- The Fundamentals of Caring คือภาพยนตร์โรดทริปในปี 2016 ที่พาเราไปสำรวจหัวใจพังๆ ของ เบน ผู้ดูแลผู้ป่วยที่แบกบาดแผลฉกรรจ์จากการสูญเสียลูกชาย และ เทรเวอร์ เด็กหนุ่มวัย 20 ปีที่ป่วยเป็น ‘โรคกล้ามเนื้อลีบดูเชน’ (DMD)
- สองชีวิตที่แตกต่างทว่าแตกสลายไม่ต่างกัน ตัดสินใจก้าวขึ้นรถตู้เพื่อออกเดินทางร่วมกัน โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการพาเทรเวอร์ไปเผชิญหน้ากับพ่อแท้ๆ ที่ทิ้งเขาไป รวมถึงการไปเยือนสถานที่ที่เขาอยากเห็นด้วยตาสักครั้งก่อนที่ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรง
- ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อดัง The Revised Fundamentals Of Caring ของโจนาธาน อีวิสัน และได้รับเกียรติให้เป็นภาพยนตร์ฉายปิดในเทศกาล Sundance Film Festival ซึ่งได้รับกระแสชื่นชมอย่างล้นหลามจากทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ โดยเฉพาะการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของพอล รัดด์ หรือ Ant-Man แห่งจักรวาลมาร์เวล ผู้ถ่ายทอดความรู้สึกของ เบน ได้อย่างทรงพลัง
“การใช้ชีวิตคือสิ่งที่ยากที่สุดในโลก เพราะคนส่วนใหญ่แค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เท่านั้น”
ประโยคอันคมกริบจาก ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) นักเขียนดังชาวไอริช ดังสะท้อนขึ้นมาในหัวของผมทันทีหลังชมภาพยนตร์โรดทริปสัญชาติอเมริกันเรื่อง The Fundamentals of Caring (2016) ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายของ โจนาธาน อีวิสัน (Jonathan Evison) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยให้นิยามถึงผลงานของตัวเองไว้ว่า
“มันเกี่ยวกับการที่คุณต้องขึ้นรถตู้คันนั้น เพราะคุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องผลักดันตัวเองและขับต่อไปเรื่อยๆ แม้จะเผชิญกับเรื่องไม่คาดฝันที่เลวร้ายในชีวิต มันจึงเกี่ยวข้องกับผู้คนและสิ่งต่างๆ ที่คุณได้ประสบพบเจอระหว่างทางที่ขรุขระนั้นเพื่อกลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์”
ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของ ‘เบน’ อดีตนักเขียนดาวรุ่งที่ชีวิตพังทลายจากบาดแผลทางใจในอดีต…อุบัติเหตุที่คร่าชีวิตของลูกชายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้เขากลายเป็นคนไร้จุดหมาย หมดสิ้นแรงบันดาลใจ และกำลังถูกภรรยาบีบให้เซ็นใบหย่า
ในความพยายามที่จะตะเกียกตะกายหาทางก้าวข้ามความเจ็บปวด เบนตัดสินใจลงเรียนหลักสูตรเร่งด่วน 6 สัปดาห์สำหรับการเป็นผู้ดูแลผู้ป่วย (Caregiver) และงานแรกของเขาคือการต้องมาดูแล ‘เทรเวอร์’ เด็กหนุ่มปากร้ายวัย 20 ปีที่ป่วยเป็น ‘โรคกล้ามเนื้อลีบดูเชน’ (DMD) ผู้ขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านกับกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ
วันหนึ่ง คนพังๆ สองคนตัดสินใจก้าวขึ้นรถตู้และออกเดินทางร่วมกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยมีหมุดหมายคือการพาเทรเวอร์ไปเผชิญหน้ากับพ่อแท้ๆ ที่ทิ้งเขาไป และไปเยือนสถานที่พิลึกพิลั่นที่เขาอยากเห็นด้วยตาสักครั้งในชีวิต
ปกติเวลาดูภาพยนตร์ ผมมักจะตกหลุมรักฉากจบหรือบทสรุปมากที่สุด แต่สำหรับ The Fundamentals of Caring ผมกลับสะดุดใจกับรายละเอียดใน ‘ฉากแรก’ ที่เบนนั่งฟังวิทยากรบรรยายถึงหลักการพื้นฐานของการเป็นผู้ดูแล ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การป้อนอาหาร ช่วยแต่งตัว หรือการทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนระหว่างผู้ให้การดูแลและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ผ่านหลักเตือนใจห้าข้อสั้นๆ ที่เรียกว่า ‘ALOHA’
“หลักการพื้นฐานของการดูแลคือให้การดูแลเอาใจใส่ แต่อย่าใส่ใจมากเกินไป หากคุณอยากทำงานนี้ให้ได้นาน คุณต้องปรับตัวเข้ากับกฎบัญญัติของผู้ดูแล จดลงไปค่ะ สำคัญมาก
‘ฉันจะดูแลคนอื่นไม่ได้ หากไม่ดูแลตัวเองให้ดีก่อน’
‘ความต้องการของฉันก็สำคัญเท่าเทียมกับความต้องการของผู้ที่ฉันดูแล’
‘การดูแลผู้อื่นนั้นยาก เท่าที่ทำได้คือพยายามอย่างดีที่สุด’
และ ‘คงทัศนคติเชิงบวกไว้’
จงจำไว้เสมอ ALOHA คือการถาม (ASK) รับฟัง (LISTEN) สังเกต (OBSERVE) ช่วยเหลือ (HELP) และถามอีกครั้ง (ASK AGAIN) ไม่น้อยไปกว่านี้ ไม่มากไปกว่านี้”
สำหรับผม สิ่งที่ยากที่สุดในหลักการนี้คือประโยคที่ว่า “ฉันจะดูแลคนอื่นไม่ได้ หากไม่ดูแลตัวเองให้ดีก่อน” เพราะในความเป็นจริง การทายาให้บาดแผลของคนอื่น…มักจะง่ายกว่าการทายาให้บาดแผลตัวเองเสมอ
ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยที่เบนมักคะยั้นคะยอชวนให้เทรเวอร์ออกเดินทางไปยังสถานที่โปรดที่ตัวเด็กหนุ่มลิสต์ไว้ในแผนที่ส่วนตัว เช่น การไปดูวัวที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก การไปดูหลุมที่ลึกที่สุดในโลก และการพยายามเกลี้ยกล่อมให้เทรเวอร์ให้อภัยพ่อที่ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเล็กด้วยการไปเคลียร์ใจกับพ่อ (ผู้อาศัยอยู่ในเมืองที่เป็นทางผ่านไปสู่หลุมที่ลึกที่สุดในโลก) เพียงเพราะเบนสังเกตเห็นกองจดหมายที่พ่อส่งมาซ้ำๆ แต่เทรเวอร์กลับไม่ยอมเปิดอ่านแล้วกองรวมกันไว้อยู่อย่างนั้น
“เขาทิ้งไปตอนผมสามขวบ ตอนหมอตรวจเจอโรค คงแค่เรื่องบังเอิญมั้ง…ถามจริง นี่ยังจะคุยเรื่องนี้เหรอ ผมเคยอ่านแล้วมันน้ำเน่า…เขาเลือกเองตอนผมสามขวบ เขาเป็นคนเลือก…ไม่ใช่ผม เขาต้องรับผลเองสิ พอแค่นี้เหอะ เขาไม่ใช่พ่อผมแล้วเข้าใจไหม? คนเป็นพ่อต้องคอยดูแลลูก คอยปกป้องลูก นั่นล่ะหน้าที่เดียวของพ่อ” เทรเวอร์กล่าวด้วยความเจ็บปวด
หากมองด้วยสายตาของผม ความหวังดีของเบนในตอนแรกนั้นไม่ใช่เป็นการทำเพื่อเทรเวอร์ทั้งหมด แต่ลึกๆ มันคือความต้องการ ‘ไถ่บาป’ ให้กับตัวเอง เบนอาจจะคิดตื้นๆ ว่าหากเขาสามารถปกป้องและมอบความสุขให้เด็กหนุ่มบนรถเข็นคนนี้ได้ มันอาจจะช่วยลบล้างตราบาปในอดีตที่เขาไม่สามารถปกป้องรักษาชีวิตลูกชายแท้ๆ ของตัวเองไว้ได้ ดังนั้นเมื่อเทรเวอร์ปฏิเสธความหวังดีนั้นพร้อมกับเอ่ยถึงความลับของเบนในเรื่องลูกชาย เบนจึงระเบิดอารมณ์อย่างควบคุมไม่อยู่
“นายคิดว่าแค่เพราะนั่งรถเข็นเลยทำให้นายมีสิทธิ์จะพูดจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบงั้นเหรอ…ไปตายซะ ทั้งนายทั้งรถเข็นเลย ช่างหัววาฟเฟิลปัญญาอ่อน กับแผนที่สถานที่ท่องเที่ยวที่นายไม่มีวันได้ไปเห็น ช่างหัวจดหมายที่นายไม่เคยคิดตอบกลับ เพราะนายมันคิดถึงแต่เรื่องตัวเอง…นายนั่นแหละที่ปล่อยให้ตัวเองเสียเวลาชีวิต ด้วยการนั่งอยู่บ้านดูทีวีไปวันๆ” เบนตะคอกอย่างเหลืออด…เขาอาจไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าคำด่าทอที่รุนแรงนี้ อาจเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนสภาวะของใจที่สิ้นหวังในตัวเขาเองด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เทรเวอร์กลับเซอร์ไพรส์เบนด้วยการยอมออกไปโรดทริปด้วยกัน อาจเพราะเขารู้สึกผิดที่ตัวเองก็ได้ไปกล่าวแซะเบนในเรื่องลูกชาย…และนั่นเองที่ทำให้มิตรภาพบนรถตู้คันเก่าค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างงดงามผ่านบทเรียนชีวิตของคนสองวัย
เทรเวอร์ที่เป็นตัวแทนของคนที่ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยบาดแผลจากการถูกทอดทิ้ง เขาสร้างกลไกป้องกันตัวด้วยการควบคุมทุกอย่างให้คาดเดาได้ และจะแพนิกอย่างรุนแรงหากกิจวัตรเดิมเปลี่ยนไป เช่น เวลากินข้าวเขาจะกินแต่วาฟเฟิลกับไส้กรอก หรือการออกไปสวนสาธารณะทุกวันพฤหัส หากไม่เป็นไปตามนั้น เขาก็จะแพนิกและอาละวาดอย่างรุนแรง ฯลฯ
แต่การเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับ ‘ด๊อท’ (เซลีนา โกเมซ) เด็กสาวหนีออกจากบ้านที่เข้ามาสอนให้เขารู้จักความรัก และเรียนรู้ที่จะทำอะไรนอกกรอบ โดยเฉพาะการยอมกินอาหารชนิดอื่นที่ไม่ใช่วาฟเฟิล ซึ่งผมไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่เรื่องการกินเท่านั้น แต่มันคือสัญลักษณ์ของการที่เทรเวอร์กล้าเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ๆ โดยรื้อถอนกำแพงความกลัวของตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของเบนและเทรเวอร์ก็แน่นแฟ้นขึ้นในฉากที่ทั้งคู่ไปดู ‘วัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ ซึ่งไม่มีทางลาดสำหรับรถเข็น แม้เทรเวอร์จะทำใจยอมรับ แต่เบนก็ไม่ยอมแพ้และต่อรองจนเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาช่วยกันแบกเทรเวอร์ขึ้นไปดูในที่สุด
หรือในฉากท้ายเรื่องที่เบน ‘สานฝัน’ ของเทรเวอร์ด้วยการทำให้เขาสัมผัสถึงอารมณ์ของการยืนปัสสาวะด้วยตัวเองอย่างยิ่งใหญ่บนจุดชมวิวของหลุมที่ลึกที่สุดในโลก วินาทีนั้นเอง…เทรเวอร์ได้รับรู้ถึงความจริงใจของเบน และเมื่อมนุษย์สัมผัสได้ว่าตัวเอง ‘ถูกให้ความสำคัญ’ เทรเวอร์จึงค่อยๆ มองเห็นคุณค่าในตัวเอง
“นี่ คุณน่าจะเขียนเรื่องผมนะ เรื่องผมน่าสนใจนะ ถ้าคุณเขียนเรื่องผมเมื่อไร ต้องบรรยายว่าผมทั้งหล่อทั้งเจ๋งนะ งานดีๆ ต้องถ่ายทอดความจริง” เทรเวอร์ กล่าว
และจุดพลิกผันก็มาถึง เมื่อพวกเขาไปหาพ่อของเทรเวอร์ ก่อนพบความจริงว่า พ่อของเขาคือพ่อที่ล้มเหลวไร้ความรับผิดชอบคนเดิม โดยเฉพาะจดหมายขอโทษทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องโกหกที่แม่ของเทรเวอร์เขียนขึ้นมาเองเพื่อปลอบใจลูก แม้เทรเวอร์จะรู้สึกไร้ค่าและอับอายขายหน้า แต่เขาก็ยอมรับพร้อมกับก้าวผ่านมันไป ส่วนเบนเองก็ได้ตระหนักถึงนิยาม ‘ความล้มเหลวที่แท้จริง’ ในฐานะพ่อ
เบนได้เรียนรู้ว่า ความล้มเหลวที่แท้จริงไม่ใช่การที่เขาไม่สามารถช่วยชีวิตลูกชายจากอุบัติเหตุได้ เพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ แต่ความล้มเหลวในฐานะพ่อที่แท้จริงคือการละทิ้งและไม่เคยรักลูกเลยต่างหาก
ในกรณีของเทรเวอร์ แม้เบนจะเป็นแค่คนแปลกหน้า แต่เขากลับเข้าใจ ใส่ใจ และยืนหยัดอยู่เคียงข้างเทรเวอร์ในวันที่แย่ที่สุด เบนจึงค้นพบว่า ‘หัวใจความเป็นพ่อ’ ในตัวเขายังไม่จากไปไหน
และคำว่า ‘พ่อ’ ไม่ได้แปลว่าเราต้องปกป้องลูกให้พ้นจากทุกความผิดพลาด แต่คือการตัดสินใจว่าจะเยียวยา ฟื้นฟู และโอบกอดกันอย่างไรต่อไป…หลังจากที่ความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นแล้ว
เมื่อภาพยนตร์จบลงด้วยฉากที่เบนกล้าเซ็นใบหย่าให้กับภรรยาหลังจากพยายามหลีกเลี่ยงมาเกือบสามปี มันจึงเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาเองได้ยอมรับความจริงด้วยการปล่อยวางอดีตที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้ แล้วกลับมาใช้ชีวิตเป็นนักเขียนที่เขารัก พร้อมกับเขียนถึงเทรเวอร์ในเวอร์ชันที่หล่อและเจ๋งตามคำขอ
“เทรเวอร์ คอนกลิน ทั้งหล่อและเจ๋ง หลังจบทริปนั้น ผมลาออกจากงานผู้ดูแล แต่ยังคงเป็นเพื่อนกัน สองสัปดาห์ก่อน ผมไปเยี่ยมเทรเวอร์เนื่องในวันเกิดครบรอบ 21 ปี ผมเจอเขานอนอยู่ที่พื้นห้องนอน ไปสู่สุคติแล้ว ผู้ดูแลคนใหม่ คุณป้าใจดีวัย 60 กว่า ชื่อแอนนา นั่งสะอื้นอยู่ เธอก็เหมือนกับผม เรารู้ว่าเขาพิเศษแค่ไหน…แน่ล่ะ ว่าเขาแกล้งตาย วันต่อมาแอนนาก็ลาออก” เบนเขียนในหนังสือเล่มใหม่ของเขา
ดังนั้น บทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดที่ The Fundamentals of Caring มอบให้ นอกเหนือจากคำคมของออสการ์ ไวลด์ แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำให้ผมสะท้อนคิดว่า สิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต คือการได้รักใครสักคนอย่างจริงใจ และได้ความรักแบบเดียวกันนั้นตอบกลับมา
เพราะการได้รักและถูกรักในแบบที่ตัวเราเองเป็นจริงๆ นั้น นอกจากจะมอบความมั่นคงทางอารมณ์ให้เราแล้ว มันยังสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’ ที่แข็งแกร่งที่สุด…ทำให้เราตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการฟื้นตัวจากบาดแผลในอดีตที่สร้างความเจ็บปวดให้เรามาอย่างยาวนาน…เพื่อที่เราจะได้เลิกมีชีวิตอยู่ไปวันๆ…แต่เริ่ม ‘ใช้ชีวิต’ อย่างแท้จริงสักที