- ครูพลอย พิชัยยา แห่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 จ.เชียงราย ใช้ประสบการณ์กว่า 30 ปี เปลี่ยนกิจวัตรธรรมดาอย่างการกิน นอน เล่น กอด เล่า และช่วยเหลือตัวเอง ให้กลายเป็นพื้นที่ฝึก EF และทักษะชีวิตของเด็กปฐมวัย
- สำหรับครูพลอย การพัฒนาเด็กไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเพิ่มกิจกรรม แต่คือการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เด็กทำอยู่ทุกวัน แล้วค่อยๆ ออกแบบกิจวัตรเหล่านั้นให้กลายเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กได้คิด ลงมือทำ และฝึกจัดการตัวเอง
- เพราะเด็กหนึ่งคนไม่ได้เติบโตด้วยคนคนเดียว ครูพลอยเชื่อว่าเด็กต้องมีทั้ง ‘แม่ที่มีอยู่จริง’ และ ‘ครูที่มีอยู่จริง’ พร้อมครอบครัว ครู และชุมชนที่ร่วมกันวางรากฐานชีวิตให้แข็งแรงตั้งแต่ปฐมวัย
หลายคนอาจมองว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องอาศัยหลักสูตรที่ดี ห้องเรียนที่มีคุณภาพ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบมาอย่างดี แต่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดกลับเริ่มจาก ‘ครูที่มีอยู่จริง’ และ ‘พ่อแม่ที่มีอยู่จริง’
เบื้องหลังแนวคิดนี้กลั่นกรองจากประสบการณ์กว่า 30 ปีของ ‘ครูพลอย’ พลอย พิชัยยา ครูชำนาญการพิเศษ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 ผู้เกิดและเติบโตในอำเภอเชียงของ ครูพลอยเริ่มทำงานที่ศูนย์แห่งนี้ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี หลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และอยู่กับงานนี้มาตลอด ด้วยความรักเด็ก เธอไม่เคยหยุดเรียนรู้ และพยายามพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรียนต่อด้านการบริหารรัฐกิจ การศึกษาปฐมวัย รวมถึงการมองหากระบวนการใหม่ๆ ที่จะทำให้การดูแลเด็กในศูนย์เด็กเล็ก ไม่ใช่แค่การรับฝากเลี้ยง แต่เป็นการวางรากฐานชีวิตที่แข็งแรงให้กับพวกเขา

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน ครูพลอยมองว่า การเรียนรู้ของเด็กไม่จำเป็นต้องเกิดจากกิจกรรมที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่เสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่เด็กทำอยู่ทุกวัน หากผู้ใหญ่มองเห็นคุณค่าของกระบวนการเหล่านั้น
การกินข้าว การเก็บรองเท้า การรอคิว การกอด การเล่น หรือการเล่านิทาน ล้วนเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้ฝึกคิด วางแผน ยับยั้งชั่งใจ เรียนรู้ที่จะรอคอย และค่อยๆ ดูแลตัวเอง โดยไม่ต้องมีบทเรียนพิเศษหรือแบบฝึกหัดเพิ่มเติม
เพราะสำหรับเด็กปฐมวัย สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ‘เรียนอะไร’ หากคือ กระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งค่อยๆ วางรากฐานของทักษะสมอง (Executive Functions: EF) และทักษะที่จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครูพลอยจึงค่อยๆ ทดลองและพัฒนาวิธีนำกิจวัตรเหล่านี้มาใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็ก ก่อนจะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย หรือ ICAP (Integrated Child – Centered Active Learning project) ซึ่งเข้ามาเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและต่อยอดสิ่งที่เธอทำมาให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
ปัจจุบันแนวทางการจัดการเรียนรู้ของศูนย์เด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 ได้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และเป็นแรงบันดาลใจให้ครูจากศูนย์อื่นเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้
เมื่อโลกของเด็กเปลี่ยน วิธีดูแลก็ต้องเปลี่ยนตาม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าหลักการพื้นฐานของการดูแลเด็กปฐมวัยจะยังเหมือนเดิม แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่แตกต่างออกไปคือพฤติกรรมของเด็กที่เข้ามายังศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งครูพลอยเริ่มเห็นอาการน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ
“เมื่อก่อนตั้งแต่ครูเริ่มทำงาน เด็กไม่เหมือนปัจจุบันนะคะ สมัยก่อนเด็ก 40 กว่าคน บางที 45 คน มีครู 1 คน พี่เลี้ยง 1 คน เรายังอยู่กันได้ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วค่ะ ครูเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดๆ ตั้งแต่ประมาณปี 2564 หลังโควิดมา รู้สึกเลยว่าครู 1 ต่อเด็ก 10 คน บางทียังแทบจะดูแลไม่ไหว เพราะพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไป มีหลายๆ พฤติกรรมที่เราไม่ค่อยเจอในเด็กสมัยก่อน เราก็มาวิเคราะห์กันว่า น่าจะมาจากช่วงโควิดที่เด็กต้องอยู่กับครอบครัว และเด็กอยู่กับโทรศัพท์มากขึ้นค่ะ
พ่อแม่อาจจะเข้าใจว่าเด็กอยู่กับโทรศัพท์แล้วนิ่ง อยู่กับจอทีวีแล้วสบาย แต่พอเด็กมาอยู่กับเราที่ศูนย์ เขาอยู่ไม่ได้ บางคนมีพฤติกรรมสมาธิสั้น ที่เราเรียกกันว่า ‘ออ(ทิสติก)เทียม’ บางคนก็เหม่อลอย แล้วบางส่วนที่เราเจอคือ พูดไม่ได้ เพราะการอยู่กับจอมันเป็นการสื่อสารทางเดียวค่ะ”
และไม่ใช่แค่การสังเกตของครูพลอยเท่านั้น ผลการประเมินพัฒนาการของเด็กในศูนย์ ซึ่งพิจารณาจากพัฒนาการ 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ก็พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน ปัจจุบันทางศูนย์จึงมีการนำ DSPM คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย มาใช้ร่วมด้วยเพื่อให้ได้ข้อมูลให้ละเอียดมากขึ้น โดยในช่วงปี 2567–2568 พบว่าปัญหาด้านพฤติกรรมและพัฒนาการเริ่มชัดเจน เด็กบางคนไม่พูด พูดช้า หรือพูดไม่ชัด ขณะที่การทำงานร่วมกับศูนย์เด็กเล็กอื่นๆ ในอำเภอเชียงของ ก็สะท้อนภาพเดียวกันว่า ปัญหาที่พบมากเป็นลำดับต้นๆ คือด้านภาษาและสติปัญญา
ทว่าการมองเห็นปัญหาเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ครูพลอยมองว่าในการดูแลเด็กเล็ก ผู้ดูแลต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับเด็กและสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งนอกจากครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลักของเด็กต้องเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เพราะพื้นที่ในการเติบโตของเด็กปฐมวัย ไม่ใช่แค่ในศูนย์เด็กเล็ก หากแต่คือ ‘บ้าน’ พื้นที่ที่เด็กใช้เวลามากที่สุด นั่นทำให้โจทย์ยากอยู่ที่การทำงานกับผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็ก
“บางคนเราจะเจอว่า หลานเขาเก่งมากเลยนะ ลูกเขาเก่งมากเลยนะ ขวบกว่า สองขวบ เริ่มเขี่ยโทรศัพท์ ทำโน่นทำนี่ได้หมดแล้ว ซึ่งมันขัดกับสิ่งที่เราเห็นค่ะ บางทีผู้ปกครองก็สะท้อนกลับมาว่า อยู่บ้านเขาอยู่ได้เป็นชั่วโมงนะ ทำไมมาอยู่โรงเรียนแล้วคุณครูบอกว่าลูกเขาไม่นิ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาให้ความรู้กับผู้ปกครองว่า สิ่งที่เขาเห็นว่าเด็กนั่งอยู่กับโทรศัพท์ได้นานๆ มันไม่ได้หมายความว่าเด็กมีสมาธิ
เราก็เลยเสนอเรื่องนี้เข้าไป ทางเทศบาลก็ตั้งงบประมาณไว้ในเทศบัญญัติเลยว่า ต้องมีการอบรมผู้ปกครอง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็ชี้ให้เห็นว่าผู้ปกครองต้องมาทุกคน เราจะบอกเขาว่า เราไม่ได้มาเพื่อลูกของเราคนเดียว แต่ต้องมองไปถึงลูกข้างบ้านด้วย
ต้องมองไปถึงอนาคตว่า ต่อให้ลูกเราเป็นเด็กดี แต่ถ้าลูกข้างบ้านกลายเป็นเด็กแว้น สุดท้ายเขาก็มาชวนลูกเราอยู่ดี เพราะฉะนั้นสภาพสังคมทั้งหมดต้องร่วมมือกัน อย่างที่บอกค่ะว่า เด็ก 1 คน ต้องช่วยกันดูแลทั้งตำบล ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง”
เมื่อโลกของเด็กเปลี่ยนไป ครูพลอยเชื่อว่า คำตอบไม่ได้อยู่ที่การทำให้เด็กกลับไปเป็นเหมือนเดิม หากอยู่ที่การปรับวิธีดูแลให้สอดคล้องกับโลกที่พวกเขากำลังเติบโต
‘กิน นอน กอด เล่น เล่า’ เปลี่ยนกิจวัตรธรรมดาเป็นทักษะชีวิต
ครูพลอยเริ่มศึกษาและทดลองเรื่องการส่งเสริมทักษะสมอง EF อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2562 ในช่วงที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมลงมือปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะสมอง EF แต่เมื่อนำมาใช้กับเด็กวัย 2–3 ขวบ เธอกลับพบว่า กิจกรรมที่ผู้ใหญ่มองว่าเหมาะกับการเรียนรู้ อาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความพร้อมของเด็กทุกวัยเสมอไป
แต่แทนที่จะคิดว่าจะต้อง ‘เพิ่ม’ กิจกรรมใหม่เข้าไปในหนึ่งวันของเด็ก ครูพลอยจึงเริ่มมองในสิ่งที่เด็กทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน และต่อยอดแนวคิดดังกล่าวจนกลายมาเป็น 7 วิธีง่ายๆ ที่ใช้กิจวัตรประจำวันเป็นพื้นที่ฝึกทักษะสมอง EF
“ครูเอาวิธีเสริมสร้าง EF 7 วิธีมาใช้ค่ะ ก่อนหน้านี้ครูเคยเอา EF ในเรื่องของการลงมือปฏิบัติมาใช้กับเด็ก ซึ่งมันเป็นกระบวนการ แล้วเราก็เห็นว่าเด็กเรียนรู้ได้นะ พอมาคิดต่อว่าเด็กของเราอายุแค่ 2–3 ขวบ จะทำอย่างไรให้เด็กได้ใช้ทักษะสมองส่วนหน้าให้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่ยาก ก็เลยออกมาเป็น 7 วิธีง่ายๆ ที่อยู่ในทักษะชีวิตประจำวันเลย คือ กิน, นอน, กอด, เล่น, เล่า, ช่วยเหลือตัวเอง และทำงานบ้าน
อย่างเรื่อง ‘กิน’ เราก็ออกแบบให้กินเป็นที่ กินเป็นเวลา ให้เด็กกินเอง พอกินเสร็จก็ล้างเอง เราเริ่มจากแบบนี้ค่ะ ส่วน ‘นอน’ เด็กต้องปูที่นอนเอง แล้วก็ต้องเก็บเอง ก่อนนอนจะมีการสวดมนต์ ทำสมาธิ และเล่านิทานให้เด็กฟัง”

หากมองจากสายตาของผู้ใหญ่ การกินข้าวหรือปูที่นอนอาจเป็นเพียงกิจวัตรที่ต้องทำให้เสร็จ แต่สำหรับเด็กเล็ก กระบวนการระหว่างทางนั้นสำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์ เพราะทุกครั้งที่เด็กได้ลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ก็คือการเรียนรู้ไปพร้อมกัน
แต่ชีวิตในศูนย์เด็กเล็กไม่ได้มีเพียงการฝึกให้เด็ก ‘ทำด้วยตัวเอง’ สำหรับครูพลอย ความสัมพันธ์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และนั่นคือเหตุผลที่คำว่า ‘กอด’ ถูกวางไว้ท่ามกลางกิจวัตรทั้ง 7 อย่าง
“ส่วนเรื่อง ‘กอด’ เราก็มีวิธีการกอดหลายๆ แบบ อย่างเวลาผู้ปกครองมาส่งเด็ก ถ้าเป็นคุณพ่อคุณแม่โดยตรง ไม่ใช่ญาติ เราก็ให้กอดเด็กก่อนที่จะส่งให้คุณครู พอกอดกับผู้ปกครองเสร็จ ก็มากอดกับคุณครู หลังจากนั้นเด็กต้องเริ่มช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่มาถึงศูนย์เลยค่ะ ต้องเก็บรองเท้าเอง เก็บกระเป๋าเอง ช่วงเช้าเราก็จะมีเพลง มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ให้เด็กได้กอดกับเพื่อน เป็นการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างเด็กกับเพื่อน และระหว่างเด็กกับคุณครู”
จากอ้อมกอดของคนในครอบครัวสู่อ้อมกอดของครูและเพื่อน การเดินเข้าศูนย์ในแต่ละเช้าจึงไม่ใช่การตัดเด็กออกจากบ้าน หากเป็นการค่อยๆ เชื่อมให้เด็กก้าวเข้าสู่การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และเมื่อกิจวัตรดำเนินต่อไป เด็กก็เริ่มรับผิดชอบมากกว่าข้าวของของตัวเอง ทั้งการผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ใน ‘กลุ่มบริการ’ และกิจวัตรประจำวันอย่างการเข้าห้องน้ำ ล้างมือ หรือดื่มน้ำ ซึ่งถูกออกแบบให้เด็กเรียนรู้และทำซ้ำได้ด้วยตัวเอง “…เพราะ EF จะเกิดขึ้นได้ ต้องทำอย่างต่อเนื่องและทำซ้ำๆ ค่ะ” ครูพลอย กล่าว
“ส่วนเรื่องช่วยเหลืองานบ้าน เราเริ่มจากกิจกรรมในศูนย์ อย่างกลุ่มบริการ หลังจากทุกคนลงไปทานอาหาร กลุ่มบริการจะเป็นคนบีบยาสีฟันให้เพื่อน หรือก่อนลงไปก็ต้องช่วยคุณครูเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย พอเราฝึกเด็กอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เด็กจะรู้หน้าที่ของตัวเอง แล้วเขาก็ทำได้ วินัยมันก็อยู่ในตรงนี้ค่ะ”
และแม้แต่เรื่องคุณธรรมอย่างการขอบคุณ การรอคอย หรือการคำนึงถึงผู้อื่น ก็ไม่ได้ถูกแยกออกมาเป็นบทเรียนต่างหาก
“เรื่องคุณธรรมจริยธรรม เราไม่ได้ไปสอนเด็กตรงๆ ว่า ‘หนูจะต้องไหว้นะ ต้องขอบคุณ ต้องขอโทษนะ’ แต่เราเอาไปสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมค่ะ อย่างช่วงที่เราให้ใบงาน ที่นี่จะไม่ใช่ว่าให้เด็กเดินไปหยิบเอง หรือคุณครูเอาไปแจกให้ทุกคน แต่เราจะบูรณาการเข้าไปในกระบวนการ เช่น วันนั้นกลุ่มไหนเป็นกลุ่มหลัก กลุ่มนั้นก็จะเป็นคนนำใบงานไปส่งต่อให้เพื่อน เด็กก็จะส่งต่อกันไป คนที่จะรับใบงานต่อก็ต้องยกมือไหว้และขอบคุณเพื่อนก่อน แล้วค่อยรับใบงานของตัวเองไว้”
สิ่งที่เกิดขึ้นในศูนย์เด็กเล็กบ้านทุ่งพัฒนา 1 ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘เวลาเรียน’ กับ ‘ชีวิตประจำวัน’ ค่อยๆ จางลง เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ในทุกกิจวัตร และในบรรดากิจวัตรทั้ง 7 อย่าง ‘การเล่น’ คือช่วงเวลาที่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้ใช้ทักษะหลายด้านพร้อมกัน
จาก ‘เล่นตามมุม’ สู่กระบวนการ Plan-Do-Review
เดิมทีการเล่นตามมุมอาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่เด็กเลือกของเล่นตามความสนใจ แต่หลังจากครูพลอยได้ร่วมเรียนรู้จากโครงการ ICAP เธอได้นำแนวคิด HighScope และ Plan–Do–Review มาใช้ร่วมกับมุมการเล่นที่มีอยู่เดิม และพบว่ากระบวนการเล่นของเด็กเปลี่ยนไป เขาไม่ได้เพียงเลือกว่าจะเล่นอะไร แต่ยังต้องวางแผนก่อนเล่น และทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำเมื่อเล่นเสร็จ
“ปีที่ผ่านมาโครงการ ICAP เข้ามา ยิ่งทำให้พัฒนาการของเด็กเราก้าวกระโดดเลยค่ะ เพราะเด็กเราฝึก EF มาล่วงหน้าอยู่แล้ว แล้ว ICAP ก็เข้ามาตอบโจทย์ว่า เราจะทำให้กระบวนการเหล่านี้ชัดขึ้นได้อย่างไร
สิ่งที่ครูเจอตอนที่ทำล้มลุกคลุกคลานมาคนเดียวคือ เรารู้ว่า วินัยเชิงบวกและการสื่อสารเชิงบวก เป็นสิ่งสำคัญที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ แล้วพอ ICAP เข้ามา เราก็ได้เห็น Plan–Do–Review ของ HighScope แล้วรู้สึกว่า ‘เฮ้ย EF 9 ด้านมันอยู่ตรงนี้เลย’”
Plan-Do-Review ไม่ได้เปลี่ยนการเล่นให้กลายเป็นบทเรียน แต่คือการเพิ่มช่วงเวลาที่เด็กได้วางแผน ลงมือทำ และทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำ
“พอ ICAP เข้ามา เรามีเรื่องของ Plan-Do-Review ในกิจกรรมเสรีค่ะ ปกติกิจกรรมเสรีที่ผ่านมา คุณครูก็อาจจะให้เด็กเล่นตามมุม เด็กคนนี้อยากเล่นมุมไหนก็ไปเล่น แล้วคุณครูก็ไปทำงานของคุณครู แต่พอ ICAP เข้ามา มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เด็กต้องมาวางแผนก่อน และกลุ่มที่จะได้มาวางแผนเป็นกลุ่มแรกก็คือกลุ่มหลัก
ในห้องเรียนเราจะมีมุมประสบการณ์อยู่ 5 มุม แล้วใน 1 มุมจะเล่นได้ 3 คน สมมติว่ามุมวิทยาศาสตร์กับมุมบล็อกเป็นมุมที่เต็มทุกรอบ เพราะเด็กชอบมาก ซึ่งเด็กที่เป็นกลุ่มหลักเขาจะมีโอกาสเลือกก่อนว่าอยากเล่นอะไรมากที่สุด ชอบมุมไหนมากที่สุด แต่พอครบ 3 คน มุมนั้นก็เต็มแล้วค่ะ กลุ่มที่มาวางแผนทีหลังอาจจะไม่มีสิทธิ์เลือกมุมที่ตัวเองอยากเล่น
ตรงนี้เองเด็กจะได้รู้จักยืดหยุ่นและยับยั้งตัวเองว่า วันนี้มุมที่เราอยากเล่นเต็มแล้ว เราก็ต้องไปเล่นมุมอื่นก่อน พอพรุ่งนี้ถึงรอบที่กลุ่มของเขาได้เป็นกลุ่มแรก เขาถึงจะมีโอกาสมาวางแผนและเลือกก่อน นี่คือสิ่งที่พอเราฝึกเด็กแบบนี้ หลังจากนั้นครูสบายค่ะ เพราะเด็กรู้แล้วว่าเขาต้องทำอะไร รู้หน้าที่ รู้จักรอ แล้วก็จัดการตัวเองได้”
‘มุมที่เต็ม’ อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็ก มันคือโอกาสในการฝึกความคิดยืดหยุ่น เมื่อสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่เป็นไปตามแผน เด็กต้องเลือกใหม่ รอคอย และยอมรับว่าบางครั้งสิ่งที่ต้องการอาจยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ สิ่งที่เด็กเรียนรู้จึงไม่ใช่การทำตามคำสั่ง แต่คือการค่อยๆ จัดการกับความผิดหวังและเดินหน้าต่อด้วยตัวเอง
เมื่อการเล่นจบลง กระบวนการจึงยังไม่จบตามไปด้วย เพราะเด็กต้องกลับมาสู่ขั้น ‘Review’ เพื่อหันกลับไปมองประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
“ตรงนี้ทำให้กิจกรรมที่เด็กเคยทำอยู่แล้วกลายเป็นกระบวนการมากขึ้น และไปช่วยส่งเสริมให้ EF ของเด็กแน่นขึ้นค่ะ เพราะเด็กไม่ได้แค่เล่น แต่เขาต้องคิดก่อนว่าจะทำอะไร ลงมือทำตามสิ่งที่ตัวเองวางแผนไว้ แล้วกลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำ”
จากภายนอก ห้องเรียนอาจยังดูไม่ต่างจากศูนย์เด็กเล็กทั่วไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เด็กมีพื้นที่ในการคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น ครูไม่จำเป็นต้องมีคำตอบหรือรีบแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง เพราะบางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นโอกาสให้ได้คิด ลองเลือก ผิดหวัง และเรียนรู้ที่จะจัดการด้วยตัวเอง ซึ่งพื้นที่เช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้ใหญ่ยังเชื่อว่าหน้าที่ของครูคือการควบคุมทุกอย่าง ดังนั้น ก่อนที่ Plan–Do–Review จะเปลี่ยนวิธีเล่นของเด็ก สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนอาจเป็นวิธีคิดของครูเอง
เมื่อครูเปลี่ยน เด็กก็เปลี่ยนตาม
แม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่า การเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เลือก คิด และตัดสินใจด้วยตัวเอง คือพื้นฐานในการเสริมสร้างทักษะ EF แต่ในทางปฏิบัติ ครูพลอยบอกว่า การเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นไปในแนวทางนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนคนที่ยืนอยู่หน้าห้องเสียก่อน
“การที่จะฝึกเด็กให้มาถึงตรงนี้ได้ สิ่งสำคัญคือ คุณครูต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตของตัวเองก่อนนะคะ คุณครูต้องเปลี่ยนวิธีคิด รวมถึงคำพูดและวิธีสื่อสารกับเด็กให้เป็นการสื่อสารในเชิงบวก บทบาทของเราก็เปลี่ยนจากครูที่คอยสั่ง มาเป็นโค้ช เป็นคนคอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และกระตุ้นอยู่ข้างหลังค่ะ การสื่อสารเชิงบวกช่วยตรงนี้ได้เยอะมาก
การจะทำให้เด็กมี EF ที่ดี เราไม่ใช่คนที่ไปตอบโจทย์ให้เด็กทุกอย่าง แต่ต้องให้เด็กเป็นคนค้นหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง เขาจะเกิดความภูมิใจว่า เราทำได้นะ เราตอบได้นะ ไม่ใช่ต้องรอให้คุณครูเป็นคนบอกทุกอย่าง”
แต่การเปลี่ยนจาก ‘ผู้สั่ง’ มาเป็น ‘โค้ช’ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะครูจำนวนไม่น้อยกังวลว่าบทบาทใหม่นี้จะเพิ่มภาระงาน และเด็กเล็กจะทำได้จริงหรือไม่
“ก่อนที่เราจะขยายไปทุกศูนย์ เราพบว่าจริงๆ คุณครูมีความรู้อยู่แล้ว แต่บางทีเขายังเข้าไม่ถึง พอเราประสบความสำเร็จในตำบล ทางกองการศึกษาก็ให้คุณครูจากทุกศูนย์มาสังเกตการณ์ที่ศูนย์เรา มาดูตั้งแต่ตอนรับเด็กเลยว่าเรารับเด็กอย่างไร ทำกิจกรรมอะไรบ้าง ให้นั่งอยู่ในห้องกับเด็ก ดูได้ครึ่งวันจนกระทั่งเราพาเด็กนอน แล้วเราก็ให้คุณครูเป็นคนเลือกเองว่า กิจกรรมไหนที่เขาสามารถเอากลับไปเริ่มทำได้เลย เราไม่ได้บังคับค่ะ
บางคนมาดูแล้วบอก ‘อันนี้เราทำอยู่แล้ว’ แต่พอเขาเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ถ้าปรับแบบนี้แล้วมันได้ EF ด้วย เขาก็เอากลับไปปรับใช้กับศูนย์ของตัวเอง และพอเขาเข้าใจก็จะค่อยๆ เปลี่ยนมายด์เซ็ตของตัวเองโดยที่เราไม่ต้องไปบังคับ”
ปัจจุบันแนวทางดังกล่าวถูกขยายไปครบทั้ง 8 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอเชียของแล้ว แม้ระดับการนำไปใช้จริงของแต่ละศูนย์จะแตกต่างกันไปตามความพร้อมและการปรับใช้ของครูแต่ละแห่ง
“จริงๆ แล้วพอครูไปฝึกเด็ก ตัวครูเองก็เปลี่ยนไปด้วยนะคะ ครูจะใจเย็นลง กลายเป็นคนที่สื่อสารเชิงบวกกับเด็กมากขึ้น สุดท้ายเราจะเห็นว่า ความมุ่งมั่นของเราไปเปลี่ยนตัวเด็กก็จริง แต่ในเวลาเดียวกัน ตัวครูเองก็เปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน”
การเรียนรู้ไม่ควรจบลง เมื่อเด็กกลับถึงบ้าน
การที่เด็กคนหนึ่งจะมีพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม การเรียนรู้ที่ศูนย์เด็กเล็กเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเขาต้องใช้ร่วมกับครอบครัว ดังนั้น การฝึกฝนจะเกิดผลต่อเนื่องได้ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่ที่บ้านเข้าใจและช่วยส่งเสริมเด็กไปในทิศทางเดียวกัน
หนึ่งในเครื่องมือที่ครูพลอยเลือกใช้เพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนกับบ้าน ก็คือ ‘หนังสือนิทาน’ เพราะการเปิดหนังสือหนึ่งเล่มไม่ได้มีเพียงเด็กกับเรื่องราวตรงหน้า แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ใหญ่ได้นั่ง พูดคุย และใช้เวลาร่วมกับเด็ก
“ปีที่ผ่านมาเราเอาเรื่องของนิทานเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเด็กที่ติดโทรศัพท์ค่ะ ซึ่งตอนอบรมผู้ปกครอง เราจะเริ่มตั้งแต่ว่า การติดโทรศัพท์เป็นอย่างไร เราจะสังเกตลูกของเราได้อย่างไรว่าลูกติดหรือไม่ติด พอผู้ปกครองเข้ามาปรึกษาเป็นรายบุคคล เราก็ใช้เรื่องนิทานเข้าไปช่วย เพื่อลดเวลาการใช้โทรศัพท์ของเด็ก สุดท้ายกลายเป็นว่าลูกเขา ‘ติดนิทาน’ แทนค่ะ”
อย่างไรก็ตาม หนังสือนิทานเพียงเล่มเดียวไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเอง สิ่งที่อยู่รอบหนังสือเล่มนั้นต่างหากที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ผู้ใหญ่แบ่งมาให้เด็ก ความสม่ำเสมอ หรือความพร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของตัวเองไปพร้อมกับลูก
“สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องเอาด้วย ช่วงแรกๆ ผู้ปกครองก็มาบอกเราว่า ‘ครู หนูจะทำยังไงดี แฟนก็ว่าหนูแล้วว่าหนูเอานิทานมา แล้วจะได้ผลไหม’ เพราะตัวคุณแม่เองก็ยอมรับว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน ส่วนคุณพ่อช่วงแรกก็ยังไม่ค่อยเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยลูกได้จริงหรือเปล่า
แต่พอทำไปแล้วเด็กเริ่มเห็นผล สุดท้ายก็กลายเป็นว่าทั้งคุณพ่อคุณแม่พอใจ เจอเราที่ไหนก็จะเข้ามาคุย เหมือนกับว่าเราช่วยให้ลูกเขาผ่านวิกฤตตรงนี้มาได้ มันก็เป็นความภูมิใจของเขา แล้วเราก็ดีใจที่ได้ช่วยเด็กค่ะ”

ทว่า ‘ครอบครัว’ ของเด็กในเชียงของไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียวกันทั้งหมด เด็กบางคนอยู่กับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งเติบโตกับปู่ย่าตายาย บางครอบครัวอยู่บนดอย และผู้ใหญ่บางคนอ่านหนังสือไม่ออก ครูจึงปรับวิธีให้เข้ากับชีวิตของแต่ละครอบครัว หากผู้ใหญ่อ่านนิทานไม่ได้ เด็กก็เป็นฝ่ายนำเรื่องราวกลับไปเล่าให้ปู่ย่าตายายฟังแทน เพราะเป้าหมายของนิทานไม่ใช่การอ่านให้จบ หากคือการสร้างช่วงเวลาที่เด็กได้เชื่อมโยงกับใครสักคน
“เราจะให้ความรู้ผู้ปกครองเสมอว่า เด็กหนึ่งคนต้องมี ‘แม่มีอยู่จริง’ ซึ่งคำว่า แม่ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแม่แท้ๆ ของเขา แต่เป็นใครก็ได้ที่เด็กไว้วางใจและมีความผูกพันด้วย
ขณะเดียวกันก็ต้องมี ‘ครูมีอยู่จริง’ เด็กสร้างตรงนี้ได้จากการกอด จากความผูกพันระหว่างเรากับเขา เมื่อเด็กรู้ว่า ‘อ๋อ ครูก็มีอยู่จริง’ เขาก็จะไว้วางใจ กล้าพูดคุยกับเรา และกล้าที่จะอยู่กับเราค่ะ”
ในความหมายนี้ สิ่งที่ครูพลอยเรียกว่า ‘แม่มีอยู่จริง’ และ ‘ครูมีอยู่จริง’ จึงไม่ใช่เพียงการมีผู้ใหญ่คอยดูแลเด็ก หากคือการมีใครสักคนที่เด็กไว้วางใจและรู้สึกปลอดภัยพอจะกลับไปหาได้ ความผูกพันเช่นนี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับชีวิตของเด็กในวันนี้ แต่เป็นรากฐานที่แข็งแรงในวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่
การสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในทุกวัน
หากความรักความผูกพันคือเบาะนุ่มๆ ที่โอบอุ้มเด็กไว้ การเรียนรู้ผ่านกิจวัตรประจำวันที่ช่วยส่งเสริม EF ก็เปรียบได้กับ ‘ภูมิคุ้มกัน’ ที่ทำให้เขามีความยับยั้งชั่งใจต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านพฤติกรรมรุนแรง ปัญหายาเสพติด หรืออื่นๆ การวางคุณลักษณะบางอย่างไว้ในตัวเด็กจึงดีกว่าต้องมาแก้ไขเยียวยาทีหลัง
“ตอนที่ ป.ป.ส. จัดอบรมเรื่อง EF ครูเป็นผู้นำเครือข่ายของจังหวัด ตอนนั้นก็งงว่า ทำไมต้องให้ครูปฐมวัยอย่างเรามาอบรมเรื่องยาเสพติด แต่สุดท้ายเราถึงได้คำตอบว่า สิ่งที่ ป.ป.ส. ต้องการทำคือ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
เราได้เรียนรู้ว่า ถ้าเด็กได้รับการฝึกทักษะ EF ตั้งแต่ก่อน 6 ขวบ ซึ่งมี 3 กลุ่มทักษะ 9 ด้าน ทั้งเรื่องการยับยั้งชั่งใจ การยืดหยุ่นความคิด การแก้ปัญหา ทักษะเหล่านี้จะกลับไปตอบโจทย์เด็กอีกครั้งตอนที่เขาเข้าสู่วัยรุ่น
เพราะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น เขาอาจไปลองยา ลองสูบบุหรี่ หรือเจอกับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ตามวัย แต่ถ้าเขามีพื้นฐานที่ดีตั้งแต่ช่วง 3–6 ขวบ ทั้งการยับยั้งชั่งใจ ยืดหยุ่นความคิด และแก้ปัญหา เขาก็อาจจะหยุดตัวเองแล้วคิดได้ว่า ‘เฮ้ย มันมีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นนะ’
ส่วนที่เราบอกว่าต้องมี ‘กอด’ ในวัยนี้ เพราะมันคือเรื่องของความผูกพันค่ะ เด็กต้องมีใครสักคนที่เขารู้สึกผูกพันและไว้วางใจ เมื่อวันหนึ่งเขาโตขึ้นแล้วเจอกับปัญหาหนักๆ ความผูกพันตรงนี้อาจทำให้เขานึกถึงใครสักคนขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่เราพูดว่า แม่มีอยู่จริง หรือครูมีอยู่จริง เขารู้ว่ายังมีคนที่เขาไว้วางใจและกลับไปหาได้ นี่คือโจทย์หนึ่งที่ครูได้เรียนรู้ แล้วก็เอากลับไปถ่ายทอดให้ผู้ปกครองฟังว่า นี่แหละคือการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเด็ก”

ทั้งหมดนี้ทำให้ครูพลอยมองว่า ช่วงปฐมวัยไม่ใช่ช่วงเวลาที่ควรปล่อยผ่านด้วยความคิดว่า ‘เดี๋ยวโตค่อยเรียน’ เพราะก่อนที่เด็กจะต้องเรียนรู้เนื้อหาที่ซับซ้อน ยังมีฐานบางอย่างที่ต้องค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นเสียก่อน
“มันเหมือนกับ ‘นั่งร้าน’ หรือฐานที่เราต้องสร้างให้แข็งแรง ถ้าฐานไม่แข็งแรง รากไม่ลงลึก เวลาจะยึดอะไรไว้ มันก็โอนเอนได้ง่าย เพราะฉะนั้นวัยนี้คือการสร้างฐานค่ะ
อย่างที่เราฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเองและทำงานบ้าน เด็กวัยนี้เขายังไม่ได้รู้สึกว่า ผู้ใหญ่กำลังใช้ให้ฉันทำงาน เพราะเด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น สิ่งที่เขาทำจากการเล่น หรือบทบาทสมมุติต่างๆ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่ แต่จริงๆ แล้วทักษะเหล่านั้นมันกำลังถูกฝังอยู่ในตัวเขา เหมือนกับเราฝังชิปเอาไว้ พอถึงเวลาที่ต้องใช้ เขาก็สามารถดึงออกมาใช้ได้”
เมื่อเด็กคนหนึ่งเติบโต สังคมทั้งสังคมก็เติบโตไปด้วย
ในมุมครูพลอย ศูนย์เด็กเล็กจึงมีความหมายมากกว่าสถานที่รับฝากเด็ก เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เด็กซึ่งมีภูมิหลังและเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน ได้เรียนรู้และฝึกฝนร่วมกันอย่างเท่าเทียม
“ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะค่ะ แต่เราจะทำอย่างไรให้เด็กของเราเติบโตจากภาวะตรงนี้ได้ สิ่งสำคัญอย่างแรกคือฐานครอบครัวต้องแข็งแรง ครูอยากฝากไปถึงผู้ปกครองว่า สำหรับเด็กวัยนี้ ครอบครัวสำคัญมาก
ขณะเดียวกัน ในส่วนของครู ก็ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตตัวเองให้ได้ว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว วิธีที่เราเคยใช้ดูแลเด็กเมื่อก่อน อาจใช้กับเด็กในวันนี้ไม่ได้เหมือนเดิม คุณครูต้องเปิดใจและปรับเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมและวิธีการดูแลเด็กให้เหมาะกับโลกที่เปลี่ยนไป
สิ่งสำคัญคือเราต้องเห็นความสำคัญของเด็ก ให้โอกาสเด็กอย่างเดียวไม่พอ คุณครูต้องเป็นผู้สร้างโอกาสให้เด็กได้รับการฝึกฝนด้วย เพราะเด็กจะทำได้หรือไม่ได้ บางครั้งมันขึ้นอยู่กับว่าเราเคยเปิดพื้นที่ให้เขาได้ลองทำหรือยัง”
ซึ่งครูพลอยฝากถึงทุกคนว่า คำว่า ‘เด็กคืออนาคต’ ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่คือความจริงที่ผู้ใหญ่ต้องตระหนักและวางรากฐานตั้งแต่วันนี้
“อีก 20 ปีข้างหน้า ครูอย่างเราก็จะกลายเป็นผู้สูงอายุ เป็นผู้สูงวัย แล้วเด็กที่เราเลี้ยงดูอยู่ในวันนี้นี่แหละที่เราจะต้องพึ่งเขาในวันข้างหน้า เขาอาจจะเป็นคนที่ทำหน้าที่ต่างๆ และกลับมาดูแลสังคมที่เราอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องเด็กไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่หน้าที่ของศูนย์เด็กเล็กเพียงอย่างเดียว
ครูจึงอยากฝากไปถึงทั้งครอบครัว คุณครู หน่วยงานเครือข่าย และหน่วยงานต้นสังกัดทั้งหมด ว่าเราต้องให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัยตั้งแต่วันนี้ เพราะเด็กที่เราให้โอกาส ฝึกฝน และวางรากฐานให้เขาในวันนี้ ก็คืออนาคตของสังคมที่เราทุกคนจะต้องอยู่ร่วมกันค่ะ”