- คนที่มี Grit สูง นอกจากมีความเพียรแล้ว ยังเป็นคนที่มี ‘ชุดความคิดที่ช่วยให้เติบโตได้ (Growth Mindset)’ คือ ไม่มองเรื่องความล้มเหลวเป็นเรื่องใหญ่ มองเห็นโอกาสจะเริ่มต้นใหม่เพื่อความสำเร็จในอนาคตได้เสมอ
- คำแนะนำอย่างง่ายว่า เราจะปลูกฝัง Grit ให้เกิดในตัวลูกหลานหรือลูกศิษย์ของเราได้อย่างไร โดยหวังว่าจะช่วยให้เอาตัวรอดได้ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI เช่น ฝึกให้ลูกรับผิดชอบงานบ้าน เป็นการสร้างสุขนิสัยและฝึกวินัย เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาความชอบของตนเอง ให้เขาได้เจอกับเรื่องยากลำบากบางอย่างที่ต้องใส่ความพยายามลงไป
- สิ่งหนึ่งที่ทำให้การปลูกฝัง Grit ให้กับเด็กล้มเหลว คือ เมื่อเด็กๆ ทำไม่ได้หรือล้มเหลว พ่อแม่ส่วนใหญ่จะอดใจไว้ไม่ไหว แต่สิ่งที่ควรทำคืออาจช่วยทางอ้อม เช่น กระตุ้นด้วยคำพูดว่า ลองคิดดูสิว่ายังมีวิธีอื่นที่จะแก้ปัญหาตรงหน้านี้ได้บ้างหรือไม่?
การมาถึงของ AI สร้างความหวั่นใจให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูบาอาจารย์จำนวนไม่น้อย สาเหตุหลักๆ น่าจะมาจากการที่ตัวเองไม่รู้ ไม่เข้าใจ AI เพราะเกิดมาและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในโลกที่ไร้ AI มาเกี่ยวข้องใกล้ชิด อีกสาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการที่ได้เห็นได้ยินข่าวคราวความสำเร็จของ AI ในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะในแง่ที่สร้างความพรั่นพรึงว่า อาจจะมาแย่งงานที่ตนเองทำอยู่ ก็เลยยิ่งทำให้แตกตื่นกันไปใหญ่
งานวิจัยเกี่ยวกับสติปัญญา ความสำเร็จ และความสุข ค่อยๆ เปลี่ยนผ่านมาเรื่อย จากเดิมที่เชื่อกันว่าคนที่มี IQ สูงก็ย่อมน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า แต่ก็กลับพบว่ามีคน IQ สูงมากมายที่ล้มเหลวในชีวิต เป็นไอ้ขี้แพ้ สู้คนมี IQ เฉลี่ยยังไม่ได้เลย
คนที่มี EQ สูง ควบคุมตัวเองได้ดีกว่ากลับประสบความสำเร็จมากกว่า โดยเฉพาะหากเทียบในกลุ่มคนที่มี IQ เท่าๆ กัน
แม้กระนั้นการมี EQ สูงก็อาจไม่ได้เป็นเรื่องเดียวที่ใช้รับประกันความสำเร็จในอนาคตได้ เพราะมีงานวิจัยของแองเจลมา ดั๊กเวิร์ธ (Angela Duckworth) ที่ต่อมาเธอเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์ 2 เล่มคือ Grit : Why Passion and Resilience are the Secrets to Success (ค.ศ. 2017) และ Grit : The Power of Passion and Perseverance (ค.ศ. 2018) ทั้งสองเล่มพูดถึงกริต (Grit) ว่าอาจใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในอนาคตของแต่ละคนได้ดีกว่า IQ
ลักษณะของคนที่มี Grit สูงคือ มีความมุ่งมั่น อดทน และมองเห็นเป้าหมายตัวเองชัดเจน เรียกว่ามีวิริยะหรือความพากเพียร (Perseverance) สูง และเป็นคนที่มี ‘ชุดความคิดที่ช่วยให้เติบโตได้ (Growth Mindset)’ คือ ไม่มองเรื่องความล้มเหลวเป็นเรื่องใหญ่ มองเห็นโอกาสจะเริ่มต้นใหม่เพื่อความสำเร็จในอนาคตได้เสมอ
ข้อสรุปดังกล่าวได้มาจากการศึกษาความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จเทียบกับคนที่ล้มเหลวในการเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารเวสต์พอยต์ ผู้เข้าแข่งขันการสะกดคำระดับชาติ (National Spelling Bee) ครูจบใหม่ พนักงานขายในบริษัทเอกเชน นักศึกษามหาวิทยาลัย และผู้ใหญ่ทั่วไปโดยครอบคลุมช่วงอายุต่างๆ ประเด็นที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยหลายชิ้นสามารถเชื่อมโยง Grit เข้ากับการลดโอกาสเกิดอาการหมดไฟ (Burnout) การเกิดความเครียดหรือความกดดัน ในทางกลับกัน ยังช่วยเพิ่มประสิทธิการทำงานและเพิ่มความสุขอีกด้วย [1]
ส่วนความสัมพันธ์ของ Grit กับ EQ นั้น มักสอดคล้องไปในทางเดียวกัน มีการทดลองในนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 230 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย (208 คน) และเป็นนักศึกษาในชั้นปีที่ 1 (123 คน) ขณะที่ส่วนที่เหลือเป็นนักศึกษาในชั้นปีที่ 2 โดยคณะนักวิจัยใช้เครื่องมือทดสอบที่เรียกว่า Short Grit Scale และ Trait Emotional Intelligence Scale-Short Forum
ผลลัพธ์ที่ได้คือ มีความสัมพันธ์กัน ‘อย่างมีนัยสำคัญ’ ระหว่าง EQ กับ Grit โดยอาจใช้คะแนน EQ และความสามารถในการควบคุมอารมณ์เป็นตัวทำนาย Grit ได้ด้วย [2]
แม้จะมีคอนเซปต์แนวคิดดีแค่ไหนก็ตาม มีงานวิจัยแบ็กอัปมากมายและหนักแน่นแค่ไหนก็ตาม คำถามสำหรับคนทั่วไปก็คือ จะนำแนวคิดหรือหลักการดีๆ เหล่านี้มาประยุกต์ใช้งานจริงได้อย่างไร?
ต่อไปนี้คือคำแนะนำอย่างง่ายว่า เราจะปลูกฝัง Grit ให้เกิดในตัวลูกหลานหรือลูกศิษย์ของเราได้อย่างไร โดยหวังว่าทักษะแบบนี้จะช่วยให้เอาตัวรอดได้ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI
สำหรับเด็กที่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านอยู่แล้ว ก็ถือเป็นเรื่องดีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากลูกหลานของคุณไม่เคยต้องรับผิดชอบงานบ้านใดๆ เลย เพราะคุณคิดว่าจะให้พวกเขาได้มีโอกาสเล่าเรียนหรือทำการบ้านมากขึ้น คุณอาจกำลังคิดผิดนะครับ
การให้ลูกหลานได้เช็ดถูปัดกวาดบ้าน ซักรีดและพับผ้า ล้างถ้วยล้างจาน หรือรับผิดชอบงานบ้านอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุดหากเป็นเด็กเล็ก การรับผิดชอบตัวเอง การเก็บที่นอน ล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟันเองได้ ก็เป็นการสร้างสุขนิสัยและฝึกวินัย เป็นการฝึกความรับผิดชอบพื้นฐานที่จำเป็น
อีกเรื่องที่สำคัญที่พ่อแม่ทำให้ได้คือ การให้ลูกเลือกกิจกรรมที่ชอบ อาจเป็นการเล่นดนตรี กีฬา การเรียนภาษาใหม่ๆ หรือกิจกรรมอื่นใด แน่นอนว่านี่เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ค้นหาความชอบของตนเอง แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ พบเจอกับเรื่องยากลำบากบางอย่างที่ต้องใส่ความพยายามลงไป
แน่นอนว่าเด็กๆ อาจเปลี่ยนใจ เพราะพบว่ามันยากหรือน่าเบื่อ ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ ตรงนี้เองที่เป็นจุดสำคัญที่จะใช้สอนเด็กๆ ได้ กล่าวคือคุณควรตั้งกติกาให้เด็กๆ ยอมรับไว้ก่อนตั้งแต่ต้นว่า หากต้องการทำสิ่งนั้นจริงๆ จะต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ลงเรียนเปียโนจนครบ 1 คอร์ส ก่อนตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่และจะหยุดเรียนก่อนจบคอร์สไม่ได้
นี่เองจะเป็นการฝึกฝนความอุตสาหะและความอดทน เด็กๆ จะค่อยๆ เห็นตัวเองเก่งขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อครบเวลาที่สัญญาไว้ ก็จะสามารถประเมินใหม่ได้อีกครั้งว่า จะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ ในแง่นี้สำหรับเด็กๆ ที่ค่อนข้างหัวไวและเรียนรู้ทักษะใหม่ได้ง่ายกว่าเพื่อนๆ แต่ไม่มีความหลงใหลในเรื่องใดง่ายๆ ก็อาจจะเสียโอกาสที่จะได้ลงทุนลงแรง ใส่ความพยายามให้มากขึ้นจนเกิดเป็น Grit ติดตัว [3]
ช่วงระยะเวลาที่เด็กๆ ลงมือทำหรือฝึกทักษะใหม่ๆ การได้รับคำชมเชยมีผลต่อเด็กๆ เป็นอย่างมาก พ่อแม่ผู้ปกครองควรใส่ใจชมไปที่ ‘ความพยายาม’ ของเด็กๆ เช่น ชมว่าพ่อแม่ภูมิใจมากที่ลูกพยายามเป็นอย่างมาก แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ง่ายเลย แทนที่จะชมว่า ลูกฉันฉลาดดีจริงๆ เพราะความฉลาดมันปรับปรุงได้ยาก แต่ความพยายามนั้นทำเพิ่มขึ้นได้ หรืออาจชมเด็กเทียบกับสิ่งที่เคยทำได้ว่า ทำได้ดีขึ้นก็ดีเช่นกัน [4]
หากเด็กๆ ทำไม่ได้หรือล้มเหลวในบางครั้ง ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะปล่อยให้เด็กๆ มีประสบการณ์การทดลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน ตรงนี้สำคัญมาก เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่จะอดใจไว้ไม่ไหว และทำให้การปลูกฝัง Grit ให้กับเด็กล้มเหลว เพราะมักทนดูลูกหลานล้มเหลวหรือลำบากไม่ไหว แต่สิ่งที่ควรทำคืออาจช่วยทางอ้อม เช่น กระตุ้นด้วยคำพูดว่า
ลองคิดดูสิว่ายังมีวิธีอื่นที่จะแก้ปัญหาตรงหน้านี้ได้บ้างหรือไม่? [4, 5]
ประการต่อไปก็สำคัญ เด็กๆ จะมีสมาธิ ติดหนึบกับสิ่งที่ทำ และมีความสุขกับสิ่งนั้นๆ ได้ ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นตรงกับความสนใจส่วนตัวของเด็กเอง ไม่ใช่ความสนใจของพ่อแม่ผู้ปกครองหรือสิ่งที่กลุ่มหลังนี้คิดเอาเองว่าดีต่อเด็ก
การช่วยให้เด็กๆ ได้ค้นหาจนเจอ ‘ความหลงใหล (Passion)’ ของตัวเองว่าเป็นเรื่องใด จึงเป็นหน้าที่สำคัญและเป็นตัวสร้างเสริม Grit ให้กับเด็กๆ ทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม [4]
ข้อสุดท้ายที่สำคัญ แต่น่าจะทำได้ยากที่สุดสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองก็คือ การทำตัวเป็นแบบอย่าง ทำตัวเป็นคนมี Grit ให้ลูกๆ ได้เห็นเป็นตัวอย่างนั่นเอง [4, 5]
จำไว้เสมอว่าเด็กๆ เรียนรู้จากคุณ แต่ไม่ได้เรียนจากสิ่งที่คุณพูดเพียงอย่างเดียว ยังเรียนรู้จากการสังเกตสิ่งที่คุณทำด้วย บางครั้งการเล่าถึงเรื่องงานหรือปัญหาที่คุณเผชิญอยู่ หรือแม้แต่ความล้มเหลวจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และแสดงให้พวกเด็กๆ เห็นว่าคุณก็เผชิญหน้ากับความยุ่งยากและความยากลำบากเหล่านั้นด้วยความกล้าหาญและมุ่งมั่นเช่นกัน
เรื่องที่สำคัญคือ แม้คุณจะเคยผิดพลาด แต่คุณก็ตั้งใจเรียนรู้และแก้ไขเรื่องเหล่านั้น นี่จะไม่เป็นแค่เพียงตัวอย่างของการมี Growth Mindset เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เด็กๆ มองเห็นว่า ปัญหาและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
หากเด็กๆ ได้รับการฝึกฝนให้มีความรับผิดชอบ มองเห็นโอกาสในการแก้ปัญหา และมีความมุ่งมั่นอุตสาหะ ก็ย่อมมีโอกาสไปถึงเป้าหมายระยะยาวที่ตัวเองตั้งไว้ได้แน่นอน
เอกสารอ้างอิง
[1] Schimschal SE, Visentin D, Kornhaber R, Cleary M. Grit: A Concept Analysis. Issues Ment Health Nurs. 2021 May;42(5):495-505. doi: 10.1080/01612840.2020.1814913. Epub 2020 Sep 11. PMID: 32915678
[2] Ozer Esin (2021) The Relationship between Grit and Emotional Intelligence in University Students. Psycho-Educational Research Reviews, Vol. 10, No. 1, 25-33. https://www.journals.lapub.co.uk/index.php/PERR
[3] https://www.elliseffect.com/lets-get-gritty/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 11 มีนาคม 2569
[4] https://wonderwall.sg/family/6-ways-to-build-grit-resilience-and-mental-strength-in-children เข้าถึงข้อมูลวันที่ 11 มีนาคม 2569
[5] https://sueatkinsparentingcoach.com/2025/05/growing-grit-10-ways-to-raise-resilient-kids/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 11 มีนาคม 2569












