- แม้เด็กไทยจะเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาล แต่ปัญหาคลาสสิกยังคงเดิมคือ ‘ทำข้อสอบได้ แต่ไม่กล้าพูด’ เพราะการเรียนในห้องเน้นท่องจำมากกว่าการสื่อสารจริง อีกทั้งเด็กยังขาดความมั่นใจที่จะใช้ภาษา
- โรงเรียนบ้านบางกะปิ จึงทดลองใช้ Edsy AI Coach โค้ชภาษาอังกฤษด้วย AI ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกพูดแบบตัวต่อตัว พร้อมฟีดแบ็กทันที โดยปัญหาและการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนถูกสะท้อนผ่านมุมมองของทั้งผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้สอนภาษาอังกฤษ
- ผลลัพธ์คือเด็ก กล้าลองผิด กล้าพูด และสนุกกับการเรียนมากขึ้น ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเปลี่ยนจากการนั่งฟังเป็นการลงมือฝึกจริง พร้อมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยรวมอย่างเห็นได้ชัด
ทุกโรงเรียนก็สอนภาษาอังกฤษ แต่ทำไมเด็กไทยถึงพูดไม่ได้?
แม้ว่าโรงเรียนในประเทศไทยจะเริ่มสอนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่ระดับอนุบาล ต่อเนื่องถึงมหาวิทยาลัย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว
สมมติฐานมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหาและรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นหลักการเพื่อนำไปสอบมากกว่าการนำไปใช้ ความเชี่ยวชาญของครูผู้สอน รวมไปถึงทัศนคติต่อการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ที่ทำให้การพูดผิดเป็นเรื่องน่าอายมากกว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ หลายคนจึงไม่กล้าพูดออกไป
ด้วยเหตุนี้ Edsy สตาร์ทอัพการศึกษา ร่วมกับโครงการ EIL (English as an International Language) คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้พัฒนา ‘Edsy AI Coach’ แอปพลิเคชันครูผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับผู้เรียนไทยโดยเฉพาะ เพื่อยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในห้องเรียน โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมแบบ Personalized Learning ให้ผู้เรียนแต่ละคนได้รับฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์ เสมือนมีครูผู้ช่วยส่วนตัวคอยโค้ชอยู่ข้างๆ
ยกตัวอย่างเช่น การฝึกออกเสียง (Pronunciation) เอไอจะวิเคราะห์เสียงของผู้เรียน ตรวจสอบความถูกต้องทั้งระดับคำและประโยค พร้อมแนะนำแนวทางแก้ไขอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังตรวจสอบไวยากรณ์ (Grammar) วิเคราะห์จุดผิดพลาด อธิบายเหตุผล และช่วยปรับรูปประโยคให้เป็นธรรมชาติใกล้เคียงเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแนะนำคำศัพท์ตามมาตรฐาน CEFR ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเสริมคลังคำศัพท์อย่างเป็นระบบ
ปัจจุบัน Edsy AI Coach ถูกนำไปใช้ภายใต้นโยบาย ‘เรียนดี’ ของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กว่า 14,000 คน โดยหนึ่งในโรงเรียนที่ทดลองใช้เต็มรูปแบบตลอด 1 ภาคการศึกษา คือ โรงเรียนบ้านบางกะปิ ซึ่งตั้งเป้ายกระดับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง

จุดอ่อนห้องเรียนภาษาอังกฤษในไทย คือเรียนแค่ไหนก็ไม่กล้าพูด
ก่อนที่โรงเรียนบ้านบางกะปิ จะนำ Edsy AI Coach เข้ามาใช้ในห้องเรียน ภาษาอังกฤษคือหนึ่งในวิชาที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเรียนการสอนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่อง ‘ความไม่มั่นใจในการพูด’ ซึ่ง ผอ.ดวงสุมาลย์ ชื่นชูจิตร์ อธิบายว่า
“ปัญหาหลักในการสอนภาษาอังกฤษในบริบทของโรงเรียนไทยคือ นักเรียนขาดความมั่นใจในการพูดจริง เวลาคาบไม่เพียงพอต่อการฝึกพูดรายบุคคล รวมถึงฟีดแบ็กไม่ทั่วถึงและไม่ทันที การเรียนส่วนใหญ่จะเน้นเป็นการท่องจำ แล้วก็ทำข้อสอบมากกว่าการสื่อสารจริง ที่สำคัญ ความแตกต่างพื้นฐานของเด็กในห้องจะมีทั้งเด็กที่เก่งมากกับอ่อนมากอยู่ในห้องเดียวกัน เรียนภาษาอังกฤษมานานแต่ยังไม่กล้าพูด รวมถึงครูก็ยังไม่สามารถให้การฝึกแบบรายบุคคลได้ทั่วถึง”

ในมุมของผู้สอน ครูแพรวา เค้ามาก ครูประจำวิชาภาษาอังกฤษ เล่าถึงข้อจำกัดในการเรียนการสอนแบบเดิมว่า ด้วยจำนวนนักเรียนกว่า 40 คน ต่อครู 1 คน ทำให้บางครั้งการสอนอาจไม่ทั่วถึง แต่หากใช้เอไอร่วมด้วยจะทำให้สามารถเข้าถึงนักเรียนรายบุคคลได้
“ที่ผ่านมาเด็กไม่ค่อยกล้าที่จะสื่อสารหรือพูดภาษาอังกฤษ ยังติดพูดไทยแม้แต่กับครูต่างชาติ”

จากโจทย์ปัญหานี้โรงเรียนจึงกำหนดเป้าหมายใหม่ ไม่ใช่เพียงยกระดับคะแนน แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้เด็กกล้าใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น
“เราตั้งเป้าหมายว่าจะพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารจริง การออกเสียงให้ใกล้เคียงเจ้าของภาษา เพิ่มความคล่องแคล่ว แล้วก็เพิ่มผลสัมฤทธิ์ในเรื่องของการฟัง พูด อ่าน เขียน” ผอ.ดวงสุมาลย์ กล่าว
“ส่วนในด้านการพัฒนาผู้เรียน เราต้องการสร้างความมั่นใจในการสื่อสาร ให้นักเรียนฝึกการเรียนรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ แล้วก็กล้าลองผิดลองถูก มีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเราไม่ได้ตั้งเป้าแค่ให้เด็กเก่งภาษา แต่ว่าเด็กกล้าใช้ภาษา และใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน”
ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผอ.ดวงสุมาลย์ จึงได้นำ Edsy AI Coach เข้ามาปรับใช้ในห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
“อันดับแรกคือเราต้องการยกระดับผลสัมฤทธิ์ภาษาอังกฤษนะคะ ปัญหาคลาสสิกของเด็กไทยคือ กล้าอ่านแต่ว่าไม่กล้าพูด ทำข้อสอบได้แต่ว่าสื่อสารไม่ได้ AI Coach จะช่วยให้เด็กฝึกพูดแบบตัวต่อตัว ลดความเขิน ลดความกลัว แล้วก็ฝึกซ้ำได้ไม่จำกัด ซึ่งครูคนเดียวไม่สามารถทำได้ทุกคนครบในคาบเดียว แล้วก็เป็นการสนับสนุนนโยบายของกรุงเทพมหานครที่เน้นเรื่องดิจิทัล เรื่องเอไอในนโยบายด้านการศึกษาด้วย”
‘Edsy AI Coach’ โค้ชส่วนตัวที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้รายบุคคล
ในห้องเรียนภาษาอังกฤษของโรงเรียนบ้านบางกะปิ เอไอไม่ได้ทำหน้าที่แทนครู แต่มีบทบาทเป็น ‘โค้ชส่วนตัว’ ที่ทำหน้าที่ฝึกซ้อมและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนรายบุคคล
“จุดเด่นของ Edsy คือเป็นเอไอโค้ชที่เน้นทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางสำคัญ ซึ่ง Edsy สามารถฝึกซ้อมให้เด็กแบบ 1 ต่อ 1 ขณะที่ครูไม่สามารถทำได้ครบทุกคนในเวลาเดียวกัน ตัวแอปจะมีการฝึกการออกเสียงที่ถูกต้อง ให้ฟีดแบ็กทันที แล้วสามารถเก็บข้อมูลพัฒนาการของเด็กหลายคนได้ ครูสามารถเอาเวลามาโฟกัสกิจกรรมเชิงลึกได้มากขึ้น
ที่สำคัญคือเก็บข้อมูลเพื่อการวัดผล AI จะมีการติดตามการใช้ User หรือการบันทึกพฤติกรรมการใช้งาน ทำให้เราสามารถรู้ได้หมดเลยว่าเด็กเขาใช้กี่ครั้ง แล้วก็มีจุดอ่อนด้านใด พัฒนาขึ้นหรือเปล่า สมมติเด็กออกเสียงตรงนี้ไม่ได้ เขาก็กลับมาใช้อีกครั้งจนกว่าจะได้ ซึ่งโรงเรียนสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการรายงานผลค่ะ” ผอ. ดวงสุมาลย์ เล่า

แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะชาญฉลาดแค่ไหน ครูผู้สอนยังเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้การใช้เอไอเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครูแพรวาเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในห้องเรียนภาษาอังกฤษของตนเองว่า
“ต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะค่ะ เพราะด้วยความที่เด็กยังเล็ก เขาอาจจะไม่ได้รู้เทคโนโลยีเท่าผู้ใหญ่ เวลาเกิดปัญหาก็จะเรียกคุณครูมาช่วยว่าต้องแก้ยังไงคะ ครูช่วยหนูหน่อย ก็ถือว่าท้าทายเหมือนกันที่จะให้เด็กอายุเท่านี้มาใช้เทคโนโลยีหนักๆ ค่ะ”
แม้จะมีอุปสรรคในช่วงเริ่มต้น แต่ด้วยความทุ่มเทและการปรับตัวของทั้งครูและนักเรียน การมี ‘เอไอโค้ช’ ให้เด็กฝึกพูดซ้ำได้โดยไม่ต้องกลัวผิด ถือว่าได้ช่วยเติมเต็มช่องว่างของการเรียนภาษาอังกฤษในอดีตได้เป็นอย่างดี
เมื่อเด็กกล้าลองผิดลองถูก ผลลัพธ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป
หลังจากนำ Edsy AI Coach มาใช้ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับห้องเรียนภาษาอังกฤษ โรงเรียนบ้านบางกะปิ ไม่ใช่แค่ตัวเลขคะแนนที่เพิ่มขึ้น หากแต่เป็นทัศนคติของนักเรียนต่อการเรียนภาษาอังกฤษ และต่อการเรียนรู้ของตนเอง
“เมื่อนำเอไอมาใช้ นักเรียนสามารถฝึกพูดจริง โดยมีครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก แล้วก็เป็นโค้ช ดังนั้นรูปแบบการเรียนจึงเปลี่ยนไปเป็น Active Learning เพราะเด็กได้ลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่ได้ฟัง
บรรยากาศในห้องเรียนก็แตกต่างออกไปจากเดิมมาก คือเด็กสามารถโต้ตอบกันเอง แม้แต่สำเนียงที่เขาใช้ก็เปลี่ยนไป มีความผ่อนคลาย ไม่ต้องกลัวว่าจะพูดผิดอะไร เขาก็จะมีความสนุกสนานมากขึ้น ปัญหากับคุณครูก็จะลดลงด้วย เราไม่ต้องเคี่ยวเข็ญเขามาก เด็กมีความมั่นใจมากขึ้น แล้วก็บรรยากาศระหว่างครูกับเด็กก็ดีขึ้นค่ะ”
แน่อนว่า ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีขึ้น “ที่สำคัญคือ เด็กมีความสุข เด็กไม่กลัวที่จะพูด แล้วที่เราตั้งเป้าหมายให้ผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น ก็พบว่าผลคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องฟัง พูด อ่าน เขียน โดยเฉพาะเรื่องการพูดที่เห็นว่าพัฒนาได้ดีขึ้นมาก” ผอ.ดวงสุมาลย์ กล่าว

ขณะที่ครูแพรวา ผู้ติดตามการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งก่อนและหลังการใช้เอไอโค้ช บอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดในพัฒนาการของเด็กแต่ละคน
“ในฐานะครูผู้สอน เราเห็นผลลัพธ์คือ เด็กได้รู้จักคำศัพท์และไวยากรณ์มากขึ้น ทักษะเด็กก็ดีขึ้น เขากล้าที่จะพูดกับเรา เด็กเริ่มเปลี่ยนความคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาย เด็กเองก็พูดว่าเขาชอบเรียนแบบนี้ด้วย”
สอนการใช้ AI อย่างถูกวิธี เพราะเครื่องมือที่ดีต้องใช้ให้ถูกทาง
แม้ว่าการนำเอไอเข้ามาปรับใช้ในการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ จะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ ผอ.ดวงสุมาลย์ ย้ำว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือการส่งเสริมการรู้เท่าทัน หรือการใช้เอไออย่างมีวิจารณญาณ (AI literacy) ให้กับนักเรียน
“โรงเรียนวางหลักไว้ 4 ข้อคือ หนึ่ง เอไอเป็นเครื่องมือไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป สอง ใช้เพื่อฝึกซ้อมไม่ใช่แทนการคิดเอง สาม ใช้ควบคู่กิจกรรมในการเรียนการสอน สุดท้าย ฝึกวิเคราะห์คำตอบ
ประเด็นหลักคือเราใช้เอไอเพื่อเพิ่มโอกาสในการฝึกแต่ยังคงเน้นการสื่อสารกับมนุษย์จริง เพราะทักษะทางสังคมและการคิดวิเคราะห์ยังเป็นสิ่งที่เอไอทดแทนไม่ได้ค่ะ”
นั่นหมายความว่า Edsy ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชในช่วงฝึกซ้อม แต่การสื่อสารจริง การโต้ตอบ และการคิดวิเคราะห์ ยังต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างครูกับนักเรียน และในอีกด้านหนึ่ง การใช้ AI ยังเป็นโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไปพร้อมกัน
“การนำเอไอเข้ามาใช้กับการศึกษา ส่วนตัวผอ.ชอบ และมองว่าเป็นประโยชน์มาก แต่เราต้องมีภูมิคุ้มกันพอสมควรว่า เอไอเป็นแค่ตัวที่เรานำมาเป็นตัวช่วย เพราะข้อมูลจากเอไอไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด ผู้ใช้ต้องพิจารณาว่าข้อมูลที่ได้มาถูกต้องหรือไม่ ต้องนำไปรีเช็ค นี่ก็เป็นข้อหลักเลยที่ครูจะสอนเด็กๆ ว่า ถ้าเราจะใช้เอไอ ก็ต้องฉลาดใช้ ไม่ใช่ว่าอะไรก็ไปเชื่อหรือฟังทั้งหมด จริงๆ เวลาที่เราค้นหาข้อมูลอะไร เราก็ควรต้องตรวจสอบ หรือมาอ่านทบทวนอีกครั้ง”

นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างหนึ่งในการนำเอไอมาใช้ คือการที่นักเรียนต้องอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเป็นการทำลายสมาธิและปฏิสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง
“ข้อเสียคืออาจจะทำให้เด็กติดมือถือ แล้วบางทีเขาอาจแฉลบออกนอกทาง อันนี้เป็นสิ่งที่เราสังเกต แต่ก็ไม่ได้เป็นมาก แล้วการนั่งนานๆ กับท่าเดิมๆ มันอาจจะทำให้เขาปวดเมื่อย ซึ่งเราก็ต้องบอกว่าเรียนชั่วโมงหนึ่งก็ควรหยุด แล้วออกไปผ่อนคลาย ไม่ใช่นั่งทิ้งเวลา 2–3 ชั่วโมง อันนี้คือข้อเสียในด้านสุขภาพร่างกายค่ะ”
ท้ายที่สุด ผอ. ดวงสุมาลย์มองว่า การนำเอไอเข้ามาในห้องเรียน ไม่ใช่การแทนที่ครู แต่คือการช่วยให้ครูทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
“การใช้เอไอ ครูต้องเปิดใจ และเราต้องพัฒนาไปข้างหน้าด้วย เพราะถ้าเราไม่พัฒนา เด็กเขาก็นำหน้าเราไปไกลแล้ว เราจะกลายเป็นคนที่ไม่ทันเด็กเสียเองค่ะ”

เหมือนที่โรงเรียนบ้านบางกะปิได้นำ Edsy AI Coach มาเปลี่ยนห้องเรียนที่เคยมีข้อจำกัด ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไร้ข้อจำกัด สร้างที่พื้นที่ที่นักเรียนไม่ต้อง ‘กลัวผิด’ อีกต่อไป ปลดล็อกทักษะภาษาอังกฤษของเด็กไทยให้ใช้งานได้ในระดับสากล