Skip to content
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Learning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trend
  • Life
    Healing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroom
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
Everyone can be an Educator
5 October 2026

‘ครูโอ๋ – พิมพ์ใจ พันวินิต’ ศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข การศึกษาที่ออกแบบจากหัวใจแม่ แด่…ลูกคนพิเศษ

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • จากแม่ที่มีลูกเป็นดาวน์ซินโดรม สู่บทบาท ‘ครู’ ในการออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
  • เกิดเป็น ‘ศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข’ โดยใช้แนวคิด ‘Family Learning Creator’ ที่เปิดโอกาสให้แต่ละครอบครัวได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยอิงจากบริบทและศักยภาพของตนเอง เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ครอบครัว และชุมชนของเด็ก
  • เป้าหมายสูงสุดของศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข ไม่ใช่แค่การให้ความรู้หรือฝึกทักษะอาชีพ แต่คือการทำให้เด็กๆ เติบโตอย่างมีความหมายและพึ่งพาตัวเองได้

การรับรู้ว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรม ไม่เคยเปลี่ยนความตั้งใจของ ‘แม่โอ๋’ พิมพ์ใจ พันวินิต ที่จะเลี้ยงดูเขาให้เติบโตอย่างมีความสุข แต่นับจากวันที่ส่งลูกเข้าสู่ระบบการศึกษา ความกังวลว่าลูกสาวจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอต้องรับอีกหนึ่งบทบาท นั่นคือ ‘ครู’   

“เราพยายามจะพาน้องไปเรียนทุกที่เลยค่ะ ตั้งแต่ 4 เดือนนะคะ ไปฝึกกระตุ้นพัฒนาการที่โรงพยาบาลศิริราช ไปที่สถาบันราชานุกูล ซึ่งเขาจะเป็นระบบที่เตรียมความพร้อมเพื่อให้น้องสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาในโรงเรียนได้ แล้วหลังจากนั้นก็ส่งน้องเข้าโรงเรียนในโรงเรียนที่มีนโยบายรับเด็กพิเศษเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติ ตั้งแต่เตรียมอนุบาลเลยค่ะ เพราะเราก็เชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาจะช่วยให้น้องพัฒนาการดีขึ้น แล้วอนาคตก็สามารถไปอยู่ร่วมกับสังคม ไปทำงานกับคนอื่นได้” 

แม่โอ๋ เล่าถึงจุดเริ่มต้น ก่อนจะพบว่าการเรียนร่วมกันของเด็กปกติกับเด็กพิเศษยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องที่น่ากังวลอย่างการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน

“น้องเรียนมาจนถึง ป.2 ค่ะ เพราะพอขึ้น ป.1 เริ่มมีวิชาการ น้องเรียนไม่ทันเพื่อน ก็ต้องจ้างครูประกบ ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แล้วเราเริ่มมองเห็นว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์ น้องมีอาการไม่อยากไปโรงเรียน แล้วก็มาเจอเหตุการณ์ที่ว่าน้องไปโรงเรียนโดนเพื่อนขโมยเงิน ปรากฏว่าวันนั้นน้องไม่ได้กินขนม ก็จะเจอปัญหามาเรื่อยๆ”

ด้วยความเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพ และการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพื้นฐานทางด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและเตรียมความพร้อมให้เขาอยู่ในสังคมได้ แม่โอ๋จึงเริ่มมองหารูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์เด็กที่มีความต้องการพิเศษ จนพบว่าในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 12  เปิดโอกาสให้บุคคล องค์กรเอกชน สถานประกอบการ สามารถจัดการการศึกษาได้ เธอจึงตัดสินใจลงมือจัดการเรียนรู้ให้ลูกสาวด้วยตัวเอง 

“เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราหาความรู้ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กพิเศษสามารถเข้าถึงการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะกับตัวเขา และสามารถพัฒนาศักยภาพให้เขาได้เรียนรู้และเติบโตไปตามสิ่งที่เขาชอบเขาถนัด”

แม่โอ๋ ซึ่งก่อนหน้านั้นรวมกลุ่มกับผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษทำโครงการพัฒนาอาชีพอยู่แล้ว ในนามมููลนิธิปัญญาปลูกฟาร์มสุข จังหวัดสมุทรสงคราม โดยได้รับการหนุนเสริมจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคเอกชน เกิดความคิดว่าการส่งเสริมให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีทักษะอาชีพอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะยังไม่สามารถตอบคำถามในใจได้ว่า หากวันหนึ่งวันใดที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่อยู่แล้วเด็กเหล่านี้จะอยู่ได้อย่างไร

“จากการทำงานกับกสศ. เขาไม่ได้มองแค่ปัญหาแวดล้อมที่เราเผชิญ แต่มองไปถึงอนาคตกับความยั่งยืน ซึ่งก็มีพี่เลี้ยงโครงการคอยหนุนเสริมในเรื่องของแนวคิดว่าการที่จะแก้ปัญหามันต้องแก้แบบระยะยาว” 

ในที่สุด เมื่อไม่สามารถพาเด็กๆ เดินต่อในระบบได้ เธอจึงก่อตั้ง ‘ศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข’ ขึ้น เพื่อจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับเงื่อนไขข้อจำกัดของเด็กพิเศษ โดยใช้แนวคิด ‘Family Learning Creator’ ที่เปิดโอกาสให้แต่ละครอบครัวได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยอิงจากบริบทและศักยภาพของตนเอง เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ครอบครัว และชุมชนของเด็ก

การเรียนรู้ที่โอบรับความแตกต่าง เน้นการลงมือทำผ่านกิจวัตรในชีวิตประจำวัน

ถึงวันนี้ 4 ปีแล้วที่แม่โอ๋ของน้องอิ่มบุญ กลายเป็น ‘ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข’ หรือ ‘ครูโอ๋’ ของเด็กๆ ผู้เชื่อว่าเมื่อเด็กได้รับโอกาสที่เท่าเทียมและเหมาะสม เขาย่อมมีพัฒนาการและเติบโตอย่างมีความหมายในสังคม

“เราประชาสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ปกครองว่า เรามีรูปแบบการเรียนแบบนี้นะ น้องสามารถที่จะได้รับวุฒิการศึกษาในอนาคต แล้ววันหนึ่งที่เขามีความพร้อม เขาจะสามารถใช้วุฒิการศึกษานี้สมัครงานได้ เพราะการจ้างงานผู้พิการตามมาตรา 33 แล้วก็ 35 ของ พรบ. ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ น้องต้องมีคุณสมบัติครบถึงจะสมัครงานตรงนี้ได้”

ศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุขออกแบบการเรียนรู้โดยเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเด็ก ครอบครัว และชุมชน เน้นการลงมือปฏิบัติ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มประสบการณ์ ได้แก่ 1.ร่างกายสติปัญญา 2.จิตใจและจิตวิญญาณของการเป็นมนุษย์ 3.การประกอบอาชีพ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มประสบการณ์จะบูรณาการเข้ากับ 8 สาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ

โดยศูนย์การเรียนฯ แบ่งพื้นที่เรียนรู้หลักเป็น 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่เตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพเด็ก เน้นเสริมพัฒนาการด้านการรับรู้, การสื่อสาร, การเคลื่อนไหว, การบูรณาการประสาทสัมผัส และทักษะพื้้นฐานที่่จำเป็นต่อการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน และ พื้นที่เรียนรู้เพื่อการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพ ซึ่งจะเชื่อมโยงวิชาชีวิต วิชาความรู้ และวิชาชีพเข้าด้วยกัน ผ่านการลงมือทำจริงในบริบทของชุมชน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และช่วยให้เด็กได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง 

ครูโอ๋ยกตัวอย่างกิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำดูแลจัดการความสะอาดของร่างกายตัวเอง กินข้าว กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งเป็นการเรียนรู้สำคัญที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการได้ รวมไปถึงกิจกรรมที่ทำงานร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง เช่น ถ้าผู้ปกครองเป็นแม่บ้าน เด็กๆ ก็จะต้องเรียนรู้การทำงานบ้าน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่พาเด็กๆ ไปเรียนรู้กับชุมชน เช่น ไปตลาด ไปวัด เป็นต้น 

“เราให้แนวทางกับผู้ปกครองว่า การที่เราจะจัดเป็นการศึกษาได้นั้นมันต้องเกิดจากการที่เรามีเป้าหมายว่าเขาทำอันนี้แล้วจะพัฒนาอะไร แล้ววัดผลว่า ตามเป้าหมายที่เราอยากให้เขาทำอันนี้ได้ แล้วเขาทำได้ไหม พอเขาทำได้ก็เท่ากับเป็นการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรค่ะ” 

สำหรับการเรียนในรายวิชาตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด เด็กๆ จะได้เรียนผ่าน ‘ห้องเรียนออนไลน์’ ในทุกวันจันทร์ ซึ่งในกรณีของเด็กพิเศษ ครูโอ๋บอกว่าต้องมีการทำแผน IEP (Individual Education Plan) เพื่อปรับให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กพิเศษแต่ละคนด้วย 

“เด็กบางคนอายุเท่ากัน 12 ปี เทียบเท่ากับ ป. 6 แต่เวลาเรียนถ้าเนื้อหาป.6 เขาเข้าไปไม่ถึง เราจะทำ IEP ว่าเขาจะต้องไปเรียนวิชานี้ตามหลักสูตรของชั้น ป.1 หรือ ป.2 หรือ ป.3 ก็แล้วแต่ แต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็คือจะต้องมีการทำ IEP กำกับเป็นรายบุคคลอีกทีนึง”

ส่วนครูผู้สอนของศูนย์การเรียน นอกจากครูโอ๋ ก็จะมีพ่อแม่ของเด็กๆ ที่มีความรู้ในแต่ละด้านมาช่วยกันเติมเต็ม รวมไปถึงครูในชุมชนหรือครูภูมิปัญญาที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้จากสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ซึ่งในการจัดการเรียนรู้ของศูนย์การเรียนไม่ได้มีข้อกำหนดว่าครูผู้สอนจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู แต่สามารถใช้ความรู้และประสบการณ์ของแต่ละคนมาสอนได้

นอกจากนี้ ทางศูนย์การเรียนยังจัดกิจกรรมทัศนศึกษา เพื่อให้เด็กๆ ได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย เช่น การไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เด็ก หรือ สถานี Thai PBS  เพื่อเรียนรู้การผลิตสื่อและสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพในอนาคตด้วย

“กิจกรรมส่วนใหญ่จะเน้นให้เขาต่อยอดไปถึงการใช้ชีวิต หรืออาชีพในอนาคต จะเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะอาชีพไปด้วย เพราะว่าแผนการเรียนของเราเป็นแผนชีวิตและอาชีพ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราสอนการทำเค้กเพื่อให้เขาไปเป็นเชฟในอนาคต แต่เราให้เขาได้ค้นพบความชอบของตัวเองไปเรื่อยๆ 

อย่างอิ่มบุญ(ลูกสาว) เราพัฒนาเขาตั้งแต่ 4 เดือน แต่ว่ามาเริ่มฝึกอาชีพไปกับแม่ ทำขนมไปด้วยกันตอนที่เขาอายุประมาณ 5 ขวบ เริ่มมาช่วยติดสติ๊กเกอร์ ช่วยจัดเรียง ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ เวลาได้ออเดอร์แล้วเราต้องจัดของ มันจะมีเรื่องของคณิตศาสตร์เข้ามาด้วย เขาก็สามารถนับจำนวนตามไปด้วยได้” 

เรียนรู้จากการลงมือทำซ้ำๆ เพิ่มเติมด้วยกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ

ครูโอ๋ยกตัวอย่าง การทำไข่เค็มใบเตย เด็กๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรอย่างใบเตยว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร และการนำมาแปรรูปเป็นไข่เค็มใบเตย มีกรรมวิธีอย่างไร 

“ตอนที่จะลงมือทำก็ต้องมีการชั่งน้ำหนักใบเตยและน้ำตามสัดส่วน ก่อนจะนำไปปั่น พอปั่นออกมาแล้วได้น้ำเท่าไหร่ ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ เขาจะไม่ได้สนใจทั้งหมดนะคะ แต่ว่าเขาได้สนุกกับการขยำ และเราไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วจบ เรายังเอากิจกรรมนั้นมาหมุนเวียนแล้วก็ทำซ้ำ ให้เขาได้เรียนรู้ไปทีละขั้น 

จากนั้นมีการแพ็กใส่กล่องเป็นของขวัญ น้องก็จะได้เรียนรู้เรื่องของการตกแต่งบรรจุภัณฑ์ แล้วก็ทำไปด้วยกันว่าทำยังไงให้ของมันสวยนะ ถ้าบางทีได้ออเดอร์ที่เขาสั่งไปเป็นของขวัญ แม่ก็จะให้เขาเขียนการ์ดแนบไปในนั้นด้วยว่า ไข่เค็มใบเตยนี้เป็นผลิตภัณฑ์จากครอบครัวเด็กพิเศษ คือเขาจะไม่ได้รู้กระบวนการทั้งหมดหรอก แต่ได้ฝึกทำไปเรื่อยๆ ในวันนึงที่เขาโตขึ้น เขาจะได้เอามาใช้เอง” 

ครูโอ๋เสริมอีกว่า “แล้วเวลาเขาขยำ มันได้ขยับพวกกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยค่ะ พอกล้ามเนื้อมัดเล็กเขาแข็งแรง เขาก็จะสามารถเขียนหนังสือได้ แล้วเราก็พาเขาอ่านสูตรการทำด้วย เขาก็จะได้เรื่องทักษะภาษาไทย ทั้งการอ่านการเขียน คณิตศาสตร์การคำนวณ”

นอกจากนี้ สำหรับเด็กที่มีภาวะบกพร่องในการประมวลผลทางประสาทสัมผัส (Sensory Processing Disorder หรือ SPD) ก็จะมีกิจกรรมว่ายน้ำเสริมให้ด้วย  

“ว่ายน้ำจริงๆ มันก็เป็นกิจกรรมบำบัดที่เรียกว่าธาราบำบัดค่ะ สำหรับน้องที่ยังพร่องเรื่อง Sensory เรื่องระบบประสาทสัมผัส …คือคนเราจะมีระบบประสาทสัมผัสทั้งหมด 7 เซนส์ นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) เขาจะวิเคราะห์ว่า เด็กพิเศษคนนึงถ้าเกิดพฤติกรรมอย่างนี้ แปลว่าเขาพร่องเรื่องเซนส์ไหน เราก็จะไปเติมเซนส์นั้นให้เขา พอเขาพอดีแล้วเขาก็จะพร้อมที่จะไปเรียนรู้ในขั้นต่อไป”

สำหรับกิจกรรมว่ายน้ำ ทางศูนย์การเรียนทำร่วมกับ ชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาจังหวัดสมุทรสาคร โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพคนพิการ​ โดยผ่านงบหัวละบาทของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งนอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่อง Sensory แล้ว เด็กๆ ยังได้รับทักษะพื้นฐานในการเอาตัวรอดจากการจมน้ำ รวมถึงเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายด้วย 

“เด็กจะได้เรียนรู้การเอาตัวรอดเมื่อตกน้ำ แล้วถ้าเขาเป็นคนเห็นว่ามีคนตกน้ำ เขาจะต้องเป็นคนช่วยเนี่ยเขาจะช่วยยังไง ก็จะเป็นหลักสูตร ‘ตะโกน โยน ยื่น’ อันนี้เป็นหลักสูตรจากทางตำรวจน้ำ จังหวัดสมุทรสาครนะคะ แล้วก็มีทักษะเบื้องต้นในการที่จะทำให้ตัวลอยน้ำได้ เช่น การเตะขา ตีขา แกว่งแขน หรือการกวักน้ำ”

“นอกจากนี้เราก็มีเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นว่า อยากจะค้นหาว่ามีดาวสักดวงหนึ่งไหมที่เขาสนใจจะเป็นนักกีฬา ก็เลยไปเชิญคุณครูด้านกิจกรรมบำบัดที่สถาบันราชานุกูล ให้ช่วยหาคุณครูว่ายน้ำ ซึ่งก็จะมีคุณครูที่เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ มีคุณครูที่เป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬา แล้วก็คุณครูที่อยู่ในสมาคมกีฬาของคนพิการ ทั้งหมด 5 ท่านรวมตัวกันมาสอนน้องๆ อย่างต่อเนื่อง 10 ครั้งซึ่งพอได้คุณครูที่เข้าใจเด็กพิเศษ จะเห็นว่าเด็กๆ ได้ทักษะว่ายน้ำอย่างถูกต้องเลย”

จากกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายของศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุขแห่งนี้ ครูโอ๋บอกว่าการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจากตัวเด็กๆ นั่นก็คือ ‘ความมั่นใจ’ 

“อย่างน้องอิคคิว ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกบังคับให้ว่ายน้ำแล้วกลัวไปเลย บอกแม่ว่าไม่เรียนว่ายน้ำแล้ว แต่พอคุณครูใช้วิธีแบบไม่บังคับ ไม่ทำไม่เป็นไร พาไปเล่นอย่างอื่น แล้วก็ค่อยๆ เสริมความกล้า ร่วมมือกันกับผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองกลับไปเอาน้ำฝักบัวรดหน้าน้องนะ แล้วให้เขาฝึกกลั้นหายใจ นับ 1-10 ถ้าเขาทำได้ค่อยลองมาเทสกับการจุ่มหน้าในน้ำในสระ ซึ่งพอเขาทำได้มันก็ค่อยๆ เพิ่มความมั่นใจเขาขึ้นมา จนกระทั่งเขาจะดีใจทุกครั้งว่าเขาทำได้แล้ว”

“เด็กทุกคน…ไม่ต้องเด็กพิเศษหรอก พอเขามีความมั่นใจว่า สามารถทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ เราไม่ต้องไปบังคับเขาเลยค่ะ”

ปลดล็อกข้อจำกัด สร้างนิเวศการเรียนรู้โดยยึดผลลัพธ์ที่ตัวเด็ก

หลังจากผ่านประสบการณ์ในการดูแลลูกที่เป็นเด็กพิเศษ และได้จัดการเรียนรู้ในรูปแบบศูนย์การเรียนด้วยตัวเอง ครูโอ๋มองว่าข้อจำกัดของการศึกษาในระบบปัจจุบันคือ กรอบเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ไม่ยืดหยุ่น

“มันเหมาะกับเด็กที่อยู่ในพื้นฐานระดับเดียวกัน แต่พอเรามามองในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนไม่ได้เหมือนกัน มีความชอบมีความแตกต่าง ถ้าเราสามารถจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นได้โดยยึดที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ จะทำให้เขาพัฒนาไปตามความสนใจตามความถนัดของตัวเอง ซึ่งจะสามารถพัฒนาได้ดีมากกว่าการมีกรอบ ที่เหมือนให้ทุกคนใส่เสื้อแบบเดียวกัน”

ในมุมมองของครูโอ๋ การศึกษาที่ยืดหยุ่น ก็เหมือนกับเสื้อผ้าที่ออกแบบตามรูปทรงของแต่ละคน “คนนี้เหมาะกับรูปทรงแบบนี้ เขาก็จะใส่ออกมาแล้วสวยมากกว่า”

ที่สำคัญคือ การจัดการศึกษา ต้องเป็นความร่วมมือระหว่างคนทุกคนที่เกี่ยวข้อง “…ไม่ใช่แค่ว่าผู้ปกครอง แล้วก็คุณครูในโรงเรียน เพราะคุณครูบางคนจากที่มีการพูดคุย คุณครูทำไม่ได้ เพราะระบบของโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ ไม่อนุญาตให้คุณครูทำ”

นอกจากนี้อีกปัญหาหนึ่งก็คือ การไม่เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผลกระทบตกอยู่กับเด็ก 

“เด็กพิเศษโดยส่วนใหญ่ก่อนจะเข้าโรงเรียนจะถูกส่งไปที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าสู่ระบบโรงเรียน แต่พอจะส่งต่อ…ไม่มีโรงเรียนไหนรับ เด็กก็อยู่ที่นี่ไปจนอายุ 18 ก็ไม่ได้วุฒิการศึกษา”

“ถ้าศูนย์การศึกษาพิเศษสามารถเชื่อมกับครูที่โรงเรียน แล้วในเมื่อเขาดูแลเด็กคนนี้อยู่แล้ว ก็จัดเป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นเหมือนศูนย์การเรียนอย่างนี้ ให้เด็กเขาได้วุฒิการศึกษาไปด้วย มันก็จะตอบโจทย์ว่าเด็กเขาได้รับการพัฒนาไปด้วย โดยครูไม่ต้องทำหน้าที่เหนื่อยคนเดียว คือครูในโรงเรียนก็ทำด้วย ครูการศึกษาพิเศษก็ทำด้วย ผู้ปกครองก็ทำด้วย 

ถ้าทุกระบบในนิเวศของการเรียนรู้ของเด็กหนึ่งคนทำงานร่วมกัน จะทำให้ไม่มีช่องว่างทางการศึกษา ตอนนี้ช่องว่างมันมี เพราะว่าทุกระบบมันเดิน แต่ทุกระบบไม่เชื่อมกัน” 

ครูโอ๋ บอกว่า ถึงแม้ศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุขพยายามจะเป็นตัวเชื่อม แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เพราะครูที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครอง ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่ใช้ความรู้และประสบการณ์ในด้านที่ตัวเองถนัดมาถ่ายทอดให้เด็ก ซึ่งในบางกรณีอาจมีกฎเกณฑ์ว่าต้องมีวุฒิครูจึงจะทำได้ 

รักลูกให้ถูกทาง เตรียมเขาเข้าสู่สังคมและใช้ชีวิตด้วยตัวเอง 

แม้ว่าพ่อแม่ทุกคนจะตระหนักดีว่า การเรียนรู้และอยู่ร่วมในสังคมจะช่วยให้ลูกๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่สำหรับเด็กพิเศษแล้ว หลายคนอาจมีความกังวลว่า หากให้ลูกออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองอาจจะไม่ปลอดภัย จึงพยายามให้ลูกอยู่ในบ้านกับคนที่คุ้นเคยมากกว่า เรื่องนี้ครูโอ๋ฝากความห่วงใยถึงผู้ปกครองของเด็กพิเศษว่า

“พ่อแม่ทุกคนรักลูกอยู่แล้ว แล้วก็อยากจะให้ลูกอยู่ในที่ที่ปลอดภัยและมีความสุขที่สุด แต่ว่าเราต้องมองให้รอบด้าน ว่าการตัดสินใจเลือกทางที่ให้เขาอยู่แต่บ้านแล้วเขาไม่มีภูมิคุ้มกันอะไรเลย มันเป็นการรักลูกที่ถูกทางหรือเปล่า 

ถ้าเราจะเตรียมความพร้อมให้เขาสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ ครูมองว่าก็น่าจะต้องเตรียมพร้อมในส่วนที่เขาจะต้องดูแลรับผิดชอบตัวเอง ไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น แล้วก็เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น 

เราอยากให้สังคมยอมรับ เราก็ต้องเรียนรู้กฎกติกาในการอยู่ร่วมกับสังคมด้วยค่ะ ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะพาเขามารู้จักสังคมรอบนอก แล้วก็เตรียมความพร้อมให้เขา ว่าในวันหนึ่งที่เราไม่อยู่…เขาจะอยู่ยังไง”

ครูโอ๋บอกว่า สิ่งสำคัญคือให้เขาเรียนรู้ว่า โลกนี้มีคนมากมายหลายประเภททั้งดีและไม่ดี เขาต้องรู้ว่าถ้าเจอกับคนแบบนี้ควรวางตัวหรือระวังตัวอย่างไร 

“หรือการสอนให้เขาเป็นคนดี เป็นคนซื่อสัตย์ไม่โกหก เรื่องคุณธรรมจริยธรรมก็ต้องปลูกฝังไว้ทั้งหมดเลย ซึ่งถ้าเราปลูกฝังเขาไว้ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเขาอยู่ร่วมได้โดยไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะหลายๆ คนก็มีศักยภาพของตนเอง”

ดังนั้น เป้าหมายสูงสุดของศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข จึงไม่ใช่แค่การให้ความรู้หรือฝึกทักษะอาชีพ แต่คือการทำให้เด็กๆ เติบโตอย่างมีความหมายและพึ่งพาตัวเองได้

“แต่การที่เด็กจะมีศักยภาพก็ต้องเกิดจากพ่อแม่ส่งเสริม แล้วเราก็ต้องค้นหาจริงๆ ค่ะว่าเขาชอบหรือถนัดอะไร บางคนอาจจะชอบการร้องเพลง การเล่นดนตรี ชอบทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน ชอบที่จะเป็นคนช่วยเหลือ อาจจะไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่เลย ทำสิ่งเล็กๆ ที่คอยเป็นผู้ช่วยเหลือ คอยยื่นมือช่วยคนอื่น เขาก็สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขค่ะ” 

สุดท้าย ครูโอ๋สื่อสารไปถึงหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาว่า ให้คำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับเด็กเป็นอันดับแรก

“ประเด็นเรื่องการจัดการศึกษา ก็ต้องบอกว่าทุกคนอยากให้เด็กเข้าถึงการศึกษา แต่ว่ามันติดกฎระเบียบหลักเกณฑ์หลายอย่าง ทีนี้ถ้าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นความสำคัญ ก็ควรระดมสรรพกำลังเพื่อที่จะแก้จุดที่มันยังติดขัดอยู่ ให้มันเป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นจริงๆ สำหรับเด็กทุกคน” บนพื้นฐานที่ว่า เด็กทุกคนล้วนแตกต่างและมีคุณค่า พวกเขาต้องได้รับโอกาสในการเติบโตตามเงื่อนไขและศักยภาพของตนเอง 

Tags:

เด็กพิเศษการจัดการศึกษาการศึกษาที่ยืดหยุ่นศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุขครูโอ๋ - พิมพ์ใจ พันวินิต

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

มนุษย์อินโทรเวิร์ตระดับอัลตร้า เป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ชีวิตแต่ละวันขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน ปัจจุบันมีเป้าหมายระยะสั้นว่าจะเคลียร์กองดองหนังสือที่กองเป็นพะเนินให้หมดในปีนี้

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • KhobfaKwangClassroom
    Creative learning
    ‘ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง’ พื้นที่แห่งความรักที่โอบรับทุกความแตกต่าง การเรียนรู้เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของเด็กพิเศษ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • flexible learning-1
    Social Issues
    ‘ห้องเรียนระบบสอง’ การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตจริง:  นวัตกรรมการศึกษาแก้ปัญหาเด็ก Drop Out โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • unique-teacher-outside-the-box-nologo
    Unique Teacher
    โรงเรียน 4 ตารางวา แต่ขนาดหัวใจของครูใหญ่กว่า: ‘ครูติ๊ก- ชัชวาลย์ บุตรทอง’ พาเด็ก Drop Out กลับสู่โลกการเรียนรู้ที่ไม่ลิดรอนความฝัน

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • non-cover (1)
    Voice of New GenSocial Issues
    การศึกษานอกกรอบที่ตอบโจทย์ชีวิต เสียงสะท้อนจากเด็กนอกระบบ ‘นนท์’ – นนทวัฒน์ โตมา 

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Space
    ‘ขี่ม้า’ มากกว่ากีฬาคือการพาเด็กๆ ก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง

    เรื่อง ปริสุทธิ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel