางอารมณ์ แหล่งกำเนิดความไม่สบายใจ ซึ่งไม่เก่งในเรื่องแสดงความรู้สึก คงเป็นเพราะฉันอยู่ลำพังมาตลอดชีวิต ไม่ใช่ข้ออ้างหรอก มันคืออย่างนี้ 

แทนที่ฉันจะบอกเธอว่าเธอคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน ฉันก็ล้อเลียนหูเธอ เวลาที่ฉันบอกว่าเธอพยายามมากเกิน ความจริงคือฉันแค่ไม่อยากให้เธอเจ็บตัว 

เพราะว่าไม่มีใครแล้วในโลกนี้ที่สำคัญมากสำหรับฉันเท่าเธอ”

ทันทีที่นิคพูดจบ ‘จูดี้’  ก็ระบายความอัดอั้นในมุมของตัวเอง

“ฉันพยายามเกินไปนั่นแหละ เพราะลึกๆ ฉันกลัวว่าจะเป็นอย่างที่ใครต่อใครคิดจริงๆ แล้วฉันเก็บกดความไม่สบายใจ เพราะว่าฉันกลัวว่าจะดูอ่อนแอ เพราะฉันอยากเข้มแข็งและฉันคิดว่าตัวเองล้มเหลวตลอด 

ฉันก็เก็บคำพูดนายมาคิดมาก เพราะทั้งชีวิตฉันมีแค่นายเท่านั้นที่เชื่อใจฉัน ในตอนที่ฉันไม่เชื่อใจตัวเองด้วยซ้ำ และฉันก็น่าจะบอกนายว่า ในโลกนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่สำคัญสำหรับฉันเท่ากับนายเหมือนกัน” 

นิคเองก็พูดต่ออีกว่า “ฉันมีแผลใจวัยเด็กที่ฉันยังไม่คลายปม ซึ่งฉันไม่ยอมพูดถึง เพราะฉันไม่กล้า…รับความจริง” 

“ฉันไม่ได้สมัครเข้า ZPD (Zoopedia Police Department) เพราะฉันอยากเป็นตำรวจ แต่เพราะฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งของฝูงมาตลอด และความคิดว่าต้องเสียเธอทำให้ฉันกลัว เพราะเธอคือฝูงฉัน” 

จูดี้เองก็ไม่รีรอที่จะตอบกลับนิคในสิ่งที่เธอคิด… “ฉันก็สมควรใช้สัตว์นักบำบัดทั้งฝูง และฉันก็จะบอกเลยว่านายเป็นคู่หูเพียงหนึ่งเดียวที่ฉันต้องการจริงๆ เพราะว่านายคือก๊วนปุยของฉัน แปลว่าฝูงกระต่ายไงเล่า” 

หลังจากเปิดเผยความรู้สึกที่มีต่อกัน แม้หนังจะไม่ได้พาทั้งคู่ข้ามเส้นคำว่า ‘เพื่อน’ หรือ ‘คู่หู’ ในภาคนี้ แต่ก็ทำให้ผู้ชมอินและฟินกับความรักไร้นิยามของนิคและจูดี้ไปตามๆ กัน …เป็นความรักที่ถูกแทนค่าด้วยความห่วงหาอาทร เห็นคุณค่าของการมีกันและกัน และยอมรับอีกฝ่ายในแบบที่เขาเป็น

เพราะในความสัมพันธ์ไม่ว่ารูปแบบไหนในโลกของความเป็นจริง แค่มีใครสักคนที่เห็นคุณค่าและเลือกที่จะรักษามิตรภาพไว้ โดยไม่ปล่อยให้ความต่างกลายเป็นรอยร้าวที่รอวันแตกสลาย …ก็ถือว่าแฮปปี้เอนดิ้งแล้ว

Tags:

ภาพยนตร์ZootopiaZootopia2Animation

Author:

illustrator

The Potential

กองบรรณาธิการ The Potential

Related Posts

  • Movie
    Lilo & Stitch: ‘โอฮาน่า’ ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่หมายถึงใครสักคนที่เห็นคุณค่าและยอมรับตัวตนในแบบที่เราเป็น

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Movie
    Ghostlight: การสูญเสียจะตามหลอกหลอนจนกว่าจะถึงเวลาเผชิญหน้ากับมัน

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Matilda The Musical: เมื่อโลกไม่เข้าข้าง เราต้องยืนหยัดเพื่อตัวเอง

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Love, Simon: สักกี่บ้านที่ลูกรู้สึกไม่โดดเดี่ยว สักกี่ครอบครัวที่ไม่คาดหวังให้ลูกเป็นอะไรเลย

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    รีวิวตัวละครเเม่ในหนังหลากสัญชาติที่บอกว่า ไม่ว่าหนังหรือชีวิตจริง แม่ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง

    เรื่อง The Potentialณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์

ไม้บรรทัดของยมทูต: เมื่อความตายคือจุดหมายของชีวิต
Book
6 December 2025

ไม้บรรทัดของยมทูต: เมื่อความตายคือจุดหมายของชีวิต

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘ไม้บรรทัดของยมทูต’ เป็นผลงานนิยายแฟนตาซีร่วมสมัย แฝงด้วยแง่คิดชวนสะกิดใจ ของ อิซากะ โคทาโร แปลเป็นภาษาไทยโดย ฐิติพงศ์ ศิริรัตน์อัสดร โดยดำเนินเรื่องไปในโทนของเรื่องสั้น 6 เรื่อง
  • นิยายเล่าเรื่องราวของยมทูตชื่อ ‘ชิบะ’ ผู้เข้าไปคลุกคลีกับมนุษย์หลากหลายชีวิต ซึ่งชิบะเรียนรู้ความงามและความเปราะบางของมนุษย์ ก่อนจะตัดสินใจชะตาของแต่ละคนตามสิ่งที่เห็นใน 7 วันสุดท้าย
  • บทบาทและเรื่องราวของชิบะ อาจทำให้เราได้ฉุกใจคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ความตาย คือจุดหมายปลายทางและส่วนหนึ่งของชีวิต ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

“ระหว่างมีชีวิต ส่วนใหญ่มนุษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตหรอก ใช้แค่เวลา”

ตัวละครสำคัญในหนังสือที่ผมเพิ่งอ่านจบ พูดประโยคนี้ โดยไม่ได้บอกว่า เป็นคำพูดของใคร แค่บอกใบ้ว่าเป็นนักคิดที่มีอายุเมื่อราวสองพันปีก่อน

ประโยคที่ว่านี้ ติดค้างอยู่ในใจผมจนต้องไปค้นหาข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตว่า ใครเป็นคนพูดประโยคนี้ แต่น่าเสียดายที่ผมหาไม่เจอ

ที่ใกล้เคียงที่สุด ก็คือ Lucius Annaeus Seneca หรือ ลูเชียส แอนเนียส เซเนกา นักปรัชาญาชาวกรีก ซึ่งกล่าวไว้ว่า

“It is not we have short time to live, but that we waste much of it”

“เราไม่ได้มีชีวิตที่สั้นหรอก แต่เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปอย่างสูญเปล่าเสียมากกว่า”

ใช่ครับ คนเรามักจะใช้ชีวิตไปอย่างสูญเปล่า เหมือนแค่ใช้เวลาให้หมดลง ครั้นพอถึงช่วงเวลาที่ความตายกำลังจะมาเยือน หลายคนพร่ำบ่นโอดครวญว่า ทำไมชีวิตของเขาจึงแสนสั้นนัก

และนั่นคือส่วนหนึ่งในหลากหลายความคิดที่ผมได้รับ หลังจากอ่านหนังสือเรื่อง ‘ไม้บรรทัดของยมทูต’ นิยายแฟนตาซีผลงานของ อิซากะ โคทาโร หนึ่งในนักเขียนร่วมสมัยที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น

ยมทูต คือเทพแห่งความตาย ซึ่งปรากฎอยู่ในทุกอารยธรรมของโลก ไม่ว่าจะเป็น ธานาทอส (Thanatos) เทพแห่งความตายของกรีกยุคโบราณ, ยมทูต Grim Reaper ซึ่งมีรูปลักษณ์เป็นโครงกระดูกในชุดเสื้อคลุมสีดำ ถือเคียวด้ามยาวคอยเกี่ยววิญญาณ หรือ พระยม (Yama) เจ้าแห่งยมโลก ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ของอินเดีย

ยมทูตแทบทุกอารยธรรม ล้วนทำหน้าที่มารับวิญญาณคนตายไปสู่ปรโลก ซึ่งอาจต้องผ่านกระบวนการพิพากษาอีกครั้งว่า วิญญาณดวงนั้น สมควรจะได้ไปสู่สรวงสวรรค์  หรือต้องลงไปชดใช้กรรมในนรก ขณะที่การตัดสินใจว่า คนๆ นั้น สมควรจะหมดอายุขัยแล้วหรือไม่ ไม่ใช้หน้าที่ของยมทูต แต่เป็นบทบาทของเทพองค์อื่น หรือสิ่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น พระประสงค์ของพระเจ้าสูงสุด, เทพแห่งโชคชะตา หรือกระทั่งเวรกรรมที่ทำไว้ในขณะยังมีชีวิตอยู่ รวมถึงกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน

แต่ในหนังสือเรื่อง ‘ไม้บรรทัดของยมทูต’ ของอิซากะ ยมทูต มีบทบาทและหน้าที่มากกว่านั้น คือ กึ่งๆ จะเป็นผู้ตัดสินใจว่า มนุษย์คนนั้นสมควรถูก ‘รับไว้’ ซึ่งหมายถึง หมดอายุขัย หรือ ‘ปล่อยไป’ อันหมายถึง ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไป

โดยที่ยมทูตจะใช้เวลา 7 วัน ในการตัดสินใจว่า คนๆ นั้นสมควรได้รับโอกาสให้มีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ยมทูตจะปรากฎกายในรูปลักษณ์ของคน เข้าไปผูกมิตรทำความรู้จักกับคนที่เป็น ‘เป้าหมาย’ และใช้เวลา 7 วันสุดท้ายนั้นเก็บเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเป็นเครื่องชี้ชะตาความเป็น-ตายของคนๆ นั้น

ฟังดูอาจไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ ที่ยมทูต หรือใครสักคน จะสามารถใช้เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ เรียนรู้นิสัยใจคอได้มากพอที่จะตัดสินว่า คนๆ นั้นควรได้รับโอกาสให้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไป หรือสมควรแก่เวลาแล้วที่เขาควรจะจากลาโลกใบนี้ไปเสีย

ถ้าตัวเองต้องรับบทเป็นยมทูต ผมคงปล่อยให้เป้าหมายได้มีชีวิตอยู่ต่อไปเสียเป็นส่วนใหญ่ เว้นเสียแต่ คนๆ นั้นเป็นคนเลวทรามต่ำช้าอย่างชัดเจน เช่น เป็นฆาตกรใจบาป แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีทางเลยที่เราจะมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ในหัวใจของคนที่ดูโฉดชั่วอย่างชัดเจน ไม่ได้มีประกายแห่งความดีงามอยู่ข้างในลึกๆ

เราไม่มีทางรู้เลยว่า มนุษย์แต่ละคน มีเหตุผลอะไรในการทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นความเลวทราม

และเราไม่มีทางมั่นใจได้เลยว่า หญิงชราใจดีที่มีแต่รอยยิ้มและความอ่อนโยนให้ทุกคน แม้ว่าชั่วชีวิตของเธอ จะต้องพบแต่ความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คนเช่นนี้ ควรที่ ‘ปล่อย’ ให้เธอได้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไป หรือควรที่จะ ‘รับไว้’ เพื่อให้เธอได้พักผ่อนคลายความอ่อนล้าของชีวิตเสียที

งานเขียนของอิซากะ อาจเป็นแค่นิยายร่วมสมัย ซึ่งไม่ว่าจะมองในแง่มุมใด ก็ไม่ได้ใกล้เคียงความเป็นวรรณกรรมเลย ทว่า หนังสือทุกเล่มของเขา ล้วนแฝงด้วยแง่คิดชวนสะกิดใจ ตั้งแต่ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการบุลลี่ในโรงเรียน อคติที่ผู้ใหญ่มักมีต่อเด็ก หรือปัญหาเชิงจริยธรรมที่ชวนให้ขบคิดจนปวดหัว อย่างเช่น ความเป็นครอบครัว ถูกสร้างขึ้นจากสายเลือด-พันธุกรรม หรือจริงๆ แล้วมาจากการเลี้ยงดู

สำหรับผลงานเรื่อง ‘ไม้บรรทัดของยมทูต’ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดย ฐิติพงศ์ ศิริรัตน์อัสดร ดำเนินเรื่องไปในโทนของเรื่องสั้น 6 เรื่อง เชื่อมโยงกันโดยตัวละครหลัก คือ ยมทูตชื่อ ‘ชิบะ’ โดยที่แต่ละเรื่อง จะบอกเล่าช่วงเวลา 7 วันสุดท้าย ที่ชิบะได้เข้าไปคลุกคลีอยู่กับเป้าหมาย ก่อนตัดสินใจว่า เป้าหมายนั้น สมควรจะถูกรับไว้หรือไม่

ในหนังสือเล่มนี้ บอกกับเราว่า ยมทูต ไม่ได้มีแค่คนเดียว ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผล เพราะในโลกที่มีประชากรกว่าแปดพันล้านคน ในแต่ละวัน มีคนถึงฆาตเสียชีวิตโดยเฉลี่ยสามแสนคน ดังนั้น หากมียมทูตแค่คนเดียว คงไม่เพียงพอต่อการทำหน้าที่นี้แน่

ชิบะ บอกกับเราว่า ยมทูตส่วนใหญ่ ไม่ได้จริงจังกับงานในช่วง 7 วันสำคัญนี้สักเท่าไหร่ เพราะทุกคนต่างคิดง่ายๆ ว่า เมื่อเป้าหมายถูกเลือกมาแล้ว ก็แปลว่า คนๆ นั้นกำลังจะหมดอายุขัยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องไปลงความเห็นที่ ‘แตกต่าง’ ซึ่งรังแต่จะทำลายความราบรื่นของระบบราชการแห่งโลกยมทูตเสียเปล่าๆ (อันนี้ ผมเติมเอง เพราะแหม คุณอิซากะ อุตส่าห์ชงมาเสียขนาดนี้แล้ว)

ในบทแรกของหนังสือ ชิบะ ซึ่งปรากฎร่างในรูปลักษณ์ของหนุ่มหล่อเจ้าเสน่ห์ ต้องเข้าไปตีสนิทกับเป้าหมายที่เป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดา ชื่อ ฟุจิคิ คะซึเอะ เธอกำลังอยู่ในช่วงที่เบื่อหน่ายกับชีวิต จนถึงขั้นที่เปรยออกมาบ่อยๆ ว่า อยากตายเหลือเกิน ตายพรุ่งนี้เลยก็ยังได้

คะซึเอะมีเหตุผลที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต หรือควรพูดอีกอย่างว่า คะซึเอะขาดเหตุผลดีๆ ที่ควรจะมีชีวิต เธออยู่ตัวคนเดียว ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า หน้าที่ของเธอคือรับโทรศัพท์ลูกค้าที่ร้องเรียนปัญหาของสินค้าที่ซื้อไป ขณะที่ช่วงเวลาวันหยุดของเธอ หมดไปกับการทำงานบ้าน เธอไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก แทบไม่เคยไปเดทกับผู้ชายด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงหลายวันมานี้ คะซึเอะยังต้องทนกับโทรศัพท์ของลูกค้าโรคจิต ที่มักโทรเข้ามาก่อกวน โดยเริ่มจากการอ้างว่า สินค้าที่ซื้อไปมีข้อบกพร่อง บอกให้เธอพูดขอโทษซ้ำๆ หลายครั้ง หนักๆ เข้า ถึงขั้นให้เธอร้องเพลงให้ฟัง ก่อนจะบอกว่า อยากเจอตัวคะซึเอะ

ทั้งหมดคือเรื่องที่คะซึเอะเล่าให้ชิบะฟัง หลังจากที่ทั้งคู่ได้รู้จักและเจอกันหลายครั้ง ชิบะเชื่อว่าลูกค้าคนนั้นคงเป็นพวกโรคจิตที่เล็งคะซึเอะเป็นเหยื่อ แต่นั่นก็เป็นเรื่องนอกเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา ยิ่งไปกว่านั้น คะซึเอะก็มีชีวิตอยู่ได้แค่ไม่เกิน 7 วันอยู่แล้ว

กระทั่งใกล้ครบกำหนดเวลา 7 วัน ชิบะเจอคะซึเอะนั่งอยู่คนเดียวที่สวนหย่อมกลางถนน เหมือนกำลังรอใครคนหนึ่งอยู่ แล้วก็มีชายวัยกลางคน แต่งตัวในชุดสีดำทั้งชุด บุคลิกท่าทางแตกต่างจากคนทั่วไป เดินตรงไปหาคะซึเอะ พูดคุยกันสักพัก ก่อนจะพยายามคว้ามือเธอฉุดลากไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง

ลูกค้าโรคจิตที่โทรมาหาคะซึเอะบ่อยๆ นั่นเอง ชิบะไม่รู้เหมือนกันว่า หมอนั่นพูดยังไงถึงหลอกให้คะซึเอะออกมาเจอได้ และเขาก็รู้ว่าไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะเข้าไปแทรกแซง แต่พอคะซึเอะตะโกนว่า “คุณชิบะ! ช่วยด้วย!” เขาก็ตัดสินใจเข้าไปช่วย ขณะที่หญิงสาววิ่งหนีไปด้วยความตกใจกลัว

ทว่า เรื่องราวกลับไม่เป็นอย่างที่คิด แท้ที่จริงแล้ว ลูกค้าโรคจิตคนนั้น คือโปรดิวเซอร์มือทองของวงการเพลง เขาบังเอิญได้ยินเสียงของคะซึเอะ และรู้ทันทีว่า กำลังค้นพบเพชรเม็ดงามแห่งวงการเพลง

หลังจากแกล้งโทรศัพท์มาร้องเรียนเพื่อฟังเสียงคะซึเอะหลายต่อหลายครั้ง โปรดิวเซอร์อัจฉริยะ มั่นใจว่าเขาคิดไม่ผิดแน่ จึงนัดเจอคะซึเอะ และพยายามชักชวนเธอเข้าสู่วงการ โดยเริ่มต้นจากการชักชวนไปร้องคาราโอเกะ แต่กลับยิ่งทำให้เธอเข้าใจผิดและกลัว จนร้องเรียกให้ชิบะเข้ามาช่วย

ใช่ครับ สุดท้าย ยมทูตชิบะผู้หลงไหลในการฟังเพลง (เพราะในโลกของยมทูต ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ดนตรี) ตัดสินใจ ‘ปล่อย’ ให้คะซึเอะได้ใช้ชีวิตอยู่ต่อ เพื่อที่จะได้รอดู (และรอฟัง) ว่า พรสวรรค์ของเธอจะได้รับการเจียระไนจากโปรดิวเซอร์อัจฉริยะ จนกลายเป็นนักร้องเสียงสวรรค์จริงหรือไม่

เรื่องราวของคะซึเอะ บอกอะไรหลายๆ อย่างกับผม อาทิ ชีวิตคนเราอาจพลิกผันได้ในชั่วพริบตา หากเราสามารถค้นพบเหตุผลที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อ หรือแม้แต่ การให้โอกาสคน อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่ตัวเรา หรือตัวคนๆ นั้นก็คาดไม่ถึง

นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกหลายตอนในหนังสือที่ผมชอบมาก ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างชิบะกับหญิงชรา ผู้ผ่านพ้นการสูญเสียคนที่เธอรักตั้งแต่เด็ก แต่เธอก็ยังคงความสดใส น่ารัก และใจดีกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชิบะ ซึ่งเธอรู้ด้วยลางสังหรณ์ว่า ชายคนนี้คือยมทูตที่กำลังมารอพาเธอไปสู่ปรโลก

ในตอนนี้ อิซากะตั้งใจเขียนตอนจบแบบปลายเปิด ให้คนอ่านได้จินตนาการเองว่า ชิบะตัดสินใจที่จะ ‘รับไว้’ หรือ ‘ปล่อย’ ให้คุณยายได้มีชีวิตอยู่ต่อ แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่า เขาน่าจะรับไว้มากกว่า เพราะคุณยายได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ชีวิตของเธอได้รับการเติมเต็มจนครบสมบูรณ์แล้ว แม้ว่าเธอจะสูญเสียคนที่เธอรักไปหลายครั้ง แต่เธอก็เข้าใจและยอมรับว่า ความตายคือสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่ชื่อ โอกิฮาระ เขาเป็นชายหนุ่มจิตใจดี เป็นที่รักของทุกคน และกำลังจะได้เริ่มต้นความรักหวานชื่นกับ ฟุรุคาวะ อะซามิ หญิงสาวน่ารัก ผู้พักอาศัยอยู่ที่แมนชั่นฝั่งตรงข้าม

อันที่จริงแล้ว ชิบะเป็นคนที่ทำให้โอกิฮาระเข้าไปทักทายทำความรู้จักกับอะซามิ หลังจากที่ได้แค่แอบชอบ แต่ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย โดยชิบะพูดว่า ชีวิตคนเราแสนสั้นนัก อะไรที่อยากทำก็ควรทำ อยากคุยกับใครก็ควรเข้าไปคุยเสีย

ความรักของโอกิฮาระกับอะซามิ เพิ่งจะเริ่มผลิบาน แต่ใครจะรู้ว่า ความรักนั้นอาจมีอายุขัยที่แสนสั้นเหมือนชีวิตของเขา โอกิฮาระ ถูกคนร้ายที่ตามรังควานอะซามิใช้มีดแทง ซึ่งในตอนนั้น ชิบะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะให้โอกาสโอกิฮาระได้มีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่

“ต่อให้ไม่เกิดเรื่องนี้ ชีวิตผมก็ไม่ยืนยาวหรอก”  โอกิฮาระบอกกับชิบะด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น พร้อมลมหายใจรวยริน

โอกิฮาระป่วยเป็นมะเร็ง ซึ่งหมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี

“ผมไม่อยากตายหรอก แต่ถ้ายังไงก็ต้องตาย ได้ตายเพื่อคนที่เรารักก็ดีเหมือนกัน” โอกิฮาระ พูดพร้อมแววตาเลื่อนลอย “ถึงจะไม่เยี่ยมยอด แต่ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายที่สุด”

ในความเชื่อของทุกวัฒนธรรม ยมทูตล้วนให้ภาพจำที่น่ากลัว เพราะทุกคนไม่มีใครอยากตาย แต่บทบาทและเรื่องราวของยมทูตที่ชื่อชิบะ อาจทำให้เราได้ฉุกใจคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ความตาย คือจุดหมายปลายทางและส่วนหนึ่งของชีวิต ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

ไม่ว่าชีวิตจะแสนสั้น หรือยืนยาวเนิ่นนาน แต่หากเราได้ใช้มันไปจริงๆ ไม่เพียงแค่ใช้เวลาอย่างสูญเปล่า ชีวิตนั้นก็พึงนับเป็นสิ่งที่งดงาม และความตายก็เช่นกัน เพราะมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต

Tags:

ความตายนิยายชีวิตไม้บรรทัดของยมทูตวรรณกรรมร่วมสมัย

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Myth/Life/Crisis
    ความตายขับเคลื่อนชีวิต (2): เมื่อการระลึกถึง ‘ความตาย’ ทำให้เข้าใจความหมายของ ‘ชีวิต’

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Book
    ความฝันที่ล้มเหลวไม่เจ็บปวดเท่าความฝันที่ไม่ได้ลงมือทำ: คิริโกะกับคาเฟ่เยียวยาใจ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • How to enjoy life
    เดอสแตดนิง (Döstädning): มากกว่าจัดบ้านคือจัดการชีวิต ศิลปะการละทิ้ง(ก่อนตาย) สไตล์ชาวสวีเดน

    เรื่อง ปริพนธ์ นำพบสันติ ภาพ ninaiscat

  • Book
    The Last Lecture: ปาฐกถาในวาระสุดท้ายที่บอกว่า ‘อะไรมีความหมายที่สุดในชีวิต’

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Myth/Life/CrisisBook
    ไม่ต้องแตกสลายเพื่อจะพบแสงสว่าง

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

The Good Bad Mother: ที่ทำได้คือ ‘ให้อภัยและปลดปล่อยตัวเองจากอดีต’ …เพราะพ่อแม่ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้
Movie
5 December 2025

The Good Bad Mother: ที่ทำได้คือ ‘ให้อภัยและปลดปล่อยตัวเองจากอดีต’ …เพราะพ่อแม่ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ พิมพ์พาพ์

  • The Good Bad Mother ซีรีส์เกาหลีที่บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ยองซุน’ แม่เลี้ยงเดี่ยวผู้เข้มงวด กับ ‘คังโฮ’ ลูกชายที่ถูกแม่ขีดเส้นทางชีวิตให้เป็นอัยการ จนต้องแลกด้วยชีวิตวัยเด็กที่ไร้ความสุขเพราะถูกบีบคั้นอย่างหนัก
  • จุดพลิกผันเกิดขึ้นเพื่อคังโฮประสบอุบัติเหตุ เขากลับไปมีสมองเหมือนเด็กเจ็ดขวบ ยองชุนจึงต้องทำหน้าที่แม่อีกครั้ง และแม้เธอจะดูอ่อนโยนมากขึ้น แต่ก็ยังคงพยายามบงการชีวิตลูก กระทั่งวาระสุดท้ายมาถึง เธอจึงตระหนักว่าตัวเองได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว
  • ในชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะมีเหตุการณ์พลิกผันมาสะกิดให้พ่อแม่หันกลับมาทบทวนตัวเอง ความจริงที่ลูกหลายคนต้องยอมรับคือ ไม่มีคำขอโทษ และไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะลบล้างบาดแผลได้ นอกจากความเข้าใจที่ใช้ปลอบประโลมตัวเองว่า พ่อแม่ก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้

ตอนเป็นเด็ก เราต่างถูกปลูกฝังให้รู้จักกตัญญูต่อพ่อแม่ ด้วยความเชื่อมั่นว่าพ่อแม่คือคนที่รักและหวังดีกับลูกมากที่สุด แต่เมื่อโตขึ้น ผมกลับพบว่า ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่จะเป็นเซฟโซนให้ลูกได้ ซ้ำร้ายยังอาจแสดงออกในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ

พ่อแม่ของผมก็เช่นกัน พวกท่านรักผมที่สุด แต่ความรักก็ปะปนด้วยความผิดพลาดแบบที่มนุษย์ทุกคนมี อาจจะพิเศษหน่อยตรงที่มนุษย์พ่อแม่กลับมีพลังอำนาจราว ‘พระเจ้า’ ที่สามารถกำหนดเส้นทางชีวิตวัยเด็กของลูกได้เกือบทั้งหมด จนเผลอทำสิ่งที่เป็นการทำร้ายผมในบางครั้ง โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงทั้งต่อร่างกายและจิตใจที่ผมไม่ชอบเลย แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็รู้ว่าท่านรักผมสุดหัวใจ

ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ผมอินกับ The Good Bad Mother (나쁜 엄마 แปลว่า แม่ที่ไม่ดี) ซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ ‘ยองซุน’ แม่เลี้ยงเดี่ยวผู้เข้มงวด และ ‘คังโฮ’ ลูกชายที่ถูกแม่ขีดเส้นทางชีวิตให้เป็นอัยการ ด้วยความหวังว่าจะมีอนาคตที่ดีกว่าตัวเอง ความสำเร็จของเขาจึงแลกมากับวัยเด็กที่ถูกบีบคั้นจนแทบไม่มีพื้นที่หายใจ

กระทั่งอุบัติเหตุร้ายแรงทำให้คังโฮสูญเสียความจำ และกลับไปมีสมองเหมือนเด็กเจ็ดขวบ โชคชะตาจึงพาสองแม่ลูกกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหลังห่างเหินกันมานาน 

ซีรีส์ค่อยๆ เปิดเผยว่า ก่อนจะเป็นแม่ใจร้าย ยองซุนเคยเป็นผู้หญิงอ่อนโยน สดใส มองโลกในแง่ดี และอยากเลี้ยงลูกให้เป็นศิลปินด้วยซ้ำ

“จะเป็นลูกสาวหรือลูกชายแล้วยังไงล่ะคะ ฉันแค่อยากคลอดลูกออกมาให้แข็งแรง แล้วจะเลี้ยงลูกให้เป็นจิตรกรค่ะ จริงๆ ฉันฝันอยากเป็นจิตรกรค่ะ พ่อแม่ฉันเสียไประหว่างที่ฉันเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนศิลปะ ฉันเลยล้มเลิกความฝันไป แต่ฉันรู้สึกว่าลูกของฉันจะวาดรูปเก่งเหมือนฉันยังไงไม่รู้ค่ะ” 

แต่ชีวิตก็ไม่ง่ายดั่งฝัน การสูญเสียสามีอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ยองซุนต้องหอบลูกในท้องหนีไปยังชนบทห่างไกลเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หญิงสาวใจดี ค่อยๆ ถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นคุณแม่ใจร้ายที่ใช้ความเจ็บปวดของตัวเองเป็นกรอบบังคับอนาคตของลูก

คังโฮถูกกดดันให้เรียนเก่งที่สุด โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวที่แม่วางไว้ คือการเป็นอัยการที่ร่ำรวยและมีอำนาจ เขาไม่เคยออกไปทัศนศึกษาหรือสังสรรค์กับเพื่อนๆ  แม้แต่การกินข้าวอิ่มก็เป็นความผิด เพราะแม่เชื่อว่าถ้ากินอิ่มจะทำให้ง่วงและไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ 

ที่บีบหัวใจคือคังโฮมีพรสวรรค์ด้านศิลปะเหมือนกับแม่ ทั้งยังเคยประกวดได้รางวัลจากการประกวดศิลปะเยาวชนระดับประเทศ แต่แม่ไม่เพียงไม่ยินดี แต่ยังเอาผลงาน รวมถึงประกาศนียบัตรไปเผาทิ้งด้วยความโกรธ

แน่นอนว่าคังโฮก็เคยถามแม่ของเขาตรงๆ ถึงภาระที่ต้องแบก แต่น่าเสียดายที่ยองซุนไม่ฟังและไม่คิดจะประคับประคองความรู้สึกลูก เธอบอกเพียงสั้นๆ ว่า ถ้าอยากหลุดพ้นจากแม่จอมบงการ เขาก็ต้องไปเป็นอัยการให้ได้ก่อน

“มันเป็นชีวิตของแม่ต่างหาก ผมเบื่อและรำคาญเต็มทนแล้ว ผมอึดอัดจนหายใจไม่ออกเลยครับ ทำไมแม่ถึงกำหนดชีวิตของผม แล้วทำให้ผมทุกข์ด้วยครับ มันเป็นความผิดของผมเหรอครับที่พ่อตายอย่างไม่เป็นธรรม 

…ใช่แล้ว แม่น่ะร้ายจริงๆ ครับ ทำไมผมต้องทำชีวิตตัวเองพัง เพราะคนอื่นเหรอครับ ก็แม่บอกให้ผมใช้ชีวิตแบบนั้นไงครับ ให้ผมโตเป็นคนมีอำนาจและความสามารถ แล้วช่วยเหลือคนเดือดร้อนและไม่มีอำนาจ แต่มันไม่ใช่เลย แม่ก็แค่รู้สึกไม่ยุติธรรมที่ตัวเองโดนกระทำเพราะไม่มีอำนาจ และต้องการใช้ผมเพื่อที่จะมีอำนาจนั้น แม่ต้องการเลี้ยงผมให้เป็นคนเอาแต่ได้ ไม่ต่างอะไรจากคนที่ทำให้พ่อต้องตาย ผมเข้าใจแล้ว ผมจะทำแบบนั้นให้เองครับ” 

ในฐานะของลูกที่เคยถูกกำหนดเส้นทางชีวิต ผมเข้าใจดีว่าพ่อแม่ไม่ได้อยากใจร้ายหรือกดดันบังคับลูก พวกท่านเพียงทำในสิ่งที่คิดว่า ‘ดีที่สุด’ และมักทำตามแบบแผนที่ตัวเองเคยได้รับ แม้ว่าวิธีนั้นจะเต็มไปด้วยบาดแผลก็ตาม

พอมนุษย์พ่อแม่เชื่อว่าตัวเอง ‘รักและหวังดีกับลูกที่สุด’ เหตุผลนี้จึงเป็นใบอนุญาตอันชอบธรรมให้ทำทุกอย่างได้ ตั้งแต่การสร้างกฎระเบียบ การเข้มงวดกวดขัน การตี การดุด่า หรือแม้แต่การขู่ เพื่อสร้างความอดทนให้ลูก ราวกับความลำบากในวันนี้…จะนำลูกไปสู่ความสุขสบายในวันหน้า ซึ่งอาจจะจริงสำหรับเด็กบางคน แต่ต้องไม่ลืมว่าเด็กแต่ละคนต่างมีพื้นฐานจิตใจที่ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน 

ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่แม่อย่างยองซุน และแม้แต่พ่อแม่ของผม มักมองข้ามคือ ‘การจัดการอารมณ์’ ของตัวเอง เมื่อพ่อแม่ไม่รู้วิธีดูแลความเหนื่อย ความเครียด ความกลัว ความโกรธ และบาดแผลเก่าๆ ที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา อารมณ์เหล่านั้นจึงรั่วไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว และค่อยๆ ผสมลงในความรักต่อลูกทีละน้อย จนในที่สุด ความรักที่ควรจะโอบอุ้มก็ถูกเคลือบด้วยยาพิษบางๆ และเป็นยาพิษหยดเล็กๆ เหล่านั้นเองที่ค่อยๆ ซึมลงในใจใจลูกวันแล้ววันเล่า จนกลายเป็นความเจ็บปวดที่ฝังลึก…โดยที่ทั้งสองฝ่ายอาจไม่เคยรู้ตัวเลยว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่   

ทว่า ซีรีส์ได้สร้างจุดเปลี่ยนที่ทำให้แม่ได้กลับมาทบทวนตัวเอง เมื่อคังโฮมีสถานะเหมือนเด็กเจ็ดขวบ ยองซุนต้องเริ่มบทบาทแม่ใหม่อีกครั้ง ก่อนเธอจะได้รับรู้ว่า ลูกชายเคยเป็นอัยการที่รับสินบน ซึ่งในตอนแรกยองชุนโยนความผิดทั้งหมดให้ลูกชาย ราวกับความบิดเบี้ยวที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตัวเขาเพียงลำพัง ทั้งที่ความจริงแล้ว ตัวเธอคือส่วนสำคัญที่หล่อหลอมคังโฮให้กลายเป็น ‘ปีศาจ’ แบบที่เธอรังเกียจ

“ฉันขังแกไว้ในเล้าหมูและบังคับให้แกหายใจไม่ออก เอาแต่สั่งให้แกเรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ฉันตั้งใจให้แกรวยและเป็นคนมีอำนาจ แต่กลับทำให้เป็นปีศาจไร้หัวใจแทน”

ในโอกาสครั้งที่สอง ภาพยองซุนถูกนำเสนอให้ดูอ่อนลงจนดูเหมือนเธอเป็นแม่ที่มีเหตุผลมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว เธอยังคงเป็นแม่จอมบงการในแบบที่เคยเป็น เธอบังคับให้คังโฮเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการฟาร์มหมูเพื่อสืบทอดกิจการ ฝึกกายภาพบำบัดด้วยวิธีการสุดโต่ง…ถึงขั้นโยนเขาลงน้ำเพื่อให้เอาตัวรอดเอง และพยายามคลุมถุงชนกับหญิงสาวแปลกหน้า โดยไม่สนใจว่าเขามีความชอบอะไร รู้สึกอย่างไร หรือกำลังแอบรักใครอยู่   

“ผมทำตามที่แม่สั่งทุกอย่างแล้วไงครับ ทั้งกินข้าวเยอะๆ ตั้งใจออกกำลังกาย ขยับมือ ขยับขาได้แล้วนะครับ ทั้งกินยา ทั้งฝังเข็ม ที่ผ่านมาผมทั้งเจ็บปวดและเหนื่อยมากๆ ตอนที่แม่โยนผมลงไปในน้ำ ผมกลัวมากจริงๆ แต่ผมก็อดทนไว้ครับแม่ เพราะแม่มีความสุข ผมอยากให้แม่มีความสุข แต่ทำไมแม่ไม่ให้ผมทำในสิ่งที่ชอบล่ะครับ ทำไมทำตามใจแม่ตลอด เพราะในสายตาแม่ ก็เห็นผมเป็นคนบื้อเหรอครับ”

ขณะเดียวกัน สิ่งที่บีบหัวใจที่สุดก็เกิดขึ้น นั่นคือความจริงที่ว่า พ่อแม่จำนวนมากมัก ‘คิดได้’ ในวาระสุดท้ายของชีวิต เหมือนกับอีพีสุดท้ายที่ยองซุนเขียนจดหมายสั่งเสียถึงลูก ซึ่งทำให้ผมร้องไห้ เพราะมันคือความจริงอันเจ็บปวดของหลายครอบครัว

“ถึงคังโฮ ลูกที่รักของแม่ 

จำจดหมายฉบับแรกที่ลูกเขียนให้แม่ได้ไหม “ถึงแม้กายเราจะอยู่ห่างไกลกัน แต่หัวใจของผมยังคงอยู่ในความทรงจำที่ผมมีร่วมกับคุณพ่อคุณแม่เสมอ” ตอนที่ลูกอ่านจดหมายฉบับนี้ แม่เองก็คงรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน คังโฮ ตัวอักษรจีนที่แปลว่า ‘สายใย’ ในคำว่า โชคชะตา ลูกรู้ไหมว่ามันประกอบไปด้วยคำว่า เส้นด้าย และ หัวหมู สายใยของคนมันยากพอๆ กับการใช้เส้นด้ายผูกคอหมูแล้วจูงมันเดินยังไงล่ะ และแม่กับลูกก็ได้มาเป็นแม่ลูกกันด้วยสายใยนั้น 

โชคชะตาที่ล้ำค่าแบบนี้ แม่ก็อยากเป็นแม่ที่ดีกว่าใคร แต่ชีวิตมีเพียงหนเดียว และแม่ก็เพิ่งเคยเป็นแม่คนครั้งแรก แม่ขอโทษที่ยังบกพร่องและทำได้ไม่ดีนะ 

เมื่อกี้แม่ขอพรตอนเป่าเทียนด้วยล่ะ ขอให้แม่ได้เกิดมาเป็นแม่ของลูกอีกครั้ง ถ้าเป็นจริงได้ แม่ก็จะทำให้ดีกว่านี้ แม่จะไม่ห้ามไม่ให้ลูกเศร้าที่ไม่มีพ่อ แม่จะไม่หลอกลูกว่า ผลการเรียนคือทุกอย่างของชีวิต แม่จะไม่เพิกเฉยที่ลูกมีพรสวรรค์ในการวาดรูป แม่จะไม่เสแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของลูกที่อยากกินข้าวอีกคำ แม่จะไม่ฝืนกลั้นน้ำตาเมื่อเห็นลูกเจ็บ ถ้าลูกล้ม แม่จะคอยช่วยพยุงขึ้นมาเอง ถ้าลูกกลัว แม่จะกอดลูกเอง จะบอกว่า ลูกเก่งมาก ขอบใจ และแม่รักลูก กับลูกทุกๆ วันเอง และแม่จะไม่รีบจากไปแบบนี้ แม่รักลูกนะ ลูกชายของแม่…แล้วมาเจอกันใหม่ ในวันที่คำอธิษฐานของแม่เป็นจริงนะ 

จากแม่ร้ายๆ ”

หลังได้ฟังข้อความจากจดหมายฉบับนั้น ผมได้แต่นั่งเงียบและสะอื้นในใจ เพราะไม่ว่าพ่อแม่จะรักลูกอย่างไร้ทักษะ รักลูกโดยที่แบกบาดแผลเดิมมาผลิตซ้ำเป็นบาดแผลใหม่ หรือรักลูกด้วยความเชื่อว่าความรุนแรงคือความหวังดี…เหมือนยาขมที่ช่วยให้ลูกแข็งแรง แต่ทั้งหมดนี้กลับทำร้ายและกัดเซาะความสัมพันธ์ในครอบครัวครั้งแล้วครั้งเล่า

ยิ่งในชีวิตจริง ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนจะได้ ‘โอกาสครั้งที่สอง’ แบบแม่ของคังโฮ และไม่ใช่ทุกครอบครัวจะมีเหตุการณ์พลิกผันบางอย่างมาสะกิดให้พ่อแม่หันกลับมาทบทวนตัวเอง ความจริงที่หลายคนต้องยอมรับคือ ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีฉากสำนึกผิด และไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะลบล้างบาดแผลได้ในชั่วข้ามคืน

แม้มันจะเจ็บปวดและดูไม่ยุติธรรมที่ผู้ถูกทำร้ายต้องเป็นคนเยียวยาตัวเอง แต่ในท้ายที่สุด เราในฐานะลูกคือคนที่ต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยพ่อแม่และรับมือกับบาดแผลนั้นด้วยตัวเอง เพราะพ่อแม่ทำดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้แล้ว การให้อภัยจึงไม่ใช่เพื่อปลอบใจใคร หากเป็นการปลดปล่อยตัวเราเองให้หลุดออกจากวงจรเดิมๆ โดยไม่ยอมให้บาดแผลเก่ากลายเป็นตัวกำหนดชีวิตที่เหลือ พร้อมลุกขึ้นก้าวข้ามมันด้วยหัวใจที่รักและเห็นคุณค่าในตัวเอง เหมือนที่พระไพศาลกล่าวไว้ว่า 

“การให้อภัยมิได้หมายถึงการลืมเหตุการณ์ที่เจ็บปวด แต่หมายถึงการไม่ยอมให้เหตุการณ์เหล่านั้นมาทำร้ายเรา ผู้ที่รู้จักให้อภัยคือผู้ที่ยังจดจำอดีตอันไม่น่าพิสมัยได้ แต่แทนที่จะปล่อยให้อดีตนั้นมากระทำย่ำยี กลับเอาชนะมันได้และสามารถนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเป็นบทเรียน…แต่บทเรียนนั้นควรมีไว้ เพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มิใช่ชวนให้หวนคิดถึงเรื่องราวข้างหลังด้วยความเจ็บปวด” 

Tags:

The Good Bad Motherซีรีส์ครอบครัวลูกแม่

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Movie
    Modern love Tokyo (2022): แม่ต้องปล่อยวางหลายเรื่อง แต่วันหนึ่งลูกจะภูมิใจในเราเองแหละ

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Dear Parents
    ไม่ต้องรักลูกทุกคนเท่ากันก็ได้ แต่อย่าใจร้ายกับลูกคนไหนเลย

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Movie
    Beef (2023) เก็บกด แบกรับ ปิดบัง ฉบับ Asian Americans

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Dear ParentsMovie
    The Makanai: cooking for the maiko house ประเทศที่คนจะทำอาชีพอะไรก็ได้

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • BookDear Parents
    โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก: โลกร้ายกาจอาจไม่ทำลายคน ความเดียวดายต่างหาก

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

ห้องเรียน AI EP5: หลักการ 5 ข้อเพื่อการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการศึกษา
Education trend
2 December 2025

ห้องเรียน AI EP5: หลักการ 5 ข้อเพื่อการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการศึกษา

เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • แม้เอไอจะสามารถสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับครูและนักเรียนได้ แต่การใช้งานเอไอก็ยังมีความเสี่ยงและความท้าทาย เช่น เอไอเน้นย้ำอคติให้เข้มข้นมากขึ้น คนเชื่อมั่นในเอไอมากเกินไป และครูไม่มีความรู้ในการใช้เอไออย่างมีประสิทธิภาพ
  • สมาคมการศึกษาแห่งชาติสหรัฐ (NEA) เสนอหลักการ 5 ข้อ เพื่อเป็นกรอบการใช้เอไอในระบบการศึกษา ดังนี้ 1.มนุษย์ต้องยังคงเป็นศูนย์กลาง 2.เอไอที่นำมาใช้ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าสามารถยกระดับผู้ใช้ได้จริง 3.การพัฒนาหรือใช้งานเอไอต้องมีจริยธรรม 4.ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานเอไอได้อย่างเท่าเทียม และ 5.ทุกคนทำความเข้าใจเอไอและเรียนรู้วิธีนำมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง
  • หากห้องเรียนหรือโรงเรียนเลือกที่จะนำเอไอเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การตรวจสอบว่าทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเอไอได้หรือไม่ เด็กบางคนอาจไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานเอไอได้ตลอดเวลา ดังนั้นโรงเรียนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องพิจารณาด้วยว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือในด้านนี้ เช่น มีอุปกรณ์ให้ยืม หรือเงินสนับสนุน เป็นต้น

ในบทความชุด ‘ห้องเรียน AI’ ที่ผ่านมา เราได้สำรวจการปรับตัวที่สำคัญหลายด้านสำหรับการนำเอไอมาใช้ในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการนำเอไอมาใช้เป็นผู้ช่วยครู หรือใช้เป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้กับเด็ก ไปจนถึงการออกแบบการบ้านที่มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ และการสอนจริยธรรมเอไอด้วยการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง

ตอนนี้เราอาจรู้สึกว่าได้ค้นพบ ‘จิ๊กซอว์’ ทั้งหมดแล้วสำหรับการนำเอไอมาใช้ในการศึกษา ที่ผ่านมาเราได้เจาะลึกไปที่จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นและทำความเข้าใจมันเป็นอย่างดี แต่อีกมิติสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ การสร้าง ‘แผ่นกระดาน’ ที่ให้จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นนำมาประกอบกันได้อย่างสมบูรณ์

แผ่นกระดานที่ว่านี้คือ การวางกรอบ ‘นโยบาย’ ที่ชัดเจน เพื่อเป็นเข็มทิศหรือกฎกติการ่วมกันในการพัฒนาจิ๊กซอว์ทุกชิ้นอย่างเป็นระบบในทิศทางเดียวกัน โดยสมาคมการศึกษาแห่งชาติสหรัฐ (NEA) ได้นำเสนอหลักการ 5 ข้อที่ชัดเจนต่อการนำเอไอมาใช้ในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในบริบทของไทยได้

ปัญญาประดิษฐ์: เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่มาพร้อมกับ ‘โอกาส’ และ ‘ความเสี่ยง’

สมาคมการศึกษาแห่งชาติสหรัฐ (NEA) เป็นสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐฯ ปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกเกือบ 3 ล้านคน ซึ่งรวมตัวกันเพื่อเป็นตัวแทนในการสนับสนุนครู อาจารย์ และบุคลากรในทุกระดับการศึกษา

NEA มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแนวทางการนำเอไอมาใช้ในการศึกษา เห็นได้จากประธาน NEA เบ็คกี้ พริงเกิล (Becky Pringle) ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในด้านเอไอแห่งปี 2024 จากนิตยสาร TIME โดยเธอได้จัดตั้ง ‘คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยเอไอในระบบการศึกษา’ เพื่อสำรวจการใช้งานเอไอในระบบการศึกษา พร้อมทั้งวางแนวทางในการจัดการและใช้งานเอไออย่างเหมาะสม

จากการสำรวจของคณะทำงานเฉพาะกิจพบว่า เอไอสามารถสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับครูและนักเรียนได้ เช่น ช่วยครูทำงานซ้ำซากจำเจ ปรับแต่งเนื้อหาให้เข้ากับนักเรียนเป็นรายบุคคล ยกระดับการเรียนรู้ผ่านการระดมความคิด ฝึกฝนการคิดวิเคราะห์ และทำให้เด็กได้รับฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์

อย่างไรก็ตาม การใช้งานเอไอก็ยังมีความเสี่ยงและความท้าทาย เช่น เอไอเน้นย้ำอคติให้เข้มข้นมากขึ้น คนเชื่อมั่นในเอไอมากเกินไป และครูไม่มีความรู้ในการใช้เอไออย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น NEA จึงสร้างหลักการ 5 ข้อ เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการนำเข้ามาใช้เอไอในระบบการศึกษา

หลักการ 5 ข้อ เพื่อการใช้งานเอไออย่างเหมาะสมในการศึกษา

  1. มนุษย์ต้องยังคงเป็นศูนย์กลาง

มีงานวิจัยพบว่า เด็กมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้เมื่อมี ‘สัมพันธภาพ’ (Relationship) ที่แน่นแฟ้นเกิดขึ้น สัมพันธภาพในที่นี้ไม่ใช่แค่การที่ครูรู้จักชื่อนักเรียน แต่คือการสร้างความเคารพซึ่งกันและกัน ความไว้ใจ และความรู้สึกปลอดภัย นักเรียนที่สัมผัสได้ถึงความเกื้อกูล (เช่น เป็นที่รัก ได้รับความเคารพ มีครูเห็นคุณค่า) มีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนและเห็นถึงความสำคัญของการเรียนวิชานั้นๆ 

ไอเอไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพในลักษณะนี้ได้ ดังนั้นสัมพันธภาพระหว่าง ‘ผู้เรียน’ กับ ‘ผู้สอน’ ที่เป็นคนจริงๆ จึงไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยเครื่องมืออย่างเอไอได้ แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอจะสามารถช่วยเหลือพัฒนาการศึกษาได้จริง แต่อุปกรณ์เหล่านี้ต้องได้รับการปฏิบัติภายใต้หลักการ ‘ช่วยเหลือแต่ไม่แทนที่’ (Aid but Not Replace)

นอกจากนี้ การตัดสินใจที่มีผลกระทบสูงหรือสามารถชี้เป็นชี้ตายได้ ไม่ควรใช้ข้อมูลหรือการวิเคราะห์จากเอไอเป็นแหล่งอ้างอิงเดียว เนื่องจากเอไออาจเกิดข้อผิดพลาด มีอคติ หรือไม่สามารถอธิบายย้อนกลับได้ว่าทำไมถึงเลือกทางเลือกหนึ่งๆ 

การพึ่งพาหรือมั่นใจในเอไอมากเกินไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง เช่น กรณีจาก Texas A&M University ที่อาจารย์จะให้นักศึกษาไม่ผ่านทั้งห้อง เนื่องจากเอไอตรวจพบว่างานของนักศึกษาเขียนโดยใช้เอไอ ทั้งนี้ จากหนังสือ Teaching with AI ก็มีกรณีที่คล้ายคลึงกัน แต่นักศึกษาโต้กลับว่า บทคัดย่อในงานวิจัยของอาจารย์ที่ตีพิมพ์ก่อนจะมี ChatGPT ก็ตรวจพบว่าเขียนโดยใช้เอไอเหมือนกัน ทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นว่าเอไอไม่ได้ถูกต้องและแม่นยำ 100%

หรือในรัฐเนวาดาที่สหรัฐฯ ก็ได้นำเอไอมาใช้วิเคราะห์การให้ทุนแก่เด็กนักเรียนที่ขาดแคลน ผลคือจำนวนนักเรียนที่ถูกระบุว่าขาดแคลนลดลงกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ อีกทั้งเด็กที่ถูกคัดออกนี้ก็มีจำนวนมากที่ขาดแคลนจริง ทำให้เด็กเหล่านี้ขาดโอกาสในการเข้าถึงทุนการศึกษา กรณีทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เอไอไม่ควรนำมาใช้เป็นเครื่องมือชี้เป็นชี้ตาย โดยปราศจากการพิจารณาอย่างรอบคอบจากมนุษย์

  1. เอไอที่นำมาใช้ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าสามารถยกระดับผู้ใช้ได้จริง

เวย์น โฮมส์ (Wayne Holmes) ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาเชิงวิพากษ์ด้านปัญญาประดิษฐ์และการศึกษา กล่าวว่า “ปัจจุบันมีหลักฐานเพียงน้อยนิดที่บ่งชี้ว่า สิ่งที่ได้รับการส่งเสริมจากอุตสาหกรรมเอไอจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับนักเรียนและครู”

พูดง่ายๆ คือ สิ่งที่ผลิตภัณฑ์เอไอกล่าวอ้างสรรพคุณว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ อาจไม่ได้เป็นจริงเสมอไป การเลือกใช้เทคโนโลยีเอไอในการศึกษา (หรือในบริบทอื่นๆ ก็ตาม) ควรพิจารณาจากหลักฐาน ไม่ใช่การตลาด เช่น มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือว่าการใช้งานเอไอในลักษณะหนึ่งๆ จะช่วยยกระดับความสามารถของผู้ใช้ได้จริง

คณะทำงานเฉพาะกิจของ NEA ทราบดีว่า การบังคับให้หยุดใช้เอไอในปัจจุบันไม่สามารถทำได้และไม่ควรทำอย่างยิ่ง อีกทั้งการวิจัยเพื่อหาหลักฐานมายืนยันสรรพคุณของเอไอก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ครูหรือผู้วางนโยบาย ควรติดตามการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเอไออยู่เป็นเนืองๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการนำเอไอมาใช้ในการศึกษาจะช่วยพัฒนาบุคคลจากทุกภาคส่วนได้จริง

นอกจากนี้ เมื่อนำเอไอมาใช้แล้ว ก็ควรติดตามการวิเคราะห์หรือการวิจัยเกี่ยวกับเอไอเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มีการอัปเดตปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งการอัปเดตในบางกรณีก็อาจเปลี่ยนวิธีการใช้งานผลิตภัณฑ์ตัวนั้นๆ ไปเลย ทำให้ต้องมาฝึกฝนและเรียนรู้กันใหม่

  1. การพัฒนาหรือใช้งานเอไอต้องมีจริยธรรม

ปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ เอไอยังมีข้อผิดพลาด เช่น มีอคติ ให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง หรือใช้ข้อมูลที่ล้าสมัย ดังนั้นการออกแบบหรือใช้งานเอไอต้องมีมนุษย์คอยตรวจสอบและกำกับดูแลอยู่เสมอ (Human-in-the-Loop) เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากเอไอ

เช่น อคติต่อผู้ใช้ภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา โดยข้อความภาษาอังกฤษที่บุคคลกลุ่มนี้เขียนขึ้นมักถูกเอไอตรวจจับว่าเขียนโดยใช้เอไอ เนื่องจากมีลักษณะการใช้ภาษาที่แตกต่างจากเจ้าของภาษา หรืออคติต่อชนกลุ่มน้อยหรือผู้หญิงในสถานการณ์หนึ่งๆ เช่น การซื้อรถหรือการทำนายผลเลือกตั้ง โดยเอไอมีแนวโน้มที่จะให้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไรนัก เมื่อเทียบกับบุคคลกลุ่มอื่นๆ ในสถานการณ์เดียวกัน

คณะทำงานเฉพาะกิจของ NEA แนะนำว่า ครูควรต้องมี ‘สมรรถนะและความเปิดกว้างทางวัฒนธรรม’ (Cultural Competence and Responsiveness) เพื่อจะได้รู้เท่าทันอคติและปรับการสอนให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมต่างๆ สมรรถนะเหล่านี้นอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมแล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะในการใช้เอไอได้ด้วย เพราะจะทำให้ครูเห็นและเข้าใจอคติที่เกิดขึ้นจากเอไอ ซึ่งจะช่วยพัฒนาการสอนให้กับเด็กได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนี้ เอไออาจสร้างผลลัพธ์ที่ผิดด้วยน้ำเสียงที่ดูมั่นใจ ทำให้ผู้ใช้ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ เช่น อ้างอิงบทความที่ไม่มีจริง ให้คำแนะนำทางการแพทย์ที่ไม่ถูกต้อง ฯลฯ ดังนั้นที่ปรึกษาด้านการกำกับดูแลเอไอและข้อมูล อะเลคซันดร์ ตยูล์คานอฟ (Aleksandr Tiulkanov) จึงเสนอขั้นตอนวิธีเบื้องต้นในการพิจารณาเลือกใช้ ChatGPT ตามผังงานด้านล่างนี้

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้งานเอไอในสถานศึกษาก็ต้องมีความโปร่งใส กล่าวคือ ครู ผู้ปกครอง และเด็กควรรู้ว่าในโรงเรียนมีการใช้เอไออะไรบ้างและใช้เพื่ออะไร อีกทั้งการใช้เอไอในห้องเรียนควรมีแนวปฏิบัติหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้ เพื่อไม่ให้ครูต้องวิเคราะห์เอาเองว่าสิ่งไหนคือการประพฤติมิชอบ (Academic Misconduct)

การมีมาตรการจัดการกับการกลั่นแกล้ง (Bullying) หรือการคุกคาม (Harassment) ด้วยเอไอก็มีความสำคัญ อาทิ การใช้เอไอประเภทสื่อสังเคราะห์ (Deepfake) สร้างภาพไม่เหมาะสมต่อบุคคลหนึ่งๆ เป็นต้น ปัจจุบันสถานศึกษาหลายแห่งยังมิได้เตรียมการต่อเหตุการณ์ทำนองนี้ โดยแนวทางที่แนะนำในเบื้องต้นคือ การระบุว่าพฤติกรรมเหล่านี้มีความผิดทางวินัย ซึ่งจะทำให้เกิดกระบวนการในการพิจารณาความผิดได้

  1. ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานเอไอได้อย่างเท่าเทียม

ปัจจุบัน ‘ช่องว่างทางการศึกษา’ ทำให้นักเรียนได้รับการเรียนรู้อย่างไม่เท่าเทียมกัน เช่น นักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้รับทรัพยากรจำนวนมาก มีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการศึกษาได้ ในขณะที่นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนทรัพยากร ก็ไม่มีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ อาจทำให้ไม่สามารถพัฒนาระดับการศึกษาได้ทัดเทียมกับนักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่

อุปกรณ์ที่พูดถึงกันมากในปัจจุบันคือ ‘อุปกรณ์ดิจิทัล’ เพราะตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ‘ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล’ (Digital Divide) ก็สูงขึ้นเป็นอย่างมาก บางโรงเรียนสามารถปรับการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่บางโรงเรียน การปรับเปลี่ยนกลับเป็นไปอย่างยากลำบาก เช่น นักเรียนไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย หรือที่บ้านไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

การศึกษาในปัจจุบันกำลังรับเอาอุปกรณ์ดิจิทัลชนิดใหม่อย่าง ‘เอไอ’ เข้ามาใช้ โดยเทคโนโลยีนี้เองก็มีประโยชน์มหาศาลต่อทั้งครูและนักเรียน เอไอสามารถเติมเต็มช่องว่างทางการศึกษาของเด็กแต่ละคนได้ เช่น เด็กที่เรียนในห้องไม่ทันก็สามารถใช้เอไอช่วยอธิบายเนื้อหานั้นๆ ในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้

ดังนั้น หากห้องเรียนหรือโรงเรียนเลือกที่จะนำเอไอเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การตรวจสอบว่าทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเอไอได้หรือไม่ 

เด็กบางคนอาจไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานเอไอได้ตลอดเวลา ดังนั้นโรงเรียนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องพิจารณาด้วยว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือในด้านนี้ เช่น มีอุปกรณ์ให้ยืม หรือเงินสนับสนุน เป็นต้น

  1. ทุกคนทำความเข้าใจเอไอและเรียนรู้วิธีนำมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันเอไอเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน การมี ‘ความฉลาดรู้ทางเอไอ’ (AI Literacy) จึงเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรมีติดตัว จากรายงาน Work Trend Index 2024 พบว่า ผู้บริหารไทยกว่า 74% ไม่ต้องการจ้างพนักงานที่ไม่มีทักษะทางด้านเอไอ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 66%

ดังนั้น เด็กที่ได้เรียนรู้และใช้เอไอเป็น จึงมีโอกาสสูงที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างราบรื่น นอกจากการพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาทักษะที่เอไอไม่มีวันแทนที่ได้อย่าง ‘ทักษะทางสังคม’ (Soft Skills) ก็มีส่วนสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และจริยธรรมเอไอ

นอกจากนี้ การพัฒนาทางฝั่งครูก็มีส่วนสำคัญ หากครูมีทักษะทางด้านเอไอด้วยก็จะสอนให้เด็กสามารถใช้เอไอได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อีกทั้งยังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตให้แก่เด็กได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีครูจำนวนมากที่ไม่เคยใช้และไม่มีความรู้ในเทคโนโลยีเอไอ

จากการสำรวจของ EdWeek Research Center ที่สหรัฐฯ ในปี 2024 พบว่า ครูกว่า 37% ไม่เคยใช้และไม่คิดที่จะใช้อุปกรณ์เอไอ และครูอีก 22% ไม่เคยใช้อุปกรณ์เอไอแต่อาจจะใช้ในอนาคต โดยเหตุผลอันดับหนึ่งที่ครูกลุ่มนี้ยังไม่ใช้อุปกรณ์เอไอคือ ‘มีภาระงานอย่างอื่นที่สำคัญกว่า’ และเหตุผลรองลงมาคือ ‘ไม่รู้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้ใช้งานอย่างไร’

คณะทำงานเฉพาะกิจของ NEA เชื่อว่า การสร้างโอกาสในการฝึกฝนและเรียนรู้การใช้เอไอเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับครู ไม่แพ้กับเด็กเลย เมื่อครูได้รับการฝึกฝนการใช้งานเอไอ ครูจะสามารถนำเอไอมาใช้ในการศึกษาได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังเข้าใจความเสี่ยงของเอไอ ทำให้สามารถหาวิธีรับมือและจัดการได้อย่างรอบคอบ 

แม้การสำรวจของ NEA พบว่า การใช้เอไอจะช่วยสร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษาได้จริง แต่คุณประโยชน์ที่สาธยายมาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้สอนเองยังไม่เข้าใจวิธีใช้งานเทคโนโลยีนี้ เมื่อผู้สอนยังไม่เข้าใจและไม่เคยใช้เอไอ แล้วเราจะคาดหวังให้ผู้เรียนใช้เอไออย่างถูกต้องและเหมาะสมได้อย่างไร

อ้างอิง

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์. (2024). AI Literacy (2): ทักษะจำเป็นที่จะทำให้มนุษย์ไม่ถูกกลืนหายในโลกที่ AI ฉลาดขึ้นทุกที.

Aleksandr Tiulkanov. (2023). Is it safe to use ChatGPT for your task?

Andrew R. Chow. (2024). Becky Pringle: The 100 Most Influential People in AI 2024.

Bowen, J. A., & Watson, C. E. (2024). Teaching with AI: A Practical Guide to a New Era of Human Learning. Johns Hopkins University Press.

Jordan Abbott. (2024). When Students Get Lost in the Algorithm: The Problems with Nevada’s AI School Funding Experiment.

Lauraine Langreo. (2024). Most Teachers Are Not Using AI. Here’s Why.

Liang, W., Yuksekgonul, M., Mao, Y., Wu, E., & Zou, J. (2023). GPT detectors are biased against non-native English writers. Patterns, 4(7), 100779.

McKay, C., & Macomber, G. (2021). The Importance of Relationships in Education: Reflections of Current Educators. Journal of Education, 203(4), 751-758.

National Education Association. (2024). Report of the NEA Task Force on Artificial Intelligence in Education.

Pranshu Verma. (2023). A professor accused his class of using ChatGPT, putting diplomas in jeopardy.

Salinas, A., Haim, A., & Nyarko, J. (2024). What’s in a Name? Auditing Large Language Models for Race and Gender Bias (Version 3). arXiv.Wariya Khamchana. (2024). ‘ไมโครซอฟท์’ เปิดผลวิจัย ผู้บริหารในไทยกว่า 74% ไม่จ้างพนง.ที่ไม่มีทักษะ AI.

Tags:

จริยธรรมเอไอห้องเรียน AIครูการศึกษาการเรียนรู้เด็กการคิดวิเคราะห์

Author:

illustrator

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Education trend
    ห้องเรียน AI EP4: เด็กจะเข้าใจ ‘จริยธรรม AI’ ต้องสอนด้วยการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและการลงมือทำ

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Education trend
    ห้องเรียน AI EP3: การบ้านในยุค AI ต้องให้คุณค่ากับกระบวนการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์ ไม่ใช่การจับผิดว่าเด็กใช้ AI หรือไม่

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Education trend
    ห้องเรียน AI EP2: เตรียมเด็กให้เท่าทัน AI ปรับใช้เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ฝึกฝนทักษะการคิดและพัฒนาตนเอง

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Education trend
    ความผิดพลาดของการสอนวิทยาศาสตร์ที่อาจพาประเทศชาติหลงทาง

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์

  • Learning Theory
    ทำไมเราควรมองพัฒนาการเรียนรู้ผ่าน ‘ม่านวัฒนธรรม’

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Recent Posts

  • ทิศทางการศึกษาไทยที่อยากให้รัฐบาลใหม่ไปพ้นจากวังวนผลประโยชน์ทางการเมือง
  • Toxic Positivity: เลิกปฏิเสธอารมณ์และบอกให้ตัวเอง(หรือใคร)ต้องกดข่มมันไว้ด้วยคำว่า ‘คิดบวก’
  • ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ พื้นที่ชีวิตของเด็กเปราะบางที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน: พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น
  • Time Anxiety: เมื่อ ‘ความกังวลเรื่องเวลา’ กำลังพรากความสุขไปจากเรา
  • หยัดยืน:  ราคาที่ต้องจ่ายในการเลือก ‘ยืนยัน’ ความเชื่อของตัวเอง เมื่อชีวิตมาถึงจุดตัด-ทางแยก

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel