- ปัจจัยที่สร้างความสุขหรือทุกข์ให้แก่นักเรียนนักศึกษามีความซับซ้อน มีทั้งปัจจัยภายในคือ ทัศนคติ แรงจูงใจ ทักษะการใช้ชีวิต และความสามารถในการจัดการเวลาของตัวเยาวชนเหล่านั้น และปัจจัยภายนอก เช่น คนรอบตัว ปัญหาการเงิน การแข่งขัน ฯลฯ แปรผันไปแต่ละบุคคล
- เมื่อนักศึกษารู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิต ก็ทำให้นักศึกษารู้สึกดีกับชีวิตในมหาวิทยาลัยมากขึ้นตามไปด้วย
- มีข้อสรุปสำคัญจากงานวิจัยที่ทำโดยนักวิจัยหลักเป็นชาวลิทัวเนีย ที่อาจจะสร้างความประหลาดใจให้คนส่วนใหญ่คือ ความสุข ความกระตือรือร้น และความเห็นในคุณค่าของตัวเองไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับความสำเร็จหรือผลการศึกษาเลย แต่ความสุขกลับไปสัมพันธ์กับการตัดสินใจที่ไม่ได้มุ่งจะได้ประโยชน์หรือความสุขสูงสุด
นักเรียน นิสิต นักศึกษามีความสุขกับอะไร? ห้องเรียนเป็นสถานที่ให้ความสุขกับเยาวชนเหล่านี้ได้หรือไม่? มีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง?
มีงานวิจัยทั่วโลกที่พยายามตอบคำถามนี้ บทความนี้จะชี้ให้เห็นข้อสรุปบางอย่างที่อาจมีประโยชน์ทั้งกับตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษาเอง และบางส่วนอาจมีประโยชน์กับครู อาจารย์ และสถานศึกษาด้วย
เริ่มจากงานวิจัยในประเทศโปรตุเกสที่ตีพิมพ์เผยแพร่ใน ค.ศ. 2023 งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งเป้าจะตอบคำถามว่าปัจจัยเกี่ยวกับสังคมและประชากรมีผลต่อความสุขของนักศึกษามหาวิทยาลัยแต่ละคนอย่างไร มีอาสาสมัครที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าร่วมการทดลองจำวน 504 คน ในจำนวนนี้ 62% เป็นผู้หญิง และใช้วิธีกรอกแบบสอบถามและประเมินระดับความสุขด้วยตัวเอง
นักวิจัยพบว่านักศึกษาที่มีความสุขสูงกว่ากลุ่มอื่นได้แก่ พวกที่เลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันนั้นด้วยตัวเอง พวกที่มีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกที่ดี (โลกเป็นสีชมพูย่อมมีความสุขในการเรียนแน่!) หรือไม่ก็เป็นพวกที่แต่งงานแล้ว อีกกลุ่มคือพวกที่มองว่าสุขภาพตัวเองดี ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความสุขส่วนบุคคลได้ [1]
เมื่อนักศึกษารู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิต ก็ทำให้นักศึกษารู้สึกดีกับชีวิตในมหาวิทยาลัยมากขึ้นตามไปด้วย
งานวิจัยชิ้นต่อไปนักวิจัยหลักเป็นชาวลิทัวเนีย โดยสอบถามนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 397 คนจากมหาวิทยาลัยลิทัวเนีย และตีพิมพ์งานวิจัยใน ค.ศ. 2024 โดยได้ผลสรุปที่น่าสนใจคือ ทั้งความสุขและความเห็นในคุณค่าของตัวเอง (Self-Esteem) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์แบบคลีนๆ ดีต่อสุขภาพแต่อย่างใด ขณะที่ความกระตือรือร้นหรือกระฉับกระเฉง (Vigor) ขึ้นกับกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ และแปรผกผันกับดัชนีมวลกาย (BMI) [2]
ข้อสรุปสำคัญที่อาจจะสร้างความประหลาดใจให้คนส่วนใหญ่คือ ความสุข ความกระตือรือร้น และความเห็นในคุณค่าของตัวเองไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับความสำเร็จหรือผลการศึกษาเลย แต่ความสุขกลับไปสัมพันธ์กับการตัดสินใจที่ไม่ได้มุ่งจะได้ประโยชน์หรือความสุขสูงสุด ส่วนการเห็นคุณค่าในตัวเองสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์และการตัดสินใจที่ไม่ได้มุ่งจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการทำสิ่งต่างๆ นอกจากนี้ ความสุข ความกระตือรือร้น และการเห็นคุณค่าในตัวเอง ยังไม่สัมพันธ์กับแรงจูงใจภายในที่เกี่ยวข้องกับการเรียนอีกด้วย
ขณะที่การขาดแรงจูงใจและความรุนแรงที่พบในวัยเด็กลดทอนการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างชัดเจน
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งทำในมหาวิทยาลัย 8 แห่งในเวียดนาม โดยครอบคลุมนักศึกษาระดับปริญญาตรี 9,120 คน วิธีการก็คือใช้แบบสอบถามและแบบทดสอบทางจิตวิทยา ผลคือทำให้รู้ว่าปัจจัยที่ทำให้นักศึกษารู้สึก ‘มีความสุขน้อยกว่า’ เพื่อนๆ ได้แก่ ปัญหาทางการเงิน จำนวนปีในมหาวิทยาลัย (แน่นอนว่ายิ่งเรียนนาน ไม่จบสักที ก็ยิ่งไม่น่าจะมีความสุขนัก!) แรงจูงใจในการเรียนที่น้อย และสุดท้ายได้แก่ อาการเล็กน้อยอย่างความกังลใจ ไปจนถึงอาการหนักขึ้นอย่างซึมเศร้า [3]
นักวิจัยแนะนำว่ามหาวิทยาลัยอาจช่วยเรื่องการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวและเพื่อเพิ่มความสุขให้แก่นักศึกษาได้
งานวิจัยอีกชิ้นมาจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรานี่เองคือ มาเลเซีย นักวิจัยหลักอยู่ที่ Universiti Malaysia Sabah โดยเก็บข้อมูลจากนักศึกษาระดับปริญญาตรี 7,020 คน สำหรับนักศึกษาทั้งสองเพศนั้น ปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาและความปลอดภัยถือเป็นปัจจัยหลัก [4]
ในขณะที่สำหรับนักศึกษาชายนั้น การได้ทำกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจและบุคลิกลักษณะหรือการปฏิบัติตัวของคณาจารย์มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความสุขของนักศึกษาด้วยเช่นกัน
มีงานวิจัยของคนไทยในหัวข้อทำนองนี้ด้วยเช่นกัน โดยมาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เป็นการศึกษาปัจจัยหลักที่ทำให้นักศึกษาระดับปริญญาตรี 388 คนมีความสุข ครอบคลุม 8 ปัจจัยสำคัญคือ คะแนนสอบ งานที่ได้รับมอบหมาย การสนับสนุนจากครอบครัว สิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย ทัศนคติ แรงจูงใจ การจัดการเวลา และความสัมพันธ์ทางสังคมของตัวนักศึกษาเอง [5]
ข้อสรุปที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้คือ ทัศนคติ คะแนนสอบ และการจัดการเวลา ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความสุขของนักศึกษา โดยทัศนคติที่ดีจะช่วยให้คว้าโอกาสและประสบความสำเร็จได้มากกว่า ขณะที่คะแนนสอบที่สูงสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในเชิงวิชาการและช่วยทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเองได้ และสุดท้าย การจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดความเครียดและความกดดัน ขณะเดียวกันก็ทำให้มีเวลาสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมากขึ้น
ผลงานจากนักวิจัยไทยอีกชิ้นหนึ่งที่อยากกล่าวถึง เป็นงานเขียนแบบปริทัศน์ (Review) จากมหาวิทยาลัยรังสิต [6] บทความปริทัศน์ คือ บทความที่รวบรวมผลงานตีพิมพ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ เท่าที่จะหาได้ แล้วนำมาวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ สังเคราะห์ รวมทั้งให้มุมมองที่เป็นภาพรวม
นักวิจัยสรุปว่าจากบทความเกือบ 40 ชิ้นที่เลือกมาวิเคราะห์ ทำให้ทราบว่าท่ามกลางความกดดันและความเครียดจากปัจจัยต่างๆ ในปัจจุบันนั้น โลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พ่อแม่ และการแข่งขันถือเป็น 3 ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดความเครียดได้มากที่สุด
นอกจากนี้ ปัจจัยเสริมที่สำคัญเช่นกันคือ บรรยากาศในสถานศึกษาและในห้องเรียนเองก็อาจไม่เอื้อให้รู้สึกผ่อนคลาย นักวิจัยแนะนำว่าการเปิดโอกาสให้ครูอาจารย์ผู้สอนมีโอกาสออกแบบบทเรียนเองอย่างอิสระเพื่อให้เหมาะกับความสามารถและความต้องการของนักศึกษาของตนมากที่สุดอาจช่วยได้
นอกจากนี้ การนำเทคนิคการเรียนการสอนแบบใหม่ๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาแบบเน้นภารกิจ (Task-Based Language Learning) การสอนแบบร่วมมือกัน (Cooperative Teaching) ที่นักเรียนต้องทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย โดยมีเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกันบางอย่าง และการเรียนตามหลักพื้นฐานสมอง (Brain-Based Learning) ก็อาจมีส่วนช่วยแก้ปัญหาได้บางส่วน
งานวิจัยสุดท้ายก็ทำโดยคนไทยเช่นกัน แต่ต่างจากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เพราะทำในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 728 คน และมีขอบเขตที่จำเพาะมากคือ เพื่อหาตัวบ่งชี้ความสุขในการเรียนวิชาสังคมศึกษาเท่านั้น โดยรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์และทำแบบทดสอบวัดความสุขในการเรียน [7]
นักวิจัยระบุว่าสามารถพัฒนา ‘ตัวบ่งชี้ความสุข’ ในการเรียนวิชาสังคมศึกษาได้ 64 ตัวบ่งชี้ โดยแบ่งตามองค์ประกอบได้ 5 องค์ประกอบคือ (1) มีการเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่ใกล้ตัว เช่น เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของนักเรียน และมีความหมายต่อนักเรียน มีทั้งหมด 20 ตัวบ่งชี้
องค์ประกอบ (2) ความสำเร็จในการเรียนรู้ มี 15 ตัวบ่งชี้ ที่สำคัญคือ ครูต้องเคารพความคิดนักเรียน และไม่ตัดสินความคิดนักเรียนว่า ผิดหรือถูก องค์ประกอบ (3) ทักษะการใช้ชีวิต มี 12 ตัวชี้วัด เช่น นักเรียนเคารพกฎกติกาของห้องเรียน และเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม องค์ประกอบ (4) กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย มี 8 ตัวบ่งชี้ เช่น กิจกรรมค่ายสังคมศึกษา กิจกรรมสภานักเรียน กิจกรรมสหกรณ์โรงเรียน และองค์ประกอบ (5) บรรยากาศความปลอดภัยในการเรียนรู้ มี 9 ตัวบ่งชี้ เช่น นักเรียนกล้าเสนอความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา กล้าทำ กล้าแสดงออก แล้วไม่มีการลงโทษ
จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่สร้างความสุขหรือทุกข์ให้แก่นักเรียนนักศึกษามีความซับซ้อน มีทั้งปัจจัยภายในคือ ทัศนคติ แรงจูงใจ ทักษะการใช้ชีวิต และความสามารถในการจัดการเวลาของตัวเยาวชนเหล่านั้น และปัจจัยภายนอก เช่น คนรอบตัว ปัญหาการเงิน การแข่งขัน ฯลฯ แปรผันไปแต่ละบุคคล
เอกสารอ้างอิง
[1] Mota, E., Brandão, T., Costa, S.R. (2023). Understanding happiness among university students: The role of general health, psychological well-being, and sociodemographic variables. Mediterranean Journal of Clinical Psychology 11(1). https://doi.org/10.13129/2282-1619/mjcp-3589
[2] Majauskiene D et al. (2024) Factors influencing students’ happiness, vitality, and self-esteem. Front. Psychol. 15:1463459. doi: 10.3389/fpsyg.2024.1463459
[3] Pham Tien Nam et al. (2024) Happiness among university students and associated factors: A cross-sectional study in Vietnam. Journal of Public Health Research 13(3), 1–10. https://doi.org/10.1177/22799036241272402
[4] Pang N, Thong V, Yong C, Kamu A, Ho C. Factors Affecting University Students’ Happiness Over Two Years at Universiti Malaysia Sabah: A Retrospective Observational Study. Open Psychol J, 2025; 18: e18743501405011. http://dx.doi.org/10.2174/0118743501405011250904062607
[5] Thongsri, N.; Seksan, J.; Warintarawej, P. Factors Affecting the Happiness of Learners in Higher Education: Attitude, Grade Point Average, and Time Management. Sustainability 2024, 16, 8214. https://doi.org/10.3390/su16188214
[6] Chayanuvat A., Han W., and Xuexia S. How to Help Students Learn with Happiness. Proceeding of RSU Research Conference 2019, 808-816. https://rsucon.rsu.ac.th/proceedings
[7] ว่าที่ร้อยตรี ชฎายุ บุตรศรี: การพัฒนาตัวบ่งชี้ความสุขในการเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานิพนธ์หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. 2563. บันฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.