Skip to content
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    RelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the trauma
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
โฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brain

Month: March 2026

Grit ทักษะชีวิตที่จะช่วยให้เด็กอึด ฮึด และไปถึงเป้าหมายในระยะยาว ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI
Character building
24 March 2026

Grit ทักษะชีวิตที่จะช่วยให้เด็กอึด ฮึด และไปถึงเป้าหมายในระยะยาว ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI

เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • คนที่มี Grit สูง นอกจากมีความเพียรแล้ว ยังเป็นคนที่มี ‘ชุดความคิดที่ช่วยให้เติบโตได้ (Growth Mindset)’ คือ ไม่มองเรื่องความล้มเหลวเป็นเรื่องใหญ่ มองเห็นโอกาสจะเริ่มต้นใหม่เพื่อความสำเร็จในอนาคตได้เสมอ 
  • คำแนะนำอย่างง่ายว่า เราจะปลูกฝัง Grit ให้เกิดในตัวลูกหลานหรือลูกศิษย์ของเราได้อย่างไร โดยหวังว่าจะช่วยให้เอาตัวรอดได้ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI เช่น ฝึกให้ลูกรับผิดชอบงานบ้าน เป็นการสร้างสุขนิสัยและฝึกวินัย เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาความชอบของตนเอง ให้เขาได้เจอกับเรื่องยากลำบากบางอย่างที่ต้องใส่ความพยายามลงไป
  • สิ่งหนึ่งที่ทำให้การปลูกฝัง Grit ให้กับเด็กล้มเหลว คือ เมื่อเด็กๆ ทำไม่ได้หรือล้มเหลว พ่อแม่ส่วนใหญ่จะอดใจไว้ไม่ไหว แต่สิ่งที่ควรทำคืออาจช่วยทางอ้อม เช่น กระตุ้นด้วยคำพูดว่า ลองคิดดูสิว่ายังมีวิธีอื่นที่จะแก้ปัญหาตรงหน้านี้ได้บ้างหรือไม่?

การมาถึงของ AI สร้างความหวั่นใจให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูบาอาจารย์จำนวนไม่น้อย สาเหตุหลักๆ น่าจะมาจากการที่ตัวเองไม่รู้ ไม่เข้าใจ AI เพราะเกิดมาและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในโลกที่ไร้ AI มาเกี่ยวข้องใกล้ชิด อีกสาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการที่ได้เห็นได้ยินข่าวคราวความสำเร็จของ AI ในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะในแง่ที่สร้างความพรั่นพรึงว่า อาจจะมาแย่งงานที่ตนเองทำอยู่ ก็เลยยิ่งทำให้แตกตื่นกันไปใหญ่ 

งานวิจัยเกี่ยวกับสติปัญญา ความสำเร็จ และความสุข ค่อยๆ เปลี่ยนผ่านมาเรื่อย จากเดิมที่เชื่อกันว่าคนที่มี IQ สูงก็ย่อมน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า แต่ก็กลับพบว่ามีคน IQ สูงมากมายที่ล้มเหลวในชีวิต เป็นไอ้ขี้แพ้ สู้คนมี IQ เฉลี่ยยังไม่ได้เลย  

คนที่มี EQ สูง ควบคุมตัวเองได้ดีกว่ากลับประสบความสำเร็จมากกว่า โดยเฉพาะหากเทียบในกลุ่มคนที่มี IQ เท่าๆ กัน 

แม้กระนั้นการมี EQ สูงก็อาจไม่ได้เป็นเรื่องเดียวที่ใช้รับประกันความสำเร็จในอนาคตได้ เพราะมีงานวิจัยของแองเจลมา ดั๊กเวิร์ธ (Angela Duckworth) ที่ต่อมาเธอเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์ 2 เล่มคือ Grit : Why Passion and Resilience are the Secrets to Success (ค.ศ. 2017) และ Grit : The Power of Passion and Perseverance (ค.ศ. 2018) ทั้งสองเล่มพูดถึงกริต (Grit) ว่าอาจใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในอนาคตของแต่ละคนได้ดีกว่า IQ 

ลักษณะของคนที่มี Grit สูงคือ มีความมุ่งมั่น อดทน และมองเห็นเป้าหมายตัวเองชัดเจน เรียกว่ามีวิริยะหรือความพากเพียร (Perseverance) สูง และเป็นคนที่มี ‘ชุดความคิดที่ช่วยให้เติบโตได้ (Growth Mindset)’ คือ ไม่มองเรื่องความล้มเหลวเป็นเรื่องใหญ่ มองเห็นโอกาสจะเริ่มต้นใหม่เพื่อความสำเร็จในอนาคตได้เสมอ  

ข้อสรุปดังกล่าวได้มาจากการศึกษาความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จเทียบกับคนที่ล้มเหลวในการเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารเวสต์พอยต์ ผู้เข้าแข่งขันการสะกดคำระดับชาติ (National Spelling Bee) ครูจบใหม่ พนักงานขายในบริษัทเอกเชน นักศึกษามหาวิทยาลัย และผู้ใหญ่ทั่วไปโดยครอบคลุมช่วงอายุต่างๆ ประเด็นที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยหลายชิ้นสามารถเชื่อมโยง Grit เข้ากับการลดโอกาสเกิดอาการหมดไฟ (Burnout) การเกิดความเครียดหรือความกดดัน ในทางกลับกัน ยังช่วยเพิ่มประสิทธิการทำงานและเพิ่มความสุขอีกด้วย [1] 

ส่วนความสัมพันธ์ของ Grit กับ EQ นั้น มักสอดคล้องไปในทางเดียวกัน มีการทดลองในนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 230 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย (208 คน) และเป็นนักศึกษาในชั้นปีที่ 1 (123 คน) ขณะที่ส่วนที่เหลือเป็นนักศึกษาในชั้นปีที่ 2 โดยคณะนักวิจัยใช้เครื่องมือทดสอบที่เรียกว่า Short Grit Scale และ Trait Emotional Intelligence Scale-Short Forum 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ มีความสัมพันธ์กัน ‘อย่างมีนัยสำคัญ’ ระหว่าง EQ กับ Grit โดยอาจใช้คะแนน EQ และความสามารถในการควบคุมอารมณ์เป็นตัวทำนาย Grit ได้ด้วย [2]   

แม้จะมีคอนเซปต์แนวคิดดีแค่ไหนก็ตาม มีงานวิจัยแบ็กอัปมากมายและหนักแน่นแค่ไหนก็ตาม คำถามสำหรับคนทั่วไปก็คือ จะนำแนวคิดหรือหลักการดีๆ เหล่านี้มาประยุกต์ใช้งานจริงได้อย่างไร?

ต่อไปนี้คือคำแนะนำอย่างง่ายว่า เราจะปลูกฝัง Grit ให้เกิดในตัวลูกหลานหรือลูกศิษย์ของเราได้อย่างไร โดยหวังว่าทักษะแบบนี้จะช่วยให้เอาตัวรอดได้ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI  

สำหรับเด็กที่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านอยู่แล้ว ก็ถือเป็นเรื่องดีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากลูกหลานของคุณไม่เคยต้องรับผิดชอบงานบ้านใดๆ เลย เพราะคุณคิดว่าจะให้พวกเขาได้มีโอกาสเล่าเรียนหรือทำการบ้านมากขึ้น คุณอาจกำลังคิดผิดนะครับ 

การให้ลูกหลานได้เช็ดถูปัดกวาดบ้าน ซักรีดและพับผ้า ล้างถ้วยล้างจาน หรือรับผิดชอบงานบ้านอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุดหากเป็นเด็กเล็ก การรับผิดชอบตัวเอง การเก็บที่นอน ล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟันเองได้ ก็เป็นการสร้างสุขนิสัยและฝึกวินัย เป็นการฝึกความรับผิดชอบพื้นฐานที่จำเป็น

อีกเรื่องที่สำคัญที่พ่อแม่ทำให้ได้คือ การให้ลูกเลือกกิจกรรมที่ชอบ อาจเป็นการเล่นดนตรี กีฬา การเรียนภาษาใหม่ๆ หรือกิจกรรมอื่นใด แน่นอนว่านี่เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ค้นหาความชอบของตนเอง แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ พบเจอกับเรื่องยากลำบากบางอย่างที่ต้องใส่ความพยายามลงไป 

แน่นอนว่าเด็กๆ อาจเปลี่ยนใจ เพราะพบว่ามันยากหรือน่าเบื่อ ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ ตรงนี้เองที่เป็นจุดสำคัญที่จะใช้สอนเด็กๆ ได้ กล่าวคือคุณควรตั้งกติกาให้เด็กๆ ยอมรับไว้ก่อนตั้งแต่ต้นว่า หากต้องการทำสิ่งนั้นจริงๆ จะต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ลงเรียนเปียโนจนครบ 1 คอร์ส ก่อนตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่และจะหยุดเรียนก่อนจบคอร์สไม่ได้ 

นี่เองจะเป็นการฝึกฝนความอุตสาหะและความอดทน เด็กๆ จะค่อยๆ เห็นตัวเองเก่งขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อครบเวลาที่สัญญาไว้ ก็จะสามารถประเมินใหม่ได้อีกครั้งว่า จะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ ในแง่นี้สำหรับเด็กๆ ที่ค่อนข้างหัวไวและเรียนรู้ทักษะใหม่ได้ง่ายกว่าเพื่อนๆ แต่ไม่มีความหลงใหลในเรื่องใดง่ายๆ ก็อาจจะเสียโอกาสที่จะได้ลงทุนลงแรง ใส่ความพยายามให้มากขึ้นจนเกิดเป็น Grit ติดตัว [3]    

ช่วงระยะเวลาที่เด็กๆ ลงมือทำหรือฝึกทักษะใหม่ๆ การได้รับคำชมเชยมีผลต่อเด็กๆ เป็นอย่างมาก พ่อแม่ผู้ปกครองควรใส่ใจชมไปที่ ‘ความพยายาม’ ของเด็กๆ เช่น ชมว่าพ่อแม่ภูมิใจมากที่ลูกพยายามเป็นอย่างมาก แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ง่ายเลย แทนที่จะชมว่า ลูกฉันฉลาดดีจริงๆ เพราะความฉลาดมันปรับปรุงได้ยาก แต่ความพยายามนั้นทำเพิ่มขึ้นได้ หรืออาจชมเด็กเทียบกับสิ่งที่เคยทำได้ว่า ทำได้ดีขึ้นก็ดีเช่นกัน [4] 

หากเด็กๆ ทำไม่ได้หรือล้มเหลวในบางครั้ง ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะปล่อยให้เด็กๆ มีประสบการณ์การทดลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน ตรงนี้สำคัญมาก เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่จะอดใจไว้ไม่ไหว และทำให้การปลูกฝัง Grit ให้กับเด็กล้มเหลว เพราะมักทนดูลูกหลานล้มเหลวหรือลำบากไม่ไหว แต่สิ่งที่ควรทำคืออาจช่วยทางอ้อม เช่น กระตุ้นด้วยคำพูดว่า 

ลองคิดดูสิว่ายังมีวิธีอื่นที่จะแก้ปัญหาตรงหน้านี้ได้บ้างหรือไม่? [4, 5] 

ประการต่อไปก็สำคัญ เด็กๆ จะมีสมาธิ ติดหนึบกับสิ่งที่ทำ และมีความสุขกับสิ่งนั้นๆ ได้ ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นตรงกับความสนใจส่วนตัวของเด็กเอง ไม่ใช่ความสนใจของพ่อแม่ผู้ปกครองหรือสิ่งที่กลุ่มหลังนี้คิดเอาเองว่าดีต่อเด็ก 

การช่วยให้เด็กๆ ได้ค้นหาจนเจอ ‘ความหลงใหล (Passion)’ ของตัวเองว่าเป็นเรื่องใด จึงเป็นหน้าที่สำคัญและเป็นตัวสร้างเสริม Grit ให้กับเด็กๆ ทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม [4] 

ข้อสุดท้ายที่สำคัญ แต่น่าจะทำได้ยากที่สุดสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองก็คือ การทำตัวเป็นแบบอย่าง ทำตัวเป็นคนมี Grit ให้ลูกๆ ได้เห็นเป็นตัวอย่างนั่นเอง [4, 5]

จำไว้เสมอว่าเด็กๆ เรียนรู้จากคุณ แต่ไม่ได้เรียนจากสิ่งที่คุณพูดเพียงอย่างเดียว ยังเรียนรู้จากการสังเกตสิ่งที่คุณทำด้วย บางครั้งการเล่าถึงเรื่องงานหรือปัญหาที่คุณเผชิญอยู่ หรือแม้แต่ความล้มเหลวจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และแสดงให้พวกเด็กๆ เห็นว่าคุณก็เผชิญหน้ากับความยุ่งยากและความยากลำบากเหล่านั้นด้วยความกล้าหาญและมุ่งมั่นเช่นกัน 

เรื่องที่สำคัญคือ แม้คุณจะเคยผิดพลาด แต่คุณก็ตั้งใจเรียนรู้และแก้ไขเรื่องเหล่านั้น นี่จะไม่เป็นแค่เพียงตัวอย่างของการมี Growth Mindset เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เด็กๆ มองเห็นว่า ปัญหาและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

หากเด็กๆ ได้รับการฝึกฝนให้มีความรับผิดชอบ มองเห็นโอกาสในการแก้ปัญหา และมีความมุ่งมั่นอุตสาหะ ก็ย่อมมีโอกาสไปถึงเป้าหมายระยะยาวที่ตัวเองตั้งไว้ได้แน่นอน 

เอกสารอ้างอิง

[1] Schimschal SE, Visentin D, Kornhaber R, Cleary M. Grit: A Concept Analysis. Issues Ment Health Nurs. 2021 May;42(5):495-505. doi: 10.1080/01612840.2020.1814913. Epub 2020 Sep 11. PMID: 32915678

[2] Ozer Esin (2021) The Relationship between Grit and Emotional Intelligence in University Students. Psycho-Educational Research Reviews, Vol. 10, No. 1, 25-33. https://www.journals.lapub.co.uk/index.php/PERR

[3] https://www.elliseffect.com/lets-get-gritty/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 11 มีนาคม 2569

[4] https://wonderwall.sg/family/6-ways-to-build-grit-resilience-and-mental-strength-in-children เข้าถึงข้อมูลวันที่ 11 มีนาคม 2569   

[5] https://sueatkinsparentingcoach.com/2025/05/growing-grit-10-ways-to-raise-resilient-kids/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 11 มีนาคม 2569  

Tags:

ความหลงใหล (passion)ความพากเพียร (perseverance)วินัยยุค AIGrowth mindsetGrit

Author:

illustrator

นำชัย ชีววิวรรธน์

นักอณูชีววิทยา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน นักแปล และนักอ่าน ผู้มีความสนใจอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนสังคม

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Everyone can be an EducatorLife classroom
    ‘มายด์เซ็ตที่ดี วินัยบนหลักเหตุผล’ หัวใจการพัฒนาฟุตบอลเยาวชน ของ ธัชธีรพนธ์ ลี่สันธิติกุล

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Movie
    Blue Giant: ในวันที่ก้าวสู่ฝัน…หวังว่าเราจะเป็นลมใต้ปีกที่คอยพยุงกันและกันไปให้ถึงจุดหมาย

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Character building
    Grit : ส่วนผสมของ ‘หลงใหล’ และ ‘พากเพียร’ ความสำเร็จที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

    เรื่อง วิภาวี เธียรลีลา ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)
    EF-GRIT-GROWTH MINDSET 3 บทความ ชวนพรินท์ให้ลูกและศิษย์อ่าน

    เรื่อง The Potential

  • Life Long Learning
    การศึกษา ‘ป้า’ ออกแบบเองได้: ทองคำ เจือไทย นักวิจัยปูแสมที่เสกท้องร่องเป็นห้องเรียน

    เรื่อง The Potential

Hoppers: โลกไม่ได้ต้องการ ฮีโร่ แต่ต้องการมนุษย์ที่มี Empathy
Playground
21 March 2026

Hoppers: โลกไม่ได้ต้องการ ฮีโร่ แต่ต้องการมนุษย์ที่มี Empathy

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

  • Hoppers หรือ ‘เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์’ เป็นแอนิเมชันต้นฉบับเรื่องใหม่จากพิกซาร์ กำกับโดย แดเนียล ชอง (แอนิเมชันซีรีส์ We Bare Bears หรือ สามหมีจอมป่วน)
  • แอนิเมชันเรื่องนี้ย้ำชัดถึงความแตกต่างระหว่าง Sympathy กับ Empathy เมื่อเมเปิลพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่เชื่อว่า ‘ดี’ ต่อสัตว์และธรรมชาติ แต่ความเป็นจริงคือเธอกำลังยัดเยียดนิยามความดีของมนุษย์ให้กับป่า จนถูกต่อว่าโทษฐานที่ไม่เคารพกฎธรรมชาติ
  • มากกว่าการขยายภาพความสำคัญของการพึ่งพาอาศัยของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ Hoppers ชวนให้เรายอมรับ ‘ความเปราะบาง’ ของ ‘มนุษย์’ สิ่งมีชีวิตที่เผลอคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่และสูงส่งว่าสัตว์ทั้งปวง

สารภาพตามตรงว่าถ้าใครบางคนไม่เอ่ยชวนให้ไปชม Hoppers แอนิเมชันเรื่องใหม่ของพิกซาร์ในโรงภาพยนตร์ ผมคงเลือกที่จะรอชม ‘Avatar ฉบับพิกซาร์’ เรื่องนี้ผ่านดิสนีย์พลัสในภายหลัง เพราะหลายปีมานี้ ผลงานแอนิเมชันต้นฉบับ (ที่ไม่ใช่ภาคต่อ) ของสตูดิโอระดับโลกแห่งนี้ดูจะสูญเสียมนต์เสน่ห์ไปไม่น้อย 

ทว่าเมื่อก้าวออกจากโรงภาพยนตร์ ผมกลับพบว่าตัวเองถูกเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ Hoppers ไม่ใช่แค่แอนิเมชันที่ดูสนุก แต่มันคือการคืนฟอร์มสู่ ‘ยุครุ่งเรือง’ ในรอบเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่ Coco (2017) และผมไม่แปลกใจเลยที่สื่อทั่วโลกต่างยกย่องให้ผลงานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในแอนิเมชันที่ควรค่าแก่การรับชมสักครั้งในชีวิต

Image credit: © Disney / Pixar – Hoppers

[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์]

Hoppers พาเราไปรู้จักกับ ‘เมเบิล’ นักศึกษาสาววัย 19 ปี ผู้เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์รักษ์โลก เธอค้นพบว่าโครงการทางด่วนลอยฟ้ากำลังจะทำลายผืนป่าและลำธารอันเป็นที่รัก เมเบิลจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อคัดค้านโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะการลักลอบใช้เทคโนโลยี Hoppers ที่สามารถย้ายจิตใต้สำนึกของเธอเข้าไปอยู่ในหุ่นยนต์บีเวอร์เสมือนจริง เพื่อแทรกซึมและปลุกระดมสรรพสัตว์ให้ลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดจากการรุกรานของมนุษย์

ในช่วงต้น พิกซาร์ปูพื้นฐานของเมเบิลได้อย่างน่าสนใจผ่านแฟลชแบ็กวัยเด็ก ภาพของเด็กหญิงที่แอบขโมยสัตว์ในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น เต่า กบ กิ้งก่า หนู งู  หรือแมลงต่างๆ เพื่อหวังปลดปล่อยพวกมันจากการกักขังและกลับคืนสู่ธรรมชาติ เพราะเชื่อว่านั่นคือ ‘สิ่งที่ถูกต้อง’ แต่เธอกลับถูกครูจับได้และโทรเรียกผู้ปกครองให้มารับตัวกลับบ้าน ซึ่งประเด็นสำคัญสำหรับผมอยู่ที่ปฏิกิริยาและท่าทีที่แตกต่างกันของคนในครอบครัว  

เริ่มจาก ‘แม่’ ที่ตอบโต้การกระทำของเมเบิลด้วยการตำหนิและบ่นตลอดทางกลับบ้าน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องลางานชั่วคราวเพื่อมารับตัวลูกสาวกลับบ้านก่อนเวลา  

ขณะที่ ‘ยาย’ กลับเลือกจะไม่ตัดสินใดๆ เพียงปล่อยให้เมเบิลสงบลง ก่อนชวนเธอมานั่งบนโขดหินข้างลำธารด้วยกัน พร้อมกับเผยความลับสั้นๆ ว่าตอนเด็กๆ ยายเองก็เคยโกรธถึงขั้นชกหน้าเพื่อนคนหนึ่งมาแล้ว ทำเอาเมเบิลตาโตด้วยความประหลาดใจ และเมื่อเห็นถึงสัญญาณของการเปิดใจ ยายจึงชวนให้เมเบิลลองหายใจเข้าออกลึกๆ และดื่มด่ำกับโลกที่อยู่รอบตัว 

“ความโกรธจะเบาบางลง ถ้าเรารู้ว่าเราต่างเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่” 

คำพูดและการแสดงออกด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายสะท้อน ‘ความฉลาดทางอารมณ์’ ของคนที่ตีโจทย์แตกว่าสิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดคือผู้ใหญ่ที่เข้าใจในเจตนาเบื้องหลังและพร้อมโอบรับเขาในแบบที่เป็น ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่ต่อมาเมเบิลเลือกจะอยู่กับยายและไม่ย้ายตามแม่ไปอยู่ที่เมืองอื่น

ในประเด็นถัดมา Hoppers ยังย้ำชัดถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า Sympathy (เห็นอกเห็นใจ) และ Empathy (เข้าอกเข้าใจ) ซึ่งในมุมของผม Empathy คือการเข้าใจผู้อื่นจากโลกของเขา ขณะที่ Sympathy คือการเข้าใจเขาผ่านโลกของเราเอง ซึ่งหากเทียบกับ เหตุการณ์ก่อนหน้า แม่คือตัวแทนของ Sympathy ส่วนยายคือคนที่มี Empathy อย่างชัดเจน 

สิ่งที่น่าเสียดายและเป็นจุดสะท้อนใจที่สุด คือเมื่อเมเบิลเข้าไปอยู่ในร่างหุ่นยนต์บีเวอร์ เธอกลับกลายเป็นตัวแทนของ Sympathy โดยไม่รู้ตัว แม้ว่าเธอจะพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่เชื่อว่า ‘ดี’ ต่อสัตว์และธรรมชาติ แต่ความเป็นจริงคือเธอกำลังยัดเยียดนิยามความดีของมนุษย์ให้กับป่า เช่น การขัดขวางไม่ให้หมีกินบีเวอร์ จนถูกสัตว์ทั้งป่าต่อว่าโทษฐานที่ไม่เคารพกฎธรรมชาติ 

Image credit: © Disney / Pixar – Hoppers

ยิ่งกว่านั้น เมเบิลยังตอกย้ำภาพของคนที่มีเจตนาดีแต่แสดงออกอย่างไม่เหมาะสม โดยปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ และพร้อมจะปะทะกับทุกสิ่งที่มองว่าผิด ผ่านการปลุกระดมให้สภาผู้นำสัตว์ลุกขึ้นต่อต้านมนุษย์ จนเกือบกลายเป็นชนวนของหายนะครั้งใหญ่

“เมเบิล ฟังให้ดีนะ เราจะไม่ใช้วิทยาการ Hoppers ไปป่วนกฎธรรมชาติของพวกสัตว์นะ” ศาสตราจารย์เจ้าของโครงการ Hoppers กล่าวกับเมเบิล แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ฟังคำเตือนนั้นและเลือกทำในสิ่งที่ตัวเธอเองคิดว่าดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย จนกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง

อย่างไรก็ตาม พิกซาร์เองไม่ได้ปล่อยให้เมเบิลเดินไปข้างหน้าอย่างล่องลอย โชคดีที่เธอยังมีคู่หูอย่าง ‘คิงจอร์จ’ ราชาบีเวอร์ผู้อ่อนโยน เขาคือภาพตรงข้ามของพ่อที่เคยดูถูกและขับไล่เขาออกจากฝูง แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่…คิงจอร์จกลับเลือกที่จะเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่เขาไม่เคยได้รับ นั่นคือการมอบความรัก ความเชื่อใจ และใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่าของสรรพสิ่งรอบตัว

แม้ทางกายภาพ คิงจอร์จจะดูอ่อนแอและเทียบไม่ได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างหมี แต่ด้วยคุณสมบัติข้างต้นทำให้คิงจอร์จได้รับความเคารพอย่างสูง ยิ่งกว่านั้นเขายังปฏิบัติต่อสรรพชีวิตประหนึ่งพี่น้อง พร้อมกับเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาบ้านใหม่ให้กับหนูไร้บ้านอย่างรวดเร็ว หรือจะเป็นไฮไลท์อย่างการรับหน้าที่เป็น ‘ผู้นำวิศวกรแห่งระบบนิเวศน์’ ที่สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด 

นอกจากนี้สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดสำหรับผม คือฉากที่คิงจอร์จได้ให้ข้อคิดที่เรียบง่ายแต่สั่นสะเทือนไปถึงหัวใจกับเมเบิลว่า

“ความไว้วางใจก็เหมือนเขื่อน ถึงมันอาจจะรั่วบ้างในบางครั้ง แต่เราก็แค่ช่วยกันซ่อมแซมมัน” 

นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่อง มันไม่ใช่แค่การสอนให้เราเชื่อใจกันเท่านั้น แต่ยังชวนให้เรา ‘ให้โอกาสกันอีกครั้ง’ ในวันที่ความสัมพันธ์มีร่องรอยของการแตกร้าว 

เพราะลึกลงไปในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนที่เรารัก ย่อมมีวันที่เราพลาดทำร้ายกันโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เราเคยพลาดไหม” แต่คือหลังจากพลาดไปแล้ว…เราเลือกจะทำอย่างไรต่อไป? จะปล่อยให้ความผิดพลาดนั้นนิยามตัวตนของเราและผู้อื่นไปตลอดชีวิต หรือจะยอมรับ เรียนรู้ และค่อยๆ ช่วยกันซ่อมแซมความรู้สึกที่เสียหาย… เหมือนกับเขื่อนที่แม้จะมีรอยรั่ว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพังทลายลงทั้งหมด สำหรับผม Hoppers จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่มันคือการรักในความแตกต่างหลากหลายของสรรพชีวิต และยอมรับ ‘ความเปราะบาง’ ของ ‘มนุษย์’ สิ่งมีชีวิตที่เผลอคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่และสูงส่งกว่าสัตว์ทั้งปวง พร้อมกับย้ำเตือนให้เราซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อบทบาทการเป็น ‘ช่างซ่อมแซม’ ในทุกความสัมพันธ์ที่เรามี…

Tags:

ภาพยนตร์ธรรมชาติมนุษย์สัตว์Hoppersเด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Related Posts

  • Movie
    Green Book: มิตรภาพบนความต่าง คือบทสนทนาของหัวใจที่เปิดกว้างละวางอคติ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Movie
    Freedom Writers: ครูผู้ชวนเด็กๆ ขีดเขียนชีวิตในแบบของตัวเอง ด้วยความเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิมีชีวิตที่ดี

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Social IssuesMovie
    อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง: อนาคตสีจางๆ ของเด็กไทย ในรั้วโรงเรียนที่ล้อมด้วยอำนาจและผลประโยชน์

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ PHAR

  • Myth/Life/Crisis
    ศีลธรรมและการให้คุณค่าที่ฝืนการลื่นไหลของธรรมชาติ กลายร่างเป็นโรคและภัย?

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

  • Myth/Life/Crisis
    ดอเรียน เกรย์: ภาพที่เห็น ภาพที่จำ และภาพคนในครอบครัวที่เราวาดขึ้นเองได้

    เรื่อง ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา ภาพ กรองพร ทององอาจ

เด็กไทยโตไม่ทันโลก? เปิดผลการวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี ชี้จุดอ่อนการพัฒนาด้านสติปัญญาและทักษะการคิด: รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง
Social Issues
18 March 2026

เด็กไทยโตไม่ทันโลก? เปิดผลการวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี ชี้จุดอ่อนการพัฒนาด้านสติปัญญาและทักษะการคิด: รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง

เรื่อง The Potential x กสศ. ภาพ ปริสุทธิ์

  • ข้อค้นพบสำคัญของโครงการคือ เด็กไทยกลุ่มตัวอย่างมีระดับสติปัญญา (IQ) ลดลงตามระดับชั้นการเรียนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลประเมินทักษะด้านการคิดยืดหยุ่น (cognitive flexibility) พบว่ามีคะแนนน้อยกว่าทักษะด้านอื่นๆ
  • รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง วิเคราะห์ว่าน่าจะมาจากระบบการเรียนรู้และวิธีการเรียนรู้ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเต็มศักยภาพ และไม่สามารถกระตุ้นการคิดเคราะห์ และทักษะอื่นๆ อย่างเหมาะสม
  • “เด็กคืออนาคตของผู้ใหญ่ คืออนาคตของประเทศ การลงทุนเรื่องนี้ไม่มีทางที่จะไม่คุ้มค่า แต่มันแค่ยากแค่นั้นเอง แล้วก็หวังว่าสังคมจะไม่วิ่งหนีปัญหาที่ยาก แล้วก็หวังว่าเราจะกลับมาให้ความสำคัญกับช่วงปฐมวัยเพิ่มมากขึ้น”

ทำไมผลสอบ PISA ของเด็กไทยจึงลดลงทุกปี?

ทำไมจึงมีข้อสรุปว่า เด็กใช้ความรู้แก้ปัญหาไม่ได้ทุกทักษะ?

งานวิจัยต่อไปนี้อาจเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของคำตอบ แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาที่ใหญ่มาก นั่นคือ ‘ระบบการศึกษา’ ซึ่งหมายรวมถึง ระบบการเรียนรู้ของสังคมไทย ที่มีครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ฯลฯ เป็นระบบนิเวศในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเต็มศักยภาพ

‘ยิ่งโต ยิ่งตามหลัง’ ทำความเข้าใจเมื่อตัวเลข IQ ของเด็กไทยลดลง

ผลการประเมินระดับสติปัญญา (Intelligence Quotient หรือ IQ) ภายใต้ ‘โครงการพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนแบบตัวอย่างซ้ำในประเทศไทย Thailand Childhood Longitudinal Survey’ ซึ่งจัดทำโดย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีข้อค้นพบสำคัญคือ เด็กไทยกลุ่มตัวอย่าง ช่วงอายุ 7-13 ปี ไอคิว (IQ) ลดลงตามระดับชั้นการเรียนที่เพิ่มขึ้น 

“จะใช้คำว่าฉลาดน้อยลงไหม ผมว่ามันก็พูดยาก แต่เอาเป็นว่าเราพัฒนาช้ากว่าเด็กอเมริกัน อันนี้น่าจะถูกต้องที่สุดเชิงวิชาการ” 

รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรทำความเข้าใจให้ตรงกันในหลักการก่อน

เนื่องจากผลการประเมิน IQ ดังกล่าว มาจากการสํารวจข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบตัวอย่างซ้ำ ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและกาฬสินธุ์ ทุกปีนับตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้เครื่องมือประเมินระดับสติปัญญาแบบ Raven’s 2 Progressive Matrices พบว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างซ้ำ อายุระหว่าง 7.8 ปี ถึง 13.9 ปี จํานวน 1,292 คน มีระดับสติปัญญาเฉลี่ยประมาณ 86.4 คะแนน โดยมีข้อค้นพบสำคัญคือ ระดับสติปัญญา หรือ IQ เฉลี่ยของเด็กกลุ่มตัวอย่างลดลงตามระดับชั้นอย่างชัดเจน

“การประเมินระดับสติปัญญาแบบ Raven’s 2 สิ่งที่เขาทำคือ ไปทดสอบคนอเมริกันทุกๆ ช่วงอายุมา เพื่อจะสร้างเกณฑ์มาตรฐาน เช่น ช่วงอายุ 7 ขวบ 8 ขวบ 9 ขวบ 10 ขวบ แล้วดูว่าค่าเฉลี่ยเป็นอย่างไร โดยกําหนดให้ค่าเฉลี่ยของเด็กชาวอเมริกัน เท่ากับ IQ 100 ดังนั้นคนที่มีทักษะด้านสติปัญญาเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของชาวอเมริกันในช่วงอายุเท่ากัน จะเรียกว่าได้ IQ 100 ถ้าสูงกว่าก็แสดงว่าสูงกว่าคนอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน ต่ำกว่า 100 ก็แสดงว่าทำได้น้อยกว่าคนอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน ซึ่งถ้าเข้าใจหลักการนี้ก็จะเข้าใจว่าทำไมพอเรามาเทียบเคียงเป็น IQ แล้ว เด็กไทยเมื่อโตขึ้น ระดับ IQ จึงดูลดลง ทั้งที่ถ้าดูจากคะแนนดิบ เราจะพบว่าเด็กไทยสามารถทำแบบทดสอบถูกมากขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น แต่พอไปเทียบกับฝรั่ง ยิ่งอายุมากขึ้นเขาทำได้ถูกเร็วกว่าเรา เราตามเขาไม่ทัน ซึ่งอันนี้ผมว่าน่าเป็นห่วง เพราะส่วนหนึ่ง ตอนเกิดเราอาจจะไม่ได้ต่างมากก็ได้ แต่พอยิ่งผ่านไป เรากลับพัฒนาช้าลง”

กล่าวโดยสรุปก็คือ เด็กไทยกลุ่มตัวอย่างมี ‘พัฒนาการด้านสติปัญญา’ ช้ากว่าเด็กชาวอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน ข้อค้นพบส่วนนี้ ไม่ได้บ่งบอกว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการหรือทักษะด้านสติปัญญาลดลง เมื่ออายุมากขึ้น แต่หมายความว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างจากชนบทของไทย ได้รับการพัฒนาด้านสติปัญญาหรือทักษะการแก้ปัญหาน้อยกว่าเด็กชาวอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน

“ส่วนจะเป็นเพราะสังคม ระบบการศึกษา หรืออะไร ผมยังบอกไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันมาจากไหน แต่ก็น่าจะสะท้อนว่า โครงสร้างของเรายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าเขา ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นที่โรงเรียน ที่ระบบการเรียนรู้ของเรา วิธีการเรียนรู้ของเรา ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าเขา ไม่มีการกระตุ้นการคิดการวิเคราะห์ และทักษะอื่นๆ ที่ทำให้ความเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้น หรือส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นว่าครอบครัวเขาอาจจะส่งเสริมได้ดีกว่า”

จากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องก็น่าจะมาจากระบบการศึกษา ระบบการเรียนรู้และวิธีการเรียนรู้ รวมไปถึงการสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม

“ถ้าถามว่าเป็นเพราะเด็กฐานะยากจนหรือเปล่า ผมอาจจะตอบได้ไม่หมด แต่ถ้าพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างของเรา ซึ่งอาจจะไม่ได้รวยไปเลยแต่ก็ไม่ได้ยากจนทุกคน มาแยกออกเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจนมากๆ กับกลุ่มที่มีฐานะหน่อย แล้วนำมาดู สภาพก็ยังเหมือนกัน”

‘เด็กไทยขาดทักษะการคิดยืดหยุ่น’ ผลจากการเรียนรู้ที่ไม่กระตุ้น Growth Mindset

ไม่ใช่แค่ผลการประเมินระดับสติปัญญาที่น่าเป็นกังวล รศ.ดร.วีระชาติ ยังเปิดเผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลอีกชุดหนึ่ง นั่นคือ การประเมินทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) โดยใช้ Yellow Red Application ที่พบว่า แม้ค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบเพิ่มสูงขึ้นเมื่อกลุ่มตัวอย่างเรียนสูงขึ้น แต่หากเจาะลึกไปที่ ทักษะด้านการคิดยืดหยุ่น (cognitive flexibility) คะแนนของเด็กไทยกลุ่มตัวอย่าง มีค่าต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ การประเมินนี้ใช้การทดสอบผ่านเกม โดยในเกม Arrow ซึ่งเป็นเกมที่มีเป้าหมายเพื่อประเมินทักษะการยั้งคิดไตร่ตรอง (inhibition) นั้นไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ในส่วนของเกม Triads ซึ่งเป็นเกมที่มีเป้าหมายเพื่อประเมินทักษะด้านการคิดยืดหยุ่น (cognitive flexibility) กลับพบว่า คะแนนของเด็กไทยกลุ่มตัวอย่าง มีค่าต่ำกว่าเด็กชิลี มากขึ้นตามระดับชั้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า การศึกษาไทยสามารถพัฒนาทักษะด้านการคิดยืดหยุ่นให้กับผู้เรียนได้น้อยกว่าระบบการศึกษาของประเทศชิลี

“อันนี้ต้องบอกว่านี่คือการสำรวจในพื้นที่ภาคอีสานนะครับ ไม่ใช่ทั้งประเทศ มันก็อาจจะสะท้อนไปในทางว่า การเรียนรู้ของเด็กเราขาดเรื่องการมองปัญหายืดหยุ่น ที่จะแก้ปัญหาเวลามีการเปลี่ยนกติกา ซึ่งอาจจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับผลการทดสอบ IQ ว่ามันเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ของเราหรือเปล่า เรายังไม่ได้ปรับกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนที่จะทำให้เด็กได้คิดมากขึ้น ได้แก้ปัญหาอะไรที่มันแปลกใหม่ ซึ่งก็จะไปสอดคล้องกับผลการสอบ PISA อีกเช่นเดียวกัน เนื่องจากข้อสอบ PISA เป็นสิ่งที่เด็กไทยไม่เคยคิดมาก่อน โรงเรียนไม่เคยพูดถึง ครูไม่เคยพูดถึง โรงเรียนติวไม่เคยพูดถึง นั่นคือการฝึกเด็กให้มีทักษะการคิดที่มันกว้างขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ยังไม่มีหลักฐานนะครับ เพราะว่าหลักฐานเหล่านี้จริงๆ ก็ไม่ได้ง่ายเลยที่จะรวบรวม”

รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวถึงที่มาของการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนในประเทศไทยว่า มาจากความสนใจของตนเองในเรื่องการพัฒนามนุษย์ และแรงบันดาลใจที่ได้จากงานวิจัยของ James J. Heckman ที่แสดงให้เห็นว่า “การพัฒนาคน ถ้าเริ่มตั้งแต่เด็กเล็กๆ จะมีความคุ้มค่ามาก”

“สังคมอาจจะมองว่า เรารู้แล้วว่ามันคุ้มค่า แต่คำถามสำคัญคือ ต้องลงทุนหรือต้องทำอย่างไรให้มันคุ้มค่า ผมว่านั่นคือเป้าหมายหลักเลยที่ผมอยากจะทำ”

“เราทำโครงการวิจัยกับ กสศ. หลายชิ้นนะ แต่งานชิ้นหนึ่งที่สำคัญแล้วผมก็ทุ่มเทกับมันมาตลอด 10 ปี คือเราเก็บข้อมูลเด็กคนเดิมต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้วนะครับ ถามว่าทำไม เพราะความตั้งใจแล้วก็หวังว่าจะประสบความสำเร็จ คือเราอยากรู้ว่า จริงๆ แล้วการลงทุนแบบไหนที่มันเวิร์ก และมันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กบ้าง

เพราะฉะนั้นในระหว่างทางเราก็เก็บข้อมูลค่อนข้างเยอะ ว่าครัวเรือนเป็นยังไง พ่อแม่อยู่กันยังไง หย่าร้างไหม แต่งงานใหม่ไหม พ่อแม่อ่านหนังสือให้เด็กฟังไหม หรือคุณตาคุณยายอ่านให้เด็กฟังไหม ซื้อของเล่นให้เด็กไหม ทำอะไรบ้าง ในขณะเดียวกันอีกฝั่งหนึ่ง เราก็อยากรู้ว่า แล้วคุณลักษณะของเด็ก หรือพฤติกรรม หรือความสามารถของเด็กเป็นยังไง ซึ่งเราก็วัดหลายรูปแบบนะครับ ตั้งแต่ IQ, EF, Personality ซึ่งก็คือบุคลิกภาพนะครับ”

‘ยังไม่สายเกินแก้’ เริ่มต้นที่การพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย ยกระดับคุณภาพห้องเรียน ปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน

แม้ว่าผลสำรวจทั้ง IQ และ EF จะมีข้อค้นพบที่น่าเป็นห่วง แต่ รศ. ดร.วีระชาติ มองว่ายังไม่สายเกินแก้

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า IQ ไม่ใช่ทุกอย่าง IQ เป็นส่วนหนึ่ง ถามว่าสำคัญไหม ก็คงสำคัญแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวเท่านั้นที่สำคัญ อันนี้ต้องถอยครึ่งก้าวแล้วก็บอกว่าสิ่งอื่นก็สำคัญ 

แต่เผอิญว่าอันนี้เห็นชัดเจนว่ามันลด แล้วอย่างอื่นเราก็ยังไม่เห็นว่ามันดีขึ้นมาก เพราะฉะนั้น ถามว่าเป็นเรื่องสำคัญไหม ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญ และถ้ามองหลักฐานอื่นๆ ประกอบ ผมก็คงเชื่อว่าการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย น่าจะเป็นคำตอบที่เราคงต้องให้ความสำคัญมากขึ้น”

ในกรณีที่เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาช้ากว่าที่ควรจะเป็น รศ. ดร. วีระชาติ แนะนำแนวทางแก้ไขว่าต้องเริ่มจากการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

“ผมว่าอันนี้พูดง่ายแต่ทำไม่ง่าย โดยเฉพาะที่โรงเรียนเป็นงานช้างพอสมควร เพราะว่าที่ผ่านมาก็มีความพยายามที่จะปรับกันเยอะ ถ้าให้ผมแนะนำ ผมก็จะบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทำประกบกันไป ก็คือ การเก็บข้อมูลห้องเรียน เพราะถ้าจะปรับจริงๆ ต้องปรับกระบวนการที่เกิดขึ้นในห้องเรียน คือไม่ใช่แค่ประกาศนโยบาย เราต้องคาดหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราต้องรู้ก่อนว่าในห้องเรียน ครูสอนอย่างไร หลังจากนั้นก็ค่อยมาคุยกันว่าจะพัฒนาการศึกษาอย่างไร พัฒนาการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร”

ในส่วนของครอบครัว รศ. ดร.วีระชาติ เชื่อว่าครอบครัวไทยส่วนใหญ่สนับสนุนด้านการศึกษาเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว แต่อาจไม่มีความรู้มากพอในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเต็มศักยภาพ

“ต้องขอบคุณ กสศ. เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราทำการทดลองกับเด็กอายุประมาณเกือบ 3 ขวบก็เจอว่าได้ผลระดับหนึ่ง รอบนี้เรากำลังจะเริ่มทำกิจกรรม Parenting จริงๆ ที่จังหวัดขอนแก่น แต่กับเด็กที่อายุประมาณสัก 6-7 เดือนไปจนถึงขวบนิดๆ แล้วก็หวังว่าจะสามารถทำกิจกรรมนี้ไปได้สัก 2 ปี ปลายทางเราก็จะไปวัดผล ไปทดสอบว่าผู้ปกครองมีอะไรดีขึ้น และที่สำคัญคือเด็กมีอะไรดีขึ้นบ้าง”

ในมุมมองของ รศ. ดร.วีระชาติ การทำความเข้าใจปัญหาอุปสรรคของผู้ปกครองและส่งเสริมให้ตรงจุด จะเกิดประโยชน์โดยตรงกับผู้ปกครองและส่งผลต่อเด็กอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อเด็กได้รับการเตรียมพื้นฐานที่ดีแล้ว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคือลำดับถัดไปที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง

“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาผมพยายามลงไปพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก็ต้องเรียนว่าผมไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกที่ที่ไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ ผมยังพอมีความหวังกับท้องถิ่นครับ ก็หวังว่าจะยังเป็นอย่างนั้นต่อไป และถ้าเราทำตรงนี้ให้ดี โอกาสที่ปัญหาจะเบาลง ผมว่าก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น”

ถึงที่สุด แม้ว่าข้อค้นพบจากงานวิจัยหลายชิ้นจะสะท้อนปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาไทย และช่องโหว่ในระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก แต่ความร่วมมือกันอย่างจริงจังและมียุทธศาสตร์จะทำให้เราเติมเต็มช่องว่างนี้ให้เป็นฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในอนาคตได้

“เพราะเด็กคืออนาคตของผู้ใหญ่ คืออนาคตของประเทศ การลงทุนเรื่องนี้ไม่มีทางที่จะไม่คุ้มค่า แต่มันแค่ยากแค่นั้นเอง แล้วก็หวังว่าสังคมจะไม่วิ่งหนีปัญหาที่ยาก เราจะไม่พยายามทำแค่เรื่องง่ายๆ แล้วก็หวังว่าเราจะกลับมาให้ความสำคัญกับช่วงปฐมวัยเพิ่มมากขึ้น” รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง กล่าวทิ้งท้าย

Tags:

ปฐมวัยEFการคิดวิเคราะห์รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทองIQทักษะการคิดยืดหยุ่น (cognitive flexibility)การพัฒนาเด็กและเยาวชน

Author:

illustrator

The Potential x กสศ.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • อ่านความรู้จากบ้านอื่น
    บันทึกนักการเงินพ่อลูกอ่อน(7): หย่านมแบบลูกนำ กับมื้ออาหารที่ไม่ต้องคอยป้อน

    เรื่อง รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Early childhoodEF (executive function)
    “อุ้มหนูหน่อย” = ลูกกำลังเสียเซลฟ์ พ่อแม่สร้างตัวตนให้ลูกได้ผ่านการเลี้ยงดู

    เรื่อง เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา ภาพ ณิชากร ศรีเพชรดี

  • EF (executive function)
    ปนัดดา ธนเศรษฐกร: เลี้ยงลูกถึงใจ ด้วยวินัยเชิงบวก

    เรื่อง รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา

  • Learning Theory
    งานบ้าน กับ การบ้าน ทำอะไรดี?

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี

  • EF (executive function)
    เพราะอะไรจึงไม่ควรเรียนหนังสืออย่างจริงจังก่อน 7 ขวบ: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

    เรื่อง ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ปราชญ์แห่งธนู: คู่มือชีวิตที่บอกว่า การเลือกเป้าหมายที่คู่ควร และทำทุกสิ่งอย่างครบถ้วนนั้นเพียงพอแล้ว
Book
13 March 2026

ปราชญ์แห่งธนู: คู่มือชีวิตที่บอกว่า การเลือกเป้าหมายที่คู่ควร และทำทุกสิ่งอย่างครบถ้วนนั้นเพียงพอแล้ว

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • ‘ปราชญ์แห่งธนู’ (The Archer) เป็นงานเขียนที่ ‘เปาโล โคเอลโญ’ (Paolo Coelho) หวนคืนสู่แนวปรัชญา ค้นหาความหมายของชีวิต เล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา จนคล้ายกับนิทานสำหรับเด็กเล่มหนึ่ง
  • หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวของ ‘เทะสึยะ’ อัจฉริยะทางด้านการยิงธนู ผู้ถอนตัวจากโลกแห่งการแข่งขัน และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในหมู่บ้านเล็กๆ ก่อนจะถ่ายทอด ‘วิถีแห่งธนู’ ให้กับเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการยิงธนู แต่เป็นคำสอนเกี่ยวกับสมาธิ วินัย การเลือกเป้าหมาย และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
  • การให้เกียรติเป้าหมายที่เราเลือก นอกจากจะเป็นการให้คุณค่าแก่เป้าหมายนั้นแล้ว ยังเป็นการให้คุณค่าแก่ตัวเองด้วย เพราะเป้าหมายยิ่งยากเท่าไหร่ ยิ่งเท่ากับการให้คุณค่ากับตัวเองว่า มีศักยภาพที่จะไปถึงจุดนั้นได้ หากพยายามอย่างจริงจัง

ธนู เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล เป็นทั้งเครื่องมือในการหาอาหาร อาวุธในการทำสงคราม รวมถึงกีฬาและกิจกรรมสันทนาการ

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ธนู มีความพิเศษเหนือกว่าสิ่งประดิษฐ์ประเภทอาวุธทั่วๆ ไป ก็คือ ธนู ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยให้เราเข้าถึงความสงบของจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในศาสนาพุทธ นิกายเซ็น ที่ถือว่า การยิงธนู คือหนึ่งในกิจกรรมทำสมาธิ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เราค้นพบความสงบทางจิตใจแล้ว ยังสามารถเพิ่มศักยภาพทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สุดยอดแห่งนักรบ หัวแถวของนักกีฬา หรือขั้นกว่าของความเป็นมนุษย์

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่นำเสนอเรื่องราวของการยิงธนู ในแง่มุมของจิตใจและจิตวิญญาณได้อย่างลึกซึ้ง หนังสือเล่มนี้ชื่อ ‘ปราชญ์แห่งธนู’ หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า The Archer เป็นงานเขียนเล่มล่าสุดของ เปาโล โคเอลโญ (Paolo Coelho) หรือที่อ่านแบบตรงกับเสียงเจ้าของภาษาว่า เปาโล คูเอลญู เจ้าของงานเขียนเชิงปรัชญาที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง The Alchemist หรือ ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน ซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในหนังสือที่ทุกคนควรอ่านอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ปราชญ์แห่งธนู เป็นงานเขียนที่เปาโล โคเอลโญ หวนคืนสู่แนวปรัชญา ค้นหาความหมายของชีวิต เหมือนเช่นในเรื่องขุมทรัพย์สุดปลายฝัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ ขณะที่ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน เต็มไปด้วยการใช้สัญลักษณ์ที่ต้องอาศัยการตีความ เพื่อค้นพบความจริงที่ซุกซ่อน แต่ปราชญ์แห่งธนู กลับเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา จนคล้ายกับนิทานสำหรับเด็กเล่มหนึ่ง

หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวของ ‘เทะสึยะ’ อัจฉริยะทางด้านการยิงธนู ผู้ถอนตัวจากโลกแห่งการแข่งขัน ที่ทุกคนต่างช่วงชิงความเป็นสุดยอด ทุกคนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ต่างรู้จักเขาในฐานะช่างไม้คนหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น ยังมีคนที่รู้จักปูมหลังของเขา เดินทางมาตามหาเพื่อต้องการพิสูจน์ว่า ใครที่สมควรได้รับการขนานนามว่า ปราชญ์แห่งธนู ที่แท้จริง

ในตอนต้นเล่มของหนังสือ เทะสึยะ สามารถเอาชนะคนแปลกหน้าผู้ท้าทายได้อย่างง่ายดาย โดยมีเด็กชายคนหนึ่งจากหมู่บ้านเป็นสักขีพยาน หลังจากที่ผู้ท้าทายเดินทางกลับไป เด็กชายได้เอ่ยปากถามเทะสึยะว่า

“วิถีแห่งธนูคืออะไร ท่านสอนข้าได้ไหม”

และเรื่องราวที่เหลือของหนังสือ คือ คำบอกเล่าของเทะสึยะ ถึงวิถีแห่งธนู  ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ คันธนู ลูกธนู ท่วงท่า การเลือกเป้าหมาย ไปกระทั่งการเลือกพันธมิตรของนักธนู

อ่านมาแค่นี้ หลายคนคงรู้สึกว่า นี่มันคู่มือสำหรับนักยิงธนูชัดๆ ซึ่งมองในแง่หนึ่งก็อาจจะใช่ แต่อย่าลืมว่า ศาสตร์ทุกแขนง ล้วนสามารถนำไปประยุกต์ หรือปรับใช้ในศาสตร์แขนงอื่นๆ ได้ เหมือนกับที่เทะสึยะบอกกับเด็กชายว่า

“เจ้าอาจคิดว่าการยิงธนูไม่ใช่สิ่งน่าสนใจสำหรับคนอาชีพอื่น อย่างช่างอบขนมหรือเกษตรกร แต่รับรองได้ว่าคนเหล่านั้นจะนำสิ่งที่เห็นไปปรับใช้กับสิ่งที่ทำ เจ้าเองก็เช่นกัน เจ้าจะได้เรียนรู้จากช่างอบขนมเก่งๆ ว่าควรใช้มืออย่างไร… เจ้าจะได้เรียนรู้จากเกษตรกรเกี่ยวกับความอดทน การทำงานหนัก การเคารพฤดูกาล การไม่สบถด่าพายุฝน เพราะทำไปก็เสียเวลาเปล่า”

ใช่ครับ ต่อให้เราไม่ใช่นักธนู หรือกระทั่งคนที่สนใจเรื่องการยิงธนู แต่เราก็สามารถเรียนรู้จากเขาได้ว่า ทำไมท่วงท่าที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะท่วงท่าที่ถูกต้อง คือการสร้างพื้นฐานที่ถูกต้องของทุกๆ กิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการวางมือและนิ้วที่ถูกต้องบนคอกีตาร์ หรือการจับพู่กันที่ถูกต้องก่อนจะตวัดสร้างภาพ หรือกระทั่งการเข้าใจหลักการเรื่องดีมานด์-ซัพพลาย หรืออุปสงค์-อุปทาน ก่อนที่จะทำความเข้าใจเรื่องการตลาด

หรือหากจะโยงให้เข้ากับความเป็นเซ็น ท่วงท่าที่ถูกต้องของนักธนู ก็ไม่ต่างจากการนั่งสมาธิในท่าทางที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฝึกจิตทำสมาธิ อยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย ไม่ติดขัดจนเมื่อยล้าในเวลาอันสั้น แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ถึงกับสบายจนรู้สึกง่วงงุน

สำหรับแฟนพันธุ์แท้บางคนของเปาโล โคเอลโญ อาจรู้สึกว่า หนังสือเล่มนี้ คือผลงานที่มีความเป็นตัวตนของเขาน้อยมาก เพราะอย่างที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่า ปราชญ์แห่งธนู ไม่ได้มีสัญลักษณ์ที่ต้องตีความเหมือนในหนังสือ ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน อีกทั้งรูปแบบการเขียน ยังเรียบง่าย สั้นๆ กระชับ ปราศจากการใช้ภาษา หรือคำบรรยายที่งดงามราวบทกวีดังเช่นใน ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า เปาโล โคเอลโญ ต้องการให้สไตล์การเขียนของหนังสือเล่มนี้ ออกมาเหมือนกับบทกวีไฮกุ หรือคำสอนของพระอาจารย์เซ็น ซึ่งตัดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด เหลือไว้แต่ความสั้น ง่าย ตรงไปตรงมา จนอาจขัดใจนักอ่านที่ชื่นชอบภาษาสวยๆ ที่ซุกซ่อนความหมายลึกซึ้ง

หากเรามองว่า ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน คือวรรณกรรมเด็กที่เขียนขึ้นสำหรับเด็ก เต็มไปด้วยความงดงามของความฝันและจินตนาการ ปราช

แห่งธนู ก็คือหนังสือที่เขียนขึ้นสำหรับผู้ใหญ่ ที่อาจดูจริงจัง จนดูแข็งกระด้าง แต่ชีวิตจริงของคนที่เป็นผู้ใหญ่ บางครั้งก็เต็มไปด้วยความแข็งกระด้างเช่นนี้แหละ

มีหลายบทในหนังสือ ปราชญ์แห่งธนู ที่ผมอ่านแล้วชอบมาก และคิดว่า สามารถปรับใช้ได้กับการดำเนินชีวิตในทุกเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น

“นักธนูยอมให้ลูกธนูหลายดอกพลาดเป้าไปไกล เพราะเขารู้ว่าจะได้เรียนรู้ความสำคัญของธนู ท่า สายธนู และเป้า”

บางครั้ง สิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการประสบความสำเร็จของคนมากที่สุด ก็คือ ความกลัวที่จะผิดพลาด เราเชื่อว่า ความผิดพลาด หมายถึงความล้มเหลว แต่เราลืมมองอีกมุมว่า จริงๆ แล้ว ความผิดพลาด คือบทเรียนที่บอกกับเราว่า ทำไมเราถึงยังไม่ประสบความสำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ ลูกธนูทุกดอกที่พลาดเป้า จึงกลายเป็นครูที่สอนนักธนูว่า ท่วงท่าพื้นฐานของเธอยังไม่ถูกต้อง หรือ เธอยังเหนี่ยวสายธนูไม่มากพอ หรือ เธอปล่อยสายธนูเร็วเกินไป หรือแม้แต่หายใจออกแรงไป ลมหายใจของเธออาจไม่มีเสียง แต่มันมีแรงที่ทำให้นิ้วที่กำลังเหนี่ยวสายธนู ขยับจากตำแหน่งที่ควรจะเป็นไปครึ่งองศา

หรืออีกบทหนึ่งที่อ่านแล้วผมถึงกับอึ้ง

“เป้าคือเป้าหมายที่อยากไปให้ถึง มันคือสิ่งที่นักธนูเลือกเอง แม้เป้าอยู่ห่างไกลมาก เราก็โทษมันไม่ได้หากยิงไม่โดน… เราไม่อาจหาข้ออ้างให้กับตัวเองด้วยการบอกว่าฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งกว่าเรา เจ้าคือผู้เลือกเป้าและเจ้าก็คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบมัน”

“เป้าอาจใหญ่ เล็ก อยู่ทางซ้าย หรืออยู่ทางขวาก็ได้ แต่เจ้าต้องยืนอยู่ตรงหน้ามันเสมอ ต้องให้เกียรติมัน”

ในความคิดของผม ประโยคข้างบน น่าจะเข้าถึงหัวใจของความเป็นญี่ปุ่นมากที่สุด ซึ่งเน้นการเคารพและให้เกียรติต่อทุกสิ่ง ตั้งแต่ธรรมชาติ ภูเขา ต้นไม้ สัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งอาหารที่เรากิน

โดยทั่วไปแล้ว เวลาที่พูดถึงเป้าหมาย เรามักนึกถึงมันในแง่ของวัตถุ (ที่ต้องไขว่คว้ามาให้ได้) หรือในแง่ของระยะทาง (ที่ต้องก้าวไปให้ถึง) แต่เราแทบไม่เคยนึกถึงเป้าหมาย ในแง่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่พึงได้รับการยอมรับ นับถือ หรือให้เกียรติเลย

หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย เป้าหมายที่เราเลือก ก็ไม่ต่างจากคู่แข่งที่เราต้องการเอาชนะ หรือต้นแบบที่เราต้องการยกระดับตัวเองขึ้นไปเทียบเคียง การเอาชนะคู่แข่งที่เก่งมากๆ ย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกภาคภูมิใจมากๆ หากเทียบกับคู่แข่งที่ธรรมดาๆ ที่ใครก็อาจเอาชนะได้ไม่ยาก

การให้เกียรติเป้าหมายที่เราเลือก นอกจากจะเป็นการให้คุณค่าแก่เป้าหมายนั้นแล้ว ยังเป็นการให้คุณค่าแก่ตัวเองด้วย เพราะเป้าหมายยิ่งยากเท่าไหร่ ยิ่งเท่ากับการให้คุณค่ากับตัวเองว่า มีศักยภาพที่จะไปถึงจุดนั้นได้ หากพยายามอย่างจริงจัง

ขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ไปลองยิงธนูเป็นครั้งแรกในชีวิต 

แม้ว่าจะเป็นธนูสมัยใหม่ ที่ทำจากวัสดุเทคโนโลยี อย่างเช่น คาร์บอนไฟเบอร์ หรือไฟเบอร์กลาส แตกต่างจากธนูแบบญี่ปุ่น (เหมือนในหนังสือ ปราชญ์แห่งธนู) ซึ่งวัสดุทำจากไม้ แต่วิถีแห่งธนู ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย

ครูผู้ฝึกสอน ให้ความสำคัญกับการจัดท่วงท่าที่ถูกต้อง ตั้งแต่การแยกขาเท่ากับความกว้างของไหล่ ยืนตัวตรง พยายามใช้กล้ามเนื้อแผ่นหลัง ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อแขน ในการเหนี่ยวสายธนู นิ้วที่จับลูกธนู จะต้องเหนี่ยวสายมาจนถึงมุมปาก และอื่นๆ อีกมากมาย

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ในตอนนั้น ครูผู้ฝึกสอน พูดถึงจังหวะที่เราจะปล่อยลูกธนูออกไปว่าอย่างไร แต่เท่าที่จำได้แม่นก็คือ ถึงแม้ว่าลูกธนูส่วนใหญ่จะไม่ได้เข้าใกล้เป้าหมายเลย แต่ผมก็รู้สึกสนุกกับการยิงธนูครั้งนั้นมาก

สิ่งที่ทำให้ผมนึกย้อนถึงประสบการณ์การยิงธนูครั้งนั้น ก็คือ ประโยคในหนังสือที่ว่า

“เจ้ารู้ถึงความพยายามที่ต้องใช้ในการเหนี่ยวสายธนู หายใจให้ถูกวิธี มีสมาธิกับเป้า มีเจตนาที่ชัดเจน รักษาท่าให้สง่างาม และให้เกียรติเป้า แต่เจ้ายังต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้อยู่กับเรานานนัก เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งเจ้าก็ต้องปล่อยมือ แล้วยอมให้เจตนาออกเดินทางไปตามโชคชะตาของมัน”

จะเห็นว่า เทะสึยะ ปราชญ์แห่งธนู ไม่ได้พูดถึงหรือให้ความสำคัญกับการที่ลูกธนูจะพุ่งเข้าสู่เป้าหมายหรือไม่เลย สิ่งที่เขากล่าวย้ำคือ ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ทำให้ดีที่สุด และเมื่อทำทุกอย่างแล้ว สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม

ทุกเรื่องราวในชีวิต ก็ไม่ต่างจากการยิงธนู หลังจากที่ทำทุกอย่างที่ควรทำ ตั้งแต่พื้นฐานที่ถูกต้อง การเลือกเป้าหมายที่คู่ควร การทำซ้ำบ่อยๆ โดยไม่กลัวความล้มเหลว เมื่อครบถ้วนในสิ่งที่ควรทำแล้ว ทุกอย่างจบลงอย่างสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่า ลูกธนูจะพุ่งเข้าสู่เป้าหมายหรือไม่

Tags:

หนังสือการใช้ชีวิตThe Archerปราชญ์แห่งธนูธนู

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Related Posts

  • Book
    ชีวิตที่ดีงามควร ‘หนักอึ้ง’ หรือ ‘เบาหวิว’: ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    มหัศจรรย์ห้องสมุดเที่ยงคืน: ชีวิตมีไว้เพื่อใช้ มิใช่แค่เพื่อค้นหาความหมาย

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    นักบินรบ : การค้นพบความหวัง ในสมรภูมิที่สิ้นหวัง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Book
    ‘ขอโทษ’ คำพูดติดปากจากบาดแผลที่พ่อแม่ทำให้รู้สึกผิดเสมอ: คุณคางคกไปพบนักจิตบำบัด

    เรื่อง อัฒภาค

  • Book
    Human Walker : เป็นมนุษย์ อย่าหยุดเดิน

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย
Family Psychology
9 March 2026

เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ninaiscat

  • เทคโนโลยีและเอไอ ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ ทำให้การห้ามลูกใช้หน้าจออย่างเดียวไม่เพียงพอ พ่อแม่ควรสร้างบทสนทนาและสอนให้ลูกตั้งคำถามกับเทคโนโลยี เพื่อให้ใช้อย่างมีวิจารณญาณแทนการเป็น ‘เหยื่อของระบบ’
  • เด็กบางคนหันไปพึ่งเอไอเพราะความเหงาหรือความรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟัง ซึ่งอาจทำให้ลดการปฏิสัมพันธ์กับคนจริงและเสี่ยงต่อการพึ่งพาเอไอมากเกินไป
  • แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน แต่ความใส่ใจของพ่อแม่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด  ซึ่งเอไออาจเลียนแบบความใส่ใจได้อย่างแยบคาย แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความใส่ใจที่เกิดจากคนจริงๆ

ผ่านมาแล้วกว่า 3 ปีตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT คำว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือ ‘เอไอ’ ได้ขยับจากนิยายวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ แม้เราอาจไม่ได้เป็นผู้ใช้งานโดยตรง แต่คนรอบๆ ตัว รวมไปถึงลูกหลานก็อาจจะใช้

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นภาพเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ใช้หน้าจอเพื่อเล่นเกมหรือโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่มีการพูดคุยปรึกษากับเอไอด้วย ภาพเหล่านี้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งบางอย่างในใจของพ่อแม่ ใจหนึ่งก็อยากให้ลูกทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเหล่านี้เพราะจะเป็นใบเบิกทางสู่ในอนาคต แต่อีกใจก็กลัวว่าลูกจะพึ่งพาเอไอมากเกินไปจนคิดไม่เป็น

ครั้นจะเอ่ยปากตักเตือนเกี่ยวกับเอไอก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร เพราะตัวเองก็ยังไม่เข้าใจและตามเทคโนโลยีไม่ทัน เช่นนั้นแล้วพ่อแม่ในยุคเอไอควรจะต้องทำอย่างไรดี

‘หน้าจอ’ ‘โซเชียลมีเดีย’ ‘เอไอ’ คือคู่ต่อสู้ของพ่อแม่ในยุคปัจจุบัน

สินธุ คงคาธรัน (Sindhu Gangadharan) กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ SAP Labs India กล่าวว่า ความท้าทายของการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันคือ เทคโนโลยีกำลังแย่งชิง ‘ความสนใจใส่ใจ’ (Attention) ของลูกเรา

เทคโนโลยีทุกวันนี้ต่างออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้ให้ได้มากและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือการวิเคราะห์และเรียนรู้ว่าผู้ใช้ชื่นชอบเนื้อหาแบบใด จากนั้นระบบจึงเลือกเสิร์ฟเฉพาะเนื้อหาที่ผู้ใช้ชื่นชอบ หลักการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ ‘โซเชียลมีเดีย’ ไปจนถึง ‘เอไอ’

ฉะนั้นเมื่อเราสั่งให้ลูกเลิกเล่นโทรศัพท์ เราไม่ได้แค่กำลังต่อสู้กับความดื้อด้านของลูกเพียงอย่างเดียว แต่เรากำลังต่อสู้กับระบบเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่คอยเก็บเกี่ยวความสนใจจากผู้ใช้ ซึ่งการต่อสู้กับเทคโนโลยีที่มีกลเม็ดแยบยลเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เราเอาชนะได้ยาก

วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดของพ่อแม่จึงมักจะเป็นการห้ามไม่ให้ใช้สิ่งนั้นไปเลย ซึ่งไม่ใช่ผลดี เพราะการห้ามสิ่งใดอาจทำให้เด็กรู้สึกต่อต้านและอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น โดยเด็กจะพยายามหาทางหลบเลี่ยงไม่ให้พ่อแม่จับได้ ทางที่ดีควรใช้การพูดคุยเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน 

การเลี้ยงลูกในยุคที่มีเทคโนโลยีล่อตาล่อใจเช่นนี้ไม่สามารถใช้ ‘การควบคุม’ ได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ ‘การพูดคุย’ ที่มากขึ้นด้วย

กล่าวคือ การตั้งกฎเกี่ยวกับหน้าจอยังคงมีอยู่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างบทสนทนาที่เปิดกว้าง พร้อมเรียนรู้ และปราศจากการตัดสิน เช่น ‘ทำไมลูกถึงชอบวิดีโอนี้’ ‘ลูกคิดยังไงกับคำแนะนำนี้’ ‘ลูกคิดว่าใครเป็นคนสร้างอันนี้ขึ้นมา’

บทสนทนาลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ของลูกและแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ใส่ใจเขา สินธุย้ำว่า การสอนให้เด็กตั้งคำถามกับเทคโนโลยีสำคัญกว่าการสอนวิธีใช้เสียอีก เพราะเราจะช่วยให้เขาหลุดพ้นจากการเป็น ‘เหยื่อของเทคโนโลยี’ และกลายมาเป็น ‘ผู้สังเกตการณ์ที่ชาญฉลาด’ 

เด็กบางคนอาจพึ่งพาเอไอมากเกินไปจนลดโอกาสฝึกคิดด้วยตัวเอง ซึ่งจะลดทอนคุณค่าของมนุษย์ อีธาน มอลลิก (Ethan Mollick) นักวิจัยเอไอและศาสตราจารย์ที่ Wharton School ได้ให้ทัศนะเรื่อง ‘เอไอ’ กับ ‘มนุษย์’ ไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ ความหมายของการเป็นมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามี ‘ผลงานที่ยอดเยี่ยม’ หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราได้ผ่าน ‘กระบวนการ’ ต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์มันขึ้นมาหรือไม่

การผ่านกระบวนการเหล่านี้ย่อมทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกคน เข้าใจบางอย่างมากขึ้น อาจจะอดทนมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น เข้าอกเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องมีความคิดที่ยอดเยี่ยมดีเลิศไร้ที่ติ แต่หากความคิดนั้นได้ผ่านการสืบค้น วิเคราะห์ ไตร่ตรอง ประมวลจากแหล่งต่างๆ รวมถึงความรู้เดิมที่เรามีอยู่ ชีวิตของเราย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้แจ้งมากขึ้น

สินธุ กล่าวว่า เอไออาจเป็นติวเตอร์ที่ทรงพลัง แต่มันไม่สามารถทดแทนประสบการณ์ที่เกิดจากการคิดอย่างลึกซึ้ง การล้มเหลว และการพยายามใหม่อีกครั้งได้ ฉะนั้น การมีความคิดเป็นของตัวเองที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ ย่อมดีกว่าการมีความคิดสำเร็จรูปที่ได้จากเอไอ

สิ่งที่เบียดขับให้เด็กไปสู่เงื้อมมือของเอไอคือ ‘การไร้ตัวตน’

จากการสำรวจของ Internet Matters องค์กรส่งเสริมความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตสำหรับเด็ก พบว่า เด็กทุกคนในการสำรวจเคยได้ยินหรือใช้เอไอแชตบอตเจ้าดังมาแล้วอย่างหน่อย 1 ตัว โดยวัตถุประสงค์หลักของการใช้คือ ‘ช่วยทำการบ้าน’ และ ‘หาข้อมูล’ แต่วัตถุประสงค์อีกอย่างที่น่าสนใจคือ ‘การหาเพื่อนคุย’

Internet Matters รายงานว่า 12% ของเด็กที่ใช้เอไอแชตบอตระบุว่า ตัวเองใช้เอไอเพราะไม่มีใครให้คุยด้วย โดยในกลุ่มเด็กเปราะบางตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็น 23% ทั้งนี้ มีเด็กรายงานว่าการคุยกับเอไอก็เหมือนกับการคุยกับ ‘เพื่อน’ คนหนึ่งจริงๆ ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังคุยกับหุ่นยนต์หรือระบบคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด

หนึ่งในสาเหตุที่เด็กคิดเช่นนั้นเกิดมาจากการที่เอไอสามารถจำลองความเป็นมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติและการแสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจได้อย่างแนบเนียน ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘มนุษย์’ กับ ‘จักรกล’ เริ่มเลือนรางลงทุกที

สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (APA) ได้รวบรวมงานวิจัยพบว่า เมื่อคนเราประสบกับภาวะบางอย่าง เช่น ทุกข์ใจหรือขาดเพื่อนมนุษย์ เราจะสามารถสร้างความผูกพันกับเอไอแชตบอตได้ หากเรารู้สึกว่าเอไอตัวนั้นให้การสนับสนุนทางอารมณ์ ให้กำลังใจ และให้ความรู้สึกปลอดภัยทางใจ

การปฏิสัมพันธ์กับเอไอเช่นนี้สามารถลดความรู้สึกเหงาได้ใกล้เคียงกับการปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ โดยนักวิจัยอธิบายว่า การพูดคุยกับเอไอทำให้เรารู้สึกว่า ‘มีคนรับฟัง’ อีกทั้งเรายังได้รับข้อความตอบกลับที่เต็มไปด้วยความสนใจใส่ใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความเคารพ ซึ่งเป็นส่วนประกอบชั้นดีในการคลายเหงา

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเอไอมากเกินไปมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดการเสื่อมถอยของทักษะทางสังคมผ่านการปฏิสัมพันธ์กับคนน้อยลงและสร้างความคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ทุกความสัมพันธ์ต้องปราศจากความขัดแย้งและการเห็นด้วยกับตน

ในกลุ่มเด็กเปราะบางยิ่งต้องระมัดระวังการใช้งานเอไอ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มักรู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว และขาดคนเข้าใจเขา ทำให้เกิดการพึ่งพาเอไอมากกว่ากลุ่มเด็กปกติ ซึ่งการพึ่งพาเอไอที่มากเกินไปอาจทำให้ความคิดหรือพฤติกรรมอันตรายทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเอไอมักเห็นด้วยกับผู้ใช้เพื่อดึงให้ใช้งานมันนานๆ อีกทั้งยังอาจไม่เข้าใจบริบทของสิ่งนั้นๆ อย่างแท้จริง ทำให้ขาดการสังเกตและยับยั้งพฤติกรรมอันตราย

กรณีนี้เคยเกิดขึ้นจริง มีเด็กชายชาวอเมริกันวัย 14 ปี ที่เป็นแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม (อาการในกลุ่มออทิสติก) เกิดความผูกพันลึกซึ้งกับเอไอแชตบอตตัวหนึ่งที่สวมบทบาทเป็นตัวละครจากซีรีส์ เด็กชายใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันพูดคุยกับเอไอตัวนั้น รวมถึงพูดคุยเกี่ยวกับการปลิดชีวิตตัวเอง ทว่าเอไอกลับไม่ได้ห้ามปราบแถมยังสนับสนุนพฤติกรรมนั้นด้วย ทำให้เด็กชายทำสำเร็จ เป็นเหตุให้แม่ของเด็กชายยื่นฟ้องบริษัทเอไอดังกล่าว

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เอไออาจเป็นช่องทางหนึ่งให้เด็กคลายเหงาได้จริง แต่การพึ่งพามันมากเกินไปก็อาจนำไปสู่ปัญหาที่เลวร้าย 

อันที่จริงแล้วการลดการพึ่งพาเอไอของเด็กไม่ได้ซับซ้อนเลย พ่อแม่หรือใครๆ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้หากเราเข้าใจถึง ‘ภาวะไร้ตัวตน’ ของเด็ก

รอย เปอตีฟีส (Roy Petitfils) ที่ปรึกษาและนักบำบัดผู้เชี่ยวชาญในวัยรุ่น กล่าวว่า ‘ภาวะไร้ตัวตน’ (Invisibility) คือการที่เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน ถูกมองข้าม ไม่ถูกมองเห็น ไม่มีใครสนใจ ซึ่งสิ่งนี้ล้วนเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ มากมายในวัยรุ่น 

บางคนอาจกล่าวว่าตัวเองก็มองเห็นถึงการมีอยู่ของอีกฝ่าย แล้วเขาจะเกิดภาวะไร้ตัวตนได้อย่างไร ภาวะไร้ตัวตนไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะ ‘มี’ คนอยู่ข้างกายหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าคนข้างกายนั้นจะ ‘กระทำ’ สิ่งใด เมื่อคนข้างกายแค่รู้ว่ามีอีกฝ่ายอยู่ แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าเขาจะคิดจะรู้สึกอย่างไร การอยู่ข้างกายนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

แต่เมื่อคนข้างกายรับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายพร้อมกับใส่ใจสารทุกข์สุกดิบและพยายามเข้าใจความเป็นไปของเขา นี่คือการทลายความไร้ตัวตนที่แท้จริง เปอตีฟีส ชี้ว่า กุญแจสำคัญในการทลายความไร้ตัวตนคือ ‘การถูกมองเห็น’ ในบริบทที่ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

การที่พ่อแม่ใช้สิ่งของเพื่อมาทดแทนการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายกับลูกไม่อาจทลายความไร้ตัวตนในใจเขาได้ เพราะปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายคือการที่มีคนมองเห็น มีคนรับฟัง มีคนโต้ตอบ สิ่งของไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ทั้งนี้ แม้พ่อแม่จะอยู่ข้างกายลูก แต่หากไม่ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายทุกอย่างก็ไร้ความหมาย

กล่าวคือ พ่อแม่อาจอยู่กับลูกตลอดแต่ก็อาจไม่ได้สนใจว่าเขาจะมีความคิดหรือความรู้สึกอย่างไร แม้สิ่งต่างๆ ที่พ่อแม่ทำล้วนเป็นความหวังดี แต่เราถามเขาแล้วหรือยังว่าเขาคิดเห็นอย่างไร เราไม่ได้คิดเอาเองใช่ไหมว่าเขาควรจะคิดอย่างไร แม้เราจะฟังเรื่องที่ลูกเล่า แต่เราเข้าใจเรื่องของเขาจริงๆ แล้วหรือยัง เราไม่ได้กำลังตัดสินหรือสั่งสอนเขาด้วยมุมมองของตัวเองอยู่ข้างเดียวใช่ไหม

เมื่อพ่อแม่ไม่อาจมองเห็นลูกในแง่มุมที่ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย ลูกจึงต้องไปแสวงหาสิ่งนี้จากที่อื่น หนึ่งในวิธีนั้นคือการใช้ ‘เอไอ’ เอไอในปัจจุบันสามารถจำลองการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีคนคุยด้วย มีคนมองเห็น มีคนรับฟัง 

การควบคุม บังคับ ขู่เข็ญ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีมีแต่จะผลักไสให้ทุกอย่างแย่ลง เมื่อเทคโนโลยีคือหนทางเดียวในการได้รับการยอมรับและมีตัวตน เด็กจะทำทุกวิถีทางในการเข้าถึงโดยไม่ให้พ่อแม่จับได้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้ดีที่สุดโดยที่ไม่จำเป็นต้องเก่งเทคโนโลยีและไม่ต้องใช้การบังคับคือ ‘ความสนใจใส่ใจ’ (Attention)

เปอตีฟีส ย้ำว่า ‘ความใส่ใจ’ ‘การมองเห็นคนอื่น’ เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้โดยไม่ได้ต้องเป็นนักจิตบำบัดหรือเรียนจบจิตวิทยา ใส่ใจว่าลูกของเราต้องการอะไรจริงๆ ไม่ใช่คิดเอาเองว่าลูกต้องการอะไร พร้อมกับรับฟังความคิดของลูกอย่างจริงใจ ไม่ด่วนตัดสิน ไม่เอาอคติหรือภาพจำต่างๆ ไปยัดเยียดใส่เขา

เมื่อย้อนกลับไปที่คำกล่าวของสินธุ ผนวกกับการขจัดภาวะไร้ตัวตน เราจึงได้ข้อสรุปว่า แม้พ่อแม่จะไม่เก่งเทคโนโลยีมากก็สามารถช่วยนำทางการใช้ชีวิตในยุคเอไอได้ ขอแค่พ่อแม่สร้าง ‘การพูดคุยอย่างเปิดกว้าง’ ที่เข้าใจในตัวลูก และ ‘สอนให้ตั้งคำถามกับเทคโนโลยี’ ผ่านการแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เท่านี้ก็ช่วยได้มากแล้ว

สุดท้ายแล้ว แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน แต่ความใส่ใจของพ่อแม่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เอไออาจเลียนแบบความใส่ใจได้อย่างแยบคาย แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความใส่ใจที่เกิดจากคนจริงๆ เพราะมันคือความห่วงใยที่แท้จริง ไม่ใช่ความห่วงใยที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจแอบแฝงอยู่

อ้างอิง

ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2568). เอไอ ภัยคุกคามใหม่ต่อเยาวชน.

นิ้วกลม. (2569). อีธาน มอลลิก มนุษย์จะยังมีความหมายอยู่ได้อย่างไร. มติชนสุดสัปดาห์, 46(2372), 48-49.

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์. (2025). การไร้ตัวตน-ไม่ถูกมองเห็น-ไม่ถูกยอมรับ คือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของวัยรุ่น

Andoh, E. (2026, January 1). AI chatbots and digital companions are reshaping emotional connection. Monitor on Psychology, 57(1).

Andoh, E. (2025, October 1). Many teens are turning to AI chatbots for friendship and emotional support. Monitor on Psychology, 56(7).

Internet Matters. (2025). Me, myself and AI: Understanding and safeguarding children’s use of AI chatbots.

Sindhu Gangadharan. (2026). Parenting in the age of AI: Raising humans, not just digital natives.

Tags:

เลี้ยงลูกยุคAIจิตวิทยาครอบครัวAIการเลี้ยงลูกเด็ก

Author:

illustrator

ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์

Illustrator:

illustrator

ninaiscat

ทิพยา ทิพย์พันธ์ (ninaiscat) เป็นนักวาดภาพประกอบและนักออกแบบกราฟิกอิสระ ชอบแมว (เป็นชีวิตจิตใจ) ชอบทำกับข้าว กินกาแฟทุกวันและมีความฝันว่าอยากมีบ้านสักหลังที่เชียงใหม่

Related Posts

  • Cover
    Book
    The Wild Robot: ชีวิตที่ลิขิตเอง ไม่ต้องรอโปรแกรมคำสั่ง

    เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

  • Space
    วางจอมาจับกบ เล่น เลอะ เรียนรู้ที่ ‘ป้าจิ๊บฟาร์ม’: คุยกับ วิน-สินธุประมา

    เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

  • Dear ParentsMovie
    Boyhood: ครอบครัว แตกสลาย เติบโต

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Movie
    Love, Simon: สักกี่บ้านที่ลูกรู้สึกไม่โดดเดี่ยว สักกี่ครอบครัวที่ไม่คาดหวังให้ลูกเป็นอะไรเลย

    เรื่อง พิมพ์พาพ์

  • Family Psychology
    ปู่ย่าตายายมีส่วนช่วยเลี้ยงหลานอย่างไรให้เติบโตทั้งกายใจ

    เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป ภาพ ninaiscat

‘Edsy AI Coach’ เปลี่ยนห้องเรียนอังกฤษให้ ฟุต ฟิต ฟอ ไฟ ด้วยโค้ชส่วนตัวที่โต้ตอบได้เหมือนเจ้าของภาษา: ห้องเรียนเอไอ โรงเรียนบ้านบางกะปิ
Creative learning
4 March 2026

‘Edsy AI Coach’ เปลี่ยนห้องเรียนอังกฤษให้ ฟุต ฟิต ฟอ ไฟ ด้วยโค้ชส่วนตัวที่โต้ตอบได้เหมือนเจ้าของภาษา: ห้องเรียนเอไอ โรงเรียนบ้านบางกะปิ

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง ภาพ ปริสุทธิ์

  • แม้เด็กไทยจะเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาล แต่ปัญหาคลาสสิกยังคงเดิมคือ ‘ทำข้อสอบได้ แต่ไม่กล้าพูด’ เพราะการเรียนในห้องเน้นท่องจำมากกว่าการสื่อสารจริง อีกทั้งเด็กยังขาดความมั่นใจที่จะใช้ภาษา
  • โรงเรียนบ้านบางกะปิ จึงทดลองใช้ Edsy AI Coach โค้ชภาษาอังกฤษด้วย AI ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกพูดแบบตัวต่อตัว พร้อมฟีดแบ็กทันที โดยปัญหาและการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนถูกสะท้อนผ่านมุมมองของทั้งผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้สอนภาษาอังกฤษ
  • ผลลัพธ์คือเด็ก กล้าลองผิด กล้าพูด และสนุกกับการเรียนมากขึ้น ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเปลี่ยนจากการนั่งฟังเป็นการลงมือฝึกจริง พร้อมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยรวมอย่างเห็นได้ชัด

ทุกโรงเรียนก็สอนภาษาอังกฤษ แต่ทำไมเด็กไทยถึงพูดไม่ได้?

แม้ว่าโรงเรียนในประเทศไทยจะเริ่มสอนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่ระดับอนุบาล ต่อเนื่องถึงมหาวิทยาลัย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

สมมติฐานมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหาและรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นหลักการเพื่อนำไปสอบมากกว่าการนำไปใช้  ความเชี่ยวชาญของครูผู้สอน รวมไปถึงทัศนคติต่อการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ที่ทำให้การพูดผิดเป็นเรื่องน่าอายมากกว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ หลายคนจึงไม่กล้าพูดออกไป 

ด้วยเหตุนี้ Edsy สตาร์ทอัพการศึกษา ร่วมกับโครงการ EIL (English as an International Language) คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้พัฒนา ‘Edsy AI Coach’ แอปพลิเคชันครูผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับผู้เรียนไทยโดยเฉพาะ เพื่อยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในห้องเรียน โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมแบบ Personalized Learning ให้ผู้เรียนแต่ละคนได้รับฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์ เสมือนมีครูผู้ช่วยส่วนตัวคอยโค้ชอยู่ข้างๆ 

ยกตัวอย่างเช่น การฝึกออกเสียง (Pronunciation) เอไอจะวิเคราะห์เสียงของผู้เรียน ตรวจสอบความถูกต้องทั้งระดับคำและประโยค พร้อมแนะนำแนวทางแก้ไขอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังตรวจสอบไวยากรณ์ (Grammar) วิเคราะห์จุดผิดพลาด อธิบายเหตุผล และช่วยปรับรูปประโยคให้เป็นธรรมชาติใกล้เคียงเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแนะนำคำศัพท์ตามมาตรฐาน CEFR ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเสริมคลังคำศัพท์อย่างเป็นระบบ

ปัจจุบัน Edsy AI Coach ถูกนำไปใช้ภายใต้นโยบาย ‘เรียนดี’ ของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กว่า 14,000 คน โดยหนึ่งในโรงเรียนที่ทดลองใช้เต็มรูปแบบตลอด 1 ภาคการศึกษา คือ โรงเรียนบ้านบางกะปิ ซึ่งตั้งเป้ายกระดับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง

จุดอ่อนห้องเรียนภาษาอังกฤษในไทย คือเรียนแค่ไหนก็ไม่กล้าพูด

ก่อนที่โรงเรียนบ้านบางกะปิ จะนำ Edsy AI Coach เข้ามาใช้ในห้องเรียน  ภาษาอังกฤษคือหนึ่งในวิชาที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเรียนการสอนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่อง ‘ความไม่มั่นใจในการพูด’ ซึ่ง ผอ.ดวงสุมาลย์ ชื่นชูจิตร์ อธิบายว่า

“ปัญหาหลักในการสอนภาษาอังกฤษในบริบทของโรงเรียนไทยคือ นักเรียนขาดความมั่นใจในการพูดจริง เวลาคาบไม่เพียงพอต่อการฝึกพูดรายบุคคล รวมถึงฟีดแบ็กไม่ทั่วถึงและไม่ทันที การเรียนส่วนใหญ่จะเน้นเป็นการท่องจำ แล้วก็ทำข้อสอบมากกว่าการสื่อสารจริง ที่สำคัญ ความแตกต่างพื้นฐานของเด็กในห้องจะมีทั้งเด็กที่เก่งมากกับอ่อนมากอยู่ในห้องเดียวกัน เรียนภาษาอังกฤษมานานแต่ยังไม่กล้าพูด รวมถึงครูก็ยังไม่สามารถให้การฝึกแบบรายบุคคลได้ทั่วถึง”

ผอ.ดวงสุมาลย์ ชื่นชูจิตร์

ในมุมของผู้สอน ครูแพรวา เค้ามาก ครูประจำวิชาภาษาอังกฤษ เล่าถึงข้อจำกัดในการเรียนการสอนแบบเดิมว่า ด้วยจำนวนนักเรียนกว่า 40 คน ต่อครู 1 คน ทำให้บางครั้งการสอนอาจไม่ทั่วถึง แต่หากใช้เอไอร่วมด้วยจะทำให้สามารถเข้าถึงนักเรียนรายบุคคลได้

“ที่ผ่านมาเด็กไม่ค่อยกล้าที่จะสื่อสารหรือพูดภาษาอังกฤษ ยังติดพูดไทยแม้แต่กับครูต่างชาติ” 

ครูแพรวา เค้ามาก

จากโจทย์ปัญหานี้โรงเรียนจึงกำหนดเป้าหมายใหม่ ไม่ใช่เพียงยกระดับคะแนน แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้เด็กกล้าใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น

“เราตั้งเป้าหมายว่าจะพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารจริง การออกเสียงให้ใกล้เคียงเจ้าของภาษา เพิ่มความคล่องแคล่ว แล้วก็เพิ่มผลสัมฤทธิ์ในเรื่องของการฟัง พูด อ่าน เขียน” ผอ.ดวงสุมาลย์ กล่าว

“ส่วนในด้านการพัฒนาผู้เรียน เราต้องการสร้างความมั่นใจในการสื่อสาร ให้นักเรียนฝึกการเรียนรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ แล้วก็กล้าลองผิดลองถูก มีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเราไม่ได้ตั้งเป้าแค่ให้เด็กเก่งภาษา แต่ว่าเด็กกล้าใช้ภาษา และใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน” 

ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผอ.ดวงสุมาลย์ จึงได้นำ Edsy AI Coach เข้ามาปรับใช้ในห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 

“อันดับแรกคือเราต้องการยกระดับผลสัมฤทธิ์ภาษาอังกฤษนะคะ ปัญหาคลาสสิกของเด็กไทยคือ กล้าอ่านแต่ว่าไม่กล้าพูด ทำข้อสอบได้แต่ว่าสื่อสารไม่ได้ AI Coach จะช่วยให้เด็กฝึกพูดแบบตัวต่อตัว ลดความเขิน ลดความกลัว แล้วก็ฝึกซ้ำได้ไม่จำกัด ซึ่งครูคนเดียวไม่สามารถทำได้ทุกคนครบในคาบเดียว แล้วก็เป็นการสนับสนุนนโยบายของกรุงเทพมหานครที่เน้นเรื่องดิจิทัล เรื่องเอไอในนโยบายด้านการศึกษาด้วย”

‘Edsy AI Coach’ โค้ชส่วนตัวที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้รายบุคคล

ในห้องเรียนภาษาอังกฤษของโรงเรียนบ้านบางกะปิ เอไอไม่ได้ทำหน้าที่แทนครู แต่มีบทบาทเป็น ‘โค้ชส่วนตัว’ ที่ทำหน้าที่ฝึกซ้อมและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนรายบุคคล 

“จุดเด่นของ Edsy คือเป็นเอไอโค้ชที่เน้นทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางสำคัญ ซึ่ง Edsy สามารถฝึกซ้อมให้เด็กแบบ 1 ต่อ 1 ขณะที่ครูไม่สามารถทำได้ครบทุกคนในเวลาเดียวกัน ตัวแอปจะมีการฝึกการออกเสียงที่ถูกต้อง ให้ฟีดแบ็กทันที แล้วสามารถเก็บข้อมูลพัฒนาการของเด็กหลายคนได้ ครูสามารถเอาเวลามาโฟกัสกิจกรรมเชิงลึกได้มากขึ้น 

ที่สำคัญคือเก็บข้อมูลเพื่อการวัดผล AI จะมีการติดตามการใช้ User หรือการบันทึกพฤติกรรมการใช้งาน  ทำให้เราสามารถรู้ได้หมดเลยว่าเด็กเขาใช้กี่ครั้ง แล้วก็มีจุดอ่อนด้านใด พัฒนาขึ้นหรือเปล่า สมมติเด็กออกเสียงตรงนี้ไม่ได้ เขาก็กลับมาใช้อีกครั้งจนกว่าจะได้ ซึ่งโรงเรียนสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการรายงานผลค่ะ” ผอ. ดวงสุมาลย์ เล่า

แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะชาญฉลาดแค่ไหน ครูผู้สอนยังเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้การใช้เอไอเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครูแพรวาเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในห้องเรียนภาษาอังกฤษของตนเองว่า

“ต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะค่ะ เพราะด้วยความที่เด็กยังเล็ก เขาอาจจะไม่ได้รู้เทคโนโลยีเท่าผู้ใหญ่ เวลาเกิดปัญหาก็จะเรียกคุณครูมาช่วยว่าต้องแก้ยังไงคะ ครูช่วยหนูหน่อย ก็ถือว่าท้าทายเหมือนกันที่จะให้เด็กอายุเท่านี้มาใช้เทคโนโลยีหนักๆ ค่ะ”

แม้จะมีอุปสรรคในช่วงเริ่มต้น แต่ด้วยความทุ่มเทและการปรับตัวของทั้งครูและนักเรียน การมี ‘เอไอโค้ช’ ให้เด็กฝึกพูดซ้ำได้โดยไม่ต้องกลัวผิด ถือว่าได้ช่วยเติมเต็มช่องว่างของการเรียนภาษาอังกฤษในอดีตได้เป็นอย่างดี

เมื่อเด็กกล้าลองผิดลองถูก ผลลัพธ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป

หลังจากนำ Edsy AI Coach มาใช้ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับห้องเรียนภาษาอังกฤษ โรงเรียนบ้านบางกะปิ ไม่ใช่แค่ตัวเลขคะแนนที่เพิ่มขึ้น หากแต่เป็นทัศนคติของนักเรียนต่อการเรียนภาษาอังกฤษ และต่อการเรียนรู้ของตนเอง

“เมื่อนำเอไอมาใช้ นักเรียนสามารถฝึกพูดจริง โดยมีครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก แล้วก็เป็นโค้ช ดังนั้นรูปแบบการเรียนจึงเปลี่ยนไปเป็น Active Learning เพราะเด็กได้ลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่ได้ฟัง

บรรยากาศในห้องเรียนก็แตกต่างออกไปจากเดิมมาก คือเด็กสามารถโต้ตอบกันเอง แม้แต่สำเนียงที่เขาใช้ก็เปลี่ยนไป มีความผ่อนคลาย ไม่ต้องกลัวว่าจะพูดผิดอะไร เขาก็จะมีความสนุกสนานมากขึ้น ปัญหากับคุณครูก็จะลดลงด้วย เราไม่ต้องเคี่ยวเข็ญเขามาก เด็กมีความมั่นใจมากขึ้น แล้วก็บรรยากาศระหว่างครูกับเด็กก็ดีขึ้นค่ะ”

แน่อนว่า ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีขึ้น “ที่สำคัญคือ เด็กมีความสุข เด็กไม่กลัวที่จะพูด แล้วที่เราตั้งเป้าหมายให้ผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น ก็พบว่าผลคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องฟัง พูด อ่าน เขียน โดยเฉพาะเรื่องการพูดที่เห็นว่าพัฒนาได้ดีขึ้นมาก” ผอ.ดวงสุมาลย์ กล่าว

ขณะที่ครูแพรวา ผู้ติดตามการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งก่อนและหลังการใช้เอไอโค้ช บอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดในพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

“ในฐานะครูผู้สอน เราเห็นผลลัพธ์คือ เด็กได้รู้จักคำศัพท์และไวยากรณ์มากขึ้น ทักษะเด็กก็ดีขึ้น เขากล้าที่จะพูดกับเรา เด็กเริ่มเปลี่ยนความคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาย เด็กเองก็พูดว่าเขาชอบเรียนแบบนี้ด้วย”

สอนการใช้ AI อย่างถูกวิธี เพราะเครื่องมือที่ดีต้องใช้ให้ถูกทาง

แม้ว่าการนำเอไอเข้ามาปรับใช้ในการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ จะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ ผอ.ดวงสุมาลย์ ย้ำว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือการส่งเสริมการรู้เท่าทัน หรือการใช้เอไออย่างมีวิจารณญาณ (AI literacy) ให้กับนักเรียน

“โรงเรียนวางหลักไว้ 4 ข้อคือ หนึ่ง เอไอเป็นเครื่องมือไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป สอง ใช้เพื่อฝึกซ้อมไม่ใช่แทนการคิดเอง สาม ใช้ควบคู่กิจกรรมในการเรียนการสอน สุดท้าย ฝึกวิเคราะห์คำตอบ 

ประเด็นหลักคือเราใช้เอไอเพื่อเพิ่มโอกาสในการฝึกแต่ยังคงเน้นการสื่อสารกับมนุษย์จริง เพราะทักษะทางสังคมและการคิดวิเคราะห์ยังเป็นสิ่งที่เอไอทดแทนไม่ได้ค่ะ” 

นั่นหมายความว่า Edsy ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชในช่วงฝึกซ้อม แต่การสื่อสารจริง การโต้ตอบ และการคิดวิเคราะห์ ยังต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างครูกับนักเรียน และในอีกด้านหนึ่ง การใช้ AI ยังเป็นโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไปพร้อมกัน

“การนำเอไอเข้ามาใช้กับการศึกษา ส่วนตัวผอ.ชอบ และมองว่าเป็นประโยชน์มาก แต่เราต้องมีภูมิคุ้มกันพอสมควรว่า เอไอเป็นแค่ตัวที่เรานำมาเป็นตัวช่วย เพราะข้อมูลจากเอไอไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด ผู้ใช้ต้องพิจารณาว่าข้อมูลที่ได้มาถูกต้องหรือไม่ ต้องนำไปรีเช็ค นี่ก็เป็นข้อหลักเลยที่ครูจะสอนเด็กๆ ว่า ถ้าเราจะใช้เอไอ ก็ต้องฉลาดใช้ ไม่ใช่ว่าอะไรก็ไปเชื่อหรือฟังทั้งหมด จริงๆ เวลาที่เราค้นหาข้อมูลอะไร เราก็ควรต้องตรวจสอบ หรือมาอ่านทบทวนอีกครั้ง”

นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างหนึ่งในการนำเอไอมาใช้ คือการที่นักเรียนต้องอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเป็นการทำลายสมาธิและปฏิสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง

“ข้อเสียคืออาจจะทำให้เด็กติดมือถือ แล้วบางทีเขาอาจแฉลบออกนอกทาง อันนี้เป็นสิ่งที่เราสังเกต แต่ก็ไม่ได้เป็นมาก แล้วการนั่งนานๆ กับท่าเดิมๆ มันอาจจะทำให้เขาปวดเมื่อย ซึ่งเราก็ต้องบอกว่าเรียนชั่วโมงหนึ่งก็ควรหยุด แล้วออกไปผ่อนคลาย ไม่ใช่นั่งทิ้งเวลา 2–3 ชั่วโมง อันนี้คือข้อเสียในด้านสุขภาพร่างกายค่ะ”

ท้ายที่สุด ผอ. ดวงสุมาลย์มองว่า การนำเอไอเข้ามาในห้องเรียน ไม่ใช่การแทนที่ครู แต่คือการช่วยให้ครูทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

“การใช้เอไอ ครูต้องเปิดใจ และเราต้องพัฒนาไปข้างหน้าด้วย เพราะถ้าเราไม่พัฒนา เด็กเขาก็นำหน้าเราไปไกลแล้ว เราจะกลายเป็นคนที่ไม่ทันเด็กเสียเองค่ะ”

เหมือนที่โรงเรียนบ้านบางกะปิได้นำ Edsy AI Coach มาเปลี่ยนห้องเรียนที่เคยมีข้อจำกัด ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไร้ข้อจำกัด สร้างที่พื้นที่ที่นักเรียนไม่ต้อง ‘กลัวผิด’ อีกต่อไป ปลดล็อกทักษะภาษาอังกฤษของเด็กไทยให้ใช้งานได้ในระดับสากล

Tags:

AIการศึกษาห้องเรียนภาษาอังกฤษEdsyครู

Author:

illustrator

กนกพิชญ์ อุ่นคง

A girl who aspires to live like a yacht floating on the ocean, a dandelion fluttering over the heather, a champagne bursting in party.

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Movie
    OMG2: ‘เพศศึกษา’ เรื่องที่ครูไม่ได้สอน แต่กลับคอยซ้ำเติมความเชื่อผิดๆ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

  • Education trend
    ความผิดพลาดของการสอนวิทยาศาสตร์ที่อาจพาประเทศชาติหลงทาง

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์

  • Education trend
    AI กับอนาคตการศึกษา: ตัวช่วยที่ทำให้เด็กเก่งขึ้น หรือตัวการขัดขวางการเรียนรู้ ทำลายอาชีพครู

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Creative learning
    ‘นอกกรอบ อิงลิช with teacher ดาว’ ห้องเรียนภาษาอังกฤษที่เปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า ด้วย Active Learning

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Learning Theory
    ‘ครูคือคนที่สร้างความแตกต่าง’ ความทรงจำ ตัวตน และจุดยืนการสอน

    เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

Recent Posts

  • Grit ทักษะชีวิตที่จะช่วยให้เด็กอึด ฮึด และไปถึงเป้าหมายในระยะยาว ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI
  • Hoppers: โลกไม่ได้ต้องการ ฮีโร่ แต่ต้องการมนุษย์ที่มี Empathy
  • เด็กไทยโตไม่ทันโลก? เปิดผลการวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี ชี้จุดอ่อนการพัฒนาด้านสติปัญญาและทักษะการคิด: รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง
  • ปราชญ์แห่งธนู: คู่มือชีวิตที่บอกว่า การเลือกเป้าหมายที่คู่ควร และทำทุกสิ่งอย่างครบถ้วนนั้นเพียงพอแล้ว
  • เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

Recent Comments

  • Existential crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม “แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร” – EducationNet on Midlife Crisis: เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทำไมใจถึงวิกฤต
  • The Psychological Wounds of Winnie the Pooh and His Friends: Exploring Characters from a Classic Literary Work - World Today News on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • Exploring the Psychological Wounds of Winnie the Pooh and Friends: A Fascinating Analysis - Archyde on วินนีเดอะพูห์ : ด้วยหัวใจอันแหว่งวิ่น และความลับในป่าลึก
  • 6 วิธีฝึกสอนให้ลูกเป็นเด็กมี Critical Thinking ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต – โรงเรียนมารีวิทยา ป on CRITICAL THINKING: สอนเด็กให้รู้คิด ผิดหรือถูกก็ใช้วิจารณญาณเป็น
  • Best รูป พลเมือง ดี Update New – Haiduongcompany.com on สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

Archives

  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025
  • July 2025
  • June 2025
  • May 2025
  • April 2025
  • March 2025
  • February 2025
  • January 2025
  • December 2024
  • November 2024
  • October 2024
  • September 2024
  • August 2024
  • July 2024
  • June 2024
  • May 2024
  • April 2024
  • March 2024
  • February 2024
  • January 2024
  • December 2023
  • November 2023
  • October 2023
  • September 2023
  • August 2023
  • July 2023
  • June 2023
  • May 2023
  • April 2023
  • March 2023
  • February 2023
  • January 2023
  • December 2022
  • November 2022
  • October 2022
  • September 2022
  • August 2022
  • July 2022
  • June 2022
  • May 2022
  • April 2022
  • March 2022
  • February 2022
  • January 2022
  • December 2021
  • November 2021
  • October 2021
  • September 2021
  • August 2021
  • July 2021
  • June 2021
  • May 2021
  • April 2021
  • March 2021
  • February 2021
  • January 2021
  • December 2020
  • November 2020
  • October 2020
  • September 2020
  • August 2020
  • July 2020
  • June 2020
  • May 2020
  • April 2020
  • March 2020
  • February 2020
  • January 2020
  • December 2019
  • November 2019
  • October 2019
  • September 2019
  • August 2019
  • July 2019
  • June 2019
  • May 2019
  • April 2019
  • March 2019
  • February 2019
  • January 2019
  • December 2018
  • November 2018
  • October 2018
  • September 2018
  • August 2018
  • July 2018
  • June 2018
  • May 2018
  • April 2018
  • March 2018
  • February 2018
  • January 2018
  • December 2017
  • November 2017

Categories

  • Uncategorized
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel