Skip to content
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
  • Creative Learning
    Life Long LearningEveryone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
Everyone Can Be Educator
4 June 2026

‘ครูนัท-ชนะ เสวิกุล’ นักแต่งเพลงที่อาสามาเป็นครูผู้ปลูกดอกไม้ในหัวใจเด็ก(พิเศษ)

เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • จากนักแต่งเพลงผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังมากมาย สู่บทบาทใหม่ที่เขาทุ่มเทสุดหัวใจในฐานะ ‘ครูจิตอาสา’ ของเด็กพิเศษและเด็กด้อยโอกาส ‘ครูนัท’ ใช้ดนตรีและศิลปะเป็นเครื่องมือให้เด็กๆ ตระหนักรู้ในคุณค่าและสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้
  • หัวใจของการจัดการเรียนรู้ให้เด็กพิเศษ สำหรับครูนัทคือการลบคำว่า ‘พิเศษ’ ที่ตีตราเด็กออกไป แล้วสังเกตเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อออกแบบการสอนที่ช่วยให้เขาค้นพบศักยภาพของตัวเอง
  • “ผมเชื่อในเรื่องความเป็นปัจเจกบุคคลว่า เด็กแต่ละคนมีช่องทางและวิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน …เด็กแต่ละคนเป็นเหมือนครูของผม พวกเขาทำให้ผมต้องปรับตัวและตื่นตัวในการสอนอยู่ตลอดเวลา”

“ถามว่าผมได้อะไรจากการทำอย่างนี้?

ผมไม่ได้เป็นตัวเงินหรือวัตถุ ไม่ได้ชื่อเสียงอะไร ส่วนใหญ่กลับต้องเสียไปด้วยซ้ำ แต่ผม ‘ได้’ อย่างที่ผู้มีจิตอาสาหลายต่อหลายท่านซึ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจทำเรื่องราวเพื่อเด็กๆ ทั้งที่ทำมาก่อนผมและกำลังทำอยู่ในหลายๆ สถานที่…จะพึงได้ คือ ‘ได้’ ความสุขใจ ‘ได้’ ความรู้สึกว่า ชีวิตมีคุณค่าและมีจุดหมาย” ครูนัท-ชนะ เสวิกุล ตอบคำถามผมด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข 

สำหรับคนทั่วไป ‘ชนะ เสวิกุล’ คือนักแต่งเพลงชื่อดัง ผู้อยู่เบื้องหลังบทเพลงที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน อาทิ คือหัตถาครองพิภพ, รักเราไม่เก่าเลย, ขอแค่ได้รู้, ดอกไม้ในหัวใจ, L.O.V.E., ไม่ยอมหมดหวัง, ไว้ใจ๋ได้กา และ ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ แต่อีกมุมหนึ่ง เขาคือ ‘ครูจิตอาสา’ ผู้ออกเดินทางไปมอบความรู้และทักษะชีวิตแก่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กด้อยโอกาส ตามคำเชิญของโรงพยาบาล มูลนิธิ หน่วยงานต่างๆ รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จนได้ฉายาว่า ‘ครูติดล้อ’ ของเด็กๆ 

ด้วยความชื่นชมปนสงสัยว่าอะไรทำให้นักแต่งเพลงท่านนี้ตัดสินใจผันตัวมาเป็นนักจัดการเรียนรู้ ผมจึงเดินทางมายัง ‘บ้านเรียนสิรวี’ พื้นที่แห่งความเข้าใจที่ใช้ศิลปะและดนตรีเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นพัฒนาการและดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นของเด็กๆ เพื่อพูดคุยกับ ‘ครูนัท’ ชนะ เสวิกุล ถึงแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เขาทุ่มเทความรู้ความสามารถไปกับภารกิจนี้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอะไรมากไปกว่า การทำให้ลูกศิษย์สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติ มีความตระหนักรู้ในคุณค่าและพึ่งพาตัวเองได้

จากคุณพ่อที่เลี้ยงลูกด้วยเพลง สู่ครูผู้หลงรักความพิเศษของเด็ก

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2544 หนุ่มนักแต่งเพลงจากแกรมมี่ได้รับข่าวดีว่าเขากำลังจะเป็นพ่อคน ด้วยความดีใจเขาจึงชวนภรรยาร้องเพลงให้ลูกในท้องฟัง โดยหวังเพียงให้ภรรยาได้ผ่อนคลาย ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมากกว่านั้น เพราะนอกจากเสียงเพลงจะสร้างความผูกพันในครอบครัวแล้ว มันยังกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ภาษา และประสาทสัมผัสให้กับลูกสาวของเขาหลังจากลืมตาดูโลกอีกด้วย

“หลังจากลูกสาวเกิดได้สองปี ผมเผอิญได้เจอน้องๆ ที่ทำนิตยสารครอบครัวอย่าง Real Parenting และรักลูก ชวนให้ผมมาเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเด็ก ทีนี้ทางนิตยสารมักจะมีงานอีเวนต์ปีละสองสามครั้ง ผมก็เลยเสนอว่า “เอางี้ไหม ตอนภรรยาผมท้อง ผมสอนภรรยาร้องเพลงเพราะกลัวเขาร้องเพี้ยน” เราเลยร่วมกันทำโครงการแม่ท้องร้องเพลงขึ้นมา ปรากฏว่ากลายเป็นที่นิยม มีนิตยสารอีกหลายเล่มติดต่อเข้ามา แม้กระทั่งโรงพยาบาลที่ระยองเองก็ติดต่อให้ผมไปช่วยทำ จนต่อมาขยายผลได้เขียนหนังสือเป็นเล่มชื่อ ‘เลี้ยงลูกด้วยเพลง’ 

ต่อมาในปี 2553 ตอนที่ลูกสาวอายุประมาณ 9 ขวบ ผมกับภรรยาคิดกันว่าอยากทำเนอสเซอรี ก็ไปศึกษาหาข้อมูลว่าต้องทำยังไง จนได้บ้านเช่าของเพื่อนแถวพระราม9 มาทำ ‘สิรวีเนอสเซอรี่’ ซึ่ง สิรวี คือชื่อลูกสาวผมเอง พอหน่วยงานราชการมาตรวจเพื่อออกใบอนุญาตจดทะเบียน เขาก็บอกว่าพื้นที่ตรงนี้สามารถรองรับเด็กได้ 25 คน แต่ผมกับภรรยาตัดสินใจว่าจะรับแค่ 7 คนเท่านั้น เพราะเราอยากดูแลเด็กๆ ทุกคนให้เหมือนกับที่เราตั้งใจเลี้ยงลูกของเรามา เรื่องรายได้อาจจะไม่เยอะก็ไม่เป็นไร เพราะตั้งใจทำเป็นธุรกิจเสริมเฉยๆ”

หลังจากนั้นไม่นาน ครูนัทก็ได้พบกับจุดเปลี่ยนสำคัญ 3 เหตุการณ์ที่ผลักดันให้เขาตัดสินใจทุ่มเทความรู้และความสามารถทั้งหมด ก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็น ‘ครูจิตอาสา’ อย่างเต็มตัว โดยจุดเปลี่ยนแรกคือการได้พบกับ ‘น้องหยางซาน’ ลูกศิษย์ดาวน์ซินโดรมคนแรก…ผู้เปิดประตูบานใหญ่ให้เขาได้รู้จักกับโลกใบใหม่  

“หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 มีโทรศัพท์จากคุณแม่ท่านหนึ่งติดต่อมาถามว่า “หลานเป็นดาวน์ซินโดรม ครูนัทรับสอนไหม?” ตอนนั้นยอมรับเลยว่าผมมีความรู้เกี่ยวกับเด็กพิเศษน้อยมาก คำว่า เด็กพิเศษ ออทิสซึม หรือดาวน์ซินโดรม เราเคยได้ยินผ่านๆ แต่ไม่เคยรู้ในรายละเอียดลึกๆ เลย แต่ผมก็ตอบตกลงไป และนั่นทำให้ผมได้เริ่มต้นสอนลูกศิษย์ที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมคนแรกชื่อ ‘หยางซาน’ ซึ่งตอนนี้เขาโตเป็นหนุ่มบาริสตาอยู่ที่เกาะพะงันแล้ว 

หยางซานมีส่วนสำคัญในชีวิตผมมาก เขาทำให้ผมตระหนักว่าเด็กพิเศษมีอะไรมากกว่าที่เราเคยเห็นหรือเคยเข้าใจ ผมรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กน่ารัก บางทีผมสอนเด็กๆ ที่เนอสเซอรี่มาเหนื่อยๆ แล้วขึ้นไปสอนเขาคนเดียวต่อ เขาก็จะเดินมากอดคอแล้วบอกว่า “ครูนัทเหนื่อย ครูนัทไม่สบาย” เขาละเอียดอ่อนมากจนผมหลงรักเลย แล้วยิ่งคลุกคลีก็ยิ่งรู้สึกว่าเวลาสอนอะไรบางอย่างเขาจะเข้าใจเร็วมาก โดยเฉพาะดนตรีที่ผมสอน พอผมกดเปียโนให้ฟัง…หูของเขาสามารถแยกแยะระดับเสียงได้ดี ผมจึงเริ่มรับรู้ว่าเขามีศักยภาพที่ซ่อนอยู่มากกว่าที่คนทั่วไปคิด ผมก็สอนเขาด้วยความรู้สึกว่าอยากสอนไปเรื่อยๆ …อยากสอนจนรู้สึกถอนตัวไม่ขึ้น”

ในเวลาไล่เลี่ยกัน โทรศัพท์จากโรงพยาบาลเลิดสินก็ดังขึ้น พร้อมเสียงปลายสายที่เชิญชวนให้ครูนัทเดินทางไปสอนเด็กๆ ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ซึ่งจุดเปลี่ยนนี้ได้มอบบทเรียนชีวิตที่เคล้าไปด้วยหยดน้ำตาแก่คุณพ่อนักแต่งเพลง

“โรงพยาบาลเลิดสินจะมีศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งกลุ่มที่ผมไปดูแลจะเป็นเด็กกลุ่มมะเร็งระยะสุดท้าย ผมยินดีไปช่วยโดยไม่คิดค่าตอบแทน พอไปถึงผมเลือกใช้ศิลปะ เพราะถ้าใช้ดนตรี เสียงอาจไปรบกวนผู้ป่วยคนอื่น ลูกศิษย์ที่นั่นทุกคนผ่านการทำคีโมมาหมด หัวล้าน ตัวผอมๆ แต่ละคนก็จะอยู่ติดเตียง ผมก็ชวนเขาวาดรูป เอาสีน้ำไปให้วาด มีแรงวาดบ้างไม่มีแรงบ้าง มันเป็นช่วงที่สะเทือนใจผมอย่างมาก ตรงที่ว่าผมไปที่นั่นทุกเดือนติดต่อกันประมาณ 6 เดือน ไปทีหนึ่งเราก็จะไม่เจอลูกศิษย์บางคนแล้ว ไปอีกทีคนนั้นก็จากไปอีก… 

จำได้ว่ามีลูกศิษย์ช่างพูดคนหนึ่งชื่อปุ๊กกี้ วันนั้นน้องเพิ่งทำคีโมเสร็จต้องทานยาน้ำสีแดงๆ น้องหันมาถามผมว่า “ครูนัทหนูไม่ไหวแล้ว ครูนัทกินน้ำแดงไหม?” ทีนี้ปกติทางโรงพยาบาลเขาก็จะมีการ์ดทำมือสำหรับขอบคุณผู้มาเยี่ยม ปุ๊กกี้ก็บอกว่า “หนูมีการ์ดให้ครูนะ แต่หนูเขียนไม่ไหว หนูเพิ่งคีโมมา” ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวคราวหน้าครูมาเธอค่อยเขียนให้ครูก็ได้ แต่น้องตอบกลับมาว่า “ได้…ถ้าคราวหน้าหนูยังอยู่นะครู”

วันนั้นตอนกลับบ้าน พอขึ้นรถผมหยิบการ์ดใบนั้นขึ้นมาดู แล้วประโยคที่ว่า “คราวหน้าไม่ได้เจอ” มันกระแทกใจข้างในอย่างแรงจนน้ำตาร่วงเลย…วินาทีนั้นผมรู้ทันทีว่า ผมต้องทำสิ่งนี้เพื่อเด็กๆ ต่อไป 

ตั้งแต่นั้นมาผมเลยโพสต์อาสาว่า ถ้าที่ไหนอยากให้ผมไปช่วยทำกิจกรรมให้บอกมาได้เลย ก็เริ่มมีผู้ปกครอง และสถานสงเคราะห์ต่างๆ ติดต่อเข้ามา ผมก็ตระเวนผลัดเปลี่ยนไปตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่มีรถเดินทาง ผมจะขับรถไปหาเด็กๆ ถึงที่เอง เพราะผมเชื่อว่าการเจอเด็กในพื้นที่ของเขาเองจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยมากกว่า 

ตอนนั้นแหละที่คนเริ่มเรียกผมว่า ‘ครูติดล้อ’ เป็นช่วงเวลาที่ใจของผมมันดิ่งลึกเข้าไปในงานจิตอาสาแล้วโดยที่ยังไม่ได้ใช้คำว่า ‘จิตอาสา’ นะ

ผมแค่รู้สึกว่าคุณบอกมาผมไปให้ เงินไม่เอา เพราะผมทำงานกับแกรมมี่ มีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพลง และรายได้จากเนอสเซอรี่ที่พอจะเลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรผมไปให้หมด ซึ่งเวลาออกเดินทางไปสอนหรือประเมินเด็กตามต่างจังหวัด ภรรยาก็อยู่ดูแลเด็กที่เนอสเซอรี่ และพอได้ทำงานร่วมกับเด็กๆ มากขึ้น ประสบการณ์และข้อมูลต่างๆ ก็สั่งสมมากขึ้นตามไปด้วย”

ครูผู้ใช้ความเป็น ‘ออทิสซึม’ โอบอุ้มหัวใจเด็กและผู้ปกครอง

หลังจากก้าวสู่บทบาทครูจิตอาสาเต็มตัว จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อครูนัทได้มีโอกาสทำงานร่วมกับมูลนิธิเดอะเรนโบว์รูม  ซึ่งทำให้เขาพบว่าตัวเองก็มีภาวะ ‘ออทิสซึม’ เช่นกัน

“ครั้งหนึ่งมีแบบประเมินว่าลูกของคุณมีภาวะออทิสซึมไหม? ผมเลยลองนั่งทำของตัวเองดู พอทำเสร็จปรากฏว่าของผมถูกทุกข้อเลยครับ มันทำให้ผมเข้าใจเรื่องราวในอดีตทันทีว่า ตอนเด็กๆ ทำไมผมถึงชอบนั่งมองพัดลมหมุน นั่งมองตู้ปลาได้ทั้งวัน บางทีผมพูดคนเดียว ไม่ยุ่งกับใคร วันไหนกลับจากโรงเรียน…แค่เปิดประตูห้องผมก็รู้ทันทีว่ามีคนเข้ามาในห้อง เพราะโมเดลรถสะสมของผมมันขยับเปลี่ยนตำแหน่งไปนิดนึง หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้ เวลาตากผ้าก็ต้องตากให้เท่ากัน ล้างจานก็ต้องคว่ำเรียงตามลำดับให้เป็นระเบียบ จะขยับเขยื้อนนิดเดียวก็ไม่ได้ ผมเลยอ๋อ! ตอนเด็กๆ ที่เพื่อนมองว่าเราประหลาดเนี่ย เราเป็นออทิสซึมนี่เอง 

ผมรู้สึกดีใจนะ ไม่ได้เสียใจเลย “เฮ้ย! เราเป็นออทิสซึมนี่นา” เขาเรียกว่า High-Functioning Autism (กลุ่มออทิสติกที่มีความสามารถสูง) ผมจึงตัดสินใจในวันนั้นว่า ในเมื่อเราอยู่ตรงจุดนี้และเป็นที่รู้จัก ผมก็ควรประกาศให้ทุกคนรู้ จุดประสงค์คือในฐานะที่คนอื่นยอมรับว่าผมเป็นนักแต่งเพลง เป็นนักบินส่วนบุคคล และไปทำอะไรมาหลายอย่างเนี่ย ถ้าเขาเชื่อว่าผมเป็นออทิสซึมจริงๆ พ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษจะได้มี ‘ความหวัง’ ว่าลูกของเขาก็สามารถพัฒนาได้เหมือนกัน 

หรือในทางกลับกัน ถ้ามีคนไม่เชื่อ มองว่าผลทดสอบเบื้องต้นอาจเกิดความคลาดเคลื่อน อย่างน้อยมันก็ช่วยพิสูจน์ให้พ่อแม่ที่กำลังกังวลกับผลทดสอบเบื้องต้นของลูกได้คลายใจลงว่า มันยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะพิสูจน์ว่าลูกเราเป็นหรือไม่เป็น ผมประเมินดูแล้วว่าการประกาศตัวมันส่งผลดีทั้งสองทาง ก็ประกาศออกไปโดยไม่มีความอายเลย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกดีด้วยซ้ำ และจุดนี้เองทำให้ผมได้รับการติดต่อให้ไปร่วมแชร์ประสบการณ์ให้ผู้ปกครองฟังตามสถานที่ต่างๆ มีคนมาปรึกษาหารือมากขึ้น ตอนนั้นคือช่วงปี 2556 ที่ทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่าผมทำงานจิตอาสาเต็มตัว”

หลังจากอุทิศตนทำงานเป็นครูจิตอาสาเต็มตัวได้ไม่กี่ปี ครูนัทก็ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิต เมื่อเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดและรักษาตัวที่โรงพยาบาล ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ถาโถมเข้ามา ส่งผลให้ ‘สิรวีเนอสเซอรี่’ ย่านพระราม 9 ต้องปิดตัวลงไป 

ทว่าเมื่อมรสุมผ่านพ้น ความมุ่งมั่นของเขาก็พัดพาสิ่งดีๆ กลับมาอีกครั้ง เมื่อครูนัทบังเอิญได้พบกับคุณหมอใจดีท่านหนึ่งที่เอื้อเฟื้อสถานที่ย่านประชาชื่น-แจ้งวัฒนะ ให้เขาได้ชุบชีวิตความฝันและก่อตั้ง ‘บ้านเรียนสิรวี’ ขึ้นมาใหม่ เพื่อเปิดประตูต้อนรับเด็กๆ เข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยที่อบอวลไปด้วยความเข้าใจ และพร้อมชุบชูให้หัวใจทุกดวงได้เติบโตและงดงามในแบบของตัวเอง 

“ตั้งแต่นั้นเลยได้เริ่มต้นทำบ้านเรียนสิรวี เก็บตังค์สร้างไปเรื่อยๆ จัดเวิร์กชอปสอนแต่งเพลง พอได้เงินก็เอามาติดแอร์ ติดผ้าม่าน ส่วนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่รู้ข่าวก็ส่งบานประตูหรือสิ่งของต่างๆ มาสนับสนุน จนในที่สุดก็เสร็จเป็นรูปเป็นร่าง และเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2564 ผมบริหารจัดการในรูปแบบ ‘รับมา-ให้ไป’ ซึ่งแม้ว่าส่วนมากจะไม่ได้รับมา แต่เราก็ยังยินดีและเต็มใจที่จะให้ไปอยู่ดี”

ไม่มีหลักสูตรสำเร็จรูป สังเกตเด็กและออกแบบการเรียนรู้รายบุคคล

หลายคนคงเคยได้ยินคำคมสุดคลาสสิกของ วิลเลียม อาร์เธอร์ วอร์ด (William Arthur Ward) ยอดนักเขียนและนักสร้างแรงบันดาลใจชาวอเมริกันที่ว่า “ครูธรรมดาบอก ครูที่ดีอธิบาย ครูที่เก่งสาธิตให้ดู แต่ครูที่ยิ่งใหญ่คือผู้สร้างแรงบันดาลใจ” 

ประโยคนี้ทำให้ผมนึกถึงวิธีคิดและแก่นสำคัญที่ครูนัทนำมาใช้ออกแบบการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล เพราะเขาเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่าเด็กแต่ละคนมีความชอบและความถนัดที่ต่างกัน ดังนั้นวิธีการเรียนรู้สำเร็จรูปเพียงรูปแบบเดียว จึงไม่มีทางเหมาะสมกับเด็กทุกคน

“การสอนของผมในแต่ละคลาสจะเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว คือโฟกัสเด็กเป็นรายบุคคล ลูกศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดคือตั้งแต่ 2-3 ขวบ ส่วนโตที่สุดก็อายุ 20 กว่าปีแล้ว แต่ละคลาสจะเป็นเหมือนเวิร์กชอปใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 

ผมเชื่อในเรื่องความเป็นปัจเจกบุคคลว่า เด็กแต่ละคนมีช่องทางและวิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน ผมจึงไม่ได้มี Syllabus (โครงสร้างหลักสูตร) ตายตัวว่าต้องเรียนกี่ครั้ง หรือต้องก้าวจากหนึ่งไปสอง จากสองไปสาม แต่จะเน้นพัฒนาเขาไปเรื่อยๆ มันเหมือนหมอให้ยา ยาตัวนี้อาจจะเคยใช้ได้ผลดีกับเด็กคนนี้ แต่ถ้าเอาไปใช้กับอีกคน มันอาจจะเกิดภาวะข้างเคียงขึ้นมาก็ได้ ทุกอย่างจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป

ในการสอนและฝึกฝนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ผมทำคือ ‘การเฝ้าสังเกต’ พฤติกรรมและอาการต่างๆ ของเขาในแต่ละครั้งที่ได้พบกัน ผมจะประเมินสิ่งที่เขาเป็นอยู่ สิ่งที่เขาแสดงออก สิ่งที่อาจจะเป็นสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้น สิ่งที่อาจจะทำให้เขาผ่อนคลายลง อาการไหนหายไปบ้าง หรือมีพฤติกรรมอะไรใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา เพื่อรวบรวมใช้เป็นฐานข้อมูลในการค่อยๆ ปรับกระบวนการฝึกฝนและพัฒนาเขาในครั้งต่อๆ ไป

สำหรับผม การสอนไม่ได้หมายถึงการทำให้เด็กต้องรู้อย่างที่คนอื่นรู้เสมอไป แต่ทำให้เขาได้รู้ในสิ่งที่เขาควรรู้จริงๆ ในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาจริงๆ ดังนั้นหน้าที่ของการสอนคือการหาวิธีนำเอาธรรมชาติและศักยภาพในตัวเขาออกมา 

ส่วนการสอบก็ไม่ได้หมายถึงการทำให้เด็กรู้ว่าเขาเด่นหรือด้อยกว่าใคร แต่ทำให้เขารู้ว่าเขาถนัดอย่างไร มีทักษะที่ดีทางไหน และที่สำคัญที่สุด…การสอบคือการตรวจสอบว่าครูสามารถนำเอาธรรมชาติและศักยภาพของเขาออกมาได้แล้วแค่ไหน เพราะถ้าเขารู้ เขาเข้าใจ แสดงว่าวิธีนี้ใช้ได้”

ลบคำว่า ‘พิเศษ’ ออกจากห้องเรียน ดึงศักยภาพเด็กด้วยดนตรีและศิลปะ

ในการสอน ครูนัทจะมองลูกศิษย์ทุกคนเป็นเด็กคนหนึ่งเหมือนกันเสมอ โดยไม่แปะป้ายตีตราว่าใครพิเศษหรือแตกต่างจากคนอื่น และแม้ว่าเขาจะไม่ได้จบการศึกษาด้านปฐมวัยหรือจิตวิทยาเด็ก แต่ด้วยหัวใจที่อยากเห็นเด็กๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เขาจึงหยิบจุดแข็งอย่างดนตรีและศิลปะ มาดีไซน์เป็นห้องเรียนทางเลือกที่ไร้ขีดจำกัด โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง (Self Awareness) เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข 

“ผมจะไม่มานั่งคิดว่าน้องคนนี้เป็นออทิสซึมหรือเปล่า ผมจะคิดว่าน้องคือเด็กคนหนึ่ง เวลาเรียนเราจะให้เขาเรียนแบบเด็กปกติ ถ้าเขาทำได้…มันจะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้เขา แต่ถ้าจุดไหนเขาทำไม่ได้…เราค่อยถอยหลังกลับมาหาวิธีการใหม่ 

วิธีการของผมจะใช้ศิลปะกับดนตรีเข้ามาช่วยในเรื่องการฝึกสมาธิ การจัดลำดับความคิด พฤติกรรม และทักษะทางกายภาพ ส่วนทักษะความรู้ทางศิลปะหรือดนตรีถือเป็นผลพลอยได้ 

บางคนชอบถามผมว่าศิลปะกับดนตรีมันดีที่สุดเหรอ? ผมตอบเลยว่า มันดีเท่าที่มันจะช่วยได้นั่นแหละครับ เพียงแต่สองสิ่งนี้คือสิ่งที่ผมรู้ สมมติถ้าผมเตะฟุตบอลเป็น แล้วการเตะบอลมันช่วยพัฒนาเด็กได้ ผมก็คงเลือกสอนเด็กเตะบอลเหมือนกัน คืออะไรก็ตามที่สามารถช่วยเด็กได้ ผมพร้อมจะประยุกต์ใช้ทั้งหมด   

มีครั้งหนึ่ง ผมไปสอนน้องผู้หญิงลูกครึ่ง พ่อเป็นฝรั่งทำงานสถานทูตที่ต้องย้ายไปหลายประเทศ ทั้งจีน ฝรั่งเศส เยอรมนี คุณแม่เล่าว่าน้องมีภาวะ Culture Shock เพราะแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมและใช้ภาษาไม่เหมือนกันเลย พอน้องเริ่มจะปรับตัวได้ก็ต้องย้ายประเทศอีกแล้ว น้องเลยกลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจในตัวเองมาก ตอนที่ผมไปสอนแรกๆ ไม่ว่าผมจะถามอะไร น้องจะตอบผมแค่สองอย่างเท่านั้นคือ “I don’t know” (หนูไม่รู้) กับ “I forget” (หนูจำไม่ได้) 

ผมเลยเปลี่ยนแผนบอกน้องว่า “เอางี้ดีกว่า ยูไปหยิบกระจกมา เดี๋ยววันนี้เรามาวาดรูป Portrait (ภาพเหมือนตัวเอง) กัน” เพื่อให้เขาได้มองหน้าตัวเองในกระจก ก็ชวนเขาวาดๆ ทำแบบนี้อยู่ 3-4 ครั้ง จนเขาเริ่มมั่นใจขึ้น เพราะอะไรรู้ไหมครับ? หนึ่งคือเวลาคนเราวาดรูปใบหน้าตัวเอง เราจะพยายามเพ่งมองและวาดออกมาให้ดีที่สุด สองคือกระบวนการนี้ทำให้เขาได้มองเห็นตัวเองในกระจก ได้รับรู้ว่าตัวเขาก็สวยงามและมีตัวตนอยู่ตรงนี้จริงๆ นะ มันช่วยสร้าง Self Awareness ให้เขาโดยไม่รู้ตัว

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นเด็กที่ใจร้อนสมาธิสั้นมากๆ ผมจะแก้เรื่องใจร้อนก่อน โดยการออกแบบโจทย์ศิลปะที่ทำให้เขาต้องหยุดคิดและใช้เวลาทำนานๆ อย่างการระบายสี ผมจะเลือกให้เขาใช้ ‘ดินสอสี’ แทนการใช้สีน้ำ เพราะสีน้ำป้ายแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว พูดง่ายๆ คือพยายามดึงเขาให้ช้าลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ผ่านโจทย์ศิลปะ

ยิ่งกับเด็กพิเศษ เป้าหมายสำคัญคือเราอยากให้เขาอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ และที่สำคัญที่สุดคือช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่ อันนี้คือเป้าประสงค์ที่เราปูทางไว้ให้ จริงๆ มันเหมือนการสอนลูกนั่นแหละครับ ฝึกให้เขาดูแลตัวเอง นับถือตัวเอง มั่นใจในสิ่งที่เป็น และรู้สึกอยู่ในสังคมได้ เพื่อที่ว่าเวลาเติบโตขึ้น เขาจะได้นำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้กับช่วงวัยของเขาได้อย่างเข้มแข็ง โดยไม่โอนอ่อนคล้อยตามเพื่อนในทางที่ผิด”

ครูนัทกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่นว่า นอกจากตัวเขาจะเป็นฝ่ายมอบความรู้ให้กับเด็กๆ แล้ว อีกมุมหนึ่ง เขาก็เป็นฝ่ายได้เรียนรู้และสะสมองค์ความรู้อันล้ำค่าจากเด็กๆ ด้วยเช่นกัน

“เด็กแต่ละคนเป็นเหมือนครูของผมเลยครับ การสอนพวกเขาทำให้ผมต้องปรับตัวและตื่นตัวในการสอนอยู่ตลอดเวลา 

มันทำให้ผมย้อนกลับไปทบทวนความรู้ในหนังสือจิตวิทยาที่ชอบศึกษามาตั้งแต่เด็กๆ เพราะตอนทำงานเพลงหรือเขียนบทละคร เราก็ต้องใช้จิตวิทยามาวิเคราะห์และอธิบายตัวละครว่าทำไมคนนี้ถึงทำแบบนี้ แรงจูงใจคืออะไร พอมาเป็นครู ผมก็เอาสิ่งนั้นมาปรับใช้กับลูกศิษย์ ซึ่งหลายครั้งเป็นการแก้ปัญหาและปรับการเรียนการสอนกันกลางอากาศบ่อยมาก หลักสูตรของแต่ละคนจึงไม่มีทางซ้ำกันเลย

บางครั้งผมตั้งใจไปสอนวาดรูป แต่พอไปถึงเด็กเขาไม่ชอบวาดรูปเลย แต่ชอบเขียนหนังสือ ผมก็พร้อมเปลี่ยนโจทย์เดี๋ยวนั้น สอนเขาเขียนเรื่องสั้นแทน เพื่อดีไซน์โจทย์ให้เขาได้ฝึกลำดับข้อความ ความทรงจำ ฝึกกระบวนการคิด…หลายๆ โจทย์มันจึงเกิดจากการคิดและปรับเดี๋ยวนั้นทันที

นอกจากนี้ ผมถือว่าตัวเองโชคดีมากที่มีโอกาสร่วมงานกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน อย่างเช่นคุณหมอพนม (ผศ. นพ.พนม เกตุมาน จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น) ที่ศิริราช ซึ่งคุณหมอกรุณาเล่าและถ่ายทอดความรู้เรื่องจิตวิทยาเด็ก รวมถึงเทคนิคการสื่อสารให้ฟังอยู่เสมอ ผมก็ซึมซับแล้วนำมาปรับใช้ในการดูแลเด็กๆ …อย่างบางที มีเด็กเล็กๆ เดินมาเหยียบหรือทุบคีย์บอร์ด ผมรู้สึกไม่เป็นไรเลยนะ เครื่องมันเก่าแล้ว เราอย่าไปดุหรือต่อว่าเขาเด็ดขาด เพราะสำหรับผม…สิ่งของพังมันยังซ่อมแซมได้ แต่ถ้าความรู้สึกของเด็กพังลงไปแล้ว มันซ่อมไม่ได้นะ”

‘ยอมรับ เข้าใจ มีความหวัง’ คาถาปรับทัศนคติผู้ปกครอง

ระหว่างการพูดคุยถึงพัฒนาการที่น่าชื่นใจของเด็กๆ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ผมสังเกตว่าตัวละครที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในสมการนี้คือ ‘พ่อแม่และผู้ปกครอง’ เพราะแม้ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะตั้งความหวังอยากให้ลูกสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ติดล็อกอยู่กับความเชื่อหรือความรู้สึกว่า เด็กๆ เหล่านี้ ‘น่าสงสาร’ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ โดยไม่รู้ตัว  

“ตัวเด็กจริงๆ เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอกครับ แต่ตัวพ่อแม่ต่างหาก มันเหมือนการสะกดจิตตัวเอง ซึ่งมักจะมาในสองรูปแบบ 

รูปแบบแรกคือมีทัศนคติในแง่ลบมากๆ เรียกร้องว่าทุกคนในสังคมจะต้องเข้ามาดูแลซัพพอร์ต เพราะลูกฉันมีความบกพร่อง ลูกฉันแย่อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งไม่ว่าความตั้งใจของพ่อแม่จะเป็นยังไง  แต่ในความเป็นจริงคือ ลูกได้เสียโอกาสในการพัฒนาตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว หรือรูปแบบที่สอง คือการยอมจำนนต่อโชคชะตาเพราะท้อแท้ ก็ปล่อยให้ลูกอยู่ไปวันๆ คิดแค่ว่าลูกคงทำอะไรไม่ได้ โดยไม่คิดจะส่งเสริมหรือพัฒนาอะไรให้เขา เพราะไม่เชื่อมั่นว่าลูกจะทำได้ 

มายด์เซ็ตแบบนี้อันตรายกับเด็กมาก คิดแค่ว่าคงทำได้แค่เลี้ยงดูไปตามนั้น แต่คำถามคือถ้าวันหนึ่งคุณตายจากไปล่ะ? คุณตายแล้วแต่เขาไม่มีโอกาสได้ฝึกทักษะอะไรเลยนะ อย่างน้อยในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ ควรให้เขาได้ลองฝึกใช้ชีวิตด้วยตัวเองหน่อยก็ยังดี

ผมมี 3 คำที่มักบอกผู้ปกครองเสมอ คือ ‘ยอมรับ เข้าใจ และมีความหวัง’ 

  • ยอมรับ: ไม่ใช่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แต่คือการยอมรับตามความจริงว่าลูกเราเป็นอย่างไร มีข้อจำกัดตรงไหน แล้วพยายามช่วยเขาพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่เขาเป็น 
  • เข้าใจ: คือเข้าใจปัจจัยและช่วงวัยพัฒนาการของเขา อย่างถ้าเขาอายุ 10 ขวบ แต่มีพัฒนาการเท่าเด็ก 5 ขวบ ถ้าเราเอาเกณฑ์ของเด็ก 10 ขวบไปตัดสินว่าเขา 10 ขวบแล้วทำไมทำได้แค่นี้ เราจะทุกข์และท้อทันที แต่ถ้าเราเข้าใจว่าตอนนี้เขาเพิ่ง 5 ขวบ เราก็แค่สอนและฝึกเขาด้วยความรักเหมือนที่ทำกับเด็ก 5 ขวบ 
  • มีความหวัง: หลายคนถามว่าผมทุ่มเททำสิ่งเหล่านี้มาตลอด 15 ปี ยอมเสียหลายๆ อย่างไปเพื่ออะไร? คำตอบคือ ผมคงไม่มีทางทำแบบนี้แน่ๆ ถ้าผมไม่มี ‘ความหวัง’ ว่าจุดหมายปลายทางที่ดีของเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงในสังคม” 

‘น้องบุ๋น’ กรณีศึกษาของความสำเร็จที่เกิดจากพลังสามประสาน

ครูนัทยังได้ยกกรณีศึกษาของลูกศิษย์อย่าง ‘น้องบุ๋น’ ที่เติบโตและงดงามในแบบของตัวเอง โดยเบื้องหลังความสำเร็จนี้เกิดจาก ‘3 ประสาน’ ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด นั่นคือ ตัวเด็ก ผู้ปกครอง และครู  

“กรณีของบุ๋น ลูกศิษย์ทางไกลสายศิลปะที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมของผม เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เขาส่งงานศิลปะเข้าประกวดในรายการหนึ่งจำนวนสองชิ้น และได้รับรางวัลกลับมาทั้งสองชิ้น 

พูดถึงคุณแม่ก่อน คุณแม่ของบุ๋นเป็นคุณแม่ที่ยอมรับในตัวตนของลูก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา พยายามหาทางพัฒนาทักษะของลูกอยู่เสมอ จนได้มาพบกับผมและผมรับสอนศิลปะให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ จะพูดว่าคุณแม่เป็น ‘นักสู้’ ก็คงไม่ผิด และผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษต้องเป็นนักสู้ ต้องไม่ยอมแพ้ต่อการพัฒนาทักษะของลูกเรา

ในส่วนของการสอน ผมอยากยกตัวอย่างนี้เป็นรูปธรรมของความสำเร็จในการฝึกฝนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เราตั้งเป้าหมายโดยไม่คิดว่าเขาเป็นเด็กพิเศษ แต่ฝึกสอนเขาบนพื้นฐานความเข้าใจในภาวะที่เขาเป็น 

พูดให้ง่ายขึ้นคือ ไม่เอาข้อจำกัดมาเป็นตัวบล็อกเป้าหมาย ไม่มัวคิดว่าเขาคงทำไม่ได้ หรือมันคงยากเกินไปสำหรับเขา แต่พยายามหาทางออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเขาเพื่อพาเขาเดินทางไปถึงเป้าหมายนั้น 

อย่างเคสนี้  ‘เรา’ คือคุณแม่ ผม และบุ๋น ตั้งเป้าหมายที่จะทำงานประกวด ผมพยายามหาวิธีการสื่อสาร วิธีการที่จะทำให้เขาทำงานออกมาได้อย่างที่ผมเห็นภาพในหัว ซึ่งแน่นอนถ้าเป็นเด็กปกติทั่วไป การบอกสอนคงง่าย แต่สำหรับบุ๋นแล้ว ต้องค่อยๆ สร้างภาพในหัวให้เขา ค่อยๆ แนะวิธีการให้เขา ทีละนิดทีละขั้นตอน แล้วปล่อยให้สิ่งที่บอกเขาไปทั้งหมดกลั่นตัวเป็นกระบวนการทำงานจากตัวเขา จนออกมาเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จทั้ง 2 ชิ้น ที่ส่งเข้าประกวดอย่างนี้ 

สิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่ใช้ได้กับเด็กทั่วไป เด็กทุกกลุ่ม…ตั้งเป้าหมายโดยไม่พะวงเรื่องข้อจำกัดของเขา และช่วยเขาเดินทางไปยังจุดนั้น โดยคำนึงถึงความเป็นเขาให้มากที่สุด”

 ‘This is me’ & ‘Meta Voice’ เด็กทุกคนล้วนเปล่งประกายได้ในแบบของตัวเอง

นอกจากการทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงานจิตอาสาทางไกลและโครงการต่างๆ ร่วมกับเครือข่ายรอบตัวแล้ว ครูนัทยังได้เผยถึงหมุดหมายสำคัญในอนาคตที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จ นั่นคือโครงการด้านศิลปะอย่าง ‘This is me’ และโครงการด้านดนตรีอย่าง ‘Meta Voice’

“ในการทำโครงการลูกศิษย์ทางไกล ผมจะคัดเลือกเด็กจากทักษะธรรมชาติทางศิลปะและดนตรีของเขาเท่านั้น ถ้าเด็กคนไหนมีแววและน่าจะได้รับการส่งเสริม ผมรับสอนหมดโดยไม่เก็บเงินเลย ผมไม่สนว่าฐานะทางบ้านของเด็กจะรวยหรือจน เพราะเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยมีข้อแม้ร่วมกันเพียงข้อเดียวคือ “ถ้าทำเป็นแล้ว ให้ช่วยกลับไปสอนเด็กคนอื่นๆ ในพื้นที่ต่อ” ซึ่งเด็กๆ ก็น่ารักมาก เพราะเขานำไปทำตามจริงๆ   

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นทักษะที่เด่นชัดมากของเด็กพิเศษคือ กลุ่มออทิสซึมมักจะเก่งดนตรี ส่วนกลุ่มดาวน์ซินโดรมจะโดดเด่นด้านศิลปะ ตอนนี้ผมเลยมีสองโครงการหลักขึ้นมา 

โครงการแรกคือ This is me เป็นการรวบรวมงานศิลปะของเด็กๆ เพื่อจัดแสดงนิทรรศการต่อสาธารณะ อย่างหอศิลป์หรือแกลเลอรี และจะมีการเปิดจำหน่ายผลงานด้วย เพื่อให้เด็กๆ เกิด Self Awareness มีความภาคภูมิใจในตัวเอง และทำให้พ่อแม่สบายใจได้ว่าลูกของเขาทำได้ ซึ่งโครงการนี้จะนำร่องด้วยนิทรรศการเดี่ยวของน้องคนหนึ่งในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ครับ 

ส่วนอีกโครงการคือ Meta Voice ผมเชื่อว่าถ้าผมแต่งเพลงได้ เด็กออทิสซึมหลายคนก็ต้องแต่งเพลงได้เช่นกัน เป้าหมายคือการมีเพลงสตรีมมิ่งที่ทั้งแต่งทั้งขับร้องโดยเด็กออทิสซึมทั้งหมด ยอมรับเลยว่าเป็นโจทย์ที่ยากแต่ผมไม่ยอมแพ้ ความฝันของผมคือการทำวงประสานเสียงของเด็กออทิสซึม ซึ่งฝรั่งมีหลายวงนะผมเห็นแล้วอิจฉามากเพราะว่าเด็กกลุ่มนี้ Pitch (ระดับการแยกเสียงที่แม่นยำ) เขาดี ผมอยากให้เกิดองค์ความรู้แบบนี้กับเด็กพิเศษในเมืองไทย เพื่อให้เขาเอาทักษะเหล่านี้ไปต่อยอด ทั้งหมดก็ย้อนกลับมาว่า อยากให้เขาเกิด Self Awareness หรือการตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเอง ยอมรับจุดเด่นจุดด้อย รู้ว่าเราชอบอะไรจริงๆ นั่นคือเป้าหมายครับ 

ทุกวันนี้โชคดีที่โลกเปลี่ยนไป มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ทุกความสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอาชีพที่ประสบความสำเร็จได้ตามหลักสากล ทุกวันนี้ผมเลือกทำงานด้วยทุนส่วนตัวและทำอย่างอิสระ อยากจะช่วยอยากจะสอนเด็กๆ ผมทำเลย ไม่ผูกมัดหรือทำสัญญากับใคร เพราะนี่คือความฝันของผม เวลาไปทำงานที่ไหนแล้วเขาอยากสนับสนุนให้เป็นเงินมา ผมก็นำเงินส่วนนั้นมาสมทบทุนพัฒนาโครงการต่างๆ แม้การทำคนเดียวจะทำให้หลายๆ โครงการเดินหน้าไปได้ช้า แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมมีความสุขและอิ่มใจที่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง”

‘คนสวนพอใจแค่รดน้ำพรวนดิน’ หลักใจของผู้ให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ด้วยหัวใจของการเป็นผู้ให้ แม้ครูนัทจะเคยเปรียบเปรยการทำงานจิตอาสาของตัวเองว่าเหมือนกับ ‘การว่ายน้ำในมหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่ง’ แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อเด็กๆ อย่างไม่ย่อท้อ พร้อมทั้งจัดเวิร์กชอปพิเศษเรื่องการแต่งเพลงสำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อนำรายได้มาเป็นทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ศิลปะและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กพิการ และเด็กด้อยโอกาส

“เวลาที่เราได้เห็นเด็กคนหนึ่งมีพัฒนาการไปในทิศทางที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อเขาและครอบครัว แค่นั้นมันก็สร้างความสุขใจให้ผมอย่างมหาศาลแล้ว ใครจะนึกถึงเราหรือไม่นึกถึงก็ไม่เป็นไรเลยครับ ผมเคยโพสต์ข้อความว่า ‘คนสวนพอใจแค่รดน้ำพรวนดิน’ ส่วนผลผลิตที่งอกเงยออกมาจะงดงามแค่ไหน ใครจะเด็ดดอกผลนั้นเอาไปทำอะไรต่อ ผมไม่เกี่ยวเลย 

ด้วยมายด์เซ็ตแบบนี้ ผมจึงมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันสูงส่งอะไรด้วยซ้ำ เพราะเอาเข้าจริงๆ ผมรู้สึกเขินอายด้วยซ้ำถ้ามีคนบอกว่าเด็กเก่งขึ้นเพราะเรา เพราะในความเป็นจริง…เขายังต้องไปฝึกกับครูอีกหลายท่าน มีผู้คนตั้งมากมายที่เขาร่วมด้วยช่วยกัน สำหรับผม…ผมแค่รู้สึกว่าต้นไม้ต้นนี้…ผมคือคนสวนที่เคยได้รดน้ำไปทีหนึ่งนะ โดยไม่จำเป็นต้องไปเคลมว่านี่คือผลงานของเรา

ผมอาจจะช่วยน้องที่มีความต้องการพิเศษทุกคนในโลกนี้ไม่ได้ แต่ผมจะต้องไม่หยุดทำทุกอย่างเท่าที่ผมจะทำได้ตราบเท่าที่ผมยังมีแรง เพื่อเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ทำให้น้องๆ อีกหลายคนมีโอกาสที่ดีกว่านี้ 

ถามว่าผมได้อะไรจากการทำอย่างนี้? ผมไม่ได้เป็นตัวเงินหรือวัตถุ ไม่ได้ชื่อเสียงอะไร ส่วนใหญ่กลับต้องเสียไปด้วยซ้ำ 

แต่ผม ‘ได้’ อย่างที่ผู้มีจิตอาสาหลายต่อหลายท่านซึ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจทำเรื่องราวเพื่อเด็กๆ ทั้งที่ทำมาก่อนผมและกำลังทำอยู่ในหลายๆ สถานที่…จะพึงได้ คือ ‘ได้’ ความสุขใจ ‘ได้’ ความรู้สึกว่า ชีวิตมีคุณค่าและมีจุดหมาย และที่สำคัญที่สุดคือ การได้มองหน้าตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างอิ่มใจในทุกวัน เพียงเท่านี้มันก็มากพอที่จะทำให้ผมยังคงเดินหน้าทำในสิ่งที่ทำต่อไป” 

Tags:

ดนตรีศิลปะเด็กพิเศษครู

Author:

illustrator

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์

เจ้าของเพจ The Last Bogie ผู้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย โดยมีปลายทางอยู่ที่สถานี 'ยูโทเปีย'

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Social Issues
    โอบกอดและดูแลใจเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม ด้วย พลังของ ‘นิทาน ศิลปะ และดนตรี’

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • KhobfaKwangClassroom
    Creative learning
    ‘ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง’ พื้นที่แห่งความรักที่โอบรับทุกความแตกต่าง การเรียนรู้เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของเด็กพิเศษ

    เรื่อง อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ ภาพ ปริสุทธิ์

  • Space
    ปัตตานี ดีโคตร: ต่อจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ เดินเล่นส่องย่าน ‘PATTANI DECODED’

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดีกิตติรัตน์ ปลื้มจิตร

  • Space
    ปัตตานี ดีโคตร: เดินเล่นในย่านส่วนตัว แต่เรียนรู้แบบส่วนรวม

    เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดีอุบลวรรณ ปลื้มจิตร

  • Unique Teacher
    สนุกด้วยไรห์ม จำได้ด้วยบีท ในห้องเรียนของ ‘ครูเอ็ม’ RAP IS NOW

    เรื่อง ภาพ สิทธิกร ขุนนราศัย

  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel