- จดหมายรักถึงอาม่า (Dear You) เป็นภาพยนตร์จีน ผลงานการกำกับและเขียนบทโดย หลานหงชุน แม้จะสร้างด้วยงบประมาณเพียง 14 ล้านหยวน แต่กลับสร้างปรากฏการณ์ทำรายได้ถล่มทลายมากกว่า 1.9 พันล้านหยวน
- ภาพยนตร์บอกเล่าชะตากรรมอันเข้มข้นของ ‘บักเซ็ง’ ชาวจีนแต้จิ๋วที่หอบเสื่อผืนหมอนใบข้ามนํ้าข้ามทะเลมายังเมืองไทย โดยมี ‘โพยก๊วน’ หรือจดหมายส่งเงิน เป็นสายใยที่เชื่อมโยงหัวใจของเขากับครอบครัวในแผ่นดินแม่
- หนึ่งในตัวละครที่น่าสนใจคือ‘หน่ำกี’ สาวไทยเชื้อสายจีน ผู้ไม่ยอมจำนนต่อค่านิยมหรือกฏเกณฑ์ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมาเติมเติมภาพยนตร์เรื่องนี้ให้อบอวลด้วยไปด้วยมิตรภาพอันน่าประทับใจ
[บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]
“ซกยิ้วภรรยาข้า…แนบเงินมาให้ 200 หยวน พร้อมจดหมายฉบับนี้ ตัวข้าสบายดีทุกประการ การค้าเจริญรุ่งเรือง…คืนนี้ดวงจันทร์ลอยขึ้นเหนือสายน้ำ ส่องสว่างกระจ่างนวลราวหยกประดับ ประหนึ่งว่าข้าได้กลับคืนสู่บ้านเกิด และได้ยืนชมจันทร์เคียงข้างเจ้า แม้ผืนน้ำจะกว้างใหญ่ แต่ด้วยใจที่คิดถึงเจ้า จึงมิรู้สึกว่าห่างไกล ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีดอกงิ้วแดงกำลังบานสะพรั่ง งดงามไม่ต่างจากฤดูใบไม้ผลิที่บ้านเกิดของเรา ข้าได้แนบดอกไม้ไว้ในจดหมายหนึ่งดอก ด้วยหวังว่าเจ้าจะได้สัมผัสกลิ่นหอมของมันเช่นกัน”
ถ้อยคำอันอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความละเมียดละไมจาก ‘โพยก๊วน’ ฉบับหนึ่งในภาพยนตร์จีนแต้จิ๋วเรื่อง ‘จดหมายรักถึงอาม่า’ (Dear You) สะกดอารมณ์จนทำเอาใครหลายคนในโรงภาพยนตร์ถึงกับต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างไม่รู้ตัว อาจเพราะส่วนหนึ่งในสายเลือดและจิตวิญญาณของพวกเรา ล้วนสืบทอดมาจากบรรพบุรุษชาวจีนโพ้นทะเล ผู้เคยแบกรับชะตากรรมอันหนักอึ้งและความโหยหามาตุภูมิในลักษณะที่ไม่ต่างกันนัก
จดหมายรักถึงอาม่า บอกเล่าเรื่องราวของ ‘บักเซ็ง’ หนุ่มพ่อลูกสามที่จำต้องพลัดพรากจากบ้านเกิด เพื่อหลบหนีการเกณฑ์ทหารท่ามกลางไฟสงครามกลางเมือง เขาจึงเป็นดั่งตัวแทนของชาวจีนแต้จิ๋วอพยพในยุคนั้น (ราวปี ค.ศ. 1948) ที่หอบเอาหัวใจอันบอบช้ำและเสื่อผืนหมอนใบ ข้ามน้ำข้ามทะเลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบนผืนแผ่นดินไทย ด้วยความหวังเพียงหนึ่งเดียวคือการสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อนำพาครอบครัวออกจากกงล้อแห่งความแร้นแค้น โดยมี ‘โพยก๊วน’ ทำหน้าที่เป็นหมุดหมายและสายใยสำคัญในการดำเนินเรื่องราวทั้งหมด
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด คำว่า ‘โพยก๊วน’ (侨批) คือ ‘จดหมายส่งเงิน’ ของชาวจีนโพ้นทะเลในอดีตที่ส่งกลับไปยังผู้รับในแผ่นดินแม่ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสื่อสารเพียงอย่างเดียวที่ช่วยให้พวกเขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกไปยังคนรักที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่า 3,000 กิโลเมตร สอดคล้องกับบทกวีอันลึกซึ้งในสมัยราชวงศ์ถังที่ว่า “ไฟสงครามลุกโชนต่อเนื่องนับสามเดือน จดหมายจากทางบ้านมีค่าล้ำยิ่งกว่าทองคำหมื่นตำลึง” (烽火连三月,家书抵万金)
ด้วยคุณค่าเหล่านี้ องค์การยูเนสโก (UNESCO) จึงได้ยกย่องและขึ้นทะเบียน ‘โพยก๊วน’ ให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ในฐานะบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ซึ่งช่วยบอกเล่าเรื่องราว รากเหง้า ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และจิตวิญญาณของผู้คนในยุคสมัยเสื่อผืนหมอนใบไว้ได้อย่างสมบูรณ์และงดงามที่สุด
ในฐานะ ‘ตึ่งหนั่งเกี้ย’ หรือลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลที่มีอากงเป็นหนึ่งในผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ยอมรับตรงๆ ว่าผมคาดหวังกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพิเศษว่าจะได้เห็นมิติของเรื่องราวที่ลึกซึ้งและมากกว่าการเป็นเพียงกระจกสะท้อนภาพการสู้ชีวิตแบบเดิมๆ
และตัวละครอย่าง ‘หน่ำกี’ ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง
หน่ำกี คือลูกสาวคนเดียวของเถ้าแก่เกสต์เฮาส์ย่านเยาวราช เธอเป็นผู้หญิงประเภทที่ถ้าเป็นคนสมัยนี้ก็คงเรียกว่า ‘หัวก้าวหน้า’ หนักเอาเบาสู้ และมีความคิดอ่านก้าวล้ำกว่ายุคสมัย หน่ำกีเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่าผู้หญิงสามารถหยัดยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือก ‘สบายทางลัด’ ด้วยการแต่งงานกับคนรวยที่เธอไม่ได้รัก อีกทั้งการอยู่ตัวคนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับเธอ มากไปกว่านั้นเธอยังใช้เกสต์เฮาส์เป็นที่สอนหนังสือเด็กๆ ลูกหลานชาวจีน ในช่วงเวลาที่การเรียนเขียนอ่านเป็นเรื่องต้องห้าม
ตัวตนอันเด็ดเดี่ยวของเธอฉายชัด ทั้งจากการดูแลพ่อชราที่ติดสุรา การบริหารจัดการเกสต์เฮาส์อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และการปฏิเสธการคลุมถุงชนครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยคำขาดเดียวที่ทำเอาบรรดาชายหนุ่มที่หลงใหลในรูปร่างหน้าตาของเธอต้องใส่เกียร์ถอยกันเป็นแถบๆ ว่า หากใครต้องการได้เธอเป็นภรรยา ผู้นั้นจะต้องแต่งงานเข้าบ้านของเธอเท่านั้น
ทว่า สิ่งที่ทำให้ ‘ออร่า’ ของหน่ำกีเปล่งประกายและสว่างไสวที่สุด คือหัวใจที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตและรู้บุญคุณคน โดยเฉพาะกับ ‘บักเซ็ง’ ผู้ที่ช่วยชีวิตเธอกับพ่อจากเหตุเพลิงไหม้ จนเงินเก็บทั้งหมดของเขามอดไปกับเปลวเพลิง ซ้ำร้ายเขายังต้องโทษจำคุกสองปีจากการพลั้งมือทำร้ายคนวางเพลิงจนพิการ
หลังเกิดเหตุครั้งนั้น หน่ำกีไม่เพียงแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนบักเซ็งในเรือนจำสม่ำเสมอ แต่เธอยังรับอาสาเป็น ‘มือเขียนโพยก๊วน’ ถ่ายทอดถ้อยคำและความรู้สึกแทนชายหนุ่มที่ไม่รู้หนังสือ เพื่อส่งกลับไปหาภรรยาของเขาที่แผ่นดินแม่
แต่จุดหักเหที่ยกระดับภาพยนตร์เรื่องนี้ให้งดงามเหนือความคาดหมาย คือเหตุการณ์หลังบักเซ็งได้รับการปล่อยตัว และเปลี่ยนอาชีพไปค้าขายทางเรือจนเริ่มลืมตาอ้าปากได้ ทว่าเขากลับต้องเผชิญโศกนาฏกรรมที่พรากชีวิตไปอย่างกะทันหัน นั่นเท่ากับว่าความหวังของครอบครัวบักเซ็งแทบจะดับสูญไปด้วย หน่ำกีจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เกินกว่าใครจะคาดคิด นั่นคือการเลือกสวมรอยเป็นบักเซ็ง…สานต่อการเขียนจดหมายและแนบเงินส่งกลับไปช่วยเหลือ ‘ซกยิ้ว’ ภรรยาของบักเซ็งและลูกๆ ที่แผ่นดินใหญ่ต่อเนื่องยาวนานถึง 18 ปีเต็ม
การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสงสารเพียงชั่ววูบ หากแต่หล่อหลอมขึ้นหลังจากที่เธอได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งการ “ลงเรือลำเดียวกันร่วมฟันฝ่า คอยเฝ้าระวังและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” (同舟共济,守望相助) หรือความมีน้ำใจไมตรีแบบ ‘กากี่นั้ง’ (家己人) ซึ่งเป็นดั่งสายใยความผูกพันอันเหนียวแน่นของคนจีนที่พร้อมจะยื่นมือเข้าหากันราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ภาพยนตร์ถ่ายทอดสิ่งนี้ผ่านฉากสะเทือนใจที่หน่ำกีเห็นหนุ่มชาวจีนคนหนึ่งยืนร้องไห้ด้วยความสิ้นหวังเพราะไม่มีเงินส่งกลับไปรักษาแม่ที่กำลังป่วยหนัก ทันทีที่คนจีนบริเวณนั้นรับรู้ ต่างคนก็ต่างพร้อมใจกันควักเงินส่วนตัวออกมาช่วยคนละเล็กคนละน้อยตามกำลัง เพื่อให้โพยก๊วนฉบับนั้นพกพาความหวังและต่อชีวิตให้แม่ของเขาได้สำเร็จ ทำให้หน่ำกีตัดสินใจที่จะสานต่อเจตนารมณ์ในการดูแลครอบครัวของบักเซ็งต่อไป
ซึ่งภายหลังผมได้เห็นชาวเน็ตท่านหนึ่งคอมเมนต์ในประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “สมัยก่อนคนจีนยังถือหลัก ‘กากี่นั้ง’ (家己人) ที่หมายถึงคนกันเอง และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก แต่ทุกๆ วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่กลับแปรเปลี่ยนไปใช้หลัก ‘สี่กี่นั้ง’ (自己人) ที่พ้องเสียงกับคำว่า ‘ซี่’ หรือ ‘สี่’ (死) ที่แปลว่าความตายในภาษาจีน จนกลายเป็นค่านิยมแบบต่างคนต่างอยู่แบบตัวใครตัวมันไปเสียแล้ว” โดยคำเปรียบเปรยนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า น้ำใจอันบริสุทธิ์ของหน่ำกีและผู้คนในยุคนั้นทรงพลังและมีคุณค่ามากเพียงใด
“…ช่วงนี้ข้าเพิ่งหัดเขียนหนังสือ และเพียรเรียนรู้การเขียนชื่อของเจ้าแล้ว
แม้ลายมือจะยังโย้เย้ไปบ้าง แต่ด้วยความมุมานะ อีกไม่นานย่อมสำเร็จเป็นแน่
จดหมายฉบับนี้อาจสั้น แต่ความรักนั้นยาวไกล โปรดถนอมตนให้ดี
จากสามี, บักเซ็ง”
“นับถือที่เจ้าบริหารจัดการบ้านเรือนได้เป็นอย่างดี แต่โปรดอย่าได้ประหยัดจนเกินไปนัก อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีข้าอยู่ทั้งคน”
“ซกยิ้ว ภรรยาข้า
ส่งรถจักรยานไปให้เจ้าหนึ่งคัน สัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้า ข้ายังคงจดจำไว้ในใจเสมอ”
แน่นอนว่าถ้อยคำเปี่ยมรักลึกซึ้งเหล่านี้ ล้วนกลั่นออกมาจากหัวใจอันบริสุทธิ์ของหน่ำกี…ผู้สวมรอยเป็นบักเซ็งเพื่อประคับประคองจิตใจของซกยิ้ว นอกเหนือจากเงินและอักษรแทนความห่วงใย เธอยังคอยจัดส่งอาหารแห้งอย่างหมูเค็ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ไปให้ซกยิ้วอยู่เสมอ
เรื่องราวในจอภาพยนตร์ชวนให้ผมหวนนึกถึงภาพความทรงจำอันคมชัดจากคำบอกเล่าของแม่ ที่มักเล่าให้ฟังอยู่บ่อยครั้งว่า สมัยที่แม่ยังเล็ก แม่มักเดินตามอาม่าไปส่งโพยก๊วนให้ญาติพี่น้องที่แผ่นดินใหญ่ ซึ่งในยุคสมัยนั้น นอกจากโพยก๊วนแล้ว ญาติๆ มักส่งข่าวมาไหว้วานให้ช่วยซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า จักรยาน หรือแม้กระทั่งจักรเย็บผ้าส่งไปให้ด้วย เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ทางฝั่งเมืองจีนในเวลานั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ หากไม่ขาดแคลนจนหาซื้อไม่ได้ ก็มักจะมีราคาสูงกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัว
นอกจากนี้ผมยังรู้สึกซาบซึ้งข้อความในจดหมายที่ต่างฝ่ายต่างบอกว่า ‘สบายดี’ เพื่อให้อีกฝ่ายไม่ต้องเป็นห่วง เหมือนกับคำคมภาษาจีนที่กล่าวว่า “ความรักคือการรู้สึกว่าตนเองยังติดค้างและทำให้อีกฝ่ายไม่พออยู่เสมอ” (爱是常觉亏欠)
ในขณะเดียวกัน โพยก๊วนในเรื่องนี้อาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ส่งผ่านความรักทางไกลในมิติของสามีภรรยาเท่านั้น หากแต่ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมมิตรภาพอันงดงามระหว่างผู้หญิงสองคนที่อยู่ห่างกันคนละขอบฟ้า ผู้ต่างคอยเยียวยาและเติมเต็มหัวใจของกันและกันผ่านตัวอักษร
แม้ในสายตาของผู้ชม หน่ำกีจะดูเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ผู้ให้’ ที่ทุ่มเทให้อีกฝ่ายอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ในทางกลับกัน ตัวเธอเองก็ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตและการเป็นแม่จากซกยิ้วเช่นกัน ซึ่งสะท้อนผ่านจดหมายสารภาพความจริงที่ส่งไปไม่ถึงมือของซกยิ้ว…
“พี่ซกยิ้ว นับตั้งแต่ได้โต้ตอบจดหมายกับท่าน ความเข้มแข็งและความเฉลียวฉลาดของท่าน ได้ส่องสว่างนำทางให้แก่ข้าเสมอมา ข้าเองก็โชคดีได้เป็นแม่คนเช่นเดียวกับท่าน ได้รับรู้ถึงภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของการเป็นพ่อแม่ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นท่านที่สอนให้ข้าได้รู้ว่า การจะเป็นแม่คนได้อย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร”
“การได้พบและมีไมตรีจิตต่อพวกท่านสองสามีภรรยา นับเป็นโชคดีสามชาติภพของข้าแล้ว น้ำใจอันไร้ราคา ย่อมต้องถนอมและรักษาไว้ด้วยหัวใจ กาลเวลาดั่งสายน้ำไหล ผ่านไปประหนึ่งชั่วครู่ก็เกือบยี่สิบปีแล้ว ขอโทษด้วยนะ พี่ซกยิ้ว หวังว่าท่านจะให้อภัยในความหวังดีของข้า”
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ตัวอักษรบนโพยก๊วนได้ทำหน้าที่ร่วมแบ่งเบาความโดดเดี่ยว และโอบอุ้มหัวใจของผู้หญิงสองคนผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากด้วยความเข้าอกเข้าใจ จนกลายเป็นเสาค้ำยันทางจิตวิญญาณที่ช่วยให้ต่างฝ่ายต่างก้าวผ่านห้วงเวลาอันยาวนานนี้มาได้
เมื่อฉากสุดท้ายของภาพยนตร์จบลง ผมคิดว่าบทสรุปแท้จริงที่ จดหมายรักถึงอาม่า ต้องการบอกเราคือ คุณค่าอันยิ่งใหญ่ของ ‘น้ำใจไมตรี’ ซึ่งสอดรับอย่างลึกซึ้งกับสุภาษิตจีนโบราณที่ว่า “เธอมอบลูกท้อแก่ฉัน ฉันตอบแทนกลับไปด้วยหยกงาม” (投我以木桃,报之以琼瑶) ดังนั้นน้ำใจไมตรีจึงไม่ใช่สิ่งไกลตัว หากแต่เป็นสิ่งที่เราสามารถเลือกหยิบยื่นให้แก่กันได้ในชีวิตประจำวันโดยปราศจากเงื่อนไขหรือการคาดหวังสิ่งตอบแทน ดั่งเช่นคำสอนอันเรียบง่ายของซกยิ้วที่หลานของเธอกล่าวในตอนหนึ่งของภาพยนตร์
“อาม่าบอกว่า เป็นคนต้องมีน้ำใจและรู้จักผูกไมตรี คนที่ไร้น้ำใจไมตรีต่อผู้อื่น ย่อมมิอาจคบหา”