- พัชรินทร์ ลิ้มธนภรณ์ หรือ หม่าม้าหญิง เลือกมองว่า การที่ ณเก้า-พงษณพัทธ์ ลิ้มธนภรณ์ ลูกชายคนเล็กเป็นเด็กออทิสติก ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ว่า จะเปิดโอกาสให้ลูกเติบโตและใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองอย่างไร
- หม่าม้าหญิงไม่เคยกำหนดเส้นทางชีวิตให้ลูก แต่ค่อยๆ เปิดโอกาสให้ณเก้าได้ลองและเลือกด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปจนค้นพบความชอบด้านอาหารและขนม ซึ่งนำไปสู่การเปิดร้านและความฝันในการเป็นเจ้าของธุรกิจ
- ‘เด็กพิเศษ ที่วิเศษ’ คือแนวคิดที่ครอบครัวยึดถือ เพราะเด็กทุกคนมีแสงของตัวเอง สิ่งสำคัญคือการเปิดโอกาสให้เขาได้ลอง เรียนรู้ และเลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง
‘มันก็แค่ออทิสติก’
พัชรินทร์ ลิ้มธนภรณ์ หรือ ‘หม่าม้าหญิง’ พูดกับตัวเองในวันที่เริ่มยอมรับว่าลูกชายคนเล็กเป็นเด็กออทิสติก
ก่อนหน้านั้น เธอเคยร้องไห้ เคยรับไม่ได้ และเคยไม่รู้ว่าหลังจากนี้ชีวิตของลูกจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อได้พบกับครอบครัวอื่นๆ ได้เห็นเด็กคนอื่นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต เธอกลับมามองลูกชายของตัวเองอีกครั้ง และคิดว่าออทิสติกไม่ใช่จุดจบของชีวิตลูก
“อะไรก็ตามที่จะช่วยให้ลูกก้าวไปข้างหน้าได้ เราก็จะทำ”
นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หม่าม้าหญิงไม่ได้พยายามเปลี่ยนลูกให้เป็นเหมือนเด็กคนอื่น หรือแยกเขาออกมาจากสังคม แต่เลือกเรียนรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร และจะเติบโตเต็มศักยภาพได้อย่างไร

บนเส้นทางการศึกษาของลูกชาย ณเก้า-พงษณพัทธ์ ลิ้มธนภรณ์ หม่าม้าหญิงเลือกให้เขาเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปมาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีวศึกษาในสาขาอาหารและโภชนาการ ด้วยทุนจาก ‘โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ’ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ปัจจุบัน ณเก้าศึกษาต่อในหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาการ ของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ
แต่สำหรับหม่าม้าหญิง การเดินทางของลูกไม่เคยมีคำตอบสำเร็จรูป สิ่งที่เธอทำมาตลอดคือค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ให้เขาลองทำ ลองผิดพลาด และค่อยๆ ค้นพบความสนใจและเป้าหมายชีวิตของตัวเอง
ในบ้านหลังนี้ มีประโยคหนึ่งที่ครอบครัวยึดถือมาตลอดว่า ‘เด็กพิเศษ ที่วิเศษ’ และอีกประโยคที่หม่าม้าหญิงเชื่อไม่แพ้กันคือ ณเก้าเป็น ‘ของขวัญ’ ไม่ใช่ ‘ภาระ’ เพราะสำหรับหม่าม้าหญิงแล้ว ‘ลูกทุกคนเป็นดวงดาว และดาวทุกดวงมีแสงอยู่ในตัวเอง’
The Potential คุยกับ หม่าม้าหญิง และ ณเก้า ในงาน ‘ALL MEANS ALL Learning Ecosystem: นิเวศการเรียนรู้เพื่อทุกคน’ ว่าด้วยการเป็นแม่ การเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับลูก และคำถามสำคัญที่ว่า หากเราไม่อาจกำหนดได้ว่าลูกจะเติบโตขึ้นมาเป็นแบบไหน จะช่วยให้เขาค้นพบแสงของตัวเองได้อย่างไร
ย้อนกลับไปในวันที่เริ่มรู้ว่าณเก้ามีความแตกต่าง หม่าม้าหญิงรู้สึกยังไงบ้าง?
หม่าม้าหญิง: ตั้งแต่ตอนณเก้าเพิ่งเกิดใหม่ๆ เราก็รู้สึกว่าเขามีอะไรบางอย่างที่แตกต่างค่ะ คือเหมือนจับตรงไหนเขาก็ร้อง เพราะณเก้าเป็นลูกคนเล็ก เรามีพี่ชายและพี่สาวของเขา แล้วก็เลี้ยงลูกมาแล้วสองคน เลยพอจะรู้สึกได้ว่า ลูกคนนี้น่าจะมีอะไรบางอย่าง แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร
พอณเก้าอายุได้ประมาณขวบกว่า เราเริ่มสังเกตว่าเขาไม่สบตา เรียกชื่อก็ไม่หัน เขาชอบอะไรที่หมุนๆ แล้วก็มีมุมเป็นของตัวเอง ชอบอยู่คนเดียว ไม่ค่อยพูด พัฒนาการในช่วงนั้นค่อนข้างช้า ทุกอย่างดูช้ากว่าเด็กทั่วไป เราก็เริ่มคิดแล้วว่า เอาล่ะ มันน่าจะไม่ปกติแน่ๆ ตอนนั้นก็เลยไปคุยกับเพื่อนที่เป็นหมอ แต่ในช่วงแรกทุกคนก็บอกว่าเราอาจจะคิดมากไป
จนณเก้าอายุประมาณสองขวบกว่า เราพาเขาไปเข้าเตรียมอนุบาล ทางโรงเรียนก็ประเมินน้อง แล้วบอกว่าน้องมีความต้องการพิเศษเล็กน้อย จึงให้ไปทำแบบทดสอบออทิสติก หลังจากนั้นคุณครูจึงแนะนำให้พาไปทดสอบเพิ่มเติม และพอเข้าไปทดสอบตามกระบวนการแล้ว คุณหมอก็ยืนยันว่า ณเก้ามีความผิดปกติจริงค่ะ

ตอนแรกเลยก็รับไม่ได้เหมือนกันค่ะ รู้สึกเศร้าและร้องไห้ แต่พอเราไปบำบัด แล้วได้เจอครอบครัวอื่นๆ ที่ลูกเป็นออทิสติกและมีความพิการซ้ำซ้อน บางคนเดินไม่ได้ และต้องเผชิญกับความยากลำบากมากกว่าเรา วันนั้นน้ำตาเราก็เหมือนหายไปเลยค่ะ
เรากลับมาคิดว่า เฮ้ย ไม่ใช่สิ มันก็แค่ออทิสติก และมันคือสิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่จะช่วยให้ลูกก้าวไปข้างหน้าได้ เราก็จะทำค่ะ
หลังจากวันนั้น ครอบครัวเดินต่อกับณเก้าอย่างไร
หม่าม้าหญิง: ตอนนั้นสิ่งที่เราคิดกันในครอบครัวก็คือ ‘เด็กพิเศษ ที่วิเศษ’ นั่นเป็นเหมือนสโลแกนของบ้านเราเลยค่ะ เรากลับมานั่งคุยกันทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และพี่ๆ อีกสองคน ว่าเราจะเลี้ยงณเก้าอย่างไร เพื่อให้เขาสามารถยืนหยัดและใช้ชีวิตต่อไปได้ด้วยตัวเองในอนาคต เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นภาระ แต่เราพยายามให้เขาได้ทำทุกอย่างเหมือนกับที่เด็กทั่วไปทำ
ณเก้าอาจเป็นเด็กพิเศษ แต่สำหรับเรา สิ่งสำคัญคือเขาต้องได้เรียนรู้ ซึ่งชีวิตของณเก้าคือการเรียนรู้ค่ะ เรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ทีละขั้นตอน เพราะเราคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งถ้าพ่อแม่หรือพี่ๆ ไม่อยู่แล้ว อย่างน้อยเขาจะต้องดูแลตัวเองได้ และไม่เป็นภาระของคนอื่น นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังไว้
สำหรับเรา มันจึงเหมือนเป็นเรื่องที่เดิมพันสูงมาก เพราะนี่คือชีวิตของเขา ถ้าเราทำทุกอย่างให้ เขาก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ให้ลองทำใหม่ ทำซ้ำๆ ย้ำไปเรื่อยๆ จนเขาทำได้ ชีวิตของณเก้าก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอดค่ะ
การสอนให้ลูกค่อยๆ ดูแลชีวิตของตัวเอง เริ่มต้นจากตรงไหน
หม่าม้าหญิง: ตั้งแต่ณเก้ายังเล็ก เราก็พยายามให้เขาเรียนรู้ที่จะสื่อสารออกมาค่ะ เพราะในช่วงแรกทุกอย่างของเขาคือการกรี๊ด เวลาหิวก็กรี๊ด แล้วแม่ก็เข้าใจว่าหิวและให้นม คุณหมอบอกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ให้ปล่อยเขากรี๊ดไป เพราะสิ่งที่เราต้องทำคือให้น้องสื่อสารออกมาให้ได้ว่า หิว อิ่ม ปวดท้อง หรืออยากเข้าห้องน้ำ ต้องค่อยๆ ให้เขาเรียนรู้ที่จะสื่อสารออกมาเป็นคำ จนกระทั่งอายุประมาณ 3–4 ขวบ ณเก้าก็เริ่มพูดได้ และเริ่มบอกเราได้ว่าอะไรที่เขารู้สึก หรือไม่อยากให้เราทำกับเขา
ถ้าทำไม่ได้ในครั้งแรกก็ไม่ใช่ปัญหา เราก็ทำซ้ำ ทำใหม่ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราอยากให้เขามี คือความสามารถที่จะดูแลชีวิตของตัวเอง และเดินต่อไปในเส้นทางของตัวเองได้ค่ะ
แล้วมีอะไรอีกที่หม่าม้าหญิงอยากให้ณเก้าได้เรียนรู้
หม่าม้าหญิง: ด้วยความที่เราค่อนข้างเลี้ยงเขาในวงที่ไม่กว้างนัก ชีวิตของณเก้าส่วนใหญ่ก็มีพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดกัน เขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง สามารถอยู่คนเดียวและเล่นคนเดียวได้ จนบางครั้งเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องมีคนอื่น
เราอยากให้เขาไปโรงเรียน เพื่อเปิดโลกของเขา ให้ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น ได้เรียนกับเพื่อน และใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้เหมือนคนทั่วไป นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังจากเขามากที่สุดค่ะ
สำหรับเรา นี่คือช่วงเวลาสำคัญในชีวิตที่ซื้อกลับคืนมาไม่ได้ ถ้าเราไม่ยอมเสียสละและทุ่มเวลาให้เขาในช่วงนั้น ณเก้าอาจมาไม่ถึงจุดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ได้
ซึ่งณเก้าเขาก็เรียนในระบบโรงเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปมาโดยตลอด ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6 เขาไม่ได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษเพียงเพราะเป็นเด็กพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามระบบของโรงเรียน ทั้งการเรียนและการให้คะแนน
สำหรับคุณแม่ เรามองว่าการให้ณเก้าเรียนอยู่ในกลุ่มเด็กทั่วไปมาตลอดเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากค่ะ เพราะมันทำให้วิธีคิดและมุมมองในการมองโลกของเขาเติบโตขึ้นจากการได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น แน่นอนว่าเขายังมีวิธีคิดและมุมมองในแบบของตัวเอง แต่การที่เขาเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปมาตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6 เป็นเวลามากกว่าสิบปี ก็เหมือนเป็นช่วงเวลาที่ค่อยๆ หล่อหลอมเขาขึ้นมาเป็นคนคนหนึ่งค่ะ
ก็ถือว่าเราเดินทางมาไกลมากสำหรับเด็กออทิสติกคนหนึ่ง เพราะสิ่งที่บ้านเรายึดมาตลอดคือ เราเลี้ยงเขาให้เป็น ‘ของขวัญ’ ไม่ใช่ ‘ภาระ’ เรารู้สึกว่า ณเก้าเป็นของขวัญของครอบครัวค่ะ

เมื่อได้ออกไปใช้ชีวิตในโลกที่กว้างขึ้น ณเก้าเป็นอย่างไรบ้าง
ณเก้า: ผมรู้สึกว่าตัวเองตามคนอื่นไม่ค่อยทันครับ เวลาสอบก็มักจะได้อันดับท้ายๆ ของห้อง แต่เพื่อนๆ ก็พยายามช่วยเหลือผมครับ
หม่าม้าหญิง: เพื่อนๆ ที่โรงเรียนดีค่ะ เพราะที่โรงเรียนเก่าของณเก้าเป็นเหมือนวัฒนธรรม ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ณเก้าเรียนที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่ ซึ่งโชคดีมากที่ทั้งโรงเรียนและเพื่อนๆ ไม่ทิ้งกัน
เท่าที่คุยกับอาจารย์นะคะ ในโลกของณเก้าเหมือนเป็นทุ่งลาเวนเดอร์เลยค่ะ คือเขาเป็นคนที่คิดบวกมาก ทุกอย่างสำหรับเขาเป็นเรื่องบวกแทบทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้าเจออะไรที่เขารู้สึกไม่โอเค เขาจะเลือกเดินออกมา ไม่รับสิ่งนั้นเข้ามา และไม่เข้าไปยุ่งต่อ
อย่างเวลาที่แม่ไปนั่งรอเป็นเพื่อนที่โรงเรียน เขาจะรู้ว่าแม่นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟ ถ้าเขารู้สึกไม่โอเคหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาก็จะเดินลงมาหาแม่ มานั่งอยู่ด้วยกัน เราไม่ต้องทำอะไรมากค่ะ พอเขาได้พัก ได้จัดการและเตรียมตัวเองเรียบร้อยแล้ว สักพักเขาก็จะกลับขึ้นไปเรียนต่อเองค่ะ
แล้วระหว่างทาง ณเก้าเจอสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างไร
หม่าม้าหญิง: ตอนที่ณเก้าจบ ม.6 เราก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะพาเขาไปในเส้นทางไหน คุณแม่เลยเอาหลักสูตรมาให้ณเก้าดูแล้วก็ให้เขาเลือกเองค่ะ ตอนนั้นมีทั้งสาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และอาหารและโภชนาการ เขาดูแล้วก็เลือกเรียนอาหารและโภชนาการ
ณเก้าบอกว่าเขารู้สึกว่าการเรียนทางนี้ได้ลงมือทำ และสิ่งที่ทำออกมาก็เห็นผลเป็นรูปธรรมค่ะ อย่างทำอาหารออกมาหนึ่งจาน หรือทำขนมออกมาหนึ่งชิ้น เขามองเห็นได้เลยว่านี่คือสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จ
ด้วยวิธีคิดและการเรียนรู้ของน้อง เขาค่อนข้างต้องการเห็นสิ่งที่จับต้องได้ค่ะ เขาจะรู้สึกว่า ‘ฉันทำสิ่งนี้ออกมาได้’ สุดท้ายก็เลยเลือกเรียนทางอาหารและโภชนาการค่ะ
ณเก้า: ตอนที่ผมเรียน ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการเรียนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ค่อยได้ลงมือทำจริงๆ ครับ ผมอยากเรียนในสิ่งที่ได้ลงมือทำ ได้จับต้อง และได้เห็นผลจากสิ่งที่ตัวเองทำครับ
ตอนที่ได้เรียนทำอาหาร ผมก็รู้สึกแปลกใหม่ครับ เพราะได้ลงมือทำและทำงานร่วมกับคนอื่น แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ชอบทำอาหารเป็นพิเศษ เพราะยังไม่ได้เรียนทำขนม
พอได้เริ่มเรียนทำขนม ผมก็เริ่มรู้สึกชอบครับ ตอนที่ยังเรียนอยู่ ผมเคยสัญญากับพี่สาวว่าจะพาไปกินขนมที่ร้านหนึ่งครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พาไป เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราลองทำขนมด้วยตัวเองดีกว่า

จากความชอบวันนั้น วันนี้เส้นทางชีวิตของณเก้าไปถึงไหนแล้ว?
หม่าม้าหญิง: มีเปิดร้านของตัวเองค่ะ เป็นร้านเล็กๆ ไอเดียเรื่องนี้ก็มาจากณเก้าเองค่ะ เขาเริ่มบอกขึ้นมาว่า “หม่าม้า เราทำคุกกี้กันไหม” จากสิ่งที่เขาเคยเรียนทำคุกกี้ที่โรงเรียน หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำกันจริงๆ จนค่อยๆ กลายมาเป็นธุรกิจค่ะ
ตอนเรียน ณเก้าก็ได้เรียนเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ การบริหาร การเงิน การคำนวณต้นทุน และการวางแผนในอนาคต ซึ่งเขาค่อนข้างชอบเรื่องตัวเลขและการคำนวณมากค่ะ เขาชอบคำนวณคุณค่าทางโภชนาการ แล้วก็ชอบคำนวณต้นทุนด้วย
พอณเก้าได้รับทุนจาก กสศ. เขาก็เก็บเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ เราเลยนำเงินส่วนนั้นมาใช้เป็นทุนตั้งต้น ซื้ออุปกรณ์อย่างเตาอบ เพราะตอนเริ่มต้นเรายังไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยค่ะ
จากที่ตอนแรกเราแทบไม่มีอะไรเลย ก็เริ่มทำคุกกี้ด้วยกัน แล้วค่อยๆ เริ่มขาย จนมีเพจเป็นของตัวเองชื่อ Nakhaw’ Cozy Cookies ตามชื่อของเขาเลยค่ะ
ณเก้า: ผมรู้สึกตื่นเต้นครับ เพราะเราเห็นขนมที่คนอื่นทำวางขาย แล้วเราก็คิดว่าเราทำได้เหมือนกัน พอทำออกมาได้ ผมก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองครับ
ตอนนี้ผมก็อยากทำขนมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ครับ ถ้ามองไปในอนาคต ผมอยากเป็นเจ้าของธุรกิจครับ แบบที่ไม่ต้องทำงานตลอดเวลาก็ยังมีเงินเข้าบัญชี ส่วนร้านในฝัน ผมอยากเปิดร้านเล็กๆ ครับ มีแค่โต๊ะเดียวก็พอ
ตลอดเส้นทางนี้ หม่าม้าหญิงและณเก้าได้เรียนรู้อะไร
หม่าม้าหญิง: อย่างแรกเลยคือ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ค่ะ และสำหรับเรา คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ไม่มี
จริงๆ แล้วเราก็เรียนรู้จากลูกมาตลอดค่ะ ทั้งจากการเลี้ยงเขาและการใช้ชีวิตไปพร้อมกับเขา แน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนวางแผนไว้ตั้งแต่แรกว่าอยากมีลูกพิเศษ แต่เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่เป็น และหาทางดำเนินชีวิตต่อไปให้มีความสุข ทั้งตัวเราเองและตัวลูก
สิ่งสำคัญคือ ณเก้าต้องมีความสุข และต้องมีแนวทางชีวิตที่เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นแม่จะไม่ใช่คนที่กำหนดว่าเขาต้องทำอะไรหรือเดินไปทางไหน แม่มีหน้าที่แนะนำเท่านั้น ณเก้าต้องเป็นคนเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเลือกในสิ่งที่ตัวเองเป็น แม่ก็เป็นเหมือนติวเตอร์ เป็นคนคอยให้ไกด์ไลน์และอยู่ข้างๆ เท่านั้นเองค่ะ
เราคิดว่าเด็กทุกคนมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่าเขาชอบอะไร และอะไรคือสิ่งที่เขาอยากทำ เหมือนที่คุณแม่พูดมาตลอดว่า
ทุกคนเป็นดวงดาว เพราะดาวทุกดวงมีแสงอยู่ในตัวเอง เราอยากให้ครอบครัวเชื่อมั่นว่า ลูกของเราจะมีชีวิตในแบบของตัวเอง และสามารถดึงศักยภาพที่อยู่ในตัวออกมาได้ ไม่ว่าเขาจะมีความแตกต่างอย่างไรก็ตาม
สำหรับณเก้าเอง เขาเดินทางมาไกลมาก จากวันที่ยังสื่อสารไม่ได้ ได้แต่กรี๊ด จนถึงวันนี้เขาสามารถค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้เลือกเส้นทางของตัวเอง และค่อยๆ เดินไปในแบบของเขา
ณเก้า: สำหรับผม ผมรู้สึกว่าการศึกษาคือการฝึกและเป็นโอกาสให้เราได้เลือกเส้นทางของตัวเอง ว่าเราชอบอะไร และอยากเดินไปในเส้นทางไหนครับ

วันนี้ หม่าม้าหญิงอยากส่งต่อข้อคิดอะไรถึงครอบครัวอื่นบ้างไหม
หม่าม้าหญิง: อย่างแรกเลย คุณแม่คิดว่าความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรคสำคัญของการเรียนรู้ค่ะ
แต่ครอบครัวก็สำคัญมากค่ะ ณเก้าเองถือว่าโชคดีที่มีครอบครัวที่เข้าใจ รวมถึงมีกัลยาณมิตร คุณครู และคุณหมอ ที่ช่วยกันสนับสนุนและหล่อหลอมเขามาจนถึงทุกวันนี้
สำหรับครอบครัวอื่นๆ ก็เช่นกันค่ะ เพียงแต่แต่ละครอบครัวอาจต้องปรับวิธีการให้เหมาะกับลูกของตัวเอง เพราะเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการเชื่อมั่นในตัวเขา และช่วยให้เขาได้ค้นพบและดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุดค่ะ