- มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า และกลไกการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นเป็นกลไกสำคัญอย่างมากของมนุษย์ในการรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน
- คำถามก็คือ เวลาที่ตัวเราเองหรือคนรอบข้างกำลังตกอยู่ในความทุกข์และความเครียด ควรจะมองคนที่ดีกว่า เก่งกว่า เพื่อพัฒนาตนเอง หรือเทียบกับคนที่แย่กว่าเพื่อความสบายใจ
- การเทียบกับคนที่แย่กว่าเรา เป็นกลไกทางธรรมชาติในการรับมือกับความเครียดและความทุกข์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเลวร้าย และไม่ใช่การถดถอย แต่หากปัญหานั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ อย่าลืมว่าความรู้สึกดีจากการเปรียบเทียบนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริง
ทุกข์เป็นสิ่งที่อยู่คู่โลกครับ จะทั้งความผิดหวัง ความล้มเหลว หรือเคราะห์ร้ายต่างๆ ชีวิตของปุถุชนคงยากที่จะไม่เจอความทุกข์เลย แต่เพราะทุกข์อยู่กับมนุษย์มานานแสนนานตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ สมองของเราที่วิวัฒนาการมาให้มีความทุกข์ก็วิวัฒนาการมาให้รับมือกับความทุกข์เช่นกัน เรามีกลไกหลายอย่างเพื่อทำให้เราจัดการและอยู่กับความทุกข์ได้ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงกลไกที่ว่าประเภทหนึ่ง ที่ทำงานด้วยการมองว่า ‘อย่างน้อยก็มีคนตกอยู่ในความลำบากหรือทุกข์ยากยิ่งกว่าเรา’
เช่น เราอาจจะถูกงดโบนัส แต่มีหลายคนที่ตกงาน เราอาจสอบได้คะแนนไม่เยอะ แต่มีคนที่สอบตก เราอาจจะเป็นโรคที่ต้องทนทรมานรักษา แต่มีคนมีหลายคนที่เป็นโรคที่ไม่มีแม้แต่หนทางรักษา การที่เราได้เห็นคนที่ดูแล้วพบกับความทุกข์ยากและลำบากกว่าแบบนี้ บางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เพราะเทียบแล้วเราเองก็ไม่ได้แย่ ตกที่นั่งลำบาก หรือเคราะห์ร้ายขนาดนั้น กลไกนี้จะช่วยปลอบใจหรือเป็นกำลังใจให้เราเดินหน้าต่อไป แต่ถึงจะเป็นกลไกตามธรรมชาติ แต่บางคนอาจจะมองว่าการเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าเป็นวิธีที่ไม่ดี เหมือนเป็นการทำให้ตัวเองถดถอยแทนที่จะก้าวหน้า แต่นั่นเป็นความจริงไหม การเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่ามีประโยชน์หรือมีโทษ วันนี้เราก็จะมาคุยกันเรื่องนี้ด้วยครับ
สังคมสมัยใหม่สนับสนุนให้คนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และมุ่งเน้นไปที่ความก้าวหน้าและความทะเยอทะยาน ดังนั้นจึงไม่แปลก หากมีคนที่บอกเราว่าเวลาเราจะเทียบกับใครเราก็ควรเทียบกับคนที่ดีกว่า เก่งกว่า สำเร็จมากกว่า เพื่อที่เราจะยึดคนนั้นเป็นแบบอย่างและพัฒนาตนเองให้ได้อย่างเขา ดังนั้นเวลาเรานึกเทียบกับคนที่แย่กว่าเรา เราจึงรู้สึกว่านั่นเป็นวิธีที่สังคมไม่ยอมรับ เหมือนกับ ‘ถอยหลังเข้าคลอง’ คือไม่ได้เกิดการพัฒนาใดๆ และอาจจะลดมาตรฐานตัวเองลงไปเสียอีก และนั่นทำให้หลายๆ ครั้งการมองว่ายังมีคนที่โชคร้ายกว่า ลำบากกว่า ล้มเหลวกว่า จะทำให้เราสบายใจขึ้น แต่ก็มีความรู้สึกผิดปะปนมาด้วยเสมอ คำถามที่ตามมาคือ เวลาที่ตัวเราเองหรือคนรอบตัวเรากำลังตกอยู่ในความทุกข์และความเครียด เราควรจะมองคนที่ดีกว่าเราหรือคนที่แย่กว่าเราถึงจะเป็นวิธีที่ดีกว่า
ประเด็นเรื่องการเปรียบเทียบกับคนอื่นเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจมานานแล้วครับ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า และกลไกการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นเป็นกลไกสำคัญอย่างมากของมนุษย์ในการรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน แต่คุณค่าของเราทำไมถึงต้องมาจากการเปรียบเทียบ คำตอบคือในโลกความจริง การจะประเมินว่าเราทำได้ดีไม่ดี เก่งไม่เก่ง สำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้นไม่ได้เรียบง่ายแบบที่เห็นคะแนนหรือตัดเกรดแบบการสอบที่บอกตัวเลขบอกเกรดว่าเท่านี้เก่งมาก เท่านี่ตก ตัวอย่างงานวิจัยคลาสสิกของความสำคัญในการเปรียบเทียบคือ การประเมินว่าตัวเองได้เงินเดือนเยอะหรือน้อย นักวิจัยพบว่าการที่คนหนึ่งจะรู้สึกว่าตัวเองได้เงินเดือนเยอะหรือน้อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเท่ากับผลของการเปรียบเทียบว่าได้เงินเดือนมากหรือน้อยกว่าคนรอบตัว ถ้าคนรอบตัวได้เงินเดือนเยอะกว่า คนก็จะมองว่าตนเองได้เงินเดือนน้อย และถ้าคนรอบตัวได้เงินเดือนน้อยกว่า คนก็จะมองว่าตนเองได้เงินเดือนเยอะ การประเมินด้านอื่นๆ ในชีวิตก็เหมือนกันครับ หากไม่แน่ใจว่าเราอยู่ในตำแหน่งไหน เราจะมองคนรอบตัวแล้วดูว่าเราดีหรือแย่กว่าเขา
การเปรียบเทียบเป็นธรรมชาติที่ฝังลึกในจิตใจมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีขนาดกลุ่มใหญ่มาก หากเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือสัตว์ประเภทลิงที่เป็นญาติใกล้ชิดของเรา จะพบว่ามีเพียงมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันเป็นหลายสิบในยุคก่อนอารยธรรมและค่อยๆ ขยายมาจนถึงหลักร้อยตอนที่เริ่มสร้างชุมชน การอยู่เป็นกลุ่มใหญ่สร้างความปลอดภัยจากอันตรายภายนอกเช่น สัตว์ร้ายไม่กล้าเข้ามาในกลุ่มที่มีคนจำนวนมากแบบนี้ แต่การอยู่เป็นกลุ่มก็สร้างภัยคุกคามภายใน คือการแก่งแย่งแข่งขันกันเองในสังคม ไม่ว่าจะยุคสมัยใดจะมีเพียงคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด หรือได้มากกว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร หรือเรื่องคู่ สองเรื่องนี้คือประเด็นที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตคือการอยู่รอด (มีกิน) เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป (มีคู่) ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดก็วิวัฒนาการมาเพื่อเอาชีวิตรอดและสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตัวเองต่อไป ไม่ใช่เพียงร่างกาย แต่กลไกทางสมองก็วิวัฒนาการให้มีความคิดแบบนั้นเช่นกัน
ดังนั้นมนุษย์จึงมีวัฒนาการที่จะเปรียบเทียบกับคนรอบตัวเสมอเพื่อให้อยู่รอดในสังคมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความแข่งขันได้ แม้ว่าสังคมปัจจุบันรอบตัวเราไม่ถึงขั้นแย่งชิงอาหาร และเราไม่ถึงขั้นสู้กัน (ตรง ๆ) เพื่อหาคู่ แต่สังคมก็มีการแข่งขันสูงในทุกด้านตั้งแต่ชีวิตในโรงเรียนจนถึงชีวิตการทำงาน
หากฟังดูที่มาของการเปรียบเทียบแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าถ้าแบบนั้น การมองคนที่เก่งกว่า ดีกว่า สูงกว่าเราน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพื่อที่จะแย่งชิงสู้คนอื่นไหว แต่ถึงแบบนั้นนักจิตวิทยาพบว่า จิตใจคนเราซับซ้อนกว่านั้นครับ
มนุษย์เองมีความสุขและความทุกข์ บางครั้งเราเข้มแข็งแต่บางครั้งเราก็อ่อนแอ การเทียบกับคนที่ดีกว่าไม่ได้สร้างความรู้สึกฮึกเหิมเสมอไป แต่ทำให้เกิดผลทางลบแทน เช่น ความทุกข์ใจจากความอิจฉา หรือความรู้สึกแย่ต่อตนเองว่าทำไมถึงไม่ได้ดีแบบเขา
นอกจากนี้หากเขาดีกว่ามากๆ จนเราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นก็เกิดความสิ้นหวัง และนั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์อยากรู้สึก มนุษย์มีธรรมชาติในการปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘ตัวตนของเรา’ มนุษย์ทุกคนอยากรับรู้ว่าตนเองมีค่า เป็นคนเก่ง มีความสามารถ หรืออย่างน้อยก็เป็นคนโชคดี การรับรู้ในทางตรงกันข้ามว่าไม่มีค่า ไม่เก่ง ไร้ความสามารถ หรือโชคร้ายจะนำไปสู่ความทุกข์ใจ วิตกกังวล จนถึงขั้นซึมเศร้า (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “เมื่อคำว่า ‘แพ้’ รุนแรงต่อชีวิต ความพ่ายแพ้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และผู้แพ้ไม่ควรถูกละเลย” https://thepotential.org/life/when-losing-hurts-too-much/) เมื่อใดที่ตัวตนถูกคุมคามจากความล้มเหลว ความเคราะห์ร้าย หรือทุกข์ยากต่างๆ กลไกในจิตใจเลยพยายามปกป้องตัวตน ซึ่งก็มีหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ที่อยู่ในสังคมแห่งการเปรียบเทียบ คือการเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าในสถานการณ์ที่เรากำลังรู้สึกเครียดและทุกข์ใจ เพราะนั่นจะทำให้เรารู้ว่ามีคนที่แย่กว่าเราอยู่มาก และพอจะเป็นกำลังใจและเพิ่มความมั่นใจให้เราขึ้นมาได้
งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่านี่เป็นวิธีที่ได้ผลในการช่วยลดความเครียดหรือความวิตกกังวล ในช่วงเวลาที่ทุกข์ใจ การมองคนที่ดีกว่านั้นไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนฮึดสู้ได้ แต่กลับจะทำให้เครียดหรือซึมเศร้ามากขึ้นแทน
เวลาเราพบว่าตัวเองล้มเหลว ผิดพลาด เคราะห์ร้าย บางครั้งก็เป็นผลมาจากสิ่งที่เกินความควบคุมของเรา หากลองจินตนาการว่าเราเปิดร้านขายอาหารแต่อยู่ๆ ก็เกิดมีการปรับปรุงถนนครั้งใหญ่จนลูกค้าหนีไปหมด หรืออาจจะพลาดการสอบตรงคณะในฝันไปเพราะเกิดป่วยกระทันหัน สิ่งเหล่านี้เราไม่อาจทำอะไรได้เลยนอกจากทำใจยอมรับกับความผิดพลาดและผิดหวัง ในหลายๆ ครั้ง เรื่องที่ผิดพลาดไปแล้วก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ สิ่งที่ผ่านไปแล้วเราย้อนอดีตไม่ได้ มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงความจริงที่ตนเองเผชิญไม่ได้ แต่มนุษย์ก็มีกลไกที่จะปกป้องตัวตนให้ทนกับความทุกข์นั้นด้วยการเปลี่ยนมุมมองแทน ด้วยการมองในแง่ดีว่า ยังมีผลลัพธ์ที่ร้ายแรงกว่านั้นได้ กิจการของเราย่ำแย่ แต่มีคนที่ล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว เราพลาดคณะที่อยากเข้า แต่บางคนไม่มีแม้แต่โอกาสเรียนต่อ เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า หรือการเทียบจะยิ่งชัดเจนกว่านั้น หากบุคคลที่เราเทียบที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่แย่กว่าเรา เขายังอยู่ได้ ใช้ชีวิตได้ต่อไป และนั่นจะทำให้เรารู้สึกว่า “ถ้าเขายังอยู่ได้ แล้วทำไมเราจะอยู่ไม่ได้”
แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นครับ การเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าเราจะใช้ไม่ได้ผลในบางกรณี กรณีหนึ่งคือหากสิ่งที่เรากำลังรู้สึกแย่นั้น มีหนทางที่เราจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เช่น หากเราสอบเพื่อขอใบรับรองความสามารถแบบที่สอบซ้ำเพื่อแก้ตัวได้ เช่น สอบวัดระดับภาษา หากเราสอบได้คะแนนไม่ดีเลย การที่มองว่ามีคนที่ได้คะแนนแย่กว่าเราจะไม่ช่วยอะไรนัก เพราะเราเองก็รู้ถึงความจริงดีว่า เราออกจากสถานการณ์ที่ไม่พอใจนี้ได้ด้วยการแก้ไข ก็คือสอบใหม่อีกรอบ นอกจากนี้คนที่เราเปรียบเทียบด้วยก็สำคัญ หากคนที่เราเห็นว่าแย่กว่าเป็นคนร่วมชะตากรรมเดียวกับเรา อาจจะยิ่งเพิ่มความเครียดและความวิตกกังวล อย่างเช่น คนที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับเราที่มีอาการทรุดหนักกว่าเรา ซึ่งตอนนี้จริงอยู่ที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าเขา แต่เราอาจจะตกไปอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายแบบเขาได้เช่นกัน หรือคนที่เปิดกิจการขายของแบบเดียวกับเราที่กิจการต้องเลิกเพราะขายไม่ดี การรับรู้เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกโชคดี แต่อาจจะทำให้เรารู้สึกแย่ว่าเราเองก็อาจจะต้องเจอกับชะตากรรมเดียวกัน
นอกจากนี้อย่างที่เราคุยกันไว้ในข้างต้นครับ ทุกครั้งที่มนุษย์เราเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่า คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับเรื่องที่เราใช้ความเคราะห์ร้ายของคนอื่นมาทำให้ตัวเองรู้สึกดี เพราะนั่นไม่ใช่ค่านิยมกระแสหลักของสังคมที่ส่งเสริมการมองแต่ทางบวก อย่างไรก็ตามกลไกการเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าเป็นกลไกธรรมชาติ งานวิจัยพบว่าหากเราอยู่ในภาวะที่เปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าแล้วสบายใจขึ้น ความรู้สึกไม่ดีจากการใช้วิธีนี้ก็จะสู้ความต้องการปกป้องตัวตนของเราเองไม่ได้
หนึ่งในสังคมที่มีการเปรียบเทียบกันดุเดือดและใกล้ตัวที่สุดคือในโรงเรียน ผมเลยขอนำงานวิจัยเกี่ยวกับแวดวงการศึกษามาฝากคุณพ่อคุณแม่และคุณครูครับ อย่างที่เราบอกว่ามนุษย์เราชอบเปรียบเทียบ และถ้าเรารู้สึกว่าเราอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าคนอื่น นั่นจะทำให้เราพอใจ ธรรมชาติของคนเราจึงชอบเป็น ‘ปลาใหญ่ในบ่อเล็ก’ (เป็นคนเก่งที่สุดในหมู่คนไม่เก่ง) มากกว่าเป็น ‘ปลาเล็กในบ่อใหญ่’ (เป็นคนแย่ที่สุดในหมู่คนเก่ง) หรือคนไทยจะคุ้นเคยกับคำว่าจะเป็น ‘หัวสุนัข’ หรือเป็น ‘หางมังกร’ แม้ว่าสังคมจะอยากให้คนเป็นหางมังกรและคำนี้ฟังดูดีตอนเปรียบเปรย แต่พออยู่ในสถานการณ์จริงๆ อย่างเช่น เด็กที่อยู่ในห้องรวมหัวกะทิหรือห้องคิง แต่อยู่ในอันดับท้ายๆ ของห้องมักจะพบกับความกดดัน เครียด และอาจจะสิ้นหวัง เพราะสู้คนอื่นๆ ไม่ได้ และนี่คือดาบสองคมที่ควรระวังของการจัดอันดับห้อง ปัญหานี้เราคงได้ยินข่าวมามาก ที่เด็กเรียนเก่งในสายตาคนภายนอกกลับคิดจบชีวิตตัวเองเพราะเกรดตกเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะกลุ่มที่เขาเปรียบเทียบได้คะแนนสูงกว่าเขา ในสายตาคนนอกเด็กคนนั้นได้เกรดดีมาก แต่หากเป็น ‘ที่โหล่’ ก็ยากจะที่เด็จะรู้สึกดี
ในทางตรงกันข้าม งานวิจัยพบว่าเด็กที่เรียนไม่เก่งหลายๆ คนจะรู้สึกว่าตนเองขาดความสามารถ แต่พอได้อยู่ในกลุ่มของเด็กที่ไม่เก่งด้วยกันแล้วหากเขาทำได้อันดับที่ดีในห้อง เด็กคนนั้นจะรู้สึกมั่นใจขึ้น และมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองขึ้น ผลของอันดับนั้นสำคัญกับมนุษย์ การอยู่ในห้องที่มีแต่คนเก่งกว่าจะมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะ แต่อาจไปลดความมั่นใจ ส่วนการอยู่ในห้องที่ตนเองเก่งที่สุด ก็อาจจะสร้างความมั่นใจ แต่สิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการพัฒนาต่อ
ดังนั้นอาจจะเป็นการดีหากการปรับห้องเรียนทำได้ยืดหยุ่นตามทักษะและสถานการณ์ ถึงการปรับห้องเรียนยังเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในไทยที่ห้องเรียนมีขนาดใหญ่ และพ่อแม่หรือผู้ปกครองหรือแม้แต่ครูอาจจะไม่สามารถเข้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงได้โดยตรง แต่ผมคิดว่าการรู้ธรรมชาติของมนุษย์ในด้านนี้ก็เป็นแนวทางที่สำคัญที่ทั้งผู้ปกครองและคนในแวดวงการศึกษาอาจจะหาทางปรับเปลี่ยนในอนาคต หรือในตอนนี้อาจจะปรับใช้สำหรับการเรียนพิเศษหรือการเรียนซ่อมเสริมที่จัดห้องเรียนได้ยืดหยุ่นกว่า
สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือตระหนักเรื่องการเปรียบเทียบ และอาจจะต้องให้กำลังใจลูกและอย่าตัดสินลูกตนเองด้วยการเทียบกับลำดับในห้องโดยเฉพาะหากลูกอยู่ในห้องของเด็กเก่ง
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือคนเรานั้นมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นมากน้อยต่างกันไปครับ บางคนเปรียบเทียบบ่อยๆ บางคนไม่ค่อยเปรียบเทียบ สิ่งนี้เป็นเหมือน ‘บุคลิกภาพ’ ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลที่เป็นผลสะสมมาอย่างยาวนานจากการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก และเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเปลี่ยนได้ยาก (ตัวอย่างบุคลิกภาพรูปแบบหนึ่งเช่น คนมองโลกในแง่ดี หรือคนมองโลกในแง่ร้าย อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ ‘มองโลกแบบไหนถึงเรียกว่าในแง่ร้าย’ https://thepotential.org/life/personality-of-pessimism/)
งานวิจัยพบว่าคนที่อยู่ในกลุ่มที่เปรียบเทียบบ่อย มักจะพบปัญหาเรื่องการหมดพลังงานไปกับการเทียบตนเองกับคนอื่นว่าดีกว่าหรือแย่กว่า โดยเฉพาะคนที่ชอบเปรียบเทียบบ่อยและยังชอบเทียบกับคนที่ดีกว่าจะมีสุขภาพจิตแย่กว่าคนที่เปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่า เพราะทุกครั้งที่เราพบคนที่ดีกว่าเราก็อาจจะเกิดความไม่พอใจกับสถานะของตนเอง งานวิจัยในที่ทำงานพบว่าคนที่มีบุคลิกภาพแบบนี้จะรู้สึกว่าตัวเองได้เงินเดือนน้อยกว่าที่ควรจะได้ และหมดไฟในการทำงานง่าย งานวิจัยยังเสนอหนทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจว่า บริษัทต่างๆ ควรจะให้คุณค่ากับพนักงานในแง่บทบาทที่หลากหลาย ไม่ใช่ระดับสูงต่ำ แต่แสดงให้เห็นว่าทุกคนมีหน้าที่ที่สำคัญ ไม่ได้เน้นที่ใครอยู่สูงกว่าใคร และเน้นว่าคนได้เงินเดือนสูงคือคนที่มีคุณค่ากว่า การทำแบบนี้จะสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงานกลุ่มที่อยู่ในตำแหน่งต่ำ หรือเงินเดือนน้อยกว่า (ซึ่งมักจะเป็นพนักงานส่วนใหญ่) ได้ดีกว่า
ถึงจุดนี้ ผมขอตอบคำถามที่เราคุยกันไว้ในตอนต้นว่า การที่เราจะเทียบกับคนที่แย่กว่าเรา เป็นกลไกทางธรรมชาติที่เกิดจากวิวัฒนาการของมนุษย์ การใช้วิธีนี้ในการรับมือกับความเครียดและความทุกข์จึงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย และไม่ใช่การถดถอยเหมือนกับที่ค่านิยมของสังคมอาจจะบอกไว้ วิธีนี้เป็นเหมือนการประคับประคองจิตใจ และบรรเทาความรู้สึกทุกข์และความเครียดให้ทุเลาพอที่เราจะเดินหน้าไปต่อไหว โดยเฉพาะในกรณีที่ความทุกข์หรือปัญหานั้นเป็นสิ่งที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากปัญหานั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ อย่าลืมว่าความรู้สึกดีจากการเปรียบเทียบนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริง หากเราสอบตกวิชาหนึ่งและคนส่วนใหญ่ในห้องก็สอบตกวิชาเดียวกัน แน่นอนว่าการเปรียบเทียบแบบนี้ก็ทำให้เราไม่รู้สึกสิ้นหวังเกินไป แต่นั่นไม่ได้แปลว่าปัญหาหมดไปแล้ว เพราะเราก็ต้องหาทางสอบซ่อมหรือเรียนซ่อมให้ผ่านอยู่ดี
การสร้างความสบายใจด้วยการเปรียบเทียบมีไว้เพื่อรับมือวิกฤตของใจเพื่อให้เราฟื้นตัว และเมื่อเราพร้อม เราจะได้ฝ่าฟันให้พ้นจากภาวะที่เป็นอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่มีไว้เพื่อหนีความจริง
อย่างที่เราคุยกันไปว่ามนุษย์ชอบเป็น ‘ปลาใหญ่ในบ่อเล็ก’ บางคนเลยอาจเคยชินกับการเปรียบเทียบให้สบายใจไว้ก่อน การเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่าก็มักจะสร้างความสบายใจถึงจะไม่ได้ตกอยู่ในวิกฤต แต่การเปรียบเทียบแบบนี้ตลอดเวลาเพียงเพราะให้ความรู้สึกดีก็ไม่ทำให้เราคิดจะพัฒนาตนเอง เหมือนเรา ‘ปกป้องตัวตนของเราจนเกินเหตุ’ จริงอยู่ที่โดยส่วนตัวแล้วผมไม่คิดว่าการกดดันตัวเองให้ไปอยู่สูงสุดเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียน ตำแหน่งงาน เงินเดือน หรือเรื่องอื่นๆ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความเพียงพอและความพอใจของเรา แต่ระดับที่เราพอใจนั้นก็ไม่ควรจะต่ำจนมีผลกระทบที่ไม่ดีในชีวิตจริง อย่างเรื่องเรียนอย่างน้อยก็ควรจะให้ผ่าน เรื่องเงินและงานก็ควรอยู่ในระดับที่เลี้ยงตัวเองหรือครอบครัวได้ แต่เมื่อใดที่จิตใจพร้อม ไม่ได้ตกอยู่ในความทุกข์ การลองมองคนที่ดีกว่า ก็อาจทำให้เรารู้สึกว่ามีแรงบันดาลใจ มีความฮึกเหิมที่อยากจะทำให้ดีกว่าตอนนี้ การพัฒนาตนเองให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายจริงไหมครับ
เอกสารอ้างอิง
Bauer, I., & Wrosch, C. (2011). Making up for lost opportunities: The protective role of downward social comparisons for coping with regrets across adulthood. Personality and Social Psychology Bulletin, 37(2), 215-228.
Buunk, A. P., & Dijkstra, P. (2017). Social comparisons and well-being. In The happy mind: Cognitive contributions to well-being (pp. 311-330). Cham: Springer International Publishing.
Stewart, T. L., Chipperfield, J. G., Ruthig, J. C., & Heckhausen, J. (2013). Downward social comparison and subjective well-being in late life: The moderating role of perceived control. Aging & mental health, 17(3), 375-385.
Wills, T. A. (1981). Downward comparison principles in social psychology. Psychological bulletin, 90(2), 245.
Wills, T. A. (1987). Downward comparison as a coping mechanism. In Coping with negative life events: Clinical and social psychological perspectives (pp. 243-268). Boston, MA: Springer US.