Skip to content
ความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงาน
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Family PsychologyDear ParentsEarly childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่น
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    SpaceBookMovie
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงาน
Adolescent Brain
25 July 2026

Analog Renaissance: การเกิดใหม่ของ ‘แอนะล็อก’ ภาพสะท้อนความเหนื่อยหน่ายในโลกดิจิทัล

เรื่อง สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Analog Renaissance คือกระแสการหวนคืนสู่สิ่งที่จับต้องได้และการใช้ชีวิตที่ช้าลง เพื่อตอบโต้ความเหนื่อยล้าและความเร่งรีบจากโลกดิจิทัลที่เชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา
  • Digital Fatigue ทำให้ผู้คนเริ่มโหยหาประสบการณ์ในโลกจริง ทั้งการอ่านหนังสือ ฟังแผ่นเสียง ถ่ายภาพฟิล์ม และการพบปะกันแบบเผชิญหน้า เพราะช่วยฟื้นฟูสมาธิ สุขภาวะทางใจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
  • การกลับมาของแอนะล็อก ไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกของโลกดิจิทัล กับจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลาย มีคุณภาพ และมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

ท่ามกลางการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วของความเป็นดิจิทัล (Digital) ที่มาพร้อมกับคำศัพท์ล้ำๆ อย่างเช่น Smart (อัจฉริยะ) Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์) Multitasking Skills (การทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน) และคำศัพท์อื่นๆ อีกหลายคำ ที่ล้วนแล้วแต่สื่อถึงความชาญฉลาด กระแสหนึ่งเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ เป็นความพยายามที่จะฉุดดึงให้โลกหมุนช้าลง การใช้ชีวิตไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ หากแต่ควรจับต้องได้ มีหัวใจ และความเป็นมนุษย์มากขึ้น

เราเรียกกระแส หรือเทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า Analog Renaissance หรือ การเกิดใหม่ของแอนะล็อก

อันที่จริงแล้ว มีคำศัพท์หลายคำที่ใช้เรียกความเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า Post-digital Era (ยุคหลังดิจิทัล) Analog Revival (การกลับมาอีกครั้งของแอนะล็อก) Digital Minimalism (การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบมินิมอล) หรือ The New Analog (ยุคแอนะล็อกใหม่) แต่ในบทความชิ้นนี้ ขออนุญาตให้คำว่า ‘Analog Renaissance’ เพราะดูจะกินความหมายได้ครอบคลุม อีกทั้งยังล้อไปกับคำว่า Renaissance Era หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในยุโรป (ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-16) ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปหันกลับมาให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์มากขึ้น หลังจากที่เคยมีศาสนาคริสต์เป็นศูนย์กลางอำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงยุคกลาง

การเกิดใหม่ของแอนะล็อก เห็นได้จากการกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งของสินค้าที่อยู่ในจัดอยู่ในยุคแอนะล็อก หรือยุคเก่ากว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียงไวนีล หนังสือ บอร์ดเกม รวมไปถึงเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งสินค้าเหล่านี้ เคยถูกคาดการณ์ว่าใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ ‘ตกยุค’ จากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ก่อนจะเล่าถึงการเกิดใหม่ของแอนะล็อก เราอาจต้องเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจก่อนว่า แล้วยุคดิจิทัลคืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมีผลต่อชีวิตของเราอย่างไร

คนส่วนใหญ่ถือว่า ยุคดิจิทัลเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อโลกเริ่มรู้จักกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ในอีก 20 ปีต่อมา ความเป็นดิจิทัลเริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่ออินเทอร์เน็ตแพร่หลายไปสู่บ้านเรือนคนทั่วไป 

ช่วงเวลาที่น่าจะถือว่าเป็นการเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว คือช่วงที่สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2007 ไล่เลี่ยกับกระแสเฟื่องฟูของแพลตฟอร์มที่เรียกกันว่า ‘โซเชียลมีเดีย’ ที่ทำให้หลายๆ คนเริ่มผละจากโลกจริง เข้าไปขลุกอยู่ในโลกดิจิทัลผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแทบจะกลายเป็นศูนย์รวมวิถีชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ การรับรู้ข้อมูลสาร ไปจนถึงการเสพสื่อบันเทิง ทั้งการชมภาพยนตร์และการฟังดนตรี

การใช้ชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนไปจากอิทธิพลของการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล การติดต่อสื่อสารที่เคยพบเจอกันต่อหน้า เปลี่ยนรูปแบบเป็นการโทรผ่านวีดิโอ การดูหนังฟังเพลงที่เคยเป็นกิจกรรมนอกบ้าน กลายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งการทำงานและการประชุมก็สามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ

อย่างไรก็ดี ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว มีสิ่งหนึ่งถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบๆ นั่นคือ ‘ฮิปสเตอร์’ (Hipster)

จริงๆ แล้ว คำว่า ฮิปสเตอร์ เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 ในสหรัฐ โดยเป็นคำเรียกคนหนุ่มสาวอเมริกันผิวขาวที่หลงใหลเพลงแจ๊ส ที่ถือเป็นดนตรีของคนแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งหนุ่มสาวฮิปสเตอร์เหล่านี้มักถูกมองว่า เป็นพวกที่มีบุคลิกต่อต้านสังคมกระแสหลัก

ฮิปสเตอร์ในยุคใหม่ถือกำเนิดขึ้นในเขตบรูคลิน นครนิวยอร์ก ในราวปี 2005 ไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว เทรนด์ฮิปสเตอร์ค่อยๆ แพร่หลายไปตามเมืองต่างๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นศิลปินและเสรีชน อย่างเช่น โอเรกอน ซานฟรานซิสโก ซีแอตเติล และข้ามฟากไปยังยุโรป ทั้งในลอนดอน และเบอร์ลิน

นักสังคมวิทยามองว่า ฮิปสเตอร์ คือปฏิกิริยาต่อต้านวัฒนธรรมกระแสหลัก รวมถึงลัทธิบริโภคนิยม คนกลุ่มนี้โหยหาและแสวงหาบางสิ่งบางอย่างที่ดู ‘จริง’ และ ‘มีความเป็นมนุษย์’ ท่ามกลางกระแสดิจิทัลที่กำลังเบ่งบาน และสิ่งที่ตามมาพร้อมกับฮิปสเตอร์ ก็คือ วิถีชีวิตแบบช้าๆ (Slow Life) ที่มักผูกติดอยู่กับอุปกรณ์เครื่องใช้ในยุคแอนะล็อก เช่น การฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิล การถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์ม การอ่านหนังสือ และการขี่จักรยาน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการกลับมาของฮิปสเตอร์จะถูกมองเป็นเรื่องของแฟชั่นและการค้นหาอัตลักษณ์ มากกว่าจะเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างจริงจัง แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า หนุ่มสาวผู้ชอบแสดงตัวตนผ่านรสนิยมเหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นที่กำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างยิ่ง

ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความเป็นแอนะล็อกกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัล (Digital Fatigue) 

ภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัล คือ อาการอ่อนล้าทั้งทางกายและจิตใจอันเกิดจากการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลต่อเนื่องนานเกินไป ไม่ว่าจะเป็น การติดตามข่าวสารผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ การประชุมออนไลน์เป็นเวลานาน รวมถึงการที่เส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวพร่าเลือนลงเรื่อยๆ เพราะอุปกรณ์สื่อสารระบบดิจิทัลที่พกติดตัว ทำให้ทุกคนมีโอกาสถูกหัวหน้าทวงถามงานได้ทุกที่และทุกเวลา รวมถึงรูปแบบการทำงานที่เรียกว่า Work From Home ทำให้ยากที่จะรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวไว้ได้

ผลการวิจัยแบบติดตามผลระยะยาว ที่จัดทำขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (Covid-19) จนถึงปี 2022 โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Finnish Work Environment Fund ของฟินแลนด์ พบว่า กลุ่มสำรวจที่เป็นพนักงานบริษัท จำนวนถึง 49% ยอมรับว่ารู้สึกอ่อนล้าจากการทำงานที่ต้องใช้อุปกรณ์ดิจิทัลติดต่อกันเป็นเวลานาน และ 39% วิตกว่าภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัลมีผลเสียต่อสุขภาพของตัวเอง

นอกจากนี้ ผลการวิจัยชิ้นดังกล่าวยังชี้ว่า ภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัลส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่สมาธิจดจ่อในการทำงานทำได้ยากขึ้น เมื่อพนักงานต้องเผชิญกับการสลับสับเปลี่ยนหน้าจออย่างรวดเร็ว รวมถึงข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่ตามมาหลังจากการเผชิญกับภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัล คือ ความเครียด ภาวะหมดไฟ (Burn out) และขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ซึ่งกลายเป็นผลเสียระยะยาว ทั้งในระดับตัวบุคคลและองค์กร

จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ผลการวิจัยเหล่านี้ ทำขึ้นในช่วงเวลาที่ครอบคลุมถึงช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนเกือบทั้งโลก ถูกจำกัดการพบปะกันอย่างใกล้ชิด ด้วยมาตรการรักษาระยะห่าง และทำให้อุปกรณ์สื่อสารดิจิทัล ถูกใช้งานเพิ่มมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการทำงานจากบ้าน หรือการพูดคุยสนทนาทางไกล

อาจกล่าวได้ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เราเริ่มมองเห็นแล้วว่า โลกดิจิทัลไม่สามารถทดแทนโลกจริง ที่มนุษย์ได้พบปะกัน ได้พูดคุย ได้สัมผัสจับต้อง ได้มองเห็นประกายในดวงตา ได้ใกล้ชิด หรือกระทั่งได้กลิ่นน้ำหอมของกันและกัน

เมื่อโลกเริ่มอ่อนล้ากับความเป็นดิจิทัล หลายคนเริ่มหันกลับมาสนใจอะไรที่ช้าลง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ หากแต่จับต้องได้ และดีต่อหัวใจมากขึ้น

ภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัลทำให้การกลับมาสนใจความเป็นแอนะล็อก ไม่ได้เป็นแค่การค้นหาอัตลักษณ์ตัวตนของเหล่าฮิปสเตอร์ หรือแค่การโหยหาอดีตอีกแล้ว หากแต่กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก 

หลายคนได้ค้นพบว่า ‘เกรน’ (Grain) ในภาพถ่ายจากกล้องฟิล์ม เสียงครืดคราดระหว่างเล่นแผ่นเสียง รวมถึงรอยยับและกลิ่นน้ำหมึกจากหน้ากระดาษหนังสือ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อบกพร่องที่ต้องกำจัด หากแต่เป็นร่องรอยที่แสดงถึงความมีชีวิต

ทั้งนี้ ข้อมูลการตลาดชี้ว่า ยอดขายแผ่นเสียงไวนิลทั่วโลก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2024 ยอดขายแผ่นเสียงอยู่ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2033 เช่นเดียวกับ ตลาดกล้องฟิล์ม ที่มีมูลค่าถึง 227.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่า จะขยายตัวเป็น 387.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2030

เช่นเดียวกัน หนังสือ ซึ่งเคยถูกคาดการณ์ว่า จะค่อยๆ เสื่อมความนิยม หลังจากการถือกำเนิดขึ้นของหนังสือดิจิทัล หรือ อีบุ๊คส์ (E-books) ในปี 1971 กลับยังมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในสิ่งของที่หลายคนพกติดตัวในกระเป๋า นอกเหนือจากโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าเงิน

จังหวะชีวิตที่รวดเร็วและต่อเนื่องของยุคดิจิทัล ทำให้หลายคนมองว่า ‘อุปกรณ์แอนะล็อก’ เป็นอภิสิทธิ์อันหรูหรา เพราะมันมาพร้อมจังหวะที่ช้าลง มีช่วงให้หยุดพักหายใจ และได้ใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่

ในช่วงเวลานี้เอง ที่คำว่า Digital Detox หรือการล้างพิษของดิจิทัล เริ่มผุดขึ้นมา คำๆ นี้มีความหมายถึงการพาตัวเองออกจากโลกดิจิทัล หรือใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลให้น้อยลง ก้าวเดินออกจากโลกโซเชียลมีเดีย ออกไปเดินเล่นในโลกจริง เข้าไปชมภาพยนตร์ในโรง ชมงานศิลปะในแกลลอรี หรือแม้แต่จิบกาแฟช้าๆ พร้อมกับอ่านหนังสือเล่มโปรด

นักวิชาการด้านประสาทวิทยา กล่าวว่า สมองคนเราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการถาโถมเข้ามาของข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังพบเจอในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ การสลับสับเปลี่ยนข้อมูลอย่างรวดเร็ว เช่น การไถฟีดวีดิโอสั้น หรือการเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มือถือไปอย่างไร้จุดหมาย ล้วนแล้วแต่ทำให้สมองอ่อนล้าลงเรื่อยๆ

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ยอดไลก์ในโซเชียลมีเดีย ทำให้สมองเราหลั่งสารแห่งความสุข หรือ โดพามีน (Dopamine) และแม้ว่าจะทำให้รู้สึกดี แต่ก็ทำให้บางคนเกิดการเสพติดไม่ต่างจากยาเสพติดได้ ซึ่งแตกต่างจากการอ่านหนังสือ วาดรูป เล่นดนตรี หรืองานอดิเรกที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เพราะกิจกรรมเหล่านี้ ทำให้สมองมีการจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน โดยปราศจากการรบกวนของการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์มือถือ และส่งผลดีต่อการทำงานของสมองมากกว่า

ขณะเดียวกัน มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาที่ทำขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ชี้ว่า การสื่อสารผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล ถึงแม้จะช่วยลดความเครียดจากมาตรการรักษาระยะห่างได้ ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถทดแทนการพูดคุยแบบต่อหน้าได้ แม้กระทั่งการโทรผ่านวีดิโอ เช่น Facetime รวมไปถึงการใช้งาน Video Call ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเห็นหน้าตาของคู่สนทนา ก็ยังไม่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการพบเจอตัวกันจริงๆ

งานวิจัยชิ้นดังกล่าวระบุว่า สิ่งที่ขาดหายไปในการสื่อสารผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล คือ การแสดงความรู้สึกบนใบหน้าที่เรียกว่า Microexpressions ซึ่งสมองสามารถรับรู้ได้หากคู่สนทนาอยู่ตรงหน้า และสิ่งเหล่านี้ ช่วยให้การพูดคุยดำเนินไปอย่างไหลลื่น และมีความเข้าใจกันมากขึ้น

การสบตา หรือ Eye Contact เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำได้ผ่านอุปกรณ์สื่อสารดิจิทัล ขณะที่ในการพูดคุยแบบพบหน้า การสบตาจะทำให้คู่สนทนารับรู้ได้ทันทีว่า ผู้ฟังยังสนใจในหัวข้อที่เราพูดหรือไม่

สิ่งสำคัญที่สุด ที่ทำให้มนุษย์ยังต้องการการสื่อสารแบบพบเจอตัวกันจริงๆ คือ การสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการจับมือ หรือการกอด เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และแสดงถึงความรัก ความห่วงใย และความคิดถึงของคนรัก เพื่อนสนิท รวมถึงญาติพี่น้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถทำได้ผ่านการสื่อสารด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล

ข้อเสียจากการพึ่งพาอุปกรณ์ดิจิทัลมากเกินไป กำลังเป็นหัวข้อที่ทั่วโลกเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ ทั้งในระดับองค์กรและบุคคล ดังจะเห็นได้จากการที่หน่วยงานด้านการศึกษาในหลายประเทศ มีนโยบายถอดอุปกรณ์ดิจิทัลออกจากการใช้งานเป็นสื่อการสอน โดยเฉพาะในชั้นเรียนสำหรับเด็กเล็ก รวมถึงการที่พ่อแม่ผู้ปกครอง เริ่มตระหนักถึงการใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมโดยปราศจากอุปกรณ์สื่อสาร และการที่หลายๆ คนใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียน้อยลง

การเกิดใหม่ของแอนะล็อก หรือการกลับมาได้รับความนิยมของอุปกรณ์ก่อนยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ กล้องฟิล์ม แผ่นเสียง รวมไปถึงกิจกรรมที่ทำร่วมกันแบบออฟไลน์ เช่น บอร์ดเกม จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของแฟชั่น หรือการโหยหาอดีตเท่านั้น หากแต่เป็นความพยายามที่จะทำให้ชีวิตที่เคยรวดเร็ว ชาญฉลาด และสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา กลับมาอยู่ในรูปในรอยที่ควรจะเป็นมากขึ้น นั่นคือ ชีวิตที่ช้าลง มีเวลาให้หยุดพักหายใจ และสามารถจับต้องได้มากขึ้น

แต่แน่นอนว่า โลกไม่อาจหมุนย้อนกลับได้ และการเกิดใหม่ของแอนะล็อก ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทิ้งอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหมดไป เพื่อหวนกลับไปใช้อุปกรณ์ในยุคแอนะล็อก เพราะนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากแต่เราควรหาจุดสมดุลระหว่างการใช้งานกับการใช้ชีวิต หรือระหว่างความชาญฉลาดกับความรื่นรมย์ เพื่อที่จะพาเราก้าวไปสู่ยุคที่ชีวิตมีทั้งความสะดวกสบายในแบบดิจิทัล และความผ่อนคลายในแบบแอนะล็อก

อ้างอิง

1 In Praise of the Analog Renaissance : https://medium.com/@matthew_macdonald/in-praise-of-the-analog-renaissance-5c6dc82a7d44

2 What Is Digital Fatigue : https://haiilo.com/blog/digital-fatigue

3 The Neuroscience of Social Media Likes : https://neurosciencewellness.substack.com/p/the-neuroscience-of-social-media

4 The Mental Health Benefits of Disconnecting From Technology : https://www.grandrisingbehavioralhealth.com/blog/the-mental-health-benefits-of-disconnecting-from-technology

5 Why FaceTime Can’t Replace Face to Face Time During Social Distancing : https://theconversation.com/why-facetime-cant-replace-face-to-face-time-during-social-distancing-136206

6 Ness Letters : Analog Renaissance : https://nesslabs.com/newsletter/analog-renaissance

7 In Praise of Imperfection : https://centremag.com/life/in-praise-of-imperfection-the-analog-renaissance/11958/

Tags:

Analog Renaissance

Author:

illustrator

สิทธิพงศ์ อุรุวาทิน

อดีตนักแปล-นักข่าว ปัจจุบันเป็นพ่อค้า พ่อบ้าน และพ่อของลูกชายวัยรุ่น รักหนังสือ ชอบเข้าร้านหนังสือ และชอบซื้อหนังสือมาดองเป็นกองโต

Illustrator:

illustrator

ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

นักวาดภาพที่ใช้ชื่อเล่นว่า ววววิน facebook, ig : wawawawin

Related Posts

  • Character building
    ‘อ่านวนไป ดูวนไป ประโยชน์วนมา’ เพราะสมองต้องการเวลาเก็บรายละเอียด

    เรื่อง พงศ์มนัส บุศยประทีป ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Character building
    สอนลูกให้มองโลกแบบนักวิทยาศาสตร์: เมลวิลล์ ฟายน์แมน พ่อผู้ไร้ปริญญาของนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Adolescent BrainHow to enjoy life
    Climate Anxiety: อากาศว้าวุ่น วัยรุ่นก็วุ่นใจ เมื่อภาวะโลกรวนทำให้เราหวั่นวิตกถึงอนาคตข้างหน้า

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Character building
    Grit ทักษะชีวิตที่จะช่วยให้เด็กอึด ฮึด และไปถึงเป้าหมายในระยะยาว ท่ามกลางดิสรัปชันของ AI

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Adolescent Brain
    งานวิจัยชี้ชัด โยนภาระการคิดไปให้ AI เสี่ยงสมองฝ่อ ทักษะการเรียนรู้ถดถอย

    เรื่อง นำชัย ชีววิวรรธน์ ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel